ฉบับที่ 268 หุ้น ‘STARK’ หายนะนักลงทุนรอบล่าสุด

        น่าเสียดายที่หุ้น STARK ไม่ใช่ตัวเดียวกับบริษัทของ Tony Stark หรือไอรอน แมนแห่งจักรวาลมาร์เวล ไม่งั้นคงเป็นหุ้นเนื้อหอมที่ใครๆ ก็อยากได้ แต่หุ้น STARK ดันเป็นบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชนถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวดธุรกิจวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร 
        ราคาพาร์ตอนเริ่มซื้อขายคือ บาท เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 6.65 บาทต่อหุ้นในปี 2562 เรียกว่าถ้าใครได้ซื้อตอนราคาหุ้น บาท แล้วขายตอนราคาสูงสุดก็ได้กำไรไปเหนาะๆ 6 เท่ากว่าๆ แบบนี้ไงใครๆ ถึงอยากเล่นกับไฟในตลาดหุ้น 
        เดือนสองเดือนที่ผ่านมา STARK กลายเป็นหายนะของใครหลายคน ประเมินกันคร่าวๆ ว่าความเสียหายน่าจะมากกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมาจากหุ้นกู้ 5 รุ่น รวม 9.1 พันล้านบาทที่ผิดนัดชำระหนี้ไปแล้ว บวกกับข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตงบการเงินอีก 2.5 หมื่นล้านบาท ส่วนราคาหุ้นน่ะหรือวันที่ 29 มิถุนายน 2566 หล่นมาเหลือแค่ 0.02 บาท หรือ 2 สตางค์ นักลงทุนบางคนที่ยอมให้สัมภาษณ์แบบไม่เปิดเผยชื่อขาดทุนไป 100 ล้านบาทจาก STARK ตัวเดียว 
        ลองดูรายได้ของ STARK ปี 2562-2564 มีรายได้ตามลำดับดังนี้ 11,607 ล้านบาท, 16,917 ล้านบาท,  27,129 ล้านบาท ส่วนปี 2565 แค่ 9 เดือนมีรายได้ถึง 21,877 ล้านบาท ขณะที่กำไรตั้งแต่ปี 2562-2564 เรียงตามลำดับคือ 123 ล้านบาท, 1,608 ล้านบาท, 2,783 ล้านบาท และแค่ 9 เดือนของปี 2565 ก็กำไรไปแล้ว 2,216 ล้านบาท รายได้กับกำไรพุ่งพรวดขนาดนี้มีหรือนักลงทุนทั้งรายย่อย รายใหญ่ หรือกองทุนรวมจะไม่เข้าซื้อ 
        แต่แล้วก็เริ่มมีอะไรแปลกๆ เพราะปี 2565 STARK ไม่ได้ส่งงบการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เลยต้องขึ้นเครื่องหมาย SP หรือกระงับการซื้อขายชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายน 2565 ก่อนจะรู้ความจริงภายหลังจากงบการเงินปี 2565 ว่า STARK ขาดทุนสะสมมากกว่า 10,379 ล้านบาท ถ้านับหนี้สินที่ติดค้างกับสถาบันการเงินและผู้ถือหุ้นกู้ เท่ากับว่า STARK ล้มละลายไปแล้ว 
        แน่นอนว่าพอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (...) ตลทกับ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนก็ต้องออกมาแอ็คชั่นเพื่อเรียกความมั่นใจ...ก็เป็นแบบนี้ทุกที 
        เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า STARK ที่เป็นซุปเปอร์ฮีโร่มีแต่ในหนัง และ “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” แล้วก็ต้องคอยติดตามดูให้ดี อย่างที่เห็นว่างบการเงินก็หลอกกันได้ถ้าผู้บริหารตั้งใจจะเล่นแร่แปรธาตุ ลงทุนอย่างระมัดระวัง กระจายความเสี่ยง และอย่าฝากผีฝากไข้ไว้กับหุ้นดาวเด่นตัวใดตัวหนึ่ง 
        และอยากบอกว่ากรณีหุ้น STARK จะไม่ใช่กรณีสุดท้ายแน่นอน

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

