ฉบับที่ 222 รับมือกับแผลน้ำร้อนลวก

        โอกาสโดนน้ำร้อนลวกหรือน้ำมันร้อนกระเด็นใส่นั้น ทุกคนมีความเสี่ยงพบเจอได้ ยิ่งเป็นคนที่ชอบทำอาหารโดนกันประจำ การจะดูแลปฐมพยาบาลแผลน้ำร้อนลวกนั้น ต้องประเมินจากขนาดของแผลและบริเวณที่สัมผัสความร้อน เพื่อที่จะประเมินได้ว่า ต้องจัดการอย่างไร ที่แน่ๆ พอโดนลวกแล้วปวดแสบปวดร้อนจนสุดทน จนบางคนต้องหาของที่เอ่ยอ้างต่อๆ กันมากันว่าบรรเทาได้ อย่างยาสีฟัน น้ำปลา น้ำแข็ง มาทา ประคบ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผสมความเข้าใจผิด และอาจทำให้แผลยิ่งอักเสบจนกลายเป็นแผลติดเชื้อได้ คราวนี้จึงจะนำวิธีการรับมือแบบถูกต้องมาฝากกัน


 
ประเมินบาดแผลและการรักษา 
        1. แผลระดับแรก เป็นแผลกินบริเวณไม่กว้าง ความร้อนทำลายแค่ผิวหนังกำพร้าชั้นนอกเท่านั้น โดยแผลนั้นจะไม่มีตุ่มพองใส แต่จะแค่ผิวหนังบริเวณนั้นมีสีแดงกว่าปกติ มีความรู้สึกว่าปวดแสบและร้อนแบบพอทนได้ ซึ่งจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้เมื่อหายปวด โดยทั่วไปแผลระดับแรกนี้จะหายไปในระยะเวลา 7 วัน 
วิธีการรักษา แค่ใช้น้ำอุณหภูมิปกติไหลผ่านแผล แล้วจึงใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบไว้สักครู่หนึ่ง อาการปวดก็จะดีขึ้นเรื่อย หรือถ้าใครมีคูลฟีเวอร์ ( แปะหน้าผากลดไข้เด็ก ) ก็สามารถนำมาแปะที่แผลไว้ นอกจากนี้การใช้สมุนไพรบางตัว อย่าง ว่านหางจระเข้ ใบบัวบก หรือบัวหิมะ พอกทาที่แผล ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้ดี พออาการปวดดีขึ้นก็ให้ทายารักษาอาการ ยาทานั้นมีขายทั่วไปตามร้านขายยา สอบถามได้จากเภสัชกรในร้าน 
        2. แผลระดับสอง คือแผลที่โดนลึกขึ้น และกินบริเวณกว้างกว่าแผลในระดับแรก เข้าไปถึงชั้นหนังกำพร้า แล้วลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังหลงเหลือเซลล์ที่สามารถเจริญเติบโตมาทดแทนชั้นหนังที่ตายแล้วได้อยู่ แผลนั้นจะมี 2 แบบ คือทั้งแบบเป็นตุ่มพองมีน้ำใสๆ ข้างใน พอแกะน้ำออกมาผิวบริเวณนั้นจะมีสีชมพู และมีน้ำเหลืองไหลออกมาเล็กน้อย แผลระดับนี้จะเริ่มมีอาการปวดแสบมากขึ้น เพราะเส้นประสาทถูกทำลายไปด้วย แต่ไม่เยอะมากนักและแผลจะหายภายใน 2-3 สัปดาห์ และจะไม่เกิดแผลเป็น ส่วนอีกแบบนึงจะเป็นแผลที่ไม่มีตุ่มพองแผลจะแห้ง มีสีเหลืองขาวและไม่ค่อยปวด แต่จะทำให้เกิดแผลเป็นได้
วิธีการรักษา ใช้วิธีการเดียวกับแผลระดับแรก เพียงแต่อาการแสบร้อนอาจมีมากกว่ากินระยะเวลาการรักษานานกว่า หากมีอาการตุ่มพองน้ำใส อย่าแกะหรือสะกิดให้น้ำออก น้ำด้านในจะค่อยๆ แห้งลงเอง แต่ถ้าแผลเปิดออก ต้องทายาเพื่อรักษาและป้องกันการติดเชื้อ และบางครั้งอาจต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดการติดเชื้อ    
        3. แผลระดับสาม แผลลึก รุนแรงกินลึกลงไปถึง หนังแท้ รูขุมขน ต่อมเหงื่อ และเซลล์ประสาทจนหมด ซึ่งแผลระดับนี้ถือว่ารุนแรงมาก เพราะอาจกินลึกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก แต่จะไม่มีอาการปวดจากแผล เพราะเซลล์ประสาทโดนทำลายไปทั้งหมด ทำให้ไม่รับรู้ถึงอาการปวด ระดับนี้รักษาเองไม่ได้ต้องไปโรงพยาบาลเท่านั้น


