ฉบับที่ 245 ฤดูฝนและน้ำกัดเท้า

        ช่วงเวลาฤดูฝนปัญหาสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน อากาศที่อับชื้น ความเฉอะแฉะของสภาพแวดล้อม และสภาพน้ำท่วมขังหลังฝนตก ซึ่งหากอยู่ในเส้นทางที่ต้องสัญจรเป็นประจำ จนไม่อาจหลีกเลี่ยงการเดินผ่านเส้นทางนั้นได้ การต้องเดินลุยน้ำที่มีขยะ สิ่งปฏิกูลหรือน้ำจากท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมเชื้อโรคมากมาย เท้าของเราก็มีโอกาสหรือความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคต่างๆ และอาจมีบางส่วนที่ซึมเข้าสู่ผิวหนัง (กรณีมีบาดแผล) หรืออาจเกิดการระคายเคืองต่อผิว และอาจเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังน้ำกัดเท้าอีกด้วย 

        ปกติโรคน้ำกัดเท้า ก็ไม่ได้ร้ายแรงมาก และสามารถรักษาให้หายได้ แต่มันเป็นโรคที่น่ากังวลใจในเรื่องที่เราต้องออกไปไหนมาไหนด้วยการใส่รองเท้า ยิ่งเป็นรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าผ้าใบที่คับแน่น อากาศไม่ค่อยระบาย อาการของโรคก็จะหายได้ช้าลง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากวนใจจากโรคเรามารู้จักและเรียนรู้วิธีป้องกันไว้ก่อน


รู้ทันอาการน้ำกัดเท้า 
        สาเหตุ ภาวะนี้เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนัง เนื่องจากความเปียกชื้นหรือเท้าแช่น้ำเป็นเวลานานซ้ำๆ ทำให้เท้าเปียกชื้นจนผิวหนังชั้นนอก เปื่อยและหลุดออกมา และทำให้แบคทีเรียหรือเชื้อราในน้ำเข้าไปอาศัยจนเกิดการระคายเคือง อาจตามมาด้วยผื่นผิวหนังอักเสบและมีผิวหนังลักษณะเปื่อยลอกเป็นขุย โดยเฉพาะที่บริเวณซอกนิ้วเท้า  อาจมีอาการผื่นแดง  แสบคันและอาจมีกลิ่นเหม็นไม่พึงประสงค์ตามมา   
        โรคน้ำกัดเท้าใน ระยะแรก อาจจะมีอาการเท้าเปื่อย ผิวเท้าลอก และเกิดอาการคันจนนำไปสู่การแกะและเกา ซึ่งอาการในระยะแรกยังไม่ได้รับการติดเชื้อ แต่มีอาการลักษณะเท้าเปื่อย แดง แสบ เกิดอาการคันนั้นเกิดจากการระคายเคือง นอกจากนี้พฤติกรรมการแกะและเกา อาจทำให้เกิดแผลถลอกจนนำไปสู่การติดเชื้อจากแผลเล็กๆ จนนำไปสู่ ระยะที่สอง  เป็นระยะที่เกิดการติดเชื้อแล้ว ซึ่งสาเหตุมาจากแผลถลอกจากอาการคันหรือการลอกของผิวหนังเปื่อยในระยะแรก ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา โดยการติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดอาการอักเสบ บวมแดง ร้อน เป็นหนอง ปวดแผล ส่วนอาการติดเชื้อรามีลักษณะแดง คัน มีขุยขาว เปียกและเหม็น ผิวหนังจะเปื่อยเป็นสีขาว หากพบว่าเข้าข่ายอาการในระยะที่สองควรเข้าพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกวิธี
 
