ฉบับที่ 212 ฉวยโอกาสโฆษณา

“การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องทำด้วยความรอบคอบ และสื่อสารให้ชัดเจน  มิฉะนั้นอาจถูกผู้อื่นฉวยโอกาสนี้ โฆษณาผลิตภัณฑ์ของตนได้เช่นกัน”

ผมมอบหมายให้น้องนักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่มาฝึกงานที่หน่วยงาน ลงพื้นที่ในชุมชนเพื่อแนะนำความรู้ให้กับผู้บริโภคและอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชนแห่งหนึ่ง หัวข้อในการให้ความรู้ครั้งนี้คือ การป้องกันอันตรายจากการใช้ยาที่มีสารสเตียรอยด์เจือปน  ซึ่งนอกจากจะทำกิจกรรมให้ความรู้แล้ว  ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษาและผู้บริโภคด้วย และยังมีบริการตรวจสอบยาต่างๆ จากผู้บริโภคด้วยว่ามีสารสเตียรอยด์เจือปนหรือไม่

ในระหว่างที่นักศึกษาทำการตรวจสอบยาต่างๆ นั้น  มีคุณป้าท่านหนึ่งนำยาสมุนไพรชนิดหนึ่งมาให้ตรวจสอบว่ามีสารสเตียรอยด์ปนเปื้อนหรือไม่  ผลการตรวจสอบด้วยชุดทดสอบเบื้องต้นพบว่าไม่มีสารสเตียรอยด์เจือปน  แต่แทนที่เรื่องจะจบ ปรากฏว่าคุณป้าท่านนั้นกลับถือโอกาสแนะนำผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ให้ผู้บริโภคท่านอื่นทันที

“ฉันเคยเห็นคนรู้จักที่เคยเป็นฝ้า  อยู่ๆ ก็หน้าใสขึ้น  ถามดูเลยรู้ว่าใช้ยาสมุนไพรตัวเดียวกับหลานสาวฉัน  ฉันเลยลองเอามากินดูบ้าง  อาการตกขาวก็หายไป  คนยังชมฉันเลยว่าทำไมหน้าใสผิวพรรณเต่งตึงมากขึ้น  นี่กินมาสองเดือนแล้ว  มีคนนำมาขายป้าต่อๆ ใครสนใจฉันจะแบ่งขาย เม็ดละ 1 บาท มีสามร้อยเม็ด”

น้องๆ นักศึกษาเลยต้องรีบอธิบายว่า  การที่ยานี้ตรวจไม่พบสารสเตียรอยด์นั้นไม่ได้หมายความว่าไม่มีสารอันตรายชนิดอื่นเจือปนอยู่ การที่ผู้บริโภครับประทานยานี้แล้วมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที  เช่น หน้าใส ฝ้าหาย ตกขาวหาย แสดงว่าอาจจะมีส่วนผสมของสารอื่นๆ ก็ได้ และยาตัวนี้ไม่มีทะเบียนด้วย เรายิ่งไม่รู้เลยว่าคนผลิตเขาใส่สารอะไรเติมลงไปหรือไม่ นอกจากผิดกฎหมายแล้วยังอาจจะเสี่ยงอันตรายด้วยซ้ำ  น้องๆ นักศึกษาพูดยังไม่จบ  คุณป้าท่านนี้ก็หายตัวไปจากที่อบรมทันที

เหตุการณ์ทำนองนี้มักจะเกิดกับเจ้าหน้าที่เสมอๆ โดยเฉพาะช่วงดำเนินการกับผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย จำได้ว่าในอดีต ช่วงหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดหนึ่ง เป็นข่าวครึกโครมทางสื่อมวลชน  ปรากฏว่าตัวแทนขายตามต่างจังหวัดกลับฉวยโอกาสบอกผู้บริโภคว่า ให้รีบซื้อสินค้าของตนโดยด่วนเพราะของปลอมถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแล้ว

