ฉบับที่ 250 เพราะรัฐต้องดูแลชีวิตประชาชน

        ปีใหม่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ พูดแบบไลฟ์โค้ชด้านการเงินก็คงบอกว่าควรใช้เวลานี้เริ่มเก็บออมเงินสำหรับใครก็ตามที่ยังไม่ได้เริ่ม เพราะยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็จริง 
        เมื่อใครๆ ก็พูดไปแล้วจึงไม่ขอพูดซ้ำอีก แต่ขอพูดในสิ่งที่ไลฟ์โค้ชไม่พูด ซ้ำยังทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องน่ารังเกียจเสียอีก 
        ขณะที่เรากำลังเก็บหอมรอมริบ เราควรเริ่มใส่ใจ กดดัน และเรียกร้องการดูแลจากรัฐให้มากขึ้น ที่ไลฟ์โค้ชชอบพูดกันเหมือนนกแก้วนกขุนทองว่าจงสร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง อย่าแบมือขอ บางทีก็ไร้สาระ ทำไมเราจะเรียกร้องให้รัฐดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของเราไม่ได้ ในเมื่อเราเสียภาษีเพื่อการนี้และเป็น หน้าที่ของรัฐโดยตรง
         ตรงกันข้าม ถ้ารัฐไม่เอาเงินภาษีไปใช้กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น การซื้ออาวุธ การปรับปรุงคลองด้วยเงิน 80,000 ล้าน (คือมันต้องมากขนาดนี้เหรอ?) สร้างห้องน้ำบนเครื่องบินของนายกฯ ราคาหลายสิบล้าน แล้วนำมาดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเป็นระบบ มันจะช่วยผ่อนเบาภาระของเราลงได้หลายเรื่อง 
        ทำไมการที่รัฐดูแลความเป็นอยู่ สวัสดิการพื้นฐาน และลดความเหลื่อมล้ำ ถึงช่วยให้เราเก็บเงินได้เร็วขึ้น สะสมความมั่งคั่งได้เร็วขึ้น 
        -ถ้าสวัสดิการสุขภาพที่มีอยู่แล้ว 3 ระบบถูกจัดการให้เป็นระบบเดียวจะช่วยให้สวัสดิการสุขภาพมีเงินมากขึ้น แล้วจัดการระบบให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเจ็บป่วยระบบก็เข้ามาดูแล เราไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมากเท่าทุกวันนี้ 
        -ถ้าการศึกษาที่มีคุณภาพและฟรีจริงๆ เราก็ไม่ต้องกังวลกับค่าเทอม ค่าแปะเจี๊ยะ ค่าเสื้อผ้า อุปกรณ์ ค่าเรียนพิเศษ ไม่ต้องให้นักร้องมาวิ่งขอเงินเป็นทุนให้เด็กแค่ 109 คน เราจะเก็บเงินได้เร็วขึ้น 
        -ถ้ามีระบบประกันสังคมที่ดี แรงงานนอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการสามารถเข้าสู่ระบบนี้ได้ ตกงาน คลอดลูก งานศพ เราจะได้รับเงินเยียวยา 
        -ถ้าป้องกันการผูกขาดได้ ธุรกิจมีการแข่งขัน ตลาดทำงาน ย่อมเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ การสร้างสรรค์ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนในหุ้นก็จะได้รับผลตอบแทนดีขึ้น 
        -ถ้ามีระบบบำนาญแห่งชาติที่ผู้สูงอายุทุกคนจะได้รับเงินรายเดือนอย่างเพียงพอ เงินที่เราต้องเก็บเพื่อใช้หลังเกษียณก็จะลดลง เบาแรงไปได้เยอะ 
        -ถ้ามีการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้า เก็บภาษีทรัพย์สิน ย่อมมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เกิดการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งเงินที่ได้จะนำไปใช้จ่ายกับเรื่องอื่นๆ ข้างต้น
        -ถ้าการเมืองดีและเป็นประชาธิปไตย เราจะมีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ทัดทานการใช้งบประมาณแบบไม่เห็นหัวประชาชน 