 


สมุนไพร ที่ช่วยในการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก 
บรรเทาอาการแสบร้อน

        1. ว่านหางจระเข้ วุ้นของว่านหางจระเข้นั้นมีสาร ไกลโคโปรตีน มีสรรพคุณในการลดการอักเสบของผิวหนัง ฆ่าเชื้อในแผลและห้ามเลือด เหมาะกับการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้เป็นอย่างดี วิธีการใช้ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ว่านหางจระเข้ ทั้งแบบครีมและเจลเพื่อให้ใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้น หรือถ้าไม่อยากซื้อใช้ ก็แค่เพียงนำว่านหางจระเข้สดๆ ล้างน้ำเอายางออกปอกเปลือกให้หมด แล้วจึงขูดเอาเนื้อวุ้นมาปิดที่บริเวณแผล ระยะแรกอาจต้องเปลี่ยนบ่อยเพื่อบรรเทาอาการแสบร้อนจนอาการดีขึ้น จากนั้นพอกทาวันละ 2 ครั้ง เช้า - เย็น จนกว่าแผลจะหาย 
        2. ใบบัวบก มีสรรพคุณในรักษาแผลอักเสบ และสมานแผลทำให้แผลหายเร็ว ลดอาการปวดแสบร้อนได้ดีเช่นกัน วิธีการใช้ ให้นำใบบัวบกสดล้างให้สะอาด แล้วนำไปตำจนละเอียด กรองเอาน้ำแต่ติดกากใบมาด้วยเล็กน้อย แล้วเอามาชโลมที่แผลเรื่อยๆ จนกว่าอาการปวดจะดีขึ้น หรือใช้ครีมบัวบกซึ่งพัฒนาเป็นยาเพื่อใช้บรรเทาอาการแสบร้อนและสมานแผลน้ำร้อนลวก 
        3. นมสด หรือโยเกิร์ตแช่เย็น ทั้ง 2 อย่างนี้ มีปริมาณไขมันและโปรตีน ที่ช่วยในการสมานแผล และลดอาการปวดแสบร้อนได้ดี วิธีการใช้ แช่แผลลงในนมสดหรือโยเกิร์ต ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก วิธีนี้นอกจากจะลดอาการปวดได้แล้ว ยังทำให้ไม่เป็นแผลเป็นอีกด้วย 
        4. เกลือ มีสรรพคุณในการสมานแผล และลดอาการปวดแสบปวดร้อนได้ดี อย่างไม่น่าเชื่อ วิธีการใช้ เมื่อเกิดแผลให้รีบนำเกลือป่นมาพอกไว้ที่บริเวณแผล  แล้วหยดน้ำลงไปเล็กน้อย จะทำให้แผลที่ปวดแสบปวดร้อนดีขึ้น
        5. บัวหิมะ สมุนไพรจากจีนที่ค่อนข้างหาซื้อยาก แต่มีสรรพคุณแก้พิษจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดอาการอักเสบปวดแสบร้อนอย่างรุนแรงได้ดี เพราะเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น แล้วยังทำให้ผิวบริเวณที่โดนลวกหรือไหม้นั้นไม่เป็นแผลเป็นอีกด้วย วิธีการใช้ ปัจจุบันมีการนำมาทำในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อใช้ได้ง่ายขึ้น แต่อาจมีราคาที่ค่อนข้างสูง


 

