ฉบับที่ 134 ร้องข้าวเกรียบโครงการหลวง ฉลากวันหมดอายุซ้อนทับ

คุณพชร ซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบโครงการหลวง สูตรแครอท ที่ร้านโครงการหลวง สาขาคิงพาวเวอร์ สนามบินสุวรรณภูมิ

“ราคาห่อละ 25 บาทครับ ก็เปิดถุงมานั่งกิน ระหว่างนั่งกินก็ดูรูปประกอบ ดูข้อมูลต่างๆ ที่แสดงอยู่ตามข้างถุงไปเรื่อย ผมมาสะดุดมือสะดุดตาตรงสติ๊กเกอร์ที่แปะแสดงวันผลิต วันหมดอายุครับ แกะออกมาดูมันมี 2 อันแปะทับกันอยู่”

สติ๊กเกอร์อันบนระบุวันผลิตไว้ที่ 05/12/54 วันหมดอายุ 05/01/55 ส่วนอันที่ถูกแปะทับปิดไว้ ระบุวันผลิตเป็นวันที่ 25/11/54 วันหมดอายุ 25/12/54 วันที่คุณพชรซื้อข้าวเกรียบห่อนี้นั้นคือวันที่ 10 ธันวาคม 2554

“ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงวันหมดอายุที่ระบุไว้ทั้งสองฉลากก็ตาม แต่ก็ทำให้ผมไม่แน่ใจว่าแล้ววันผลิตวันหมดอายุที่แท้จริงคือวันไหนกันแน่”

นอกจากนี้ คุณพชร ยังสังเกตพบว่า มีการนำสติ๊กเกอร์ที่มีคำว่าสูตรแครอท มาแปะทับบนบรรจุภัณฑ์แต่ว่าไม่มีการระบุรายละเอียดในส่วนประกอบหลังบรรจุภัณฑ์ว่ามีแครอทผสมในสัดส่วนเท่าไหร่

“ผมว่าการแสดงฉลากแบบนี้เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค อยากจะให้มูลนิธิฯ ช่วยประสานไปยังผู้ผลิตให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้ด้วยครับ”

แนวทางแก้ไขปัญหา

ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 การที่อาหารที่มีฉลากเพื่อลวง หรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ ประโยชน์ หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่น หรือในเรื่องสถานที่และประเทศที่ผลิต ถือว่าเป็นอาหารปลอม ห้ามผลิตหรือจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท

ด้วยการกระทำที่อาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าว มูลนิธิฯ จึงได้มีหนังสือร้องเรียนไปยัง มูลนิธิโครงการหลวงในฐานะผู้ผลิตสินค้า และบริษัท คิงพาวเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ในฐานะผู้จำหน่าย ให้ช่วยกันตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นและได้พิจารณาเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคตามสมควร

ไม่นานมูลนิธิโครงการหลวง ได้มีหนังสือชี้แจงตอบกลับมา โดยมีข้อชี้แจงที่สำคัญดังนี้

ประเด็นที่ 1 การนำสติ๊กเกอร์วันผลิตแปะทับกัน
เนื่องจากพนักงานติดสติ๊กเกอร์วันผลิต (25/11/54) ที่ถุงในจำนวนที่เผื่อไว้ เมื่อถึงรอบการผลิตชุดใหม่ (05/01/55) พนักงานไม่ได้แกะสติ๊กเกอร์อันเดิมออกจากถุงที่เผื่อไว้ แต่แปะสติ๊กเกอร์อันใหม่ทับไป ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่าผู้ผลิตนำสินค้าเก่ามาติดวันผลิตใหม่ ซึ่งระบบการผลิตนั้น ผู้ผลิตจะทำการผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้าเท่านั้น โดยไม่มีการผลิตสินค้าสต๊อกไว้ จึงไม่มีสินค้าที่เป็นชุดการผลิตเก่าส่งจำหน่ายให้ลูกค้า อนึ่งทางผู้ผลิตได้ทำการตักเตือนพนักงาน รวมทั้งอบรมกระบวนการทำงานให้พนักงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจถึงกระบวนการทำงานที่ถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก

ประเด็นที่ 2 การนำสติ๊กเกอร์ที่มีคำว่า สูตร Carrot มาติดที่บรรจุภัณฑ์
เนื่องจากผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบโครงการหลวงมีทั้งหมด 3 สูตร คือ สูตรแครอท สูตรฟักทอง และสูตรเห็ดหอม ซึ่งการผลิตถุงอลูมิเนียมฟอยด์นั้นจำเป็นต้องสั่งซื้อจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ผลิตจึงใช้บรรจุภัณฑ์แบบเดียวกันในการบรรจุผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบทั้ง 3 สูตร แต่จะมีสติ๊กเกอร์ที่มีการระบุสูตรติดไว้ด้านหน้าของบรรจุภัณฑ์ เพื่อเป็นการควบคุมต้นทุนการผลิต ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์แยกชนิดกันนั้นจะทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนในการทำบล๊อกพิมพ์ และต้นทุนในการสั่งผลิตบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า ทั้งนี้ส่วนประกอบที่แจ้งในบรรจุภัณฑ์นั้นเป็นส่วนประกอบจริงของผลิตภัณฑ์ เช่น สูตรแครอท ในส่วนประกอบระบุว่า มีผลิตผลโครงการหลวง 36% ความหมายคือ มีแครอทเป็นส่วนประกอบอยู่ 36% หรือ สูตรฟักทอง ในส่วนประกอบระบุว่ามีผลิตผลโครงการหลวง 36% ความหมายคือ มีฟักทองเป็นส่วนประกอบอยู่ 36% เป็นต้น ดังนั้นผู้ผลิตจะให้พนักงานขายชี้แจงให้ลูกค้าทุกรายเข้าใจถึงส่วนประกอบของผลิตผลโครงการหลวง

“ฝ่ายตลาด มูลนิธิโครงการหลวง ขอขอบพระคุณ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและคุณพชร เป็นอย่างสูงที่ได้แจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ทางมูลนิธิฯ(โครงการหลวง)ได้รับทราบ ซึ่งทางมูลนิธิฯ(โครงการหลวง) จะนำไปปรับปรุงต่อไป สำหรับการพิจารณาเยียวยาในความเสียหายแก่ผู้ร้องนั้น ทางมูลนิธิโครงการหลวงจะขอมอบกระเช้าเป็นการตอบแทนในคำแนะนำ และขอโทษที่ทำให้คุณพชร เข้าใจผิด...”

คุณพชรมีความพึงพอใจในคำชี้แจงและการดำเนินการที่ได้รับ ส่วนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคก็ขอบพระคุณมูลนิธิโครงการหลวงเป็นอย่างสูงต่อการใส่ใจในปัญหาของผู้บริโภคในครั้งนี้

 

 

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

250 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ข้าวเกรียบ โครงการหลวง หมดอายุ

ฉบับที่ 279 พบร้านขายบุหรี่ไฟฟ้าใกล้โรงเรียน

        WHO หรือ องค์การอนามัยโลก กำหนดธีมวันงดสูบบุหรี่โลกปี 2567 คือ ปกป้องเด็กจากการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ ส่วนของไทยคือ "ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า" ประจวบเหมาะกับ คุณแม่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกนิตยสารฉลาดซื้อ ได้ให้ข้อมูลและขอคำปรึกษามาว่า พบว่าแถวโรงเรียนลูกนั้นมีร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า เปิดบริการอย่างเปิดเผยจะทำอย่างไรดี         คุณต่ายโทรมาปรึกษาว่า มีลูกเรียนอยู่ชั้นมัธยมโรงเรียนย่านชานเมือง เมื่อเทอมก่อนตนเองก็ไปส่งลูกเรียนหนังสือไม่พบว่ามีอะไรแถวหน้าโรงเรียนที่ผิดสังเกต แต่พอมาเปิดเทอมใหม่นี้ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ตนเองพบว่า มีร้านค้าที่ขายวัสดุอุปกรณ์เหมือนเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้รู้สึกเป็นกังวลมากว่า จะเป็นโอกาสให้สินค้าเหล่านี้เข้าถึงเด็กๆ ได้ง่ายขึ้น ตนเองควรทำอย่างไรดี  แนวทางการแก้ไขปัญหา         บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าห้ามขายห้ามให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ผู้ขายสินค้าดังกล่าวมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง มีบทลงโทษความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ         หากพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วน 1599 หรือ สามารถแจ้งเบาะแสที่ สคบ. ผ่านช่องทางต่างๆเช่น สายด่วน 1166 เว็บไซต์ www.ocpb.go.th และ facebook.com/ocpb.official (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค)