สู้กับน้ำกัดเท้าอย่างไรดี
        1.หลีกเลี่ยงการแช่น้ำเป็นเวลานาน หากลุยน้ำมาให้รีบทำความสะอาดเท้าด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง เพื่อลดการอับชื้น โดยเฉพาะบริเวณซอกเท้าหรือสามารถใช้ขี้ผึ้งหรือวาสลีนทาตามง่ามเท้า 
        2.ไม่ใส่ถุงเท้าที่อับชื้นและเปลี่ยนถุงเท้าทุกวันเพื่อลดการสะสมสิ่งสกปรก ควรใส่ถุงเท้าที่ผลิตมาจากเส้นใยธรรมชาติ และควรสวมรองเท้าที่เบาสบายเพื่อไม่ให้เกิดการอับชื้นบริเวณเท้า 
        3.บางครั้งการใช้ของร่วมกับผู้อื่นอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคได้ เพราะสาเหตุหลักโรคนี้อาจเกิดจากเชื้อราและที่สามารถนำไปสู่การติดต่อจากการใช้ของร่วมกันได้ เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดตัว รองเท้าแตะ ถุงเท้าและอื่นๆ ที่เป็นการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม 
        4.หากมีอาการติดเชื้อระยะแรกควรงดการแกะและเกาในบริเวณผิวหนังที่มีอาการ เพราะอาจแพร่เชื้อได้ 
        5.หากมีอาการมากหรืออาการในระยะที่สอง ควรปรึกษาและพบแพทย์เพื่อเข้าการรักษามากกว่าการรักษาด้วยตนเองเพื่อป้องกันรักษาผิดวิธีและเกิดการลุกลามที่มากกว่าเดิม 
        ทั้งนี้ การรักษาในระยะแรกสามารถที่จะซื้อยาทาและรักษาเองได้ตามอาการแต่ต้องปรึกษาเภสัชเพื่อการใช้ยาที่ถูกต้อง


 

