ฉบับที่ 265 ถุงเท้าและการนอนหลับ

        ช่วงเดือนธันวาคม 2565 ติ๊กต๊อกเกอร์คนหนึ่งแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ การใส่ถุงเท้านอนอาจส่งผลร้ายต่อร่างกาย เสี่ยงต่อโรคไหลตาย โดยอ้างถึงข้อมูลจากบทความของหมอชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง (ไม่ระบุแหล่งที่มา) กล่าวว่าการใส่ถุงเท้านอนส่งผลเสียต่อร่ายกายในระยะยาวโดยเฉพาะเด็กทารก เนื่องจากเวลาที่มนุษย์นอนนั้นอุณหภูมิของร่างกายต้องลดลง แต่เมื่อใส่ถุงเท้าแล้วกลายเป็นการขวางทางการระบายความร้อนของร่ายกาย จึงอาจทำให้ไหลตายได้ 
        ข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้เกิดการอภิปรายกันในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยมีแนวโน้มว่า ไม่น่าจะจริง สุดท้ายติ๊กต๊อกเกอร์คนนี้ได้ออกมาขอโทษที่นำข้อมูลที่ไม่ได้ตรวจสอบมาเผยแพร่ เนื่องจากเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและตรงกับตัวเขาที่โดนแม่คอยบอกด้วยความหวังดีเสมอว่าให้ใส่ถุงเท้านอนนะลูก 
        ประเด็นการใส่ถุงเท้านอนนั้น จริงแล้วเป็นเรื่องจำเป็นต่อสุขภาพสำหรับคนที่มีเท้าเย็นกว่าส่วนอื่นของร่างกายเป็นประจำ สำหรับผู้เขียนซึ่งสังเกตตนเองมานานกว่า 30 ปีแล้วพบว่า คืนใดที่รู้ว่าเท้าเย็นมากกว่าปรกติ แม้ห่มผ้าที่ทำให้ร่างกายอุ่นแล้วก็ตาม (อุณหภูมิห้องนอนถูกปรับอากาศอยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส) ตอนรุ่งเช้ามักปวดหัวไมเกรน ซึ่งเมื่อเป็นบ่อยเข้าผู้เขียนจึงตั้งสมมุติฐานว่า ความเครียดของร่างกายเนื่องจากเท้าเย็นน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดไมเกรน ดังนั้นผู้เขียนจึงเริ่มใส่ถุงเท้านอน หลังจากนั้นก็ไม่มีอาการไมเกรนในตอนเช้าอีกเลย ส่งผลให้ปัจจุบันผู้เขียนซึ่งมีอายุย่างเข้า 70 ปีแล้วก็ใส่ถุงเท้าเกือบทั้งวัน ยกเว้นวันที่อากาศร้อนมากช่วงกลางวันหรือเวลาต้องมีกิจกรรมที่เท้าเปียกน้ำ เช่น รดน้ำต้นไม้ สำหรับการปวดหัวไมเกรนเนื่องจากปัจจัยอื่นนั้นยังมีอยู่บ้างจึงต้องคอยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นเหตุกระตุ้นต่าง  




งานวิจัยเกี่ยวกับผลดีของการใส่ถุงเท้านอน 
        งานวิจัยที่อธิบายเกี่ยวกับการใส่ถุงเท้านอนแล้วส่งผลดีต่อร่างกายนั้นมีมากพอควร จึงขอยกตัวอย่างสัก 3 เรื่องที่น่าสนใจให้ผู้อ่านได้พิจารณา โดยงานวิจัยเรื่องแรกชื่อ Effects of Barefoot Habituation In Winter on Thermal and Hormonal Responses in Young Children - A Preliminary Study ในวารสาร Journal of Human Ergology นั้น เป็นการศึกษาร่วมกันระหว่างนักวิจัยชาวเกาหลี ญี่ปุ่นและฮ่องกง เกี่ยวกับผลของการใส่ถุงเท้าหรือไม่ใส่ถุงเท้าต่อการปรับตัวของร่างกายเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำ งานวิจัยนี้ให้ข้อมูลว่า พฤติกรรมการสวมถุงเท้าหรือการเดินเท้าเปล่าเป็นประจำในฤดูหนาวมีผลต่อระดับอุณหภูมิผิวหนังของปลายแขนและปลายขา และมีผลต่อการขับฮอร์โมนบางชนิดในเด็ก โดยในการทดลองที่ 1 นั้น ได้ทำการวัดอุณหภูมิผิวหนังเท้าและขาในเด็กก่อนวัยเรียนนาน 30 นาที ขณะอยู่ในห้องเรียนที่ควบคุมไว้ที่อุณหภูมิ 23±2°C และความชื้น 50±5% ซึ่งพบว่าอุณหภูมิของผิวหนังที่ขาในกลุ่มเท้าเปล่ามีแนวโน้มว่าต่ำกว่าที่ขาของกลุ่มที่ใส่ถุงเท้า 
        ส่วนการทดลองที่ 2 เป็นการศึกษาในเด็กประถมซึ่งถูกแบ่งกลุ่มให้สวมและไม่สวมถุงเท้า จากนั้นได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณของฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งเมื่อเกิดความเครียดหรือความคับขันในสถานะการณ์ต่าง ระหว่างการนอนหลับตอนกลางคืนซึ่งพบว่า เด็กประถมในกลุ่มที่เท้าเปล่ามีแนวโน้มการขับนอร์อะดรีนาลีนและคอร์ติซอลออกมาในปัสสาวะ (ซึ่งขับออกมาในตอนเช้า) สูงกว่าเด็กประถมที่ใส่ถุงเท้า ทำให้สรุปได้ประมาณว่า เด็กเล็กที่มีนิสัยชอบเดินเท้าเปล่าต้องพยายามปรับตัวต่อความเย็นของอากาศให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นด้วยการเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกาย ซึ่งดูได้จากปริมาณฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างพลังงานเมื่อร่างกายมีความเครียดที่ตรวจพบในปัสสาวะสูงกว่าเด็กที่ใส่ถุงเท้า (ข้อมูลส่วนนี้อาจพอช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมเมื่อเท้าเย็นเกินไปเพราะไม่ใส่ถุงเท้าแล้วฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการปรับตัวเมื่อเกิดความเครียดจากสิ่งแวดล้อมต่อร่างกายต้องเพิ่มขึ้นเพื่อเร่งการเผาผลาญให้เกิดความร้อนสูงขึ้น และถ้ากระบวนการดังกล่าวไม่สำเร็จหรือไม่เพียงพอ ผู้เขียนจึงเกิดอาการไมเกรน ดังนั้นการใส่ถุงเท้าเพื่อป้องกันความหนาวเย็นที่เท้าจึงเป็นเรื่องจำเป็น)
        บทความที่สองเป็นงานวิจัยของนักวิจัยชาวดัทช์เรื่อง Skin temperature and sleep-onset latency: Changes with age and insomnia ในวารสาร Physiology & Behavior ของปี 2007 ซึ่งศึกษาถึงผลของอุณหภูมิที่เท้าก่อนนอนหลับ บทความนี้ให้ข้อมูลว่า โดยปรกติช่วงเวลาที่เริ่มนอนจนหลับนั้นมีการลดลงอุณหภูมิของเท้าซึ่งทำให้นักวิจัยสนใจว่า ช่วงเวลาที่เริ่มเข้าสู่การนอนหลับนั้นมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิผิวหนังก่อนนอนหรือไม่ โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาทุกคนที่เลือกมานั้นไม่มีการใช้ยาที่ส่งผลต่อการนอนหลับหรือระบบนาฬิกาชีวิต ไม่ใช้ยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท มีการแบ่งกลุ่มอาสาสมัครเป็น คนหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี 8 คนที่ไม่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ (อายุ 21-39 ปี เพศละ 4 คน) ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง 8 คนที่ไม่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ (อายุ 56–80 ปี เพศละ 4 คน) และผู้สูงอายุ 8 คนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับแต่มีสุขภาพดี (อายุ 51–66 ปี เพศละ 4 คน) โดยผลการศึกษาพบว่า ตลอด 24 ชั่วโมงของแต่ละวันที่มีการนอนหลับและการตื่นนั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย
        การศึกษานี้นักวิจัยสามารถเพิ่มแนวโน้มในการทำให้อาสาสมัครนอนหลับเร็วขึ้นได้ด้วยการทำให้ผิวหนังอุ่นขึ้นจนถึงระดับที่ปกติเกิดขึ้นก่อนหลับและระหว่างการนอนหลับด้วยการทำให้เท้าอุ่นด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ การปรับอุณหภูมิเท้าด้วย 1. แช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนเข้านอน 2. สวมถุงเท้าปรับความร้อนได้ (heatable bed socks) ก่อนปิดไฟนอน และ 3. สวมถุงเท้าปรับความร้อนได้หลังปิดไฟนอน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การกระตุ้นให้เท้าอุ่นหรือการใส่ถุงเท้าปรับอุณหภูมิหลังจากปิดไฟนอนสามารถเร่งการนอนหลับในผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาการนอนหลับได้ ส่วนในผู้สูงอายุที่ปรกตินอนไม่ค่อยหลับนั้นไม่มีวิธีการใดในการศึกษานี้ที่ช่วยเร่งการนอนหลับ
 
