ฉบับที่ 261 ฝีในจุดซ่อนเร้น

        ถ้าถามว่าบริเวณใดของร่างกายผู้หญิงที่หลายคนค่อนข้างกังวล คงไม่พ้นจุดซ่อนเร้นเนื่องจากเป็นจุดที่บอบบางและไม่สะดวกในการขอคำปรึกษากับผู้อื่น สวยอย่างฉลาดเราเคยกล่าวถึงปัญหาเรื่องกลิ่นไปครั้งหนึ่ง ก็มีผู้สงสัยต่อไปอีกว่า แล้วหากกรณีติดเชื้อจนเกิดฝีที่บริเวณดังกล่าวต้องทำอย่างไรหรือจะป้องกันอย่างไรดี


          
        ฝีที่อวัยวะเพศ หรือเรียกอีกอย่างว่า ฝีต่อมบาร์โธลิน โดยปกตินั้นส่วนมากมักเกิดจากการที่ต่อมบาร์โธลินของเราอักเสบบริเวณปากช่องคลอด อาจเกิดจากที่ต่อมบาร์โธลินที่ปกติมีหน้าที่คอยผลิตสารหล่อลื่นเกิดการอุดตัน หรือสาเหตุอื่นๆ จนก่อให้เกิดถุงน้ำเล็กๆ ขึ้นมาก  ซึ่งในระยะแรกอาจจะยังไม่มีอาการอะไรที่แน่ชัดให้ได้สังเกตถึงความผิดปกติของตนเอง 
        สังเกตอาการอย่างไร 
        ส่วนมากอาการทั่วไปคือ  บวมในบริเวณที่เป็นก้อนและบริเวณปากช่องคลอดข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง นอกจากนี้ในขณะเคลื่อนไหวตัว เช่น เดิน วิ่ง นั่ง จะรู้สึกไม่สบายตัวได้ หากมีอาการมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น เช่น มีไข้หนาวสั่นร่วมด้วย มีหนองไหลออกมา เจ็บปวดบริเวณก้อนที่ขึ้นมาบริเวณช่องคลอด เจ็บปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หรือเคลื่อนไหวตัวลำบาก อาจเกิดจากการที่บริเวณฝีที่อวัยวะเพศนั้นติดเชื้อ ดังนั้นหากมีอาการนี้ควรเข้าไปพบแพทย์ทันที (อย่าอายจนปล่อยให้ลุกลาม) 
        ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นฝีบริเวณจุดซ่อนเร้น 
        ความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดฝีบริเวณอวัยวะเพศนั้น อาจมีสาเหตุดังนี้
        -        ไม่ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์
        -        มีสิ่งหมักหมมบริเวณปากช่องคลอด เช่น เหงื่อ เมือก หรือปัสสาวะ
        -        มีอาการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ อาจเกิดจากการเสียดสี
        -        ชอบสวมชุดชั้นในที่รัดแน่นเกินหรือชุดชั้นในนั้นๆ มีความอับชื้นจนก่อให้เกิดสิ่งหมักหมมได้
        -        อาจจะเคยผ่าตัดช่องคลอดหรือบริเวณแคมช่องคลอดอีกด้วย 
        การป้องกันเบื้องต้นโดยทั่วไป 
        เนื่องจากการเกิดฝีที่บริเวณอวัยวะเพศนั้นสามารถเกิดจากหลายปัจจัยความเสี่ยง ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าว ควรเริ่มตั้งแต่รักษาความสะอาดหลีกเลี่ยงปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ เช่น
        -        สวมถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่เพื่อป้องกันฝีอย่างเดียวแต่การสวมถุงยางอนามัยสามารถป้องกันโรคที่สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้อีกด้วยซึ่งเป็นข้อดี
        -        ไม่ควรสวมชุดชั้นในที่รัดแน่นจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้ไม่มีการระบาย และไม่ควรใส่ชุดชั้นในที่อับชื้นอีกด้วย เพราะอาจจะก่อให้เกิดสิ่งหมักหมม
        -        ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นสม่ำเสมอแต่ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีน้ำหอมเป็นส่วนผสม หรือพวกสบู่ธรรมดาที่ใช้กับผิวกายเนื่องจากอาจทำให้บริเวณจุดซ่อนเร้นที่มีความชุ่มชื้นโดยธรรมชาติอยู่แล้วเสียสมดุล เพราะโดยส่วนมากสบู่บางชนิดอาจมีสารลดแรงตึงผิวที่มากเกินไป
        -        ไม่สวนล้างช่องคลอดล้างเพียงแค่บริเวณด้านนอกเท่านั้น และหลังเข้าห้องน้ำอย่าลืมใช้ทิชชู่ซับ เพื่อลดความอับชื้น ห้ามเช็ดจากด้านหลังไปสู่ด้านหน้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากช่องทวารหนักอีกด้วย
        -        สุดท้ายอาจพิจารณาเรื่องการเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี 
        ทั้งนี้ หากมีอาการฝีที่อวัยวะเพศแล้วการรักษาเบื้องต้น คือ แช่น้ำอุ่นหรือประคบอุ่น อาจจะทำวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้บริเวณถุงน้ำก้อนๆ บริเวณช่องคลอดนั้นเริ่มแห้งขึ้น และหากมีอาการปวดก็สามารถรับประทานแก้ปวดประเภทพาราเซตามอลได้ แต่หากไม่ดีขึ้นการเข้าไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกทางนั้นดีที่สุด


