ฉบับที่ 167 เมื่อ layman ชนะผู้เชี่ยวชาญรอบที่ 21

มติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เรื่องการให้ชะลอการสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ถูกใจสาธารณชนไม่น้อยไปกว่ามติของสปช.ที่ให้กสทช. สั่งให้บริษัทคิดค่าโทรศัพท์ ตามจริงเป็นวินาทีโดยไม่ปัดเศษเป็นนาที ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคประหยัดเงินไปได้มากกว่า 43,000 ล้านบาทต่อปี

เหตุผลในการให้สัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 นั้นคือ ปริมาณสำรองพลังงานปิโตรเลียมโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยมีน้อย และกำลังจะหมดไป ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ ต้องนำเข้าพลังงานทุกประเภท

ทั้งที่ข้อเท็จจริง เป็นเรื่องหมดอายุสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมในปี พ.ศ. 2565 หรืออีก 7 ปีจากนี้ ซึ่งจำนวนปีที่เหลือนี้ได้ถูกนำมาใช้ในลักษณะให้ดูเหมือนว่า ประเทศไทยใกล้จะไม่มีพลังงานใช้แล้วหากไม่เร่งเปิดสัมปทานต่อไป เพราะปริมาณก๊าซที่มีอยู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอายุของสัญญาสัมปทาน เป็นเพียงประเด็นสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 1 ที่รัฐบาลให้กับบริษัทยูโนแคลหรือเชฟรอนในปัจจุบันในแหล่งเอราวัณ และที่ให้กับบริษัท ปตท.สผ.ในแหล่งบงกช ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ตั้งแต่ปี 2514 กำลังจะหมดสัญญาสัมปทาน

หากไม่รีบดำเนินการจะทำให้ราคาพลังงานสูงเพราะต้องซื้อจากต่างประเทศ แต่โดยข้อเท็จจริง ราคาพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสัมปทานพลังงานที่ได้ เพราะรัฐบาลมีนโยบายใช้ราคาพลังงานตามกลไกตลาดโลกแถมมีต้นทุนเทียมในกรณีราคาน้ำมัน เช่น ค่าขนส่งน้ำมันทั้งที่ไม่มีการขนส่งจริง

หรือในกรณีก๊าซธรรมชาติ เราใช้ก๊าซธรรมชาติ 16.10 บาทต่อกิโลกรัมขณะที่ราคาในตลาดโลกเพียง 14 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น เช่น เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2555 คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบให้ ปตท. ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กับบริษัท Qatar Liquefied Gas Company Limited ประเทศกาตาร์ ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี อายุสัญญา 20 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 โดยเป็นสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวฉบับแรกของประเทศไทย ดังนั้นถึงแม้การสัมปทานครั้งนี้ เราจะได้ก๊าซธรรมชาติมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ย่อมส่งผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศน้อย เนื่องจากโครงสร้างราคาต้องรวมค่าใช้จ่ายซื้อก๊าซ 2 ล้านตันต่อปีที่ทำสัญญาล่วงหน้าไปแล้ว 20 ปีของปตท. เหมือนกับรูปแบบใช้หรือไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take or Pay)

 

โจทย์สำคัญในการปฏิรูปกิจการพลังงาน จึงต้องทำให้เกิดกลไกใหม่หรือองค์กรบริหารกิจการพลังงานรูปแบบใหม่ที่ลดผลประโยชน์ขัดแย้งในกลุ่มข้าราชการระดับสูงและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผูกขาดพลังงาน โดยเป็นกลไกที่มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514  ให้มีเรื่องเหล่านี้ และรวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ในกิจการพลังงาน

นอกจากนี้ การยกร่างรัฐธรรมนูญ มีแนวทางที่อาจจะกำหนดให้ทรัพยากรพลังงานเป็นสมบัติของชาติและประชาชน หากเร่งเดินหน้าสัมปทานครั้งนี้ซึ่งเป็นเวลานานถึง 29-39 ปี ก็จะไม่มีความหมายใดๆ เพราะทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกบริหารจัดการไปหมดแล้ว

การทำให้เรื่องพลังงานเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องผู้เชี่ยวชาญ เป็นมายาคติที่ทำให้คนเชื่อถือนักวิชาการพลังงาน ทั้งที่เรื่องนี้เต็มไปด้วยผลประโยชน์ และความมั่งคั่งของทุนบางกลุ่มเท่านั้น


แหล่งข้อมูล: สารี อ๋องสมหวัง

150 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ สารีอ๋องสมหวัง