ฉบับที่ 257 มีอะไรน่าสนใจใน “ครีมนวดผม”

        ในทุก วัน เส้นผมของเราต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ผมเสียได้มากมาย ทั้งแสงแดด ฝุ่นควัน ความร้อนจากการเป่าและหนีบผม รวมถึงสารเคมีจากการทำสีผม ไฮไลต์ผม และดัดผมอีกด้วย หลายคนจึงนิยมเลือกใช้ครีมนวดผมมาปรับสภาพเส้นผมหลังการสระผม เพื่อให้เส้นผมอ่อนนุ่ม ไม่พันกัน หวีง่าย อีกทั้งช่วยฟื้นฟูและดูแลสุขภาพผมให้ดีขึ้น 

        ในปี 2564 ตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมในประเทศไทย เติบโต 5.6% มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดถึง 74% (Euromonitor, 2021) ส่วนในรายงานการตลาดระดับโลกพบว่า ผลิตภัณฑ์ครีมนวดผมและทรีตเมนต์มีมูลค่าการขายเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปี 2563 (Kantar, 2022) 
        ครีมนวดผมแต่ละยี่ห้อที่มีหลากหลายสูตรให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นสำหรับผมแห้งเสีย ขจัดรังแค ลดผมขาดหลุดร่วง หรือสูตรพิเศษสำหรับผมทำสีก็ตาม มักจะมีสารซิลิโคนและสารกันเสียเป็นส่วนประกอบพื้นฐานอยู่ ดังนั้นหากผู้บริโภคใช้ครีมนวดผมเป็นประจำอาจเสี่ยงสัมผัสสารเคมีเหล่านั้นเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน  
        นิตยสารฉลาดซื้อ และโครงการสร้างเสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ได้สุ่มเลือกผลิตภัณฑ์ครีมนวดผมจำนวน 12 ตัวอย่าง เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อสำรวจฉลากว่า มีสารเคมีหรือสารกันเสียที่ควรระวังหรือไม่ ได้แก่ 
        ซิลิโคน (Silicone) เป็นสารโพลิเมอร์ใช้เติมลงในครีมนวดเพื่อให้ผมลื่น หวีง่าย เคลือบเส้นผมให้เงางาม แต่ล้างออกยาก จึงเกิดการสะสมอยู่ที่เส้นผมและหนังศีรษะ ใช้บ่อยๆ เส้นผมจะลีบแบนและเป็นมันเยิ้ม ซึ่งสารซิลิโคนที่ตกค้างอาจจะไปอุดตันรูเส้นผม ทำให้เซลล์ผมทำงานผิดปกติ การขับของเสียและดูดซึมสารอาหารลดลง และหากใช้ไปนานๆ จะทำให้ผมร่วงได้ 
        สารกันเสียในครีมนวดผมที่ควรระวังมีดังนี้
พาราเบน (Parabens) : มีรายงานว่าอาจเสี่ยงต่อสุขภาพ ส่งผลให้เป็นมะเร็ง 
        ฟอร์มาดีไฮด์ (Formaldehyde) : หากสัมผัสสารในปริมาณมากอาจทำให้เกิดผื่นแดง ปวดแสบปวดร้อน จนถึงผิวหนังไหม้ เป็นผื่นอักเสบและติดเชื้อได้ 
        อิมิดาโซลิตินิล ยูเรีย (Imidazolidinyl urea) : อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบ และมีอันตรายจนสามารถทำลายเซลล์ผิวได้ 
        เมทิลไอโซไทอะโซลิโนน (Methylisothiazolinone : MIT) : หากเกิดอาการแพ้จะทำให้ผิวอักเสบและมีผื่นแดงขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงควบคุมให้ใช้ในความเข้มข้นตามที่กำหนด และอนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วล้างออกเท่านั้น 
        พีน็อกซี่เอทานอล (Phenoxyethanol) : พบได้ในครีมนวดผมที่มีส่วนผสมของน้ำหอม มีคุณสมบัติทำให้กลิ่นหอมคงตัว ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ใช้ในผลิตภัณฑ์ได้ไม่เกิน 1.0 % หากสัมผัสกับผิวในปริมาณที่มากอาจทำให้ผิวแพ้ ระคายเคือง และเกิดผดผื่นได้

ผลการสำรวจฉลากครีมนวดผม
        -        พบสารซิลิโคนทั้ง 12 ตัวอย่าง
        -        ไม่พบ พาราเบน ฟอร์มาดีไฮด์ และอิมิดาโซลิตินิล ยูเรีย
        -        พบเมทิลไอโซไทอะโซลิโนน (MIT) ใน 7 ตัวอย่าง  คิดเป็น 58.33 % ของตัวอย่างทั้งหมด
        -        พบพีน็อกซี่เอทานอล ใน 8 ตัวอย่าง คิดเป็น 66.67 % ของตัวอย่างทั้งหมด
        -        เมื่อคำนวณเปรียบเทียบราคาต่อปริมาณ  1 มิลลิลิตร พบว่า ยี่ห้อเคลียร์ แอนตี้แดนดรัฟ สกาล์ป แคร์ คอนดิชันเนอร์ ไอซ์คูล เมนทอล แพงสุดคือ 0.61 บาท ส่วนยี่ห้อซันซิล แดเมจ รีสโตร์เซรั่มคอนดิชันเนอร์ แอคทีฟ-อินฟิวส์ชั่น ถูกสุดคือ 0.16 บาท
 