บรรเทาอาการและช่วยสมานแผล 
1. น้ำส้มสายชู ด้วยกรดอะซีตริกที่อยู่ในน้ำส้ม ช่วยบรรเทาอาการ อักเสบ ปวด และการคันจากการโดนของร้อน และการเผาไหม้ นอกจากนี้ยังช่วยฆ่าเชื้อและป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้ออีกด้วย วิธีการใช้ ล้างแผลให้สะอาด แล้วใช้สำลีจุ่มลงไปในน้ำส้มสายชู บีบน้ำออกเล็กน้อยแล้วนำมาวางโปะไว้บนแผลสักครู่ รอจนแผลหายปวดแล้วจึงเอาออก สามารถทำได้ทุกวันจนกว่าแผลจะหาย
2. น้ำมันมะพร้าว สามารถป้องกันแผลจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ที่มาของการอักเสบ และเกิดรอยแผลเป็นได้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินอีและกรดไขมัน เหมาะสำหรับแผลที่หายแล้ว วิธีการใช้ นำน้ำมันมะพร้าวมาชโลม แล้วนวดตรงบริเวณที่เป็นแผลเป็น จนผิวและแผลบริเวณนนั้นนุ่มและอ่อนลง สามารถทาได้ทุกวัน 
3. น้ำผึ้งจากธรรมชาติ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคและลดอาการเจ็บปวดของแผลได้เป็นอย่างดี วิธีการใช้ ล้างแผลให้สะอาดแล้วนำน้ำผึ้งมาหยด จากนั้นนวดตรงบริเวณแผล สามารถทำได้เรื่อยๆ จนกว่าแผลจะหายปวด
 
ข้อมูลจาก  https://www.honestdocs.co/burn-wound-treatment

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน ผู้บริโภค น้ำร้อนลวก รักษาแผลไฟไหม้

ฉบับที่ 234 สิวและผื่นแพ้ที่มาจากการสวมหน้ากากอนามัย

        เมื่อหน้ากากอนามัยกลายเป็นของจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่กลายมาเป็นเรื่องกวนใจอาจไม่ใช่แค่รู้สึกอึดอัด  แต่มันคือ อาการผื่นแพ้หน้ากากและบางคนเกิดปัญหาสิวขึ้นมาอย่างมิอาจเลี่ยง เรามาหาวิธีรับมือกันเถอะ         การสวมหน้ากากตลอดวันและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจก่อให้เกิดผื่นหรือตุ่มแดง มีอาการคันบริเวณที่สวมหน้ากาก​ หรือบริเวณใบหูได้ แบบนี้คืออาการผื่นแพ้ ถ้ารุนแรงถึงขั้นมีตุ่มน้ำ น้ำเหลืองซึมรีบพบแพทย์ทันที ในรายที่อาการเบาๆ แค่ผื่นแดง คันยิบๆ  อาจต้องเปลี่ยนหน้ากากอนามัย