ฉบับที่ 220 สิวเสี้ยนกับการดูแลรักษา

   

        สิวเสี้ยนที่เรารู้จัก คือจุดดำๆ เล็กๆ บนใบหน้า พบมากตามจมูก ข้างแก้ม หน้าผาก และปลายคาง จริงๆ สิวเสี้ยนมีสองลักษณะ คือ

        1.สิวเสี้ยนแบบไขมันอุดตัน เนื่องจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตไขมันมากเกินไป (ไขมันนี้มีเพื่อช่วยให้ผิวไม่แห้งกร้าน) จนอุดตันบริเวณรูขุมขนเกิดเป็นเม็ดสิวฝังอยู่ในผิวหนัง บางครั้งก็กลายเป็นสิวอักเสบเนื่องจากเชื้อโรคบริเวณผิวหนังใช้ไขมันเป็นอาหารและปล่อยกรดที่มีฤทธิ์ระคายเคืองออกมา 

        2.สิวเสี้ยนแบบที่เป็นกระจุกของเส้นขนเล็กๆ หลายสิบเส้นอุดตันในรูขุมขน คือแทนที่รูขุมขนหนึ่งจะมีเส้นขนหนึ่งเส้น แต่กลับมีเส้นขนรวมเป็นกระจุกเดียว สิวเสี้ยนลักษณะนี้มักพบตามปลายจมูก ข้างแก้ม

        สิวเสี้ยนนั้นโดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องรักษาเพราะไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไร แต่สำหรับคนที่รักสวยรักงามอยากมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาอาจรำคาญตา ที่มีจุดดำๆ อยู่บนใบหน้า จึงพยายามสรรหาวิธีรักษาหรือกำจัดสิวเสี้ยน ซึ่งการกำจัดแบบถาวรนั้นยังไม่มี แต่สามารถทำให้น้อยลงหรือดีขึ้นได้

วิธีลดสิวเสี้ยน

        1.จัดการหรือลดปัญหาไขมันที่ผลิตออกมามากเกินไป

            ·  ใช้ยากลุ่มที่สลายก้อนไขมันอุดตัน(comedone) เช่น เบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์(benzoyl peroxide) กรดอะเซเลอิก(azelaic acid) กรดซาลิไซลิก(salicylic acid) หรือ กรดผลไม้ ที่รู้จักกันทั่วไปคือ กรดไกลคอลิก(glycolic acid) ทาบริเวณใบหน้า ซึ่งควรใช้อย่างระมัดระวัง     
            ·  การใช้ยา เบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์ ควรเริ่มต้นด้วยความเข้มข้นต่ำๆ ที่ 2.5% ก่อน ทาให้ทั่วใบหน้าประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ช่วยลดปริมาณไขมันที่ผิวหนังและละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขนออกมา ใช้วันละสองครั้ง เช้า เย็น
            ·   กรดซาลิไซลิก หรือ(ยาละลายสิวเสี้ยน) กรดจะช่วยทำให้ไขมันอ่อนตัวลง ทำให้สามารถเอาสิวเสี้ยนออกมาได้โดยง่าย เมื่อเรานำเอาสิวเสี้ยนออกจากรูขุมขนของเราได้แล้ว ควรกระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์ทันที

        2.การลอกสิวเสี้ยน มีหลายวิธีส่วนใหญ่ราคาไม่แพงและวิธีทำง่าย แต่มักกำจัดได้ไม่หมด และไม่สามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้ทุกที่

            ·  การใช้ไข่ขาว วิธีนี้รู้จักกันมานาน คือทาใบหน้าหรือบริเวณที่ต้องการลอกสิวเสี้ยนใช้ทิชชู่ซับแล้วทาไข่ขาวซ้ำ ทิ้งไว้ให้แห้งจะรู้สึกตึงๆ ผิว จากนั้นลอกแผ่นทิชชู่ออก สิวเสี้ยนบางส่วนจะหลุดออกมา

            · แผ่นลอกสิวเสี้ยน ครีมลอกสิวเสี้ยนหรือมาร์คลอกสิวเสี้ยน ที่มีจำหน่ายทั่วไป ควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากและไม่ควรทำเกินสัปดาห์ละครั้ง




        3.การใช้เครื่องมือกดสิว เป็นการดึงสิวเสี้ยนดำๆ ออกจากผิว วิธีนี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากทำไม่ดี กดไม่ถูกวิธี อาจยิ่งทำให้กลายเป็นสิวอักเสบได้ กรณีสิวเสี้ยนที่เป็นแบบเส้นขนอุดตันเป็นกระจุกนั้น การใช้เลเซอร์ขจัดขนสามารถช่วยได้

