ฉบับที่ 231 ฝนกับเรื่องต้องระวังเพื่อผิวสวย

        ฤดูฝนมาเยือนแล้ว บางพื้นที่ฝนกระหน่ำให้ชุ่มเย็น แต่เวลาฝนไม่ตก อากาศก็ร้อนแทบบ้าเช่นกัน อาการที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนนี้ ถ้าดูแลผิวไม่ดีหรือชะล่าใจผลเสียก็เกิดกับผิวได้ แล้วเรื่องอะไรบ้างนะที่เราต้องระวังในฤดูฝน 




        สิ่งที่คิด(แต่)ไม่ถึงหรือทำให้คุณพลาด 
        1.น้ำฝนใสๆ เห็นว่าใสแต่จริงๆ แล้วด้วยสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน น้ำฝนจะมีสิ่งปนเปื้อนอยู่มาก ทั้งฝุ่นละออง เชื้อโรค สารเคมี ควรเลี่ยงการโดนน้ำฝนแต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องล้างตัวล้างหน้าทันที ผมควรสระให้สะอาดและเป่าให้แห้ง อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้ชื้น อาจเกิดปัญหาเชื้อราที่ผมและจุดอับบนร่างกายได้ 
        2.ฟ้าครึ้มๆ เห็นฟ้าครึ้มเมฆ ก็คิดไปว่าไม่มีแดด ครีมกันแดดก็ไม่ต้องแล้ว อันนี้ผิด เพราะรังสียูวีทะลุทะลวงผ่านชั้นบรรยากาศ ชั้นเมฆได้ชิลๆ การออกไปกลางแจ้งและต้องอยู่ในแสงแดดระยะเวลามากกว่า 10 นาที ควรใช้ครีมกันแดดทาผิวหน้า ผิวกาย อาจเลือกใช้ชนิดกันน้ำด้วย เผื่อเจอฝน หรือใช้ร่ม หมวกเพื่อกันผิวจากแสงอาทิตย์
        3.ความชื้นในอากาศสูงฝุ่นย่อมน้อย ความจริงฝุ่นไม่เคยน้อยลง ยิ่งในเมืองที่ผู้คนและการจราจรแออัด ฝุ่นจะเยอะเป็นพิเศษ และยิ่งอากาศอบอ้าวเหงื่อยิ่งออกมากหน้าจะมันและจับฝุ่นได้ดี จึงต้องทำความสะอาดให้ถูกวิธี และระวังเรื่องหน้ามัน การล้างหน้าบ่อยยิ่งทำให้หน้ามัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิว
        4.น้ำฝนนั้นก็มีความเป็นกรดเล็กน้อยแต่ถ้าในอากาศมีมลพิษปริมาณสูงก็จะทำให้น้ำฝนมีความเป็นกรดมากขึ้น คนที่ผิวไวสัมผัส ก็มีโอกาสเกิดปัญหาผิวอักเสบ สิวอักเสบได้
        5.อากาศเปลี่ยนแปลงไว ร่างกายอาจได้รับผลกระทบและเกิดอาการไข้ ไม่สบาย เวลาไม่สบายก็ย่อมส่งผลต่อสุขภาพผิวพรรณแน่นอน 




        จากปัจจัยต่างๆ ที่ได้กล่าวไปเราควรรับมือกับปัญหาที่คาดไม่ถึงด้วยวิธีต่อไปนี้ 
        1.การทำความสะอาด ควรสระผม อาบน้ำ ล้างหน้าอย่างถูกวิธี และควรทำทันทีหากต้องเปียกปอนจากฝน 
        2.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว คนผิวมัน ผิวแพ้ง่ายให้เพิ่มความระมัดระวัง 
        3.อย่าปล่อยให้ร่างกายเปียกชื้น หรือปล่อยให้ผมหรือเท้าเปียกชื้น เพราะความอับชื้นเป็นของชอบของเชื้อรา ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์และกระทบกับสุขภาพผิวได้ ทั้งรังแค โรคน้ำกัดเท้า กลิ่นเท้า 
        4.อย่าลืมทาครีมกันแดดแม้ในวันที่ฟ้าครึ้ม หรือใช้ร่ม หมวกเพื่อป้องกันแสงแดด 
        5.ฤดูฝนผู้ที่ผิวแพ้ง่ายไม่ควรใส่เครื่องประดับโลหะหรือโลหะผสม เพราะน้ำฝนและความชื้นจะทำปฏิกิริยากับโลหะทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบได้ 
        6.กินอาหารดี ดื่มน้ำสะอาดและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไม่ป่วยไข้ 
        7.ชีวิตกับโควิด 19 ไม่ควรสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยที่เปียกชื้น เพราะเป็นแหล่งก่อเชื้อโรค สำหรับหน้ากากผ้าควรเปลี่ยนทันทีที่โดนฝน และซักทำความสะอาดอย่างถูกต้องก่อนนำมาใช้ครั้งต่อไป หน้ากากอนามัยควรใช้ครั้งเดียวทิ้งและหากเปียกชื้นควรเปลี่ยนทันที