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 สถาบันกวดวิชาไม่ตรงปก

        สถาบันกวดวิชาเปิดคอร์สสอนกันให้เต็มบ้าน เต็มเมืองไปหมด ปัจจุบันก็มีรูปแบบคอร์สออนไลน์ เพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันการหาความรู้เพิ่มนอกรั้วของระบบการศึกษานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะบางทีอาจจะเจอคอร์สเรียนหลอกลวง หรือไม่ได้มาตรฐานและไม่ค่อยจะตรงปกสักเท่าไหร่ แบบคุณเจเจที่ได้ร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         โดยคุณเจเจ ได้เล่าว่าเธออยากที่จะเรียนเพิ่มเกี่ยวกับด้านภาษาอังกฤษระดับ IELTS เธอจึงเลือกที่จะหาข้อมูลบนเพจเฟซบุ๊กว่ามีคอร์สไหนน่าสนใจบ้าง จนไปเจอเพจหนึ่งจึงได้ตัดสินใจลงสมัครเรียนแบบ Private IELTS ในราคา 19,900 บาท จำนวน 15 ชั่วโมง จ่ายเงินเรียบร้อย และเรียนไปสักพักพบว่าคอร์สดังกล่าว มีปัญหาหลายอย่าง เช่น ผู้สอนไม่มีความพร้อมนั่งสอนอยู่ที่ริมถนนจนเกิดเสียงรบกวนผู้เรียนจนไม่มีสมาธิ แจ้งให้เปลี่ยนสถานที่แต่ก็เพิกเฉย แถมครูต่างชาติรีบสอนจนรู้สึกว่าไม่สนใจผู้เรียนว่าจะทันหรือไม่ และยังมีเหตุการณ์หายไปจากการสอนโดยอ้างว่าที่พักเกิดไฟดับ ส่งผลให้เรียนไม่ต่อเนื่องและต้องหาเวลามาเรียนใหม่ ที่สำคัญทางสถาบันมีการโฆษณาว่าในคอร์ส 15 ชั่วโมง จะได้เรียนครบทั้ง การฟัง พูด อ่าน เขียน แต่ปรากฏว่าเมื่อเรียนจริงครูผู้สอนหลักทำแค่บางพาร์ท และยังไม่มีการแจ้งตารางการเรียนอีกด้วย อ้าว...ไหงงั้น ที่สำคัญไฟล์เอกสารประกอบการเรียนก็ไม่ครบไม่มีการเฉลยข้อสอบ ไม่มีไฟล์พาร์ทการฟัง พูด อ่าน เขียน ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถทราบได้ว่าข้อสอบที่ทำมีความถูกต้องมากแค่ไหน        ทั้งนี้ หลังจากที่จ่ายเงินค่าเรียนไปแล้วก็ไม่มีการได้รับใบเสร็จ และไม่แจ้งรายละเอียดตารางการเรียนให้ทราบอย่างชัดเจนอีกด้วย ทำให้คุณเจเจรู้สึกไม่โอเคที่จะเรียนต่อกับคอร์สที่เหลืออยู่อีก 3 ครั้ง และอยากให้สถาบันดังกล่าวชดเชยเงินจำนวน 3,978 บาท แต่สถาบันชดเชยให้เพียง 2,240 บาท (แจ้งว่าเป็นจำนวนเงินที่หักค่าไฟล์เอกสาร)  คุณเจเจจึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและสถาบันดังกล่าวไม่มีมาตรฐานในการสอน และมาตรการชดเชยผู้เรียนให้ชัดเจน จึงมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ  แนวทางการแก้ไขปัญหา         ในเบื้องต้นคุณเจเจ ได้ขอให้ชดเชยค่าเล่าเรียนเป็นจำนวน 7,293 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นจำนวนเงินที่เธอได้เฉลี่ยจากการที่ไม่ได้รับบริการการสอนอย่างเป็นธรรม  ซึ่งหลังจากวันที่ได้รับเรื่องทางเจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์ ก็ได้มีการติดตามเรื่องอย่างเต็มที่ จนคุณเจเจได้แจ้งกับทางมูลนิธิฯ ว่าทางสถาบันดังกล่าวได้ติดต่อมาเพื่อนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางเธอแล้ว ซึ่งทางสถาบันยินยอมที่จะจ่ายเงินชดเชย จำนวน 7,293 บาท ให้กับเธอ ทางคุณเจเจจึงไม่ติดใจอะไรกับสถาบันดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ อยากขอเตือนให้ผู้บริโภคทุกคนก่อนสมัครคอร์สการเรียนใด ควรเช็กข้อมูลของสถาบันกวดวิชาให้ดี สามารถอ่านรีวิวเพื่อเช็กความน่าเชื่อถือของสถาบันได้  

