ฉบับที่ 261 คดีแพ้ คนไม่แพ้ ตีแผ่ฟิตเนสเอาเปรียบผู้บริโภค

        นี่ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนเจ้าปัญหา แต่เป็นเรื่องว่าด้วยสิทธิของผู้บริโภคในการรับบริการ ถ้าเราชำระเงินค่าบริการครบถ้วนแล้ว เราได้รับบริการที่ครบถ้วนตามนั้นหรือไม่ เมื่อผมเห็นว่าไม่ได้ ผมสมัครได้ก็เลิกได้สิครับ 
        ด้วยความคิดนี้ คุณจตุพล ปัทม์วิชัยพร จึงตัดสินใจยื่นฟ้องศาลผู้บริโภคว่าเขาถูกละเมิดสิทธิจากฟิตเนสแห่งหนึ่งซึ่งเขาเป็นสมาชิกรายปีอยู่ ในกรณีที่ฟิตเนสปฏิเสธการขอยกเลิกสมาชิกของเขา 
        ถึงแม้ในวันนี้เขาจะแพ้คดี แต่เขายังคงเชื่อมั่นในพลังของผู้บริโภค และยินดีมาคุยกับฉลาดซื้อเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนอื่นๆ ได้รู้เท่าทันการถูกเอาเปรียบจากธุรกิจฟิตเนส


 
สมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสนานแค่ไหน แล้วทำไมถึงจะขอยกเลิก 
        ตั้งแต่ปลายปี 2561 ผมสมัครสมาชิกประเภทรายปี คือชำระเงินในวันแรกที่สมัครเต็มจำนวน แล้วก็มาเล่นให้ครบหนึ่งปี พอเข้าปีที่สองตอนจะต่ออายุทางฟิตเนสแจ้งว่าเขาเปลี่ยนเจ้าของ เปลี่ยนชื่อใหม่ สัญญาที่เซ็นครั้งที่สองก็เลยเป็นชื่อของที่ใหม่ เริ่มประมาณสัญญาใหม่เดือนมกราคม ปี 2563 พอดีมีการระบาดของโควิดเข้ามาช่วงกุมภาพันธ์ ต่อมารัฐบาลก็สั่งล็อคดาวน์ ฟิตเนสก็ต้องปิด พอเริ่มผ่อนคลายให้เปิดได้บางช่วง ผมก็ไปใช้บริการอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะปิดอีกในช่วงตุลาคมแล้วยาวเลย เพราะโควิดระบาดหนักมาก 
        ฟิตเนสกลับมาเปิดได้ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2564 ผมก็มาออกกำลังกาย แต่ว่าบริการต่างๆ ตามที่ตกลงกันไว้ถูกตัดออกไปหมด ทั้งห้องซาวน่า (ห้องอบไอน้ำ) คลาสโยคะ คลาสออกกำลังกายก็ไม่เปิด เปิดเฉพาะส่วนยกน้ำหนัก ลู่วิ่ง ผมก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าอย่างนี้ไม่ได้นะ เพราะเราตกลงกันแล้วว่าจะต้องให้บริการอะไรบ้าง เขาก็บอกว่าช่วงนี้ยังไม่พร้อม ผมก็บอกว่าถ้าคุณจะทำอย่างนี้ คุณต้องมีมาตรการชดเชยให้ลูกค้านะ ก็คือว่าคุณมาเปิดแล้ว แต่คุณให้บริการไม่ครบ คุณต้องมีอย่างอื่นมาตอบแทน ผมก็ต่อว่าไป เจ้าหน้าที่เขาก็เถียงว่าไม่ใช่เจ้าของ ตัดสินใจอะไรไม่ได้ ผมก็ขอคุยกับเจ้าของ เขาก็เลี่ยงไม่ให้เจ้าของมาเจอผม พอผมเข้าไปที่ฟิตเนส เขาก็ทำเฉยกัน อันนี้คือสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกไม่พอใจ 
        แล้วผมก็ยังกังวลว่าจะติดเชื้อโควิดจากลูกค้าท่านอื่นที่มาใช้บริการด้วย เพราะไม่มีใครสวมหน้ากากอนามัยเลย แล้วบางทีเขาก็ให้เข้ามาโดยไม่ได้วัดอุณหภูมิ ไม่ได้ตรวจอะไร ไม่ได้มีการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง อีกอย่างหนึ่งคือพอผมมาออกกำลังกายแล้วผมใส่หน้ากากอนามัย ผมก็หายใจไม่สะดวกด้วย ทีนี้ผมก็บอกเขาไปว่าจะขอยุติไว้เท่านี้ ส่วนที่เล่นไปแล้วก็ให้จ่ายเงินตามปกติ เพราะผมให้เงินไปแล้ว แต่ส่วนที่ผมไม่มาเล่นจะขอคืนตามสัดส่วนไป ก็พูดกันตรงๆ อย่างนี้เลย
 
แล้วทางฟิสเนสตอบกลับมาว่ายังไงบ้าง 
        เจ้าหน้าที่เขาก็พูดว่าจะขอแจ้งเจ้าของก่อน เขาตัดสินใจเองไม่ได้ เขาจะซื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ จนดูว่าเริ่มไม่จริงใจกับสิ่งที่ผมเรียกร้องไปแล้ว ผมก็บอกไปว่าขอหยุดวันนี้เลยแล้วกัน คุณมีเอกสารใบลาออกหรือใบอะไรไหม ผมจะเขียนเลยว่าขอคืนเงิน ขอยุติ เขาก็บอกว่าไม่มี ผมก็เลยบอกว่าผมพูดปากเปล่าวันนี้เลยนะว่าผมหยุดตั้งแต่วันนี้ แล้วผมจะทำหนังสือมาให้คุณเซ็น ผมก็กลับไปทำหนังสือมาให้เซ็น เขาก็ยังไม่ยอมเซ็นชื่อในเอกสารที่เราเตรียมไปให้ แค่ลงชื่อว่ารับเรื่องไว้เท่านั้น พออีกประมาณสองอาทิตย์ ผมก็เข้าไปตามเรื่อง เขาก็มีหนังสือปฏิเสธว่าไม่ให้ยกเลิกมา อ้างว่าผมกลัวโควิดไปเองอย่างนั้นอย่างนี้ รัฐบาลเขาให้เปิดแล้วคุณก็ต้องมาเล่น แต่ว่าเขาไม่ได้ดูไงว่าคนที่เขามาเล่นจริงๆ เขาได้รับผลกระทบอย่างไร 
        ผมก็เลยบอกว่าสัญญาที่เราเซ็นกันไว้คือตกลงกันในสถานการณ์ปกติ แต่วันนี้มีโควิดแล้วไปต่อไม่ได้ในการที่จะออกกำลังกายในสถานการณ์อย่างนี้ ทิ้งไปเลยก็เสียเงินฟรี คุณได้ผลประโยชน์ ผมเสียประโยชน์ ก็ต้องยุติกันไว้ เขาก็ไม่ยอม ผมก็เลยต้องไปฟ้องศาลผู้บริโภค
 



แล้วทำไมเลือกไปฟ้องศาลผู้บริโภค 
        ผมได้รับคำแนะนำจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่าลองมาใช้บริการช่องทางนี้ว่าเป็นอย่างไร แล้วผมก็ลองค้นหาจากอินเทอร์เน็ตดู เขาก็จะพูดกันโดยทั่วๆ ไปว่าศาลผู้บริโภคเขาค่อนข้างอยู่ข้างผู้บริโภค มีอะไรเรามาทางนี้ดีกว่า ถ้ามีความจริงใจ มีปัญหา ตรงไปตรงมา ก็มาเคลียร์มาพิสูจน์กันที่นี่ ก็เลยไปยื่นเรื่องที่นี่ ซึ่งพอผมเข้ากระบวนการต่างๆ แล้ว ผลออกมาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้บริโภคคาดหวัง ในด้านของคำตัดสินต่างๆ แล้วก็การยกเลิก ก็สรุปว่ายกเลิก (สัญญา) ไม่ได้
 
ที่ศาลผู้บริโภค ไปดำเนินการคนเดียวเลย
        ผมก็ไม่เคยขึ้นศาล ผมติดต่อสอบถามข้อมูลทางโทรศัพท์ ส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ทางไลน์ เขาให้ผมส่งเอกสารข้อมูลเพื่อทำสำนวนคำฟ้อง ต่อไปก็เริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ย ผมก็ไม่รู้ว่าบทบาทของศาลในกระบวนการไกล่เกลี่ยเป็นอย่างไร แต่เมื่อไกล่เกลี่ยแล้วทางฝ่ายฟิตเนสเข้าไม่ยอมคืนเงิน ผมเห็นว่าทางผู้ประกอบการเขาจ้างทนายมา แล้วเขาคงมองว่าไม่แพ้หรอกคดีอย่างนี้ เพราะถูกรัฐบาลสั่งปิดไม่ได้อยากหยุดเอง ตัวผมเองก็ไม่ได้โทษรัฐบาลที่สั่งปิด ที่ผมยกเลิกเพราะว่าคุณเปิดแล้วบริการไม่เหมือนเดิม ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวก และประโยชน์จากการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ อันนี้คือประเด็น ผมก็ไม่รู้ว่าไปตีความกันอย่างไร ไปโทษเป็นทำนองว่าผู้บริโภคเจ้าปัญหา หาเรื่อง เรื่องแค่นี้มาขึ้นศาลทำไม
 
ตอนที่ไปขึ้นศาล ต้องมีทนายฝั่งเราไหม หรืออย่างไร 
        เขาบอกว่าศาลนี้เหมือนเป็นศาลพิเศษ คือเป็นศาลผู้บริโภค เป็นคดีผู้บริโภค เขาบอกว่าผู้บริโภค คุณไม่ต้องไปจ้างทนาย คุณมาที่นี่แล้วเดี๋ยวเขาจะมีคนร่างคำฟ้องให้คุณ ตอนแรกผมก็ว่าดีนะ คือได้ช่วยผู้บริโภคจริงๆ แต่พอไปเข้าจริงๆ กลับไม่ใช่ไง กลายเป็นผมไม่รู้เรื่องไปเลยและไม่มีคนแนะนำด้วย พอผมจะถามเพื่อขอคำแนะนำ เขาโยนไปทนายอาสา ไปถามทนายอาสา คุยกันเอาเอง ที่นี่คือทำสำนวนให้แล้วก็จบแค่นี้ แล้วไม่เกี่ยวอะไรแล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องของคุณแล้ว ไม่ได้แจ้งอะไรผมเลย เขาไม่ได้ยุ่งอะไรกับผมด้วย เขาให้เราไปขึ้นศาล ผมก็ไปแบบไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่มีทนาย ก็ไปพูดเอง สืบเอง เตรียมเองหมด แต่ผมก็มองว่าไม่น่าจะยาก เพราะว่าผมก็เชื่อว่าผมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คือไปประเด็นแค่นี้ ไม่ได้ไปหาเรื่องอะไรใคร ผมก็เขียนไปชัดเจนแล้ว หลักฐานเราก็มีหมด ปัญหาที่ผมไปร้องคือ คุณเปิดแล้ว ผมไปใช้บริการแล้ว แต่ไม่ได้เป็นบริการตามที่ตกลงกัน อันนี้คือประเด็น ผมไปศาลเพราะเรื่องนี้
 
