ฉบับที่ 151 ผลทดสอบปริมาณสารตะกั่วในสีน้ำมันทาอาคาร

ดาวน์โหลดตารางรายละเอียดการทดสอบ >>>  กดโหลด ** หมายเหตุ: ตัวอย่างสีที่ทดสอบนั้นอาจจะยังไม่ครอบคลุมยี่ห้อหลักๆ ที่มีในตลาดบ้านเราทั้งหมด แต่ไม่ต้องห่วงเรากำลังส่งตัวอย่างเพิ่ม ได้ผลเมื่อไร ฉลาดซื้อจะนำมาลงให้สมาชิกได้ทราบทันที ดังนั้นเพื่อทำตามคำมั่นสัญญา และเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “สัปดาห์ป้องกันภัยจากพิษตะกั่ว” ที่จะจัดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งที่ประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคมนี้ โดยการนำขององค์การอนามัยโลกและสหประชาชาติ เพื่อรณรงค์ให้สิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็กๆ ปลอดภัยจากสารตะกั่ว มูลนิธิบูรณะนิเวศและฉลาดซื้อจึงขอเสนอผลการวิเคราะห์สีทาอาคาร 120 ตัวอย่าง รวม 68 ยี่ห้อ เพื่อให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ที่มีสิทธิจะได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน มีสิทธิในการเลือกและมีสิทธิในการได้รับสินค้าที่ปลอดภัย   ทำไมต้องตรวจตะกั่วในสีน้ำมันทาอาคาร...

สมาชิกอ่านต่อ...

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

300 point

LINE it!

ฉบับที่ 226 การตกค้างของ ‘ไกลโฟเสต’ ใน ซีเรียลบาร์

        ซีเรียลบาร์ (Cereal Bar), กราโนลาบาร์ (Granola Bar) หรือ ธัญพืชอัดแท่ง บางครั้งถูกเรียกว่า เอนเนอร์จีบาร์ (Energy Bar) เป็นอาหารเช้าหรือขนมทานเล่น ซึ่งทำจากกราโนลาที่ถูกอัดแท่งแล้วนำไปอบ เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับช่วงเวลาเร่งรีบเพราะสามารถรับประทานได้ง่าย อีกทั้งยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิดทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน น้ำตาล ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ          ความน่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับสารไกลโฟเสตคือ ในการเพาะปลูกธัญพืช เกษตรกรส่วนหนึ่งมีการใช้สารกำจัดแมลงและศัตรูพืชในปริมาณมาก หรืออาจมีการตกค้างของสารเคมีดังกล่าวอยู่ในดินเพาะปลูก ซึ่งอาจทำให้เมล็ดธัญพืชที่เป็นผลผลิตมีสารพิษตกค้างอยู่ด้วย เมื่อนำธัญพืชมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ซีเรียล ก็มีความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์จะมีสารเคมีตกค้าง         โดยเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา องค์กร “กลุ่มคนทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม” หรือ Environmental Working Group ในสหรัฐอเมริกา ได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ซีเรียลที่วางขายในท้องตลาด จำนวน 45 ตัวอย่าง มาตรวจวิเคราะห์ และพบว่ามีซีเรียลถึง 43 ตัวอย่าง ที่มีสารไกลโฟเสต (Glyphosate) ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชปนเปื้อน โดย 2 ใน 3 ของตัวอย่างซีเรียลที่พบการปนเปื้อนนั้น มีปริมาณของไกลโฟเสตในอัตราสูง ซึ่งสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ได้         นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ภายใต้โครงการสนับสนุนระบบเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ได้สุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ซีเรียลบาร์ จำนวน 8 ตัวอย่าง จากซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในเดือนพฤศจิกายน 2562  ส่งตรวจวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารกำจัดวัชพืช “ไกลโฟเสต (Glyphosate)” เพื่อเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ซีเรียลที่วางจำหน่ายในประเทศไทยให้กับผู้บริโภค โดยผลวิเคราะห์แสดงไว้ดังตารางหน้าถัดไปสรุปผลการตรวจวิเคราะห์        จากการตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของสารไกลโฟเสตในผลิตภัณฑ์ซีเรียลบาร์ จำนวนทั้งหมด 8 ตัวอย่าง พบว่า ไม่พบการปนเปื้อนทุกตัวอย่าง  ข้อมูลโภชนาการ         จากการสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ซีเรียลบาร์ ทั้ง 8 ตัวอย่าง โดยเรียงลำดับตามปริมาณน้ำตาล (กรัม) ต่อ น้ำหนักซีเรียลบาร์ 100 กรัม จากน้อยไปมาก พบว่า         ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ซีเรียลบาร์ ที่มีปริมาณน้ำตาลต่อน้ำหนัก 100 กรัม น้อยที่สุด คือ Carman's (คาร์แมนส์) ธัญพืชชนิดแท่งผสมอัลมอนด์และเฮเซลนัต กลิ่นวานิลลา มีปริมาณน้ำตาลเท่ากับ 11.42 กรัม/น้ำหนักซีเรียลบาร์ 100 กรัม         และ ผลิตภัณฑ์ซีเรียลบาร์ ที่มีปริมาณน้ำตาลต่อน้ำหนัก 100 กรัม มากที่สุด คือ Kellogg's (เคลล็อกส์) ธัญพืชอบกรอบชนิดแท่งเคลือบโยเกิร์ต ผสมแครนเบอร์รี่อบแห้งและสตรอเบอร์รี่เข้มข้น มีปริมาณน้ำตาลเท่ากับ 36 กรัม/น้ำหนักซีเรียลบาร์ 100 กรัมข้อมูลอ้างอิง- ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร  (http://fic.nfi.or.th/)- กราโนล่าคืออะไร ลดความอ้วนได้จริงหรือไม่ สูตรลดความอ้วนด้วยกราโนล่า และวิธีทำกราโนล่าด้วยตัวเอง    (www.honestdocs.co/what-is-a-granola-to-lose-weight-or-not)   (www.honestdocs.co/what-is-a-granola-to-lose-weight-or-not)- สหรัฐฯ เตือนพบอาหารเช้า "ซีเรียล" ผสมยาฆ่าหญ้า  (www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/87584)- www.ewg.org/childrenshealth/glyphosateincereal- https://th.wikipedia.org/wiki/- www.ewg.org/childrenshealth/glyphosateincereal- https://th.wikipedia.org/wiki/ไกลโฟเสต