        เห็นไหมว่าเรื่องระดับโครงสร้างนั้นกินความถึงเรื่องส่วนตัวอย่างการเก็บออมเงิน อย่าเชื่อแต่คำพูดดูดีของไลฟ์โค้ช เพราะถ้าเราผลักดันให้โครงสร้างสังคมดี มันก็ไม่ต่างกับการลงทุนชนิดหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าทั้งต่อตัวเอง คนอื่นๆ และลูกหลานด้วย

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค โค้ชด้านการเงิน เงิน โค้ช

ฉบับที่ 250 อยากซ่อมต้องทำได้

        ในยุคที่มนุษย์เราต้องพึ่งพาอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสื่อสาร การเรียน การทำงาน ฯลฯยอดขายอุปกรณ์เหล่านี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ควบคู่ไปกับปริมาณขยะที่เกิดจากมัน ทั้งนี้เพราะผู้บริโภค(ถูกทำให้) รู้สึกว่าสินค้าเหล่านี้มีความซับซ้อนยุ่งยาก ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการซ่อม ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่แพงลิ่ว สุดท้ายก็ตัดใจ “ทิ้ง” แล้วซื้อใหม่ สถิติในปี 2019 ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วเราสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์กันคนละ 7.3 กิโลกรัมต่อปี         ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสมาร์ตโฟน ข้อมูลจากรายงานของ NGI Forward เรื่อง Breaking the two-year cycle: Extending the useful life of smartphones ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป (ที่ประชากรเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือทุก 2 ปี) ระบุว่าหากเรายืดอายุการใช้งานของสมาร์ตโฟนออกไปได้ 3-4 ปี เราจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ร้อยละ 29 ถึงร้อยละ 44 เลยทีเดียว         ตั้งแต่ 2017 เป็นต้นมา มีโทรศัพท์มือถือถูกขายออกไปไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านเครื่องในแต่ละปี และสมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่อง ซึ่งหนักไม่เกิน 200 กรัม สามารถทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 40 – 80 กิโลกรัม พูดง่ายๆ มันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเครื่องซักผ้าด้วยซ้ำ และร้อยละ 72 ของรอยเท้าคาร์บอนของสมาร์ตโฟนก็เกิดขึ้นก่อนถึงมือผู้บริโภค เพราะวัตถุดิบที่ใช้มีทั้งโลหะ แร่ธาตุหายากที่ได้จากการทำเหมือง และในกระบวนการผลิตยังต้องผ่านกระบวนการใช้สารเคมีอันตรายที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เราซ่อมสมาร์ตโฟนเองได้จริงหรือ?        ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ค่าย Apple ซึ่งเข้มงวดเรื่องการส่งซ่อมกับบริษัทมาตลอด ประกาศว่าพร้อมให้ผู้บริโภคใช้ “สิทธิ์ในการซ่อม” แล้ว โดยช่วงแรกจะจำกัดเฉพาะจอ แบตเตอรี และการแสดงผลของ iPhone 12 และ iPhone 13 โดยบริษัทจะวางจำหน่ายอะไหล่กว่า 200 ชิ้น รวมถึงเครื่องมือสำหรับซ่อมไว้ในเว็บไซต์   แต่ Apple ไม่ใช่เจ้าแรกที่ทำเช่นนั้น เมื่อปี 2013 บริษัทธุรกิจเพื่อสังคมรายหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ได้เปิดตัว Fairphone สมาร์ตโฟนดีไซน์โมดูลาร์ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 8 ชิ้น ออกแบบมาเพื่อรองรับการถอดเปลี่ยนอะไหล่ได้โดยใช้ไขควงธรรมดา และมีอะไหล่จำหน่ายแยก         