เลือกประเภทและขนาดที่เหมาะสม และสำคัญต้องรักษาความสะอาด อย่าประหยัดเกินไป หน้ากากอนามัยราคาลดลงแล้ว ชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง ก็ควรเป็นครั้งเดียวทิ้ง ชนิดผ้าซักได้ ต้องหมั่นทำความสะอาด        การระคายเคืองหรือแพ้ สาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากการเสียดสี​ การสวมใส่ที่แน่นเกินไป เพราะขนาดหน้ากากไม่เหมาะกับใบหน้า หรือสายคล้องตึงเกินไปทำให้บริเวณใบหูถูกเสียดสี ตลอดจนความอับชื้นจากเหงื่อ ครีมและเครื่องสำอางที่ทาบนใบหน้า การแพ้สารที่เป็นส่วนประกอบของหน้ากาก​ เช่น กาวผ้า สีย้อมผ้า พลาสติก​ ยาง ดังนั้นต้องทดลองหาให้พบหน้ากากที่เหมาะกับตนเอง          สิวจากการสวมหน้ากาก        สาเหตุของการเกิดสิวเมื่อใช้หน้ากากอนามัยพบได้บ่อยสองลักษณะ คือ การเสียดสีของหน้ากากกับผิวหน้า ซึ่งอาจรบกวนการผลัดเซลล์ผิว บริเวณที่ถูกเสียดสีจึงปรากฎสิว และอีกสาเหตุที่พบบ่อย คือ ความอบอ้าวที่เกิดจากการใส่หน้ากากทำให้น้ำมันถูกขับจากผิวมากขึ้น เมื่อรวมกับเครื่องสำอางหรือครีมที่เคลือบผิวหน้าอาจก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนจนกลายเป็นสิว          วิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาสิวจากการใส่หน้ากากอนามัย         1.ควรงดแต่งหน้าในช่วงที่สิวเห่อ เพื่อลดปัญหาการอุดตัน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เจลแต้มสิวที่ช่วยให้สิวยุบไว อาจเลือกมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า อ่านฉลากและคู่มือการใช้ให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนจากการแพ้สารในเจล         2.หากสิวหายแล้วควรเลือกเครื่องสำอางที่เนื้อเบาๆ (ถ้าเป็นได้ก็งดแต่งหน้าสักพักสำหรับคนที่เป็นสิวง่าย)         3.รักษาความสะอาดของผิว เมื่อกลับถึงบ้านควรรีบล้างหน้า         4.ลดเวลาการสวมใส่หน้ากากลง สวมเฉพาะเมื่อจำเป็นหรืออยู่ในสถานที่สาธารณะ         5.เปลี่ยนหน้ากากให้บ่อย อย่าใช้ซ้ำ กรณีหน้ากากผ้าซักใช้ใหม่ทุกวัน 