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค ฤดูฝน ฝน น้ำกัดเท้า

ฉบับที่ 255 วิธีดูแลผิวแตกลาย

        ใครมีปัญหาผิวหนังแตกลาย อย่าเพิ่งเครียดกันนะคะ “ฉลาดซื้อ” เรามีวิธีป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธีมาฝาก         ธรรมดาผิวแตกลายมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง(การขยายตัว) อย่างรวดเร็วที่พบได้บ่อย ส่วนมากมักมาจากการตั้งครรภ์ การลดหรือเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ซึ่งรอยแตกลายที่เกิดจากสาเหตุที่กล่าวมานั้น ถือว่าเป็นเหมือนเรื่องธรรมชาติปกติของร่างกายถึงจะไม่สามารถรักษาให้กลับมาผิวเหมือนเดิม100% ได้แต่ก็พอมีวิธีดูแลเพื่อให้รอยจางลงได้ แต่ที่มีอีกบางสาเหตุที่น่ากังวัลกว่า คือการใช้ครีมหรือโลชั่นที่อวดอ้างโฆษณาว่าทาแล้วดี ขาวเร็วขาวใสภายใน 7 วัน ซึ่งเป็นครีมที่ทำให้ผิวขาวจริง เพราะการใส่สารอันตรายเข้าไปผสม เช่น สารสเตียรอยด์ สารปรอทหรือสารอันตรายอื่นๆ ซึ่งเมื่อใช้ไปสักพักผิวจะแตกลายจนน่ากลัวอย่างที่เคยเป็นข่าวเมื่อหลายปีก่อน (อ่านจากฉลาดซื้อย้อนหลังได้เลย)  ซึ่งหากรอยแตกเกิดจากสาเหตุนี้สิ่งที่ควรทำคือ หยุดใช้ครีมนั้นทันที และพบแพทย์เพื่อรักษาด่วน รอยแตกลายสีแดงและสีขาว         รอยแตกลายมักเกิดจากการยืดและหดตัวอย่างรวดเร็วของของผิวหนัง ซึ่งหากรอยแตกลายที่เกิดขึ้นบริเวณร่างกายมีลักษณะสีแดง แปลว่ารอยแตกลายนั้นอยู่ในระยะเริ่มแรกและสามารถรักษาให้จางลงได้เร็วกว่ารอยแตกสีขาว ในส่วนของรอยแตกสีขาวจะเกิดหลังจากมีรอยแตกสีแดงที่เริ่มจางจนกลายมาเป็นสีขาวจะรักษาได้ยากกว่าสีแดง แต่ก็สามารถรักษาให้จางลงมาได้เช่นกัน ความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผิวแตกลาย        -        ผู้ที่ตั้งครรภ์โดยเฉพาะหากมีอายุยังน้อย        -        การที่มีน้ำหนักเพิ่มและลดลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป        -        การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว        -        การเจริญเติบโตของร่างกายในช่วงวัยรุ่นอย่างรวดเร็ว        -        ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ และเข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอก การดูแลรักษาผิวแตกลาย         การดูแลรักษารอยแตกลายเบื้องต้นอย่างแรกที่สำคัญคือ        -        การใช้มอยเจอร์ไรส์เซอร์เพื่อให้ความชุ่มชื้นบริเวณผิวที่แตกลาย แม้มอยเจอร์ไรส์เซอร์จะไม่ได้ช่วยให้รอยแตกลายหายขาดหรือจางลงโดยตรง