อ้างอิง
ฝีที่อวัยเพศหญิง สาเหตุ อาการ การรักษา - Hello Khunmor
https://www.petcharavejhospital.com/en/Article/article_detail/Bartholin-Cyst-A-Cyst-Coming-Out%20-Vulva
ถุงน้ำต่อมบาร์โธลิน (Bartholin's Cyst) - อาการ, สาเหตุ, การรักษา - พบแพทย์ (pobpad.com)

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค จุดซ่อนเร้น ฝี

ฉบับที่ 279 ใต้ตาดำคล้ำ จะดูแลยังไงดีนะ

        เป็นปัญหากวนใจหนุ่มสาวหลายท่านแน่นอน สำหรับเรื่องใต้ตาที่ดำคล้ำ แม้ว่าจะไม่ได้มีผลใดๆ ต่อร่างกาย แต่หลายท่านมักเป็นกังวลต่อความไม่สวยงามบนใบหน้าของตัวเองเพราะมันทำให้หมดความมั่นใจ แถมรอยคล้ำรอบดวงตาก็ทำให้หน้าตาดูไม่สดใสอีกด้วย สาเหตุของการเกิดใต้ตาคล้ำนั้น มีได้จากหลากหลายปัจจัย เช่น อาจจะพักผ่อนน้อยหรือเกิดจากอาการเครียด  ปัญหาสุขภาพโรคภูมิแพ้ต่างๆ ฮอร์โมน พันธุกรรม เป็นต้น ดังนั้นหากอยากจะดูแลให้ดีขึ้นกว่าเดิม ควรปรับพฤติกรรมหรือแก้ไขอย่างไร ไปดูกัน สาเหตุและการแก้ไข         คนชอบนอนดึก  ใครรู้ตัวว่าชอบนอนดึกดื่นควรปรับพฤติกรรมตัวเอง ถ้าไม่อยากใต้ตาคล้ำไปมากกว่านี้ พยายามนอนเร็วขึ้น นอนให้ครบ 7 ชั่วโมง สำหรับใครที่นอนไม่หลับ อย่าลืมสังเกตตัวเอง งดชาหรือกาแฟที่เป็นตัวกระตุ้นให้นอนไม่หลับหรือใช้ตัวช่วยอื่นที่ทำให้เราผ่อนคลายได้ เช่น พวกสินค้าเทียนหอม อโรม่าต่างๆ และอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำอีกด้วย          อาการเครียด ก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน เพราะอาการเครียดสามารถส่งผลต่อการนอนหลับได้ เพื่อกำจัดความเครียดพยายามหาวิธีคลายเครียดโดยการหากิจกรรมที่ชอบทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย ดูหนังที่ชอบ ออกไปเที่ยว วาดรูปทำกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปะ ทั้งนี้หากยังรู้สึกว่าอาการพวกนี้ไม่ดีขึ้นเลย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการต่างๆ เหล่านี้ได้         โรคภูมิแพ้ ที่อาจส่งผลต่ออาการใต้ตาคล้ำ ควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการภูมิแพ้อย่างถูกวิธีนะคะ         อายุ หรือ แสงแดด บางรายอาจจะเกิดจากอายุที่มากขึ้น หรือบางรายเป็นเพราะว่าเจอมลภาวะแสงแดด ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดและสวมแว่นตาทุกครั้งที่ออกไปทำกิจกรรมกลางวันในวันที่แดดแรงจัด         งดพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เนื่องจากอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใต้ตาคล้ำได้  และนอกจากนี้อาจจะทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำไม่สดใสอีกด้วย วิธีดูแลใต้ตาดำคล้ำง่ายๆ        1. การปกปิดใต้ตาดำคล้ำ โดยการแต่งหน้าใช้เครื่องสำอางคอนซีลเลอร์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ใต้ตาคล้ำดีขึ้นได้ในเวลาที่รวดเร็วแถมไม่เจ็บตัว แต่ควรเลือกสีที่เหมาะแก่การปกปิดหรือเลือกที่เฉียดสีใกล้เคียงกับผิวหน้าเรา         2. การดูแลโดยใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงใต้ตาที่วางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป วิธีนี้สามารถช่วยได้แน่นอนแต่ต้องใช้ระยะเวลาบำรุงอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญเลือกที่ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบน ก่อนใช้ควรเช็กก่อนว่าแพ้หรือไม่ ที่สำคัญอย่างลืมดูฉลากรายละเอียดต่างๆ ส่วนผสม เลขจดแจ้ง อย. ว่ามีหรือไม่         3. การเข้าคลินิกเพื่อฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อันนี้สามารถช่วยได้อย่างชัดเจน แต่ควรเช็กให้ดีสำหรับความน่าเชื่อถือของสถานที่ใช้บริการคลินิกเสริมความงามและตัวยาที่ใช้ฉีดเข้าสู่ร่างกายของเราทุกครั้ง ซึ่งหากเป็นคลินิกที่น่าเชื่อถือมักจะโชว์กล่องตัวยาให้ดูอย่างชัดเจนไม่ปกปิดข้อมูล และระวังอย่าไปฉีดกับหมอกระเป๋า         อย่างไรก็ตาม มีหลากหลายวิธีที่ช่วยได้สำหรับการดูแลผิวใต้ตาที่ดำคล้ำ แต่หากอยากได้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอก็อยากให้ทุกคนที่มีปัญหาดังกล่าว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเป็นอย่างแรกเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลจาก ขอบตาดำ เกิดจากอะไร แก้ยังไงดี ? - พบแพทย์ (pobpad.com)ปัญหาใต้ตาดำกวนใจ จัดการอย่างไรดี - พบแพทย์ (pobpad.com)

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 278 สิ่งที่ต้องระวัง “ช่วงฤดูฝน”

        เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว คิดว่าหลายๆ คนคงจะได้งัดร่มและเสื้อกันฝนออกมาใช้งานกันแล้วแน่ๆ ฤดูฝนของประเทศไทยเรียกได้ว่าเราทุกคนคงต้องระวังกันเป็นพิเศษ เนื่องจากพายุฝนที่กระหน่ำลงมาจะทำให้มีอากาศที่อับชื้น เฉอะแฉะ หรือมีน้ำท่วมขังจนสร้างความไม่สะดวกสบายให้กับผู้คน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายสิ่งที่เราควรจะต้องระมัดระวังกันในช่วงหน้าฝนด้วย         อย่างแรก ช่วงหน้าฝนสิ่งที่เราควรจะต้องระวังกัน คือ โรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับหน้าฝน ซึ่งจะมีอะไรบ้างไปดูกัน  โรคที่มียุงเป็นพาหนะ           แน่นอนว่าเมื่อมีฝนก็อาจจะมีน้ำขัง ซึ่งเป็นแหล่งก่อให้เกิดลูกน้ำยุงลายพาหะของไข้เลือดออก ดังนั้นหากในบ้านหรือบริเวณรอบบ้านมีน้ำขังก็รีบให้จัดการไม่ให้มีพวกน้ำขังไม่ว่าจะบนพื้นหรือในภาชนะต่างๆ ทันที เพื่อป้องกันการเกิดลูกน้ำยุงลาย และถ้าบ้านใครมีโอ่งหรือถังน้ำก็ควรหาฝามาปิดให้เรียบร้อย อย่าลืมป้องกันตนเองด้วยการพยายามอย่าให้ยุงกัด ใส่เสื้อแขนยาวขายาวหรือใช้ผลิตภัณฑ์กันยุง โรคน้ำกัดเท้า         โรคนี้เกิดจากการอับชื้นบริเวณเท้า โดยสาเหตุหลัก เช่น เท้าของเราต้องแช่น้ำหรือลุยน้ำเป็นเวลานานๆ นั้นเอง และน้ำที่เท้าเราไปสัมผัสอาจจะไม่สะอาด บางทีเป็นน้ำท่วมขังที่มีสิ่งสกปรกปะปนอยู่จนก่อให้เกิดการเชื้อราที่เท้าเราได้นั้นเอง แนะนำวิธีป้องกันเบื้องต้น หลังจากลุยน้ำมาต้องรีบทำความสะอาดด้วยสบู่ทุกซอกนิ้วแล้วเช็ดให้เท้าแห้งทันที และไม่ควรสวมถุงเท้าหรือรองเท้าที่อับชื้นเป็นเวลานานๆ  โรคหวัด         ถือว่าเป็นโรคยอดฮิตเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะหน้าหนาวหรือหน้าฝนกับไข้หวัด ดังนั้นป้องกันโดยการดูแลตนเองโดยการล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกจากบ้านเพื่อป้องกันการติดเชื้อ สระผมหลังเปียกฝนและเช็ดให้แห้งสนิททุกครั้งก่อนเข้านอน โรคฉี่หนู         เป็นโรคที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน เพราะบริเวณน้ำท่วมขังอาจมีปัสสาวะของสัตว์ที่เป็นพาหะปะปนอยู่ ดังนั้นสำหรับคนที่มีบาดแผลบริเวณเท้าหรือขา พยายามอย่าให้โดนน้ำไม่สะอาดโดยเฉพาะพวกน้ำท่วมขังที่มีสิ่งปฏิกูลปะปน หากต้องเดินลุยน้ำจริงๆ ให้สวมใส่รองเท้าบูทเพื่อป้องกัน หลังจากลุยน้ำให้รีบทำความสะอาดทันทีและอย่าสัมผัสสัตว์ที่เป็นพาหนะของโรคได้ สำหรับอาการโรคฉี่หนู เริ่มต้นอาจมีอาการคล้ายเหมือนไข้หวัด ถ้าไม่แน่ใจผู้บริโภคควรไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์และหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อการรักษาอย่างถูกวิธี         ทั้งนี้นอกจากโรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับฤดูฝนแล้ว ยังคงมีสิ่งที่ต้องระวังอีก เช่น สัตว์มีพิษทั้งหลาย งู แมงป่อง ตะขาบ เป็นต้น แนะนำให้ดูแลสำรวจเช็กพื้นที่ภายในบ้านให้ดี ตรงไหนที่น่าจะเป็นพื้นที่ให้สัตว์มีพิษอาศัยได้ให้เอาออกและทำให้เป็นที่โล่งๆ ได้ยิ่งดี พยายามอย่าทำให้รกรุงรังเพราะอาจกลายเป็นที่อยู่อาศัยจากสัตว์มีพิษชั้นดี แล้วกลายเป็นที่อันตรายต่อผู้อยู่อาศัยซะเอง ก่อนสวมรองเท้าก็ควรดูให้ดี เคาะๆ ก่อนใส่ เพื่อเช็กว่าไม่มีสัตว์มีพิษทั้งหลายอยู่ในรองเท้า         ส่วนอีกเรื่องที่ต้องดูให้ดีเพื่อความปลอดภัย คือ เรื่องของไฟฟ้าภายในบ้านที่ต้องระวัง เพราะเป็นเรื่องอันตรายที่ใกล้ตัวมากที่สุด ไม่ควรปิดเปิดและถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะตัวเปียกๆ อย่านำมือไปใกล้หรือสัมผัสเครื่องไฟฟ้าเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องไฟฟ้าที่เปียกน้ำไปแล้ว หากต้องการใช้งานควรรอให้แห้งสนิทเท่านั้น และอย่าลืมติดตั้งสายดินเพื่อความปลอดภัย และปิดถอดปลั๊กทุกครั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน ข้อมูลจาก PEA เตือนภัยจากการใช้ไฟฟ้าช่วงฤดูฝนฉี่หนู หน้าฝนน้ำท่วมต้องระวังให้หนักhttps://www.siphhospital.com/th/news/article/share/leptospirosisโรคติดเชื้อที่มากับฤดูฝนhttps://www.bumrungrad.com/th/health-blog/november-2011/hong-kong-foot-althletes-foot-flood