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค ฤดูฝน ผิว

ฉบับที่ 230 แก้ปัญหาขอบตาดำคล้ำด้วยวิธีง่ายๆ

        ช่วงนี้หลายๆ คนอาจมีภาวะขอบตาดำคล้ำเนื่องจากพักผ่อนน้อยหรือร้องไห้หนักเพราะติดซีรีย์ จากเหตุต้องกักตัวอยู่บ้านนานๆ แต่บางคนก็เถียงว่าไม่จริงเพราะขอบตาของตนนั้นดำคล้ำมาแต่ไหนแต่ไร แม้จะนอนมากสักแค่ไหนก็แก้ไม่หายเสียที จริงๆ แล้วภาวะขอบตาดำเกิดได้จากหลายสาเหตุ วิธีบรรเทาหรือแก้ไขจึงต้องทำให้ถูกต้อง คือการแก้ที่ต้นเหตุถึงจะได้ผล          สาเหตุของขอบตาที่คล้ำเกิดจากอะไรได้บ้าง        1.ภูมิแพ้  เมื่อร่างกายเผชิญกับสิ่งกระตุ้นอาจจะทำให้ระคายเคืองดวงตาและเผลอขยี้ตาย่อมส่งผลให้ขอบตาดำ หรือแม้แต่อาการคัดจมูก อาจทำให้เส้นเลือดบริเวณดวงตาและจมูกบวมขึ้นจนทำให้ผิวบริเวณใต้ดวงตาดำคล้ำขึ้นได้เช่นกัน        2.อายุที่มากขึ้น เมื่อเกิดถุงใต้ตาเนื่องจากผิวที่หย่อนคล้อยตามธรรมชาติ จะทำให้เกิดเงาที่สะท้อนว่าผิวหมองคล้ำ หรือภาวะที่ผิวหนังบางลงจากคอลลาเจนในชั้นผิวหนังที่ลดลง อาจทำให้เห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้ชัดเจนขึ้นเช่นกัน        3.เครียดและพักผ่อนน้อย ไม่ว่าจะเครียดจนนอนไม่หลับหรือนอนน้อยเพราะสาเหตุอื่นๆ ร่างกายที่อ่อนล้าจะทำให้ผิวซีดจางและดวงตาบุ๋มลึกมากขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาได้ชัดเจน        4.ดื่มน้ำน้อย อย่าประมาทว่าดื่มน้ำน้อยทำให้รอบตาคล้ำได้อย่างไร ภาวะที่ร่างกายขาดน้ำเซลล์ผิวจะเครียดส่งผลให้ผิวพรรณไม่สดใส ซึ่งจุดหนึ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนคือบริเวณรอบดวงตา         5.ตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายตัวจนเห็นเป็นรอยคล้ำใต้ตา         6.ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ อาจเกิดจากการรับประทานยาหรืออาหารบางอย่าง หรือภาวะของโรค ก็ส่งผลทำให้เกิดรอยคล้ำรอบดวงตาได้เช่นกัน         7.แสงแดด ไม่เพียงทำร้ายดวงตาให้ผิดปกติได้ ผิวรอบดวงตาก็ดำคล้ำได้เมื่อโดนแสงแดดที่ร้อนแรง         8.