นอกจากศาลผู้บริโภคแล้วได้ไปที่อื่นอีกไหม หรือจบแค่นี้ 
        ผมมาตรงนี้ ผมไม่ได้ต้องการมาเอาแพ้ชนะ ผมต้องการสิทธิผู้บริโภค ให้เห็นว่าเขาเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างไร ผู้บริโภคเสียหายอย่างไร คือมาร้องกับหน่วยงานของรัฐเพื่อให้เห็นว่ามีเรื่องอย่างนี้นะ ในประสบการณ์ตรงนี้ผมจึงคิดว่าผมมาทางช่องทางของผู้บริโภคดีกว่า 
        ศาลตัดสินอย่างไรไม่เป็นไร ผมจบตรงนั้นไป ผมมาให้ความรู้ผู้บริโภคดีกว่า ให้ระวังป้องกัน แล้วเดี๋ยวจะเกิดมาตรฐานเอง เพราะผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ถ้าเขารู้ว่าผู้บริโภครู้ทันแล้ว เขาจะมาหลอกก็หลอกไม่ได้ เมื่อหลอกไม่ได้ เขาก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของเขา ไม่เปลี่ยนคุณก็ต้องเจ๊ง ต้องปิดกิจการไปเพราะว่าเขาอยู่ไม่ได้ นี่คือให้ผู้บริโภคเป็นผู้บังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องไปวิ่งเรื่องกฎหมายเรื่องอะไร ไม่มีประโยชน์
 
แนะนำให้ผู้บริโภคท่านอื่นๆ ป้องกันการเกิดเหตุการณ์แบบนี้อย่างไร 
        หนึ่ง-ถ้าไม่จำเป็น อย่าทำสัญญาลักษณะที่จ่ายเงินก่อนแล้วมาผ่อนรับบริการทีหลัง และอย่าไปจ่ายผ่านบัตรเครดิต คุณรูดเต็มจำนวนไป เขารับเงินไปแล้ว แต่ว่าคุณไปเป็นหนี้บัตรเครดิตอีกต่อ คือเขาจะพยายามดำเนินธุรกิจที่ได้เปรียบเรา ในด้านของการรับเงินก่อนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ต้องระวังไว้ก่อนว่า ตรงนี้คุณจะเดินเข้าไปสู่ทางที่เสียเปรียบ 
        สอง-เรื่องสัญญา ก่อนจะลงชื่อต้องดูให้เรียบร้อย ถ้าเห็นจุดไหนที่เสียเปรียบ ไม่ต้องเซ็น แต่หากอยากสมัครจริงๆ ก็ต้องมีสัญญาพ่วง (สัญญาพ่วง หมายถึง สัญญาที่ผู้บริโภคร่างเตรียมไปเองเพื่อให้สถานประกอบการลงนาม) ระบุให้ละเอียดเลยว่ามีเครื่องออกกำลังกายตัวไหน วันที่ออกกำลังกายกัน คลาสออกกำลังกาย ห้องออกกำลังกายอะไรพวกนี้ มีบริการอะไรบ้าง เขียนให้ครบถ้วนเลย แล้วถ้าเกิดว่าคุณไม่ปฏิบัติตามจะถือว่าคุณผิดสัญญากับเรา เรามีสิทธิบอกเลิกได้ อันนี้เป็นสัญญาของเรา ให้เขาเซ็นไว้เลย อย่าไปเซ็นฝ่ายเดียวเพราะถ้าเซ็นของเขา เขาจะเขียนเฉพาะประโยชน์ของเขา เช่น ไม่คืนเงินให้ ยกเลิกสัญญาไม่ได้ บริการต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ถ้ามีปัญหาอะไรในการใช้บริการทางสถานบริการจะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ คือเขาจะเขียนอะไรที่เป็นประโยชน์ของเขาอย่างเดียว ผู้บริโภคไม่ได้อะไร 
        คือถ้าคุณเซ็นให้เขา เขาต้องเซ็นให้คุณด้วย แล้วคุณต้องรู้ว่าผู้บริหารของเขาชื่ออะไร เวลาที่คุณเอาสัญญาของคุณไปให้เขาเซ็น เขาจะต้องเซ็นโดย หนึ่ง-ลงนามพร้อมประทับตรา สอง-แนบสำเนาหนังสือรับรองบริษัทอายุไม่เกิน 6 เดือนมาด้วย ให้เราไว้ชุดหนึ่งเพื่อไม่ให้เป็นการได้เปรียบเสียเปรียบกัน อันนี้จะเป็นทางที่ช่วยได้ เพื่อให้เวลามีปัญหาในอนาคตจะได้มีทางออกว่า คุณก็ตกลงกับฉันไว้แบบนี้เหมือนกัน ไม่ใช่ลักษณะที่เป็นสัญญาทางเดียว 
        สาม-แนะนำให้สมัครเป็นรายเดือน คือผู้ประกอบการเขาอยากได้รายปี อยากได้หลายๆ ปีเพราะเขาอยากได้เงินก้อนเยอะๆ แต่อย่างที่ผมบอกคือผู้บริโภคเสียเปรียบตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นอย่างมากที่สุดคือชำระเป็นรายเดือน เดือนนี้ขอเล่นก่อน สมมติเล่น 1 มกราคม ถึง 30 มกราคม วันที่ 30 ค่อยจ่ายเงิน พยายามให้เป็นแบบนี้ให้ได้ ถ้าจะขอยกเลิกต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน อย่าเป็นลักษณะทุ่มเงินก้อนระยะยาว เพราะพวกนี้ถ้าหนีไปแล้วคุณตามไม่ได้เลย มีโดนมากันเยอะแล้ว ฝากตรงนี้ให้ระมัดระวัง 
        สุดท้าย พอหลังจากผมไปฟ้องศาลผู้บริโภคได้ไม่นาน เจ้าของฟิตเนสเขาก็ขายกิจการทิ้งเลย คือ นิสัยของผู้ประกอบการอย่างนี้ลูกค้าก็ขยาดหมด เขาก็เข็ด คุณบริการไม่เต็มที่ เขาจะเลิกก็เลิกไม่ได้ แต่เงินของลูกค้าคุณก็เก็บไปเต็มจำนวนทั้งหมดแล้ว อย่างนี้ก็ทำให้ลูกค้าเขาก็หนีกันหมด ซึ่งตรงนี้ก็ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้นในธุรกิจนี้ในวงการนี้ ปากต่อปากลูกค้าก็หายหมด 
        ผมว่าพลังผู้บริโภคอย่างของมูลนิธิฯ หรือว่าสภาฯ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลกเลยนะ สำคัญกว่าทุกองค์กรของภาครัฐด้วยซ้ำ เพราะว่าผู้บริโภคคือสิ่งสำคัญและเป็นหลักของการทำธุรกิจ เพราะธุรกิจเขาอยู่ได้เขาต้องมีลูกค้า มีผู้บริโภค แล้วการปฏิบัติของผู้บริโภคจะสร้างมาตรฐานให้กับผู้ประกอบธุรกิจเอง