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 277 ป้องกันผดผื่นหน้าร้อนได้ด้วยตนเอง

        หน้าร้อนประเทศไทย พ.ศ. 2567 อุณหภูมิพุ่งสูงไปถึง 40 กว่าองศา ถือว่าร้อนมากๆ จะออกไปไหนทีแทบละลายเพราะอุณหภูมิ อากาศร้อนแล้วแดดยังแรงไปอีกก็อย่าลืมป้องกันผิวด้วยครีมกันแดดเพื่อให้ผิวมีสุขภาพดี แต่ว่านอกจากผิวไหม้เกรียมจากแดด ปัญหาที่พบบ่อยของหลายคนในช่วงหน้าร้อนนี้อีกอย่างจากสภาพอากาศร้อนก็คงจะเป็นอาการผดผื่นที่ขึ้นมาตามร่างกาย ซึ่งจะป้องกันได้อย่างไรฉลาดซื้อมีคำแนะนำมาฝาก         ผดผื่นหน้าร้อนเกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อ ขึ้นได้ทุกบริเวณร่างกายทั้ง ใบหน้า หลัง แขน ขา ข้อพับต่างๆ ตามจุดที่เกิดเหงื่อได้ง่าย ปกติผดผื่นลักษณะนี้มักจะสามารถหายไปได้เองได้ตามธรรมชาติอาจจะไม่ต้องกังวลมาก แต่ยังไงก็ต้องป้องกันไว้ก่อนดีกว่าซึ่งทำได้ง่ายๆ  ดังนี้         1. ผดผื่นเกิดจากความร้อนเป็นสาเหตุ เราก็พยายามอยู่ในที่อากาศเย็น โล่งโปร่งสบายๆ พื้นที่อากาศถ่ายเทได้ตลอด หลีกเลี่ยงไม่ให้เหงื่อออกเยอะได้ยิ่งดี        2. ใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ไม่เป็นเสื้อที่คับแน่นจนเกินไป ที่สำคัญควรเป็นเสื้อซักสะอาดแล้ว ไม่ใส่เสื้อซ้ำเพราะอาจก่อให้เกิดความหมักหมม เหงื่อไคล สิ่งสกปรกต่างๆ ได้ เรื่องสุขอนามัยสำคัญเสมอ        3. อาบน้ำเย็นและไม่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ก่อให้ระคายเคืองง่าย หรือใช้แล้วผิวแห้งตึง และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม        4. สายออกกำลังกาย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งที่แดดแรงๆ และควรทาครีมกันแดดซ้ำสม่ำเสมอ  หลังออกกำลังกายควรอาบน้ำเพื่อชำระคราบเหงื่อบนร่างกายออก        5. หลีกเลี่ยงแสงแดดแรงๆ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่อุณหภูมิสูง        6. สำหรับใครที่สายบำรุงผิว ต้องทาครีมสม่ำเสมอแนะนำให้ไม่เลือกเนื้อครีมที่หนักจนเกินไป เพราะจะทำให้อุดตันได้ง่าย          ผดผื่นไม่ค่อยอันตรายแต่มักจะสร้างความรำคาญ เช่น อาการคัน และเป็นตุ่มใสๆ ขึ้นมาแนะนำว่าพยายามอย่าแกะหรือเกา เพราะอาจทำให้แผลถลอกแสบจนก่อให้เกิดแผลเป็น         วิธีรักษาผดผื่นได้ด้วยตัวเองเบื้องต้น หากมีอาการคันมากๆ แนะนำให้อาบน้ำเย็นหลังจากนั้น ให้ทายาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการคัน เช่น Calamine Lotion ถ้าไม่ดีขึ้น หรือหลายวันแล้วผื่นผด ยังไม่ยุบและมีตุ่มหนอง ตุ่มแดง หรืออาการอื่นๆ ร่วมด้วย แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี อย่าซื้อยามากินหรือทาเองเด็ดขาด         ในกรณีเข้าร้านยาเพื่อซื้อยาควรปรึกษาเภสัชกรโดยบอกอาการให้ชัดเจน บอกตัวยาที่เราแพ้ให้ละเอียดเพื่อป้องกันอันตรายในการบริโภคยาผิดชนิด อ่านและศึกษาวิธีการใช้ให้ชัดเจน เพราะยาทาบางตัวที่ใช้ทาผิวหนังอาจเป็นยาสเตียรอยด์ใช้บ่อยๆ จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้ ทั้งนี้ นอกจากผดผื่นทางผิวหนังช่วงหน้าร้อนแล้ว ยังคงมีโรคทางผิวหนังช่วงหน้าร้อนอีกหลายประเภท ดังนั้น อยากให้หลายๆ คนดูแลตนเองโดยหมั่นรักษาความสะอาด สุขอนามัยให้ดี ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ  ข้อมูลจาก https://www.vimut.com/article/Prickly-heathttps://www.siphhospital.com/th/news/article/share/379https://www.pobpad.com/ผดร้อนhttps://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/รับมือ-ผดผื่นคัน-วายร้า/