        อย่างที่ได้กล่าวไป สิวเสี้ยนไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรกับมันก็ได้ เว้นแต่จะรำคาญใจ แต่เราสามารถทำให้มันน้อยลงได้ ด้วยการดูแลความสะอาดผิวหน้า ไม่ปล่อยให้หน้ามันเกินไป และไม่ล้างหน้าบ่อยเกินไปเพราะจะไปสร้างความระคายเคืองให้ผิว ส่วนคนที่ชอบกดหรือบีบสิวเสี้ยนเอง ต้องบอกว่าเลิกทำดีกว่าเพราะจะยิ่งทำให้เกิดสิวอักเสบไม่สวยงามยิ่งไปกว่าเดิม   




แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน ผู้บริโภค สิวเสี้ยน รักษาสิวเสี้ยน

ฉบับที่ 228 สวยและสะอาด

        โรคโควิด 19 ไม่สนใจไม่ได้แล้ว ถึงไม่ต้องตระหนกมาก แต่เราควรตื่นรู้และป้องกันไว้ก่อน ด้วยการทำให้สะอาด โดยเฉพาะอุปกรณ์ติดกาย มือของเรา และต้องระวังสิ่งที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น        นอกจากหน้ากากอนามัย ที่อาจจำเป็นต้องพกไว้และใส่ให้ตัวเองเมื่ออยู่ในสถานที่ที่อากาศปิดและแวดล้อมด้วยผู้คนจำนวนมาก อาจรวมถึงเผื่อหยิบยื่นให้คนที่ไอ จามโดยไม่สวมหน้ากาก (หน้ากากอนามัยจะป้องกันการแพร่เชื้อสำหรับคนป่วยได้ถึง 90% แต่หากเราแข็งแรงดีและไม่ได้ใกล้ชิดผู้ที่ไอ จามในระยะ 1 เมตร อาจไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากาก ยิ่งเป็นที่รโหฐานใส่ในบ้าน ใส่นอน อันนี้ไม่มีประโยชน์)         สิ่งที่จำเป็นต้องระวังมากกว่าคือ สิ่งของที่อาจต้องจับต้องร่วมกับผู้อื่น เช่น ตัวจับประตูปิดเปิด ร้านค้า ห้าง ห้องน้ำสาธารณะ ปุ่มลิฟต์ ประตูรถแท็กซี่ ห่วง เสา บนรถประจำทาง ซึ่งแน่นอนละว่า ไม่จับก็ไม่ได้ วิธีการที่ต้องฝึกทำให้บ่อยขึ้น คือ          ล้างมือให้บ่อยและล้างให้ถูกวิธี        1. ล้างด้วยสบู่และน้ำ หลักการคือ ล้างด้วยระยะเวลาอย่างน้อย 20-30 วินาที เคยมีคนบอกว่าเท่ากับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์สักสองรอบ วิธีนี้ประหยัดและง่าย แต่อาจไม่สะดวกจำเป็นต้องมีสถานที่ ดังนั้นควรทำเมื่อกลับถึงบ้าน ก่อนรับประทานอาหารหรือเตรียมอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือล้างทุกครั้งเมื่อคิดว่ามือสกปรก         2. ล้างด้วยเจลล้างมือ วิธีนี้ค่อนข้างสะดวก แต่ก็ต้องทำให้ถูกวิธีด้วยเช่นกัน คือใช้ในปริมาณที่พอเหมาะและระยะเวลาที่พอดี อย่างน้อย 20 วินาทีต่อการล้างหนึ่งครั้ง หากระหว่างการใช้เจลล้างมือแล้วพบว่าเนื้อเจลแห้งในเวลาไม่ถึง 15 วินาที หมายความว่า เจลล้างมือที่ใช้มีปริมาณน้อยเกินไป และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรค          ทำความสะอาดเครื่องใช้ส่วนตัว         ข้าวของบางอย่างแม้เป็นของใช้ส่วนตัว แต่ก็อาจมีการสัมผัสกับเชื้อโรคได้เพราะใช้ในที่ชุมชน เช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสะพาย เป้สะพาย และเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ สำหรับเครื่องใช้ควรทำความสะอาดเมื่อกลับเข้าบ้าน วิธีง่ายๆ คือ การตากแดด เนื่องจากบ้านเราแดดร้อนและเชื้อไวรัสจะไม่ชอบพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง หรือเช็ด พ่นด้วยแอลกอฮอลล์ เสื้อผ้าควรหมั่นซักให้บ่อยขึ้นไม่หมักหมมไว้เป็นที่เพาะเชื้อ        การป้องกันตัวเองจากการสัมผัสเชื้อโรคด้วยการทำความสะอาด เป็นหัวใจสำคัญที่ควรคำนึง เพราะไม่เพียงช่วงป้องกันเราจากไวรัสโคโรนาเท่านั้น แต่ยังป้องกันเราจากเชื้อโรคอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้นควรทำให้เป็นนิสัยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการระบาดของโรคเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยทำ          