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 224 Let’s say Cheese! มาอ่านฉลากผลิตภัณฑ์จากชีสกันเถอะ

        พูดเรื่อง ชีส(Cheese) หรือเนยแข็งในอาหารที่คนไทยคุ้นเคย คงจะเป็น มอสซาเรลลา ที่ใส่ในพิซซ่าซึ่งเราจะมีภาพจำในความยืดเยิ้มของมัน หรือ เชดดา ที่วางบนแฮมเบอร์เกอร์ แซนวิช และหลายคนก็คงคุ้นลิ้นกับ พาร์เมซาน เนยแข็งป่นๆ ที่โรยหน้าสลัดหรือผสมในสปาเก็ตตี้  อาจกล่าวได้ว่า ชีสสามชนิดนี้ คือชีสที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด จากชีสทั่วโลกที่มีมากกว่า 3000 ชนิด  แม้จะคุ้นลิ้นคุ้นตาในรสชาติ แต่เชื่อว่าหลายคน อาจจะเกิดอาการสับสน งุนงง หากต้องไปเลือกซื้อชีสเพื่อมาทำอาหารสไตล์ตะวันตกกินเอง เพราะเลือกไม่ถูกว่าจะซื้อชีสอะไรดี แล้วที่เขียนบนฉลากว่า อีแดม เชดดา เนมชีส โพรเซสชีส เฟรชชีส คืออะไร ใช้กินกับอะไรได้บ้าง ทำอาหารอะไรได้บ้าง หรือจะซื้อยังไงคุ้มค่า นิตยสารฉลาดซื้ออาสาพาไปส่องฉลาก และช่วยให้เลือกซื้อกันได้สะดวกขึ้น                 ทีมกองบรรณาธิการและอาสาสมัครฉลาดซื้อเดินห้างสรรพสินค้าทั้งแบบห้างค้าปลีก ค้าส่ง และร้านสะดวกซื้อเพื่อเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เนยแข็งหรือชีส แบบที่มีฉลากบนผลิตภัณฑ์สมบูรณ์และผู้บริโภคสามารถหยิบได้เองจากตู้แช่เย็น ในต้นเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา จำนวนทั้งสิ้น 51 ตัวอย่าง เพื่อแสดงรายละเอียดและแยกกลุ่มผลิตภัณฑ์ระหว่าง เนยแข็งหรือชีสแท้ กับ โพรเซสชีส นิยามและประเภทของชีส         เนยแข็ง(Cheese)  ทั่วโลกมีมากกว่า 3,000 ชนิด แม้เนยแข็งบางประเภทจะมีลักษณะเหมือนกัน แต่ก็มีชื่อเรียกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น วิธีการจำแนกประเภทของเนยแข็งจึงทำได้โดยอาศัยหลักเกณฑ์บางอย่าง เช่น ชนิดของน้ำนมที่ใช้ ระยะเวลาในการบ่ม เชื้อราที่ใส่ลงไปเพื่อแยกไขมันออกจากน้ำนม อุณหภูมิที่ใช้ในการหมักบ่ม พื้นผิวและความราบเรียบของเนยแข็ง อย่างไรก็ตามเราอาจแบ่งเนยแข็งหรือชีส (Cheese)  ได้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งเป็นการแบ่งที่นิยมกัน คือ        1.เนยแข็งแบบนุ่มหรือชีสนุ่ม (Soft Cheese)         2.เนยแข็งแบบกึ่งแข็งกึ่งนุ่ม (Semi Cheese)        3.