แต่สามารถช่วยให้ผิวบริเวณที่แตกนั้นมีความชุ่มชื้นผิวไม่แห้งและดูดีขึ้นจากเดิม        -        การใช้ครีมที่มีส่วนผสมวิตามินเอทาบนบริเวณที่แตกลายเพื่อให้รอยแตกลายนั้นจางลง หรือใช้ยา กลุ่ม Tretinoin แต่ถ้าเลือกใช้กรดวิตามินเอไม่ควรใช้สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เพราะกรดวิตามินเอ อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เสี่ยงต่ออันตรายได้          -        ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมลดรอยแตกลายที่วางขายตามตลาดได้ แต่ก่อนซื้อควรศึกษาหาข้อมูลของผลิตภัณฑ์นั้นให้ดีเพื่อไม่ให้เสี่ยงเจอผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารอันตราย และควรเช็กให้ดี   ไม่ควรเชื่อครีมที่มีการโฆษณาว่าหายเร็วหายไว้ภายใน 3-7 วัน เป็นต้น        -        ใช้เลเซอร์เป็นตัวช่วยในการรักษา รู้กันดีว่ารอยแตกลายนั้นไม่สามารถรักษาให้หายกลับมาเหมือนผิวเดิม 100% แต่ยังไงการเลเซอร์คือวิธีรักษาอีกทางหนึ่งที่ได้ผลดี โดยเฉพาะเริ่มแรกของรอยแตกลายที่มีลักษณะสีแดง ตัวอย่างเลเซอร์ เช่น Fractional CO2 Laser , Fractional RF , Fine Scan Laser , Vbeam laser หรืออื่นๆ  ทั้งนี้การเลือกใช้เลเซอร์ในการรักษาอยู่ที่แพทย์ประเมินว่าสภาพผิวรอยแตกลายของเราว่าเหมาะกับเลเซอร์รูปแบบไหน         อย่างที่กล่าวตอนแรก ผิวแตกลายคงไม่มีใครอยากให้เกิดถึงแม้จะเป็นเรื่องธรรมชาติมากก็ตาม ดังนั้นการหาทางป้องกันด้วยการควบคุมภาวะเสี่ยงจะช่วยได้มาก เช่น ไม่ลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักเร็วเกินไป กรณีการตั้งครรภ์คุณแม่ควรหมั่นใช้ครีมหรือมอยเจอร์ไรส์เซอร์ที่มีเนื้อครีมเข้มข้น ทาผิวบริเวณหน้าท้องสม่ำเสมอ ส่วนใครจะเลือกรักษาด้วยการใช้เลเซอร์ถ้าเข้าใช้บริการที่คลินิกอย่าลืมตรวจสอบสถานที่ประกอบการและผู้ให้บริการว่ามีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ตรวจสอบใบอนุญาตว่าผู้ที่ทำการรักษาใช้แพทย์จริงหรือไม่ สามารถตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ https://checkmd.tmc.or.th/ (เว็บไซต์ตรวจสอบรายชื่อแพทย์จากฐานข้อมูลแพทย์สภา) ส่วนการใช้ครีมหรือโลชั่นที่อวดอ้างสรรพคุณเว่อร์วัง อย่าลองใช้เลยนะคะ ปัญหาไม่จบแน่ๆอ้างอิง : https://www.youtube.com/watch?v=JKwCpOZJmTwhttps://www.thaihealth.or.th/blog/myblog/topic/1269/https://hellokhunmor.com/สุขภาพผิว/การดูแลและทำความสะอาดผิว/รอยแตกลาย-สาเหตุ-การรักษา/