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 227 ทำไมยิ่งขัดผิว ผิวยิ่งหมอง

        ผิวโดยเฉพาะผิวหน้า หากได้ขัดหรือสครับอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง แต่หากทำผิดวิธี และละเลยข้อจำกัดบางอย่าง แทนที่จะได้ผิวสวยก็จะได้ผิวหมองมาแทน          ทำไมจึงต้องสครับผิว         ธรรมดาผิวพรรณคนเราจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นปกติ ช่วงขณะเปลี่ยนผ่านหากมีการช่วยจากภายนอก เช่น การขัดผิวหรือสครับผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปผิวจะดูขาวใสขึ้น สะอาดตาขึ้น  แต่ต้องไม่ไปรบกวนผิวจนเกินไป เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเข้าใจหลักการเสียก่อน ด้วยว่าถ้าทำผิดวิธี จากผิวสวยๆ จะกลายเป็นผิวเสียแทน         การสครับผิวต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง         1.รู้จักผิวตัวเอง และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว ลักษณะของผิวหน้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน แบ่งได้เป็นสี่แบบ คือ ผิวธรรมดา จริงๆ คือผิวที่มีสุขภาพดีเพราะมีความสมดุลไม่แห้งหรือมันจนเกินไป มีความเรียบเนียนไม่แพ้ง่าย นับว่าเป็นผิวในอุดมคติ ผิวแห้ง อธิบายถึงสภาพผิวที่ขาดความชุ่มชื้นจากน้ำมันธรรมชาติบนผิว ผิวจึงหยาบกร้านและแตกลอกง่าย ผิวมัน คือสภาพผิวที่มีการผลิตความมันในปริมาณที่มากเกินไป สังเกตได้ถึงรูขุมขนที่กว้างผิวดูมัน เงา และสุดท้ายคือ ผิวผสม บ่งบอกถึงผิวที่ประกอบด้วยประเภทของผิวมากกว่าหนึ่งประเภทอยู่ด้วยกัน เมื่อจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการขัดหรือสครับหน้า ต้องอ่านฉลากให้ดี และไม่เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารประกอบที่ไม่เหมาะกับสภาพผิวตัวเอง อย่าคิดเองว่าใช้อะไรก็ได้         2.สภาพผิวไม่พร้อม อย่าสครับ โดยเฉพาะถ้ามีสิวอักเสบ ควรรักษาสิวให้หายเสียก่อน เพราะหากฝืนขัดผิวหน้าทั้งที่สิวยังอักเสบ จะยิ่งเกิดสิวอักเสบลุกลามมากขึ้น         3.อย่าขัดอย่างรุนแรง หลายครั้งที่เราเลือกผลิตภัณฑ์ขัดผิวแบบที่ขายทั่วไป ต้องอ่านฉลากให้ดี หลายผลิตภัณฑ์ผสมเม็ดบีด (bead)  ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติก หรือเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อบนฉลากว่า Polyethylene นั่นเอง เจ้าสารเคมีตัวนี้ จะลื่นมัน ยืดหยุ่นดี จึงใช้สครับผิวได้ แต่เปลี่ยนมาเป็นวัสดุจากธรรมชาติจะอ่อนโยนมากกว่า         4.ไม่ขัดผิวบ่อยเกินไป ควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็พอ หากขัดมากเกินไปก็อาจรบกวนหน้าที่ในการสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมของผิว รวมถึงทำให้ผิวอ่อนไหวมากขึ้นจนเกิดความแห้งกร้าน ไหม้แดด หรือปัญหาอื่น ๆ ได้ง่าย         5.หลีกเลี่ยงการสครับผิวขณะผิวแห้ง การใช้ผลิตภัณฑ์สครับหน้าควรใช้น้ำเป็นตัวหล่อลื่น และควรทำความสะอาดผิวก่อนที่จะลงมือสครับผิว         ขั้นตอนสครับผิวหน้า         ควรเริ่มต้นด้วยการล้างหน้าหรือร่างกายให้สะอาด เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกบนผิวมีโอกาสแทรกเข้าไปในผิว จากนั้นนำผลิตภัณฑ์ขัดผิวเทใส่ใยบวบ ฟองน้ำ หรือถุงมือ แล้วทาลงบนผิวเบาๆ นวดผลิตภัณฑ์บนผิวด้วยการวนมือเป็นลักษณะวงกลมเบา ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียนใช้น้ำล้างออกให้สะอาดซับให้แห้งแล้วทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นในขณะที่ผิวยังชื้น

