ฉบับที่ 270 ไม่หลอกก็เหมือนหลอกกับ Voucher ฟรีที่ใช้ไม่ได้จริง!

        แม้ปัจจุบันช่องทางการซื้อขายออนไลน์ผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองมากขึ้นแล้ว แต่ยังอาจถูก ผู้ประกอบการสบช่องโหว่บางประการชวนให้คนเข้าซื้อสินค้า โดยอาจใช้วิธีการให้สิทธิพิเศษต่างๆ แต่เมื่อถึงเวลากลับไม่สามารถใช้ได้จริง เช่น เรื่องราวของคุณฝ้ายที่ซื้อคูปองจากบริษัทแห่งหนึ่งที่โพสต์บน Facebook page ซึ่งมี เงื่อนไข เรียกแขก จูงใจมาก ... 
        “ลดราคาร้านอาหารนานาชาติ Rooftop Mocktail และอื่นๆ อีกมากมายในราคาเพียง 99 บาท โปรโมชั่น Flash Sale เริ่มวันที่ xxx 2566 เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป” 
        คุณฝ้ายไม่รอช้า โปรโมชั่น Flash Sale เปิดให้จองเพียง 20 นาทีเท่านั้น  และเพียงกดเข้าไป Voucher Flash sale ราคา 99 บาท อย่างด่วนๆ รอไม่นาน ก็ได้ E-MAIL แจ้งยืนยัน “รายการสั่งซื้อสำเร็จ” 
        คุณฝ้ายนึกดีใจ รอวันใช้  Voucher  ที่ร้านอาหารนานาชาติในราคาที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้โชคดีมากๆ แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เพจที่ขาย E-Voucher ส่งข้อความมาแจ้งว่า “ เนื่องจากปริมาณการซื้อ ช่วงจัดโปรโมชันมีจำนวนมากทำให้ ระบบ E-MAIL ยืนยัน Voucher ภายใน 24 ชั่วโมง มีความขัดข้องทำให้จำหน่ายเกินโควตาหลายเท่า ดังนั้นจึงขอแจ้งยกเลิก Voucher 
        บริษัทอ้างเพราะระบบขัดข้องทำให้ต้องแจ้งยกเลิกการใช้  Voucher  โดยแจ้งว่า บริษัทจะคืนเป็น Gift Card มูลค่า 100 และ 200 บาทแต่หากลูกค้าต้องการเงินคืน 100% ให้แจ้งความประสงค์ขอรับเงินคืนได้ที่แบบฟอร์มลงทะเบียนของเพจบริษัทซึ่งต้องทำภายใน 1 วันหลังจากที่บริษัทประกาศเท่านั้น  คุณฝ้ายมองว่า ปัญหาลักษณะนี้อาจหลอกเอาเงินผู้บริโภคได้จำนวนมาก เพราะด้วยราคาไม่สูงมากจึงอาจทำให้มีผู้สนใจจำนวนมากที่แห่กดเข้าไปเมื่อทราบว่าตนเองไม่ได้สิทธิ การทำเรื่องขอเงินคืนบริษัทให้เวลาน้อยมาก ผู้บริโภคหลายคนน่าจะไม่อยากเสียเวลาเพื่อรับเงิน 99 บาทคืน จึงส่งเสียงร้องเรียนเรื่องนี้มาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
           
แนวทางการแก้ไขปัญหา 
        หากผู้บริโภค เจอเหตุการณ์ ซื้อคูปอง/ดีล Flash Sale แล้วถูกยกเลิก ให้ผู้ร้องรวบรวมหลักฐาน มาให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ช่วยดำเนินการ ทำหนังสือไปยังผู้ประกอบการ แต่ผู้ร้องต้องมีหลักฐาน ดังนี้
            1.โฆษณาดีล/ Flash Sale ตามช่องทางต่างๆ ที่พบ
            2.หมายเลขคำสั่งซื้อ/ดีลที่ซื้อ
            3.หลักฐานการชำระเงิน
            4.ประกาศแจ้งยกเลิก/ข้อมูลยกเลิกจากบริษัทฯ
            5.มีการติดตามทวงถามหรือไม่ (ถ้ามีให้แนบมาด้วย)
 