        ในการศึกษาถึงผลของการใส่ถุงเท้าต่อคุณภาพของการนอนหลับนั้น พบได้ในบทความเรื่อง Effects of feet warming using bed socks on sleep quality and thermoregulatory responses in a cool environment ในวารสาร Journal of Physiological Anthropology ของปี 2018 ซึ่งเป็นผลการศึกษาของนักวิจัยชาวเกาหลีที่ศึกษาในชายหนุ่ม 6 คน (อายุ 22.7 ± 2.0 ปี) ซึ่งไม่มีปัญหาการนอนหลับยากที่เข้าร่วมการทดลองถึงผลการทำให้เท้าอุ่นขึ้นระหว่างการนอนหลับ 7 ชั่วโมง ในห้องที่มีอุณหภูมิ 23°C ความชื้นสัมพัทธ์ 50% เพื่อวัดช่วงเวลาเข้าสู่การนอนหลับ (sleep-onset latency) คุณภาพของการนอนหลับ ช่วงเวลานอนหลับทั้งหมด จำนวนการตื่นกลางคันหลังจากนอนหลับแล้ว ลักษณะการเคลื่อนไหวร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิเฉลี่ยของทวารหนักและผิวหนังระหว่างการนอนหลับ 7 ชั่วโมง และทำแบบสอบถามถึงคุณภาพการนอนหลังตื่นนอนตอนเช้า 
        ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่สวมถุงเท้าสำหรับใส่นอน (bed socks ทำด้วยเส้นใย polyester 98.6% และ polyurethane 1.4%.) เทียบกับผู้ที่นอนเท้าเปล่านั้น มีช่วงเวลาเข้าสู่การนอนหลับสั้นลงโดยเฉลี่ยคือ 7.5 นาที เวลานอนรวมนานขึ้น 32 นาที (กลุ่มไม่ใส่ถุงเท้าเฉลี่ยการนอนราว 7 ชั่วโมง) การตื่นนอนกลางดึกน้อยลง 7.5 เท่า และคุณภาพการนอนหลับดีขึ้น 7.6% โดยที่มีอุณหภูมิของเท้าสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1.3 °C ในขณะที่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของอัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวหนังและทวารหนัก หรือการตอบแบบสอบถามถึงคุณภาพการนอน ดังนั้นโดยสรุปแล้วการทำให้เท้าอุ่นโดยใช้ถุงเท้า (bed socks) ระหว่างการนอนหลับในสภาพแวดล้อมที่เย็นมีผลในเชิงบวกต่อคุณภาพการนอนหลับ แต่ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่ออุณหภูมิแกนกลางของร่างกายซึ่งชี้ว่าคุณภาพการนอนหลับสามารถปรับปรุงได้โดยการปรับอุณหภูมิเท้าให้อุ่นไว้ตลอดการนอน 
        ก่อนจบบทความนี้ผู้เขียนมีความสนใจระหว่างการเขียนว่า bed socks นั้นต่างจากถุงเท้าที่ใส่กันเป็นประจำอย่างไร ก็ได้พบข้อมูลประมาณว่า Bed sock นั้นส่วนใหญ่เป็นถุงเท้ายาวซึ่งเมื่อใส่แล้วมักพับลงมาที่ระดับข้อเท้าหรืออาจไม่พับแล้วปล่อยยาวถึงหัวเข่า เป็นถุงเท้าที่หนากว่าปรกติและส่วนที่พับลงมาที่ข้อเท้าบางรุ่นมีความปุกปุยด้วยวัสดุใยสังเคราะห์หรือวัสดุธรรมชาติ เช่น ฝ้ายหรือขนสัตว์ 

        ราคาของถุงเท้าชนิดนี้ในประเทศไทยมีความหลากหลายมาก เช่น ถ้าซื้อบนแพลตฟอร์มที่มีสินค้าขายเกือบทุกอย่างนั้นมีราคาราว 25 บาท (4 คู่ 100) ซึ่งท่านผู้อ่านคงพอเดาคุณภาพและความประทับใจได้ว่าน่าจะเป็นอย่างไร ส่วนที่ขายบนแพลตฟอร์มในต่างประเทศนั้นเท่าที่เห็นคือ $10 สหรัฐขึ้นไป หรือหนักหน่อยที่เป็นแบรนด์เนมสำหรับคนไทยที่พอใจคำอธิบายคุณภาพว่า Adult Bed Socks in Organic Merino Wool, Natural White,...นั้นราคาของร้านที่เป็นสาขาในไทยคือ เกือบห้าพันบาท ซึ่งประหยัดได้เกือบ 40% (แสดงว่าราคาเดิมน่าจะเป็น 8 พันกว่าบาท) ดังนั้นผู้ที่สนใจในการดูแลสุขภาพเท้าเพื่อให้นอนหลับสบายขึ้นสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามความเหมาะสมของเท้าและกระเป๋าสตางค์ของแต่ละคน ส่วนผู้เขียนนั้นถุงเท้าอเนกประสงค์ราคา 3 คู่ 100 ซึ่งจะหนาและมีขนาดใหญ่หน่อยก็พอเพียงต่อการป้องกันการเกิดไมเกรนหลังตื่นนอนแล้ว

