ฉบับที่ 169 รู้เท่าทันการทำบ้านให้ปลอดเชื้อโรค

ฉบับนี้ขอนำเรื่องเบาๆ มาเล่าสู่กันฟัง  เพราะจะได้พักสายตาและพักสมองจากบทความต่างๆ ที่เต็มแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระ  นอกจากนี้ ก็ใกล้วันสงกรานต์ ซึ่งแทบทุกบ้านก็จะทำความสะอาดบ้านและสรงน้ำพระพุทธรูปที่บ้าน  จึงถือโอกาสนี้นำเรื่องการทำบ้านให้ปลอดเชื้อโรคที่อ่านจากเว็บไซต์ webmed ซึ่งมีความรู้ที่มีประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้

1.
เครื่องซักผ้าอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้

คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า เครื่องซักผ้าเป็นที่ที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค  แต่เครื่องซักผ้าที่สกปรกอาจเป็นแหล่งที่เก็บและแพร่เชื้อโรคได้  โดยเฉพาะแบคทีเรีย และไวรัส เพราะเชื้อโรคต่างๆ จากการซักผ้านั้นสามารถตกค้างอยู่ตามซอกมุม และส่วนต่างๆ ของเครื่องซักผ้า  นอกจากนี้ การซักผ้า ยังทำให้เครื่องเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา  จึงเป็นที่เพาะเชื้อราได้เป็นอย่างดี

ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าสัปดาห์ละครั้ง ด้วยการใช้น้ำยาฟอกขาวที่ใช้ฟอกขาวผ้า  1 ถ้วย ใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า แล้วก็เปิดเครื่องซักผ้าให้ทำงานตามปกติโดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้า  แค่นี้ก็จะทำให้เครื่องซักผ้าสะอาดได้

 
2. ทำความสะอาดจุดที่มือสัมผัสมากหรือบ่อยๆ

บริเวณที่มือจับหรือสัมผัส จะเป็นแหล่งที่เกิดเชื้อโรคได้ง่าย  ได้แก่ โทรศัพท์ รีโมทโทรทัศน์ รีโมทเครื่องปรับอากาศ  โต๊ะกาแฟทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ลูกบิดประตู  ราวเกาะ  สวิตซ์ไฟ และอื่นๆ

ควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาด  น้ำยาล้างจาน  แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด

 
3. แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค  โทรศัพท์มือถือ

  1. บริเวณเหล่านี้เป็นบริเวณที่เราใช้งาน ใช้มือสัมผัสมากที่สุด  จึงควรทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ  หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดเช็ด  หรือจะใช้ลูกยางบีบลมไล่ฝุ่นแล้วเช็ดด้วยผ้าอีกที  และต้องเช็ดหน้าจอให้สะอาด เพราะเดี๋ยวนี้โทรศัพท์เป็นระบบสัมผัส

ที่สำคัญ เมื่อมีใครยืมใช้อุปกรณ์เหล่านี้ของเรา  ต้องทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากถูกยืมไปใช้

 
4. ทำความสะอาดอ่างล้างจาน

อ่างล้างจานเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้มากในบ้าน  จึงควรทำความสะอาดอ่างล้างจานทุกครั้งหลังการใช้งาน  ที่สำคัญ ฟองน้ำและวัสดุทำความสะอาดจานชามนั้นจะสะสมเชื้อโรคและไขมันต่างๆ ไว้ในฟองน้ำ จึงต้องทำความสะอาดทุกวันหลังเลิกใช้งาน เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีโคไล และซัลโมเนลลา

การทำความสะอาดฟองน้ำล้างจานทำได้โดยล้างด้วยสบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อทุกวัน  หรือแช่ฟองน้ำให้เปียกแล้วนำเข้าในไมโครเวฟ เปิดไมโครเวฟนาน 2 นาที  น้ำจะร้อนเป็นการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดไปพร้อมๆ กัน  ถ้าไม่มีไมโครเวฟ ก็ต้มน้ำให้เดือด แล้วแช่ฟองน้ำด้วยน้ำร้อน ทิ้งไว้จนเย็นแล้วบีบเอาน้ำออก