        เมื่อมีหลักฐานแล้วต้องการรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ก็มีทั้ง  มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และยังสามารถร้องเรียนออนไลน์ กับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่ เว็บไซต์ https://complaint.ocpb.go.th/ หรือแอปพลิเคชัน OCPB Connect ตลอด 24 ชั่วโมง หรือกับ แผนกคดีซื้อขายออนไลน์ กับ ศาลแพ่ง “ได้ 24 ชั่วโมง ที่ เว็บไซต์ศาลแพ่งhttps://efiling3.coj.go.th/eFiling และหากจะฟ้องคดีแพ่งส่วนตัวก็จะต้องทำเป็นหนังสือแจ้งยุติเรื่องร้องทุกข์กับ สคบ. เสียก่อน 
        เรื่องราวของคุณฝ้าย แม้จำนวนเงินอาจจะดูไม่เยอะ แต่เมื่อผู้เสียหายหลายราย คำนวณจึงเป็นเงินจำนวนมาก หากไม่ช่วยกันส่งเสียง อาจเกิดเหตุลักษณะนี้อีกต่อไปได้

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

0 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค Voucher ร้านอาหาร อาหาร sale

ฉบับที่ 279 พบร้านขายบุหรี่ไฟฟ้าใกล้โรงเรียน

        WHO หรือ องค์การอนามัยโลก กำหนดธีมวันงดสูบบุหรี่โลกปี 2567 คือ ปกป้องเด็กจากการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ ส่วนของไทยคือ "ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า" ประจวบเหมาะกับ คุณแม่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกนิตยสารฉลาดซื้อ ได้ให้ข้อมูลและขอคำปรึกษามาว่า พบว่าแถวโรงเรียนลูกนั้นมีร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า เปิดบริการอย่างเปิดเผยจะทำอย่างไรดี         คุณต่ายโทรมาปรึกษาว่า มีลูกเรียนอยู่ชั้นมัธยมโรงเรียนย่านชานเมือง เมื่อเทอมก่อนตนเองก็ไปส่งลูกเรียนหนังสือไม่พบว่ามีอะไรแถวหน้าโรงเรียนที่ผิดสังเกต แต่พอมาเปิดเทอมใหม่นี้ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ตนเองพบว่า มีร้านค้าที่ขายวัสดุอุปกรณ์เหมือนเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้รู้สึกเป็นกังวลมากว่า จะเป็นโอกาสให้สินค้าเหล่านี้เข้าถึงเด็กๆ ได้ง่ายขึ้น ตนเองควรทำอย่างไรดี  แนวทางการแก้ไขปัญหา         บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าห้ามขายห้ามให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ผู้ขายสินค้าดังกล่าวมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง มีบทลงโทษความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ         หากพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วน 1599 หรือ สามารถแจ้งเบาะแสที่ สคบ. ผ่านช่องทางต่างๆเช่น สายด่วน 1166 เว็บไซต์ www.ocpb.go.th และ facebook.com/ocpb.official (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค)