โทรศัพท์ของค่ายนี้ยังออกแบบมาให้ง่ายต่อการรีไซเคิล เช่น รุ่น Fairphone 3 สามารถรีไซเคิลได้ถึงร้อยละ 50  ทำได้ดีขึ้นจาก Fairphone 2 ที่รีไซเคิลได้ร้อยละ 30 (สมาร์ตโฟนทั่วไปทำได้ร้อยละ 20 เท่านั้น)           รุ่นล่าสุด Fairphone 4 ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาด้วยราคา 579 -649 ยูโร (ประมาณ 22,000 – 25,000 บาท) ยังให้เวลารับประกันถึง 5 ปีด้วย         สมาร์ตโฟนของบริษัทดังกล่าวซึ่งมีพนักงานร้อยกว่าคน มียอดขายในปี 2020 ประมาณ 95,000 เครื่อง จากการทำตลาดเฉพาะในอังกฤษและสหภาพยุโรป ได้ครองที่หนึ่งทุกครั้งในการจัดอันดับสมาร์ตโฟนที่ผู้ใช้ “ซ่อมเองได้”  โดย ifixit.com เว็บไซต์สัญชาติอเมริกันซึ่งเป็นแหล่งรวมข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ไปจนถึงรถยนต์         Fairphone จากเนเธอร์แลนด์ได้คะแนนไป 10 เต็ม 10            ตามมาติดๆ ด้วย Shiftphone จากเยอรมนีที่ได้รางวัล German Sustainability Award 2021 ที่ได้ไป 9 คะแนน           ในอันดับกลางๆ ได้แก่ iPhone 12 และ Google Pixel ที่ได้ 6 คะแนนเท่ากัน         รุ่นที่ได้คะแนนต่ำได้แก่ Microsoft Surface Duo และ Galaxy 2 Flip ที่ได้ไป 2 คะแนน และ Motorola Razor ที่ได้ไปเพียง 1 คะแนนเท่านั้น          นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น สมาชิกสามารถเข้าไปดูข้อมูลฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ ซึ่งเป็นชุมชนของผู้ที่มีความสนใจด้านนี้ คุณสามารถเข้าไปเรียนรู้หรือแบ่งปันวิธีซ่อมโทรศัพท์ ช่วยแปลเนื้อหาบางส่วนเพื่อขยายการเรียนรู้ให้กว้างขวางขึ้น รวมถึงสั่งซื้ออะไหล่หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นได้ด้วย        เทรนด์ “ซ่อมได้” สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังมาแรง เราน่าจะได้เห็นการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการในแนวนี้มากขึ้น แม้แต่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่ผลิตออกมาก็ลดความซับซ้อนให้ผู้ใช้รถรู้สึกอุ่นใจที่สามารถซ่อมหรือซื้อหาอะไหล่มาเปลี่ยนเองได้ และความเรียบง่ายในการออกแบบยังมีส่วนทำให้ราคาถูกลงอีกด้วย   https://www.dw.com/en/fairphone-shiftphone-cell-phone-smartphone-environment-climate-co2https://research.ngi.eu/reports-white-papers/breaking-the-two-year-cycle-extending-the-useful-life-of-smartphones/https://positioningmag.com/1240029https://www.thestandard.com.hk/breaking-news/section/6/183103/Apple-to-allow-iPhone-users-to-repair-their-own-deviceshttps://www.ifixit.com/

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 249 แผนปั่นให้โลกเย็น

        ในการประชุมภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP26 ที่เมืองกลาสโกว สก็อตแลนด์ ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สหพันธ์จักรยานแห่งทวีปยุโรป (European Cycling Federation) ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกที่ลงนามโดย 350 องค์กรทั่วโลก เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ส่งเสริมการใช้จักรยานอย่างเร่งด่วนและกว้างขวาง เพื่อลดการปล่อยก๊าซที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น        โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จักรยานในเมืองใหญ่ ร้อยละ 80 ของก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นในเขตเมือง และโดยเฉลี่ย ผู้คนประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศก็อยู่ในเมือง การสำรวจยังพบว่าคนเหล่านี้ยืนยันจะเป็นคนเมืองต่อไป แม้เหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การล็อคดาวน์ หรือวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงโควิดจะทำให้การใช้ชีวิตลำบากไปบ้างก็ตาม         หลายเมืองใหญ่ในโลกได้ลงมือส่งเสริมการใช้จักรยานอย่างจริงจัง ประสบความสำเร็จบ้าง ประสบปัญหาบ้าง เรามาดูตัวอย่างกัน...         -        อัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ อยู่ในอันดับต้นๆ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้จักรยาน การออกแบบผังเมืองที่ดี การจำกัดความเร็วรถยนต์ รวมถึงขนาดของเมืองที่เล็กกะทัดรัด ทำให้มากกว่าร้อยละ 50 ของการเดินทางในเมือง เป็นการเดินทางด้วยจักรยาน ปัจจุบันเมืองนี้มีประชากร 1.15 ล้านคน จักรยานจดทะเบียนมากกว่า 900,000 คัน และเลนจักรยานความยาว 400 กิโลเมตร ไม่เพียงอัมสเตอร์ดัมเท่านั้น ร้อยละ 25 ของประชากรเนเธอร์แลนด์ใช้จักรยานในการเดินทางประจำวัน อัตราการถือครองจักรยานเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่คนละ 1.33 คัน (ด้วยสถิติโจรกรรมจักรยานที่ค่อนข้างสูง คนส่วนหนึ่งจึงถีบจักรยานเก่าๆ ไปทำงาน แต่จะมีจักรยาน “ไฮเอนด์” อีกคันจอดไว้ที่บ้าน สำหรับใช้ปั่นออกทริปไกลๆ)  ข้อมูลของประเทศเนเธอร์แลนด์ระบุว่าการใช้จักรยานจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คนละ 21 กรัมต่อกิโลเมตร ขณะที่การใช้รถส่วนตัวทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ 271 กรัมต่อคน/ต่อกม. แม้แต่การใช้รถเมล์ก็ยังทำให้เกิดก๊าซดังกล่าวถึงคนลั 101 กรัม/กม.  และการเปลี่ยนจากรถยนต์มาใช้จักรยานยังลดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ลงได้ร้อยละ 65 แถมประหยัดเงินได้ปีละไม่ต่ำกว่า 8,000 ยูโรเนเธอร์แลนด์ยังเคาะตัวเลขออกมาว่าทุกๆ 1 กิโลเมตรที่จักรยานผ่านไป จะทำให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 0.68 ยูโร ในขณะที่รถยนต์ส่วนบุคคลและรถเมล์จะเป็นภาระต่อสังคมคิดเป็นมูลค่า 0.37 และ 0.29 ยูโร ต่อกิโลเมตร         -        ลอสแอนเจลิส เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะเขาให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานด้วยสาเหตุด้านสุขภาพ ทั้งๆ ที่โครงสร้างเดิมจะเป็นเมืองที่เกิดมารองรับการใช้รถยนต์ (อาจจะมากกว่าเมืองอื่นๆ ในอเมริกาด้วยซ้ำ) เมืองนี้ติดอันดับเมืองที่ประชากรวัยเด็กเป็นหอบหืดมากที่สุดในอเมริกา และปัญหารถติดสาหัสในเมืองก็ทำให้เกิดการสูญเสียทางผลิตภาพไปปีละไม่ต่ำกว่า 19,000 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่ามีการแจ้งเหตุความรุนแรงในครอบครัวผ่านสายด่วน 911 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9 ในวันที่รถติดหนัก ที่สำคัญยังพบว่ารถเมล์เมืองนี้วิ่งได้เร็วแค่ประมาณ 17 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ต่างอะไรกับความเร็วจักรยาน