ฉบับที่ 249 ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิด “ขนคุด”

        ขนนับเป็นเสมือนอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ยังไงก็ต้องมีขนเหมือนกันทั้งนั้น แต่หากเป็นผู้หญิงเรื่องขนๆ คงกวนใจกว่าคุณผู้ชายที่ค่อยไม่กังวลใจเท่าไรนัก แม้เรื่องขนจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หากเป็นผู้หญิงแล้วมีขนที่ดกดำจนเกินไปก็อาจจะดูไม่ค่อยสบายตาทั้งตนเองและคนอื่นสักเท่าไหร่ แล้วเคยสงสัยกันไหมว่า คนเราจะมีขนแขนขนขาไว้ทำไม? 

        ขนแขนและขา มีหน้าที่คอยปกป้องไม่ให้ผิวของเราได้รับความเสียหายจากสิ่งที่มากระทบ เช่น คอยป้องกันไม่ให้สูญเสียความร้อนหรือรักษาอุณหภูมิในร่างกาย พร้อมทั้งช่วยในการป้องกันกันสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็กจนเราไม่สามารถมองเห็นเข้าสู่ร่างกายได้ และขนยังเป็นอวัยวะหนึ่งที่ในรูขุมขนจะมีเส้นประสาทที่สามารถรับความรู้สึกได้อีกด้วย 




        ถึงแม้ขนจะมีข้อดีหลายอย่าง แต่ความรักสวยรักงามของผู้หญิง เรื่องขนยังคงเป็นปัญหาแน่นอน  สาวๆ หลายคนขนดกมากกว่าปกติ โดยสาเหตุอาจจะเกิดจากพันธุกรรมหรือความผิดปกติของฮอร์โมนนั้นเอง หรืออีกสาเหตุคือการใช้ยาบางชนิดจนส่งผลให้ร่างกายของผู้หญิงเกิดการปรับเปลี่ยนฮอร์โมนขึ้น จนต้องหาวิธีการกำจัดขนหลากหลายวิธี โดยวิธีแรกที่หลายคนเลือกก็คงเป็นการโกน แต่วิธีนี้ หากทำผิดวิธีก็ก่อให้เกิดขนคุดขึ้นมาตามบริเวณร่างกายที่โกนได้ กลายเป็นว่าแค่อยากกำจัดขนแต่ได้อย่างอื่นมาแทน แต่ใจเย็นๆ ขนคุดไม่ใช่โรคหลายแรงและมีวิธีการดูแลรักษา 
        ลักษณะของขนคุด โดยปกติทั่วไปจะเป็นตุ่มนู่นเล็กตามรูขุมขนสีน้ำตาลหรือสีแดงและอาจคล้ายตุ่มสิว ส่วนมากมักพบบริเวณต้นแขนและขาหรือหลัง แต่หากเป็นตุ่มแดงๆ ให้สังเกตเพราะอาจเกิดจากการอักเสบของรูขุมขน โดยทั่วไปขนคุดไม่อันตรายหรือติดต่อแต่ส่วนมากจะทำให้เสียความมั่นใจเสียมากกว่า

สาเหตุการเกิดขนคุด
        -       เกิดจากผิวสะสมเคราตินจนเกิดการอุดตัน ส่งผลให้ปิดกั้นรูขุมขนจนเกิดตุ่มเล็กๆ ขึ้น
        -       เกิดจากผิวของเราขาดความชุ่มชื้นหรือแห้งจนเกินไป เพราะขนคุดนอกจากสาเหตุอื่นๆ แล้ว การที่เรามีผิวที่แห้งจนเกินไปก็เกิดขนคุดได้ เนื่องจากพบว่าหลายๆ คนมักเป็นขนคุดบ่อยๆ ในช่วงหน้าหนาวเนื่องจากสภาพอากาศทำให้ผิวแห้ง
        -       การกำจัดขนด้วยการโกนขนที่ผิดวิธี
        -       ขนคุดที่อาจเกิดบุคคลที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือพันธุกรรม
วิธีการป้องกันการเกิดขนคุด
        -       หากเลือกวิธีการกำจัดขนด้วยการโกน ควรที่จะห้ามใช้มีดโกนร่วมกับคนอื่น และโกนโดยไม่ย้อนแนวรูขุมขน โกนไปตามแนวขน เพื่อลดโอกาสการเกิดขนคุดได้
        -       หยุดแกะเกาและหลีกเลี่ยงการสครับผิวแรงๆ แม้การสครับผิวจะเป็นการผลัดเซลล์ผิวช่วยลดโอกาสการเกิดขนคุด แต่ก็ควรสครับโดยลดการถูแรงๆ  เพราะเซลล์ผิวอาจจะไม่ได้ผลัด แต่เกิดขนคุดขึ้นมาแทน
        -       หากเกิดจากอาการผิวแห้ง ไม่ควรอาบน้ำอุ่นเพราะจะทำให้ผิวแห้ง และควรทาครีมหรือมอยเจอร์ไรส์เซอร์ที่มีส่วนผสมของยูเรียและกรดแรคติค เพื่อให้ผิวเกิดความชุ่มชื่นหรือผลัดเซลล์ผิว เพื่อลดโอกาสการเกิดขนคุด
 