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 สถาบันกวดวิชาไม่ตรงปก

        สถาบันกวดวิชาเปิดคอร์สสอนกันให้เต็มบ้าน เต็มเมืองไปหมด ปัจจุบันก็มีรูปแบบคอร์สออนไลน์ เพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันการหาความรู้เพิ่มนอกรั้วของระบบการศึกษานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะบางทีอาจจะเจอคอร์สเรียนหลอกลวง หรือไม่ได้มาตรฐานและไม่ค่อยจะตรงปกสักเท่าไหร่ แบบคุณเจเจที่ได้ร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         โดยคุณเจเจ ได้เล่าว่าเธออยากที่จะเรียนเพิ่มเกี่ยวกับด้านภาษาอังกฤษระดับ IELTS เธอจึงเลือกที่จะหาข้อมูลบนเพจเฟซบุ๊กว่ามีคอร์สไหนน่าสนใจบ้าง จนไปเจอเพจหนึ่งจึงได้ตัดสินใจลงสมัครเรียนแบบ Private IELTS ในราคา 19,900 บาท จำนวน 15 ชั่วโมง จ่ายเงินเรียบร้อย และเรียนไปสักพักพบว่าคอร์สดังกล่าว มีปัญหาหลายอย่าง เช่น ผู้สอนไม่มีความพร้อมนั่งสอนอยู่ที่ริมถนนจนเกิดเสียงรบกวนผู้เรียนจนไม่มีสมาธิ แจ้งให้เปลี่ยนสถานที่แต่ก็เพิกเฉย แถมครูต่างชาติรีบสอนจนรู้สึกว่าไม่สนใจผู้เรียนว่าจะทันหรือไม่ และยังมีเหตุการณ์หายไปจากการสอนโดยอ้างว่าที่พักเกิดไฟดับ ส่งผลให้เรียนไม่ต่อเนื่องและต้องหาเวลามาเรียนใหม่ ที่สำคัญทางสถาบันมีการโฆษณาว่าในคอร์ส 15 ชั่วโมง จะได้เรียนครบทั้ง การฟัง พูด อ่าน เขียน แต่ปรากฏว่าเมื่อเรียนจริงครูผู้สอนหลักทำแค่บางพาร์ท และยังไม่มีการแจ้งตารางการเรียนอีกด้วย อ้าว...ไหงงั้น ที่สำคัญไฟล์เอกสารประกอบการเรียนก็ไม่ครบไม่มีการเฉลยข้อสอบ ไม่มีไฟล์พาร์ทการฟัง พูด อ่าน เขียน ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถทราบได้ว่าข้อสอบที่ทำมีความถูกต้องมากแค่ไหน        ทั้งนี้ หลังจากที่จ่ายเงินค่าเรียนไปแล้วก็ไม่มีการได้รับใบเสร็จ และไม่แจ้งรายละเอียดตารางการเรียนให้ทราบอย่างชัดเจนอีกด้วย ทำให้คุณเจเจรู้สึกไม่โอเคที่จะเรียนต่อกับคอร์สที่เหลืออยู่อีก 3 ครั้ง และอยากให้สถาบันดังกล่าวชดเชยเงินจำนวน 3,978 บาท แต่สถาบันชดเชยให้เพียง 2,240 บาท (แจ้งว่าเป็นจำนวนเงินที่หักค่าไฟล์เอกสาร)  คุณเจเจจึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและสถาบันดังกล่าวไม่มีมาตรฐานในการสอน และมาตรการชดเชยผู้เรียนให้ชัดเจน จึงมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ  แนวทางการแก้ไขปัญหา         ในเบื้องต้นคุณเจเจ ได้ขอให้ชดเชยค่าเล่าเรียนเป็นจำนวน 7,293 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นจำนวนเงินที่เธอได้เฉลี่ยจากการที่ไม่ได้รับบริการการสอนอย่างเป็นธรรม  ซึ่งหลังจากวันที่ได้รับเรื่องทางเจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์ ก็ได้มีการติดตามเรื่องอย่างเต็มที่ จนคุณเจเจได้แจ้งกับทางมูลนิธิฯ ว่าทางสถาบันดังกล่าวได้ติดต่อมาเพื่อนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางเธอแล้ว ซึ่งทางสถาบันยินยอมที่จะจ่ายเงินชดเชย จำนวน 7,293 บาท ให้กับเธอ ทางคุณเจเจจึงไม่ติดใจอะไรกับสถาบันดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ อยากขอเตือนให้ผู้บริโภคทุกคนก่อนสมัครคอร์สการเรียนใด ควรเช็กข้อมูลของสถาบันกวดวิชาให้ดี สามารถอ่านรีวิวเพื่อเช็กความน่าเชื่อถือของสถาบันได้  

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 รถมอเตอร์ไซค์หายในห้างอีกแล้ว