ข้อสังเกต                        

        -        สารกลุ่มซิลิโคนที่พบในตัวอย่างนี้ส่วนใหญ่เป็น Dimethicone รองลงมาคือ Amodimethicone และ Dimethiconol ตามลำดับ
        -        ยี่ห้อเคลียร์ แอนตี้แดนดรัฟ สกาล์ป แคร์ คอนดิชันเนอร์ ไอซ์คูล เมนทอล ไม่พบสารกันเสียที่ควรระวังตัวใดเลย
        -        มี 4 ตัวอย่างที่พบสารกันเสียทั้งเมทิลไอโซไทอะโซลิโนนและพีน็อกซี่เอทานอล
        -        ทุกตัวอย่างระบุวันที่ผลิต แต่มี 4 ตัวอย่างที่ไม่ระบุวันหมดอายุ 

ฉลาดซื้อแนะ        

        -        เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากภาษาไทย และมีข้อความตามที่กฎหมายกำหนด คือ ชื่อผลิตภัณฑ์ประเภทสารที่ใช้เป็นส่วนผสม วิธีใช้ ชื่อและสถานที่ตั้งผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ครั้งที่ผลิต เดือนปีที่ผลิตและปริมาณสุทธิ
        -        ซื้อจากร้านค้าที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนของแบคทีเรีย ยีสต์และราสูงเกินกำหนด โดยหากเรานำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปใช้ อาจทำให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังที่อักเสบเป็นสิว แผล และเกิดการติดเชื้อได้
        -        สังเกตฉลากบนผลิตภัณฑ์เพื่อดูส่วนผสมของสารกันเสียต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว หรือหากใช้ไปแล้วเกิดอาการแพ้ใดๆ ควรหยุดใช้ทันที หรือไปพบแพทย์เพื่อหาว่าแพ้สารชนิดใด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารชนิดนั้นอีกต่อไป
        -        หากครีมนวดผมที่ใช้อยู่มีซิลิโคนและสารกันเสียเป็นส่วนประกอบ เราจะต้องล้างครีมนวดผมออกให้เกลี้ยงทุกครั้ง เพื่อไม่ให้สารเหล่านั้นตกค้างและสะสมมากจนเกิดผลข้างเคียงต่างๆ ตามมาได้

        -        ครีมนวดผมจะมีอายุ 2 - 3 ปี ไม่ควรซื้อครีมนวดผมที่ใกล้หมดอายุ โดยเฉพาะต้องดูให้ดีๆ เวลามีโปรโมชั่นลดราคาเยอะๆ เพราะอาจใช้ไม่ทันวันหมดอายุ จนเหลือทิ้ง กลายเป็นซื้อแพงโดยใช่เหตุ 
        -        เมื่อต้องการเปลี่ยนครีมนวดผมยี่ห้อใหม่ อาจซื้อแบบซองมาลองใช้ก่อน เพื่อดูว่าแพ้ไหม ใช้แล้วเหมาะกับสภาพผมและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการหรือเปล่า หากใช้ได้ผลดีค่อยซื้อขวดใหญ่คุ้มกว่า
        -        ลองทำครีมนวดผมโฮมเมดง่ายๆ จากสมุนไพรอย่างมะกรูด อัญชัญ และวัตถุดิบในครัวเช่น ไข่ไก่ โยเกิร์ต กล้วย น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น ค้นหาวิธีทำได้จากเว็บไซต์และยูทูบต่างๆ มีหลายสูตรมาก




ข้อมูลอ้างอิง
ฉลาดซื้อ ฉบับที่ 185 ครีมนวด-ครีมหมักผม จำเป็นแค่ไหน
https://marketeeronline.co/archives/266777
https://www.komchadluek.net/news/521385


แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

0 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค ครีมนวดผม

ฉบับที่ 279 สำรวจฉลาก “สเปรย์และโลชั่นทากันยุง” ปลอด DEET

        เมื่อเข้าฤดูฝนก็จะมียุงชุกชุมตามแหล่งชื้นแฉะหรือมีน้ำขังอยู่แล้ว ตอนนี้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งส่งผลให้ยุงแพร่พันธุ์ได้เร็วจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และอากาศที่ร้อนขึ้นยังไปเร่งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในยุงทำให้แพร่เชื้อโรคได้ไวขึ้นด้วย มนุษย์เราจึงต้องป้องกันอย่าให้ถูกยุงกัด เพราะเราไม่รู้เลยว่ายุงตัวนั้นจะเป็นพาหะนำโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ มาให้หรือเปล่า         ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถานการณ์โรคที่ติดต่อโดยยุงลาย ตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 22พฤษภาคม 2567  โรคไข้เลือดออกมีผู้ป่วย 28,331 ราย มีผู้เสียชีวิต 31 ราย โรคไข้ปวดข้อยุงลาย(ชิคุนกุนยา) มีผู้ป่วย 166 ราย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกามีผู้ป่วย 119 ราย ส่วนผู้ป่วยไข้มาลาเรียที่ติดต่อโดยยุงก้นปล่อง ตั้งแต่มกราคมถึงเมษายน 2567 มีจำนวนเกือบ 3,000 ราย         ฉลาดซื้อเคยสำรวจผลิตภัณฑ์ทากันยุงไว้ในฉบับที่ 187 เรื่องประสิทธิภาพ “โลชั่นและสเปรย์ฉีดกันยุง” ส่วนใหญ่ใช้ DEET เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญที่มีประสิทธิภาพในการไล่ยุงสูง แต่ก็มีผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์เช่นกัน และฉบับที่ 232 เรื่องผลิตภัณฑ์กันยุงชนิดปลอดจาก DEET(เข้าไปอ่านได้ที่ www.ฉลาดซื้อ.com) ซึ่งในขณะที่โรคติดต่อจากยุงยังระบาดอยู่เป็นระยะ เราจึงได้ทำสำรวจกันอีกครั้ง โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกันของสุขภาพและสิ่งแวดล้อมด้วย         นิตยสารฉลาดซื้อ ได้สุ่มเลือกผลิตภัณฑ์ทากันยุงที่ปลอด DEET จำนวน 15 ตัวอย่าง แบ่งเป็นชนิดสเปรย์ 10 ตัวอย่าง ชนิดเซรั่มและโลชั่น 5 ตัวอย่าง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567  มาสำรวจข้อมูลบนฉลาก เปรียบเทียบประสิทธิภาพการป้องกันยุง และคำนวณราคาต่อปริมาณ เพื่อให้ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่าต่อไป  ผลสำรวจ จากผลิตภัณฑ์กันยุงทั้ง 15 ตัวอย่าง พบว่า         - มี 14 ตัวอย่าง มีสารออกฤทธิ์เป็นน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรธรรมชาติ         - ยี่ห้อพีเจ้น โลชั่นกันยุง เป็นตัวอย่างเดียวที่มีสารออกฤทธิ์เป็นสารสังเคราะห์คือ อิคาริดิน (Icaridin : มีประสิทธิภาพป้องกันยุงเทียบเท่าสาร DEET แต่ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่าและกลิ่นไม่แรง) โดยแสดงเลขทะเบียน อย. วอส.ในกรอบเครื่องหมาย อย. ไว้บนฉลากตามข้อกำหนด        - มี 7 ตัวอย่าง ที่มีสารออกฤทธิ์เป็นน้ำมันตะไคร้หอม (Citronella Oil) ได้แก่ ยี่ห้อคินดี้ สเปรย์กันยุง, คุน มอชชี่ รีเพลเล้นท์ สเปรย์, อภัยภูเบศร์ ตะไคร้หอมกันยุง สูตร 1, ภูตะวัน ชิโทรเนลล่า ฟิซ ฟิซ, ละมุน สเปรย์กันยุง, เอเวอลี่ สเปรย์กันยุง และบิโอเร การ์ด มอส บล็อก เซรั่ม  ซึ่งทั้งหมดแสดงเลขที่ใบรับแจ้งไว้ตามข้อกำหนด        - มี 10 ตัวอย่าง ที่ระบุระยะเวลาในการป้องกันยุงไว้ ยี่ห้อมาม่ะจัง สเปรย์กันยุง สูตรธรรมชาติ ป้องกันได้นานที่สุด คือ 8 ชั่วโมง ส่วนยี่ห้อภูตะวัน ชิโทรเนลล่า ฟิซ ฟิซ ป้องกันได้สั้นที่สุด คือ 3 ชั่วโมง         - เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพกันยุง พบว่าในชนิดโลชั่นมีระยะเวลาป้องกันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7 ชั่วโมง