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค ฟิตเนส สมาชิกฟิตเนส

ฉบับที่ 279 ยกระดับคุณภาพสื่อ ภารกิจที่ต้องร่วมด้วยช่วยกัน

        ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ในฐานะผู้บริโภค เราเห็นได้ชัดเจนว่าทางเลือกในการรับชมสื่อโทรทัศน์ ความบันเทิงของเรามีมากอย่างที่ไม่เคยมากเท่านี้มาก่อน จนเรียกได้ว่า คือ “ยุคสมัยที่คอนเท้นท์ล้นตลาด”        ในด้านของหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่กำกับดูแล ก็ต้องนับว่ามีภาระหน้าที่ที่มากขึ้น แต่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กลับถูกจับจ้องจากสังคมว่าไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ-กำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศเท่าที่ควร การเป็นหน่วยงานที่อยู่ตรงกลางทั้งเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และต้องไม่จำกัดสิทธิ เสรีภาพของผู้ประกอบกิจการ ทำให้สุดท้ายหลายฝ่ายมองว่าการทำงานของ กสทช.ไม่ได้ขยับการทำงานไปทิศทางไหน...จนถึงล่าช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว         ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ จากในฐานะอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่สั่งสมประสบการณ์จากงานวิชาการ งานวิจัยด้านสื่อมากว่า 30 ปี เธอก้าวเข้าสู่การเป็นผู้คุมกฎ ในฐานะ  1 ใน 7 กรรมการ กสทช. เพราะตระหนักว่า ความรู้ของเธอเป็นประโยชน์ต่อ กสทช. ท่ามกลางยุคสมัยการเปลี่ยนผ่านของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย          อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยค่ะว่า จุดเริ่มต้นได้เข้ามาทำงานในวงการสื่อได้อย่างไร         ครูเรียนจบมาทางด้านอักษรศาสตร์ เรียนจบแล้วก็ไปเป็นนักข่าวอยู่ที่หนังสือพิมพ์ The Nation หลังจากทำงานได้ราว 2 ปี ก็ไปเรียนต่อทางด้านนิเทศศาสตร์ทั้งปริญญาโทและเอกที่ต่างประเทศ และกลับมาเป็นอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ที่จุฬา ช่วงที่เป็นอาจารย์ครูก็ทำงานวิจัยเยอะมาก ทำวิจัยเรื่องสื่อภาคประชาชน การมีส่วนร่วม เราศึกษาฉลาดซื้อเป็น กรณีศึกษาของนิตยสาร รายการมองต่างมุม เป็นสื่อโทรทัศน์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลสื่อ เป็นเรื่องของสื่อเพื่อประชาธิปไตย สื่อเด็กและเยาวชน เรื่องการปฏิรูปสื่อ การปฏิรูปสื่อก็ครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งเรื่องสื่อสาธารณะ สื่อภาคประชาชน         ความเกี่ยวข้องที่ครูได้เข้ามาคือเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่สังคมพูดถึงการปฏิรูปสื่อแล้ว ครูทำงานในฐานะนักวิชาการ สอนนักศึกษาและทำวิจัย แต่ก็เฝ้ามอง ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ตอนนั้นสังคมเรามองว่า หน้าที่ของสื่อที่ปรากฏอยู่ไม่ได้ทำงานตอบโจทย์สังคมได้ จะต้องมีการปฏิรูปและมาชัดเจนตั้งแต่ปี 2540 ที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การปฏิรูปสื่อดำเนินมาพร้อมการตื่นตัวของภาคประชาชน การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ การให้มีองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ตอนนี้ประชาชนย่อมรู้จักแล้ว เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ปปง. ป.ป.ช. การปฏิรูปสื่อก็เป็นที่มาของ กสทช.         การที่ กสทช. เกิดขึ้นเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 40 พูดถึงเรื่องการปฏิรูปสื่อในมิติของคลื่นความถี่ว่าคลื่นความถี่เป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ ให้เป็นไปเพื่อการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะในด้านต่างๆ  เลยเป็นที่มาของ กสทช.          จากความสนใจได้นำมาสู่การมีบทบาทหน้าที่เป็นกรรมการ ของ กสทช. ได้อย่างไร         อย่างที่บอกว่าความสนใจของครูที่มีมาตลอด คือเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองของสื่อ และทำวิจัยมาตลอด เรื่องความสัมพันธ์ในแง่ของการจัดสรรทรัพยากร  ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เกี่ยวกับการสื่อสาร ระบบการสื่อสารในสังคม ครูทำวิจัยมาเยอะมากและครูชอบทำวิจัย และชอบทำประเด็นทางการสื่อสารที่อาจถูกมองว่าเป็นประเด็นปัญหาในสังคม  เช่น ช่วงหนึ่งที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการแบ่งขั้วความคิดในสังคมไทย  มีการแสดงความเกลียดชัง มีการสื่อสารคำพูดเกลียดชัง Hate Speech เรื่องเสื้อเหลือง เสื้อแดง ครูก็ทำวิจัยมาแล้ว พอมีพื้นที่ออนไลน์ คนสามารถทำได้ ครูก็เคยทำเรื่องการสื่อสารคำพูดเกลียดชังในพื้นที่ออนไลน์มาแล้วด้วย           ส่วนแง่มุมการกำกับดูแล พอเรามีความสนใจ ในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง เราต้องดูเชิงโครงสร้างด้วยเพราะทุกอย่างเป็นโครงสร้างทางอำนาจ  ประสบการณ์ทั้งการศึกษา การทำงานวิจัยในเรื่องต่างๆ ที่ครูบอกรวมถึงการปฏิรูปสื่อนอกจากนี้ยังเขียนวิจารณ์สื่อลงกรุงเทพธุรกิจและ Bangkok Post รวมถึงการทำงานที่จุฬา เราก็ได้ทำหลายอย่างจนถึงทำหน้าที่รองอธิการบดี และก่อนหน้านี้ครูได้เข้ามาทำงานเป็นอนุกรรมการใน กสทช.อยู่แล้วเป็นการเข้ามาสนับสนุนด้านงานวิชาการ ทั้งหมดนี้ก็เป็นพื้นฐานจนครูคิดว่าเราเข้ามาทำงานในจุดนี้ไหม  ความรู้ของเราน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศนี้ โดยเฉพาะหน่วยงานนี้ จนมาสมัครเป็นกรรมการ กสทช.               มองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ทั้งทางโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และส่งผลต่อสังคมในมิติต่างๆ อย่างไร ในมุมมองของอาจารย์ค่ะ         ต้องย้อนหลังให้เห็นพัฒนาการก่อนคือแต่ก่อนการแพร่ภาพและกระจายเสียงอยู่ในการดูแลของภาครัฐทั้งหมด คลื่นวิทยุส่วนใหญ่เป็นของกองทัพไม่ต้องพูดถึง ส่วนโทรทัศน์เรามีช่อง 5 และ ช่อง 7 เป็นของกองทัพบก อสมท ช่อง 11 ของสำนักนายก  กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นของรัฐทั้งหมด เมื่อมีการปฏิรูปสื่อ คือการปฏิรูปการเข้าถึงเพื่อการใช้ประโยชน์ ฟอร์มในการเข้าถึงมันเปลี่ยน แต่ความเป็นเจ้าของมันเป็นของประชาชนนี่ล่ะ         แต่การมี กสทช.ยังมาพร้อมการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนสถานีที่เพิ่ม แต่เป็นเรื่องที่ใครจะเข้าถึงด้วย มีคนเข้าถึงได้มากขึ้นจากที่เรามีช่องแค่ 4 ช่อง ตอนนี้เรามี 15 ช่อง ในปี 2557 หลังจากประมูลปรากฎว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นเพราะมันเกิดแพลตฟอร์มใหม่คือออนไลน์ ที่เข้ามาทำหน้าที่เหมือนทีวีเลยคือเราพอเริ่มเห็น  Youtube / Facebook ว่ามีมานานแล้ว  แต่ตอนหลังก็สามารถ Live ได้ แล้วยังมี Streaming จากต่างประเทศ  Netflix เข้ามาประเทศไทยในปี 2561หลังจากที่มีการประมูลทีวีดิจิทัล มันเป็นการดิสรับชั่นอย่างรุนแรง เพราะผู้ให้บริการภาพและเสียงไม่ได้มีแค่ผู้ประกอบการโทรทัศน์ในประเทศเหมือนแต่ก่อนแล้วจึงมีการแข่งขันที่สูงมากอย่างที่เราได้เห็นในตอนนี้         ครูวิเคราะห์ให้เห็น 3 ระดับถึงความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา คือหนึ่ง เครื่องมือเปลี่ยน เมื่อ 10 ปีก่อนก็คือโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อกับภาคพื้นดินเรามีเสาหนวดกุ้ง ก้างปลา แต่ตอนนี้เครื่องมือการรับของเราหลากหลายมาก มือถือ แท็บเล็ต แท็ปเล็ต สิ่งนี้ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแน่นอน เราเลือกได้ว่าจะรับแบบไหน จะดูอะไรตอนไหน ดูตลอด 24 ชั่วโมงก็ได้  สิ่งนี้ทำให้เซอร์วิสเปลี่ยนแต่ก่อนต้องเปิดต้องปิดสถานีแต่ตอนนี้สถานีเปิด 24 ชั่วโมงแล้ว ไม่มีปิดแล้วแต่ก่อนต้องดูตามผังรายการมันมีเวลาออกอากาศที่แน่นอน ตอนนี้ไม่ได้ดูรายการตามผังแล้ว  ค้างไว้แค่นี้ เดี๋ยวกลับมาดูใหม่ก็ได้         สอง เครื่องมือก็นำเราไปสู่แพลตฟอร์ม เช่น AIS Play, True ID, Prime, YouTube, Netflix  มีผู้เล่นทั้งเก่าและใหม่ ผู้เล่นเก่าอย่างช่อง 3 เขาก็อยู่ทั้งในแพลตฟอร์มรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่การรับชมมันหลากหลายได้มาก โมเดลทางธุรกิจตรงนี้แตกกระจายมาก  อย่างผู้เล่นต่างประเทศ เช่น Netflix กฎหมายเรายังไม่ได้เขียนไปถึงสุดท้ายคือโครงข่าย Network น่าจะเป็นพื้นฐานที่สุด แต่มีอำนาจสูงสุดหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่รองรับอุตสาหกรรมและการบริโภคทั้งหมด เมื่อก่อนที่เรามีแต่ช่องภาคพื้นดินเรามี ช่อง 3 5 7 9 ตอนนี้กลายเป็นว่าเรารับเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ถ้าอินเตอร์เน็ตล่มก็ดูทีวีไม่ได้ ซึ่งถ้าเมื่อก่อน มันจะไม่เกี่ยวกัน         ความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นเรายิ่งเห็นได้ชัดเจน ข้อมูลจาก Media Intelligence Group ในปี 57 เงินที่ได้จากการโฆษณาทางโทรทัศน์ เป็นจำนวนเงิน 73 ,595 ล้านบาท ทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้  ในปีนี้ผ่านมา 10 ปีมีจำนวนช่องมากขึ้นเป็น 15 ช่อง ในปี 2567 ลดเหลือ  34,656 ล้านบาท  ลดไป 53 % ในภาพที่ตรงกันข้าม รายได้จากการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตคือ ในปี 57 มูลค่าประเมินอยู่ที่ 6,115 ล้านบาท  10 ปีผ่านไป เพิ่มเป็น 31,899  ล้าน โตขึ้น 521%   รายได้จากการโฆษณามันสวนทางกัน รายได้อยู่ที่ออนไลน์ เพราะคนไปอยู่ดูอยู่ที่นั่น คนไม่ค่อยดูทีวีแต่มาดูทางออนไลน์         สื่อในปัจจุบัน มีหลากหลายช่องทางมาก เช่น สื่อในออนไลน์ สื่อโทรทัศน์มาตรการในการกำกับดูแล และคุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบันมีความแตกต่างกันไหม         มีความซับซ้อนขึ้นด้วยอย่างทรู หรือ เอไอเอส  เขาเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายแล้วเขายังเป็นผู้ประกอบการ OTT ด้วยเขามีหลายหมวกใบการกำกับดูแลก็แตกต่างกันออกไป         