        ทั้งนี้ วิธีการกำจัดขนมีหลากหลายวิธีนอกจากการโกน หากเลือกวิธีการกำจัดขนโดยการแว็กซ์ขน หรือเลเซอร์เป็นหลัก ควรที่จะศึกษาวิธี การแว๊กซ์ โดยเลือกร้านที่มีการรับรองและสุขอนามัยของร้าน ควรสอบถามผลิตภัณฑ์หรือน้ำยาที่ใช้ในการแว๊กซ์เพราะน้ำยาที่ทางร้านใช้อาจมีหลากหลายยี่ห้อและส่วนผสม หากไม่ศึกษาหรือสอบถามก่อนใช้บริการอาจเกิดอาการแพ้และระคายเคืองจากน้ำยาแว๊กซ์ได้  การเลเซอร์ขน เลือกคลินิกที่มีสถานประกอบการได้ถูกอนุญาตอย่างถูกต้อง และแพทย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เนื่องจากปัจจุบันมีการเปิดคลินิกเสริมความงามขึ้นเยอะ บางคลินิกอาจเปิดแบบผิดกฎหมายเพราะฉะนั้น สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ดังนี้ https://checkmd.tmc.or.th/ 
        นอกจากนี้อย่าเพิ่งเห็นโปรถูกแล้วรีบเข้าไปใช้บริการ ควรตรวจสอบให้ดี เอาให้แน่ใจว่าปลอดภัย แม้การเลเซอร์ขนจะไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่แต่หากเสี่ยงใช้บริการสถานประกอบการที่ผิดกฎหมายก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับเราได้ ควรเช็คเพื่อความชัวร์ไว้ก่อน