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 254 การฉีดฟิลเลอร์ปาก

        การมีริมฝีปากอวบอิ่มลุคสาวสายฝอ (ฝรั่ง) ยังคงเป็นความนิยมแบบแรงดีไม่มีตก ดังนั้นการเดินเข้าคลินิกเสริมความงามเพื่อใช้บริการฉีดฟิลเลอร์ที่ปากถือว่าเป็นเรื่องที่ปกติมากในสมัยนี้     วิธีเสริมความงามโดยการฉีดสารฟิลเลอร์ในจุดที่ต้องการเติมเต็มถึงแม้จะช่วยให้เราสวยขึ้นดูดีขึ้นได้  แต่ต้องไม่ลืมว่า อาจมีผลข้างเคียงหรือปัญหาตามมาได้เช่นกัน เพราะหากตามข่าวคราวกันมาบ้าง อาจจะได้ยินกันบ่อยถึงการที่หลายๆ คน เข้าไปใช้บริการคลินิกเสริมความงามเพื่อฉีดฟิลเลอร์ แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นหน้าพังเพราะสารที่ฉีดเข้าไปไม่ได้มาตรฐาน หรือผู้ให้บริการ (คนฉีด) ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือก็คือหมอปลอมนั้นเองรู้จักกับสารฟิลเลอร์        ฟิลเลอร์ คือ สารที่ช่วยเติมเต็มในส่วนที่ผู้รับบริการอาจรู้สึกว่าพร่องไป หรือเพื่อลดเลือนริ้วรอย เช่นรอยย่นบนใบหน้า ร่องลึกบนใบหน้า หรือใช้ในการปรับแต่งรูปหน้าก็ได้ เช่นการเพิ่มความอวบอิ่มกับริมฝีปาก ซึ่งทั่วไปแล้วประเภทของฟิลเลอร์มีดังนี้        1.ฟิลเลอร์แบบไม่ถาวรหรือชั่วคราว โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานแค่เพียง 4-6 เดือนเท่านั้น จากนั้นจะสลายไปเองโดยธรรมชาติ        2.ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร มีอายุนานกว่าแบบชั่วคราว และอยู่ได้นานถึง 2 ปี        3.แบบถาวร มีอายุการใช้งานตลอดไปเพราะจะไม่สลายไปตามธรรมชาติเพราะสารที่ฉีดเข้าไปมักเป็นสารซิลิโคน ซึ่งการฉีดรูปแบบนี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบในภายหลังได้        4.ฟิลเลอร์จากไขมันตัวเอง การฉีดฟิลเลอร์รูปแบบนี้มักมีข้อเสีย คือ อาจคงตัวอยู่ได้ไม่นานนักเท่าไหร่เลือกสถานบริการ แพทย์ และฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน        -       ให้พิจารณาว่าสถานที่และผู้ให้บริการมีใบอนุญาตถูกต้องและได้รับการรับรองหรือไม่ ตรวจสอบใบอนุญาตว่าผู้ให้บริการฉีดฟิลเลอร์เป็นแพทย์จริง ตรวจสอบสถานประกอบการ ที่จะเข้าใช้บริการว่าได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ https://checkmd.tmc.or.th/ (เว็บไซต์ตรวจสอบรายชื่อแพทย์จากฐานข้อมูลแพทยสภา)        -       สังเกตราคาของฟิลเลอร์หากมีราคาที่ถูกเกินไป ก็ให้ระวังว่าอาจจะเป็นของปลอมหรือของไม่ได้มาตรฐาน (ลองเปรียบเทียบราคาจากคลินิกหลายแห่ง)         -       หาข้อมูลชนิดฟิลเลอร์ที่จะทำการฉีดเพื่อตรวจสอบว่าได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)หรือไม่         สำคัญคือ ไม่ควรเสี่ยงกับสถานบริการที่ไม่น่าไว้วางใจ เนื่องจากเห็นว่ามีราคาที่ถูก เพราะหากเจอหมอปลอม หมอกระเป๋า อาจได้ไม่คุ้มเสีย และหากได้ทำการฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว ก็หมั่นสังเกตอาการให้ดี หากมีอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยก็ควรไปพบแพทย์ทันที อย่าวางใจจนเกิดผลเสียร้ายแรง สำหรับผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์ที่ปาก วิธีดูแลตัวเอง        -        แนะนำให้ไม่สัมผัสบริเวณที่ฉีด เช่น นวดหรือกดเพราะอาจทำให้บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์เคลื่อนที่ได้ หากมีอาการคันก็ห้ามแกะหรือเกาเด็ดขาด หากมีอาการมากกว่า 3 วันแล้วไม่หาย ให้ไปพบแพทย์ทันที        -        48 ชั่วโมงแรก ให้หลีกเลี่ยงการเข้าห้องซาวน่า เพราะอาจทำให้ผิวนั้นยืดหดตัวมากกว่าปกติ ซึ่งมีผลต่อการเซตตัวของฟิลเลอร์        -        ไม่ใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้ต้านความแข็งตัวของเลือด ได้แก่ แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยาแก้อักเสบบางชนิด เนื่องจากในการฉีดอาจจะไปโดนเส้นเลือดขณะฉีด ซึ่งอาจทำให้เลือดหยุดไหลช้าและช้ำง่ายกว่าปกติ        -       ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน  และงดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่          -       ลดอาหารเสริมบางชนิด เช่น กระเทียม โสมและวิตามินอี เพราะอาจทำให้เกิดภาวะช้ำได้ง่ายกว่าปกติ แต่ทั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อฟิลเลอร์ที่ฉีด        -       ไม่ถอนขน หรือแว๊กซ์ในบริเวณรอบปากที่ฉีด 2-3 วัน เพราะอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองอักเสบและเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามมาได้ ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services/beauty-plastic-surgery-th/dermatology-articles-th/item/2095-filler-th.htmlhttps://www.pobpad.com/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1https://www.phyathai.com/article_detail/1841/th/https://www.apexprofoundbeauty.com/