ส่วนชนิดสเปรย์มีระยะเวลาป้องกันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6 ชั่วโมง         - เมื่อเปรียบเทียบราคาต่อปริมาณ 1 มิลลิลิตร พบว่า ยี่ห้อเอเวอลี่ สเปรย์กันยุง แพงสุด คือ 9.33 บาท ส่วนยี่ห้อออฟ! โบทานิคัลส์ สเปรย์กันยุง ถูกสุด คือ 0.99 บาท ข้อสังเกต         - น้ำมันหอมระเหยที่นิยมใช้กัน 3 ลำดับแรก คือ น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันยูคาลิปตัส และน้ำมันลาเวนเดอร์         - มี 2 ตัวอย่างที่มีสัญลักษณ์ของ อย. บนฉลาก คือ ยี่ห้อพีเจ้น โลชั่นกันยุง และภูตะวัน ชิโทรเนลล่า ฟิซ ฟิซ         - มี 12 ตัวอย่างที่ระบุทั้งวันผลิตและวันหมดอายุ โดยส่วนใหญ่มีอายุ 2 ปี และ 3 ปี ตามลำดับ         - มี 5 ตัวอย่างที่ไม่ระบุเลขที่ใบรับแจ้ง โดยในจำนวนนี้พบว่ายี่ห้อสกินซอฟท์ สเปรย์กันยุง สูตรสมุนไพรธรรมชาติ ระบุว่าได้รับอนุญาตใช้สิทธิ์ จาก สวทช.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนยี่ห้อคิดส์ซอรัส โลชั่นกันยุง ออร์แกนิค กลิ่นเลม่อน ระบุว่าผ่านการวินิจฉัยจาก อย.         - ยี่ห้อบิโอเร การ์ด มอส บล็อก เซรั่ม ระบุว่าหลอดผลิตจากวัสดุผสมของพลาสติกรีไซเคิล 28%         - ส่วนใหญ่ผลิตในประเทศไทย มียี่ห้อออฟ! โบทานิคัลส์ สเปรย์กันยุง ที่ผลิตในประเทศเนเธอแลนด์ ฉลาดซื้อแนะ         - อ่านฉลากก่อนใช้ทุกครั้ง ปฏิบัติตามคำแนะนำและคำเตือนบนฉลากอย่างเคร่งครัด เช่น เก็บในที่มิดชิด ห่างจากเด็ก อาหาร และสัตว์เลี้ยง ปิดฝาให้สนิทและอย่าให้ถูกแสงแดด เปลวไฟ หรือความร้อน  ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น  ก่อนใช้ควรทดสอบการแพ้ ห้ามทาบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน เช่น บริเวณใกล้ตา ริมฝีปาก เปลือกตา รักแร้ หรือทาบริเวณแผล และล้างมือทุกครั้งหลังใช้ หรือในผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ก็ต้องทาให้เด็ก ไม่แนะนำให้เด็กใช้เอง และไม่ควรทาหรือฉีดใส่มือเด็ก เป็นต้น         - ผลิตภัณฑ์กันยุงที่มีน้ำมันหอมระเหยหรือสารสกัดจากธรรมชาติเป็นสารออกฤทธิ์ไล่ยุง ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อย. (ยกเว้น Citronella Oil) ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรเลือกอย่างมีวิจารณญาณ เช่น ดูว่ามีการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือมาประกอบด้วยหรือไม่ เป็นต้น         - ผลิตภัณฑ์ทากันยุงจะมีฤทธิ์ไปรบกวนกลไกการรับรู้กลิ่นของยุง ทำให้ยุงไม่บินมาดูดเลือดบนผิวหนังของเรา แต่ไม่ได้มีฤทธิ์ในการฆ่ายุง โดยทั่วไปสารออกฤทธิ์จะไล่ยุงได้ในระยะห่างประมาณ 2-3 นิ้ว จากบริเวณผิวหนังที่ทา ดังนั้นผู้ใช้จะยังเห็นยุงมาบินอยู่รอบๆ ตัว ถ้ายุงยังไม่เข้ามาเกาะก็ไม่จำเป็นต้องทาซ้ำ         - ประสิทธิภาพการป้องกันยุงยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง ความชื้นสูง หรือลมแรง จะทำให้สารทาป้องกันยุงระเหยเร็วและหมดฤทธิ์เร็ว จึงมีอัตราถูกยุงกัดสูง         - การทำสเปรย์ไล่ยุงจากสมุนไพรอย่างตะไคร้หอม มะกรูด ไว้ใช้เองในครัวเรือน ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและมั่นใจถึงความปลอดภัยได้         - การที่เราทาโลชั่นหรือสเปรย์กันยุงเป็นการป้องกันที่ปลายเหตุ การจะลดการระบาดของโรคติดต่อจากยุงให้ได้ผล พวกเราต้องช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเพื่อช่วยชะลอความรุนแรงของสภาวะโลกเดือดควบคู่กันไปด้วย   แหล่งข้อมูลอ้างอิง        https://www.fda.moph.go.th        https://ddc.moph.go.th/dvb/pagecontent.php?page=1269&dept=dvb        https://www.seub.or.th/bloging/news/2024-2/        บทความ สารทาป้องกันยุง (Topical repellents): รศ.ดร.เบญจวรรณ ปิตาสวัสดิ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 278 สำรวจฉลาก “แป้งเย็น”