        รถยนต์หายในห้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วบ่อยครั้ง ทั้งนี้เพราะห้างสรรพสินค้าห้างหนึ่งมีพื้นที่ให้จอดรถได้จำนวนมากมิจฉาชีพจึงอาจมองลานจอดรถของของห้างสรรพสินค้าเป็นแหล่งโจรกรรมชั้นดี  ลูกค้าที่เข้าไปจอดรถ บางครั้งอาจไม่ได้เข้าไปทำธุระนาน แค่เพียงไม่นานรถก็หายได้ หากไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดีเพียงพอ รถของลูกค้าไม่ว่าจะรถเล็ก รถใหญ่ หายได้ไม่ยาก เช่นเรื่องราวร้องเรียนของคุณเฉลิมศรี         เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2566 เมื่อคุณเฉลิมศรีได้นำรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดที่ห้างค้าปลีกชื่อดังแห่งหนึ่ง สาขาบางนาเพื่อเข้าไปซื้อไก่ทอดกินแต่เมื่อออกมาก็ไม่พบรถแล้ว จึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความปลอดภัย และได้ทำเอกสารของดูด้วยกล้องวงจรปิดและพบว่า ได้มีคนร้าย 2 คน เข้ามามาลักขโมยรถไปแล้ว คุณเฉลิมศรี จึงได้ดำเนินการแจ้งความที่ สน.บางนาและวันต่อมาก็ได้เข้ามาติดต่อกับฝ่ายดูแลของสูญหายของห้างสรรพสินค้าและเจ้าหน้าที่ฝ่ายได้ให้ คุณเฉลิมศรี ติดต่อกับผู้จัดการห้างแต่เมื่อได้ติดต่อกับผู้จัดการห้างฯ สาขาบางนาแล้ว ผู้จัดการกลับให้คุณเฉลิมศรี ติดต่อกับผู้จัดการระดับเขตคุณเฉลิมศรี ได้ติดต่อทุกฝ่ายที่ได้รับคำแนะนำแต่ทั้ง 3 ฝ่ายกลับปัดเรื่องถึงกันไปมา จึงล่วงผ่านไปกว่า 5 เดือนแล้วคุณเฉลิมศรี ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยา ช่วยเหลือจากห้างฯ แต่อย่างใด คุณเฉลิมศรีจึงได้เข้ามาร้องเรียนให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคช่วยเหลือ  แนวทางการแก้ไขปัญหา         หลังจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณเฉลิมศรีแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อรวบรวมเอกสาร ข้อมูลเพิ่มเติมและพาคุณเฉลิมศรีพบนิติกร แผนกคดีผู้บริโภค ศาลแขวงพระโขนงเพื่อทำคำฟ้องคดีผู้บริโภคเพื่อให้ห้างดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คุณเฉลิมศรี ต่อมาได้มีการประสานเพื่อไกล่เกลี่ยและปัจจุบันคุณเฉลิมศรีได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายแล้วเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2567 จำนวน 55,0000 บาทถ้วน         หากประชาชนท่านใด เกิดปัญหารถหายในห้าง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอให้คำแนะนำกับประชาชนไว้ดังนี้         1. ให้เก็บรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง  เช่น “ใบเสร็จ “ ซื้อสินค้า เพื่อยืนยันการมาใช้บริการในห้างสรรพสินค้า        2. นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อจะได้สืบหาข้อมูล พยานหลักฐานต่างๆ จนถึงการดำเนินคดีได้ต่อไป          เมื่อรถหายในห้างแล้ว ประชาชนอาจคิดว่า อย่างไรก็ย่อมเรียกร้องค่าเสียหายจากห้างสรรพสินค้าได้อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ กรณีที่ห้างสรรพสินค้าอาจไม่ต้องรับผิดชอบเลยก็เกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้นความรอบคอบในการเข้าใช้บริการ การเก็บหลักฐานข้อมูลไว้อย่างครบถ้วนจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ประชาชนบางรายนั้น มีความรอบคอบอย่างมากได้ถ่ายภาพรถของตนเองที่จอดไว้ในห้างทุกครั้งที่เข้าจอด ทำให้ที่เห็นป้ายทะเบียน รวมถึง สภาพสถานที่จอด เมื่อมีการฟ้องคดีจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ได้รับการชดเชยเยียวยา

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 ใช้สิทธิให้สายการบินลบข้อมูลส่วนบุคคล