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค ขนคุด การป้องกัน

ฉบับที่ 254 การฉีดฟิลเลอร์ปาก

        การมีริมฝีปากอวบอิ่มลุคสาวสายฝอ (ฝรั่ง) ยังคงเป็นความนิยมแบบแรงดีไม่มีตก ดังนั้นการเดินเข้าคลินิกเสริมความงามเพื่อใช้บริการฉีดฟิลเลอร์ที่ปากถือว่าเป็นเรื่องที่ปกติมากในสมัยนี้     วิธีเสริมความงามโดยการฉีดสารฟิลเลอร์ในจุดที่ต้องการเติมเต็มถึงแม้จะช่วยให้เราสวยขึ้นดูดีขึ้นได้  แต่ต้องไม่ลืมว่า อาจมีผลข้างเคียงหรือปัญหาตามมาได้เช่นกัน เพราะหากตามข่าวคราวกันมาบ้าง อาจจะได้ยินกันบ่อยถึงการที่หลายๆ คน เข้าไปใช้บริการคลินิกเสริมความงามเพื่อฉีดฟิลเลอร์ แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นหน้าพังเพราะสารที่ฉีดเข้าไปไม่ได้มาตรฐาน หรือผู้ให้บริการ (คนฉีด) ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือก็คือหมอปลอมนั้นเองรู้จักกับสารฟิลเลอร์        ฟิลเลอร์ คือ สารที่ช่วยเติมเต็มในส่วนที่ผู้รับบริการอาจรู้สึกว่าพร่องไป หรือเพื่อลดเลือนริ้วรอย เช่นรอยย่นบนใบหน้า ร่องลึกบนใบหน้า หรือใช้ในการปรับแต่งรูปหน้าก็ได้ เช่นการเพิ่มความอวบอิ่มกับริมฝีปาก ซึ่งทั่วไปแล้วประเภทของฟิลเลอร์มีดังนี้        1.ฟิลเลอร์แบบไม่ถาวรหรือชั่วคราว โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานแค่เพียง 4-6 เดือนเท่านั้น จากนั้นจะสลายไปเองโดยธรรมชาติ        2.ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร มีอายุนานกว่าแบบชั่วคราว และอยู่ได้นานถึง 2 ปี        3.แบบถาวร มีอายุการใช้งานตลอดไปเพราะจะไม่สลายไปตามธรรมชาติเพราะสารที่ฉีดเข้าไปมักเป็นสารซิลิโคน ซึ่งการฉีดรูปแบบนี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบในภายหลังได้        4.ฟิลเลอร์จากไขมันตัวเอง การฉีดฟิลเลอร์รูปแบบนี้มักมีข้อเสีย คือ อาจคงตัวอยู่ได้ไม่นานนักเท่าไหร่เลือกสถานบริการ แพทย์ และฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน        -       ให้พิจารณาว่าสถานที่และผู้ให้บริการมีใบอนุญาตถูกต้องและได้รับการรับรองหรือไม่ ตรวจสอบใบอนุญาตว่าผู้ให้บริการฉีดฟิลเลอร์เป็นแพทย์จริง ตรวจสอบสถานประกอบการ ที่จะเข้าใช้บริการว่าได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ https://checkmd.tmc.or.th/ (เว็บไซต์ตรวจสอบรายชื่อแพทย์จากฐานข้อมูลแพทยสภา)        -       สังเกตราคาของฟิลเลอร์หากมีราคาที่ถูกเกินไป