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

0 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค ถุงเท้า ร่างกาย สุขภาพ

ฉบับที่ 279 ข้าวยีสต์แดงมีทั้งคุณและโทษ

        ในวันที่ 27 มีนาคม 2024 สำนักงานข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานเรื่องที่น่าตกใจว่า ผู้ผลิตยารายใหญ่รายหนึ่งของญี่ปุ่นเรียกคืนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบ หลังจากมีผู้บริโภคสินค้าเสียชีวิตแล้ว 5 ราย (ตามข้อมูลของเว็บไซต์สำนักข่าว NikkaiAsia วันที่ 29 มีนาคม) และล้มป่วยอีกกว่า 100 ราย พร้อมขอให้ผู้บริโภคหยุดใช้สินค้าที่ถูกโฆษณาว่า เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 และจนถึงช่วงที่เป็นข่าวนั้นได้ขายไปมากกว่า 1 ล้านซอง         รายงานข่าวกล่าวว่า บริษัทได้รับข้อความจากครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งว่า ผู้บริโภคสินค้านี้เสียชีวิตจากโรคไตหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์มา 3 ปี และมีแพทย์รายหนึ่งแจ้งว่า เริ่มมีลูกค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดนี้เข้ารับการบำบัดปัญหาเกี่ยวกับไตในโรงพยาบาลมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มีอาการปัสสาวะเปลี่ยนสี แขนขาบวม และเหนื่อยล้า ซึ่งบริษัทผู้ผลิตสงสัยว่า ปัญหาในผลิตภัณฑ์อาจเกิดจากสารพิษ (ซึ่งไม่ได้บอกว่าน่าจะเป็นอะไร) ปนเปื้อนในแม่พิมพ์ที่ใช้ตอกเม็ดสินค้าซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจไม่พบ         สินค้าข้าวยีสต์แดงของบริษัทได้ถูกจัดส่งให้แก่ผู้ผลิตสินค้าอื่นหลายบริษัททั่วโลก เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผสมในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตข้าวยีสต์แดงได้แจ้งเรื่องความเสี่ยงด้านสุขภาพให้บริษัทที่เป็นลูกค้าเหล่านั้นแล้ว และทางบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ในญี่ปุ่นแห่งหนึ่งได้ประกาศทันทีว่า จะเรียกคืนผลิตภัณฑ์สาเกอัดลมซึ่งใช้ข้าวยีสต์แดงเป็นสีของสาเก         สำหรับปัญหาต่อสุขภาพโดยรวมเกี่ยวกับข้าวยีสต์แดง หรือ เบ็นนิโคจิ (beni koji) ในภาษาญี่ปุ่น หรือ อังคัก (angkak) ในภาษาจีน และชื่ออื่น ๆ ในหลายประเทศ ซึ่งมีการบริโภคในรูปของเครื่องเทศสำหรับแต่งสี แต่งกลิ่น มานานนับพันปีในประเทศจีนแล้วนั้น อาจกล่าวเป็นประเด็นได้ดังนี้คือ        ในการแถลงข่าวของบริษัทต่อสื่อทั้งในและต่างประเทศนั้น น่าจะเป็นเพียงการที่บริษัทต้องการปกป้องภาพพจน์ในฐานะผู้ผลิตสินค้าและวัตถุดิบในการผลิตอาหาร เพราะได้ระบุว่า ได้วิเคราะห์หาสารพิษจากเชื้อราคือ ซิตรินิน (citrinin ซึ่งมีผลเป็นพิษต่อไตในการศึกษาด้วยสัตว์ทดลอง) แล้วไม่พบ (โดยไม่มีรายละเอียดว่าได้วิเคราะห์ทุก lot ของการผลิตหรือไม่) อีกทั้งถ้าเป็นการวิเคราะห์ผลผลิต ณ. ปัจจุบัน ในขณะที่สินค้าที่ผู้บริโภคกินแล้วมีปัญหานั้นอาจผลิตเมื่อราว 2-3 ปีก่อน (ปี 2021-2022) แล้วกินต่อเนื่องมาจนเกิดอาการผิดปรกติของไต นอกจากนี้ตามข่าวที่เผยแพร่นั้นไม่มีข้อมูลว่า ทั้งผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับไตมาก่อนหรือไม่ หรือมีการกินยาลดการสร้างคอเลสเตอรอลกลุ่มสแตตินด้วยหรือเปล่า         ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทได้พยายามติดต่อลูกค้าในต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ ให้เรียกคืนสินค้าที่มีการผสมข้าวยีสต์แดงของบริษัทออกจากชั้นวางสินค้า ซึ่งนับว่าเป็นความรับผิดชอบระดับหนึ่ง แต่สินค้าซึ่งบริษัทต่างชาติซื้อข้าวยีสต์แดงไปใช้ในการผลิตแล้วถูกซื้อไปก่อนหน้าเกิดข่าวนั้น บริษัทมิได้บอกว่าจะรับผิดชอบอย่างไรถ้าผู้บริโภคเกิดอาการไม่ดี จึงคงหวังได้เพียงว่า ถ้ามีสารพิษจริงก็คงมีในปริมาณน้อยในระดับที่ร่างกายทนได้เพราะข้าวยีสต์แดงไม่น่าจะเป็นองค์ประกอบหลักในสินค้านั้นๆ สำนักข่าวหนึ่งให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ผลิตว่า บริษัทจะทำทุกอย่างเพื่อให้ทราบสาเหตุของปัญหาแล้วให้ข้อมูลที่ได้แก่ผู้บริโภคที่เกิดปัญหา ประเด็นคือ แล้วสาธารณชนจะมีโอกาสได้รู้หรือไม่ว่าอะไรคือสาเหตุ หรือมีใครสามารถบังคับบริษัทให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดได้ไหม        The National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH ของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีบทบาทคล้ายกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนั้น) มีบทความเรื่อง Red Yeast Rice ซึ่งปรับปรุง (updated) ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ได้ให้ข้อมูลตอนหนึ่งประมาณว่า “US.FDA (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ใดที่เมื่อกินแล้วเป็นการเพิ่มโลวาสแตติน (lovastain) ในร่างกาย ไม่สามารถวางตลาดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า US.FDA ได้อนุมัติให้โลวาสแตตินเป็นยาใหม่ (แก่ผู้มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง) ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงถูกวางตลาดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นการสื่อความหมายแก่ผู้จำหน่ายว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบที่วางขายได้ในสหรัฐอเมริกานั้นต้องไม่มีสารลดการสร้างคอเลสเตอรอล คือ โมนาโคลิน เค (monacolin K ซึ่งก็คือ โลวาสแตติน) ในระดับที่จัดเป็นยา และต้องไม่มีการระบุบนฉลากว่า มีคุณสมบัติในการบำบัดอาการคอเลสเตอรอลสูงในเลือด (ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้กันทั่วโลกสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ห้ามโฆษณาว่า บำบัดโรคได้)         ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกากินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงไปทำไมถ้าไม่ได้ต้องการลดการสร้างคอเลสเตอรอล คำตอบก็น่าจะเป็นว่า เพื่อเพิ่มสารต้านออกซิเดชั่นในร่างกาย และได้สารที่มีคุณประโยชน์อื่น ๆ ที่มีการวิเคราะห์พบ อย่างไรก็ดียังมีเรื่องที่น่ากังวลคือ ในปี 2017 มีบทความเรื่อง Variability in strength of red yeast rice supplements purchased from mainstream retailers ในวารสาร European Journal of Preventive Cardiology ได้วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารข้าวยีสต์แดง 28 ยี่ห้อที่ซื้อจากผู้ค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาแล้วพบว่า ปริมาณของโมนาโคลิน เค แตกต่างกันไปตั้งแต่ไม่มีเลยไปจนถึงขนาดสูงจนน่าจะถูกจัดเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ข้อมูลนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ NCCIH ระบุว่า US.FDA ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่มีข้าวยีสต์แดงที่ถูกวิเคราะห์พบว่ามี โมนาโคลิน เค ในปริมาณที่มากกว่าปริมาณต่ำ (more than trace) นั้นจัดเป็น ยาตัวใหม่ที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติ จึงไม่สามารถขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้อย่างถูกกฎหมาย         นอกจากนี้ NCCIH ยังให้ข้อมูลอีกว่า “แม้ว่ามีการทบทวนการทดลองทางคลินิกอย่างเป็นระบบในปี 2019 ซึ่งตีพิมพ์เป็นบทความเรื่อง Safety of red yeast rice supplementation: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials ในวารสาร Pharmacological Research ได้ชี้ให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงที่มีระดับโมนาโคลิน เค ต่างกันนั้นยังดูมีความปลอดภัย แต่ข้อมูลดังกล่าวขัดกับความเห็นของหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป (EFSA หรือ European Food Safety Authority) ซึ่งตีพิมพ์ข้อมูลในเว็บขององค์กรเมื่อปี 2018 ที่สรุปว่าการได้รับสารโมนาโคลิน เค จากผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจนคณะกรรมการ EFSA ไม่สามารถระบุระดับที่ปลอดภัยของอาหารที่มีโมนาโคลิน เค จากผลิตภัณฑ์ที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบได้”   มีการให้ข้อมูลของสำนักข่าวต่างประเทศหนึ่งซึ่งอาจเข้าใจคำแถลงของบริษัทผู้ผลิตผิดว่า การหมักข้าวเพื่อผลิตข้าวยีสต์แดงนั้นใช้แบคทีเรีย ทั้งที่ความจริงแล้วควรเป็นการใช้เชื้อยีสต์ซึ่งจัดเป็นราชนิดหนึ่งคือ Monascus purpureus สายพันธุ์ที่คัดสรรแล้วว่าทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ อย่างไรก็ดีไม่มีบุคคลภายนอกที่จะสามารถรู้ว่า คุณสมบัติที่แท้จริงของยีสต์ที่ใช้ในการผลิตของบริษัทนั้นเน้นที่การผลิตสีแดง กลิ่นรสที่ต้องการ และมีปริมาณโมนาโคลิน เค (ซึ่งคือ โลวาสแตติน) ในปริมาณเท่าใด และอีกประการหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงที่บริษัทผลิตนั้นคงมีการขายให้บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ในรูปของสารเจือปนในอาหารเพื่อแต่งสี กลิ่นและรส ซึ่งประเด็นนี้น่าจะนำไปสู่คำถามว่า เมื่อมีสถานะเป็นสารเจือปนในอาหารซึ่งต่างจากสถานะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ข้อกำหนด (specification) ตามกฏหมายที่ทางการของแต่ละประเทศกำหนดนั้นมีหรือไม่อย่างไร        การที่ข้าวยีสต์แดงถูกนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นดูเป็นนวตกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคพอควร แม้ว่าในอดีตมีการกินข้าวยีสต์แดงมานานกว่าร้อยหรือพันปีแล้ว แต่เป็นในรูปที่ใช้เป็นองค์ประกอบเพื่อทำให้เกิดกลิ่นรสที่ผู้บริโภคประสงค์ ไม่เคยมีการกินแบบสารเดี่ยวในปริมาณสูงเพื่อหวังคุณสมบัติในการลดการสร้างคอเลสเตอรอลในลักษณะของยามาก่อน ดังนั้นข้าวยีสต์แดงจึงน่าจะไม่เคยผ่านการประเมินความปลอดภัยตามระบบของพิษวิทยาคือ safety decision tree เพราะมนุษย์กินกันมานานแล้ว         เนื่องจากการสอบสวนเหตุการณ์ปัญหาที่เกิดจากข้าวยีสต์แดงยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ดังนั้นสิ่งที่น่าจะแนะนำให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยที่กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบคือ ควรรีบปรึกษาแพทย์ที่ดูแลสุขภาพท่านเป็นประจำ (ถ้ามี) ว่า ควรทำอย่างไรกับสินค้าที่มีเหลืออยู่ หรือใช้สามัญสำนึกตั้งคำถามกับตัวเองว่า กินทำไม ได้อะไร และเสี่ยงอันตรายหรือไม่เพียงใด

