ฉบับที่ 216 รู้เท่าทันรังนกนางแอ่น



รังนกมีประโยชน์จริงหรือ

        ในช่วงปีใหม่ ตรุษจีน และเทศกาลต่างๆ จะมีการโฆษณาขายรังนกนางแอ่นกันอย่างครึกโครม โดยโฆษณาตั้งแต่ กินแล้วจะไม่แก่ ฟื้นจากการเจ็บป่วย แข็งแรง เด็กฉลาด บำบัดมะเร็ง จนกระทั่งเป็นของขวัญสูงค่าสำหรับผู้อาวุโส รังนกนางแอ่นมีคุณค่าสมราคาที่สูงมากหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ

รังนกนางแอ่นคืออะไร

        ชาวจีนนิยมกินรังนกนางแอ่นอย่างกว้างขวางมานานกว่าพันปี เพราะเชื่อว่ารังนกมีสรรพคุณทางยามากมาย ทำให้สุขภาพดีและแข็งแรง รังนกแอ่นกินรังสร้างด้วยน้ำลายจากต่อมน้ำลายของพ่อแม่นกก่อนการผสมพันธุ์และใช้เป็นที่วางไข่  ส่วนประกอบของรังนก ประมาณร้อยละ 85-97 เป็นน้ำลาย และร้อยละ 3-15 เป็นขนอ่อน

อุตสาหกรรมบ้านและอาคารนกแอ่นกินรัง

    จากความต้องการบริโภคที่สูง และมีราคาแพง (ราคาระหว่าง 20,000-80,000 บาทต่อกิโลกรัม) ทำให้เกิดการทำบ้านหรืออาคารสำหรับนกแอ่นกินรังเพื่อให้นกแอ่นมาทำรังในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย  ในมาเลเซียนับเป็นประเทศแรกที่ทำบ้านนกแอ่นกินรังเป็นอาชีพ โดยการใช้บ้านเก่าหรือบ้านร้าง และเปิดเสียงนกแอ่นกินรังบนหลังคาหรือดาดฟ้าเพื่อลวงให้นกเข้ามาทำรังในบ้าน  ในไทยก็มีการทำบ้านนกแอ่นมากมายเช่นเดียวกัน โดยนิยมทำตามชายฝั่งทะเลเนื่องจากมีแมลงที่เป็นอาหารนกแอ่นจำนวนมาก

รังนกประกอบด้วยอะไรบ้าง

        รังนกของนกแอ่นกินรังนั้นสร้างจากน้ำลายของนกแอ่นตัวผู้ พบว่าประกอบไปด้วย โปรตีโอไกลแคน (proteoglycans) ซึ่งร้อยละ 83 เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่เหลือเป็น เถ้าและไขมัน  ส่วนใหญ่เป็นกรดอะมิโนจำเป็น มีฮอร์โมนถึง 6 ชนิด ได้แก่ เทสโทสเตอโรน และเอสตราไดออล เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม รังนกแอ่นกินรังนั้นอาจทำให้บางคนเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้

รังนกมีประโยชน์จริงหรือ

        มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของรังนกแอ่นไม่มากนัก

        มีงานวิจัยกล่าวถึงคุณค่าทางอาหารของรังนกแอ่นว่า กรดไซอะลิกที่พบมากในรังนกแอ่นจะช่วยในการปกป้องการอักเสบของระบบประสาท ช่วยฟื้นฟูความจำและป้องกันระบบประสาท

        มีงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่า รังนกแอ่นมีผลคล้ายยาลดไขมัน และอาจดีกว่า แต่ควรวิจัยเพิ่มเติมในทางคลินิกเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดจากไขมันในเลือดสูง

        มีงานวิจัยที่ระบุว่า การกินรังนกแอ่นเป็นเวลา 30 วันอาจช่วยบรรเทาการกดภูมิต้านทานของทางเดินอาหารที่เกิดจากเคมีบำบัด รังนกแอ่นกินรังจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการใช้ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัด

        มีงานวิจัยเร็วๆ นี้ ที่แสดงว่า รังนกแอ่นมีสารที่ช่วยการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ การสร้างเซลล์ และหยุดยั้งการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้

        อย่างไรก็ตาม เมื่อทบทวนงานวิจัย พบว่างานวิจัยที่เกี่ยวกับรังนกแอ่นนั้นมีน้อย จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้ยืนยันความเชื่อว่า รังนกแอ่นนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพจริง

สรุป  รังนกแอ่นนั้นน่าจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพบ้าง แต่ประโยชน์ที่ได้เมื่อเทียบกับราคาที่สูงมากแล้ว คงไม่คุ้มกับราคา เพราะเราสามารถหาได้จากการออกกำลังกาย การกินอาหารพื้นบ้าน เช่นเดียวกัน

แหล่งข้อมูล: ประพจน์ เภตรากาศ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค รังนก

ฉบับที่ 232 การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ป้องกัน COVID-19 ได้จริงหรือไม่

        มีการถามและแชร์กันว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จะช่วยป้องกัน COVID-19 ได้ รวมทั้งผู้ที่เคยฉีดวัคซีน BCG (วัคซีนป้องกันวัณโรค) ก็จะเป็นโควิด-19 น้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยรับการฉีด จริงหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ โควิด-19 เหมือนและต่างกับไข้หวัดใหญ่อย่างไร        อย่างแรก ทั้งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ก่อโรคทางเดินหายใจเหมือนกัน มีอาการตั้งแต่ ไม่มีอาการอะไรเลย อาการเล็กน้อย จนกระทั่งรุนแรงและเสียชีวิต อย่างที่สอง ไวรัสทั้งสองชนิดติดต่อทางการสัมผัส ละอองของเหลวจากการไอ จาม         ไข้หวัดใหญ่จะมีระยะฟักตัวของเชื้อและเกิดอาการสั้นกว่าโควิด-19 (ระยะติดเชื้อและเกิดอาการของไข้หวัดใหญ่ ประมาณ 3 วัน ในขณะที่โควิด-19 ประมาณ 5-6 วัน) ซึ่งหมายความว่า ไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้เร็วกว่า          นอกจากนี้ โควิด-19 มีอัตราการตายร้อยละ 1-5 ซึ่งมากกว่าไข้หวัดใหญ่ที่อัตราการตายน้อยกว่าร้อยละ 0.5 แต่ในช่วงฤดูหนาว ไข้หวัดใหญ่สามารถติดเชื้อในประชากรได้เป็นจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ของประชากร วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่        องค์การอนามัยโลกยืนยันว่า วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ เนื่องจากเป็นไวรัสที่กลายพันธุ์ จึงต้องมีวัคซีนเฉพาะ         แต่ถึงแม้ว่า วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จะไม่สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ แต่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อ ลดการตายและการอยู่ในโรงพยาบาลจากไข้หวัดใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ มีโรคเรื้อรัง บุคลากรทางการแพทย์ การลดผู้ป่วยลงทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีเวลาเหลือพอในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 วัคซีนบีซีจีลดการติดเชื้อโควิด-19 ได้จริงหรือไม่        องค์การอนามัยโลกยืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าวัคซีนบีซีจีป้องกันผู้คนจากการติดเชื้อโควิด-19โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2563 องค์การอนามัยโลกได้ทบทวนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สำคัญๆ และงานวิจัยทางคลินิก ที่นักวิจัยอ้างว่า ในประเทศที่มีการให้วัคซีนบีซีจีในเด็กแรกเกิด จะพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ต่ำกว่าประเทศที่ไม่ได้ให้วัคซีนบีซีจี ซึ่งพบว่า มีปัจจัยรบกวนที่มีอคติ ทำให้ผลการวิจัยไม่น่าเชื่อถือ การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ช่วยป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่         ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า การล้างจมูกเป็นประจำด้วยน้ำเกลือจะสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ แต่มีหลักฐานบ้างว่า การล้างจมูกดังกล่าวสามารถช่วยให้ผู้ที่เป็นไข้หวัดธรรมดาฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจได้ การกินกระเทียมช่วยป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่        แม้ว่ากระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์และมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่า การกินกระเทียมจะช่วยป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้         สรุป  วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และบีซีจี ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ แต่การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแน่นอน ป้องกันไม่ให้เราป่วยจากไข้หวัดใหญ่ และลดภาระงานของแพทย์ พยาบาล ในการดูแลผู้ป่วย

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 231 รู้เท่าทันการป้องกันและรักษาโควิด-19