และการเดินทางส่วนใหญ่ (เกินร้อยละ 65) มีระยะไม่เกิน 8 กิโลเมตร สิ่งที่เป็นปัญหาของแอลเอคือเรื่องความปลอดภัย สถิติการเกิดอุบัติเหตุกับผู้ใช้จักรยานที่นี่ค่อนข้างสูง แต่ความนิยมใช้จักรยานที่เพิ่มสูงขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19 ก็ทำให้ภาครัฐหันมาให้ความใส่ใจปรับปรุงเรื่องนี้อย่างจริงจังขึ้น         -        ปารีส เมืองนี้ไม่พูดถึงไม่ได้เพราะเขามีนายกเทศมนตรีที่มุ่งมั่นจะปรับปรุงคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของผู้คน ด้วยการส่งเสริมให้การขี่จักรยานเป็นโหมดการเดินทางหลักของคนเมือง            หลังได้รับตำแหน่งในปี 2014  แอนน์ อิดัลโก ก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อตอนหาเสียง เช่น ลดพื้นที่จอดรถยนต์ ลดกำหนดความเร็วรถจาก 50 กิโลเมตร/ชม. เป็น 30 กิโลเมตร/ชม.) เพิ่มทางจักรยาน ทั้งโดยการเปลี่ยนจากเลนรถยนต์และการสร้างเลนจักรยานขึ้นใหม่ รวมๆ แล้วปารีสได้ทางจักรยานมา 300 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 150 ล้านยูโร         ปัจจุบัน “เครือข่าย” จักรยานในปารีสมีระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ในนี้รวมเอา “เลนโคโรนา” หรือเส้นทางชั่วคราวสำหรับใช้จักรยานในช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก ระยะทาง 52 กิโลเมตร ที่ถูกเปลี่ยนมาเป็นเลนจักรยานถาวรอยู่ด้วย           นอกจากนี้ใจกลางกรุงปารีส ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น มหาวิหารนอร์เทรอดาม ยังถูกประกาศให้เป็นเขตห้ามรถยนต์เข้า นับว่ากร้าวมากสำหรับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก  ล่าสุด แอนน์ อิดัลโก นายกเทศมนตรีปารีสสองสมัยคนนี้ได้ประกาศลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปีหน้า (2022) แน่นอนว่าเธอยังชูนโยบายเดิม ด้วยการประกาศว่าจะทำให้ปารีสเป็นเมืองที่ใช้จักรยานได้ 100% ภายในปี 2026         หันมาดูกรุงเทพมหานครของเรา เมืองที่มีผู้อยู่อาศัยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน มีรถยนต์และจักรยานยนต์ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านคัน และคุณภาพอากาศแบบคุ้มดีคุ้มร้าย ผู้คนมีทางเลือกสองทางเมื่อใช้ขนส่งสาธารณะ (จะเลือกแบบคุณภาพดีราคาแพง หรือแบบคุณภาพต่ำราคาถูก) ไหนจะปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อ ในขณะที่คนพร้อมจะใช้จักรยานยังต้องยอมรับความเสี่ยงและความลำบากยุ่งยาก         ทั้งหมดนี้ดูแล้วยังไม่ใช่ “ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว” แต่ปัญหานี้ยังไม่เคยถูกจัดการอย่างเป็นระบบ  ได้แต่หวังว่าผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนใหม่ ในการเลือกตั้งที่ (คาดว่า) จะมีขึ้นในเดือนเมษายนปีหน้า จะมีนโยบายยกระดับคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ได้อย่างยั่งยืนเสียที https://www.france24.com/en/france/20211103-residents-react-to-mayor-hidalgo-s-plans-for-a-100-bikeable-parishttps://www.dutchcycling.nl/en/https://www.amsterdamtips.com/cycling-in-amsterdamhttps://cop26cycling.com/https://streetsforall.org/