5. กดชักโครกให้ถูกวิธี

คนส่วนใหญ่เมื่อกดชักโครกมักจะไม่ปิดฝาครอบ  การไม่ปิดฝาครอบเวลากดน้ำ  จะเป็นการทำให้เกิดการกระจายของอุจจาระ ปัสสาวะจากโถส้วมฟุ้งกระจายไปทั่วในห้องน้ำได้  ควรทำความสะอาดโถส้วมทุกสัปดาห์

 
6. การทำน้ำยาทำความสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทำได้ง่ายๆ และราคาถูก  โดย ใช้ น้ำส้มสายชู 1 ส่วน  น้ำเปล่า  9  ส่วนผสมกัน  แล้วบรรจุในขวดที่ฉีดน้ำเป็นฝอย    ใช้ฉีดตามอ่างล้างหน้าหน้า ชักโครก ห้องน้ำ  อ่างล้างจาน  และฉีดได้ทุกที่ที่ต้องการทำความสะอาด  น้ำยานี้จะช่วยชะล้างไขมันได้ดีอีกด้วย

 

แหล่งข้อมูล: นพ.ประพจน์ เภตรากาศ

150 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ เชื้อโรค

ฉบับที่ 231 รู้เท่าทันการป้องกันและรักษาโควิด-19

        วันนี้คงไม่มีโรคอะไรที่รุนแรงเท่าโควิด-19 เพราะโรคนี้ได้ระบาดไปทั่วโลก และยังไม่รู้ว่าจะสงบลงเมื่อไหร่ การอยู่กับบ้าน การเว้นระยะห่าง ป้องกันการแพร่กระจายและติดเชื้อได้ดีที่สุดหรือไม่ ยาที่รักษาอยู่ได้ผลจริงหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ โคโรนาไวรัสคืออะไร        โคโรนาไวรัสเป็นกลุ่มสายพันธุ์ใหญ่ของไวรัสที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยในมนุษย์และสัตว์ ในมนุษย์นั้นก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจตั้งแต่ ไข้หวัดธรรมดาจนถึงไข้หวัดรุนแรงเช่น เมอร์ส และซาร์ส ที่เคยระบาดเมื่อหลายปีก่อน จนถึงโควิด-19 ที่กำลังโด่งดังในปัจจุบัน ปัจจุบันมียาหรือวิธีป้องกันโควิด-19 ที่ได้ผลหรือยัง        องค์การอนามัยโลกระบุว่า  ปัจจุบันยังไม่มียาทั้งแผนปัจจุบัน แผนดั้งเดิมหรือการรักษาพื้นบ้านใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคนี้ได้          อย่างไรก็ตาม มีการทดลองทางคลินิกจำนวนมากที่ใช้ทั้งยาแผนปัจจุบันและแผนดั้งเดิม จากการทบทวนเอกสารในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 พบว่ามีการศึกษาทางคลินิก 24 รายงาน มีการใช้ยากว่า 20 รายการ เช่น อิมมูโนโกลบูลิน อินเตอร์เฟียรอน คลอโรควิน ไฮดรอกซี่คลอโรควิน ฟาวิพิราเวียร์ โลพินาเวียร์ ริโทนาเวียร์ โอเซลทามิเวียร์ ยาจีน เป็นต้น ซึ่งผลการศึกษาจำนวนเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ในการรักษาโควิด-19 และทำให้เราสามารถวางแผนการรักษาอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้นภายในสิ้นปีค.