ฉบับที่ 198 รถรับส่งนักเรียน..ใครเป็นเจ้าภาพ

ผลสำรวจคุณภาพบริการรถรับส่งนักเรียน กับเด็กนักเรียนจำนวน 3,392 คน ผู้ปกครอง และคนขับรถรับส่งนักเรียนใน 32 จังหวัด ทั่วประเทศของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่าย พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ เช่น เด็กมากกว่า 57% เดินทางทุกวันระยะไกลทางมากกว่า  16 กิโลเมตรเพื่อไปโรงเรียน ผู้ปกครอง 11% ใช้จ่ายมากกว่า 900-1,200 บาท และ ร้อยละ 8.9 ใช้จ่ายมากกว่า 1,200 บาท สำหรับค่ารถรับส่งลูกไปโรงเรียน ซึ่งมากกว่า 10% ของรายได้ขั้นต่ำที่ประเทศมาเลเซียได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้


ประเด็นสำคัญสุดเรื่องความปลอดภัยความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย พบว่า รถรับส่งนักเรียน เป็นรถผิดกฎหมายสูงถึง 66.5 % เรียกว่าเป็นรถไม่มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะนำรถยนต์ส่วนบุคคล ประเภทรถตู้ รถกระบะดัดแปลงเพิ่มเติมที่นั่งสองแถว ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งหรือขนส่งจังหวัด  มีนักเรียนยืนบนรถรับส่งนักเรียนประมาณ 15% อุปกรณ์ความปลอดภัยมีไม่เพียงพอ การปล่อยเด็กลงรถเองเพื่อข้ามถนนไปโรงเรียน


จากผลการศึกษา สะท้อนต้นตอปัญหาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาได้เป็นอย่างดี เพราะเด็กต้องไปเรียนไกลบ้านเพื่อเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดของประเทศ หรือสะท้อนปัญหาบริการสาธาณะของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี การสนับสนุนให้มีบริการรถโรงเรียนเป็นความฝันของสังคมไทย สมาชิกฉลาดซื้อจะมีโอกาสได้เห็นหรือเปล่ายังไม่กล้ารับประกัน


การเยียวยาความเสียหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากรถรับส่งนักเรียนยุ่งยาก ไม่มีประสิทธิภาพ คนขับรถหรือเจ้าของรถที่เป็นเจ้าของรถคันเดียวหรือบุคคลธรรมดาหมดตัวเมื่อเจออุบัติเหตุ มีการเยียวยาขั้นต้น หากต้องการเยียวยาต้องอาศัยการฟ้องร้องดำเนินคดี


กรมการขนส่ง เป็นหน่วยงานหลัก แต่ทำเรื่องนี้ได้ลำบากเพราะรถรับส่งนักเรียนไม่ได้จอดที่ขนส่งให้ลงเวลา ตรวจสภาพ โรงเรียนเข้ามามีบทบาท มีตัวอย่างหลายโรงเรียน แต่เมื่อไม่ใช่ภารกิจหลักก็ทำบ้างไม่ทำบ้างขึ้นกับครูที่รับผิดชอบกิจการนักเรียน ผู้อำนวยการจะเห็นความสำคัญแค่ไหนที่จะให้รถรับส่งนักเรียนต้องขึ้นทะเบียนกับโรงเรียน พร้อมต้องขึ้นทะเบียนกับขนส่ง 


ท้องถิ่นจะมามีส่วนร่วมได้อย่างไร การสนับสนุนรถโรงเรียน หรือรถรับส่งนักเรียน ในหลายประเทศเป็นภารกิจของท้องถิ่น แต่เมืองไทยสตง. จะยอมให้ทำได้หรือไม่


การให้ข้อมูลผู้ปกครอง ประธานคณะกรรมการโรงเรียน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะหากผู้ปกครอง พ่อแม่ได้รับทราบข้อมูลความไม่ปลอดภัย รถรับส่งที่ไม่มีมาตรฐาน ย่อมเห็นความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการเรื่องนี้ น่าจะเป็นข่าวดีที่สุดที่จะทำให้เป็นจริง


ท้ายสุดหวังว่า จะไม่มีข่าวลืมเด็กไว้ในรถรับส่งนักเรียน เพราะการจัดการปัญหารถรับส่งนักเรียน มีการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ไม่ใช่เพียงแค่ติดสติกเกอร์เตือนที่ประตูรถ ตูมตามเมื่อมีเหตุการณ์ การตรวจรถจากบุคคลที่สามก่อนรถออกจากโรงเรียน หรือการจัดการพื้นฐานเรื่องการนับจำนวนเด็ก การใช้เทคโนโลยีร่วมตรวจสอบ หรือเครื่องมืออีกมากมายในการมีส่วนร่วมของพ่อแม่และโรงเรียนจะถูกร่วมมือและทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

แหล่งข้อมูล: สารี อ๋องสมหวัง

150 point

LINE it!