เรื่อง OTT กสทช. มีอำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแล OTT ที่เผยแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่ OTT ทุกประเภท ในต่างประเทศ ที่เทียบเคียงกับ กสทช. เช่น หน่วยงาน Ofcom ของอังกฤษ หรือ KCC ของเกาหลี เขาก็ดูแลเนื้อหา OTT ที่แพร่ภาพและกระจายเสียง เข้าเน้นว่าจะกำกับดูแลอย่างไร อาจจะต้องมีนวัตกรรม และรีแลกซ์มากขึ้น แต่ต้องสามารถแสดงความรับผิด รับชอบของแพลตฟอร์มได้จริง หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ผิดสัญญาใครจะต้องดูแล การกำกับดูแลไม่ใช่แค่เรื่องการเซนเซอร์  ยังมีเรื่องการนำข้อมูลส่วนตัวเอาไปใช้ การที่ผู้บริโภคได้บริการที่มีคุณภาพ ทุกวันนี้ถ้าถามว่า หากตอนนี้เรามีปัญหากับ Netflix ใครจะดูแลสิทธิผู้บริโภคของคนไทย ที่เกาหลี Netflix เขาทำละครประวัติศาสตร์ มีส่วนที่คนเกาหลีมองว่าบิดเบือน แล้วเผยแพร่ในเกาหลีด้วย เขาบอกเลยว่า เป็นการละเมิดอธิปไตยทางวัฒนธรรม หรือหากเขาบอกว่าเราไม่สามารถใช้อำนาจปกครองกับเขาได้เพราะเขาอาจจะบอกว่าเขาไม่ได้ใช้ทรัพยากรอะไรของเรา ที่ใช้คลื่นความถี่หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ต้องมีส่วนรับผิดรับชอบ เพราะการแพร่ภาพและกระจายเสียงมันอยู่ในประเทศไทย มีการละเมิดลิขสิทธิ์ไหม ก็เป็นเรื่องที่ต้องดูแล แม้จะมีความหลากหลายมากแต่จะต้องกระจายการกำกับดูแลให้ไปสู่ระบบที่เราเรียกว่า เป็นระบบ  Accountability  คือแต่ละแพลตฟอร์มจะต้องมีความรับผิด รับชอบของตัวเอง จะต้องมีมาตรฐานของตัวเอง เรื่องนี้ๆ แต่ถ้าท้ายที่สุดถ้าไม่มีมาตรฐาน หรือถ้าเกิดมีปัญหาจริงๆ  กสทช. ก็ต้องเข้าไปดูได้ เป็นต้น         การทำงานของ กสทช.ที่ผ่านมามีความล่าช้าในหลายเรื่องที่สำคัญ คิดว่ามาจากปัญหาและอุปสรรคอะไรค่ะ         ใช่ เราก็ยอมรับ แต่ในส่วนของเราก็ทำงานของเราเสร็จแล้วนะ แต่อาจจะเป็นวาระที่กำลังผลักดันในองค์กรอยู่ด้วย มันจะมีความซับซ้อนหน่อย  เพราะว่าทุกอย่างมันขึ้นกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  ตอนนี้เราได้ร่างหลักเกณฑ์ว่าด้วยการแพร่เสียงและภาพผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อันนี้เป็นร่าง เราทำเสร็จแล้ว ประกาศนี้เชื่อมโยงกับกฎหมายอีกฉบับคือพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการ แพลตฟอร์มดิจิทัลฯ ปี 2566 ซึ่งบอกไว้ว่าเราจะต้องมีหลักประกันในแง่ของการกำกับดูแล 3 เรื่องหลัก คือเรื่องของความโปร่งใส  ความเป็นธรรม และมาตรฐานในการประกอบธุรกิจ  ในการคุ้มครองประชาชน อันนี้เป็นร่างหลักเกณฑ์ที่ทำขึ้นเสร็จแล้ว โดยคณะอนุกรรมการที่ดูแลอยู่ คืออนุกรรมการแพลตฟอร์มดิจิทัล ขั้นตอนต่อไปเราก็ทำ Public Hearing ต่อไป          ในต่างประเทศ หน่วยงานในลักษณะที่เป็นแบบ กสทช. เขามีบทบาทในการกำกับดูแลสื่อกันอย่างไร         หน่วยงานชื่อ Ofcom ของอังกฤษเขาก็ทำงานได้ดี ส่วนของการกำกับดูแล OTT เขามีการเน้นเรื่องการปกป้อง คุ้มครองผู้บริโภค Consumer protection รวมถึงเด็กและเยาวชนด้วย สำนึกทางสังคมของคนทำสื่อในบ้านเราไม่รุนแรงเหมือนที่เราเจอในต่างประเทศ  เราเคยไปเกาหลีแล้วถามว่า ระบบดูแลกันเองของเขาทำได้อย่างไร  KCC หรือ กสทช.ที่เกาหลี เขาบอกว่า มาตรฐานของผู้ประกอบการนะ สูงกว่า กสทช.ของเกาหลีอีก กสทช.เขาไม่ต้องทำอะไรมากเลย เพราะผู้ประกอบการดูมาดีแล้ว ส่วนใหญ่หน่วยงานเลยไปดูเรื่องโฆษณาออนไลน์ โฆษณาผิดกฎหมาย กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาต้องไปดีลคือพวกสแกม อะไรแบบนี้เป็นหลัก อะไรที่อยู่ในช่องหลัก ผู้ผลิตสื่อรู้หน้าที่ของตัวเอง เขารู้ว่าเขาต้องดูแลเด็กๆ ด้วย มีกลุ่มผู้ดูที่หลากหลาย         หน่วยงาน KCC  ของเกาหลี นอกจากผู้ประกอบการเขาจะเข้มงวดเองแล้ว ผู้บริโภคเขายังเข้มแข็งถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เขารีแอคแล้ว เขามีวัฒนธรรมที่รุนแรงว่าเขาจะต่อต้านไปดูอย่างอื่นเลย                ในบ้านเรา ปัจจุบันมีเรื่องอะไรที่ผู้บริโภคหรือประชาชนทั่วไปควรได้รับการคุ้มครองมากขึ้นค่ะ                 หนึ่ง สื่อรูปแบบใหม่ เขาตามเก็บข้อมูลได้ละเอียดมาก คลิปนึงดูซ้ำกี่รอบ เขารู้หมด รู้ว่าจะต้องลงโฆษณาตอนไหน TikTok รู้เลย คนที่สมาธิสั้น หากดูเกิน 30 วินาทีแสดงว่าน่าสนใจมาก คลิปนี้ดูค้างไว้ กลับเข้ามาดูต่อได้เลย ทุกอย่างมีโปรโฟล์ในการจัดเก็บ การเก็บข้อมูลของผู้บริโภคมันทำได้ละเอียดมาก เขารู้รสนิยม พฤติกรรมผู้บริโภค แล้วนำมาทำนายได้ว่า คุณน่าจะชอบอะไร แบบไหน         สอง การนำเสนอข่าวต่างๆ ของบ้านเรา ครูมองเห็นว่ามีพัฒนาการที่แย่ลง มีมาตั้งแต่ก่อนที่ครูจะเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. ตั้งแต่มีข่าวลุงพล  น้องชมพู่  การรายงานข่าวใช้ทั้งน้ำเสียง การซ้ำภาพ ใช้ซีจี  เขาอาจจะบอกว่าเขาทำความจริงให้ปรากฎ แต่ก็เป็นดาบ 2 คม นักข่าวจะมองว่า ทำความจริงให้ปรากฏแต่อีกด้าน คุณละเมิดความเป็นส่วนตัวในหลายๆ เรื่องหรือเปล่า การทำงานเพื่อคุ้มครองประชาชนของเรา เริ่มจากเราก็พิจารณาให้โอกาสช่องได้เข้ามาชี้แจงและขอความร่วมมือ  ตักเตือน ต้องถูกตักเตือนมาหลายมาตรการแล้ว ก่อนจะถูกระงับการให้ออกอากาศแต่อันนี้ประชาชนอาจจะไม่ทราบ        ครูพูดถึงอันตรายของการการรายงานข่าวแบบขยี้ข่าว เพราะจะทำให้รสนิยมการบริโภคข่าวของประเทศเราจะผิดเพี้ยนมากเกินไป การนำเสนอข่าวทารุณสัตว์ เอาแมวมาฟาดฉายภาพซ้ำๆ เพื่ออะไร เป็นเรื่องของ จริยธรรม ศีลธรรมอันดีด้วย หน้าจอโทรทัศน์ คุณจะเห็นความตกต่ำในรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าไปดูในออนไลน์ก็จะเห็นว่า ข่าวมันไม่มีความหลากหลายเลย เขียนอะไรก็ยังผิดมาก การตรวจสอบมันน้อยลง สิ่งสำคัญคือ โฆษกกรมสุขภาพจิต บอกเลยว่า ถ้าการรับสื่อรุนแรงกลายเป็นความรู้สึกที่ชินชาและรับได้มากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ดีกับสังคม         พื้นที่ข่าวเป็นพื้นที่เชื่อมโยงของสังคม ที่จะรับรู้ข้อมูล ความเดือดร้อน สถานการณ์สำคัญต่างๆ แต่ถ้ามีแต่ข่าวแบบนี้ก็กลายเป็นว่าคนจะเมิน จะเปลี่ยนไปดูแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น  Prime / Netflix หรืออะไรก็ตาม ซึ่งจริงๆ ข่าวเป็นสิ่งที่ผูกโยงสังคมเข้าด้วยกัน เขาจะได้รู้ว่าตรงนั้น ตรงนี้มันเกิดอะไรขึ้น เราจะมีพื้นที่ตรงกลางให้เราจะช่วยเหลือกันยังไง ถ้ามีแต่ข่าวแบบนี้แล้วสังคมจะเข้มแข็งได้อย่างไร คนที่มีทางเลือก สามารถจ่ายได้ เขาจะไปเลือกดู Prime / Netflix แต่คนที่ไม่สามารถจ่ายได้ เขาก็ต้องดูอะไรที่อาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์กับตัวเขาด้วย มันก็เป็นความเหลื่อมล้ำ  เราเลยต้องลดตรงนี้ลง  นี่คือความมุ่งหวังที่เราอยากให้เกิดขึ้น เราไม่ได้อยากจะไปเซนเซอร์ใคร แต่ถึงจุดหนึ่งเราต้องขีดบรรทัดฐานที่ดีให้กับสังคมได้ ยิ่งเรามีผู้เล่นจากต่างประเทศ เขาไม่ได้มาสนใจว่าเราจะต้องมีพื้นที่ในการยึดโยงกันในสังคมได้อย่างไร          อาจารย์มองว่า การกำกับดูแลสื่อในอนาคตที่อาจจะไม่ไกลนักด้วย สังคมจะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องอะไรไว้บ้าง ถามทั้งในส่วนของหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องช่วยกันกำกับดูแล และฝากถึงภาคประชาชนที่จะสามารถช่วยกันเฝ้าระวังได้ค่ะ          เรื่องนี้ใหญ่กว่าหน้าที่ของ กสทช.ถ้าไปดูมาตรา  37 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ            ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ซึ่งเราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เช่น การละเมิดเด็ก ก็ต้องพิสูจน์นะว่าละเมิดยังไง  แล้วหรือนำไปสู่  พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กยังไง การจะตัดสินในแต่ละเรื่อง มันไม่ใช่ง่าย         ที่ผ่านมา เรื่องของมาตรฐานในการนำเสนอข่าว ตรงนี้เราก็เดินสายไปคุยกับหลายฝ่าย เพื่อให้สังคมเห็นปัญหานี้และลดการขยี้ข่าว เราเข้าหา สสส. เพราะเรามองว่า สื่อและเนื้อหาที่ดี เป็นสุขภาวะของสังคม เราเข้าไปคุยกับ กรมสุขภาพจิต เราก็เห็นตรงกันว่าตรงนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตเราจะทำวิจัยเล็กๆ ร่วมกัน เราเข้าไปคุยกับ พม. ในแง่ของสิทธิมนุษยชน สิทธิของเด็กและสตรี ที่มีความหลากหลายทางเพศ อะไรต่างๆ เราจะเจอว่ากลุ่มคนเหล่านี้มักถูกนำเสนอแบบขยี้ข่าวบ่อยมาก เราเดินสายคุยกับหน่วยงานต่างๆ คุยกับ สถาบันวิชาการต่างๆ เพราเขาผลิตเนื้อหาวิชาการเราอยากให้เข้าเน้นเรื่องนี้บ้าง การทำวิจัยในหัวข้อเหล่านี้มากขึ้น หรือมาร่วมกันทำวิจัยเพื่อให้เห็นผลกระทบมากขึ้น         มองว่าอันนี้คือประเด็นทางสังคมเลย ที่กสทช.ไม่อาจจะทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง  เราต้องอาศัยสังคม ภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมเข้ามาช่วย มาช่วยกันปลูกจิตสำนึกแม้แต่การโฆษณาก็ต้องคิดว่า ลงโฆษณาแบบนี้ แล้วจะมีผลอะไรตามมา องค์กรวิชาชีพก็ต้องคิดนะว่า คุณจะไปกำกับดูแลกันเองให้เกิดมาตรฐานจริยธรรมที่ดีขึ้นได้อย่างไร ผู้ประกอบการก็ต้องคิด องค์กรที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องเข้มแข็งมากขึ้น  ไม่ใช่เพียงมองมาที่ กสทช. แล้วให้ไปดูแล เพราะต้องบอกว่าหากเนื้อหาไม่ได้รุนแรงจริงๆ  อย่างมากเราได้แต่ขอความร่วมมือ ถ้ามันไม่รุนแรงจริงๆ เราไปทำอะไรเขาไม่ได้เลย เราทำได้คือประกาศออกแนวปฏิบัติ เราก็มีข้อจำกัดเยอะ         ส่วนภาคประชาสังคมจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร  เราอาจจะมองภาคประชาชนเป็นภาพรวมไม่ได้ แต่ตอนนี้ NGO ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสื่อก็ไม่ค่อยมีเลย เรามีองค์กรของผู้บริโภค ที่เข้ามาช่วยดูแลด้วย แต่การที่เราไปร้องเรียนเรื่องสิทธิเด็ก สตรีกับ พม. กับหลายหน่วยงานเรามองว่าเป็นสิทธิพลเมือง ไม่ใช่แค่สิทธิของผู้บริโภค.