ก็ให้ระวังว่าอาจจะเป็นของปลอมหรือของไม่ได้มาตรฐาน (ลองเปรียบเทียบราคาจากคลินิกหลายแห่ง)         -       หาข้อมูลชนิดฟิลเลอร์ที่จะทำการฉีดเพื่อตรวจสอบว่าได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)หรือไม่         สำคัญคือ ไม่ควรเสี่ยงกับสถานบริการที่ไม่น่าไว้วางใจ เนื่องจากเห็นว่ามีราคาที่ถูก เพราะหากเจอหมอปลอม หมอกระเป๋า อาจได้ไม่คุ้มเสีย และหากได้ทำการฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว ก็หมั่นสังเกตอาการให้ดี หากมีอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยก็ควรไปพบแพทย์ทันที อย่าวางใจจนเกิดผลเสียร้ายแรง สำหรับผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์ที่ปาก วิธีดูแลตัวเอง        -        แนะนำให้ไม่สัมผัสบริเวณที่ฉีด เช่น นวดหรือกดเพราะอาจทำให้บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์เคลื่อนที่ได้ หากมีอาการคันก็ห้ามแกะหรือเกาเด็ดขาด หากมีอาการมากกว่า 3 วันแล้วไม่หาย ให้ไปพบแพทย์ทันที        -        48 ชั่วโมงแรก ให้หลีกเลี่ยงการเข้าห้องซาวน่า เพราะอาจทำให้ผิวนั้นยืดหดตัวมากกว่าปกติ ซึ่งมีผลต่อการเซตตัวของฟิลเลอร์        -        ไม่ใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้ต้านความแข็งตัวของเลือด ได้แก่ แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยาแก้อักเสบบางชนิด เนื่องจากในการฉีดอาจจะไปโดนเส้นเลือดขณะฉีด ซึ่งอาจทำให้เลือดหยุดไหลช้าและช้ำง่ายกว่าปกติ        -       ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน  และงดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่          -       ลดอาหารเสริมบางชนิด เช่น กระเทียม โสมและวิตามินอี เพราะอาจทำให้เกิดภาวะช้ำได้ง่ายกว่าปกติ แต่ทั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อฟิลเลอร์ที่ฉีด        -       ไม่ถอนขน หรือแว๊กซ์ในบริเวณรอบปากที่ฉีด 2-3 วัน เพราะอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองอักเสบและเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามมาได้ ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services/beauty-plastic-surgery-th/dermatology-articles-th/item/2095-filler-th.htmlhttps://www.pobpad.com/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1https://www.phyathai.com/article_detail/1841/th/https://www.apexprofoundbeauty.com/

