ฉบับที่ 169 ถึงเวลาจัดการชาเขียว

การทำการตลาดแบบชิงโชคแถมพก ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการขายสินค้ากลุ่มอาหารเป็นอย่างดี เห็นได้จากปรากฎการณ์การแจกรถเบนซ์ รางวัลเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ของชาเขียวอิชิตัน จนผู้บริโภคไม่มั่นใจว่าจะดื่มชาหรือเสี่ยงโชค

ทางออกที่ชะงัด ในการแก้ปัญหาชาเขียวโฆษณาแบบชิงโชคแถมพก มีสี่ประการที่สำคัญ หนึ่ง ต้องทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลให้มากที่สุด ว่ายี่ห้อไหนบ้างที่มีน้ำตาลมากสุด โดยต้องสังเกตปริมาณน้ำตาลข้างขวด จากการสำรวจ 32 ยี่ห้อ พบว่า มีจำนวน 24 ยี่ห้อ ที่มีน้ำตาลตั้งแต่ระดับ 6 ช้อนชาสูงถึง 18.12 ช้อนชา มีเพียง 8 ยี่ห้อเท่านั้นที่มีน้ำตาลต่ำกว่า 6 ช้อนชา เพราะจะทำให้สติของผู้บริโภคกลับคืนมาว่านอกจากไม่ได้รถเบนซ์แล้ว ยังจะได้เบาหวานแถมมาด้วย เรียกว่าหากดื่มชาที่มีน้ำตาล 18 ช้อน ต้องหยุดกินน้ำตาลไม่น้อยกว่า 3 วัน โดยปกติคนเราไม่ควรกินน้ำตาลมากกว่า 6 ช้อนชาต่อวัน

สอง ต้องทำให้มาตรการในการควบคุมสินค้ากลุ่มนี้ใกล้เคียงกับสินค้ากลุ่มอื่นๆ หากเปรียบเทียบคงเป็นเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน  ซึ่งมีกติกาหลายอย่างในการกำกับการโฆษณา เช่น ห้ามโฆษณาชิงโชค แถมพก มีคำเตือนทุกครั้งในการโฆษณา “ห้ามดื่มเกินวันละ2 ขวด” ฉลากข้างขวดต้องมีการระบุคำเตือน “เด็กสตรีมีครรภ์ ไม่ควรบริโภค” แต่ขณะที่สินค้ากลุ่มชาเขียวโฆษณาได้อย่างอิสระเสรีรวมทั้งชิงโชคและแถมพก เพียงแต่ต้องขออนุญาตเท่านั้น ซึ่งหากมีการแจกรางวัลจริงก็สามารถโฆษณาได้

สาม น่าจะถึงเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต้องมีมาตรการฉลากไฟจราจร(เขียวเหลืองแดง) สำหรับอาหาร ซึ่งพบว่า ทุกๆ ปีจะมีคนเสียชีวิตสูงถึง 11 ล้านคนทั่วโลก และยังมีปัญหาอ้วนหรือน้ำหนักเกินมากถึง 4,000 ล้านคน การมีฉลากนี้จะช่วยทำให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของตนเอง และส่งเสริมให้ธุรกิจปรับตัวทำสินค้าที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น

 

มาตรการสุดท้าย เป็นมาตรการทางภาษีที่ควรจะต้องริเริ่มเก็บภาษีน้ำตาล ซึ่งในวาระการปฏิรูปครั้งนี้ หากสามารถทำได้จริง การบริโภคน้ำตาลของประชาชนก็จะลดลงและมีส่วนช่วยในการลดภาวะโรคอ้วน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยที่พบว่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มเป็น 3 เท่า และจากการเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ ประเทศไทยเป็นผู้บริโภคน้ำตาลสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากโรคอ้วนแล้ว น้ำตาลยังเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจ เช่น หัวใจวายมากขึ้นด้วย


แหล่งข้อมูล: สารี อ๋องสมหวัง

150 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ สารีอ๋องสมหวัง