        วันนี้คงไม่มีโรคอะไรที่รุนแรงเท่าโควิด-19 เพราะโรคนี้ได้ระบาดไปทั่วโลก และยังไม่รู้ว่าจะสงบลงเมื่อไหร่ การอยู่กับบ้าน การเว้นระยะห่าง ป้องกันการแพร่กระจายและติดเชื้อได้ดีที่สุดหรือไม่ ยาที่รักษาอยู่ได้ผลจริงหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ โคโรนาไวรัสคืออะไร        โคโรนาไวรัสเป็นกลุ่มสายพันธุ์ใหญ่ของไวรัสที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยในมนุษย์และสัตว์ ในมนุษย์นั้นก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจตั้งแต่ ไข้หวัดธรรมดาจนถึงไข้หวัดรุนแรงเช่น เมอร์ส และซาร์ส ที่เคยระบาดเมื่อหลายปีก่อน จนถึงโควิด-19 ที่กำลังโด่งดังในปัจจุบัน ปัจจุบันมียาหรือวิธีป้องกันโควิด-19 ที่ได้ผลหรือยัง        องค์การอนามัยโลกระบุว่า  ปัจจุบันยังไม่มียาทั้งแผนปัจจุบัน แผนดั้งเดิมหรือการรักษาพื้นบ้านใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคนี้ได้          อย่างไรก็ตาม มีการทดลองทางคลินิกจำนวนมากที่ใช้ทั้งยาแผนปัจจุบันและแผนดั้งเดิม จากการทบทวนเอกสารในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 พบว่ามีการศึกษาทางคลินิก 24 รายงาน มีการใช้ยากว่า 20 รายการ เช่น อิมมูโนโกลบูลิน อินเตอร์เฟียรอน คลอโรควิน ไฮดรอกซี่คลอโรควิน ฟาวิพิราเวียร์ โลพินาเวียร์ ริโทนาเวียร์ โอเซลทามิเวียร์ ยาจีน เป็นต้น ซึ่งผลการศึกษาจำนวนเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ในการรักษาโควิด-19 และทำให้เราสามารถวางแผนการรักษาอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้นภายในสิ้นปีค.ศ. 2020  การกินวิตามิน C ช่วยป้องกันและรักษาโควิด-19 ได้จริงหรือไม่        เมื่อเป็นโรคอุบัติใหม่และระบาดอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังไม่มียาที่มีประสิทธิผลชัดเจนในการรักษา จึงเกิดกระแสการกินวิตามิน C เพื่อป้องกันโควิด-19 ซึ่งน่าจะมาจากความเชื่อเรื่องการกินวิตามิน C เพื่อป้องกันไข้หวัดที่มีอยู่เดิม เรื่องนี้ทางห้องสมุดคอเครนได้ทำการทบทวนวรรณกรรมและตีพิมพ์เมื่อวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2013 ว่า การกินวิตามิน C ไม่มีผลต่ออุบัติการของไข้หวัดในประชากรทั่วไป แต่มีผลในการลดระยะเวลาของการเป็นไข้หวัดให้สั้นลง         มีการศึกษาการใช้วิตามิน C ในการรักษาโควิด-19 โดยเชื่อว่า วิตามิน C ต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งอาจลดการอักเสบ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์ ทำให้หลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น การศึกษาพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าช่วยลดการเสียชีวิตในภาวะติดเชื้อ แต่ยังต้องการการศึกษามากกว่าที่มีอยู่        นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยโควิด-19 ที่รุนแรงและเกิดปอดอักเสบ ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยการฉีดวิตามิน C เข้าไปในเส้นเลือด ขนาด 24 กรัม/วัน เป็นเวลา 7 วัน โดยมีกลุ่มควบคุม 104 ราย  ซึ่งจะมีการสรุปผลการศึกษาภายใน เดือนกันยายน ค.ศ. 2020 ผักสดและผลไม้ต้องล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือไม่         องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ล้างผักสดและผลไม้ด้วยวิธีปกติที่เคยทำ แต่ก่อนที่จะสัมผัสด้วยมือ ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ ก็เพียงพอ         สรุป  ในขณะนี้ยังไม่มียารักษาโควิด-19 ที่มีประสิทธิผลเต็มที่ ยาที่ใช้รักษาเป็นการใช้ยาที่รักษาโรคอื่นๆ การป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อที่ดีที่สุดคือ การสวมหน้าการอนามัย การเว้นระยะห่างจากผู้อื่น 2 เมตร  และการล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 230 รู้เท่าทันการอดอาหารวันละ 16 ชั่วโมง

