ฉบับที่ 154 องค์กรอิสระของผู้บริโภค ถูก SET SERO

สังคมไทยกำลังเถียงกันอย่างมาก ว่าเราควรจะปฏิรูปก่อนแล้วค่อยจัดการเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งเสร็จแล้วค่อยไปทำการปฏิรูป หลายกลุ่มมีความขัดแย้ง ถกเถียง โกรธกัน เพราะเห็นไม่ตรงกัน ทั้งๆ ที่การปฏิรูปก่อนหรือหลังเป็นมุมมองทางการเมืองที่มีความแตกต่างกัน และดูเหมือนจะยอมรับกันได้ยาก แต่หากถามว่า เราควรปฏิรูปหรือไม่ ทุกคนจะให้คำตอบเหมือนกันว่า ต้องปฏิรูปและยอมรับว่าต้องทำทันที

จริงๆ คำถามนี้ไม่ควรถามกันเอง แต่หากใครชอบแบบไหนก็สนับสนุนแนวทางนั้น แต่จำเป็นต้องช่วยกันคิดแล้วว่า เราต้องปฏิรูปอะไรบ้าง ที่สำคัญ หรือเราจะบอกว่า “ต้องปฏิรูปวันนี้ และเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์”

เพราะไม่มีผู้บริโภคไทยคนไหนไม่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการซื้อขนม การคิดค่าโทรศัพท์และบริการอินเตอร์เน็ตที่สามารถซื้อบ้านได้ถึงหนึ่งหลัง(1.3 ล้านบาท) หรือแม้แต่การคุ้มครองผู้บริโภคในระดับพื้นฐานที่สำคัญและควรจะมีให้ดีให้ถูกต้อง เช่น ฉลากสินค้า วันหมดอายุ ที่ควรจะต้องเป็นภาษาไทยอ่านง่าย ชัดเจน รวมทั้งคุณภาพชีวิตในหลายๆ ด้าน เช่น บริการรถโดยสารสาธารณะ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่นับตั้งแต่มีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมาไม่น้อยกว่า 30  ปีนับตั้งแต่ พ.ศ. 2522  หรือข้อตกลงสหประชาชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531  ยังได้รับรองไว้ว่า “ผู้บริโภคควรจะมีสิทธิที่จะได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีอันตราย  รัฐต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รับความยุติธรรม ความเสมอภาคและการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม ตลอดจนความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม”

ข้อเสนอการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่สำคัญ คือ การจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐและภาคธุรกิจเอกชน ผ่านร่าง พรบ. องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการจะมีองค์กรของผู้บริโภคได้เองนี้ คงจะสำเร็จได้ยาก หากยังไม่มีการปฏิรูปกระบวนการจัดทำกฎหมายของรัฐสภา จากบทเรียนความไม่สำเร็จของกฎหมายทั้ง ๆ ที่ใช้เวลาในขั้นตอนรัฐสภามากกว่า 4  ปี นับตั้งแต่วันที่ 19  กุมภาพันธ์ 2552  ที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และกฎหมายเดียวกันอีก 6  ฉบับของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ผ่านขั้นตอนการรับหลักการไปตั้งแต่วันที่ 5  ตุลาคม 2553  ผ่านสภาผู้แทนราษฎร  ส่งต่อไปวุฒิสภาเข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการวุฒิสภา รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภา ทำให้กฎหมายตกไปตามมาตรา 153 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ

 

รัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ และรัฐสภาเห็นชอบ กฎหมายไปสู่ขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาโดยมีการแก้ไข สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบการแก้ไขกฎหมาย ตั้งกรรมาธิการร่วมในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้  ออกจากรรมาธิการ่วม ส่งให้สองสภาเห็นชอบอีกครั้ง วุฒิสภามีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 9  กันยายนที่ผ่านมา แต่สภาผู้แทนราษฎรยังไม่หยิบขึ้นพิจารณา จนรัฐบาลนี้ยุบสภาเมื่อวันที่ 9  ธันวาคม กฎหมายก็ตกไปสู่มาตรา 153 เช่นเดิม ไปสู่ขั้นตอนการกราบกรานให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้อีกครั้ง เพื่อให้รัฐสภาเห็นชอบกฎหมาย จึงจะทำให้กฎหมายฉบับนี้อยู่ในขั้นตอนเดิมคือ รอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

และคงไม่ได้มีปัญหาเฉพาะองค์กรของผู้บริโภค แต่มีกฎหมายที่ดีอีกหลายฉบับที่ไม่ได้รับการพิจารณาจากรัฐสภา เช่น ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข 4  ปีที่อยู่ในรัฐสภาไม่มีแม้แต่ขั้นตอนการรับหลักการ  กฎหมายประกันสังคมของเครือข่ายแรงงานที่ไม่รับหลักการทำให้กฎหมายตกไป บทเรียนเหล่านี้สะท้อนความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปกระบวนการจัดทำกฎหมายได้เป็นอย่างดี


แหล่งข้อมูล: สารี อ๋องสมหวัง

150 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ สารีอ๋องสมหวัง