0 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค หุ้น การลงทุน STARK

ฉบับที่ 280 Passive Income กระแสเงินสดจากสินทรัพย์

        การนั่งนอนอยู่เฉยๆ แล้วมีเงินไหลเข้าบัญชีทุกเดือนให้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงาน (หรือทำงานเท่าที่อยากทำ) เป็นความฝันใฝ่ของใครหลายคนในยุคนี้ คำว่า passive income จึงกลายเป็นคำฮิต น่าหลงใหล และชวนไขว่คว้า         ว่าแต่ passive income คืออะไรกันแน่ จะบอกว่าการที่มีเงินเข้าบัญชีให้จับจ่ายเพียงพอก็อาจไม่ผิด แต่เงินที่ว่านี่มาจากไหนล่ะ เงินผุดขึ้นมาเองจากอากาศไม่ได้นะ         passive income เป็นรายได้ชนิดหนึ่งที่เกิดจาก ‘สินทรัพย์’ หรือบ้างก็เรียกว่าใช้เงินต่อเงิน อันนี้ก็ไม่ผิดเพราะถ้าไม่มีเงินซะก่อนแล้วจะมีสินทรัพย์ได้ยังไงกัน สินทรัพย์มีอะไรบ้าง ที่ดิน พระเครื่อง อสังหาริมทรัพย์ งานศิลปะ หุ้น พันธะบัตรรัฐบาล และอื่นๆ อีกหลายอย่าง         เพียงแต่ว่าสินทรัพย์บางประเภทก็ไม่ได้สร้าง passive income แบบที่เข้าใจเสมอไป สมมติคุณโชคดีดันมีงานของปิกัสโซ่ คุณขายมันได้ในราคา 100 ล้านบาท เงินก้อนนี้เกิดจากการขายสินทรัพย์ครั้งเดียว ไม่ได้สร้างกระแสเงินสดให้คุณทุกเดือน แต่ก็นะ เงินขนาดนี้ก็พอให้ใช้ชีวิตสุขสบายได้แล้วล่ะ         passive income โดยทั่วไปจึงมักถูกพูดถึงในรูปของสินทรัพย์ที่จะสร้างกระแสเงินสดให้เจ้าของทุกเดือน เช่น การปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เงินปันผลจากหุ้น เงินที่ได้จากการทรัพย์สินทางปัญญา หรือแม้กระทั่งดอกเบี้ยธนาคารก็ถือเป็น passive income ชนิดหนึ่ง เพียงแต่คุณต้องมีเงินในธนาคารมากพอในสภาพที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินแบบนี้         เมื่อ passive income เกิดขึ้นจากสินทรัพย์ หนังสือแนวการเงินหรือกูรูการเงินจึงชอบแนะนำให้เราลงทุนในสินทรัพย์ สินทรัพย์ที่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตและยังมอบกระแสเงินสดแก่เราด้วย         ทั้งหมดนี้ฟังดูดีใช่มั้ย ใช่ แล้วเป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปได้ เพราะมีคนทำสำเร็จมาแล้วนักต่อนัก แต่จะทำได้ก็ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ เช่น คุณจะลงทุนในหุ้นเพื่อต้องการ passive income คุณก็ควรลงในหุ้นปันผล หรือถ้าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า คุณก็จำเป็นต้องรู้เรื่องทำเล กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ราคาปล่อยเช่า ฯลฯ ไม่มีอะไรง่ายหรอก         และเพราะไม่มีอะไรง่าย ก็เลยมีมิจฉาชีพคอยหลอกคนที่ชอบอะไรง่ายๆ มีให้เห็นบนฟีดของโซเชียลมีเดียเป็นประจำ แล้วเอาหน้ามหาเศรษฐีหรือผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์มาแปะ พร้อมการันตีว่าลงทุนเดือนละ 1,000 บาท จะได้ผลตอบแทนเดือนละ 300 บาท         นี่คือหลุมพรางของคนที่อยากมี passive income แบบง่ายๆ และจบลงด้วยการโดนหลอก

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 “ความเทา” ในบริการโทรคมนาคม