เนยแข็งแบบแข็งหรือฮาร์ดชีส (Hard Cheese)         การแบ่งแบบนี้เป็นการแบ่งตามความชื้นในเนื้อผลิตภัณฑ์ เนยแข็งที่มีความแข็งมาก(ฮาร์ดชีส) ก็เพราะมีความชื้นต่ำ เช่น พาร์เมซาน เชดดา สวิสชีส ส่วนชนิดกึ่งแข็งกึ่งนุ่มจะมีความชื้นกลางๆ เช่น มอสซาเรลลา อีแดม บลูชีส และหากมีความชื้นสูงเนื้อสัมผัสก็จะนุ่ม เช่น บรี ครีมชีส ซึ่งทำให้เก็บไว้ไม่นานเหมือนพวกฮาร์ดชีส ที่สามารถเก็บได้เป็นเวลาหลายเดือน         นิยามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 209 พ.ศ.2543 เรื่องเนยแข็ง ให้ความหมายของ เนยแข็งว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำนม ครีมบัตเตอร์มิลค์ (Butter milk) หรือเวย์ อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างมาผสมเอนไซม์หรือกรดหรือจุลินทรีย์จนเกิดการรวมตัวเป็นก้อนแล้วแยกส่วนที่เป็นน้ำออก แล้วนำมาใช้ในลักษณะสดหรือบ่มให้ได้ที่ก่อนใช้ จึงอาจกล่าวได้ว่า นี่คือเนยแข็งแท้หรือชีสแท้         ส่วนที่แสดงบนฉลากว่า โพรเซสชีส(Processed Cheese) ตามนิยามในประกาศ หมายความว่า เนยแข็ง ซึ่งได้ผ่านกรรมวิธีทำให้เล็กลง เติมสารอีมัลซิฟายและนำมาพาสเจอร์ไรซ์และจะแต่งสี กลิ่น รส หรือไม่ก็ได้  ตามนิยามนี้เราอาจตีความได้ว่า โพรเซสชีสเป็นเนยแข็งที่มีกรรมวิธีการผลิต โดยเอาชีสแท้ น้ำมัน และส่วนผสมทางเคมีอื่นๆ มาผสมกัน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นอาหารที่ปลอดภัย แต่ว่ามันมีสารเคมีต่างๆ มีแต่งสี แต่งรส และเนื่องจากมีส่วนผสมของนมอยู่น้อย ก็เลยไม่ได้ให้ประโยชน์มากเหมือนชีสแท้ ที่ทำจากนมเกือบทั้งหมด         และที่อาจจะทำให้ผู้บริโภคงงเมื่ออ่านฉลากคือ คำว่า เนมชีส(Named Cheese) ซึ่งในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 209 ให้ความหมายว่า เนยแข็งที่มีชื่อตามชนิดของเนยแข็งหรือสถานที่ผลิต ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและมีกรรมวิธีการผลิตเฉพาะตามชนิดของเนยแข็งนั้น  เชดดา อีแดม พาร์เมซาน(หรืออีกสามพันชนิด) พวกนี้คือ เนมชีสนั่นเองตารางแสดงรายละเอียดการแสดงฉลาก ผลิตภัณฑ์เนยแข็ง(ชีสแท้) เก็บตัวอย่างเดือนตุลาคม 2562เนยแข็ง หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำนม ครีมบัตเตอร์มิลค์ (Butter milk) หรือเวย์ อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างมาผสมเอนไซม์หรือกรดหรือจุลินทรีย์จนเกิดการรวมตัวเป็นก้อนแล้วแยกส่วนที่เป็นน้ำออก แล้วนำมาใช้ในลักษณะสดหรือบ่มให้ได้ที่ก่อนใช้ตารางแสดงรายละเอียดการแสดงฉลาก ผลิตภัณฑ์โพรเซสชีสเก็บตัวอย่างเดือนตุลาคม 