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 233 ขาลาย เพราะน้ำเหลืองไม่ดีจริงหรือ

        ผู้ใหญ่หลายคนมักทักเด็กน้อย หรือคนที่ขาเป็นแผลถลอกพุพอง มีน้ำเหลืองเยิ้ม หรือมีรอยแผลเป็นที่ลายพร้อยไปทั้งแขน ขาว่า เป็นโรคน้ำเหลืองไม่ดี ซึ่งก็งงกันไปว่า มันไม่ดียังไง เกิดจากอะไร เป็นกรรมพันธุ์หรือเปล่า เพราะอันที่จริงโรคน้ำเหลืองไม่ดีนั้น ไม่มี มีแต่สิ่งที่เรียกว่า ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง         บ้านเรานั้นอากาศร้อนชื้น มีแมลงรำคาญก็มาก ดิน น้ำ พงหญ้าชื้นแฉะ แมลงชุม เวลาที่ผิวหนังของเรา โดนแมลงต่างๆ กัด หรือระคายเคืองจากพืชบางชนิด หากมีอาการแพ้เกิดผื่นหรือตุ่มคัน บางคนเกาเบาๆ อาการก็ดีขึ้นหรือแค่ป้ายยาหม่องก็หาย แต่หลายคนคันมากก็เกามาก บางคนห้ามใจไม่อยู่เกากันจนเกิดแผลถลอกและติดเชื้อจนกลายเป็นตุ่มหนอง เมื่อแผลหายแล้วก็ยังเกิดเป็นรอยแผลเป็นทิ้งไว้ให้คิดถึงอีก อาการแบบนี้คนสมัยก่อนจะบอกว่า เป็นโรคน้ำเหลืองไม่ดี ต้องกินยานี้ ไม่กินอาหารนี้เพราะมันแสลงโรค รวมทั้งมีสื่อที่โฆษณาขายยาหรืออาหารเสริมหลายชนิดที่มักอวดอ้างสรรพคุณว่า กินแล้วช่วยให้หายจากโรคน้ำเหลืองไม่ดี มาขายในราคาแสนแพงอีกด้วย  สวยอย่างฉลาดคราวนี้จึงขอนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เข้าใจผิดอีกต่อไป และเรียนรู้วิธีที่ถูกต้องในการรักษา            โรคน้ำเหลืองไม่ดี ไม่มีอยู่จริงในวงการแพทย์ ภาวะที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงแค่ ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือโรคที่มีแผลเรื้อรังที่ขา แขน หรือผิวหนังของร่างกาย บางที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Impetigo ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคที่เรียที่ชื่อว่า Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes ที่สามารถเกิดขึ้นกับทุกคนได้ทั้งนั้น เพียงแค่การลุกลามและเรื้อรังของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการดูแลและรักษาอาการนั้นมากน้อยแค่ไหน                    การรักษาความสะอาดสำคัญที่สุด        ภาวะนี้หากเกิดกับเด็ก จะดูแลยากหน่อย เพราะห้ามเด็กไม่ให้เกาเมื่อคันนั้นยาก บางทีหลับแล้วก็ยังเผลอเกาจนน้ำเหลืองเยิ้มกลายเป็นแผลติดเชื้อ ดังนั้นต้องเริ่มจากการป้องกัน กล่าวคือ ไม่ควรให้เด็กเล่นดิน ทราย หรือน้ำที่สกปรก ไม่เข้าพงหญ้าที่มีแมลง แต่หากสัมผัสกับสิ่งสกปรกเหล่านี้ต้องรีบล้างทำความสะอาดทันที และควรต้องตัดเล็บเด็กให้สั้นเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อที่ซ่อนอยู่ในเล็บและการเกาจนเกิดบาดแผล         การรักษา หากเกิดตุ่มคัน ผื่นแพ้ บวม แดง ให้รีบล้างแผลให้สะอาด รักษาแผลโดยอาจฟอกด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น chlorhexide หรือทายาฆ่าเชื้อกลุ่ม cloxacillin dioxacillin หรือ Cephalexin แต่หากอาการรุนแรง แผลลุกลาม มีไข้ ต้องรีบไปพบแพทย์ ซึ่งอาจต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแบบกินหรือฉีด และอาจต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล         ในผู้ใหญ่ก็คล้ายกัน ป้องกันก่อนดีที่สุด หากเกิดผื่นแพ้หรือตุ่มคัน ควรหายาทาบรรเทาอาการ หรือรับประทานยาแก้แพ้ สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาโรคนี้คือ การรักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น อาบน้ำล้างแผลให้สะอาด ไม่แกะ ไม่เกาแผล เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบที่แผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า         เรื่องจริงของแผลติดเชื้อ        ·  ไม่มีของแสลง อาหารกินได้ทุกชนิด ไม่ต้องงด เนื้อ นม ไข่        ·  พ่นยา พ่นเหล้า พ่นสมุนไพร อาจจะยิ่งติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น        ·  ไม่มีอาหารเสริมเพื่อมารักษา ดีสุดกินอาหารครบ 5 หมู่