ศ. 2020  การกินวิตามิน C ช่วยป้องกันและรักษาโควิด-19 ได้จริงหรือไม่        เมื่อเป็นโรคอุบัติใหม่และระบาดอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังไม่มียาที่มีประสิทธิผลชัดเจนในการรักษา จึงเกิดกระแสการกินวิตามิน C เพื่อป้องกันโควิด-19 ซึ่งน่าจะมาจากความเชื่อเรื่องการกินวิตามิน C เพื่อป้องกันไข้หวัดที่มีอยู่เดิม เรื่องนี้ทางห้องสมุดคอเครนได้ทำการทบทวนวรรณกรรมและตีพิมพ์เมื่อวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2013 ว่า การกินวิตามิน C ไม่มีผลต่ออุบัติการของไข้หวัดในประชากรทั่วไป แต่มีผลในการลดระยะเวลาของการเป็นไข้หวัดให้สั้นลง         มีการศึกษาการใช้วิตามิน C ในการรักษาโควิด-19 โดยเชื่อว่า วิตามิน C ต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งอาจลดการอักเสบ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์ ทำให้หลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น การศึกษาพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าช่วยลดการเสียชีวิตในภาวะติดเชื้อ แต่ยังต้องการการศึกษามากกว่าที่มีอยู่        นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยโควิด-19 ที่รุนแรงและเกิดปอดอักเสบ ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยการฉีดวิตามิน C เข้าไปในเส้นเลือด ขนาด 24 กรัม/วัน เป็นเวลา 7 วัน โดยมีกลุ่มควบคุม 104 ราย  ซึ่งจะมีการสรุปผลการศึกษาภายใน เดือนกันยายน ค.ศ. 2020 ผักสดและผลไม้ต้องล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือไม่         องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ล้างผักสดและผลไม้ด้วยวิธีปกติที่เคยทำ แต่ก่อนที่จะสัมผัสด้วยมือ ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ ก็เพียงพอ         สรุป  ในขณะนี้ยังไม่มียารักษาโควิด-19 ที่มีประสิทธิผลเต็มที่ ยาที่ใช้รักษาเป็นการใช้ยาที่รักษาโรคอื่นๆ การป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อที่ดีที่สุดคือ การสวมหน้าการอนามัย การเว้นระยะห่างจากผู้อื่น 2 เมตร  และการล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 230 รู้เท่าทันการอดอาหารวันละ 16 ชั่วโมง