        เมื่อสภาวะโลกร้อนได้กลายเป็นโลกเดือดอยู่ในตอนนี้ ดวงอาทิตย์แผดแสงจ้ามาแบบไร้ความปราณีอากาศร้อนอบอ้าวจนเหงื่อไหลไคลย้อยไม่สบายตัว บางคนเกิดผดผื่นคันบนผิวหนังชวนให้หงุดหงิดใจไปอีก เวลาร้อนๆ หลายคนมักจะอาบน้ำประแป้งเย็นๆ ช่วยให้สดชื่นขึ้น แป้งเย็นจึงเป็นสินค้าที่อยู่คู่คนไทยมานาน และไม่ต้องแปลกใจว่าตลาดแป้งโรยตัวที่มีมูลค่าทางการตลาด 3,900 ล้านบาท ตลาดแป้งเย็นจะเป็นเซ็กเมนต์หลักที่มีสัดส่วนในตลาดสูงถึง 42% (ข้อมูลจาก Nielsen Dec’21) ซึ่งนอกจากจะมีสูตรเย็นธรรมดาแล้ว ยังมีสูตรเย็นสุดขั้ว พ่วงเพิ่มความหอมนาน ลดเหงื่อ ลดกลิ่นกาย และลดผดผื่นคัน มาให้เลือกใช้อีกด้วย         ส่วนประกอบหลักของแป้งเย็นคือ ทัลค์(Talc) [ทัลคัม (Talcum) หรือไฮเดรต แมกนีเซียม ซิลิเกท (Hydrated Magnesium Silicate)] แร่หินธรรมชาติที่มีคุณสมบัติดูดความชื้น เมนทอล (Menthol) ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาททำให้เมื่อทาผิวแล้วจะรู้สึกเย็น(แต่อุณหภูมิร่างกายไม่ได้ลดลง) และ/หรือ การบูร(Camphor) ที่ให้กลิ่นหอมเย็นสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสารเหล่านี้มีทั้งประโยชน์และโทษ ต้องระวังว่าหากใช้แป้งเย็นในปริมาณที่มากเกินไปและใช้ไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้ผิวระคายเคือง หรือถ้าสูดดมฝุ่นแป้งที่ฟุ้งเข้าไปบ่อยๆ อาจเกิดปัญหากับระบบทางเดินหายใจได้ ดังนั้นแม้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานแล้วก็ยังต้องใช้ให้ถูกวิธีด้วย         นิตยสารฉลาดซื้อ ได้สุ่มเลือกแป้งเย็น จำนวน 14 ตัวอย่าง 12 ยี่ห้อ เมื่อเดือนมีนาคม 2567 มาสำรวจฉลากว่าแสดงข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วนหรือไม่ พร้อมเปรียบเทียบราคา เพื่อให้ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจเลือกซื้อแป้งเย็นให้ตอบโจทย์ทั้งความต้องการ ความคุ้มค่าและความปลอดภัยได้ต่อไป    ผลสำรวจ- ทุกตัวอย่างมีเลขที่ใบรับจดแจ้งจาก อย.ถูกต้อง และยังมีสถานะคงอยู่ ยกเว้น ยี่ห้อทรอส ฟรีซคูล แอนด์ โพรเทคชัน คูลลิ่ง ทัลคัม ที่หมดอายุไปแล้วเมื่อ 7/06/66 (ตัวอย่างที่นำมาสำรวจครั้งนี้ผลิตเมื่อ 18/05/66)- ทุกตัวอย่าง ยกเว้น ยี่ห้อเต่าเหยียบโลก แป้งระงับกลิ่นกาย คูลเฟรช มีระบุคำเตือนบนฉลากว่า “ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูกและปาก” ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องแสดงไว้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีทัลค์เป็นส่วนประกอบ- ทุกตัวอย่างมีทัลค์ (Talc /Talcum/ Hydrated Magnesium Silicate) อยู่ในส่วนประกอบ - ทุกตัวอย่างมีเมนทอล(Menthol) อยู่ในส่วนประกอบ ยกเว้น ยี่ห้อเอเวอร์เซ็นส์ เอ็กซ์ตรีมลี่ คูล เซนต์ พาวเดอร์- ทุกตัวอย่างมีการบูร(Camphor) อยู่ในส่วนประกอบ ยกเว้น ยี่ห้อเต่าเหยียบโลก แป้งระงับกลิ่นกาย คูลเฟรช- เมื่อเปรียบเทียบราคาต่อปริมาณ 1 กรัม พบว่า ยี่ห้อเต่าเหยียบโลก แป้งระงับกลิ่นกาย คูลเฟรช แพงสุด คือ 1.82 บาท ส่วนยี่ห้อเอเวอร์เซ็นส์ เอ็กซ์ตรีมลี่ คูล เซนต์ พาวเดอร์ และ เอ็กซิท เป็ปเปอร์มินต์ ฟิลล์ สูตรรีเฟรชชิ่ง ถูกสุด คือ 0.14 บาท  ข้อสังเกต- ยี่ห้อเทียร่า ป็อป คันทรี  เป็นตัวอย่างเดียวที่ระบุปริมาณเมนทอล(0.95%) และการบูร(0.74) ในส่วนประกอบ- ยี่ห้อไอโอเดิมร์ กลิ่นคลาสสิคคูลลิ่ง เป็นตัวอย่างเดียวที่มีมีข้อความ “เครื่องสำอางควบคุม” บนฉลาก และระบุเฉพาะวันเดือนปีที่ผลิต- มี 13 ตัวอย่าง ระบุทั้งวันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ โดยส่วนใหญ่จะมีอายุ 3 ปี - มี 8 ตัวอย่าง ระบุว่าผ่านการทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง- ตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นแป้งเย็นสูตรเย็นสุดขั้ว เย็นสูงสุด เย็นเต็มแมกซ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการใส่ส่วนผสมที่ให้ความเย็นเพิ่มมากขึ้นกว่าสูตรเย็นธรรมดา ดังนั้นคนที่ผิวแพ้ง่ายจึงควรเลี่ยงการใช้แป้งเย็นสูตรนี้  - ระดับความเย็นที่ระบุบนฉลากเป็นการเปรียบเทียบเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นยี่ห้อเดียวกัน  ฉลาดซื้อแนะ- อ่านฉลากอย่างละเอียดทุกครั้ง เพื่อดูว่าในส่วนประกอบมีสารที่แพ้หรือเปล่า และควรมีการทดสอบอาการแพ้ก่อนเริ่มใช้ เนื่องจากสารให้ความรู้สึกเย็น หรือสารให้ความหอมต่าง ๆ ในแป้งเย็นไม่เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย- เลือกระดับความเย็นที่ใช่ กลิ่นที่ชอบ และคุณสมบัติอื่นๆ ที่ต้องการ เช่น หากต้องออกกำลังกาย ทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือทำงานนอกบ้านในวันที่ร้อนๆ อาจเลือกสูตรเย็นมาก หอมนาน ลดเหงื่อ ลดกลิ่นกาย ที่ช่วยให้เย็นแล้วยังเพิ่มความมั่นใจได้อีกด้วย- ลองซื้อแป้งเย็นกระป๋องเล็กมาใช้ก่อน เมื่อเลือกได้ยี่ห้อที่ถูกใจแล้วค่อยซื้อกระป๋องใหญ่แบบแพ็คคู่จะคุ้มกว่า   - ควรปฏิบัติตามคำเตือนอื่นๆ ที่ระบุไว้ด้วย เช่น สำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น ห้ามใช้กับผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือมีแผลเปิด หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นต้องหยุดใช้และปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร - ทัลค์เป็นสารอนินทรีย์ ไม่ถูกย่อยสลายตามธรรมชาติ ดังนั้น ถ้าโรยแป้งในปริมาณมาก ผงแป้งจะลอยฟุ้งกระจายในอากาศ หากสูดดมเข้าไปเป็นเวลานาน จะเกิดการสะสมเป็นก้อนในปอด ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ฉะนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการโรยแป้งไปที่ตัวโดยตรง แต่ควรเทใส่มือในปริมาณน้อย ๆ และลูบไล้ที่มือก่อนทาบางๆ บนตัว  หรือหยดน้ำนิดๆ ทำเป็นแป้งน้ำแล้วมาประตามตัวก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่ควรโรยแป้งบริเวณจุดซ่อนเร้น (มีเคสที่พบว่าทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่)- ทั้งเมนทอนและการบูรเป็นสารฤทธิ์เย็นที่ส่งผลต่อระบบประสาท หากเทแป้งเย็นทาแบบฟุ้งๆ จนสูดดมฝุ่นแป้งเข้าไปมากๆ บ่อยๆ อาจทำให้บางคนติดกลิ่นแป้งคล้ายกับติดยาดม หรือระคายเคืองเยื่อบุโพรงจมูกได้- ไม่ควรทาแป้งเย็นที่มีเมนทอนในปริมาณที่เยอะเกินไป เพราะหากผิวหนังสัมผัสกับเมนทอลในปริมาณที่มากๆ ก็อาจจะทำให้ผิวหนังเกิดผื่นแดง เกิดอาการแสบและคันขึ้นมาได้ - หลีกเลี่ยงการทายาแป้งเย็นที่มีการบูรบริเวณรอบดวงตา ปาก และตรงที่มีแผลเปิด เพราะการบูรดูดซึมผ่านผิวหนังได้ง่าย และอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ แหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://th.my-best.com/23699https://oryor.com/https://worldchemical.co.thhttps://www.pobpad.com/https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/judprakai