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 253 แพ้แชมพูสระผมจัดการอย่างไรดี

        การรักษาเส้นผมให้มีสุขภาพที่ดี เงางาม นุ่มสลวย ย่อมช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณผู้หญิงหลายคนการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่สามารถบำรุง รักษาและฟื้นฟูเส้นผมให้ได้มากที่สุดเพื่อมีสุขภาพผมที่ดีนั้น จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะบางผลิตภัณฑ์เลือกมาใช้แล้วผมดูมีสุขภาพดีก็จริง แต่ถ้าทำให้เกิดอาการแพ้ทั้งจากส่วนผสมไม่ว่าจะเป็นสารเคมีหรือน้ำหอมในผลิตภัณฑ์ ก็อาจไม่ใช่แชมพูที่คู่ควรกับเราก็ได้  แพ้ยาสระผมมีอาการอย่างไร        ลักษณะอาการแพ้แชมพูสระผม          1. มีอาการแสบและมีรอยแดงหลังสระผม อาการดังกล่าวอาจเกิดจากแพ้สารเคมีบางชนิดในผลิตภัณฑ์ หากเราไม่มีแผลบริเวณบนหนังศีรษะแต่เกิดอาการแสบและแดงหลังใช้ยาสระผมแสดงว่าเราอาจจะมีภาวะแพ้แชมพูสระผม        2. คันหนังศีรษะและมีผดผื่นขึ้น ในส่วนของอาการทั้งหมดอาจจะเกิดจากสารมีบางชนิด เช่น สาร SLS และพาราเบนที่เป็นสารกันเสีย มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวทั้ง 2 ตัว อาจเข้าไปทำลายความชุ่มชื่นบนหนังศีรษะจนเกิดการระคายเคืองได้        3. สิวอุดตันที่กรอบหน้า หลายคนอาจไม่รู้ว่าบางทีสิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้าเรา อาจมาจากการแพ้สารเคมีในแชมพูสระผม โดยเฉพาะสารที่เรียกว่าซิลิโคน ที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทำหน้าที่เคลือบเส้นผมให้นุ่มลื่น เมื่อเราล้างทำความสะอาดไม่หมด อาจก่อให้เกิดสิวบริเวณที่มีสารตกค้างได้          4.อาการบวมตามอวัยวะต่างๆ หรือเริ่มมีอาการผิวหนังตกสะเก็ด ผิวลอกเป็นขุยๆ บางคนอาจมีอาการผมร่วง หรืออาการลมพิษทั้งตัว เป็นต้น            อ่านถึงตรงนี้ เริ่มเครียดกันแล้วใช่ไหม เพราะอาการแพ้แชมพูสระผมหากลองอ่านๆ ดู อาจจะดูน่ากลัวไปบ้าง แต่อาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นขึ้นกับสภาพร่างกาย สภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย         วิธีจัดการตัวเองเมื่อมีอาการแพ้แชมพูสระผม        -       หยุดใช้แชมพูสระผมที่สงสัยว่าเราแพ้ทันที แล้วรีบล้างน้ำออกให้สะอาด        -       เมื่อมีอาการหนักขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษาก่อนอาการแพ้จะลุกลามไปมากกว่าเดิม        -       ไม่ใช้ความร้อนกับหนังศีรษะหรือเส้นผม เพื่อให้หนังศีรษะและเส้นผมยังคงมีความชุ่มชื่น        -       เลือกใช้ยาสระผมที่มีค่า PH ที่เหมาะสม        -       รับประทานอาหารที่มีอาหารจำพวกโปรตีน ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพื่อฟื้นฟูหนังศีรษะ สารเคมีที่อยู่ในแชมพูสระผม         สารเคมีที่มีอยู่ในแชมพูสระผมมีหลายชนิด แต่ส่วนมากหลักๆ ก็มีสารกันเสียที่มีหน้าที่ไปยับยั้ง แบคทีเรีย เชื้อรา หรือยีสต์ เพื่อให้คงสภาพให้อยู่ได้ยาวนานขึ้น โดยประเภทของสารกันเสีย มีดังนี้ กลุ่มสารพาราเบน เช่น เมทิล พาราเบน, โพรพิลพาราเบน, เอทิลพราราเบน, บิวทิลพาราเบน,ไอโซบิลทิวพาราเบน นอกจากนี้ยังมีสารฟอร์มาลีไฮด์, สารอิมิดาโซลิตินิล ยูเรีย, สารพีน็อกซี่เอทานอล, สารเมทิลไอโซไทอะโซลิโนน อีกด้วย         ในส่วนของซิลิโคน เป็นสารกลุ่มโพลิเมอร์สังเคราะห์ ที่ใช้ในการช่วยให้ผมนุ่มลื่น ดูสุขภาพผมดีซึ่งสารซิลิโคนนี้ล้างออกได้ยาก  จริงๆ สารซิลิโคนไม่ได้เป็นอันตรายเสมอไป  แถมช่วยให้สุขภาพผมดีขึ้นอีกด้วย   แต่หากว่าบางคนมีอาการแพ้สารซิลิโคนก็ควรระวังด้วยการสังเกตฉลากทุกครั้งว่ามีสารซิลิโคนเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยในผลิตภัณฑ์นั้นหรือไม่ ส่วนชื่อสารซิลิโคนที่มักปรากฏบนฉลาก ก็เช่น Dimethicone, Cetyl Dimethicone, Cyclomethicone, Cetearyl Methicone, Dimethiconol, Stearyl Dimethicone, Trimethylsilylamodimethicone Amodimethicone, Cyclopentasilloxane เป็นต้น  และควรอ่านฉลากก่อนใช้ทุกครั้งเพื่อระวังสารเคมีที่ไม่ถูกกับตนเองเพื่อความปลอดภัย       อ้างอิง : https://www.thaihealth.or.th/blog/myblog/topic/https://th.theasianparent.com/shampoo-allergyhttp://www.skinhospital.co.th/article/info/5/54https://www.herbforhair.com/content/7278/ 

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 252 การดูแลผิวไหม้จากแดดหน้าร้อน