เหล้า บุหรี่ หากเสพจนเกิดภาวะเลือดสูบฉีดไม่ดี ย่อมแสดงออกด้วยอาการคล้ำที่ดวงตาได้         การแก้ไขจึงต้องทำให้ถูกต้อง โดยแก้ที่สาเหตุซึ่งจะเป็นการแก้อย่างถาวร ไม่เครียด นอนพักผ่อนให้มากขึ้น หากขาดน้ำก็ดื่มน้ำให้มาก งดเหล้า บุหรี่ ป้องกันรอบดวงตาจากแสงแดดด้วยหมวกหรือการสวมแว่นกันแดด ฯลฯ อย่างไรก็ตามฉลาดซื้อรวบรวมวิธีที่พอจะ “บรรเทา” ไม่ให้รอบตาดำคล้ำจนหมดสวยอย่างง่ายๆ มาฝากหลายวิธี เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายด้วยตัวเอง         1.ประคบเย็น ทำได้หลายวิธี ส่วนใหญ่ที่บอกต่อกัน คือการใช้พืชผักในครัวอย่างแตงกวาแช่เย็น ฝานเป็นแว่นๆ ประคบดวงตา (5-10 นาที) ซึ่งความเย็นอาจช่วยแก้ปัญหาขอบตาดำได้ แต่แตงกวาถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความเย็นแก่ผิวรอบดวงตาเท่านั้น ส่วนสารประกอบอื่นๆ ในแตงกวาไม่ได้มีผลทำให้ขอบตาหายดำคล้ำได้แต่อย่างใด ดังนั้นไม่มีแตงกวาเราก็ใช้ผ้าสะอาดหรือสำลีชุบน้ำเย็นหรือแช่ในช่องเย็น ก่อนนำมาประคบรอบดวงตา บางคนใช้ถุงชาตากแห้งแล้วแช่เย็นนำมาประคบก็ได้เหมือนกันขอให้สะอาดเท่านั้น         2.ประคบร้อน เพื่อกระตุ้นให้หลอดเลือดรอบดวงตาไหลเวียนดีขึ้น ง่ายสุดคือการถูฝ่ามือสองข้างให้ร้อนแล้วประคบหลวมๆ ที่รอบดวงตา 5-10 นาที บางสูตรก็บอกให้ใช้ไข่ต้มเพราะเก็บความร้อนได้นานพอสมควร ด้วยการคลึงนวดบริเวณรอบดวงตาเบาๆ ถุงชาถ้าประคบร้อนก็คือหลังจากชงดื่มแล้ว ขณะยังอุ่นนำมาประคบร้อนได้เช่นกัน         3.การแต่งหน้า ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ปกปิดริ้วรอยเฉพาะจุด หากวิธี DIY เอาไม่อยู่แต่ไม่อยากหมดสวย เครื่องสำอางปกปิดช่วยคุณได้         รักษาขอบตาดำด้วยวิธีทางการแพทย์         หากลองหลายวิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผล แต่อยากหายคงต้องปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดจากภาวะของความเจ็บป่วย เช่น หวัดหรือภูมิแพ้ แต่หากขอบตาดำเพราะอายุมากขึ้น ถ้าปลงไม่ตก สาเหตุนี้อาจจัดการได้ค่อนข้างยากคงต้องพึ่งอายครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่ลดภาวะผิวพรรณหย่อนคล้อย ลดรอยหมองคล้ำรอบดวงตาที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือพบแพทย์ผิวหนังรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์หรือศัลยกรรม อย่างไรก็ตามอาการขอบตาดำส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงแต่อย่างใด เกิดขึ้นได้กับทุกคน พยายามมองหาสาเหตุและแก้ไขให้ตรงจุด อาการก็จะบรรเทาหรือหายได้ อย่ากังวลใจ