        กระแสการอยากมีหุ่นเพรียว ลดน้ำหนัก ลดไขมัน เป็นที่นิยมทั่วโลก การลดน้ำหนักจึงมีมากมายหลายวิธี บางคนก็ใช้ผสมกันหลายวิธี การอดอาหารแบบ 16:8 หรืออดอาหารนาน 16 ชั่วโมง และกินอาหารไม่เกิน 8 ชั่วโมง กำลังเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว หลายคนบอกว่าได้ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ  เรามารู้เท่าทันกันเถอะอาหาร 16:8 คืออะไร         อาหาร 16:8 เป็นการอดอาหาร 16 ชั่วโมงติดต่อกันในแต่ละวัน เพื่อลดน้ำหนัก หรือให้สุขภาพดี เป็นวิธีการอดอาหารแนวใหม่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ เพราะคนทำรู้สึกว่า ทำง่าย สะดวก ยืดหยุ่น เข้ากับวิถีชีวิตของแต่ละคน  ในขณะที่การกินอาหารลดน้ำหนักวิธีการอื่นค่อนข้างยุ่งยาก เข้มงวด วิธีนี้สามารถทำซ้ำๆ ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เช่น สัปดาห์ละ 1 หรือ 2 ครั้ง ขึ้นกับแต่ละคน         การอดอาหารใน 16 ชั่วของแต่ละวัน ห้ามกินอาหาร ยกเว้นน้ำ เครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล ไม่หวาน เช่น กาแฟดำ ชา ส่วน 8 ชั่วโมงนั้น ให้กินอาหารและของว่างตามปกติ ส่วนใหญ่นิยมอดอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลานอน และกินอาหารในช่วงเที่ยงของวันรุ่งขึ้น อาหารที่กินก็เป็นอาหารปกติทั่วไปที่กิน แต่บางคนอาจกินอาหารคีโต อาหารมังสวิรัติ เพื่อลดน้ำหนักได้มากยิ่งขึ้นก็ได้         การอดอาหาร 16 ชั่วโมงในแต่ละวันอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยและคนทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว เป็นเรื่องที่บรรพบุรุษของเราทำกันมานาน การตื่นแต่เช้าไปล่าสัตว์ กินตอนสายๆ หรือเที่ยง นอนและอดอาหารตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเช้า ประโยชน์และผลเสียของการอดอาหาร 16 ชั่วโมงต่อวัน         การอดอาหารวิธีนี้ เชื่อว่า ลดน้ำหนัก ลดน้ำตาลในเลือด ทำให้สมองทำงานดีขึ้น และช่วยให้อายุยืนยาว         ในขณะเดียวกัน การอดอาหารอาจทำให้บางคนเกิดความหิวและกินมากขึ้นในช่วงกิน 8 ชั่วโมง ทำให้อ้วนมากขึ้น ช่วงเริ่มอดอาหารใหม่ๆ อาจอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผลกระทบต่อผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกัน และอาจมีผลต่อการมีบุตร การอดอาหาร 16:8 ดีจริงหรือไม่                                                                                   A PubMed ทบทวนเอกสารวิจัย 6 รายงาน พบว่า การอดอาหารรูปแบบต่าง ๆ (การอดวันเว้นวัน สองวันติดต่อกัน หรือสี่วันต่อสัปดาห์) ระยะเวลา 3-12 เดือนมีประสิทธิผลมากกว่าการควบคุมอาหาร และการอดอาหารเป็นเวลาเป็นวิธีที่ดีในการบำบัดผู้ที่มีน้ำหนักมากและโรคอ้วน แต่เนื่องจากมีปริมาณการศึกษาน้อย จึงควรทำการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผล            การทบทวนเอกสารของคอเครน จำนวน 40 รายงาน พบว่า การอดอาหาร 16: 8 ทำให้น้ำหนักลดลง 3.18 – 5 กิโลกรัมใน 40 สัปดาห์ แต่รูปแบบการอดอาหารมีหลายรูปแบบ ระยะเวลาที่ศึกษา จำนวนผู้เข้าร่วมการวิจัย รูปร่างของผู้อดอาหาร และเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่อดอาหารเป็นระยะ กับกลุ่มที่ควบคุม/จำกัด ในระยะยาว ไม่พบความแตกต่างในเรื่องน้ำหนักตัว         การอดอาหารและควบคุม/จำกัดอาหาร ในผู้ที่เป็นโรคอ้วน พบว่าไม่แตกต่างกัน          สรุป  การอดอาหารแบบ 16 ชั่วโมงในแต่ละวันนั้น ช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งต้องการศึกษาในระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผลอย่างชัดเจน