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 226 ข้อคิดจากการสวยตามเทรนด์

                รูปแบบของความสวยงามนั้น อันที่จริงแล้วมันไม่มีนิยามตายตัว ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับค่านิยมของสังคมและยุคสมัย ดังนั้นแต่ละปีก็จะมีคนมาบอกเราว่า ปีหน้าเขาจะนิยมรูปแบบความงามแบบไหน เราต้องดูแลหรือเตรียมการอย่างไร เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งปีหน้า 2563 นี้หลายกูรูยังฟันธงว่า เทรนด์สวยธรรมชาติและเครื่องสำอางจากส่วนผสมธรรมชาติยังคงความแรงต่อเนื่อง         ผิวพรรณแบบกระจ่างใสดังกระจกหรือ Glass Skin ยังคงได้รับความนิยม         ผิวแบบ Glass Skin  คือผิวพรรณที่ผุดผ่องมีน้ำมีนวล บ่งบอกถึงสุขภาพดีจากภายใน ผิวแบบ Glass Skin นั้น  ขอให้ลองคิดถึงซีรีย์เกาหลี ที่สาวๆ ในเรื่องจะมีผิวใสๆ ดูอิ่มเอิบฉ่ำวาวดังแก้ว แบบนั้นแหละที่เรียกว่า Glass Skin ซึ่งผู้ก่อกระแสนี้คือ บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังชาวเกาหลีนั่นเอง เมื่อฮิตขึ้นมาแล้วก็ฮิตต่อกันไปยาวๆ ข้ามปี หลักๆ ของเทรนด์ผิวใสดั่งแก้วนี้ คือ เน้นที่การทำความสะอาดให้หมดจด บำรุงผิวทั้งจากภายนอกและภายในเพื่อให้ผิวเปล่งประกายอย่างคนที่สุขภาพดี และเสริมด้วยการแต่งหน้าให้ดูกระจ่างใสโชว์ความเปล่งปลั่งสดใสของผิว         อย่างไรก็ตามเมืองไทยนั้นสภาพอากาศต่างจากเกาหลีจะให้ทันกับเทรนด์นี้ ก็ต้องปรับให้เหมาะสมจะสำเนามาทั้งหมดคงไม่เหมาะ ส่วนที่สามารถทำได้เลยและดีมากเสียด้วย คือ หลักของการทำความสะอาดและการบำรุง         ขั้นตอนที่แนะนำหลักๆ คือ เมื่อแต่งหน้าแล้วต้องไม่ละเลยการทำความสะอาดอย่างหมดจด ให้เกิดการตกค้างของสารเคมีบนผิวน้อยที่สุด ดื่มน้ำให้มาก รับประทานอาหารที่ดี และบำรุงผิวด้วยครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว ซึ่งผู้นำเทรนด์เสนอว่าควรสครับ(ขัดถูหน้าเพื่อให้เกิดการผลัดผิวที่เร็วขึ้น) และมาสก์หน้าเมื่อว่างจากกิจกรรมปกติ   และหากจะให้เป๊ะสำหรับอากาศร้อนและแดดแรงๆ แบบเมืองไทย การปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดคือสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน                เทรนด์ความเป็นธรรมชาติที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดี        เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในลุคธรรมชาติและเครื่องสำอางที่ปกป้องคุณจากมลภาวะ คือสิ่งที่คาดว่าจะมาแรงในปี 2563 สารสกัดจากธรรมชาติที่ถูกผสมในเครื่องสำอางหรือนำมาเป็นอาหารเสริมนั้น ยังคงจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ต้องเพิ่มขึ้นคือ ความต้องการสินค้าแบบเฉพาะกลุ่มและตอบโจทย์เรื่องมลภาวะ         สิ่งที่ต้องระวังในกรณีของสินค้าที่เคลมเรื่องสุขภาพผิวสวยคือ กรณีของเครื่องสำอาง ทางหน่วยงานที่กำกับดูแลจะไม่ได้มีการทดสอบเรื่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพียงรับจดแจ้งเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปสำหรับผู้บริโภคเท่านั้น ดังนั้นการเสี่ยงกับอาการแพ้ยังคงต้องได้รับความสนใจเป็นอันดับแรกๆ โดยควรทดสอบกับผิวในบริเวณที่ไม่ใช่เป้าหมายหลักก่อนใช้ และอย่าคาดหวังกับสินค้าจนเกินไป นอกจากนี้การช่วยกันเฝ้าระวังสินค้าที่ไม่ปลอดภัยโดยการแจ้งต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยในวงกว้าง         ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในหลักการคือ การทำความสะอาดและปกปิดเสริมแต่ง ดังนั้นไม่ควรคาดหวังถึงขนาดแก้ไขหรือฟื้นฟูสภาพผิว        กรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจมีการโฆษณาจนเกินเลย ให้สรรพคุณที่มากกว่าการบำรุง แต่เป็นโชว์สรรพคุณรักษาโรค ซึ่งถือว่าผิด และเราไม่ควรตกเป็นเหยื่อของสินค้าเหล่านี้ ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางผลิตภัณฑ์ผลิตขึ้นมาเพื่อสร้างการตลาดแบบ แชร์ลูกโซ่ ไม่ได้มีสรรพคุณอะไรมากไปกว่าอาหารธรรมดา ผู้บริโภคต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ให้ความโลภชักนำให้ขาดความรอบคอบในการใช้สินค้า         การพยายามสวยตามแฟชั่นหรือเทรนด์ไม่ได้เป็นสิ่งผิดปกติ ใครๆ ก็อยากจะได้ชื่อว่าทันสมัย แต่เราควรรอบคอบไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบ ทำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยหรือฉาบฉวยเพียงเพื่อจะหาผลประโยชน์ทางการเงิน สวยตามเทรนด์ได้แต่ต้องเท่าทันข้อมูลด้วย