        กระแสการอยากมีหุ่นเพรียว ลดน้ำหนัก ลดไขมัน เป็นที่นิยมทั่วโลก การลดน้ำหนักจึงมีมากมายหลายวิธี บางคนก็ใช้ผสมกันหลายวิธี การอดอาหารแบบ 16:8 หรืออดอาหารนาน 16 ชั่วโมง และกินอาหารไม่เกิน 8 ชั่วโมง กำลังเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว หลายคนบอกว่าได้ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ  เรามารู้เท่าทันกันเถอะอาหาร 16:8 คืออะไร         อาหาร 16:8 เป็นการอดอาหาร 16 ชั่วโมงติดต่อกันในแต่ละวัน เพื่อลดน้ำหนัก หรือให้สุขภาพดี เป็นวิธีการอดอาหารแนวใหม่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ เพราะคนทำรู้สึกว่า ทำง่าย สะดวก ยืดหยุ่น เข้ากับวิถีชีวิตของแต่ละคน  ในขณะที่การกินอาหารลดน้ำหนักวิธีการอื่นค่อนข้างยุ่งยาก เข้มงวด วิธีนี้สามารถทำซ้ำๆ ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เช่น สัปดาห์ละ 1 หรือ 2 ครั้ง ขึ้นกับแต่ละคน         การอดอาหารใน 16 ชั่วของแต่ละวัน ห้ามกินอาหาร ยกเว้นน้ำ เครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล ไม่หวาน เช่น กาแฟดำ ชา ส่วน 8 ชั่วโมงนั้น ให้กินอาหารและของว่างตามปกติ ส่วนใหญ่นิยมอดอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลานอน และกินอาหารในช่วงเที่ยงของวันรุ่งขึ้น อาหารที่กินก็เป็นอาหารปกติทั่วไปที่กิน แต่บางคนอาจกินอาหารคีโต อาหารมังสวิรัติ เพื่อลดน้ำหนักได้มากยิ่งขึ้นก็ได้         การอดอาหาร 16 ชั่วโมงในแต่ละวันอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยและคนทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว เป็นเรื่องที่บรรพบุรุษของเราทำกันมานาน การตื่นแต่เช้าไปล่าสัตว์ กินตอนสายๆ หรือเที่ยง นอนและอดอาหารตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเช้า ประโยชน์และผลเสียของการอดอาหาร 16 ชั่วโมงต่อวัน         การอดอาหารวิธีนี้ เชื่อว่า ลดน้ำหนัก ลดน้ำตาลในเลือด ทำให้สมองทำงานดีขึ้น และช่วยให้อายุยืนยาว         ในขณะเดียวกัน การอดอาหารอาจทำให้บางคนเกิดความหิวและกินมากขึ้นในช่วงกิน 8 ชั่วโมง ทำให้อ้วนมากขึ้น ช่วงเริ่มอดอาหารใหม่ๆ อาจอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผลกระทบต่อผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกัน และอาจมีผลต่อการมีบุตร การอดอาหาร 16:8 ดีจริงหรือไม่                                                                                   A PubMed ทบทวนเอกสารวิจัย 6 รายงาน พบว่า การอดอาหารรูปแบบต่าง ๆ (การอดวันเว้นวัน สองวันติดต่อกัน หรือสี่วันต่อสัปดาห์) ระยะเวลา 3-12 เดือนมีประสิทธิผลมากกว่าการควบคุมอาหาร และการอดอาหารเป็นเวลาเป็นวิธีที่ดีในการบำบัดผู้ที่มีน้ำหนักมากและโรคอ้วน แต่เนื่องจากมีปริมาณการศึกษาน้อย จึงควรทำการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผล            การทบทวนเอกสารของคอเครน จำนวน 40 รายงาน พบว่า การอดอาหาร 16: 8 ทำให้น้ำหนักลดลง 3.18 – 5 กิโลกรัมใน 40 สัปดาห์ แต่รูปแบบการอดอาหารมีหลายรูปแบบ ระยะเวลาที่ศึกษา จำนวนผู้เข้าร่วมการวิจัย รูปร่างของผู้อดอาหาร และเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่อดอาหารเป็นระยะ กับกลุ่มที่ควบคุม/จำกัด ในระยะยาว ไม่พบความแตกต่างในเรื่องน้ำหนักตัว         การอดอาหารและควบคุม/จำกัดอาหาร ในผู้ที่เป็นโรคอ้วน พบว่าไม่แตกต่างกัน          สรุป  การอดอาหารแบบ 16 ชั่วโมงในแต่ละวันนั้น ช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งต้องการศึกษาในระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผลอย่างชัดเจน