        ปัจจุบันมิจฉาชีพเกิดขึ้นชุกชุม ประชาชนถูกหลอกกันทุกเวลา นาที จนต้องแปลกใจว่า มิจฉาชีพเหล่านี้ไปเอาข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ มาได้อย่างไร ได้ข้อมูลมาจากที่ไหน คิดแล้วก็อาจจะจำไม่ได้ หรือไม่รู้แน่เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะทำธุรกรรมใดๆ ต่างก็ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เต็มไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นการป้องกันตัวเอง ไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคลลของเรารั่วไหลก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุด และนี่ทำให้คุณวิศิษฎ์เดินทางเข้ามาร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         เรื่องราวของคุณวิศิษฎ์คือได้มีบัญชีสมาชิกกับสายการบิน บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด (Air Asia) มานานแล้ว แต่คุณวิศิษฎ์ก็ไม่ค่อยได้ใช้บริการ และปัจจุบันยังมีหลายบริษัทนำเที่ยวที่ให้บริการจองเที่ยวบินให้ด้วยในราคาที่ถูกและสะดวก คุณวิศิษฎ์มองว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีบัญชีสมาชิกไว้กับสายการบินโดยตรงก็ได้ วันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา คุณวิศิษฎ์จึงแจ้งกับสายการบินดังกล่าวให้ลบข้อมูลบัญชีสมาชิกเว็บไซต์ออก เจ้าหน้าที่ก็ตอบรับด้วยดี ขอรายละเอียดข้อมูลของคุณวิศิษฎ์เพื่อไปดำเนินแต่หลังจากนั้น ผ่านไปกว่า 15 วันคุณวิศิษฎ์ก็ยังเห็นข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองอยู่ในเว็บไซต์ บริษัทยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ  คุณวิศิษฎ์จึงเข้ามาร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         “ผมทำอย่างนี้ในหลายๆที่ ที่ผมจำได้ว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลของผมอยู่ ผมก็แจ้งให้ลบ เพราะบางทีเราแทบไม่ได้ทำธุรกรรมอะไรกับเขาเลย ผมคิดว่าเราทำแบบนี้จะปลอดภัยจากมิจฉาชีพมากขึ้นกับบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ก็ไม่มีอะไรแต่ก่อนผมจะต้องบินบ่อย แต่ปัจจุบันไม่ค่อยบินแล้ว หรือถ้าจะจองเที่ยวบินก็สามารถทำได้สะดวกผ่านเอเจนซี่ที่เขามีให้บริการแล้วราคาอาจถูกกว่าด้วย เราไม่ต้องทำเอง ผมเลยคิดว่าลบข้อมูลออกเลยดีกว่า ”  แนวทางการแก้ไขปัญหา         หลังจากมูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วจึงได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมการบริษัทให้ดำเนินการลบบัญชีสมาชิกของคุณวิศิษฎ์ต่อมาไม่นาน บริษัทก็ได้แจ้งผลว่าได้ลบข้อมูลของคุณวิศิษฎ์ ออกจากฐานข้อมูลของเว็บไซส์ของบริษัทแล้ว         พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2565 กฎหมายฉบับนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ให้ถูกจัดเก็บหรือนำไปใช้โดยไม่ได้แจ้งให้เราทราบ และ/หรือได้รับความยินยอมจากเราในฐานะเจ้าของข้อมูลก่อน  ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประชาชนจึงมีสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลคือ 1.สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ 2. สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล 3.สิทธิขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล 4.สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล 5.สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล6.สิทธิขอให้ลบหรือทำลายหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ 7.สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล         ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีนี้คือ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด จะสามารถรวบรวมใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลก็ต่อเมื่อได้รับ คำยินยอมจากเจ้าของข้อมูลด้วย เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อยกเว้น พรบ. กำหนดไว้ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้กำหนดบทลงโทษไว้ทั้งทางแพ่ง โทษทางอาญาและโทษทางปกครอง         หากประชาชนต้องการจะปกป้อง ควบคุมการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองจึงย่อมสามารถแสดงใช้สิทธิได้เสมอ

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)