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 276 “รอยสิว” แก้ยังไงดี

        “รอยสิว” ไม่ใช่เรื่องสิวๆ เอาเสียเลย ยิ่งถ้ามันเยอะจนเกินไป ยิ่งเป็นเรื่องกวนใจอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะมันทำให้ผู้ประสบปัญหาขาดความมั่นใจได้ไม่ว่าจะเป็นรอยดำ รอยแดงหรือหลุมสิวที่ทิ้งร่องรอยไว้บนหน้า แต่มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนเป็นสิว อย่างไรก็ตามก็พอมีวิธีการรักษา ดูสิว่าทำอย่างไรได้บ้าง           ก่อนที่จะไปรักษารอยสิว สิ่งที่ไม่ควรทำและหลีกเลี่ยง มีดังนี้         ·  เวลาเป็นสิวไม่ว่าจะสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ ห้ามแกะ/บีบสิว หรือกดสิวเอง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้กดเท่านั้น        ·  ไม่ขัดถู สครับใบหน้าแรงๆ เพื่อไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง         · ไม่ควรนำส่วนผสมต่างๆ ที่เป็นกรดแรงๆ มาแต้มสิวเพราะอาจเกิดอาการไหม้ได้จนทำให้เป็นรอยดำมากกว่าเดิมวิธีการรักษารอยดำ แดง จากสิว                   รอยสิวต่างที่เกิดขึ้นหลังจากที่สิวหายแล้วนั้น หากเป็น “รอยแดง” และ “รอยดำ” บริเวณบนใบหน้าจะรักษาได้ง่าย นั่นคือต้องขยันทาครีมหรือเจลลดรอยสิวอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถใช้พวกผลิตภัณฑ์ช่วยลดรอยดำจากสิวที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไปได้ แต่จะให้ดีเลือกตัวที่มีกลุ่มสารประกอบ เช่น ไนอะซินาไมด์ วิตามินซี  กรดซาลิไซลิก(กลุ่มผลัดเซลล์ผิว) หรืออาร์บูติน โดยเลือกที่มีส่วนผสมที่มาจากสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น ว่านหางจระเข้ มะเขือเทศ หอมแดง เป็นต้น อ่านฉลากให้ละเอียดเพื่อดูส่วนผสมต่างๆ ให้ดีเพื่อป้องกันที่จะแพ้ส่วนผสมบางตัว และอย่าลืมดูวันเดือนปีที่หมดอายุ รายละเอียดวิธีการใช้ ชื่อบริษัทที่ผลิต/จัดจำหน่าย                          ในส่วนของสารกลุ่มผลัดเซลล์ผิวแน่นอนว่าสามารถช่วยลดรอยได้แต่ควรระมัดระวังการใช้ให้ถูกวิธี อ่านฉลากก่อนซื้อทุกครั้งว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับอะไร เนื่องจากผลิตภัณฑ์กลุ่มผลัดเซลล์ผิวบางตัวใช้เป็นกลุ่มรักษาสิว ซึ่งหากนำมาใช้ลดรอยโดยเฉพาะนั้น คงจะไม่เหมาะเพราะใช้ผิดวัตถุประสงค์และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้มากกกว่าเดิม จากหน้าที่ดีขึ้นอาจจะกลายเป็นแย่ลงได้นั่นเอง                 นอกจากนี้ อย่าลืมทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกตัว และที่สำคัญควรทามอยเจอร์ไรเซอร์รวมถึงครีมกันแดดในช่วงระหว่างรักษารอยดำ แดง เพื่อป้องกันแสงแดดทำร้ายผิวให้หมองคล้ำกว่าเดิม ควรเป็นกันแดดที่มีประสิทธิภาพดี เช่น มี SPF 50+ ขึ้นไป         หากผู้บริโภคมีรอยสิวเยอะมากและรู้สึกว่าใช้ผลิตภัณฑ์ลดรอยแล้วแต่ก็ไม่ช่วยอะไร อีกวิธีที่ช่วยลดรอยให้เร็วขึ้น คือ การทำเลเซอร์ลดรอย ซึ่งส่วนมากจะนิยมใช้เป็นตัวเลเซอร์ IPL (ปัจจุบันอาจมีเลเซอร์ตัวอื่นที่สามารถช่วยได้เช่นเดียวกัน) การเข้าใช้บริการรักษาด้วยเลเซอร์จากคลินิกเสริมความงาม ควรตรวจสอบให้ดีเกี่ยวกับรายละเอียดใบอนุญาตคลินิก สอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายหรือวิธีการรักษาให้ชัดเจน และรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น         กรณี รอยหลุมสิว หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว เป็นรอยที่รักษายากพอสมควร ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีครีมตัวไหนรักษาให้กลับมาเนียนเหมือนเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ วิธีเดียวคือการเลเซอร์เท่านั้น ดังนั้นหากใครที่ดูรีวิวจากบรรดาอินฟลูเอนเซอร์แล้วมีการเคลมว่ามี ครีมสามารถรักษาหลุมสิวให้หายได้อย่างรวดเร็ว 3-7 วัน อย่าหลงเชื่อนะคะ  ข้อมูลจาก วิธีรักษาและลบรอยสิว - พบแพทย์ (pobpad.com)https://ch9airport.com/th รอยดำหลังการเกิดสิว รักษาอย่างไรดีhttps://www.si.mahidol.ac.th/metc/met/th/images/exhibition/METex2022/Acne/scar.html

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)