ผู้บริโภคในยุคนี้จึงจำเป็นต้องเท่าทันกับผลิตภัณฑ์อันตราย เพราะนอกจากการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงแล้ว ยังต้องเท่าทันเทคนิคการขายแบบตัวต่อตัวที่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ต่างๆ หลอกลวงผู้บริโภคด้วย ยังไงใช้คาถา 4 สงสัย 2 ส่งต่อ แบบที่เคยแนะนำในเล่มที่แล้ว เตือนสติตัวเองด้วยนะครับจะได้ไม่เสี่ยงจากผลิตภัณฑ์อันตรายต่างๆ

 “4 สงสัย” (1) สงสัยไม่มีหลักฐานการอนุญาต? (2) สงสัยขาดข้อมูลแหล่งที่มา? (3) สงสัย : โฆษณาเวอร์เกินไป? (4) สงสัยใช้แล้วผิดปกติ? “2 ส่งต่อ” (1) ส่งต่อข้อมูลเตือนภัย (2) ส่งต่อเจ้าหน้าที่

แหล่งข้อมูล: ภก.ภาณุโชติ ทองยัง

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค โฆษณา

ฉบับที่ 231 รับยาอย่างปลอดภัยในเทศกาลโควิด19

        ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด 19 กลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน ฯลฯ จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ทางรัฐบาลยังได้รณรงค์ให้ประชาชน ลดการเดินทางไปในที่ชุมชน โดยให้เก็บตัวอยู่ที่บ้าน โรงพยาบาลเองก็พยายามหาทางลดความเสี่ยงของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ในการมารับยาที่โรงพยาบาลด้วยเช่นกัน เช่น มีการสั่งจ่ายยาในแต่ละครั้งในจำนวนเพียงพอที่จะรับประทานในระยะเวลาที่มากขึ้น มีนโยบายให้ผู้ป่วยนำใบสั่งยาไปรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน หรือส่งยาไปให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และให้ผู้ป่วยไปรับยาอีกทอดหนึ่ง         นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า บางโรงพยาบาลเริ่มมีการจัดส่งยาทางไปรษณีย์ หรือผู้ป่วยบางรายอาจไม่สะดวกที่จะเดินทางไปรับยา เนื่องจากเกรงว่าอาจได้รับเชื้อระหว่างการเดินทาง จึงมีการไหว้วานให้คนใกล้ตัว หรือบางทีก็จ้างมอเตอร์ไซค์ไปรับยาจากร้านยาหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแทน         เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา ไม่ว่าผู้ป่วยจะได้รับยามาด้วยวิธีใด          มีคำแนะนำเบื้องต้นดังนี้         1. ตรวจสอบ “ชื่อของตนเอง”ที่ระบุบนซองยาหรือฉลากยาเป็นอันดับแรก เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่ได้รับมานั้น เป็นของเราจริง ไม่ได้สลับกับของผู้ป่วยรายอื่น และต้องเช็คชื่อให้ครบทุกชนิดของยาที่ได้รับ รวมทั้งตรวจสอบด้วยว่ามียาใดที่หายไปจากเดิมที่เราเคยได้รับหรือไม่ หากไม่ตรง ให้รีบโทรศัพท์หรือติดต่อสอบถามยังเภสัชกรที่โรงพยาบาลเดิมที่เคยจ่ายยาให้เรา         2. ตรวจสอบ ”ชื่อยา” บนฉลากว่าตรงกับยาเดิมที่เราเคยได้รับหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจให้เอายาเดิมที่เคยได้รับมาเทียบให้แน่ใจ และแม้ชื่อจะเหมือนเดิม แต่ถ้ารูปแบบยา หรือสีของยา เปลี่ยนไปจากยาเดิมที่เคยได้รับ ให้รีบโทรศัพท์หรือติดต่อสอบถามยังเภสัชกรที่โรงพยาบาลเดิมที่เคยจ่ายยาให้เรา         3. ตรวจสอบ “ขนาดยา” ที่ระบุบนฉลากว่า ตรงกับขนาดเดิมที่แพทย์เคยสั่งให้ใช้หรือไม่ หากไม่ตรง ให้รีบโทรศัพท์หรือติดต่อสอบถามยังเภสัชกรที่โรงพยาบาลเดิมที่เคยจ่ายยาให้เรา          4. ตรวจดู “ลักษณะ” ของยาด้วยสายตาว่า ยาที่ได้รับมีสภาพชำรุดหรือเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยได้หรือเปล่า เนื่องจากอาจมีการขนส่งยาต่อกันมาหลายทอด หากยาที่ได้รับชำรุดหรือเสื่อมสภาพ ให้รีบโทรศัพท์หรือติดต่อสอบถามยังเภสัชกรที่โรงพยาบาลเดิมที่เคยจ่ายยาให้เรา          5. รีบนำยาที่ได้รับไปเก็บในที่ที่เหมาะสมเหมือนเดิม เช่น บางชนิดอาจต้องเก็บให้พ้นแสง บางชนิดอาจต้องแช่ในตู้เย็น         6. ห้ามปรับขนาดในการใช้ยาด้วยตนเองอย่างเด็ดขาดหาก “ไม่มั่นใจ” ในการใช้ยา ให้รีบโทรศัพท์หรือติดต่อสอบถามยังเภสัชกรที่โรงพยาบาลเดิมที่เคยจ่ายยาให้เรา หรือปรึกษาเภสัชกรใกล้ตัวท่าน         และที่สำคัญอีกประการหรึ่งคือ ไม่ต้องขวนขวายหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่โฆษณาอวดอ้างว่าสามารถรักษาหรือป้องกับ โควิด 19 มาใช้อย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้เสียเงินแล้ว อาจส่งผลกระทบให้เสียสุขภาพอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 230 มันมาแล้วกับโควิด 19

        สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดในหลายประเทศ ก่อให้เกิดความตระหนกและตื่นตัว ผู้บริโภคต่างแสวงหาวิธีการ หรืออุปกรณ์ต่างๆ มาป้องกันตนเองและครอบครัว หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ น้ำยาทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรค ขาดแคลนเป็นระลอกๆ        เมื่อเข้าตาจน ผู้บริโภคหลายรายที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์นี้ จึงแสวงหาทางเลือกอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ป้องกันตัว เช่น มีการนำน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ใช้ล้างแผลมาใช้ล้างมือแทนแอลกอฮอล์ หรือนำสุราขาวมาใช้แทนแอลกอฮอล์ล้างแผล ซึ่งความจริงแล้วแอลกอฮอล์ที่ใช้ฆ่าเชื้อได้ดีที่สุดต้องมีความเข้มข้น 70% หากน้อยกว่าหรือมากกว่านี้ประสิทธิภาพจะลดลง        นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ผลิตบางรายถือโอกาสนำผลิตภัณฑ์แปลกๆ มาขายผู้บริโภค จนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ออกมาเตือนผู้บริโภคไม่ให้หลงเชื่อแผ่นป้ายหรืออุปกรณ์ห้อยคอต่างๆ (เช่น ปากกา พัดลม) ที่จำหน่ายในสื่อออนไลน์ โดยอวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถปล่อยสารบางอย่างออกมา เพื่อช่วยกรองอากาศ ป้องกันและยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในอากาศได้ สามารถใช้แทนหน้ากากอนามัยได้ ซึ่งความจริงผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าสามารถฆ่าเชื้อในอากาศได้นั้น จะจัดเป็นวัตถุอันตรายที่ใช้ตามบ้านเรือน ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 จะต้องมาขอขึ้นทะเบียนและขออนุญาตนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายในประเทศกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน และต้องผ่านการประเมินด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนด้วย จึงจะสามารถจำหน่ายได้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ชนิดใด มาขออนุญาตกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเล         หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการเผยแพร่ทางออนไลน์อีก เป็นการเผยแพร่บทสวดมนต์อ้างว่า ปัดเป่าขับไล่ไวรัสได้ ในจังหวัดสมุทรสงครามเอง ก็มีผู้บริโภคมาเล่าให้ฟังว่า มีคนนำเหรียญหรือยันต์มาชักชวนให้ตนซื้อ เพื่อใช้ป้องกันโรคได้เช่นกัน          ดังนั้นขอย้ำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไวรัสและเชื้อโรคต่างๆ คือ         1. กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ : รับประทานอาหารปรุงร้อนจนสุก ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกัน         2. ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง เมื่อต้องไปอยู่ในที่ชุมชน หรือที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก มีผู้คนหนาแน่น         3. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรค         วัตถุประหลาดใดๆ ไม่อาจช่วยให้รอดจากไวรัสได้ อย่าไปหลงเชื่อโดยเด็ดขาด