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 253 แพ้แชมพูสระผมจัดการอย่างไรดี

        การรักษาเส้นผมให้มีสุขภาพที่ดี เงางาม นุ่มสลวย ย่อมช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณผู้หญิงหลายคนการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่สามารถบำรุง รักษาและฟื้นฟูเส้นผมให้ได้มากที่สุดเพื่อมีสุขภาพผมที่ดีนั้น จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะบางผลิตภัณฑ์เลือกมาใช้แล้วผมดูมีสุขภาพดีก็จริง แต่ถ้าทำให้เกิดอาการแพ้ทั้งจากส่วนผสมไม่ว่าจะเป็นสารเคมีหรือน้ำหอมในผลิตภัณฑ์ ก็อาจไม่ใช่แชมพูที่คู่ควรกับเราก็ได้  แพ้ยาสระผมมีอาการอย่างไร        ลักษณะอาการแพ้แชมพูสระผม          1. มีอาการแสบและมีรอยแดงหลังสระผม อาการดังกล่าวอาจเกิดจากแพ้สารเคมีบางชนิดในผลิตภัณฑ์ หากเราไม่มีแผลบริเวณบนหนังศีรษะแต่เกิดอาการแสบและแดงหลังใช้ยาสระผมแสดงว่าเราอาจจะมีภาวะแพ้แชมพูสระผม        2. คันหนังศีรษะและมีผดผื่นขึ้น ในส่วนของอาการทั้งหมดอาจจะเกิดจากสารมีบางชนิด เช่น สาร SLS และพาราเบนที่เป็นสารกันเสีย มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวทั้ง 2 ตัว อาจเข้าไปทำลายความชุ่มชื่นบนหนังศีรษะจนเกิดการระคายเคืองได้        3. สิวอุดตันที่กรอบหน้า หลายคนอาจไม่รู้ว่าบางทีสิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้าเรา อาจมาจากการแพ้สารเคมีในแชมพูสระผม โดยเฉพาะสารที่เรียกว่าซิลิโคน ที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทำหน้าที่เคลือบเส้นผมให้นุ่มลื่น เมื่อเราล้างทำความสะอาดไม่หมด อาจก่อให้เกิดสิวบริเวณที่มีสารตกค้างได้          4.อาการบวมตามอวัยวะต่างๆ หรือเริ่มมีอาการผิวหนังตกสะเก็ด ผิวลอกเป็นขุยๆ บางคนอาจมีอาการผมร่วง หรืออาการลมพิษทั้งตัว เป็นต้น            อ่านถึงตรงนี้ เริ่มเครียดกันแล้วใช่ไหม เพราะอาการแพ้แชมพูสระผมหากลองอ่านๆ ดู อาจจะดูน่ากลัวไปบ้าง แต่อาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นขึ้นกับสภาพร่างกาย สภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย         วิธีจัดการตัวเองเมื่อมีอาการแพ้แชมพูสระผม        -       หยุดใช้แชมพูสระผมที่สงสัยว่าเราแพ้ทันที แล้วรีบล้างน้ำออกให้สะอาด        -       เมื่อมีอาการหนักขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษาก่อนอาการแพ้จะลุกลามไปมากกว่าเดิม        -       ไม่ใช้ความร้อนกับหนังศีรษะหรือเส้นผม เพื่อให้หนังศีรษะและเส้นผมยังคงมีความชุ่มชื่น        -       เลือกใช้ยาสระผมที่มีค่า PH ที่เหมาะสม        -       รับประทานอาหารที่มีอาหารจำพวกโปรตีน ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพื่อฟื้นฟูหนังศีรษะ สารเคมีที่อยู่ในแชมพูสระผม         สารเคมีที่มีอยู่ในแชมพูสระผมมีหลายชนิด แต่ส่วนมากหลักๆ ก็มีสารกันเสียที่มีหน้าที่ไปยับยั้ง แบคทีเรีย เชื้อรา หรือยีสต์ เพื่อให้คงสภาพให้อยู่ได้ยาวนานขึ้น โดยประเภทของสารกันเสีย มีดังนี้ กลุ่มสารพาราเบน เช่น เมทิล พาราเบน, โพรพิลพาราเบน, เอทิลพราราเบน, บิวทิลพาราเบน,ไอโซบิลทิวพาราเบน นอกจากนี้ยังมีสารฟอร์มาลีไฮด์, สารอิมิดาโซลิตินิล ยูเรีย, สารพีน็อกซี่เอทานอล, สารเมทิลไอโซไทอะโซลิโนน อีกด้วย         ในส่วนของซิลิโคน เป็นสารกลุ่มโพลิเมอร์สังเคราะห์ ที่ใช้ในการช่วยให้ผมนุ่มลื่น ดูสุขภาพผมดีซึ่งสารซิลิโคนนี้ล้างออกได้ยาก  จริงๆ สารซิลิโคนไม่ได้เป็นอันตรายเสมอไป  แถมช่วยให้สุขภาพผมดีขึ้นอีกด้วย   แต่หากว่าบางคนมีอาการแพ้สารซิลิโคนก็ควรระวังด้วยการสังเกตฉลากทุกครั้งว่ามีสารซิลิโคนเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยในผลิตภัณฑ์นั้นหรือไม่ ส่วนชื่อสารซิลิโคนที่มักปรากฏบนฉลาก ก็เช่น Dimethicone, Cetyl Dimethicone, Cyclomethicone, Cetearyl Methicone, Dimethiconol, Stearyl Dimethicone, Trimethylsilylamodimethicone Amodimethicone, Cyclopentasilloxane เป็นต้น  และควรอ่านฉลากก่อนใช้ทุกครั้งเพื่อระวังสารเคมีที่ไม่ถูกกับตนเองเพื่อความปลอดภัย       อ้างอิง : https://www.thaihealth.or.th/blog/myblog/topic/https://th.theasianparent.com/shampoo-allergyhttp://www.skinhospital.co.th/article/info/5/54https://www.herbforhair.com/content/7278/ 