        คนที่ประสบปัญหาถูกแอบอ้างหรือสวมรอยใช้ชื่อและบัตรประชาชนไปเปิดเบอร์มือถือ (เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่) มักจะรู้ตัวจากการถูกเรียกเก็บค่าบริการ ซึ่งสถานการณ์ “เบอร์งอก” ลักษณะนี้ถือได้ว่าไม่เลวร้ายนัก ด้วยเหตุว่าจะเป็นการรู้ตัวค่อนข้างเร็ว อย่างมากที่สุดคือไม่เกินกว่า 1 เดือน        จากนั้นเมื่อดำเนินการร้องเรียนโต้แย้งกับบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคม ส่วนใหญ่แล้ว บริษัทก็จะยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าว และจัดการตัดสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้บริการกับเบอร์ที่ถูกลอบเปิดนั้นๆ         เท่ากับว่า ปัญหาการสวมรอยก็จะได้รับการสะสางไป รวมถึงความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจตามมาก็เป็นอันถูกปิดกั้น         อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่ประสบปัญหาถูกลอบเปิดเบอร์ในลักษณะที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่านั้น         ความซับซ้อนแรกสุดคือการไม่รู้ตัวเลย ว่าตนเองมีเบอร์เปิดอยู่กับบริษัทผู้ให้บริการมือถือ และต้องตกอยู่ในสถานะผู้มีประวัติไม่ชำระหนี้         ดังเช่นกรณีของผู้ให้บริการรายหนึ่งที่ประสบเหตุว่า เมื่อไปติดต่อขอเปิดเบอร์ใหม่เพื่อเข้าใช้บริการกับบริษัทให้บริการมือถือแห่งหนึ่ง แต่กลับได้รับแจ้งว่ามีค่าบริการเก่าติดค้างอยู่กับบริษัท โดยเป็นค่าบริการที่ตกค้างมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว         ผู้ประสบปัญหารายนี้จึงโต้แย้งและขอให้บริษัทชี้แจง เนื่องจากตระหนักดีว่าตนเองไม่เคยเปิดใช้บริการกับบริษัทผู้ให้บริการรายนี้มาก่อน อีกทั้งไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ตนเองติดค้างหนี้กับใคร         ประเด็นปัญหาจึงไม่เพียงเป็นเรื่องการต้องเสียเงินให้กับบริการที่ไม่เคยได้มีการใช้จริง แต่ที่สำคัญคือการรู้สึกได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการต้องตกเป็นผู้มีประวัติด่างพร้อยในฐานะผู้ติดค้างหนี้         นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลด้วย         ในกรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัทจะเพิกเฉยในเบื้องต้น แต่เมื่อมีการร้องเรียนกับสำนักงาน กสทช. บริษัทจึงได้ส่งหลักฐานต่างๆ มาให้ ประกอบไปด้วยใบสมัครเข้าใช้บริการ พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน รวมถึงหลักฐานการจ่ายค่าบริการในช่วง 2 เดือนแรกหลังจากสมัครใช้บริการ ซึ่งหลังจากนั้นมีการใช้บริการต่ออีกประมาณเดือนเศษ แล้วก็ถูกยกเลิกไป         พิจารณาเผินๆ จากหลักฐานหลายส่วนที่บริษัทส่งมา จึงชี้ไปในทางที่ว่า ฝ่ายผู้ใช้บริการอาจจะหลงลืมในสิ่งที่เคยทำไว้หรือไม่         อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดและเท่าทัน กลับพบว่า ใบสมัครใช้บริการที่มีลายมือมือของผู้ใช้บริการนั้น ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถยืนยันว่ามีการสมัครใช้บริการจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับสำเนาบัตรประชาชนที่ลายเซ็นตรงกัน