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 รถมอเตอร์ไซค์หายในห้างอีกแล้ว

        รถยนต์หายในห้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วบ่อยครั้ง ทั้งนี้เพราะห้างสรรพสินค้าห้างหนึ่งมีพื้นที่ให้จอดรถได้จำนวนมากมิจฉาชีพจึงอาจมองลานจอดรถของของห้างสรรพสินค้าเป็นแหล่งโจรกรรมชั้นดี  ลูกค้าที่เข้าไปจอดรถ บางครั้งอาจไม่ได้เข้าไปทำธุระนาน แค่เพียงไม่นานรถก็หายได้ หากไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดีเพียงพอ รถของลูกค้าไม่ว่าจะรถเล็ก รถใหญ่ หายได้ไม่ยาก เช่นเรื่องราวร้องเรียนของคุณเฉลิมศรี         เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2566 เมื่อคุณเฉลิมศรีได้นำรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดที่ห้างค้าปลีกชื่อดังแห่งหนึ่ง สาขาบางนาเพื่อเข้าไปซื้อไก่ทอดกินแต่เมื่อออกมาก็ไม่พบรถแล้ว จึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความปลอดภัย และได้ทำเอกสารของดูด้วยกล้องวงจรปิดและพบว่า ได้มีคนร้าย 2 คน เข้ามามาลักขโมยรถไปแล้ว คุณเฉลิมศรี จึงได้ดำเนินการแจ้งความที่ สน.บางนาและวันต่อมาก็ได้เข้ามาติดต่อกับฝ่ายดูแลของสูญหายของห้างสรรพสินค้าและเจ้าหน้าที่ฝ่ายได้ให้ คุณเฉลิมศรี ติดต่อกับผู้จัดการห้างแต่เมื่อได้ติดต่อกับผู้จัดการห้างฯ สาขาบางนาแล้ว ผู้จัดการกลับให้คุณเฉลิมศรี ติดต่อกับผู้จัดการระดับเขตคุณเฉลิมศรี ได้ติดต่อทุกฝ่ายที่ได้รับคำแนะนำแต่ทั้ง 3 ฝ่ายกลับปัดเรื่องถึงกันไปมา จึงล่วงผ่านไปกว่า 5 เดือนแล้วคุณเฉลิมศรี ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยา ช่วยเหลือจากห้างฯ แต่อย่างใด คุณเฉลิมศรีจึงได้เข้ามาร้องเรียนให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคช่วยเหลือ  แนวทางการแก้ไขปัญหา         หลังจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณเฉลิมศรีแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อรวบรวมเอกสาร ข้อมูลเพิ่มเติมและพาคุณเฉลิมศรีพบนิติกร แผนกคดีผู้บริโภค ศาลแขวงพระโขนงเพื่อทำคำฟ้องคดีผู้บริโภคเพื่อให้ห้างดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คุณเฉลิมศรี ต่อมาได้มีการประสานเพื่อไกล่เกลี่ยและปัจจุบันคุณเฉลิมศรีได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายแล้วเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2567 จำนวน 55,0000 บาทถ้วน         หากประชาชนท่านใด เกิดปัญหารถหายในห้าง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอให้คำแนะนำกับประชาชนไว้ดังนี้         1. ให้เก็บรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง  เช่น “ใบเสร็จ “ ซื้อสินค้า เพื่อยืนยันการมาใช้บริการในห้างสรรพสินค้า        2. นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อจะได้สืบหาข้อมูล พยานหลักฐานต่างๆ จนถึงการดำเนินคดีได้ต่อไป          เมื่อรถหายในห้างแล้ว ประชาชนอาจคิดว่า อย่างไรก็ย่อมเรียกร้องค่าเสียหายจากห้างสรรพสินค้าได้อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ กรณีที่ห้างสรรพสินค้าอาจไม่ต้องรับผิดชอบเลยก็เกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้นความรอบคอบในการเข้าใช้บริการ การเก็บหลักฐานข้อมูลไว้อย่างครบถ้วนจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ประชาชนบางรายนั้น มีความรอบคอบอย่างมากได้ถ่ายภาพรถของตนเองที่จอดไว้ในห้างทุกครั้งที่เข้าจอด ทำให้ที่เห็นป้ายทะเบียน รวมถึง สภาพสถานที่จอด เมื่อมีการฟ้องคดีจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ได้รับการชดเชยเยียวยา