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 278 ข้าวโพดขึ้นรา..อร่อยหรือกร่อย

        คลิปหนึ่งใน TikTok ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความนิยมของคนเม็กซิกันในการกินข้าวโพดที่ขึ้นราจนเมล็ดมีลักษณะผิดปรกติ โดยเนื้อข่าวมีประมาณว่า คนเม็กซิกันไม่โยนข้าวโพดที่ขึ้นราจนเมล็ดดูน่าเกลียดทิ้ง แต่กลับชอบนำมาทอดทำเป็นอาหารกิน อีกทั้งยังเป็นสินค้าเกษตรที่มีราคาแพงเป็นพิเศษเพราะ (ในความรู้สึกของคนเม็กซิกัน) ข้าวโพดดังกล่าวมีรสชาติดีและมีกรดอะมิโนจำเป็นคือ lysine สูงกว่าข้าวโพดปรกติ นอกจากนี้ยังมีการอธิบายด้วยว่า เป็นภูมิปัญญาโบราณของคนพื้นเมือง Aztec ที่สูญหายไปจากสังคมโลกแล้ว (แต่อาจซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกส่วนที่ไม่ใครรู้เห็นได้)... ท้ายสุดของคลิปนั้นได้ตั้งประเด็นที่นักพิษวิทยาได้ยินแล้วสยองว่า “ไม่รู้ว่าข้าวโพดที่ขึ้นราในประเทศไทยกินได้แบบนี้หรือไม่ เพราะถ้าได้….หมายความว่า รายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้นมากมาย”         มีคำถามว่า ราชนิดที่ขึ้นบนเมล็ดข้าวโพดที่ยังอยู่ในฝักดังแสดงในคลิปวิดีทัศน์นั้นคืออะไร ซึ่งเมื่อสืบหาข้อมูลจากอินเตอร์ตามช่องทางต่างๆ ก็พบว่า รานี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Ustilago maydis (อุสติลาโก เมย์ดิส) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อสามัญว่า "ราดำ", "ทรัฟเฟิลเม็กซิกัน","huitlacoche (ฮ์วีท-ลา-โค-เช่ะ)" หรือ "cuitlacoche (ค์วีท-ลา-โค-เช่ะ)" คำหลังนี้ใช้น้อยกว่าคำแรกมาในคลิปต่าง ๆ ใน YouTube         เชื่อกัน (แต่หลักฐานไม่ชัดเจน) ว่า ที่มาของคำว่า ฮ์วีทลาโคเช่ะ หรือ ค์วีท-ลา-โค-เช่ะ นั้นเป็นคำในภาษาของอารยธรรมแอซเท็ก ซึ่งมาจากคำว่า cuitla (ขี้) และ cochi (หมู) โดยรวมแล้ว ฮ์วีทลาโคเช่ะ จึงหมายถึง ขี้หมู ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เหมือนขี้หมูนั้นคือ กลิ่นหรือเปล่า แต่เวลาคูคลิปที่มีการปรุงเป็นอาหาร ทุกคนดูมีความสุขดีในการกิน         บทความเรื่อง Huitlacoche (Ustilago maydis), an Iconic Mexican Fungal Resource: Biocultural Importance, Nutritional Content, Bioactive Compounds, and Potential Biotechnological Applications ในวารสาร Molecules ของปี 2023 ให้ข้อมูลว่า อุสติลาโก เมย์ดิส เป็นเชื้อราที่เกิดบนข้าวโพดที่ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญในประเทศต่างๆ แต่ในทางกลับกันการบริโภคข้าวโพดขึ้นรานี้ (ฮ์วีทลาโคเช่ะ) กลายเป็นเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารเม็กซิกัน และมีมูลค่าทางการค้าสูงในตลาดภายในประเทศ บทความให้ข้อมูลต่อว่า ฮ์วีทลาโคเช่ะเป็นแหล่งสารอาหารที่ดีเยี่ยม เช่น โปรตีน ใยอาหาร กรดไขมัน แร่ธาตุ และวิตามิน อีกทั้งยังมีหลักฐานว่า เป็นแหล่งสำคัญของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติเสริมสร้างสุขภาพอีกด้วย โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า สารสกัดหรือสารประกอบที่แยกได้จากฮ์วีทลาโคเช่ะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ต้านการก่อกลายพันธุ์ ต้านเกล็ดเลือด (แสดงถึงศักยภาพในการบำบัดโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ อาการเจ็บหน้าอกที่มีสาเหตุจากหัวใจ เป็นต้น) และมีฤทธิ์โดปามิเนอร์จิค (คือ มีฤทธิ์ที่มีบทบาทสำคัญในอารมณ์ เพิ่มแรงจูงใจและความสุข จึงมักถูกเรียกว่าเป็น "สารก่อความรู้สึกดี" เพราะมันถูกปล่อยออกมาเพื่อตอบสนองต่อประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจและสามารถช่วยยกระดับอารมณ์ได้)         สำหรับความน่าสนใจในทางอุตสาหกรรมนั้น มีความพยายามนำฮ์วีทลาโคเช่ะมาทดลองใช้ในการสังเคราะห์อนุภาคนาโนอนินทรีย์ ใช้ในการกำจัดโลหะหนักออกจากตัวกลางที่เป็นน้ำ ใช้ช่วยในการควบคุมทางชีวภาพ ใช้สำหรับกระบวนการผลิตไวน์ ใช้เป็นแหล่งของสารลดแรงตึงผิวทางชีวภาพ (bio-surfactant) และเอ็นซัมบางชนิดที่มีศักยภาพในบางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่น่าสนใจคือ มีแนวโน้มว่าจะนำเอาฮ์วีทลาโคเช่ะมาใช้เป็นส่วนผสมในการพัฒนาอาหารสุขภาพ (น่าจะหมายถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) เนื่องจากมีคุณสมบัติในการลดคอเลสเตอรอล เป็นต้น        ความจริงนั้นรา อุสติลาโก เมย์ดิส เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เกษตรกรไทย เพียงแต่เรียกกันเป็นชื่ออื่น นักวิชาการจัดรานี้ว่า เป็นรากลุ่ม basidiomycetes fungus ก่อโรคในข้าวโพดเรียกว่า โรคราเขม่าดำข้าวโพด (corn smut disease) ซึ่งสมาคมนักโรคพืชแห่งประเทศไทยเมื่อ 11 ตุลาคม 2559 ให้ข้อมูลใน Facebook ของสมาคมว่า โรคสมัท (Smut) หรือราเขม่าดำ เกิดจากเชื้อรา อุสติลาโก เมย์ดิส พบระบาดทั่วไปในแหล่งที่มีการปลูกข้าวโพดทั่วโลก