แต่สิ่งที่เขียนกำกับไว้บนสำเนาบัตรประชาชนนั้น กลับปรากฏคำว่า “internet” ในขณะที่ใบสมัครเป็นการสมัครใช้บริการมือถือ ส่วนหลักฐานการชำระค่าบริการ 2 เดือน แท้จริงก็ไม่ใช่สิ่งที่จะบ่งชี้หรือผูกมัดได้ว่าเป็นการกระทำของใคร การชำระเงินอาจมาจากผู้แอบอ้างใช้ชื่อก็ได้ เพราะเป็นการเข้าชำระที่หน่วยบริการ ซึ่งไม่มีหลักฐานบ่งชี้ตัวตน         ในแง่นี้จึงถือว่ายังคงมีความคลุมเครือเช่นเดิม ว่าอาจเป็นกรณีของการถูกลอบเปิดเบอร์หรือไม่ แต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ย่อมเท่ากับมีมิติซ่อนเงื่อนซ้อนขึ้นมา ว่า การลักลอบซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยบุคคลที่สาม กลายเป็นสิ่งที่บริษัทผู้ให้บริการให้การรับรองหรือกระทั่งยึดถือ         ดังนั้น สถานการณ์จึงกลายเป็นว่า สิ่งที่ผิดอาจถูกฟอกให้เป็นถูก และเหยื่อกลับตกอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายกระทำผิด         ในกรณีของรายที่ยกมานี้ แม้ในที่สุดทางบริษัทผู้ให้บริการยกเว้นการเรียกเก็บหนี้ค้างเก่า แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนว่า ต้นเรื่องเป็นอย่างไร เกิดการแอบอ้างหรือลอบเปิดเบอร์จริงหรือไม่         ทั้งนี้ ถ้าเกิดกรณีดังกล่าว ซึ่งเท่ากับมีความฉ้อฉลหรืออย่างน้อยก็คือเกิดการทำสิ่งไม่ตรงไปตรงมาโดยใครบางคน แท้จริงก็ควรที่จะต้องมีการดำเนินการบางสิ่งบางอย่างในเชิงสะสางเรื่องดังกล่าว         การดำเนินการที่ว่า ไม่ได้จำเป็นหรือจำกัดเฉพาะเรื่องการสืบสาวเอาผิด แต่ที่จำเป็นกว่าคือการทำความเข้าใจปัญหาและวางมาตรการแก้ไขและป้องกัน เพื่อกำจัดเรื่องฉ้อฉลออกไปจากวงการบริการโทรคมนาคม สกัดกั้นมิให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบ ตลอดจนเป็นการปกป้องผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคด้วย         ภารกิจดังกล่าวเป็นของทั้งบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ กสทช. ที่จะต้องทำหน้าที่ อย่างน้อยคือต้องทำตามที่ประกาศ กสทช. เรื่อง การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีการกำหนดเอาไว้ ซึ่งกำหนดชัดเจนแล้วว่า ให้เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้ให้บริการที่จะต้องบริหารจัดการการลงทะเบียนผู้ใช้บริการที่จุดบริการ ให้มีการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ ด้วยความรอบคอบ เคร่งครัด รัดกุม โดยที่ต้องให้ผู้ใช้บริการแสดงเอกสารหลักฐานแสดงตัวตน และต้องมีการตรวจสอบหลักฐาน รวมทั้งพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ        ในขณะที่ กสทช. ย่อมมีหน้าที่กำกับให้บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ ไม่เปิดช่องหรือปล่อยให้มิจฉาชีพเข้ามาอาศัยบริการโทรคมนาคมเป็นพื้นที่ก่ออาชญากรรม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมเสี่ยงที่ผู้ให้บริการเองจะกลายเป็นผู้สมคบคิดไปด้วย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม         ดังกรณีตัวอย่างที่ยกมา หากมีผู้แอบอ้างปลอมแปลงหลักฐาน โดยที่บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมตรวจสอบไม่ได้หรือจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน การยึดถือตามเอกสารหลักฐานนั้นก็จะกลายเป็นการร่วมทำร้ายผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคผู้สุจริตและบริสุทธ์