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 252 การดูแลผิวไหม้จากแดดหน้าร้อน

        เมื่อถึงช่วงเวลาฤดูร้อน สิ่งที่ทุกคนประสบปัญหาก็คงหนีไม่พ้นแสงแดดที่ร้อนแรงของประเทศไทย ซึ่งแม้อยากหลีกเลี่ยงไม่ขอโดนแดดเลย แต่อย่าลืมว่า “แสงแดด” มีประโยชน์มหาศาลเช่นกันต่อสุขภาพ โดยเฉพาะแสงแดดยามเช้า แต่หากเป็นแสงแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00 ขึ้นไป แน่นอนว่าควรหลีกเลี่ยง โดนก็ให้น้อยที่สุด เพราะหากเผชิญกับแสงแดดนานๆ นอกจากจะเกิดอาการผิวไหม้ที่รุนแรงได้ ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ด้วย    รู้จักภาวะผิวไหม้         ผิวไหม้ สาเหตุเกิดจากการโดนแดดในอุณหภูมิที่สูงและนานเกินไป จนเกิดอาการแสบร้อนแดง  คัน ผิวหมองคล้ำ หรืออาจเป็นตุ่มน้ำใสที่บริเวณผิวหนังโดยอาจจะเกิดจากการที่เราไม่ได้ทากันแดดซ้ำ หรือไม่ได้ทาเลยตั้งแต่แรก ซึ่งอาการ ผิวไหม้ นั้นมีหลายระดับดังนี้        1. อาการผิวไหม้ในภาวะไม่รุนแรงมากจะมีอาการแดง และเจ็บปวดบริเวณที่ผิวไหม้เล็กน้อยประมาณ 3-5 วัน ผิวจะมีอาการลอกและกับเข้าสู่สภาวะปกติของผิวหนัง         2. อาการผิวไหม้เริ่มรุนแรงในระดับปานกลาง มีอาการแสบคัน ผิวแดง บวม เจ็บปวดเวลาสัมผัสผิวบริเวณนั้น ต้องคอยบำรุงผิวใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความชุ่มชื้นเพื่อให้ผิวหนังกลับสู่ภาวะปกติในระยะเวลาประมาณ 5-7 วัน         3. อาการผิวไหม้ในระดับรุนแรง ที่ต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง จะมีอาการ แสบร้อน คัน ผิวแดง บวม และมีตุ่มใสบริเวณผิวหนัง และต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูผิวให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ วิธีดูแลผิวไหม้ระดับหนึ่งและสอง        1. อาบน้ำเย็น แต่หากไม่สามารถอาบน้ำได้ในเวลานั้นทันที ให้ใช้น้ำเกลือที่แช่เย็นไว้แทน โดยนำผ้าชุบน้ำเกลือมาประคบไว้ เพื่อลดอาการแสบร้อนได้ แต่ห้ามเป็นน้ำที่มีความเย็นจนเกินไปเพราะอาจทำให้กัดผิวได้        2. ทามอยเจอร์ไรส์เซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยทาหลังจากอาบน้ำในขณะที่ตัวหมาดๆ หรือใช้เจลว่านหางจระเข้ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและถนอมผิว แต่หากผิวมีอาการอักเสบมากสามารถใช้ยาที่เป็นกลุ่มสเตียรอยด์ได้เหมือนกัน แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์เท่านั้น        3. ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปจากอาการผิวไหม้ และนอกจากนี้การดื่มน้ำมากๆ ยังทำให้ช่วยลดอาการผิวแห้งอีกด้วย        4. ไม่ควรแกะ ลอก หรือเกา ในบริเวณผิวที่ไหม้เพราะผิวบริเวณนั้นมีความเปราะบางมากและไวต่อการระคายเคืองมาก        5. ในกรณีที่ไหม้แดดมาก ถึงขั้นมีอาการตุ่มแดงพองมีน้ำใสๆ หรือตุ่มน้ำห้ามเจาะออกเองเด็ดขาด หากเจาะตุ่มน้ำออกมาเอง อาจก่อให้เกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรียได้ เพราะฉะนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการได้อย่างถูกต้องเท่านั้น        หากอยู่ในภาวะผิวไหม้แดด ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวมๆ เพื่อลดการเสียดสี และหลีกเลี่ยงการออกไปในสถานที่กลางแจงที่มีแดดจัดๆ เพื่อให้ผิวหนังได้มีการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้เต็มที่           สำหรับการเลือกใช้ครีมกันแดด หากเราใช้ชีวิตประจำวันอยู่แค่เพียงในอาคาร สามารถใช้แค่ SPF15+ ขึ้นไป แต่หากอยู่กลางแจ้งควรที่จะใช้ SPF30+ ขึ้นไปข้อมูลอ้างอิง : https://www.si.mahidol.ac.th/Th/healthdetail.asp?aid=1411https://www.pobpad.comhttps://www.youtube.com/watch?v=2Hzf1kNFANE

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 251 การดูแลผมแห้งเสียให้มีสุขภาพดี