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 229 วิธีกำจัดกลิ่นเท้าที่ได้ผล

        กลิ่นเท้า คือกลิ่นที่รบกวนใจทั้งคนที่เป็นต้นตอและคนรอบข้าง ลองนึกถึงเวลาที่อยู่ในสถานที่ค่อนข้างปิดแล้วใครสักคนถอดรองเท้าที่แสนอับชื้นพร้อมปล่อยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์แล้ว ช่างชวนกระอักกระอ่วนจริงๆ         หลายคนรู้ดีว่าตนเองมีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้า เพราะความที่เป็นคนเหงื่อออกมากโดยเฉพาะบริเวณเท้าแต่ไม่อาจเลี่ยงการสวมใส่รองเท้าแบบปิดมิดชิดได้ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องงานหรือวิธีการใช้งาน เช่น ท่องเที่ยว เล่นกีฬา เดินป่าหรือเดินทางติดต่อธุระกิจ บางคนพยายามดูแลเท้าเป็นอย่างดีแต่ก็ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ เราลองมาค้นหาสาเหตุและวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องกันเถอะ อาจไม่หายขาดแต่ก็น่าจะพอช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้จริง  สาเหตุของกลิ่นเท้า         สาเหตุของเท้าเหม็นเกิดได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน แต่สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดกลิ่นเท้ามักจะมาจากแบคทีเรียและเหงื่อที่ออกบริเวณเท้าของเรา คล้ายกันกับการเกิดกลิ่นตัว ทั้งนี้อาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วยเช่นแผลที่บริเวณเท้าหรือเชื้อราจากโรคน้ำกัดเท้า  การกำจัดกลิ่นเท้า          การกำจัดกลิ่นเท้าก็ต้องกำจัดที่สาเหตุ คือเน้นที่ความสะอาดก่อนอื่นเลย ทั้งในส่วนของเท้า รองเท้าและถุงเท้า จะทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ต้องทำไปพร้อมกัน            -  การดูแลเท้าให้สะอาด ถ้าเป็นโรคต้องรักษาให้หายขาด (หากยังรักษาไม่หายคงต้องเลี่ยงการสวมใส่รองเท้าที่ปิดมิดชิด)  การดูแลเท้าให้สะอาดมีการแนะนำไว้หลายวิธี เช่น การแช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเบคกิ้งโซดาหรือด่างทับทิม หรือน้ำยาที่ใช้ฆ่าแบคทีเรีย หรือที่นิยมกันมากคือการแช่น้ำผสมสารส้ม หมั่นทำบ่อยๆ สัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง ระหว่างแช่เท้าอาจขัดถูทำความสะอาดตามซอกเล็บซอกเท้า สำคัญต้องเช็ดให้แห้งสนิทหลังจากล้างทำความสะอาด            - ทำความสะอาดรองเท้าสม่ำเสมอ ควรให้ความสำคัญอย่าปล่อยไว้เพราะถึงแม้เท้าของคุณสะอาดแต่รองเท้าสกปรก ก็อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา รองเท้าที่สามารถซักล้างได้ควรซักล้างและแช่น้ำยาเช่นเดียวกับการทำความสะอาดเท้า ส่วนรองเท้าที่ซักล้างไม่ได้ควรเช็ดถูและตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อหรือพ่นแอลกอฮอล์ลดปริมาณแบคทีเรียลง            - ทำความสะอาดถุงเท้า อย่าบอกนะว่าคุณก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบม้วนถุงเท้าใส่ไว้ในรองเท้าเพราะไม่อยากซักบ่อย เชื่อเถอะถุงเท้าควรหมั่นซักทำความสะอาดเช่นกัน และเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน นอกจากนี้ควรเลือกใช้ถุงเท้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติอย่างฝ้าย จะช่วยระบายความอับชื้นได้ดีกว่าถุงเท้าราคาถูกที่ผสมเส้นใยจากพลาสติก วิธีอื่นๆ ที่ช่วยเสริมความมั่นใจ         1.อย่าใส่รองเท้าที่คับเกินไป จะยิ่งเพิ่มความอับชื้นหรือเกิดแผล          2.ในวันที่อากาศร้อนมาก ควรเลือกสวมใส่รองเท้าที่ระบายเหงื่อได้ดี         3.ก่อนสวมรองเท้าอาจใช้สเปรย์ระงับกลิ่นกายหรือโรลออน ทาบริเวณเท้า ซอกนิ้ว เพื่อป้องกันเหงื่อออกมามากเกินไป         4.อาจใช้สเปรย์ระงับกลิ่นสำหรับใช้ฉีดลงไปในรองเท้า ซึ่งมีวางจำหน่ายหลายยี่ห้อ อาจเลือกใช้เพื่อเพิ่มความมั่นใจโดยสเปรย์ทิ้งไว้ให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่ หรือการโรยแป้งฝุ่นที่รองเท้าเพื่อช่วยดูดซับเหงื่อ         5.ขจัดกลิ่นในรองเท้าด้วยเบกกิ้งโซดา เบกกิ้งโซดาเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง รวมไปถึงการดูดซับกลิ่นเหม็นในรองเท้า     กลิ่นเท้าเป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการค้นหาสาเหตุและแก้ไขให้ถูกจุด แต่ในบางคนวิธีการข้างต้นอาจยังไม่ตอบโจทย์ แนะนำว่าอาจต้องพบแพทย์ เพราะอาจมาจากภาวะหลั่งเหงื่อมากที่นำสู่ความอับชื้นจนเกิดกลิ่นขึ้น หรือสภาวะบางอย่างที่เป็นสัญญาณของการเกิดโรคได้ เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 228 สวยและสะอาด