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 ‘ออมทอง’ vs ‘กองทุนทอง’ (2) เลือกแบบไหนดี

        รู้แล้วว่าไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ก็สามารถซื้อทองเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตได้         แต่ที่ไม่แน่ใจคือจะซื้อในรูปแบบไหน? จะออมทองจนได้น้ำหนักตามเกณฑ์แล้วเปลี่ยนเป็นทองคำจริงมาเก็บไว้ หรือจะซื้อกองทุนทองที่ไม่ได้จับต้องทองคำสักบาทดี ...คงต้องตอบว่าแล้วแต่ความชอบหลังจากพิจารณาว่าแบบไหนเหมาะกับเรามากที่สุด         ปัจจุบัน ร้านทองขนาดใหญ่หลายแห่งเปิดบริการออมทองแก่ผู้สนใจ จะออมหลักร้อยหรือหลักพันขึ้นกับว่าร้านทองนั้นๆ กำหนดกติกาอย่างไร ผู้ออมก็สร้างวินัยในการออม ส่วนจะได้ทองคำปริมาณเท่าไหร่ขึ้นกับราคาทอง ณ วันที่ซื้อขาย ผู้ออมทองจึงสามารถซื้อขายเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างได้ โดยทองคำที่ออมมักเป็นทองคำแท่งมากกว่าทองรูปพรรณ เนื่องจากอย่างหลังต้องบวกค่ากำเหน็จเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งคุณคงไม่ได้ต้องการลวดลายความสวยงามอะไรจากการออมทองอยู่แล้ว         พอถึงเกณฑ์คุณสามารถเปลี่ยนเป็นทองคำแท่งมาเก็บไว้ หรือจะเปลี่ยนเป็นเงิน หรือจะให้ที่ร้านทองเก็บไว้ก็ได้ เพราะการเอาทองคำแท่งออกมาครอบครองย่อมมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ก่อนจะทำการออมคุณต้องเช็คให้ชัวร์ว่าร้านทองที่คุณออมด้วยมีความน่าเชื่อถือและต้องเช็คด้วยว่าเป็นร้านทองจริงๆ ไม่ใช่มิจฉาชีพปลอมตัวมาเป็นร้านทอง         ส่วนการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็มีข้อดีคล้ายๆ กันตรงที่ว่าใช้เงินน้อย ทยอยออมได้ตามกำลัง จุดต่างอยู่ว่ากองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนดูแลให้สำหรับคนที่ไม่มีเวลาคอยตามราคาทองคำ ไม่มีทองคำแท่งออกมาให้เก็บแล้วกลัวขโมยขึ้นบ้าน นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีกองทุนรวมทองคำประเภทลดหย่อนภาษีได้ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการวางแผนภาษี         จุดต่างอีกประการหนึ่งคือกองทุนรวมทองคำจะอิงตามมูลค่าในตลาดทองคำโลก เมื่ออิงกับโลกย่อมต้องมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเกี่ยวข้องเสมอ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนทองคำอาจต้องทำความเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงในจุดนี้ให้ได้         ส่วนในแง่ความสะดวกสบาย จะออมทองหรือกองทุนรวมทองคำเดี๋ยวนี้สามารถทำผ่านแอปพลิเคชั่นได้แล้ว ไม่ยุ่งยาก ดังนั้น ถ้าเลือกได้แล้วก็ลงมือเลย

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 สหรัฐอเมริกาติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วรวมกว่า 5 ล้านชุด!

        เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่กว้างมาก ครอบคลุมทุกมิติของชีวิตเราตั้งแต่เรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนไปจนถึงคุณภาพอากาศที่เราหายใจเข้าไปและรวมถึงเรื่องสงครามด้วย เพราะสงครามส่วนมากเกิดจากการแย่งชิงแหล่งพลังงานกัน แต่ผมมักจะหยิบเอาเรื่องโซลาร์เซลล์มาเขียนถึงบ่อยๆ ใน “ฉลาดซื้อ” ก็เพราะเชื่อว่า ผู้บริโภคสามารถลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น ถ้ามีความพร้อม คือ มีเงินสะสม มีบ้าน ก็ควรจะลงทุนได้เลย มันคุ้มมาก ยิ่งเป็นผู้ที่อยู่บ้านในเวลากลางวันยิ่งคุ้มทุนได้เร็วขึ้น ถ้าไม่มีเงินพอก็ไปกู้ธนาคารดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีก็ยังคุ้ม และถ้าใครยังไม่พร้อมอีกก็ควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้คนอื่นได้รับผลประโยชน์ ตลอดจนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กำลังก่อปัญหาโลกร้อนอย่างรุนแรงมากในวันนี้ และจะยิ่งรุนแรงขึ้นกว่านี้อีกในอนาคต ในเมื่อรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ยังไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องพลังงานทั้งๆ ที่แทบทุกพรรคในรัฐบาลชุดนี้ได้หาเสียงกับประชาชนไว้แล้วในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เช่น จะแจกโซลาร์เซลล์ฟรีบ้างละ จะส่งเสริมโดยการใช้ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้า(Net Metering) ระหว่างบ้านที่ติดโซลาร์เซลล์กับการไฟฟ้าบ้างละ เป็นต้น         บทความในครั้งนี้ผมจึงขอนำความก้าวหน้าด้านนโยบายโซลาร์เซลล์ของประเทศสหรัฐอเมริกามาเล่าสู่กันฟัง ผมมีอยู่ 2 เรื่อง โดยเริ่มต้นจากข่าวของ “สมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์(SEIA)” ที่บอกถึงความก้าวหน้าของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ในช่วงประมาณ 44 ปีแรก (1973-2016) ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกามีการติดตั้งแล้ว 1 ล้านชุด แต่ในช่วง 8 ปีสุดท้าย (2017-2024) มีการติดตั้งจนครบ 5 ล้านชุดแล้ว คือเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ประธานสมาคมฯได้ให้เหตุผลถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วว่า “โซลาร์เซลล์ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะสัญญาในการส่งไฟฟ้าที่คงเส้นคงวา เพื่อลดค่าไฟฟ้า สนับสนุนการพึ่งตนเองของชุมชนและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน(2024) 7% ของบ้านในสหรัฐอเมริกาได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วและจะเพิ่มเป็น 15% ภายในปี 2030 พลังงานแสงอาทิตยกำลังจะเป็นแหล่งพลังงานไฟฟาที่มากที่สุดในระบบสายส่งของประเทศ ส่งผลให้ชุมชนได้หายใจเอาอากาศที่สะอาดกว่าและนำไปสู่ชีวิตที่มีสุขภาพดีกว่าเดิม”         ผมได้สรุปบางส่วนที่สำคัญและอ้างอิงไว้ในภาพข้างล่างนี้         นอกจากนี้ทางสมาคมฯได้พยากรณ์ว่าจำนวนโซลาร์เซลล์จะเพิ่มเป็น 10 และ 15 ล้านชุด ภายในปี 2030 และปี 2034 ตามลำดับ         สมาคมฯได้ไฮไลท์ข่าวของตนเองว่า “อเมริกาใช้เวลา 50 ปีเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ 5 ล้านชุด แต่คาดว่าจะใช้เวลาอีก 6 ปีเท่านั้นเพื่อให้ถึง 10 ล้านชุด” นี่คือความก้าวหน้าในยุคที่โลกมันเปลี่ยนเร็วมาก เพิ่มในอัตราเร่ง         โซลาร์เซลล์ 5 ล้านชุด สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เทียบเท่ากับการเผาไหม้น้ำมันจำนวนประมาณ 100,000 ล้านลิตร โดยที่น้ำมันจำนวนนี้เพียงพอสำหรับการขับรถยนต์ประเภทเผาไหม้ภายในได้เท่ากับระยะทางไปกลับจากโลกถึงดวงอาทิตย์เกือบ 3,000 เที่ยว เขาว่ามาอย่างนั้นนะ         ข่าวนี้ได้รายงานในตอนท้ายว่า 97% ของจำนวนที่ติดตั้งเป็นภาคครัวเรือน โดยนับถึงสิ้นปี 2023 ภาคครัวเรือนได้ติดตั้งไปแล้วรวม 36,000 เมกะวัตต์ เหตุผลก็เพราะว่า  “โซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนมีอัตราการเติบโตมากเป็นประวัติกาลเพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการลงทุนที่เจ้าของบ้านสามารถควบคุมรายจ่ายค่าพลังงานของตนได้” สำหรับความก้าวหน้าของบ้านเราไปได้อย่างเชื่องช้ามากๆ ลองไปเปิดดูฉบับก่อนๆ ผมขอไม่กล่าวถึงในที่นี้นะครับ         มาฟังเรื่องที่สองกันต่อนะครับ         ในขณะที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสินกำลังวุ่นหรือหมกมุ่นอยู่กับโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 1 หมื่นบาทให้กับประชาชน 50 ล้านคนอย่างเกือบจะไม่จำแนกเลย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าและจำเป็นจากนักวิชาการสายเศรษฐศาสตร์ทั่วประเทศจำนวนมาก รัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน  ได้ออกมาประกาศเนื่องวันเฉลิมฉลอง “วันคุ้มครองโลก (Earth Day)” เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567  ว่าจะมอบเงินจำนวน 7,000 ล้านดอลลาร์ให้กับครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยจำนวนเกือบ 1 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา บ้านและอพาร์ตเมนท์พร้อมกับขยายความว่า “ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าในครัวเรือนได้ปีละประมาณ 400 ดอลลาร์ นาน 25 ปี” (ดูภาพประกอบ)         โครงการนี้เป็นการมอบเงินของรัฐบาลกลางผ่านไปทางองค์การปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Environment Protection Agency) ไปตามรัฐต่างๆรวม 50 รัฐ คิดเป็นจำนวนเงินรวม 7 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้โดยผ่านโครงการที่ชื่อว่า Solar for ALL  ทางโครงการคาดว่า ผู้ได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการจะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้อย่างน้อย 20%  เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ         โครงการ Solar for ALL เกิดจากกฎหมายฉบับใหม่ที่ออกในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน ที่ชื่อ Inflation Reduction Act (IRA) เมื่อสิงหาคม 2022  โดยผ่านสภาสูงด้วยคะแนนเฉียดฉิว 51 ต่อ 50 เสียง โดยไม่มีใครแตกแถวของพรรคการเมืองเลยแม้แต่คนเดียว วัตถุประสงค์หลักของกฎหมายฉบับนี้มี 4 ด้านด้วยกัน โดยด้านที่ 4 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามที่รัฐบาลได้แสดงเจตจำนงไว้กับองค์การสหประชาชาติ         สหรัฐอเมริกาเองปล่อยเรือนกระจกมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศจีน รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศเจตจำนงต่อองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2015 ว่าจะลดการปล่อยก๊าซฯ ลง 26-28% เมื่อเทียบกับระดับปี 2005 ภายในปี 2030 แต่ผ่านมา 8 ปีจนถึงสิ้นปี 2023 เพิ่งลดได้เพียง 17.2% ยังเหลือเวลาอีก 2 ปี ทำได้จริงเกินครึ่งของเป้าหมาย จำนวนผู้ได้รับการแจกโซลาร์เซลล์ซึ่งเป็นผู้เปราะบางนี้คิดเป็นเพียง 0.67% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ จะได้รับโซลาร์เซลล์คิดเป็นมูลค่าคนละประมาณ 1.2 แสนบาท ในขณะที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตของไทยจำนวนผู้ที่จะได้รับแจกมีจำนวน 50 ล้านคน หรือประมาณ 75% ของจำนวนประชากร  นั่นคือ ทุกๆ 4 คนจะได้รับแจก 3 คนๆละ 10,000 บาท ไม่ว่าจะมีความจำเป็นหรือไม่ก็ตาม โดยต้องใช้ให้หมดภายใน 6 เดือน หลังจากนั้นก็เอาเงินภาษีของเรานี่แหละไปใช้คืน พร้อมกับดอกเบี้ยร้อยละเท่าใดยังไม่ทราบ         ท่านผู้อ่าน “ฉลาดซื้อ” คิดอย่างไรกับ 2 ข่าวนี้ครับ หากเห็นด้วยก็ลงมือติดตั้งโซลาร์เซลล์และร่วมกันผลักดันเชิงนโยบายเลยครับ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของเรา เพื่ออากาศที่สะอาดกว่าและเพื่อลดโลกร้อนด้วยครับ

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)