        สุขภาพ “เส้นผม” ที่ดี เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญ การมีผมสะอาด แข็งแรง สวยงามช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีขึ้นได้  หลายคนพยายามค้นหาวิธีการพิเศษหรือคิดสรรหาวิธีเสริมสวยต่างๆ เช่น การย้อมผม กัดสีผมหรือยืดผม มาช่วยเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง แต่รู้หรือไม่พฤติกรรมทั้งหมดนี้อาจให้ผลตรงกันข้ามกับที่คิดและอาจเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนทำลายเส้นผมของเรา         โดยปกติผมแห้งเสียนั้นเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการดูแลเส้นผม สภาพแวดล้อม และกรรมพันธุ์พื้นฐานตั้งแต่เกิด แต่พฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้เกิดผมเสียหลักๆ คือ        1.การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรงกับเส้นผม เช่น การยืดผม ย้อมสีผม ดัดผม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีขั้นตอนในการทำที่ต้องใช้สารเคมีชนิดเข้มข้น ซึ่งสารเคมีพวกนี้จะเข้าไปทำลายโปรตีนในเส้นผมทำให้เวลาลูบผมจะรู้สึกสากๆ หยาบกระด้าง        2.การใช้แชมพู ครีมนวดผมหรือทรีตเม้นต์ต่างๆ ที่ไม่เข้ากับธรรมชาติของเส้นผม ตลอดจนพฤติกรรมการสระผม ยิ่งสระผมบ่อยผมยิ่งแห้ง หรือการสระผมด้วยน้ำอุ่นยิ่งเสริมให้ผมแห้งหยาบมากขึ้น        3.พฤติกรรมการใช้ความร้อนกับเส้นผม เช่น การใช้ไดร์เป่าผมด้วยลมร้อนขั้นสุด หรือการใช้เครื่องหนีบผม ที่มีความร้อนสูง       ดูอย่างไรว่า “เส้นผม” เริ่มเสียจนเข้าขั้นวิกฤต         ลักษณะของเส้นผมที่เริ่มเข้าสู่วิกฤตและอาจจะสายเกินแก้หากปล่อยไว้ มีรูปแบบดังนี้ ผมแห้งและรู้สึกไม่มีน้ำหนัก เบา ชี้ฟู เปราะบางขาดง่ายและสุดท้ายเริ่มแตกปลายมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งสัมผัสเมื่อลูบผม คือรู้สึกหยาบกระด้างไม่นุ่มสลวย ทั้งนี้เมื่อลองเอาช่อผมมาผูกเป็นปมเล็กๆ แล้ว ถ้าหากผมไม่คลายออกแต่ยังคงเป็นปมแน่นอยู่ เสมือนผูกเชือกแล้วยังคงอยู่ยังไง ก็ยังคงอยู่อย่างนั้น แสดงว่า “เส้นผมเสียจนเข้าขั้นวิกฤต” แล้วแน่นอน ควรจะหาวิธีบำรุงและดูทันที ดูแลเส้นผมให้มีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร        -      ควรเลือกผลิตภัณฑ์แชมพูสระผมให้มีค่า ph อยู่ที่ 5.5 หลีกเลี่ยงแชมพูที่มีส่วนผสมของ แอมโมเนียม ลอริล ซัลเฟต สารกันเสีย และซิลิโคน          -      ใช้ครีมนวดผมเป็นประจำ และหมักผมอย่างน้อย 2-3 นาที ควรเลือกครีมนวดให้เหมาะกับตัวเอง หากรู้สึกว่าใช้แล้วเส้นผมไม่ดีขึ้นให้เปลี่ยน นอกจากนี้แม้ว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ครีมนวดผมที่ไม่ถูกกับเส้นผมจะก่อให้เกิดผมเสียได้ “แต่ยังไงการใช้ครีมนวดผมก็ยังคงเป็นวิธีการดูแลหลักที่สำคัญ”  ซึ่งหากใช้ให้ถูกกับตัวเองก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดี        -      ไม่สระผมด้วยน้ำอุ่นจัด และเป่าผมด้วยไอลมระดับพอดีไม่ร้อนจนเกินไป ควรที่จะสระผมด้วยอุณหภูมิปกติ และสระเพียงแค่ 2 วันต่อครั้ง ยกเว้นผู้ที่มีลักษณะผมมันมากอาจสระได้วันละครั้ง        -      ใส่ทรีตเม้นต์บำรุงผม โดยใช้แบบธรรมชาติเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว โดยสามารถมาสก์ทิ้งไว้ก่อนสระผม และควรเล็มปลายผมที่แตกปลายออกอย่างน้อยทุกๆ 2-3 เดือน          ทั้งนี้สามารถใช้ตัวช่วยในการดูแลสุขภาพเส้นผมเป็นการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมได้ อาจจะเป็นอาหารเสริมหรือวิตามินจำพวกโปรตีน สังกะสี ธาตุเหล็ก เป็นต้น แต่ก็ต้องตรวจสอบให้ดี อ่านวิธีใช้และผลข้างเคียงก่อนบริโภค  

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)