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 232 มาลองแปรงแห้งกันไหม

        เคยได้ยินคำว่าแปรงแห้งไหม การแปรงแห้งหรือการแปรงฟันแบบไม่บ้วนน้ำทิ้ง เป็นคำแนะนำที่ทันตแพทย์และองค์กรที่ส่งเสริมสุขภาพปากและฟัน พยายามรณรงค์ให้ทุกคนปฏิบัติ คำฝรั่งที่ใช้คือ Spit don’t rinse โดยที่มาของการแปรงแห้งเกิดจากข้อสงสัยที่นักวิจัยเขาพบว่า เด็กที่แปรงฟันแบบน้ำไม่ค่อยเข้าปาก(ใช้ก๊อกแทนการใช้แก้ว) ฟันผุน้อยกว่าเด็กที่ใช้แก้วน้ำในการแปรงฟัน         พอศึกษากันไปก็พบคำตอบว่า ยิ่งบ้วนน้ำน้อยเท่าไหร่ ฟันยิ่งผุน้อย         เหตุที่แปรงฟันแบบบ้วนน้ำทิ้งทำให้ฟันผุ คือ น้ำทำให้ฟลูออไรด์ของดีในยาสีฟันเจือจางไปนั่นเอง         เราเคยชินกันมานาน คือ ทำให้แปรงสีฟันเปียกแล้วบีบยาสีฟันมากๆ ลงไปบนแปรง เหตุผลคือ เราต้องการฟองล้นๆ ในปากเพื่อให้แปรงได้ลื่นขึ้น (บางคนเชื่อว่าทำให้สะอาดขึ้น แบบเดียวกับที่ชอบให้มีฟองในการซักผ้ามากๆ) แต่การมีฟองเยอะในปากจะทำให้เราแปรงฟันได้ไม่นาน เพราะมันเลอะเทอะ บางคนเลยแปรงฟันแค่ 10-20 วินาที ซึ่งไม่เพียงพอ การแปรงฟันที่ถูกต้องคือ อย่างน้อย 2 นาที เพราะอะไร เพราะต้องการให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันได้มีเวลาในการไปเคลือบบนผิวฟันได้ทั่วถึง          แปรงฟันเร็วเกินไปไม่พอ เรายังชินกับการต้องบ้วนปากด้วยน้ำเพื่อกำจัดคราบฟองอีก ซึ่งบางคนก็บ้วนมากกว่าหนึ่งครั้ง เพราะรู้สึกไม่สะอาด(จากฟองที่มากเกินไป เพราะใช้ยาสีฟันมากไป) ฟลูออไรด์ก็ไปหมดแล้วจ้า ไม่เหลือพอให้ทำงานเพื่อปกป้องฟันได้ ยิ่งแปรงฟันบ้วนน้ำมากเท่าไหร่ ฟันจึงผุมากเท่านั้น         จึงขอเชิญชวนให้เปลี่ยนมาแปรงฟันแบบแห้งกันเถอะ โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่ยังไม่สั่งสมความเคยชินเรื่องการใช้น้ำมากๆ แปรงฟัน         วิธีการแปรงแห้ง        1.บางคนกังวลเรื่องเศษอาหาร ธรรมดาแล้วถ้าฟันมีการสบกันที่ดี ไม่ซ้อน เก เศษอาหารจะไม่ติดฟันมาก อาจบ้วนน้ำทิ้งสักครั้งก่อนแปรงเพื่อกำจัดความกังวลเรื่องนี้        2.หากใช้ไหมขัดฟัน ควรใช้ไหมขัดฟันก่อนเริ่มแปรงฟันแบบแห้ง        3.บีบยาสีฟัน ซึ่งควรใช้แบบผสมฟลูออไรด์ (ไม่งั้นจะแปรงแห้งทำไม) เพียงจำนวนน้อย แค่เม็ดถั่วเขียวก็เพียงพอแล้ว        4.แปรงฟันให้นานสัก 2 นาที เพื่อให้เนื้อยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ผสมได้เคลือบไปบนผิวฟันอย่างทั่วถึง        5.เมื่อแปรงเสร็จแล้ว ในช่องปากจะมีน้ำลายออกมา ซึ่งมากพอที่เราจะบ้วนฟองทิ้งออกไปได้เกือบหมด ถ้ายังรู้สึกฟองยังค้างอยู่มาก ก็เพิ่มน้ำลายด้วยการบีบกระพุ้งแก้มและถ่มฟองทิ้งไป         หลังการแปรงฟันแบบแห้งนี้แล้ว ไม่ควรดื่มน้ำหรือกินอาหารอย่างน้อยสัก 30 นาที ทั้งนี้เพื่อให้ฟลูออไรด์อยู่ทำงานบนผิวฟันได้นานขึ้นนั่นเองทดลองกันดูนะคะ แล้วจะรู้ว่า ยิ่งบ้วนน้ำน้อย ฟันยิ่งผุน้อย ค่ะ         ·   รู้ไหม ฟลูออไรด์ในยาสีฟันหลังการแปรงแห้ง(ฟองที่เหลือจากการบ้วนทิ้ง) คือน้ำยาบ้วนปากที่ดีที่สุด        ·  ปลอดภัยไหม ไม่ต้องกังวล ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์มีกฎหมายควบคุมมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องกังวลใจเรื่องนี้        ·  แปรงฟันตอนไหนดี  หลังอาหารเช้า และ ก่อนเข้านอน คือเวลาที่ดีที่สุด

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 231 ฝนกับเรื่องต้องระวังเพื่อผิวสวย