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 229 รู้เท่าทันการบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง

        วิทยาการทางการแพทย์ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดวิธีการรักษาใหม่ๆ ตลอดเวลา วิธีการใหม่ในระยะแรกก็จะอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย เมื่อได้ผลและมีความปลอดภัยก็จะรับเข้าเป็นวิธีการที่ยอมรับทางการแพทย์ แต่หลายวิธีเมื่อพบว่าไม่ได้ผล หรือมีอันตราย วิธีการนั้นก็จะถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับความนิยม ปัจจุบัน มีการบำบัดด้วยการใช้ออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนหลายแห่ง วิธีการนี้ดีจริงหรือไม่ บำบัดโรคหรืออาการอะไร เรามารู้เท่าทันกันเถอะ การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงคืออะไร         ปกติแล้ว การบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นการรักษาทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องออกซิเจนด้วยการให้ออกซิเจนที่มีความเข้มข้นสูงกว่าความเข้มข้นปกติในบรรยากาศ ซึ่งเราเห็นได้ในโรงพยาบาลทั่วๆ ไป หรือผู้ป่วยติดเตียงที่รักษาอยู่กับบ้าน ก็สามารถใช้ออกซิเจนที่บ้านได้เช่นเดียวกัน        ส่วนการบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy) นั้น เป็นการรักษาโดยให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ใน “ห้องปรับบรรยากาศ” (Hyperbaric Chamber) ที่มีความดันภายในสูงกว่า 1 บรรยากาศ เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในประมาณสูงกว่าการหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ที่บรรยากาศปกติ เป็นการรักษาเสริมหรือเพิ่มเติมอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ร่วมกับการรักษาทางอายุรกรรมและศัลยกรรม การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงบำบัดอะไรได้บ้าง        ภาวะบ่งชี้ในการรักษาด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง ตามสมาคมเวชศาสตร์ใต้น้ำและเวชศาสตร์ความกดบรรยากาศสูงของสหรัฐอเมริกา (Undersea and Hyperbaric Medicine Society, UHMS) มีได้ถึง 13 โรค  ได้แก่ โรคฟองแก๊สอุดตันในหลอดเลือดแดง (Air or Gas Embolism )  โรคคาร์บอนมอนนอคไซด์เป็นพิษ / การสำลักควันไฟ การติดเชื้อของเนื้อเยื่อจากแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน เป็นต้น โดยพื้นฐานแล้ว การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงเป็นวิธีการรักษามาตรฐานสำหรับโรคฟองแก๊สอุดตันในหลอดเลือดแดงซึ่งเกิดในนักดำน้ำลึก แต่ก็มีการนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ที่ต้องการให้ออกซิเจนเข้าไปในบริเวณที่ขาดเลือดหรือขาดออกซิเจน การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงได้ผลจริงหรือไม่         การทบทวนงานวิจัยต่างๆ ของ PubMed, Medline และ Cochrane พบว่า มีงานวิจัยการใช้ออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงจำนวนมาก มีการใช้บำบัดโรคต่างๆ ตั้งแต่ แผลเรื้อรัง แผลเฉียบพลัน ผิวหนังที่รับรังสีบำบัด โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง จนถึงเด็กสมองพิการ เด็กสมาธิสั้น         การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นแผลเรื้อรังที่เท้า สามารถรักษาแผลให้หายในระยะสั้น แต่ไม่ได้ผลในระยะยาว และต้องการงานวิจัยมากกว่าที่มีอยู่และต้องมีคุณภาพ         มีงานวิจัยจำนวนน้อยเกี่ยวกับเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดเลี้ยงที่เกิดจากรังสีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งประเภทต่างๆ พบว่าเนื้อเยื่อดีขึ้น แต่ยังต้องการวิจัยเกี่ยวกับประเภทผู้ป่วยและเนื้อเยื่อ ระยะเวลาในการรักษา และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ         แต่การใช้ในการบำบัดโรคหัวใจขาดเลือด อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง เด็กสมองพิการ พบว่าไม่ได้ผลดี         สรุป  การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงนั้นยังต้องการการศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงประสิทธิผลของการรักษาโรคต่างๆ ตามที่อ้าง และเนื่องจากมีราคาสูง จึงต้องประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจกับประสิทธิผลที่ได้ 

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 228 รู้เท่าทันการบำบัดฝุ่นละออง PM2.5 ด้วยอาหารและสมุนไพร