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 277 ผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวหน้า

        ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอนำเสนอผลการทดสอบเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวหน้าที่มีค่า SPF ไม่ต่ำกว่า 50+ จำนวน 26 ผลิตภัณฑ์ที่ทดสอบไว้โดยองค์กรสมาชิกขององค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (International Consumer Research & Testing) เช่นกัน โดยคะแนนแบ่งออกเป็น 4 ด้านดังนี้         ร้อยละ 65       ประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA/UVB และ UVA ratio (ทดสอบในห้องปฏิบัติการ)         ร้อยละ 20       ความพึงพอใจของผู้ใช้ เช่น เปิดใช้ง่าย ทาง่าย ซึมลงผิวเร็ว ไม่เหนียว ไม่ทิ้งคราบ         ร้อยละ 20       ความพึงพอใจของผู้ใช้ เช่น เปิดใช้ง่าย ทาง่าย ซึมลงผิวเร็ว ไม่เหนียว ไม่ทิ้งคราบ         ร้อยละ 10       ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ส่วนผสมที่ไม่ทำลายธรรมชาติ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดมากเกินไป สามารถนำไปรีไซเคิลได้ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้หมด ไม่มีตกค้าง เป็นต้น)         ร้อยละ 5         ฉลากที่ถูกกฎหมายและเป็นมิตรต่อผู้บริโภค           ร้อยละ 5         ฉลากที่ถูกกฎหมายและเป็นมิตรต่อผู้บริโภค          ในภาพรวมเราพบว่าประมาณสองในสามของผลิตภัณฑ์ที่เราทดสอบมีประสิทธิภาพการกันแดดในระดับดี และที่โดดเด่นในเรื่องนี้มากที่สุดด้วยคะแนน 5 ดาวคือ Reimann P20 Sensitive Face SPF50 แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่ามีถึง 8 ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพการป้องกันแดดในระดับต่ำ และที่น่าเป็นห่วงคือ 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวหน้ามีค่า SPF ต่ำกว่าที่แจ้งบนฉลาก         ด้านคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้ มีสองผลิตภัณฑ์ที่ได้คะแนนระดับ 5 ดาว ได้แก่ Eucerin Sun Hydro Protect fluide ultra-leger SPF50+ และ Biotherm Waterlover face sunscreen SPF50+ อย่างไรก็ตามเราพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้ “ถูกใจ” เพราะกลิ่นหอม ทาง่าย ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้เร็ว อาจมีประสิทธิภาพในการป้องกันแดดต่ำมากจนน่าตกใจ และเช่นเคย เรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตต้องปรับปรุงอีกมาก         หมายเหตุ  ราคาที่นำเสนอเป็นราคาที่พบในร้านค้าออนไลน์ และคำนวณจากหน่วยเงินในประเทศต้นทาง เช่น ยูโร หรือปอนด์  โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า0 Point