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 249 ตลาดหุ้นไทย ผูกขาดจนสิ้นหวัง

        สำหรับสายนักลงทุนหุ้น งาน BETTER TRADE SYMPOSIUM 2021: WARP TO THE FUTURE ที่จัดไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 ได้ยิน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนคุณค่า (Value Investor) ของไทยพูดว่า         “จากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากว่า 20 ปี ไม่เคยมีครั้งไหนรู้สึกสิ้นหวังกับตลาดหุ้นไทยเท่าครั้งนี้ เพราะตลาดหุ้นไทยไม่ไปไหน แถมยังไม่มีหุ้นเด็ดๆ ถูกๆ น่าลงทุน” แถมแกก็หนีไปลงทุนหุ้นต่างประเทศเสียแล้ว ไม่เท่านั้น ยังชวนคนรุ่นใหม่ไปลงทุนหุ้นเมืองนอกด้วย         ฟังแล้วหลายคนสะดุ้ง ขนาดจิ้งจกทักยังลังเล นี่นักลงทุนคุณค่าอันดับต้นๆ ของไทยพูดขนาดนี้จะไม่ฟังเลยก็กระไรอยู่ จริงไหม? ข่าวจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานคำพูดของ ดร.นิเวศน์ อีกว่า ตลาดหุ้นไทยจะทนภาวะเลวร้ายต่อไปไม่ไหว เช่น คนแก่ตัวขึ้นมาก คนทำงานน้อยลง เศรษฐกิจไม่ก้าวหน้า ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ในที่สุดตลาดหุ้นก็ไปต่อยาก                 พักเรื่องคนแก่ คนทำงานน้อยลง กับเศรษฐกิจแย่ๆ ไว้ก่อน แล้วใส่เครื่องหมายคำพูดที่ “ไม่มีความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการประกอบธุรกิจ ถ้าเราจะซื้อหุ้นสักบริษัทหนึ่งและถือยาวๆ แน่นอนว่าเราต้องอยากได้บริษัทที่จ่ายปันผลดีและมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำแบบนี้ได้ ตัวบริษัทก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มีความสามารถในการแข่งขัน ลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา         หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ ผูกขาดหรือเกือบผูกขาด         บริษัทใหญ่ๆ ในตลาดหุ้นไทยโดยมากใหญ่ได้จากวิธีหลัง ลองไปไล่ดูสิ น้ำมัน สนามบิน ขนส่ง ค้าปลีก การสื่อสาร ผูกขาดท้างงงน้านนน                 ในทางเศรษฐศาสตร์ การผูกขาดคือความเลวร้ายขั้นสุด เพราะมันทำให้ผู้ที่ผูกขาดได้ค่าเช่าส่วนเกินจากเศรษฐกิจ ได้กำไรเกินพอดี ไม่ต้องคิดอะไรใหม่ๆ อยู่เฉยๆ เงินก็มา เพราะไม่มีใครมาแข่งด้วย ในประเทศพัฒนาแล้วจึงให้ความสำคัญกับการต่อต้านการผูกขาด             ไม่เหมือนไทย รัฐบาลกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการผูกขาด อย่างข่าวล่าสุดที่บริษัทมือถืออันดับ 2 กับ 3 จะควบรวมกัน นักวิชาการออกมาเตือนแล้วว่า เฮ้ย นี่มันผูกขาดนะ มันลดผู้เล่นในตลาดลงไปนะ สุดท้ายแล้วผู้บริโภคจะไม่มีทางเลือกและทำอะไรไม่ได้นะ เพราะมันมีแค่ 2 เจ้าให้เลือก         เหมือนรถไฟฟ้าเส้นหลัก ไม่ขึ้นเจ้านี้ ก็ไม่มีให้ขึ้น ไปนั่งรถเมล์โบราณนู่น         อย่าคิดว่ามีเงินลงทุนแล้วจะรวยได้แบบไม่แคร์สังคม เพราะถ้าสังคมมันห่วยจากรัฐที่ไม่ไยดีประชาชน แต่เอื้อนักธุรกิจ มันก็จะย้อนกลับมาทำร้ายผลตอบแทนจากการลงทุนในที่สุด         ...แล้วจะไม่สิ้นหวังได้ยังไง

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 248 กองทุนลดหย่อนภาษี ยิ่งลด ยิ่งเหลื่อมล้ำ