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 229 4 เรื่องเล่า เฝ้าระวัง

เมื่อยุคโลกอยู่ใกล้กัน (แต่ตอนนี้ควรห่างกันสักพัก) ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ จึงเดินเข้าหาผู้บริโภคได้ไม่ยาก        1. น้องเภสัชกรจากจังหวัดนราธิวาสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เธอพานักเรียน อย.น้อยไปเยี่ยมผู้ป่วยโรคเรื้อรังตามบ้าน เมื่อไปถึงบ้านคุณยายท่านหนึ่ง พบผลิตภัณฑ์สุขภาพชนิดหนึ่งในบ้าน ดูจากฉลากแล้วไม่มีภาษาไทย แต่เป็นฉลากภาษาอาหรับ จึงสอบถามได้ความว่า คุณยายมีเพื่อนไปแสวงบุญที่ต่างแดนแล้วซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดนี้กลับมาฝาก คุณยายคิดว่าน่าจะเป็นของดีเพราะเป็นของจากต่างประเทศและเมื่อรับประทานแล้วก็ได้ผลดี อาการปวดเมื่อยหายเร็วมาก น้องเภสัชกรสงสัยว่า ผลิตภัณฑ์นี้น่าจะมีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์จึงใช้ชุดทดสอบตรวจได้ผลว่าผลิตภัณฑ์จากต่างแดนนี้ มีส่วนผสมของสเตียรอยด์จริงๆ อย่างที่สงสัย จึงรีบแนะนำคุณยายให้หยุดรับประทาน และรีบดำเนินการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อันตรายในชุมชนนี้         2. ผู้บริโภคนำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมาแจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม โดยให้ข้อมูลว่าตนซื้อเครื่องสำอางจากตลาดนัดแห่งหนึ่ง ผู้ขายชักชวนให้ซื้อแล้วจะได้คูปองชิงโชค ตนเห็นราคาถูก ตรวจสอบแล้วมีฉลากครบถ้วนจึงซื้อมา เมื่อถึงบ้านตรวจสอบที่เว็บของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พบว่าผลิตภัณฑ์นี้ถูกยกเลิกแล้ว จึงรีบนำมาแจ้งเจ้าหน้าที่พร้อมนำเอกสารหลักฐานต่างๆ มาให้ดูด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าผลิตภัณฑ์นี้ผลิตที่จังหวัดจันทบุรี และมีตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ในจังหวัดเพชรบุรี จึงได้แจ้งเรื่องต่อไปยังจังหวัดจันทบุรีและเพชรบุรี เพื่อดำเนินการติดตามตรวจสอบต่อไป         3. เจ้าหน้าที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนึ่งเล่าให้ฟังว่า คุณแม่ของตนเห็นดาราชายสูงวัยเสียงนุ่มท่านหนึ่งโฆษณารับรองผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในโทรทัศน์และเฟซบุ๊ค อ้างว่ารับประทานเป็นประจำแล้วสุขภาพดี จึงตัดสินใจจะสั่งซื้อมารับประทาน ตนทราบเรื่องจึงรีบห้ามทัน เพราะสรรพคุณที่โฆษณานั้นโอ้อวดมากจนเกินจริง         4. น้องเภสัชกรโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง เล่าให้ฟังว่ามีผู้ป่วยหญิงร่างท้วมเข้ารับการรักษาตัว