ทำให้ผลผลิตเสียหายเล็กน้อยไปจนถึง 6 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตและทำความเสียหายกับข้าวโพดหวานเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยลักษณะอาการแสดงให้เห็นบนส่วนต่าง ๆ ของพืชที่อยู่เหนือดิน ลำต้น ใบ ฝักและเกสรตัวผู้ เชื้อราสร้างปม (gall) ขึ้นโดยครั้งแรกมีขนาดใหญ่สีขาว ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เมื่อแก่ปมจะแห้งผนังที่หุ้มปมจะแตกออก ภายในมีผงสีดำ คือ สปอร์ (spore) ของเชื้อรา ซึ่งเป็นตัวแพร่ระบาดของโรคในฤดูต่อๆ ไป         นอกจากนี้เอกสาร ข่าวเตือนการระบาดศัตรูพืชประจำสัปดาห์ ของกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร ปีที่ 15 ฉบับที่ 51 ประจำวันที่ 5 เมษายน 2560 มีบทความเรื่อง โรคราเขม่าดำข้าวโพด (Smut Disease) ได้แจ้งเตือนเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดทุกชนิดให้ระวังโรคราเขม่าดำหรือโรคสมัทที่มักพบได้ในข้าวโพดทั่วประเทศไทย อีกทั้งโรคนี้ยังสามารถทำความเสียหายแก่ พืชไร่ เช่น อ้อย (โรคแส้ดำ) และธัญพืชต่าง ๆ หลายชนิด โดยเข้าทำลายเมล็ด เกิดการเพิ่มปริมาณผงสปอร์สีดำงอกเต็มผลผลิต ทำให้ผลผลิตเสียหายและคุณภาพลดลง ซึ่งในช่วงนี้ (เมษายน) สภาพอากาศเหมาะสมสำหรับเชื้อรานี้เจริญเติบโตแพร่ระบาดและทำความเสียหายรุนแรง ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของกลุ่มผงสีดำ หรือเมล็ดข้าวโพดเป็นปุ่มปมบวมพอง ให้รีบขอคำแนะนำเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อหาแนวทางควบคุม และป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง         ดังได้เกริ่นแล้วในตอนต้นของบทความว่า ผู้ที่ทำคลิปลง TikTok เกี่ยวกับ ฮ์วีทลาโคเช่ะ ได้ทิ้งท้ายในคลิปว่า ถ้าในประเทศไทยมีการระบาดของรา อุสติลาโก เมย์ดิส บนข้าวโพดบ้านเรา เกษตรกรคงได้เพลินในการเก็บเงินที่ได้จากการขายวีทลาโคเช่ะเป็นกอบเป็นกำเช่นเดียวกับเกษตรกรเม็กซิกัน ซึ่งความจริงแล้วในทางวิชาการนั้น การระบาดของราดังกล่าวเป็นหายนะของเกษตรกรต่างหาก เพราะบริบทของข้าวโพดขึ้นราที่เกิดขึ้นในไทยนั้นอาจมีลักษณะหลายประการที่ต่างจากข้าวโพดขึ้นราของชาวเม็กซิกัน อีกทั้งในการปรุงอาหารจานเด็ดดังกล่าวอาจต้องมีเคล็บลับบางประการที่ทำให้ผู้บริโภคเม็กซิกันดูมีความปลอดภัยดีหลังบริโภคฮ์วีทลาโคเช่ะ         ถ้า Mexican soft power เกี่ยวกับข้าวโพคขึ้นราดำนี้เข้ารุกรานไทย มีข้อมูลอะไรที่ผู้บริโภคชาวไทยควรสนใจบ้าง ก่อนอื่นผู้บริโภคควรตระหนักว่า ลักษณะข้าวโพดที่ติดโรคนั้นเป็นการกลายพันธุ์ของเมล็ดอย่างหนึ่ง เพราะราอุสติลาโก เมย์ดิส นั้นมีคุณสมบัติพิเศษในการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกทางพันธุกรรมของเมล็ดข้าวโพดจนแสดงลักษณะผิดปรกติ ข้อมูลเชิงลึกทางวิชาการคือ อุสติลาโก เมย์ดิส ดังกล่าวเป็นเจ้าบ้าน (host) ของไวรัสจำเพาะคือ UmV (Ustilago maydis virus) ในลักษณะปรสิตที่ทำให้มีการสร้างสารพิษ killer toxins ออกมาได้ (ทำนองเดียวกับแบคทีเรียหลายชนิดมีไวรัสที่เรียกว่า phage หรือ bacteriophage เป็นปรสิต) ซึ่งสารพิษเหล่านี้สามารถฆ่าตัวเชื้อราเองได้ และมีศักยภาพในการนำไปใช้ควบคุมยีสต์ชนิดที่ไม่เป็นประโยชน์ในการผลิตไวน์ดังกล่าวถึงแนวโน้มในการประยุกต์ใช้รานี้ข้างต้น         ที่น่ากังวลใจแทนผู้บริโภคชาวเม็กซิกันคือ การที่ข้าวโพดถูกรุกรานด้วยรา อุสติลาโก เมย์ดิส ดังกล่าว เป็นการเอื้อให้ราชนิดอื่น เช่น ราที่สร้างสารพิษอัฟลาทอกซินและราที่สร้างสารพิษฟูโมนิสซิน เข้ารุกรานข้าวโพดได้ง่ายขึ้น ดังปรากฏในบทความเรื่อง Aflatoxin and Fumonisin in Corn (Zea mays) Infected by Common Smut Ustilago maydis ในวารสาร Plant Disease ของปี 2015 ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ผู้ที่นิยมกินฮ์วีทลาโคเช่ะอาจได้อร่อยไปพร้อมกับการได้รับอัฟลาทอกซินและฟูโมนิสซินเข้าไปเป็นของแถมด้วย ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะอัฟลาทอกซินนั้นมีสมาชิกสำคัญคือ อัฟลาทอกซิน บี1 ซึ่ง IARC จัดเป็นสารก่อมะเร็งตับในมนุษย์ ส่วนสารฟูโมนิสซินซึ่งเพิ่งค้นพบในราวปี 1988 นั้นมีข้อมูลพื้นฐานจัดว่า เป็นสารพิษที่ทำให้ม้าเสียการทรงตัวและตายเนื่องจากสมองถูกทำลาย ทำให้เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตันในปอดของหมูส่งผลให้หมูเกิดอาการหอบเหนื่อยฉับพลัน หายใจถี่และระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ และสารพิษนี้เป็น non-genotoxic carcinogens (ก่อให้เกิดมะเร็งโดยไม่ทำให้สารพันธุกรรมกลายพันธุ์) โดยมีข้อมูลทางระบาดวิทยาว่า ก่อมะเร็งหลอดอาหารในประชากรของอัฟริกาใต้และในจีน รายละเอียดเกี่ยวกับฟูโมนิซินนั้นสามารถอ่านได้ในบทความเรื่อง ฟูโมนิซิน สารพิษจากเชื้อราที่มีความสำคัญต่อคนและสัตว์ ในวารสารสัตวแพทย์ศาสตร์ มข ปีที่ 11 พ.ศ. 2544 ซึ่งดาว์นโหลดมาอ่านได้

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 277 ผงซักฟอกที่ไม่เหมือนเดิม

        ปลายเดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ. 2554 น้ำที่ท่วมบ้านผู้เขียนในแขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา นานเกือบ 2 เดือนได้ลดลง ในช่วงนั้นผู้เขียนได้รับการเสนอจากเพื่อนบ้านว่าจะรับทำความสะอาดบ้านให้ด้วยน้ำยาล้างบ้านที่มีเอ็นซัม (enzyme) เป็นองค์ประกอบด้วยราคา 5000 บาท ในสถานการณ์ตอนนั้นผู้เขียนได้ตอบปฏิเสธไปเพราะไม่ค่อยศรัทธาและเสียดายสตางค์ อีกทั้งยังพอมีแรงกายและแรงใจที่จะจัดการบ้านของตนเอง ต่อมาผู้เขียนจำได้ว่า เริ่มได้ยินโฆษณาขายผงซักฟอกแนวใหม่ที่กล่าวว่า ขจัดคราบหนักด้วยพลังเอ็นซัม ป้องกันการย้อนกลับของคราบสกปรก คงความสว่างสดใส ฟื้นฟูใยผ้าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม          ข้อความโฆษณาเพื่อหว่านล้อมให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจไปใช้สินค้าใหม่นั้นมักกล่าวว่า “เป็นผงซักฟอกที่ผสมเอ็นซัมเหมาะสำหรับสลายคราบหนักบนเสื้อผ้า ซักผ้าขาวได้ดั่งใจ ผ้าสีขาวใส หอมลึก หอมนานฝังแน่นด้วยแคปซูลน้ำหอม สามารถใช้สำหรับซักด้วยมือหรือเครื่องซักผ้า (สูตรฟองน้อย) ขจัดคราบสกปรกได้อย่างรวดเร็ว ผ้าขาวเป็นประกายเหมือนใหม่ ไม่ผสมแป้ง แช่ผ้าค้างคืนไม่เหม็นอับ”         ในต่างประเทศมีการแยกประเภทผงซักฟอกตามแต่ละชนิดของเอ็นซัมเพื่อกำจัดคราบเฉพาะ เช่น ชนิดมีโปรตีเอส (protease) ใช้กำจัดคราบโปรตีนออกจากผ้า ชนิดมีอะไมเลส (amylase) ใช้กำจัดคราบแป้งติดแน่นบนเนื้อผ้า และชนิดมีไลเปส (lipase) เพื่อกำจัดคราบไขมันบนเนื้อผ้า โดยมีคำแนะนำให้ทำการแช่ผ้าไว้ก่อนซัก 30 นาที – 1 ชั่วโมง หรือดูให้เหมาะสมตามคราบที่เปื้อนบนเนื้อผ้า หรืออาจทิ้งไว้ค้างคืนถึงหลายๆ วัน ก็ไม่มีปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะผงซักฟอกแนวใหม่ไม่มีแป้งและสารเพิ่มปริมาณที่เป็นอาหารของแบคทีเรีย         ผู้บริโภคหลายท่านอาจพอมีความเข้าใจอยู่แล้วว่า เอ็นซัมทำหน้าที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิตและบางชนิดก็มีศักยภาพในการทำงานนอกสิ่งมีชีวิตได้ด้วย เช่น ปาเปน (papain) ในยางมะละกอ ดังนั้นการเติมเอ็นซัมลงในผงซักฟอกจึงทำให้ผงซักฟอกมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในการกำจัดคราบสกปรกขนาดใหญ่ที่เกาะติดกับเส้นใยผ้า โดยคราบนั้นถูกเอ็นซัมที่เหมาะสมย่อยสลายเป็นอนุภาคขนาดเล็กแล้วหลุดออกจากเส้นใยผ้าได้ง่ายขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนช่วยเหมือนในการซักผ้าแบบเดิม ซึ่งมักลดคุณสมบัติของเนื้อผ้า เพราะความร้อนมักทำให้เส้นใยผ้าบางชนิดลดความแข็งแรงหรือบางชนิดเสียรูปทรงไปเลย และความร้อนอาจทำให้สีย้อมบนเนื้อผ้าเปลี่ยนเฉดไปด้วย         ความคิดในการนำเอาเอ็นซัมมาช่วยในการซักผ้าเริ่มตั้งแต่ปี 1959 (พ.ศ. 2502) โดยออตโต โรห์ม (Otto Röhm) ได้เสนอให้มีการเพิ่มเอ็นซัมในผงซักฟอก ซึ่งคือโปรตีเอสที่สกัดจากอวัยวะของสัตว์ที่ได้จากโรงฆ่าสัตว์ อย่างไรก็ดีแม้ว่าผงซักฟอกสูตรของโรห์มได้ประสบความสำเร็จมากกว่าวิธีการทำความสะอาดเสื้อผ้าแบบเดิม แต่เอ็นซัมที่ใช้นั้นไม่เสถียรนักเมื่อต้องถูกผสมกับด่างและสารฟอกขาว ต่อมาจึงมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยการใช้เอ็นซัมโปรตีเอสที่ผลิตโดยจุลินทรีย์สายพันธุ์เฉพาะซึ่งมีความเสถียรกว่า         ชนิดของเอ็นซัมที่ใช้ในการซักผ้านั้นต้องมีความพิเศษเหนือเอ็นซัมทั่วไปคือ สามารถทำงานได้ในสภาวะปรกติของการซักผ้า เช่น อุณหภูมิของน้ำอาจสูงถึง 60 °C และต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นด่างหรือเป็นกรด อยู่ได้ดีในสารละลายที่มีความเข้มข้นขององค์ประกอบอื่นเช่น แร่ธาตุที่แตกตัวเป็นไอออนปริมาณสูง และการมีอยู่ของสารลดแรงตึงผิวหรือสารมีฤทธิ์ออกซิไดซ์ สำหรับเอ็นซัมที่นิยมนำมาเติมลงในผงซักฟอกโดยหลักๆ นั้นมี 3 ประเภท คือ         โปรติเอส (proteases) เป็นเอ็นซัมที่มีการใช้มากที่สุดในผงซักฟอก โดยทำหน้าที่ย่อยโปรตีนให้มีขนาดเล็ก (proteolysis) ด้วยการตัดสายโปรตีนให้มีขนาดที่เล็กลง คราบโปรตีนบนเสื้อผ้าจึงหลุดออกได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น รอยเลือด, เหงื่อไคล และคราบอาหารที่มีส่วนประกอบของโปรตีน         อัลฟา-อะไมเลส (alpha-amylases) เป็นเอ็นซัมที่มีหน้าที่ย่อยแป้งให้มีขนาดเล็กลง จึงถูกใช้เพื่อกำจัดคราบอาหารที่เกิดจากแป้งพาสต้า, มันฝรั่ง, น้ำเกรวี่, ช็อกโกแลต อาหารเด็ก ตลอดจนเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของแป้ง นอกจากนี้อัลฟา-อะไมเลสยังช่วยกำจัดคราบเจลที่เกิดจากการพองของผงแป้งเมื่อโดนความชื้นทำให้เกิดคราบเหนียวจับกับฝุ่นละอองได้ง่ายจนลดความสดใสของผ้า        ไลเปส (lipase) เป็นเอ็นซัมที่มีหน้าที่ย่อยไขมันหรือน้ำมันที่ไม่ละลายน้ำให้มีขนาดเล็กลงจนผงซักฟอกสามารถเข้าทำปฏิกิริยากับโมเลกุลไขมันหรือโมเลกุลน้ำมันที่เล็กลงจนกลายสภาพเป็นโมเลกุลที่ละลายน้ำได้ การเลือกใช้ผงซักฟอกที่มีเอ็นซัม         การเลือกใช้ผงซักฟอกที่มีเอ็นซัมนั้นมีคำแนะนำโดยทั่วไปว่า ผู้บริโภคควรใส่ใจในการใช้ผงซักฟอกที่มีเอ็นซัมเซลลูเลส (cellulases) เพื่อช่วยกำจัดคราบซอสและซุปที่ทำจากผักและผลไม้ เพราะเอ็นซัมชนิดนี้มีผลกับเสื้อผ้าที่มีเส้นใยทำมาจากฝ้าย ลินิน หรือในกรณีผ้าใยสังเคราะห์ที่มีส่วนผสมของเส้นใยที่เป็นเซลลูโลสจากพืช เนื่องจากเอ็นซัมสามารถตัดพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) ของเส้นใยเซลลูโลสซึ่งผลที่ตามมาคือ ผ้าเปื่อยเร็ว         กรณีผ้าเปื่อยเร็วนั้นอาจเกิดได้ในกรณีใช้ผงซักฟอกที่ผสมเอ็นซัมแมนนาเนส (mannanase) เพื่อขจัดคราบอาหารที่มีองค์ประกอบบางส่วนเป็นยางไม้เช่น guar gum ที่มีองค์ประกอบเป็นโพลีเมอร์ของน้ำตาลแมนโนส (mannose) เรียกว่า แมนแนน (mannan) ที่เป็นโพลีแซ็กคาไรด์ชนิดหนึ่งพบได้ในเฮมิเซลลูโลสซึ่งเป็นองค์ประกอบของเส้นใยธรรมชาติจากพืชบางชนิดที่นำมาทอเป็นผ้า ส่วนผ้าไหมซึ่งทราบกันดีว่า มีองค์ประกอบเป็นเส้นใยโปรตีนจากรังไหมนั้น ก็ไม่ควรใช้ผงซักฟอกที่มีเอ็นซัมโปรตีเอสเพราะลักษณะที่ดีของผ้าไหมอาจเสียไประหว่างการซัก ผงซักฟอกเอ็นซัมกับสิ่งแวดล้อม         การกล่าวว่า ผงซักฟอกแนวใหม่ช่วยลดโลกร้อนและรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นดูมีความเป็นจริง เพราะนอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดคราบของผงซักฟอกแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เอ็นซัมเป็นที่นิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด คือ เอ็นซัมเป็นสารชีวภาพที่ได้จากธรรมชาติซึ่งไม่เป็นอันตรายในการซักและทิ้ง ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสามารถประหยัดพลังงาน เนื่องจากการไม่ต้องใช้น้ำร้อนในการซักผ้าในประเทศที่น้ำประปาในฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำ         มีข้อควรคำนึงบางประการที่กลุ่มผู้ประกอบการระบุไว้เอกสารเรื่อง Guidance for the Risk Assessment of Enzyme-Containing Consumer Products (คำแนะนำในการประเมินความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีเอ็นซัม) ของ American Cleaning Institute เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2009 ที่กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษ 1960 ไม่ค่อยมีใครทราบเกี่ยวกับอันตรายของเอ็นซัมและคิดเอาเองว่า “เป็นส่วนผสมจากธรรมชาติจึงควรปลอดภัย” ดังนั้นเอ็นซัมในยุคเริ่มแรกที่ถูกนำมาใช้ในโรงงานผลิตผงซักฟอกจึงอยู่ในรูปแบบผงละเอียดที่ลอยฟุ้งได้มากในอากาศ (เชื่อกันว่าอยู่ที่ > 1 มก./ลบ.ม.) ส่งผลให้การสูดดมฝุ่นของเอ็นซัมเข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดการผลิตแอนติบอดีจำเพาะคือ อิมมูโนโกลบูลิน E (immunoglobulin E หรือ IgE) ที่ส่งผลให้เกิดอาการภูมิแพ้ของทางเดินหายใจในหมู่คนงานผลิตผงซักฟอกและแม่บ้านบางคนของคนงานที่ซักเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนด้วยฝุ่นเอ็นซัมของสามีที่เป็นคนงาน         ดังนั้นเมื่อทราบถึงปัญหาดังกล่าว ผู้ผลิตสินค้าจึงใช้เทคโนโลยีการห่อหุ้มเอ็นซัมเป็นเม็ด (encapsulation) เพื่อลดการเกิดฝุ่น ทำให้อุบัติการณ์ของอาการภูมิแพ้ในทางเดินหายใจในผู้บริโภคและคนงานหมดไป ดังนั้นผงซักฟอกที่มีเอ็นซัมช่วยในการซักผ้าจึงต้องเป็นชนิดที่ใช้เอ็นซัมที่ได้รับการพัฒนาให้อยู่ในรูปการห่อหุ้มเป็นเม็ด (encapsulated particle) เท่านั้น         ประการสุดท้ายที่น่าจะสำคัญในยุคที่เศรษฐกิจอาจอยู่ในสภาพ “วิกฤต” คือ ผู้บริโภคควรประเมินก่อนตัดสินใจซื้อว่า มีเหตุผลใดในการซื้อผงซักฟอกแนวใหม่ที่แพงกว่าของเก่ามาใช้ เช่น ต้องดูจากลักษณะการใช้เสื้อผ้าในอาชีพที่ต่างกัน โดยคนที่ทำงานในที่ร่มซึ่งเหงื่อออกน้อยและไม่น่าจะเกิดคราบสกปรกหนักบนเสื้อผ้าก็อาจไม่จำเป็นต้องซื้อมาใช้ ยกเว้นถ้าผู้บริโภคเป็นผู้บริหารระดับสูงเงินเดือนมากพอและต้องรักษาภาพพจน์การเป็นคนประณีต นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง         ส่วนในกรณีของผู้บริโภคที่ทำงานในสถานที่ที่เสื้อผ้าต้องสัมผัสคราบสกปรกหนักมากเช่น ช่างเครื่อง คนฆ่าสัตว์ พนักงานทำความสะอาด ผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง ฯลฯ บุคคลในอาชีพเหล่านี้จำเป็นต้องทบทวนว่า ถ้าซื้อผงซักฟอกแนวใหม่นี้มาใช้จะทำให้เงินที่ควรเก็บไว้ใช้เมื่อแก่ลดลงเท่าใด อีกทั้งมักมีการโฆษณาที่ใช้ดารา (ซึ่งอาจซักผ้าด้วยมือไม่เป็น) มากระตุ้นให้ซื้อผงซักฟอกประเภทนี้สำหรับซักเสื้อผ้าให้เด็กเล็ก แม่ผู้ประเสริฐทั้งหลายก็ควรประเมินว่า จะมีคนที่มีค่าพอสักกี่คนในการที่ต้องลงทุนซื้อของแพงมาซักผ้าลูกเพื่อให้เขาได้ชื่นชมว่า ลูกใส่เสื้อผ้าสะอาด  ประการสำคัญคือ ผู้บริโภคเชื่อได้อย่างไรว่า ผงซักฟอกที่ซื้อมานั้นมีเอ็นซัมจริงอย่างที่โฆษณาไว้โดยไม่ต้องซื้อมาลองผิดลองถูก 