        โรคโควิด 19 ไม่สนใจไม่ได้แล้ว ถึงไม่ต้องตระหนกมาก แต่เราควรตื่นรู้และป้องกันไว้ก่อน ด้วยการทำให้สะอาด โดยเฉพาะอุปกรณ์ติดกาย มือของเรา และต้องระวังสิ่งที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น        นอกจากหน้ากากอนามัย ที่อาจจำเป็นต้องพกไว้และใส่ให้ตัวเองเมื่ออยู่ในสถานที่ที่อากาศปิดและแวดล้อมด้วยผู้คนจำนวนมาก อาจรวมถึงเผื่อหยิบยื่นให้คนที่ไอ จามโดยไม่สวมหน้ากาก (หน้ากากอนามัยจะป้องกันการแพร่เชื้อสำหรับคนป่วยได้ถึง 90% แต่หากเราแข็งแรงดีและไม่ได้ใกล้ชิดผู้ที่ไอ จามในระยะ 1 เมตร อาจไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากาก ยิ่งเป็นที่รโหฐานใส่ในบ้าน ใส่นอน อันนี้ไม่มีประโยชน์)         สิ่งที่จำเป็นต้องระวังมากกว่าคือ สิ่งของที่อาจต้องจับต้องร่วมกับผู้อื่น เช่น ตัวจับประตูปิดเปิด ร้านค้า ห้าง ห้องน้ำสาธารณะ ปุ่มลิฟต์ ประตูรถแท็กซี่ ห่วง เสา บนรถประจำทาง ซึ่งแน่นอนละว่า ไม่จับก็ไม่ได้ วิธีการที่ต้องฝึกทำให้บ่อยขึ้น คือ          ล้างมือให้บ่อยและล้างให้ถูกวิธี        1. ล้างด้วยสบู่และน้ำ หลักการคือ ล้างด้วยระยะเวลาอย่างน้อย 20-30 วินาที เคยมีคนบอกว่าเท่ากับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์สักสองรอบ วิธีนี้ประหยัดและง่าย แต่อาจไม่สะดวกจำเป็นต้องมีสถานที่ ดังนั้นควรทำเมื่อกลับถึงบ้าน ก่อนรับประทานอาหารหรือเตรียมอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือล้างทุกครั้งเมื่อคิดว่ามือสกปรก         2. ล้างด้วยเจลล้างมือ วิธีนี้ค่อนข้างสะดวก แต่ก็ต้องทำให้ถูกวิธีด้วยเช่นกัน คือใช้ในปริมาณที่พอเหมาะและระยะเวลาที่พอดี อย่างน้อย 20 วินาทีต่อการล้างหนึ่งครั้ง หากระหว่างการใช้เจลล้างมือแล้วพบว่าเนื้อเจลแห้งในเวลาไม่ถึง 15 วินาที หมายความว่า เจลล้างมือที่ใช้มีปริมาณน้อยเกินไป และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรค          ทำความสะอาดเครื่องใช้ส่วนตัว         ข้าวของบางอย่างแม้เป็นของใช้ส่วนตัว แต่ก็อาจมีการสัมผัสกับเชื้อโรคได้เพราะใช้ในที่ชุมชน เช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสะพาย เป้สะพาย และเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ สำหรับเครื่องใช้ควรทำความสะอาดเมื่อกลับเข้าบ้าน วิธีง่ายๆ คือ การตากแดด เนื่องจากบ้านเราแดดร้อนและเชื้อไวรัสจะไม่ชอบพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง หรือเช็ด พ่นด้วยแอลกอฮอลล์ เสื้อผ้าควรหมั่นซักให้บ่อยขึ้นไม่หมักหมมไว้เป็นที่เพาะเชื้อ        การป้องกันตัวเองจากการสัมผัสเชื้อโรคด้วยการทำความสะอาด เป็นหัวใจสำคัญที่ควรคำนึง เพราะไม่เพียงช่วงป้องกันเราจากไวรัสโคโรนาเท่านั้น แต่ยังป้องกันเราจากเชื้อโรคอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้นควรทำให้เป็นนิสัยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการระบาดของโรคเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยทำ          

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 227 ทำไมยิ่งขัดผิว ผิวยิ่งหมอง