        ขณะนี้ ปัญหาสุขภาพที่กระทบกับคนไทยและทั่วโลกคงไม่มีอะไรเกินกว่าโรคปอดอักเสบจากโคโรนาไวรัส และฝุ่นละออง PM2.5  ประเทศที่ครองแชมป์ PM2.5 ยังคงเป็นประเทศจีน ส่วนไทยก็ยังติดอันดับต้นๆ ของโลกเช่นเดียวกัน คนไทยคงต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองไปอีกหลายปี แพทย์ทางเลือกออกมาพูดว่า การกินน้ำปั่นบร็อคโคลีสด จะบำบัดพิษภัยของ PM2.5 ได้ รวมทั้ง รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็แนะนำให้กินสมุนไพร 5 ชนิดเพื่อรักษาอันตรายจาก PM2.5 เรามารู้เท่าทันกันเถอะ  ฝุ่นละออง PM2.5 กระทบต่อร่างกายอย่างไร         PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ ขนจมูกของมนุษย์ไม่สามารถกรองได้ PM2.5 จึงสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมสู่อวัยวะในระบบทางเดินหายใจได้โดยตรง ทะลุถึงถุงลมปอดได้ทันที เกิดการระคายเคืองและมีผลต่อทางเดินหายใจ ทำลายอวัยวะระบบทางเดินหายใจโดยตรง เกิดการระคายเคืองตา ระคายคอ แน่นหน้าอก หายใจถี่ หลอดลมอักเสบ เกิดอาการหอบหืด ถุงลมโป่งพอง  น้ำบร็อคโคลี่ปั่นสดบำบัดพิษภัยของ PM2.5 ได้จริงหรือ         มีการศึกษาวิจัยจำนวนมากพอควรเกี่ยวกับ อาหารและวิตามินต่าง ๆ ในการลดพิษภัยของมลพิษและฝุ่นละออง  งานวิจัยชิ้นหนึ่งทำการศึกษาในประเทศจีน พบว่า บร็อคโคลีมีสาร กลูโคไซโนเลท กลูโคราฟานิน ซึ่งช่วยป้องกันสารเคมีต่าง ๆ และมีซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างเอนไซม์กลูตาไทโอนทรานส์เฟอเรส[1] เมื่อให้ประชากรจำนวน 291 คนกินน้ำบร็อคโคลีปั่นสดเป็นเวลา 12 สัปดาห์ จะมีการขับสาร mercapturic acid จากมลพิษต่างๆ  เบนซีน และอื่นๆ การกินน้ำบร็อคโคลีปั่นสดจึงช่วยขับสารพิษจากมลภาวะต่างๆ ทางอากาศ และอาจเป็นแนวทางในการเสริมสร้างสุขภาพและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพระยะยาวได้ [1] กลูตาไทโอนเป็นสารที่พบได้ทั่วไปในผักและเนื้อสัตว์  โรคบางชนิดเกิดจากเซลล์ถูกทําลายโดยอนุมูลอิสระ (free radical) ทั้งนี้ กลูตาไทโอนเป็นสารต้านออกซิเดชัน (antioxidant) ที่มีฤทธิ์กําจัดอนุมูลอิสระ ดังนั้นการเพิ่มระดับกลูตาไทโอนในร่างกายจึงอาจช่วยบรรเทาอาการของโรคต่าง ๆ ได้           นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยจำนวนมากที่แสดงว่า วิตามินบี ซี อี ดี และโอเมก้า-3 มีผลในการป้องกันการทำลายจาก PM2.5 ในสภาพอากาศที่มีมลภาวะ การกินอาหารสุขภาพที่มีสารอาหารจำเป็นอาจป้องกันโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ สมุนไพรสู้ฝุ่นของอภัยภูเบศรสู้ได้จริงหรือไม่         แม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยคลินิกรองรับ แต่ในแง่ของสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมากในมะขามป้อม และขมิ้นชัน สามารถช่วยการทำลายเซลล์จากมลภาวะและความเสื่อมได้ ดังนั้นก็จัดอยู่ในสารอาหารธรรมชาติที่ป้องกันการทำลายเซลล์จากมลพิษต่าง ๆ ฟ้าทะลายโจร ก็ช่วยในการรักษาไข้หวัด ทางเดินหายใจ รางจืด ก็ช่วยในการขับสารพิษจากสารเคมีฆ่าแมลงได้เป็นอย่างดี       อย่างไรก็ตาม การป้องกันและลดพิษภัยจาก PM2.5 ที่ดีที่สุดคือ การใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง การหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่กลางแจ้งเป็นเวลานาน การออกกำลังกายในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองน้อย และการกินอาหารธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)