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 276 มะเร็งปอดในนักกีฬาหนุ่มไม่สูบบุหรี่

        คนบนโลกออนไลน์ได้รู้จักหมอหนุ่มวัย 28 ปีคนหนึ่งที่บอกเล่าอาการป่วยมะเร็งปอดของตัวเองผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า เป็นคนที่ชอบออกกำลังกายแต่กลับป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 โดยหมอหนุ่มท่านนี้ใส่ใจในความผิดปกติของอาการไอของตนเองจึงเข้ารับการตรวจร่างกายแล้วพบว่า กำลังป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ซึ่งไม่สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้ หมอหนุ่มได้ตั้งประเด็นที่อาจเป็นสาเหตุของการป่วยว่า ปัจจัยเดียวที่เป็นไปได้คือ ภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่รุนแรงในจังหวัดเชียงใหม่มานานหลายปี สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเชียงใหม่ทุกคนต่างรับผลจากฝุ่น PM 2.5 พอ ๆ กันแต่ไม่ใช่ทุกคนเป็นมะเร็งปอด แล้วปัจจัยใดที่น่าจะทำให้คนหนุ่มที่ออกกำลังกายเป็นประจำและไม่สูบบุหรี่กลับมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมากกว่าคนอื่น การกลายพันธุ์ของเซลล์อาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งปอด         ข้อมูลทางการแพทย์กล่าวว่า มะเร็งปอดนั้นแบ่งได้ในชั้นต้นเป็น 2 ประเภทคือ มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer) ซึ่งพบประมาณร้อยละ 10-25 ของมะเร็งปอดทั้งหมด มักพบบริเวณใกล้ขั้วปอดมากกว่าบริเวณชายปอด มีการแพร่กระจายเร็ว มีความเข้าใจว่าเกิดจากการที่สารเคมีบางชนิดทำให้เกิดความผิดปกติของระบบฮอร์โมน โดยทั่วไปนั้นมะเร็งปอดชนิดนี้ตอบสนองต่อเคมีบำบัดและรังสีรักษาได้ดี แต่โอกาสหายขาดยังเป็นไปได้น้อย ส่วนประเภทที่ 2 คือ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer) ซึ่งพบประมาณร้อยละ 75-90 ของมะเร็งปอดทั้งหมด มีการแพร่กระจายที่ช้าจึงมีโอกาสตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นได้มากกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก จึงนำไปสู่การผ่าตัดเอาก้อนและต่อมน้ำเหลืองออกพร้อมการบำบัดร่วมกับการให้เคมีบำบัดและรังสีรักษาหรือการบำบัดเสริมอื่นๆ ทำให้มีโอกาสหายขาดได้         การเกิดมะเร็งซึ่งรวมถึงมะเร็งปอดนั้นเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของยีนหลายยีน ซึ่งบทความเรื่อง Genomic profiling in non-small-cell lung cancer in young patients. A systematic review (การทบทวนอย่างเป็นระบบถึงการทำรูปแบบจีโนมในมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กในผู้ป่วยอายุน้อย) ในวารสาร ESMO Open ของ European Society for Medical Oncology ในปี 2021 ได้ให้ข้อมูลว่า มะเร็งปอดในผู้ป่วยอายุน้อยนั้นพบไม่บ่อยนัก ดังนั้นจึงทำการทบทวนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับรูปแบบจีโนมของผู้ป่วยอายุน้อยที่เป็นมะเร็งปอดตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2020 จากเอกสารในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หลักต่าง ๆ แล้วเลือกต้นฉบับงานวิจัย 23 ฉบับมาพิจารณาซึ่งพบว่า มะเร็งปอดในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 50 ปี เกิดขึ้นบ่อยในสตรีและเป็นมะเร็งแบบ adenocarcinoma (มะเร็งที่เกิดขึ้นที่ต่อมหรือเยื่อบุที่ผลิตเมือกหรือของเหลว มะเร็งประเภทนี้พบได้บ่อยในมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด และลำไส้ใหญ่) และบ้างก็อยู่ในระยะที่ลุกลาม ซึ่งในการทบทวนข้อมูลครั้งนี้พบว่า การกลายพันธุ์ของหลายยีนในเซลล์เนื้อเยื่อ (somatic cells) มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปอด ได้แก่         การกลายพันธุ์ของยีน TP53 ซึ่งสร้างโปรตีน p53 ที่ควบคุมระบบการแบ่งเซลล์ให้เป็นปรกติ การกระตุ้นการตายของเซลล์ในลักษณะ apoptosis และความเสถียรของยีนด้วยกลไกการซ่อมแซมต่างๆ         การกลายพันธุ์ของยีน EGFR T790M ยีนนี้เป็นที่รู้จักกันในนามว่า gatekeeper gene ซึ่งเป็นยีนที่ทำหน้าที่ป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้น และป้องกันการสะสมของการกลายพันธุ์ที่นำไปสู่การเพิ่มจำนวนเซลล์ผิดช่วงเวลา สำหรับ epidermal growth factor receptor (EGFR) นั้นเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับปัจจัยที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของผิวหนัง ผลของการกลายพันธุ์นำไปสู่การแสดงออกของตัวรับ EGFR บนผนังมากเกินไป ทำให้เกิดการแบ่งเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเป็นลักษณะขยายการทำงานของเซลล์ที่ไม่ปรกติจึงมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งหลายชนิดรวมถึงมะเร็งชนิด adenocarcinoma ในปอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งสมอง (Glioblastoma) และเนื้องอกของเยื่อบุผิวที่ศีรษะและคอ         การกลายพันธุ์ของกลุ่มยีน BRCA ได้แก่ BRCA1, BRCA2 (และอาจเพิ่ม BRCA3 ในอนาคต) ซึ่งก่อให้เกิดกลุ่มอาการมะเร็งเต้านมและรังไข่ทางพันธุกรรม         การกลายพันธุ์ของยีน HER2 (Human epidermal growth factor receptor) จนกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีงานวิจัยพบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมักพบความผิดปรกติของ HER2 เป็น positive นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับยีนส์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดมะเร็งได้หลายชนิดรวมถึงมะเร็งปอด         การกลายพันธุ์ของยีน YAP1 (yes associated protein 1) ซึ่งสร้างโปรตีนตัวควบคุมการถอดรหัสที่กระตุ้นการถอดรหัสยีนที่เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดของเซลล์และการแพร่กระจายและยับยั้งการฆ่าตัวตายแบบ apoptosis ดังนั้นการกลายพันธุ์จึงส่งผลให้การเกิดมะเร็งได้ง่ายขึ้น         การกลายพันธุ์ของยีน CHECK2 ซึ่งเป็นยีนที่ควบคุมการสร้างโปรตีนที่หยุดยั้งการเติบโตของเนื้องอก ความผิดปรกติของยีนนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมตลอดชีวิตเป็นสองเท่า นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ และทำให้เกิดความสงสัยว่า การเปลี่ยนแปลงของยีนนี้โดยเฉพาะในวัยรุ่นและผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาวมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดมะเร็งปอด การกลายพันธุ์ของยีนใดที่อาจเป็นต้นเหตุสำคัญของมะเร็งปอด         ยีนที่ดูน่าสนใจเป็นพิเศษได้ถูกระบุในบทความของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เรื่อง TP53 gene mutations of lung cancer patients in upper northern Thailand and environmental risk factors (การกลายพันธุ์ของยีน TP53 ของผู้ป่วยมะเร็งปอดในภาคเหนือของประเทศไทยและปัจจัยเสี่ยง) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cancer Genetics and Cytogenetics ของปี 2008 บทความนี้รายงานผลการศึกษาถึงผลของปัจจัยต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมต่อการกลายพันธุ์ของยีน TP53 ในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอุบัติการณ์ของมะเร็งปอดสูงกว่าส่วนอื่นของประเทศ (หลายบทความในอดีตตั้งประเด็นว่า ความนิยมในการสูบบุหรี่ขี้โยนั้นเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปอดสูงของสตรีชาวเหนือ)         การกลายพันธุ์ของยีน TP53 พบได้มากประมาณ 40-70% ในเนื้อเยื่อมะเร็งปอด และการกลายพันธุ์ของยีนนี้สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ในระยะแรก ๆ ของมะเร็งปอดซึ่งอาจเป็นผลจากการได้รับสารก่อมะเร็งจากสิ่งแวดล้อม รายงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า จำนวนและรูปแบบการกลายพันธุ์ของยีน TP53 มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประชากร ซึ่งความแตกต่างนี้อาจเกิดจากเชื้อชาติที่ต่างกัน หรือได้รับสารก่อมะเร็งจากสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน รวมไปถึงลักษณะการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน         ในการศึกษานี้ได้มีศึกษาเปรียบเทียบการถ่ายทอดยีนที่กลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็งปอดและครอบครัว (ญาติสายตรงและพี่-น้องผู้ป่วย) พร้อมมีกลุ่มควบคุมเพื่อดูว่า การกลายพันธุ์แต่กำเนิด (germline mutations หรือ inherited mutations นั้น เป็นการที่ยีนมีความผิดปกติตั้งแต่เป็นเซลล์ต้นกำเนิดหลังการปฏิสนธิ และส่งผ่านความผิดปกตินี้ผ่านเซลล์สืบพันธุ์ไปยังรุ่นลูกหลานต่อไปได้ เช่น การกลายพันธุ์ของยีน BRCA ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ชนิดที่สามารถสืบทอดทางพันธุกรรมได้) มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอดของประชากรกลุ่มนี้หรือไม่ โดยนักวิจัยได้ดำเนินการสกัดดีเอ็นเอจากเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยและกลุ่มควบคุม พร้อมกับสกัดดีเอ็นเอจากเนื้อเยื่อมะเร็งปอดและเนื้อเยื่อปอดปกติของผู้ป่วยแต่ละรายเปรียบเทียบกับลำดับเบสอ้างอิงที่ได้จาก GenBank (accession no. X54156) ซึ่งผลการศึกษาจากผู้ป่วย 55 รายและกลุ่มควบคุม 57 ราย รวมทั้งจากบิดา-มารดาของผู้ป่วยอีก 8 ราย ไม่พบการกลายพันธุ์แต่กำเนิดในดีเอ็นเอที่สกัดจากเม็ดเลือดขาว การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า การกลายพันธุ์แต่กำเนิดไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปอดในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่พบว่ามีการกลายพันธุ์ของเซลล์เนื้อเยื่อ (somatic mutation) 19 ตำแหน่ง ในดีเอ็นเอที่สกัดได้จากเนื้อเยื่อมะเร็งปอดของผู้ป่วย 18 ตัวอย่าง อย่างไรก็ดีไม่มีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งใดๆ ซ้ำกันจนเป็น hot spot (ซึ่งเป็นจุดสังเกตที่เด่นชัดถึงโอกาสของการเกิดมะเร็ง)         ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อทดสอบผลของปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมต่อการกลายพันธุ์ พบว่าการใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการอาศัยอยู่ในบ้านที่มีอากาศถ่ายเทไม่ดี ได้แก่บ้านซีเมนต์หรือบ้านที่มีห้องครัวอยู่ภายในบ้าน มีผลต่อการเกิดการกลายพันธุ์ของยีน TP53 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ         ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติและสารก่อกลายพันธุ์ในสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการกลายพันธุ์ของยีน ซึ่งนำไปสู่การเกิดมะเร็งปอด และเป็นไปได้ว่าการกลายพันธุ์ของยีน TP53 อาจเกิดจากปัจจัยอื่นนอกเหนือไปจากการสูบบุหรี่ ซึ่งหากรู้ถึงปัจจัยที่มีผลต่อการกลายพันธุ์แล้วจะมีประโยชน์ต่อการป้องกันการเกิดมะเร็งปอดต่อไปได้ในอนาคต ซึ่ง ณ.ปัจจุบัน พ.ศ. 2567 นั้นก็ดูเหมือนยังไม่ทราบในสิ่งที่บทความตั้งความหวังไว้ ดังนั้นคนไทยในภาคเหนือจึงยังอยู่ในความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดต่อไป

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)