        ตอนนี้ขอพูดถึงเรื่องการออมผ่านกองทุนและส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งส่วนหลังนี่เหมือนจะไม่ใช่เรื่องการออมสักเท่าไหร่ เพราะมันต่อกับภาพใหญ่กว่านั้น มาเริ่มกันเลย         เชื่อว่าหลายคนลงทุนผ่านกองทุนรวมแบบ SSF หรือ Super Savings Fund (ซึ่งของเดิมก็คือ LTF Long Term Equity Fund) และ RMF หรือ Retirement Mutual Fund เพราะนอกจากจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากธนาคารให้เงินเฟ้อกัดแทะเล่นแล้ว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย         จะว่าไปมันคือการสร้างแรงจูงใจให้คนออมเงินนั่นแหละ แถมยังส่งผลดีต่อตลาดทุนอีก คนส่วนใหญ่เลือกลงทุนในกองทุน 2 ประเภทนี้ก็หวังจะเอาไปลดหย่อนภาษี โดย SFF สามารถซื้อได้ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่เกิน 200,000 บาท ส่วน RMF ก็คล้ายคลึงกันคือซื้อได้ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท         จำนวนเงินที่ซื้อนี่แหละสามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่เมื่อรวมกับค่าลดหย่อนตัวอื่นๆ แล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท         สำหรับคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี อยากได้ลดหย่อนเยอะๆ หรือไม่อยากจ่ายภาษีให้รัฐบาลประยุทธ์เอาไปถลุงเล่นกับเรือดำน้ำ มันก็เป็นเรื่องดีนั่นแหละ อย่างไรก็ตาม มันมีอีกแง่มุมที่เราต้องตระหนักเนื่องจากผลร้ายของมันกำลังทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่สูงอยู่แล้ว สูงมากขึ้นๆ ไปอีก         จากบทความ ‘ยิ่งลดหย่อน…ยิ่งเหลื่อมล้ำ?: บทเรียนจากการให้สิทธิลดหย่อนภาษี LTF และ RMF’ โดย นรชิต จิรสัทธรรม และ กฤตยาณี กิตติพัฒน์พาณิช ที่เผยแพร่ใน https://www.the101.world/ltf-rmf-and-inequality/#_ftn1 ระบุว่า ยิ่งมีช่วงห่างระหว่างอัตราเติบโตของการลดหย่อนกับรายรับภาษีเงินได้มากขึ้น ผลที่ตามมาคือความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ โดยสรุปออกมาได้ 3 ประเด็นคือ         ประการแรก มาตรการลดหย่อนภาษีในการลงทุน LTF และ RMF สร้างต้นทุนค่าเสียโอกาสของรายรับทางการคลังของประเทศหรือตัดโอกาสในการสร้างรายได้ทางการคลังเพื่อใช้ปันส่วนใหม่ให้เกิดการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมมากขึ้น        ประการที่สอง สิทธิประโยชน์ของ LTF และ RMF เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนที่มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย         ประการที่สาม ผลตอบแทนเฉลี่ยที่เกิดจาก LTF และ RMF เติบโตสูงกว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 4 เท่า คนที่ถือสินทรัพย์นี้ไว้ในมือ เมื่อเวลาผ่านไปจะยิ่งมีรายได้จากผลตอบแทนเพิ่มมากกว่าผู้ที่มีรายได้จากแค่เงินเดือนและไม่ได้ถือสินทรัพย์ทางการเงิน         แต่มาตรการออกมาแล้ว ห้ามคนลงทุนก็ไม่ได้ แล้วจะทำยังไง         คิดแบบเร็วคงหนีไม่พ้นการผลักดันให้เกิดรัฐสวัสดิการที่ดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย มีสวัสดิการผู้สูงอายุ มีบำนาญแห่งชาติ มีระบบการตรวจสอบให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่า ไม่ใช่ต้องหมดไปกับการซื้ออาวุธ จ่ายเงินเดือนนายพลที่วันๆ ไม่มีงานทำ หรือเอาไปให้ใครถลุงเล่นฟรีๆ

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)