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 225 วิธีลดปัญหาผิวเปลือกส้ม

        นึกภาพผิวเปลือกส้มออกไหม ถ้ามาปรากฎบนผิวกายเรา มันจะดูไม่สวยเพราะมีสภาพเหมือนเป็นรอยตะปุ่มตะป่ำ นูนๆ หรือลอนคลื่นบนผิว ไม่เรียบเนียนสวยงาม ผิวเปลือกส้มนี้ เรียกอีกอย่างว่า เซลลูไลท์(Cellulite)  ซึ่งใครมีโอกาสเป็นได้บ้าง ถ้าเป็นแล้วจะดูแลอย่างไร มาดูกัน         สาเหตุที่ทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากการสะสมของไขมันที่มากเกินไปใต้ชั้นผิวหนังตื้นๆ ในบริเวณที่เลือดไหลเวียนไม่ดี จนทำให้ผนังชั้นหุ้มเซลล์เกิดผิวที่ขรุขระแตกลาย ดูไม่สวยงามคล้ายกับผิวเปลือกส้ม          อย่างไรก็ตามหากประมวลจากปัจจัยหลายอย่างที่พบบ่อยว่า น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม พอสรุปได้ดังนี้          1.ไม่ค่อยขยับร่างกาย อยู่ในท่าเดียวนานๆ ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดขัดข้อง         2.ขาดการออกกำลังกาย        3.การรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง        4.การอดอาหารอย่างหนักเพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว        5.การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน        6.ดื่มน้ำน้อยกว่าปกติ        7.ดื่มแอลกอฮอล์ เซลล์จะสูญเสียน้ำ และยังลดประสิทธิภาพของตับ ทำให้ตับขจัดสารพิษได้ไม่ดี        8.ความเครียด ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว        9.ท้องผูก        10.พันธุกรรมและเชื้อชาติ คนยุโรปจะมีเซลลูไลท์มากกว่าคนเอเชีย        ดูแบบนี้เหมือนผิวเปลือกส้มจะเกิดกับคนอ้วนใช่ไหม ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เลย เซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้มไม่ได้เกิดเฉพาะในคนที่มีน้ำหนักตัวมากเท่านั้น คนผอมก็สามารถมีได้เช่นกัน และเกิดขึ้นในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะกับผู้ชายที่อ้วนมาก ๆ         วิธีรักษาเซลลูไลท์ ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ดูแลได้ด้วยการทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การลดน้ำหนักในคนที่อ้วน(แต่ต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป) การออกกำลังกาย(การออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อการเคลื่อนไหวเพื่อกระชับผิว) ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ควบคุมอาหารหวาน มัน และการนวดผิวหนังเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ 

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)