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 278 ทันตกรรมต้องเท่าเทียม เมื่อสิทธิผู้บริโภคก็คือสิทธิมนุษยชน

        ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนานในสังคมไทย           ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดตัวอย่างหนึ่งคือ สิทธิทางทันตกรรม ซึ่งสำนักงานประกันสังคมกำหนดเพดานให้ทั้งการขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน และผ่าฟันคุด จำกัดในวงเงินเพียง 900 บาท ต่อคนต่อปี ตัวเลขดังกล่าวย่อมไม่อาจทำให้ประชาชนไทยมีคุณภาพทันตกรรมที่ดีได้ เมื่อเปรียบเทียบกับกองุทนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ 'บัตรทอง' และระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ที่ต่างกำหนดให้เบิกได้ตามความจำเป็นจริง         ล่าสุด ความเดือดร้อนนี้ประชาชนได้นำเข้าร้องเรียนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแล้ว สุภัทรา  นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องไว้ตั้งแต่วันแรกและยังคงส่งเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันยกระดับสิทธิของผู้ประกันตนในประกันสังคม เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติ สร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย  คุุณสุภัทราช่วยแนะนำตัวให้ หลายๆ คนได้รู้จักหน่อยค่ะ         ปัจจุบันทำงานเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็เป็นกรรมการสิทธิในสายเรียกว่า เป็นผู้มีประสบการณ์ ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ไม่น้อยกว่า 10 ปี พื้นฐานพี่เป็นนักกฎหมาย  เป็นทนายความ เริ่มต้นทำงานเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้เป็นมูลนิธิ แล้วก็ได้ไปทำงานที่กลุ่มเพื่อนหญิง ในปี 2536 มาทำงานทางด้านเอช ไอวี  จนตั้งองค์กร ชื่อว่า ศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ซึ่งทำงานกับคนหลายกลุ่มทั้งผู้ใช้ยาเสพติด แรงงานข้ามชาติ แล้วทำเรื่องนี้มาจนกระทั่งมาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเลย         การได้เข้ามาร่วมในงานคุ้มครองผู้บริโภคก็เป็นพันธมิตรอยู่แล้ว ทำด้วยกันมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่ผลักดันให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิทธิผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญ พี่ได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็มาช่วยเครือข่ายผู้บริโภคขับเคลื่อนเรื่องกฎหมาย จนสุดท้ายออกมาเป็น พ.ร.บ. จัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค เราก็ทำงานกับผู้บริโภคมาโดยตลอด พี่มองว่าสิทธิผู้บริโภคก็คือสิทธิมนุษยชน  มีประชาชนเข้าไปใช้สิทธิร้องเรียนที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไม่น้อยและหลากหลายเรื่อง         ใช่ ต้องเริ่มจากการเข้าใจ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก่อน เรามีอำนาจตาม พระราชบัญัติประกอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้อำนาจในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนมาทั้งจากคนมาร้องเรียนหรือกรรมการสิทธิฯ จะยกขึ้นมาเองก็ได้เช่น เรื่องทหารตายในค่าย หากเราสงสัยว่าเป็นการซ้อมทรมานหรือเปล่า เราอาจจะเขียนเป็นข่าวเสนอให้ยกขึ้นมาตรวจสอบก็ได้ ถ้าพบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็จะต้องมีรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนออกมา และมีข้อเสนอแนะไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรี หรือรัฐสภา หรือใครก็ตามเพื่อให้ป้องกัน แก้ไข  เยียวยา ไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก         การทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำมากกว่ากฎหมายภายในประเทศ ในมาตรา 4  เขียนว่ากฎหมายสิทธิมนุษยชนมากกว่ากฎหมายภายในประเทศ เป็นพันธะกรณีกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยให้การรับรองทั้งหมด จึงไม่ได้หมายความว่า ไม่มีกฎหมายภายในประเทศแล้วเราจะไม่คุ้มครอง เราก็อาจจะยื่นข้อเสนอให้มีการตรากฎหมายให้มันสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนก็ได้  บทบาทที่หนึ่งจึงเป็นการคุ้มครองสิทธิ  ตรวจสอบการละเมิดสิทธิ สอง คือการส่งเสริมสังคมเคารพสิทธิมนุษยชน  เรามีหน้าที่ส่งเสริมหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน สร้างการเรียนรู้  เรื่องสิทธิมนุษย์ชนเพื่อให้คนเคารพกัน ไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อกัน และสาม คือเรามีหน้าที่ศึกษาและจัดทำข้อเสนอ ไม่ว่าจะเรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับ ใด ๆ ที่มีคนร้องว่า กฎระเบียบนี้ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน เช่นที่เขาจะเลือกตั้งกรรมการประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมออกประกาศว่า  ผู้เลือกตั้งประกันสังคมต้องมีสัญชาติไทย เรากรรมการสิทธิจึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ชี้แจงสอบถาม สุดท้ายก็เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะผู้ที่ส่งเงินสบทบที่ไม่ใช่สัญชาติไทยมีอยู่กว่า 1,400,000 คน เป็นการกีดกัน         กรรมการสิทธิฯ ชุดปัจจุบัน มี 7 ท่านแต่ละท่านก็จะแบ่งงานกันงานกันไปในประเด็นต่าง ๆ พี่ดูเรื่องสิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน สิทธิของกลุ่มเปราะบาง ความหลากหลายทางเพศ เราแบ่งงานกันดูแลแต่เมื่อจะออกรายงานหรือมีข้อเสนอออกไป เราก็ได้คุยกันทุกคน จนมีมติร่วมกันเรื่องล่าสุดที่เพิ่งออกรายงานไป คือเรื่องประกันโควิด   มีผู้เสียหายหลายหมื่นคน และความเสียหายประมาณ 68,000 ล้าน  ต้องใช้เวลาประมาณ 40 ปี ถึงจะใช้หมด แล้วเราก็เชิญหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยกันหาทางออก   เมื่อปี 2566 มีประชาชนได้เข้าไปร้องเรียนเรื่องสิทธิทันตกรรม ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร         ใช่ค่ะ  มีคนมาร้องว่าเขาเป็นผู้ประกันตน มีสิทธิประกันสังคม แล้วไปใช้สิทธิในการทำฟัน แล้วปรากฎว่า เขาก็ได้แค่ 900 บาท ซึ่งเมื่อเทียบแล้วน้อยกว่าสิทธิบัตรทอง เมื่อเทียบแล้วเขาจ่ายเงินสมทบด้วย แต่ทำไมเขาได้สิทธิน้อยกว่า บัตรทอง แล้ว 900 ครอบคลุมแค่ 4 อย่าง ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน และถอน/ผ่าฟันคุด นอกนั้นไม่ครอบคลุม เขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม เขาเลยอยากให้เราตรวจสอบ เราจึงเชิญ กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม สำนึกทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ทันตแพทยสภา เชิญชุมชนผู้ประกันตน  องค์กรผู้บริโภค เชิญทุกฝ่ายมาชี้แจงให้ข้อมูล         มุมมองของสำนักงานประกันสังคมเขามองว่าปฏิบัติต่อผู้ประกันตนเสมอเหมือนกัน ไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือกีดกัน ความหมายของเขาคือในกลุ่มผู้ประกันตน เขาปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันคือได้แค่ 900/คน / ปี ผู้ประกันตนทุกคนก็ได้เหมือนกัน แต่การออกประกาศกำหนดให้ผู้ประกันตน  มีสิทธิเบิกค่าบริการทันตกรรมขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน และผ่าฟันคุด จำกัดในวงเงินเพียง 900 บาทต่อคนต่อปี ขัดกับพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนที่จะต้องได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน และเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน         ผู้ที่มาร้องเรียนเขายังมองอีกว่า ในสิทธิประกันสังคมยังเป็นกลุ่มที่เขาจ่ายเงินตนเองเข้าไปสมทบ แต่สิทธิยังได้น้อยกว่า คนประกันสังคมเป็นคนกลุ่มเดียวที่ยังต้องจ่ายค่าสุขภาพของตัวเอง ขณะที่สิทธิของประชาชนในบัตรทองสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนมันจึงเป็นความเหลื่อมล้ำ สิทธิของประกันสังคมไม่ควรจะต่ำกว่าสิทธิบัตรทอง เพราะว่าประกันสังคมยังมีการจ่ายเงินเพิ่มเข้าไปอีก         