        ผิวโดยเฉพาะผิวหน้า หากได้ขัดหรือสครับอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง แต่หากทำผิดวิธี และละเลยข้อจำกัดบางอย่าง แทนที่จะได้ผิวสวยก็จะได้ผิวหมองมาแทน          ทำไมจึงต้องสครับผิว         ธรรมดาผิวพรรณคนเราจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นปกติ ช่วงขณะเปลี่ยนผ่านหากมีการช่วยจากภายนอก เช่น การขัดผิวหรือสครับผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปผิวจะดูขาวใสขึ้น สะอาดตาขึ้น  แต่ต้องไม่ไปรบกวนผิวจนเกินไป เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเข้าใจหลักการเสียก่อน ด้วยว่าถ้าทำผิดวิธี จากผิวสวยๆ จะกลายเป็นผิวเสียแทน         การสครับผิวต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง         1.รู้จักผิวตัวเอง และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว ลักษณะของผิวหน้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน แบ่งได้เป็นสี่แบบ คือ ผิวธรรมดา จริงๆ คือผิวที่มีสุขภาพดีเพราะมีความสมดุลไม่แห้งหรือมันจนเกินไป มีความเรียบเนียนไม่แพ้ง่าย นับว่าเป็นผิวในอุดมคติ ผิวแห้ง อธิบายถึงสภาพผิวที่ขาดความชุ่มชื้นจากน้ำมันธรรมชาติบนผิว ผิวจึงหยาบกร้านและแตกลอกง่าย ผิวมัน คือสภาพผิวที่มีการผลิตความมันในปริมาณที่มากเกินไป สังเกตได้ถึงรูขุมขนที่กว้างผิวดูมัน เงา และสุดท้ายคือ ผิวผสม บ่งบอกถึงผิวที่ประกอบด้วยประเภทของผิวมากกว่าหนึ่งประเภทอยู่ด้วยกัน เมื่อจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการขัดหรือสครับหน้า ต้องอ่านฉลากให้ดี และไม่เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารประกอบที่ไม่เหมาะกับสภาพผิวตัวเอง อย่าคิดเองว่าใช้อะไรก็ได้         2.สภาพผิวไม่พร้อม อย่าสครับ โดยเฉพาะถ้ามีสิวอักเสบ ควรรักษาสิวให้หายเสียก่อน เพราะหากฝืนขัดผิวหน้าทั้งที่สิวยังอักเสบ จะยิ่งเกิดสิวอักเสบลุกลามมากขึ้น         3.อย่าขัดอย่างรุนแรง หลายครั้งที่เราเลือกผลิตภัณฑ์ขัดผิวแบบที่ขายทั่วไป ต้องอ่านฉลากให้ดี หลายผลิตภัณฑ์ผสมเม็ดบีด (bead)  ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติก หรือเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อบนฉลากว่า Polyethylene นั่นเอง เจ้าสารเคมีตัวนี้ จะลื่นมัน ยืดหยุ่นดี จึงใช้สครับผิวได้ แต่เปลี่ยนมาเป็นวัสดุจากธรรมชาติจะอ่อนโยนมากกว่า         4.ไม่ขัดผิวบ่อยเกินไป ควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็พอ หากขัดมากเกินไปก็อาจรบกวนหน้าที่ในการสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมของผิว รวมถึงทำให้ผิวอ่อนไหวมากขึ้นจนเกิดความแห้งกร้าน ไหม้แดด หรือปัญหาอื่น ๆ ได้ง่าย         5.หลีกเลี่ยงการสครับผิวขณะผิวแห้ง การใช้ผลิตภัณฑ์สครับหน้าควรใช้น้ำเป็นตัวหล่อลื่น และควรทำความสะอาดผิวก่อนที่จะลงมือสครับผิว         ขั้นตอนสครับผิวหน้า         ควรเริ่มต้นด้วยการล้างหน้าหรือร่างกายให้สะอาด เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกบนผิวมีโอกาสแทรกเข้าไปในผิว จากนั้นนำผลิตภัณฑ์ขัดผิวเทใส่ใยบวบ ฟองน้ำ หรือถุงมือ แล้วทาลงบนผิวเบาๆ นวดผลิตภัณฑ์บนผิวด้วยการวนมือเป็นลักษณะวงกลมเบา ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียนใช้น้ำล้างออกให้สะอาดซับให้แห้งแล้วทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นในขณะที่ผิวยังชื้น

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)