ฉบับที่ 276 สำรวจฉลากผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม(ชาย)

        จัดทรงง่าย อยู่ทรงนาน เผยลุคหล่อ เท่ เนี้ยบ หรือทรงอย่างแบดได้ตามใจหนุ่มๆ นี่คงเป็นคุณสมบัติหลักๆ ที่คุณผู้ชายทั้งหลายใช้เลือกซื้อเจล แว๊กซ์ หรือโพเมด มาเซ็ตผมในทุกๆ วัน เพื่อส่งเสริมบุคลิกและสร้างความมั่นใจในสไตล์ของตน แต่รู้หรือไม่ว่า ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่อยู่ในรูปแบบใช้แล้วไม่ล้างออกเหล่านี้ มักนิยมใช้สารเคมีในกลุ่มที่ไม่ย่อยสลาย ซึ่งอาจทิ้งสารตกค้างบนหนังศีรษะ อุดรูเส้นผม จนเกิดอาการแพ้ คัน มีรังแค และเป็นสาเหตุของผมร่วงได้ นอกจากนี้ บางยี่ห้อยังมีสารกันเสียชนิดที่หากใช้ต่อเนื่องนานๆ อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศที่เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์อีกด้วย         นิตยสารฉลาดซื้อได้สุ่มเลือกผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม(ชาย) ในรูปแบบเนื้อเจล แว๊กซ์ และโพแมด จำนวน 10 ตัวอย่าง 7 ยี่ห้อ ทั้งจากร้านค้าปลีกและร้านค้าออนไลน์ เมื่อเดือนมกราคม 2567 เพื่อสำรวจฉลากว่ามีสารเคมีหรือสารกันเสียที่ควรระวังหรือไม่ ได้แก่ ซิลิโคน พาราเบน และพีน็อกซี่เอทานอล รวมถึงเปรียบเทียบราคา เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ คุ้มค่าและปลอดภัยได้ต่อไป ผลการสำรวจ         · พบสารซิลิโคน ใน 5 ตัวอย่าง คิดเป็น 50% ของตัวอย่างทั้งหมด ได้แก่ ยี่ห้อแกสบี้ สไตล์ลิ่ง แวกซ์ พาวเดอร์ แอนด์ สไปคัส, แกสบี้ มูฟริ่ง รับเบอร์ สไปค์กี้ เอดจ์, ออด๊าซ สไตล์ลิ่ง แว๊กซ์ ไชน์ แอนด์ ฮาร์ด,โลแลน เฮด อัพ สตรอง แว๊กซ์ และดีแคช แกลมเมอไรซ์ เคลย์ แว๊กซ์        · พบพาราเบน ใน 3 ตัวอย่าง คิดเป็น 30% ของตัวอย่างทั้งหมด ได้แก่ ยี่ห้อแกสบี้ สไตล์ลิ่ง โพเมด เพอร์เฟค เรส,  แคริ่ง แฮร์ แว็กซ์ เซ็ท สไปค์ และชวาร์สคอฟ ทัฟท์ แม็กซ์ ลุค พาวเวอร์ แวกซ์ โฮลด์ 5+        · พบพีน็อกซี่เอทานอล ใน 7 ตัวอย่าง คิดเป็น 70% ของตัวอย่างทั้งหมด ได้แก่ ยี่ห้อแกสบี้ สไตล์ลิ่ง แวกซ์ พาวเดอร์ แอนด์ สไปคัส, แกสบี้ สไตล์ลิ่ง โพเมด เพอร์เฟค เรส, แกสบี้ มูฟริ่ง รับเบอร์ สไปค์กี้ เอดจ์, ชวาร์สคอฟ ทัฟท์ แม็กซ์ ลุค พาวเวอร์ แวกซ์ โฮลด์ 5+, ออด๊าซ สไตล์ลิ่ง แว๊กซ์ ไชน์ แอนด์ ฮาร์ด, โลแลน เฮด อัพ สตรอง แว๊กซ์ และเดวิด เดส ร็อค แมท แม็ก โฮลด์ โพเมด         · เมื่อคำนวณเปรียบเทียบราคาต่อปริมาณ 1 กรัม พบว่ายี่ห้อเดวิด เดส ร็อค แมท แม็ก โฮลด์ โพเมด แพงที่สุด คือ 7.45 บาท  ส่วนยี่ห้อออด๊าซ สไตล์ลิ่งแว๊กซ์ ไชน์ แอนด์ ฮาร์ด ถูกที่สุด คือ 0.75 บาท ข้อสังเกต        · สารกลุ่มซิลิโคนที่พบในตัวอย่างครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็น Dimethicone รองมาคือ Cyclomethicone         · สารกลุ่มพาราเบนที่พบในตัวอย่างครั้งนี้เป็น Methylparaben, Propylparaben และ Ethylparaben         · ทุกตัวอย่างระบุวันผลิตไว้ในปี 2023  ยี่ห้อดีแคช แกลมเมอไรซ์ เคลย์ แว๊กซ์ ระบุอายุไว้นานสุดคือ 5 ปี ส่วนยี่ห้อโลแลน เฮด อัพ เจล กัม และโลแลน เฮด อัพ สตรอง แว๊กซ์ ระบุอายุไว้น้อยสุดคือ 2 ปี         · ยี่ห้อแกสบี้ มูฟริ่ง รับเบอร์ สไปค์กี้ เอดจ์ และยี่ห้อชวาร์สคอฟ ทัฟท์ แม็กซ์ ลุค พาวเวอร์ แวกซ์ โฮลด์ 5+ ระบุเฉพาะวันผลิตไว้ (อย.ให้เครื่องสำอางที่มีอายุมากกว่า 30 เดือน ไม่จำเป็นต้องระบุวันหมดอายุ)        · ยี่ห้อแคริ่ง แฮร์ แว๊กซ์ เว็ต สไปค์ ไม่ระบุวิธีใช้บนฉลาก ส่วนยี่ห้อแกสบี้ สไตล์ลิ่ง แว๊กซ์ พาวเวอร์ แอนด์ สไปคัส และชวาร์สคอฟ ทัฟท์ แม๊กซ์ ลุค พาวเวอร์ แว๊กซ์ โฮลด์ 5+ ไม่ระบุคำเตือนหรือข้อควรระวังกำกับไว้บนฉลาก        · ระยะเวลาในการจัดผมให้อยู่ทรงที่มีระบุไว้คือ 24, 48 และ 72 ชั่วโมง โดยยี่ห้อดีแคช แกลมเมอไรซ์ เคลย์ แว๊กซ์ มีระยะเวลาอยู่ทรงนานที่สุด         · เมื่อเปรียบเทียบราคาต่อปริมาณ 1 กรัม ราคาแพงสุดมากกว่าราคาถูกสุดเกือบ 10 เท่า          · ส่วนใหญ่บริษัทผู้ผลิตอยู่ในประเทศไทย (6 ตัวอย่าง) นอกนั้นมีผลิตจากอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และจีน ฉลาดซื้อแนะ        · เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากภาษาไทย และมีข้อความตามที่กฎหมายกำหนด คือ ชื่อผลิตภัณฑ์ เลขที่จดแจ้ง ส่วนประกอบ วิธีใช้ ชื่อและสถานที่ตั้งผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ครั้งที่ผลิต เดือนปีที่ผลิต และปริมาณสุทธิ รวมทั้งต้องซื้อจากร้านค้าที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานด้วย         · ควรเช็กเลขที่จดแจ้งบนฉลากว่าได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงสาธารณสุขถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบแอบสวมทะเบียนปลอม         · หากไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหนดี ให้ลองซื้อไซส์เล็กมาทดลองใช้ก่อนก็ได้         · ควรอ่านและทำความเข้าใจวิธีใช้ของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่อาจมีขั้นตอนแตกต่างกัน และปฏิบัติตามคำเตือนที่ระบุไว้ เช่น ไม่ควรเก็บสินค้าในที่มีอุณหภูมิสูง ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก ควรหยุดใช้ทันทีเมื่อมีอาการแพ้ เป็นต้น        · หลังใช้ 1-2 วันควรสระผมทำความสะอาด ไม่ควรปล่อยให้สารเคมีเกาะเคลือบอยู่บนผมนานเกินไป เพื่อไม่ให้สารเหล่านั้นตกค้าง และสะสมมากจนเกิดผลข้างเคียงต่างๆ ตามมาได้        · คำศัพท์น่ารู้ สังเกตคุณสมบัติเบื้องต้นจากชื่อผลิตภัณฑ์ได้ เช่น Spike = เซ็ตให้ผมตั้งหรือล็อกให้แข็งอยู่ทรง  Matt = ใช้แล้วผมไม่ขึ้นเงา เส้นผมดูมีน้ำหนัก เหมาะกับช่วงเร่งรีบ และ Clay Wax = ต้องวอร์มให้เนื้อนิ่มโดยขยี้บนมือก่อน ใช้เซ็ตผมให้อยู่ทรงแลดูเป็นธรรมชาติ ในลุคสบายๆ เป็นต้น                          ข้อมูลอ้างอิงhttps://www.pobpad.comhttps://bestreview.asia/hair-styling-for-men/https://thestandard.co/hairstyling-products-for-men/

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)