        ฤดูฝนมาเยือนแล้ว บางพื้นที่ฝนกระหน่ำให้ชุ่มเย็น แต่เวลาฝนไม่ตก อากาศก็ร้อนแทบบ้าเช่นกัน อาการที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนนี้ ถ้าดูแลผิวไม่ดีหรือชะล่าใจผลเสียก็เกิดกับผิวได้ แล้วเรื่องอะไรบ้างนะที่เราต้องระวังในฤดูฝน         สิ่งที่คิด(แต่)ไม่ถึงหรือทำให้คุณพลาด         1.น้ำฝนใสๆ เห็นว่าใสแต่จริงๆ แล้วด้วยสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน น้ำฝนจะมีสิ่งปนเปื้อนอยู่มาก ทั้งฝุ่นละออง เชื้อโรค สารเคมี ควรเลี่ยงการโดนน้ำฝนแต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องล้างตัวล้างหน้าทันที ผมควรสระให้สะอาดและเป่าให้แห้ง อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้ชื้น อาจเกิดปัญหาเชื้อราที่ผมและจุดอับบนร่างกายได้         2.ฟ้าครึ้มๆ เห็นฟ้าครึ้มเมฆ ก็คิดไปว่าไม่มีแดด ครีมกันแดดก็ไม่ต้องแล้ว อันนี้ผิด เพราะรังสียูวีทะลุทะลวงผ่านชั้นบรรยากาศ ชั้นเมฆได้ชิลๆ การออกไปกลางแจ้งและต้องอยู่ในแสงแดดระยะเวลามากกว่า 10 นาที ควรใช้ครีมกันแดดทาผิวหน้า ผิวกาย อาจเลือกใช้ชนิดกันน้ำด้วย เผื่อเจอฝน หรือใช้ร่ม หมวกเพื่อกันผิวจากแสงอาทิตย์        3.ความชื้นในอากาศสูงฝุ่นย่อมน้อย ความจริงฝุ่นไม่เคยน้อยลง ยิ่งในเมืองที่ผู้คนและการจราจรแออัด ฝุ่นจะเยอะเป็นพิเศษ และยิ่งอากาศอบอ้าวเหงื่อยิ่งออกมากหน้าจะมันและจับฝุ่นได้ดี จึงต้องทำความสะอาดให้ถูกวิธี และระวังเรื่องหน้ามัน การล้างหน้าบ่อยยิ่งทำให้หน้ามัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิว        4.น้ำฝนนั้นก็มีความเป็นกรดเล็กน้อยแต่ถ้าในอากาศมีมลพิษปริมาณสูงก็จะทำให้น้ำฝนมีความเป็นกรดมากขึ้น คนที่ผิวไวสัมผัส ก็มีโอกาสเกิดปัญหาผิวอักเสบ สิวอักเสบได้        5.อากาศเปลี่ยนแปลงไว ร่างกายอาจได้รับผลกระทบและเกิดอาการไข้ ไม่สบาย เวลาไม่สบายก็ย่อมส่งผลต่อสุขภาพผิวพรรณแน่นอน         จากปัจจัยต่างๆ ที่ได้กล่าวไปเราควรรับมือกับปัญหาที่คาดไม่ถึงด้วยวิธีต่อไปนี้         1.การทำความสะอาด ควรสระผม อาบน้ำ ล้างหน้าอย่างถูกวิธี และควรทำทันทีหากต้องเปียกปอนจากฝน         2.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว คนผิวมัน ผิวแพ้ง่ายให้เพิ่มความระมัดระวัง         3.อย่าปล่อยให้ร่างกายเปียกชื้น หรือปล่อยให้ผมหรือเท้าเปียกชื้น เพราะความอับชื้นเป็นของชอบของเชื้อรา ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์และกระทบกับสุขภาพผิวได้ ทั้งรังแค โรคน้ำกัดเท้า กลิ่นเท้า         4.อย่าลืมทาครีมกันแดดแม้ในวันที่ฟ้าครึ้ม หรือใช้ร่ม หมวกเพื่อป้องกันแสงแดด         5.ฤดูฝนผู้ที่ผิวแพ้ง่ายไม่ควรใส่เครื่องประดับโลหะหรือโลหะผสม เพราะน้ำฝนและความชื้นจะทำปฏิกิริยากับโลหะทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบได้         6.กินอาหารดี ดื่มน้ำสะอาดและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไม่ป่วยไข้         7.ชีวิตกับโควิด 19 ไม่ควรสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยที่เปียกชื้น เพราะเป็นแหล่งก่อเชื้อโรค สำหรับหน้ากากผ้าควรเปลี่ยนทันทีที่โดนฝน และซักทำความสะอาดอย่างถูกต้องก่อนนำมาใช้ครั้งต่อไป หน้ากากอนามัยควรใช้ครั้งเดียวทิ้งและหากเปียกชื้นควรเปลี่ยนทันที

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)