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 ใช้สิทธิให้สายการบินลบข้อมูลส่วนบุคคล

        ปัจจุบันมิจฉาชีพเกิดขึ้นชุกชุม ประชาชนถูกหลอกกันทุกเวลา นาที จนต้องแปลกใจว่า มิจฉาชีพเหล่านี้ไปเอาข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ มาได้อย่างไร ได้ข้อมูลมาจากที่ไหน คิดแล้วก็อาจจะจำไม่ได้ หรือไม่รู้แน่เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะทำธุรกรรมใดๆ ต่างก็ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เต็มไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นการป้องกันตัวเอง ไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคลลของเรารั่วไหลก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุด และนี่ทำให้คุณวิศิษฎ์เดินทางเข้ามาร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         เรื่องราวของคุณวิศิษฎ์คือได้มีบัญชีสมาชิกกับสายการบิน บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด (Air Asia) มานานแล้ว แต่คุณวิศิษฎ์ก็ไม่ค่อยได้ใช้บริการ และปัจจุบันยังมีหลายบริษัทนำเที่ยวที่ให้บริการจองเที่ยวบินให้ด้วยในราคาที่ถูกและสะดวก คุณวิศิษฎ์มองว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีบัญชีสมาชิกไว้กับสายการบินโดยตรงก็ได้ วันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา คุณวิศิษฎ์จึงแจ้งกับสายการบินดังกล่าวให้ลบข้อมูลบัญชีสมาชิกเว็บไซต์ออก เจ้าหน้าที่ก็ตอบรับด้วยดี ขอรายละเอียดข้อมูลของคุณวิศิษฎ์เพื่อไปดำเนินแต่หลังจากนั้น ผ่านไปกว่า 15 วันคุณวิศิษฎ์ก็ยังเห็นข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองอยู่ในเว็บไซต์ บริษัทยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ  คุณวิศิษฎ์จึงเข้ามาร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         “ผมทำอย่างนี้ในหลายๆที่ ที่ผมจำได้ว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลของผมอยู่ ผมก็แจ้งให้ลบ เพราะบางทีเราแทบไม่ได้ทำธุรกรรมอะไรกับเขาเลย ผมคิดว่าเราทำแบบนี้จะปลอดภัยจากมิจฉาชีพมากขึ้นกับบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ก็ไม่มีอะไรแต่ก่อนผมจะต้องบินบ่อย แต่ปัจจุบันไม่ค่อยบินแล้ว หรือถ้าจะจองเที่ยวบินก็สามารถทำได้สะดวกผ่านเอเจนซี่ที่เขามีให้บริการแล้วราคาอาจถูกกว่าด้วย เราไม่ต้องทำเอง ผมเลยคิดว่าลบข้อมูลออกเลยดีกว่า ”  แนวทางการแก้ไขปัญหา         หลังจากมูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วจึงได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมการบริษัทให้ดำเนินการลบบัญชีสมาชิกของคุณวิศิษฎ์ต่อมาไม่นาน บริษัทก็ได้แจ้งผลว่าได้ลบข้อมูลของคุณวิศิษฎ์ ออกจากฐานข้อมูลของเว็บไซส์ของบริษัทแล้ว         พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2565 กฎหมายฉบับนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ให้ถูกจัดเก็บหรือนำไปใช้โดยไม่ได้แจ้งให้เราทราบ และ/หรือได้รับความยินยอมจากเราในฐานะเจ้าของข้อมูลก่อน  ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประชาชนจึงมีสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลคือ 1.สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ 2. สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล 3.สิทธิขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล 4.สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล 5.สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล6.สิทธิขอให้ลบหรือทำลายหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ 7.สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล         ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีนี้คือ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด จะสามารถรวบรวมใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลก็ต่อเมื่อได้รับ คำยินยอมจากเจ้าของข้อมูลด้วย เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อยกเว้น พรบ. กำหนดไว้ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้กำหนดบทลงโทษไว้ทั้งทางแพ่ง โทษทางอาญาและโทษทางปกครอง         หากประชาชนต้องการจะปกป้อง ควบคุมการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองจึงย่อมสามารถแสดงใช้สิทธิได้เสมอ

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)