2562โพรเซสชีส หมายความว่า เนยแข็ง ซึ่งได้ผ่านกรรมวิธีทำให้เล็กลง เติมสารอีมัลซิฟายและนำมาพาสเจอร์ไรซ์และจะแต่งสี กลิ่น รส หรือไม่ก็ได้  ข้อค้นพบจากการดูฉลากผลิตภัณฑ์        ผลจากการสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์เนยแข็ง ทั้งหมด 51 ตัวอย่าง พบว่า ผลิตภัณฑ์เนยแข็งที่สุ่มเก็บตัวอย่าง ที่เข้านิยามเนยแข็งหรือชีสแท้ มีจำนวน 24 ตัวอย่าง และเป็นผลิตภัณฑ์โพรเซสชีส 26 ตัวอย่าง โดยมีโพรเซสชีส 1 ตัวอย่างที่เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อชาวมังสวิรัตที่ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์จากนม ได้แก่ วีแกนเชดด้าสไตล์สไลซ์ (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบเชดด้าชีส) ตราอิมพีเรียล ซึ่งมีส่วนประกอบของ น้ำมันปาล์ม และ โปรตีนถั่วเหลือง ซึ่งนอกจากผลิตภัณฑ์เนยแข็งที่เป็นวีแกนที่มีส่วนผสมของไขมันจากพืช         ผลิตภัณฑ์เนยแข็งทำจากนมในปริมาณเกือบ 100 % และใช้เวลาในการหมักบ่มนาน ดังนั้นราคาจึงค่อนข้างแพง ส่วนผลิตภัณฑ์โพรเซสชีส ใช้เนยแข็ง น้ำนม และไขมันพืชช่วยในการแต่งเติมผลิตภัณฑ์ ดังนั้นจึงมีราคาไม่แพง แต่ก็จะให้คุณค่าทางสารอาหารน้อยกว่าชีสแท้ ผู้บริโภคสามารถพิจารณาเลือกจากฉลากที่เรานำมาแสดงในตารางได้ โดยมีการเปรียบเทียบราคาต่อน้ำหนักไว้เพื่อช่วยในการตัดสินใจด้วย          ผลิตภัณฑ์เนยแข็งที่มีราคาต่อกรัมถูกที่สุด คือ  ครีมฟีลด์ เท็น ซิงเกิ้ล (ผลิตภัณฑ์จากชีส) CREAMFIELDS 10 SINGLES ราคา  0.282  บาทต่อกรัม และผลิตภัณฑ์เนยแข็งที่มีราคาต่อกรัมแพงที่สุด คือ  เอ็กซ์ตร้า เมชัวร์ เชดด้า (เนยแข็งชนิดเนมชีส) ตรา คุมบี คาสเซิล COOMBE CASTLE TM EXTRA MATURE CHEDDAR ราคา  1.945  บาทต่อกรัม  โดยผลิตภัณฑ์ชีสส่วนใหญ่ที่สุ่มเก็บมา เป็นผลิตภัณฑ์ชีสที่นำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งสิ้น         การแสดงฉลากเรื่องการผลิต พบว่ามีผลิตภัณฑ์เนยแข็งที่ไม่ได้ระบุวันผลิต จำนวน 19 ตัวอย่าง แต่ทุกตัวอย่างมีการระบุวันหมดอายุ หรือ วันที่ควรบริโภคก่อน  โดยส่วนใหญ่มีอายุการเก็บประมาณ 1 ปี และแนะนำให้เก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 0 – 8 องศาเซลเซียส           ข้อมูลอ้างอิงhttps://th.wikipedia.org/wiki/เนยแข็ง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 222 ส่องฉลากซีอิ๊วขาว ตำนานน้ำปรุงรสจากถั่วเหลือง