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 229 รู้เท่าทันการบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง

        วิทยาการทางการแพทย์ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดวิธีการรักษาใหม่ๆ ตลอดเวลา วิธีการใหม่ในระยะแรกก็จะอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย เมื่อได้ผลและมีความปลอดภัยก็จะรับเข้าเป็นวิธีการที่ยอมรับทางการแพทย์ แต่หลายวิธีเมื่อพบว่าไม่ได้ผล หรือมีอันตราย วิธีการนั้นก็จะถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับความนิยม ปัจจุบัน มีการบำบัดด้วยการใช้ออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนหลายแห่ง วิธีการนี้ดีจริงหรือไม่ บำบัดโรคหรืออาการอะไร เรามารู้เท่าทันกันเถอะ การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงคืออะไร         ปกติแล้ว การบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นการรักษาทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องออกซิเจนด้วยการให้ออกซิเจนที่มีความเข้มข้นสูงกว่าความเข้มข้นปกติในบรรยากาศ ซึ่งเราเห็นได้ในโรงพยาบาลทั่วๆ ไป หรือผู้ป่วยติดเตียงที่รักษาอยู่กับบ้าน ก็สามารถใช้ออกซิเจนที่บ้านได้เช่นเดียวกัน        ส่วนการบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy) นั้น เป็นการรักษาโดยให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ใน “ห้องปรับบรรยากาศ” (Hyperbaric Chamber) ที่มีความดันภายในสูงกว่า 1 บรรยากาศ เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในประมาณสูงกว่าการหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ที่บรรยากาศปกติ เป็นการรักษาเสริมหรือเพิ่มเติมอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ร่วมกับการรักษาทางอายุรกรรมและศัลยกรรม การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงบำบัดอะไรได้บ้าง        ภาวะบ่งชี้ในการรักษาด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง ตามสมาคมเวชศาสตร์ใต้น้ำและเวชศาสตร์ความกดบรรยากาศสูงของสหรัฐอเมริกา (Undersea and Hyperbaric Medicine Society, UHMS) มีได้ถึง 13 โรค  ได้แก่ โรคฟองแก๊สอุดตันในหลอดเลือดแดง (Air or Gas Embolism )  โรคคาร์บอนมอนนอคไซด์เป็นพิษ / การสำลักควันไฟ การติดเชื้อของเนื้อเยื่อจากแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน เป็นต้น โดยพื้นฐานแล้ว การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงเป็นวิธีการรักษามาตรฐานสำหรับโรคฟองแก๊สอุดตันในหลอดเลือดแดงซึ่งเกิดในนักดำน้ำลึก แต่ก็มีการนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ที่ต้องการให้ออกซิเจนเข้าไปในบริเวณที่ขาดเลือดหรือขาดออกซิเจน การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงได้ผลจริงหรือไม่         การทบทวนงานวิจัยต่างๆ ของ PubMed, Medline และ Cochrane พบว่า มีงานวิจัยการใช้ออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงจำนวนมาก มีการใช้บำบัดโรคต่างๆ ตั้งแต่ แผลเรื้อรัง แผลเฉียบพลัน ผิวหนังที่รับรังสีบำบัด โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง จนถึงเด็กสมองพิการ เด็กสมาธิสั้น         การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นแผลเรื้อรังที่เท้า สามารถรักษาแผลให้หายในระยะสั้น แต่ไม่ได้ผลในระยะยาว และต้องการงานวิจัยมากกว่าที่มีอยู่และต้องมีคุณภาพ         มีงานวิจัยจำนวนน้อยเกี่ยวกับเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดเลี้ยงที่เกิดจากรังสีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งประเภทต่างๆ พบว่าเนื้อเยื่อดีขึ้น แต่ยังต้องการวิจัยเกี่ยวกับประเภทผู้ป่วยและเนื้อเยื่อ ระยะเวลาในการรักษา และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ         แต่การใช้ในการบำบัดโรคหัวใจขาดเลือด อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง เด็กสมองพิการ พบว่าไม่ได้ผลดี         สรุป  การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงนั้นยังต้องการการศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงประสิทธิผลของการรักษาโรคต่างๆ ตามที่อ้าง และเนื่องจากมีราคาสูง จึงต้องประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจกับประสิทธิผลที่ได้ 

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)