หลังจากฟังได้ข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติรับรองว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องใดจะกระทำมิได้และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ  โดยรัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงและบัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งสอดคล้องกับกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) เราจึงถือได้ว่า สำนักงานประกันสังคมกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ประกันตน ปัจจุบันเรื่องนี้ ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนไหน         เราจัดวงที่รับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายไปเมื่อช่วงต้นปีนี้ หลังจากนั้นเรามีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไปยังคณะกรรมการประกันสังคม (ผู้ถูกร้อง) และคณะกรรมการการแพทย์  ให้ปรับปรุงแก้ไขประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน โดยยกเลิกการกำหนดเพดานค่าบริการทันตกรรมขั้นพื้นฐานในวงเงินไม่เกิน 900 บาท ต่อคนต่อปี และกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านบริการทันตกรรมให้ไม่ต่ำกว่าสิทธิบัตรทอง         นอกจากนี้ มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ให้คณะกรรมการประกันสังคมและคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกันดำเนินการให้ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ ตามมาตรา 5 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว มีข้อเสนอที่เราออกไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 และเราได้ส่งรายงานและข้อเสนอแนะไปให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานประกันสังคมและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)         หลังจากนี้คณะกรรมการสิทธิเรามีคณะกรรมการติดตามข้อเสนอแนะว่า หลังจากมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว เขาได้ดำเนินการต่อไปอย่างไร ได้ดำเนินการหรือไม่ ติดขัดหรือมีอุปสรรคอะไรที่เราจะเข้าไปช่วยได้ เราก็อยากให้ข้อเสนอเราเป็นจริงในทางปฏิบัติ ไม่ได้แค่เสนอไป ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงของการติดตามการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ  ความเหลื่อมล้ำในการได้รับสิทธิเข้ารับบริการสาธารณสุขของทั้ง 3 กองทุนมีมานานแล้ว เป็นไปได้ไหมที่จะมีความเปลี่ยนแปลงให้เท่าเทียมกัน หรือพูดง่ายๆ ว่ารวมกันหมด         พี่เชื่อว่าทำได้ ถ้าพูดในหลักการ เชิงการบริหารจัดการแต่การทำได้ต้องมีความกล้าหาญทางการเมือง เพราะจุดเริ่มต้น มาจากสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการเริ่มมีก่อน แล้วมีประกันสังคม แล้วมีบัตรทอง จริงๆ แต่ถึงสิทธิบัตรทองจะเกิดขึ้นภายหลัง แต่ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติย่อมต้องการให้ประชาชนไทยทุกคนได้สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกันอยู่แล้ว การที่แยกบริหารมันก็เป็นความสิ้นเปลือง   แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ยุบสำนักงานประกันสังคมแต่ประกันสังคมก็ไม่ได้มีความชำนาญ ไม่ได้มีหมอเป็นของตนเอง อย่างน้อยที่สุด ไม่รวม 3 กองทุน ก็รวม 2 คือรวมประกันสังคมกับบัตรทอง  แล้วรัฐบาลก็จ่ายค่าหัวให้เหมือนกับบัตรทองส่วนสำนักงานประกันสังคมก็ดูแลอีก 6 สิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนเหมือนเดิม แต่สิทธิทางด้านการรักษาพยาบาลด้านสาธารณสุขนำมารวมกัน แล้วอาจทำให้เงินที่เราจะได้จากสำนักงานประกันสังคม เพื่อเอามาใช้ตอนแก่ มีมากขึ้นก็ได้ สิทธิการรักษาของข้าราชการหลายคนก็อาจจะมองว่าดี แต่ทุกสิทธิมีช่องโหว่นะ สิทธิการรักษาของข้าราชการ เมื่อใช้สิทธิฉุกเฉินก็ทำให้ต้องจ่ายเงินเองเยอะได้ ส่วนสวัสดิการบัตรทองมีกองทุนช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อเข้ารับการรักษาแล้วได้รับความเสียหายที่ไม่ใช่จากพยาธิสภาพของโรค เช่นไปผ่าตัดแต่มีอะไรหลงลืมไว้ในท้อง ส่วนของข้าราชการไม่มีกองทุนช่วยเหลือเบื้องต้นแบบนี้มีอะไรต้องไปฟ้องศาลกันอย่างเดียวเลย   ปัจจุบันคุณสุภัทรามองว่ามีสถานการณ์อะไรที่ผู้บริโภคควรจะต้องตื่นตัวหรือตื่นรู้ให้เท่าทันบ้าง         คือในปัจจุบันพี่คิดว่า โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ ปัญหามันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตอนนี้โจทย์เรื่องการทำให้ผู้บริโภคเข้มแข็งเป็นโจทย์ใหญ่  ซึ่งเหตุผลของการมีสมาชิกของสภาองค์กรของผู้บริโภคเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าเป็นเหตุผลสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้บริโภค มันเป็นเรื่องที่ถูกพิสูจน์มาทั้งโลก จากการที่เราไปประชุมระดับโลกมาแล้ว เขาพบว่า ต่อให้มีกฎหมายดีเข้มแข็งแค่ไหนแต่ถ้าผู้บริโภคไม่เข้มแข็งก็ไม่ค่อยจะมีผลอะไรมากนัก  ฉะนั้นการทำให้ผู้บริโภคเข้มแข็งจึงมีความสำคัญมากๆ          แล้วความเข้มแข็งคืออะไร ก็คือการที่ผู้บริโภครู้สิทธิ รู้ช่องทาง ร้องเรียนและมีการรวมกลุ่ม เพราะการไปสู้กับผู้ประกอบการ ประชาชนตัวเล็กๆ ควรต้องรวมตัวกัน เมื่อรวมกลุ่มแล้วจะได้ช่วยกันส่งเสริมต่อรอง เรียกร้องสิทธิ เผยแพร่เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ขณะเดียวกันเราก็ต้องดูด้วยว่ากฎหมายของเรามีช่องว่างอะไรที่อาจทำให้ไม่เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ ก็ต้องทำให้เป็นมาตรฐานสากล   การใช้สิทธิร้องเรียนของผู้บริโภค คุณสุภัทราเชื่อว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร         แน่นอน คือเราไม่มีทางรู้เลยนะว่าปัญหาของผู้บริโภคคืออะไร ถ้าผู้บริโภคไม่มาร้องเรียนซึ่งปัจจุบันเราก็มีตัวเลขชัดเจนเลยนะว่า สถิติการร้องเรียนของผู้บริโภคยังมีแค่ 2 % เท่านั้นที่มาร้องเรียน กลุ่มสองเปอร์เซ็นต์นี้เขาเป็นหน่วยกล้าตายมากเลยเพราะถ้าไม่เหลือทนจริงๆ เขาก็ไม่มาร้องเรียนหรือว่าดำเนินการถูกไหม ดังนั้นการร้องเรียนสำคัญมาก ไม่อยากให้เก็บไว้ บางเรื่องมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เมื่อนับจำนวนคนที่ต้องมาเจอปัญหาหรือมาถูกหลอกก็เป็นมูลค่ามหาศาล อยากจะให้ผู้บริโภคทุกคนตระหนักถึงสิทธิของเรา เรามีสิทธิที่จะได้ข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน เพียงพอในการตัดสินใจในการซื้อหรือไม่ซื้อบริการ และเมื่อเราซื้อสินค้าและบริการไปแล้วมันไม่ตรงปก เราก็ไม่ควรจะเก็บเรื่องเอาไว้ว่า ช่างมันเถอะ แค่ 50 บาท 80 บาท 100 บาท แต่รวมแล้วกี่คนที่ต้องมาถูกหลอก การที่บอกว่าร้องเรียนหนึ่งครั้ง ดีกว่าบ่นพันครั้ง  มันก็ยังจริง  บ่นแล้วมันไม่เกิดประโยชน์อะไร การร้องเรียนคือ การเดินออกมาบอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นและจะไม่ปล่อยให้ปัญหามันอยู่ต่อ จะต้องมีการแก้ไข  เพื่อไม่ให้ปัญหามันเเกิดขึ้นต่อไป         มีเรื่องหนึ่งที่่อยากจะแชร์มาก นานแล้วมีกรณีที่โรงพยาบาลจะเก็บเงินค่าบำรุง  20 บาท มีใบเสร็จให้ด้วยแล้วมีประชาชนเอาเรื่องนี้ไปฟ้องศาลปกครองว่า การเก็บเงินค่าบำรุงแบบนี้ใช้อำนาจตามกฎหมายอะไร แล้วเงินบำรุงมันควรจ่ายตามความสมัครใจไหม ไม่ใช่การเก็บอัตโนมัติ  เขาก็ไปฟ้องศาลปกครอง ศาลก็พิจารณาอยู่เป็นปี คนอื่นอาจมองว่ามันแค่ 20 บาท แต่สุดท้ายศาลมีคำวินิจฉัยว่าไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายใด ที่ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเก็บเงินบำรุงได้ แล้วเงินบำรุงไปดูระเบียบโรงพยาบาลมันเหมือนเงินบริจาคมันต้องสมัครใจไม่ใช่การเก็บแบบแบบอัตโนมัติแบบนี้  พอศาลมีคำพิพากษาแบบนี้โรงพยาบาลต่างๆ  ก็ยกเลิกการเก็บเงินบำรุงทั้งหมด คนที่ไปอาจเริ่มจากตนเอง แต่คุณอาจไม่รู้ว่ามันจะนำไปสู่อะไรบ้าง นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้น เรื่องเล็กๆ ก็เป็นฐานของเรื่องใหญ่ๆ ถ้ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มันก็ส่งผลให้คนอีกหลายคน อาจทั้งสังคมได้รับประโยชน์ด้วย  