        เมื่อถึงช่วงเวลาฤดูร้อน สิ่งที่ทุกคนประสบปัญหาก็คงหนีไม่พ้นแสงแดดที่ร้อนแรงของประเทศไทย ซึ่งแม้อยากหลีกเลี่ยงไม่ขอโดนแดดเลย แต่อย่าลืมว่า “แสงแดด” มีประโยชน์มหาศาลเช่นกันต่อสุขภาพ โดยเฉพาะแสงแดดยามเช้า แต่หากเป็นแสงแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00 ขึ้นไป แน่นอนว่าควรหลีกเลี่ยง โดนก็ให้น้อยที่สุด เพราะหากเผชิญกับแสงแดดนานๆ นอกจากจะเกิดอาการผิวไหม้ที่รุนแรงได้ ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ด้วย    รู้จักภาวะผิวไหม้         ผิวไหม้ สาเหตุเกิดจากการโดนแดดในอุณหภูมิที่สูงและนานเกินไป จนเกิดอาการแสบร้อนแดง  คัน ผิวหมองคล้ำ หรืออาจเป็นตุ่มน้ำใสที่บริเวณผิวหนังโดยอาจจะเกิดจากการที่เราไม่ได้ทากันแดดซ้ำ หรือไม่ได้ทาเลยตั้งแต่แรก ซึ่งอาการ ผิวไหม้ นั้นมีหลายระดับดังนี้        1. อาการผิวไหม้ในภาวะไม่รุนแรงมากจะมีอาการแดง และเจ็บปวดบริเวณที่ผิวไหม้เล็กน้อยประมาณ 3-5 วัน ผิวจะมีอาการลอกและกับเข้าสู่สภาวะปกติของผิวหนัง         2. อาการผิวไหม้เริ่มรุนแรงในระดับปานกลาง มีอาการแสบคัน ผิวแดง บวม เจ็บปวดเวลาสัมผัสผิวบริเวณนั้น ต้องคอยบำรุงผิวใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความชุ่มชื้นเพื่อให้ผิวหนังกลับสู่ภาวะปกติในระยะเวลาประมาณ 5-7 วัน         3. อาการผิวไหม้ในระดับรุนแรง ที่ต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง จะมีอาการ แสบร้อน คัน ผิวแดง บวม และมีตุ่มใสบริเวณผิวหนัง และต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูผิวให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ วิธีดูแลผิวไหม้ระดับหนึ่งและสอง        1. อาบน้ำเย็น แต่หากไม่สามารถอาบน้ำได้ในเวลานั้นทันที ให้ใช้น้ำเกลือที่แช่เย็นไว้แทน โดยนำผ้าชุบน้ำเกลือมาประคบไว้ เพื่อลดอาการแสบร้อนได้ แต่ห้ามเป็นน้ำที่มีความเย็นจนเกินไปเพราะอาจทำให้กัดผิวได้        2. ทามอยเจอร์ไรส์เซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยทาหลังจากอาบน้ำในขณะที่ตัวหมาดๆ หรือใช้เจลว่านหางจระเข้ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและถนอมผิว แต่หากผิวมีอาการอักเสบมากสามารถใช้ยาที่เป็นกลุ่มสเตียรอยด์ได้เหมือนกัน แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์เท่านั้น        3. ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปจากอาการผิวไหม้ และนอกจากนี้การดื่มน้ำมากๆ ยังทำให้ช่วยลดอาการผิวแห้งอีกด้วย        4. ไม่ควรแกะ ลอก หรือเกา ในบริเวณผิวที่ไหม้เพราะผิวบริเวณนั้นมีความเปราะบางมากและไวต่อการระคายเคืองมาก        5. ในกรณีที่ไหม้แดดมาก ถึงขั้นมีอาการตุ่มแดงพองมีน้ำใสๆ หรือตุ่มน้ำห้ามเจาะออกเองเด็ดขาด หากเจาะตุ่มน้ำออกมาเอง อาจก่อให้เกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรียได้ เพราะฉะนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการได้อย่างถูกต้องเท่านั้น        หากอยู่ในภาวะผิวไหม้แดด ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวมๆ เพื่อลดการเสียดสี และหลีกเลี่ยงการออกไปในสถานที่กลางแจงที่มีแดดจัดๆ เพื่อให้ผิวหนังได้มีการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้เต็มที่           สำหรับการเลือกใช้ครีมกันแดด หากเราใช้ชีวิตประจำวันอยู่แค่เพียงในอาคาร สามารถใช้แค่ SPF15+ ขึ้นไป แต่หากอยู่กลางแจ้งควรที่จะใช้ SPF30+ ขึ้นไปข้อมูลอ้างอิง : https://www.si.mahidol.ac.th/Th/healthdetail.asp?aid=1411https://www.pobpad.comhttps://www.youtube.com/watch?v=2Hzf1kNFANE

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)