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 277 อยู่ยากไหมในวันที่ “เอไอ” ล้อมเมือง

        วันที่ 15 มีนาคมของทุกปีเป็นวันผู้บริโภคสากล และในปี 2024 นี้สหพันธ์องค​กรผู้บริโภคสากล หรือ Consumers International ร่วมกับองค์กรผู้บริโภคทั่วโลกรณรงค์สร้างการตระหนักรู้ในเรื่องผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อการใช้ชีวิตของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งแง่มุมของการใช้เทคโนโลยีนี้อย่างเป็นธรรมและมีความรับผิดชอบ         ในโอกาสดังกล่าว สภาองค์กรของผู้บริโภค ประเทศไทย ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “เราจะช่วยกันยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยได้อย่างไร” เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2567 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต และ ฉลาดซื้อ ได้มีโอกาสคุยกับศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.โซธี ราชการ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนิไล (Nilai University) ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยากรที่ได้รับเชิญมาในงานเสวนาดังกล่าว______ เรามีประเด็นที่น่าสนใจจากวงเสวนาและการพูดคุยมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ความท้าทายของผู้บริโภคในยุค AI         ผมตั้งข้อสังเกตว่า ใน “ระเบียบโลกใหม่” ที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทำธุรกิจแทบทุกประเภท เราจะพบความเหลื่อมล้ำมากขึ้นระหว่างคนที่สามารถและคนที่ไม่สามารถเข้าถึงถึงเทคโนโลยี ยกตัวอย่างที่มาเลเซียซึ่งการประปาฯ ได้ยกระดับการบริหารจัดการและนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาจัดการทั้งหมด รวมถึงเรื่องการแจ้งข่าวสารเรื่องการให้บริการ/การหยุดจ่ายน้ำ แต่ปัญหาคือการแจ้งอัตโนมัตินี้มันจะส่งไปยังผู้ใช้สมาร์ตโฟนเป็นหลัก คำถามคือแล้วคนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนจะรู้ข่าวนี้ได้อย่างไร         แล้วเทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงอัปเกรดอยู่ตลอดเวลา พอเราเริ่มเข้าใจ เริ่มจะเชี่ยวชาญการใช้ มันก็เปลี่ยนไปอีกแล้ว ขณะเดียวกันรูปแบบตลาดก็เริ่มเปลี่ยนจากการซื้อขายแลกเปลี่ยน “สินค้า” เป็นการซื้อขาย “บริการ” มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมือง         นอกจากความไม่แน่นอนเรื่อง “ความเสถียร” ของระบบที่ทำให้มันง่ายต่อการเจาะ ผู้บริโภคก็มีโอกาสพบปัญหามากขึ้น เช่น มีแนวโน้มจะถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น หรืออาจถูกมิจฉาชีพหลอกลวงได้ง่ายขึ้น โฆษณาที่เราเห็นก็ถูกออกแบบมาให้ตรงความต้องการของเรามากขึ้น หรือแม้แต่เมื่อเราจะทำ “สัญญา” กับผู้ประกอบการ เราแต่ละคนก็อาจได้สัญญาที่เนื้อหาสาระไม่เหมือนกัน (ทั้งที่ซื้อผลิตภัณฑ์เดียวกัน) ซึ่งเป็นผลงานของอัลกอรึธึม นั่นเอง         ที่น่ากังวลอีกอย่างคือผู้บริโภคยังมีความเข้าใจค่อนข้างน้อยในเรื่อง “ตัวตนดิจิทัล” ที่เราใช้ในการซื้อสินค้าออนไลน์ ทั้งๆ ที่ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับตัวเรา ธุรกรรมของเรา ถูกบันทึกจัดเก็บอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการรายใหญ่มีอำนาจเหนือเรามากขึ้น เราควรทำอย่างไร         ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเราต้องอยู่กับเทคโนโลยีนี้ หลีกเลี่ยงมันไม่ได้ สิ่งที่ควรจะต้องมีก็คือการกำกับดูแลที่ดีขึ้นด้วยการ “คิดใหม่ทำใหม่” เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ในยุคของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ เราจะเห็นว่ามีธุรกิจทั้งรายใหญ่รายเล็กเพิ่มจำนวนขึ้นตลอดเวลา ถามว่าหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคจะรับมือกับผู้ประกอบการเป็นล้านรายเหล่านี้ได้อย่างไร ไม่ว่าประเทศไหนก็ไม่สามารถจัดหาบุคลากรมารับมือกับเรื่องนี้ได้เพียงพอหรอก ต่อให้คุณมีเจ้าหน้าที่สักหมื่นคน คุณคิดว่าจะจัดการพวกนี้ได้หมดไหม         ที่เราทำกันอยู่ตอนนี้คือการออกไปสุ่มตรวจเป็นครั้งคราว หรือจัดการแก้ไขเรื่องที่ผู้บริโภคมาร้องเรียน ส่วนตัวผมมองว่าเราต้องเพิ่มบทบาทของมาตรฐานหรือจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ การรายงานต่อสังคมโดยบริษัท         เราต้องมีวิธีที่ดีขึ้นในการที่จะทำให้คนเหล่านี้ปฏิบัติตามกฎหมาย และสร้างวัฒนธรรมที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องมาร้องเรียนพฤติกรรมแย่ๆ ของผู้ประกอบการไปเลย         ผมมองว่าสิ่งที่เราต้องการคือ การเปลี่ยน “วัฒนธรรม” ในเรื่องนี้ ไม่ใช่ใครทำผิดก็ตามปรับมันไปเรื่อย แปลว่าใครจ่ายค่าปรับได้ก็ทำผิดได้อย่างนั้นหรือ ผมยกตัวอย่างกรณีของออสเตรเลีย ถ้าคุณไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วราคาที่ปรากฎตรงแคชเชียร์มันแพงกว่าที่แสดงไว้บนชั้นวาง คุณจะได้ของชิ้นนั้นกลับบ้านไปเลยโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่ต้องให้ใครโทรเรียกผู้จัดการให้ลงมาเคลียร์ หรือต้องกรอกแบบฟอร์มร้องเรียนอะไรให้ยุ่งยาก มันต้องทำให้ธุรกิจมีกฎระเบียบในการจัดการตัวเองเมื่อทำผิด ไม่ใช่แค่มีหน่วยงานรัฐมาบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย         แล้วหลังจากนั้นเราค่อยมาพูดกันเรื่องการให้ความรู้กับผู้บริโภค การรับเรื่องร้องเรียนยังสำคัญไหม         แน่นอน อีกประเด็นที่ผมอยากพูดคือ เรื่องที่คนเขาร้องเรียนเข้ามาก็สำคัญนะ มันควรจะมีการ “ออดิท” ข้อมูลเรื่องร้องเรียนโดยบุคคลภายนอกด้วย ถ้าองค์กรหนึ่งเคลมว่าสามารถแก้ไขเรื่องร้องเรียนได้ร้อยละ 98 ร้อยละ 99 ผมว่าทำใจให้เชื่อได้ยากเหมือนกันนะ เขาอาจจะทำได้จริงก็ได้ แต่เราก็ควรมีคนนอกมาตรวจสอบ แล้วคำว่า “แก้ไข” หมายถึงอะไร หรือแม้แต่ “เรื่องร้องเรียน” มันหมายความว่าอะไร ถ้าผมโทรมาแจ้งว่าไฟฟ้าที่บ้านดับแพราะมีอุปกรณ์บางอย่างเสีย แล้วเขาก็ส่งคนมาซ่อมให้ แบบนี้เรียกว่าเรื่องร้องเรียนไหม หรือว่าเรื่องร้องเรียนในที่นี้คือกรณีที่ผมต้องรอถึงสามวันกว่าจะมีช่างมาซ่อมให้           หลักๆ คือ เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าเรื่องแบบไหนถือเป็นเรื่องร้องเรียน         ขั้นที่สองคือต้องแยกแยะว่าเรื่องร้องเรียนที่เข้ามาเป็นชนิดไหน แล้วสาม ซึ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ผู้ร้องเรียนเป็นใคร คนจนร้องเรียนเข้ามาไหม คนเปราะบางร้องเรียนไหม คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลร้องเรียนเข้ามาไหม หรือว่าคนที่ร้องเรียนก็คือคนเดิมที่ร้องเข้ามาเป็นประจำ ความจริงอาจจะมีคนที่ไม่ได้ร้องเข้ามาเพราะไม่ถนัดเขียนอีเมล ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีปัญหา         แล้วหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนเองก็มีทรัพยากรจำกัด ไม่ว่าจะด้านเงิน บุคลากร หรืออื่นๆ เราต้องตั้งคำถามว่าเรากำลังใช้ทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อช่วยเหลือคนที่ “จำเป็น” ต้องได้รับความช่วยเหลือจริงหรือเปล่า ถ้าเรามีข้อมูลรอบด้านทั้งที่เกี่ยวกับปัญหาที่ร้องเรียน รวมถึงตัวผู้ร้องเรียน ก็จะตอบคำถามนี้ได้ การคุ้มครองผู้บริโภคในมาเลเซีย         โดยรวมแล้วมาเลเซียมีกฎหมายที่ดี ครอบคลุม มีการปรับปรุงแก้ไขให้เท่าทันสถานการณ์ปัญหามาโดยตลอด เช่น ล่าสุดมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งผมมองว่าทำได้ดีก่อนหน้านี้กฎหมายเราไม่ครอบคลุมการซื้อขายออนไลน์ ก็แก้ไขให้ครอบคลุม แต่น่าเสียดายที่เรายังไม่ได้เพิ่มเขี้ยวเล็บให้กับกฎหมายอีคอมเมิร์ซมากเท่าที่ควร         ในเรื่องของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตอนนี้มาเลเซียให้อำนาจกับเจ้าหน้ารัฐที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน ในการเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงซอร์สโค้ดได้         ส่วนเรื่องของความยั่งยืน ตอนนี้รัฐกำหนดให้มีการให้ความรู้ประชาชนเรื่องการบริโภคอย่างยั่งยืน รวมถึงด้านผู้ประกอบการก็ต้องมีการผลิตที่ยั่งยืนด้วย เรามีกฎหมายที่กำหนดให้บริษัทส่งรายงานประจำปีว่าด้วยความยั่งยืน (ทางสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนา)         ผู้ประกอบการต้องแสดงข้อมูล “รอยเท้าคาร์บอน” แต่เรื่องนี้ก็มีผลทางลบเหมือนกัน สายการบินในมาเลเซียขอขึ้นค่าโดยสารโดยอ้างว่าบริษัทต้องมีการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม         เราได้เห็นความพยายามที่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการมากขึ้น แต่ผมสงสัยว่ามันจริงแค่ไหน หรือเป็นแค่การกล่าวอ้างให้เป็นไปตามเทรนด์เราทุกคนล้วนเปราะบาง         “เมื่อก่อนนี้พอพูดถึง “กลุ่มเปราะบาง” เราจะนึกถึงคนยากจน ผู้ป่วย หรือผู้พิการ ที่ต้องได้รับการคุ้มครองดูแลเป็นพิเศษ แต่ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาใช้ในการทำธุรกิจมากขึ้น “เราทุกคน” มีความเปราะบางในบริบทที่แตกต่างกัน เช่น คนมีการศึกษาที่ไม่ถนัดเรื่องไอที หรือ คนรู้กฎหมายที่ไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการเงินการธนาคาร ก็อยู่ในกลุ่มเปราะบางเช่นกัน”         อีกเรื่องที่ผมมองว่าเป็นปัญหาในปัจจุบันนี้คือดูเหมือนเราจะไม่ได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในแบบที่มีมนุษยธรรมมากพอ เราทำให้คนอื่นต้องอับอาย ด่าว่าเขาออกสื่อ มีแต่เรื่องลบๆ ในโซเชียลมีเดียที่สร้างความเกลียดชัง อาจเป็นความเกลียดชังระหว่างชุมชน เชื้อชาติ เราต้องช่วยกันคิดว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ที่น่าเป็นห่วงคือนักการเมืองก็กำลังหาประโยชน์จากเรื่องแบบนี้        เรื่องดีเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งที่อินโดนีเซียที่ผ่านมาคือ ไม่มีผู้สมัครคนไหนเอาเรื่องที่ผู้คนโจมตีกันในโซเชียลมีเดียมาใช้ในการหาเสียงเลย เขาพูดกันแต่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการพัฒนา ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะมีการกำหนดกติกาอย่างจริงจังโดยหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องการเลือกตั้ง หรือแม้แต่กรณีที่ผู้บริโภคที่ใช้วิธีโพสต์ต่อว่าผู้ประกอบการออกสื่อ ทั้งที่ความจริงแล้วการแก้ไขปัญหาจริงๆ ควรเป็นการพูดคุยกับผู้ประกอบการโดยตรง เอาข้อเท็จจริงมาคุยกันมากกว่า         เราไม่มี “ผู้หลักผู้ใหญ่” ในโซเชียลมีเดียที่ออกมาพูดอะไรเรื่องนี้บ้างหรือ ผมว่ามันแปลกมาก ผู้คนในภูมิภาคนี้เวลาเจอกันตัวต่อตัวก็สุภาพตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา แต่ทำไมตัวตนออนไลน์ของพวกเขาถึงได้ร้ายกาจขนาดนั้น หรือเพราะความห่างเหิน ห่างไกล ในสื่อสารผ่านเทคโนโลยีก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 276 ผังเมืองกรุงเทพต้องเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน

        ช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา หลายปัญหาได้วิกฤตขึ้นในกรุงเทพมหานคร ทั้งปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ลุกลามมาถึงปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด และปัญหาฝุ่น PM 2.5  ทั้งหมดนี้ ล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมหานคร         ปัจจุบัน เมื่อกรุงเทพมหานคร ได้กำลังจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ภาคประชาสังคมในวันนี้ได้ตื่นตัว ให้ความสนใจเพราะอยากให้ผังเมืองฉบับใหม่เอื้อให้คนกรุงเทพมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เกิดขึ้นจริงๆ  ปฐมพงศ์ เจียมอุดมสิน ประธานสภาองค์กรผู้บริโภคกรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในผู้ที่ ติดตามการพัฒนาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่เริ่มจัดทำตั้งแต่ในปี 2562 ปฐมพงศ์สนใจและเข้ามาเกี่ยวข้อง เคลื่อนไหวด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ช่วงปี 2540 ที่เขาเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการอยู่อาศัยในคอนโดโดยตรง การทำงานที่ผ่านมาจากในบทบาทผู้อยู่อาศัยคนเล็กๆ ในเมืองใหญ่ สู่การเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาการสร้างอาคารสูงในซอยแคบที่ส่งผลเดือดร้อนต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม วันนี้เขายืนยันว่ายังคงต้องคัดค้านผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ฉบับนี้ หากยังไม่มีการเริ่มต้นจัดทำใหม่ด้วยการเปิดรับฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง   ขอเริ่มคำถามง่ายๆ ก่อนว่า ผังเมือง คืออะไร เพราะหลายคนอาจยังไม่ทราบ และจะได้เข้าใจว่า กฎหมายผังเมืองจะเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร         ถ้าพูดให้เห็นภาพว่า ผังเมืองคืออะไรให้ลองนึกถึงว่า สมมุตว่าเรามีบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้เราก็จะผังบ้านของเราว่ากว้างยาวเท่าไหร่ มีคอกสัตว์ แปลงผัก ไปจนถึงขอบเขตรั้วบ้านอยู่ตรงไหน แผนผังนี้คือกระดาษที่เหมือนเวลาเรามองลงมาจากที่สูง จะบอกทุกอย่างว่ามีอะไรบ้างซึ่งตรงนี้แค่บ้านหลังหนึ่ง พอใหญ่ขึ้นเป็นหมู่บ้าน ตำบลย่อมต้องมีแผนที่แบบนี้แน่นอน ที่สำนักงานเขตเขาก็จะมีแผนที่ แผนที่ทุกคนคงจะนึกออก แต่ผังเมือง  จะมีรายละเอียดข้างในด้วยที่กำหนดให้อะไรอยู่ตรงไหน ศูนย์การค้าอยู่ตรงนี้ ที่อยู่อาศัยอยู่ตรงนี้ ผังเมืองคือแผนที่อันหนึ่งที่จะบอกว่าในเมืองๆ นั้นมีอะไรบ้าง           แต่นอกจากผังเมืองจะบอกว่า อะไรอยู่ตรงไหนแล้ว ผังเมืองยังมีข้อกำกับลงไปด้วยว่า ไม่ให้มีอะไร หรือ ห้ามสร้าง ห้ามปลูกอะไร ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นอาจมาจากตรงนี้คือห้ามสร้าง เมื่อมาสร้างจึงผิดกฎหมาย         กฎหมายผังเมืองจึงเป็นกฎหมายลิดรอนสิทธิของประชาชนด้วยเช่นกัน หากเป็นบ้านเราเองจะปลูกต้นไม้ ดอกไม้ หรือจะตั้งถังขยะตรงไหน ย่อมทำได้ แต่พอเป็นเมืองแล้ว ผังเมืองจะกำหนดการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนที่อยู่อาศัยในเมือง จึงกำหนดข้อห้ามสำคัญเช่นพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ห้ามสร้างตึกสูงใดๆ  ตรงนี้ห้ามสร้างตึกสูงเกินเท่าไหร่ ในแต่ละจังหวัดตอนนี้มีผังเมืองจังหวัด  ผังเมืองกรุงเทพ ก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่ง           ผังมืองรวมกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมา เรามีมาแล้วทั้งสิ้น 4 ฉบับ ทั้ง 4 ฉบับเป็นไปตามพระราชบัญญัติผังเมืองปี 2518  ครั้งนี้เป็นการปรับปรุงครั้งที่ 4 หากมีการประกาศใช้จะเป็นฉบับที่ 5  ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ปรับปรุงครั้งที่ 4 เริ่มมีปัญหาจากจุดไหน         ต้องบอกว่า ผังเมืองรวมกรุงเทพ เรามีมาตั้งแต่ปี 2556 และทุก 5 ปี กฎหมายกำหนดให้มีการจัดทำใหม่ และหลังจากประกาศใช้ทุก 2 ปี จะให้มีการประเมิน ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำมาเช่นนี้ แต่การปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพที่ถึงกำหนดในปี 2561 มีกฎหมายสำคัญคือรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่กำหนดว่ากฎหมายที่ลิดรอนสิทธิประชาชนในด้านต่างๆ ก่อนจะดำเนินการต้องไปทำประชาพิจารณ์ก่อน  นอกจากนี้ผังเมืองรวมกรุงเทพฉบับที่ปรับปรุงในปี 2561 กว่าจะทำเสร็จยังมีการประกาศใช้ของ พ.ร.บ. การผังเมือง ปี 2562 มาแทนฉบับปี 2518         การปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพ ครั้งที่ 4 ครั้งนี้ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การผังเมือง ปี 2562  สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจาก พ.ร.บ. การผังเมือง ปี 2518 ที่กำหนดให้มีการจัดทำผัง 4 ประเภท ได้แก่ 1) แผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ได้นำแนกประเภท 2) แผนผังแสดงที่โล่ง 3) แผนผังแสดงโครงสร้างคมนาคมและขนส่ง และ 4) แผนผังโครงการกิจการสาธารณูปโภค ขณะที่ พ.ร.บ. การผังเมืองปี 2562 กำหนดให้มีการจัดทำผัง 6 ประเภท โดยเพิ่มแผนผังแสดงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และแผนผังแสดงผังน้ำเข้ามาด้วย         พ.ร.บ. การผังเมืองปี 2562 ยังกำหนดให้มีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น การปรึกษาหารือ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการวางและจัดทำผังเมืองรวมก่อนที่จะมีการจัดทำร่างผังเมืองรวม                ดังนั้นการที่กรุงเทพมหานคร นำร่างผังเมืองรวมที่ทำมาตั้งแต่ปี 2561 - 2562 มาเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเลย จึงเป็นการทำมาแล้ว ว่าอยากให้อะไรอยู่ตรงไหน  ไม่ได้เป็นการเปิดรับฟังเสียงจากประชาชนเพื่อทำขึ้นใหม่จริงๆ   ความเดือดร้อนนี้ที่ทำให้ประชาชนออกมาคัดค้านจำนวนมาก         ใช่ กฎหมายผังเมืองเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทั้งหมด และกรุงเทพมีพื้นที่ 50 เขต แต่ละเขต มันต่างกันมาก บางขุนเทียนเป็นพื้นที่มีชายฝั่งทะเล  เราไม่อยากให้มีการกัดเซาะ จึงไม่ค่อยมีการตั้งอุตสาหกรรม  ส่วนพื้นที่หนองจอกส่วนใหญ่ทำนา การพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เดิมต้องคำนึงสภาพที่เป็นและข้อจำกัดด้วย         ผังเมืองรวมกรุงเทพ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 นี้ยังจะมีการขยายพื้นที่ถนน พื้นที่แก้มลิง พื้นที่รับน้ำ ทำให้ประชาชนถูกเวนคืนที่ดิน บางพื้นที่หมู่บ้านหายไปหมด ถนนจาก 4 เมตร จะขยายเป็น 12 เมตร  คนจะเดือดร้อนมาก เรามองว่า ผังเมืองรวมกรุงเทพฉบับนี้มุ่งเน้น เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์   การขยายถนน การกำหนดพื้นที่ให้เปลี่ยนจากพื้นที่อาศัยหนาแน่นน้อย เป็นปานกลาง จากหนาแน่นปานกลางเป็นหนาแน่นสูง หรือให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม  ทั้งหลายนี้เหล่านี้ทำให้เกิดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ในความเป็นจริง กรุงเทพไม่อาจขยายตัวได้มากแล้ว จึงเกิดอาคารสูงกระจุกตัวอยู่ส่วนกลาง แต่เมืองนี้เราไม่ได้มีแต่คนรวย  ยังมีคนเข็นผักในตลาด รปภ. ตำรวจ พยาบาล ทหาร บุรุษไปรษณีย์ การถูกเวนคืนที่  การเก็บภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นความเดือดร้อนที่ค่อยบีบคนอยู่อาศัยธรรมดาให้ออกจากเมือง  การที่ยังให้มีการสร้างอาคารขนาดใหญ่ในซอยแคบทั้งที่สร้างไม่ได้ ได้สร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนในซอย รถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่แค่ช่วงเข้าไปสร้าง ก็เดือดร้อนแล้ว อาคารที่สูงมากๆ ก็จะสร้างขยะเยอะ ใช้ไฟเยอะ  น้ำเสีย มันเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยทั้งหมด            แล้วข้อความเห็นว่าเหมือนบีบคนออกจากเมือง เขาก็บอกว่าก็มีการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ขยายออกไปเรื่อยๆ แต่ระบบรถ BTS ของเรามันไม่ได้เชื่อมต่อกัน ประชาชนยังแบกรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงมาก         ผังเมืองรวมกรุงเทพ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4  ยังมีโบนัสให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายเรื่องมากๆ ที่ดำเนินการแล้ว เขาสามารถนำไปเพิ่มพื้นที่การสร้างอาคารให้สูงขึ้นได้  ช่วยขมวด 3 เรื่องสำคัญที่ประชาชนควรช่วยกันเฝ้าระวังในผังเมืองรวมกรุงเทพ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ครั้งนี้           หนึ่ง ผังเมืองรวมฉบับนี้ทำให้ กรุงเทพมีพื้นที่หนาแน่นขึ้น เดิมความหนาแน่นของกรุงเทพตอนนี้คือราว  3,500 คน/ ตร.กม แต่หากรวมประชากรแฝงเราคาดว่าน่าจะถึง 10,000 คนต่อ / ตร.กม เมื่อคนอยู่อาศัยกันแน่นขึ้น ปัญหาอีกสารพัดจึงจะตามมาอีกมาก  สอง ผังเมืองรวมฉบับนี้ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องการระบายน้ำ  เรามีน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี 2554 มาแล้ว ยิ่งคนเข้ามาแน่น ปัญหาน้ำท่วมเราจะยิ่งวิกฤต เพราะตอนนี้ฝนตกหนักครั้งเดียว เราก็แย่แล้ว สาม เมื่อนำผังเมืองที่เขาทำไว้แล้วในปี 2562  มารับฟังความเห็นจากประชาชน  ผังเมืองรวมกรุงเทพฉบับนี้ ยังไม่คิดตอนที่มีปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 กับเรื่องโรคระบาด         เราเป็นห่วงว่า ผังเมืองฉบับนี้จะทำให้การอยู่อาศัยของคนในเมืองแย่ลง ทั้งน้ำท่วม การจราจร ฝุ่นPM2.5  โรคระบาด สิ่งแวดล้อมมันแย่ลงมากกว่าดีขึ้น สิ่งที่เราบอกว่ามันจะมีปัญหา เราไม่ได้จินตนาการเอาเอง ปัญหามีประจักษ์มาแล้ว เรื่องโรคระบาด ตอนเป็นโควิดเราเห็นแล้วว่า เราต้องการพื้นที่ปลอดภัย ต้องการพื้นที่จะระยะห่างบ้าง  เราเป็นห่วงคนในชุมชนคลองเตยมาก เพราะเขาต้องอาศัยกันอย่างแออัด  เขาบอกว่า เมืองว่าเมืองจะเจริญ แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อมเราออกห่างจากคำว่าธรรมชาติมากขึ้นทุกที คนต้องหนีออกจากเมืองมากกว่าจึงจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้         การระบายน้ำ ขยะ การจราจร โรคระบาด ทั้งหมดนี้คือคุณภาพการใช้ชีวิตของคน  เราไม่สามารถอยู่แต่ในห้องแอร์ ไม่ว่าห้องจะหรูหรา มีเครื่องฟอกอากาศดีแค่ไหน แล้วเราไม่ออกไปไหน เราต้องออกไปข้างนอก         เรากังวล เป็นห่วงว่า ผังเมืองฉบับนี้จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนในเมืองแย่ลง   เราอยากให้มีผังเมืองที่ตอบโจทย์การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทุกกลุ่ม ทุกวัย รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ที่เป็นอยู่แล้วยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาด้วย อยากให้ประชาชน สังคมโดยทั่วไป ร่วมกันมีส่วนร่วมได้อย่างไรบ้าง         อย่างที่ผมบอกว่า ผังเมืองเกี่ยวข้องกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของเราทุกมิติ หลายคนที่เขายังรู้สึกว่า เขาไม่ได้รับผลกระทบ เขาอาจะวางเฉยได้ หรือเขาอาจจะรู้ว่า มีผลกระทบมาถึงตัวได้แต่ยังคิดว่า อาจไม่ใช่เร็วๆ นี้ ต้องออก พระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ยังรอได้  แต่ผมคาดว่ามันไม่ได้นาน หลายพื้นที่ตอนนี้เริ่มโดยเวนคืนที่ดินแล้ว และผังเมืองรวมกรุงเทพยังส่งผลกระทบกับปริมณฑล  เครือข่ายถนนทั้งหมดเชื่อมโยงกับพื้นที่ใกล้เคียง นนทบุรี สมุทรสาคร นนทบุรี ปทุมธานี  ฉะเชิงเทรา  สมุทรปราการ              การต่อสู้เรื่อง เราต้องศึกษาเรื่องกฎหมายด้วย เพราะเราสู้เรื่องกระบวนการที่ต้องดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายด้วยเราอาจะต้องสู่กันกันถึงศาลปกครอง แล้วหากเราตื่นตัว ร่วมกันลงชื่อเยอะๆ ผมคิดว่ามันมีผลกระทบ มันมีพลังที่จะทำให้เราสามารถทำให้หน่วยงานรัฐเริ่มทำผังเมืองกรุงเทพใหม่ได้ ผมก็สื่อสารเรื่องนี้ อยู่ตลอดเวลา

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)