        “ซีอิ๊ว” นั้นออกเสียงตามสำเนียงแต้จิ๋ว หมายความว่า “ซอสถั่วเหลือง” (จีนกวางตุ้งเรียก ‘สี่เหย่า’) นับเป็นเวลาอันยาวนานกว่าพันปีที่ “ซีอิ๊ว” ถูกคิดค้นขึ้นโดยบรรพบุรุษชาวจีน เพื่อใช้เป็นเครื่องปรุงแต่งรสอาหาร ว่ากันว่าซีอิ๊วนั้นถือกำเนิดขึ้นในช่วงราชวงศ์โจว (1,100 – 221 ปี ก่อนคริสตกาล) เรียกกันว่า ‘เชียง (Chiang)’ หรือ ‘เจียง (Jiang)’ จากนั้นในช่วงสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960 – 1229) ซีอิ๊วเริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นสิ่งจำเป็นในวิถีชีวิตชาวจีน โดยภายหลังถูกเรียกว่า ‘เจียงอิ้ว’        วัฒนธรรมการใช้ซีอิ๊วปรุงอาหารและการทำเต้าเจี้ยว ได้ถูกส่งต่อมายังประเทศญี่ปุ่นในยุคสมัยของซามูไร โดยพระชาวญี่ปุ่นที่ไปศึกษาพุทธศาสนาในประเทศจีนในศตวรรษที่ 12 โดยชาวญี่ปุ่นเรียกซีอิ๊วว่า ‘โชยุ (shoyu)’ ซึ่งซีอิ๊วนับเป็นของแพงและหายากที่มีใช้กันเฉพาะในชนชั้นสูง ในแต่ละตระกูลจะมีสูตรและวิธีการผลิตที่แตกต่างกันออกไป โชยุของญี่ปุ่นจึงมีความหลากหลาย จากนั้นโลกตะวันตกก็ได้รู้จักซีอิ๊วครั้งแรกจากญี่ปุ่น โดยการนำเข้าของพ่อค้าชาวเนเธอร์แลนด์        สำหรับคนไทย ซีอิ๊วนับเป็นเครื่องปรุงรสสำคัญในครัวมาช้านาน ใช้ประกอบอาหารทั้ง ต้ม ผัด หรือน้ำจิ้ม โดยเฉพาะเมนูอาหารเจที่ต้องใช้ซีอิ๊วแทนน้ำปลา ซึ่งให้รสเค็มกลมกล่อมกว่ามาก         การผลิตซีอิ๊ว         ซีอิ๊ว เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสในรูปของเหลวที่ได้จากการย่อยสลายโปรตีนถั่วเหลือง โดยผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ ซึ่งกรรมวิธีการผลิต ซีอิ๊วหมักแบบธรรมชาติ คือ การนำเอาถั่วเหลืองต้มสุกพักให้หมาด คลุกกับแป้งสาลี (ทำให้ซีอิ๊วมีส่วนผสมของกลูเตน) แล้วบ่มทิ้งไว้ประมาณ 3-7 วัน กระบวนการนี้จะทำให้เกิดเชื้อรา ในกลุ่ม แอสเพอร์จิลลัส ออไรชี (Aspergillus oryzae) ซึ่งจะทำหน้าที่ย่อยโปรตีนในถั่วเหลืองให้กลายเป็นกรดอะมิโนที่มีรสชาติกลมกล่อมตามธรรมชาติ จากนั้นจึงนำถั่วเหลืองที่เกิดเชื้อราทั่วแล้ว หมักในน้ำเกลือตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป จากนั้นจึงนำมากรองแยกน้ำซีอิ๊วออกจากกากถั่วเหลือง          ซีอิ๊วสูตรต่างๆ        ซีอิ๊วที่คนไทยนิยมใช้กันนั้น มีอยู่ 4 - 5 ชนิด ได้แก่         1. ซีอิ๊วขาว คือ ซีอิ๊วที่ไม่ผ่านการปรุงรสหรือแต่งสีเพิ่มเติม         2. ซีอิ๊วดำ คือ ซีอิ๊วขาวที่นำมาเก็บหรือต่อระยะเวลาการบ่ม ทำให้ซีอิ๊วเข้มข้นและกลมกล่อมขึ้น อาจมีการแต่งสีเพื่อให้สีเข้มข้นสม่ำเสมอ ซึ่งโดยมากจะใช้น้ำตาลเคี่ยว        3. ซีอิ๊วดำหวาน คือ ซีอิ๊วที่ผสมกับสารให้ความหวาน โดยมากจะเป็นกากน้ำตาล หรือ โมลาส (Molasses) สีดำเข้ม ค่อนข้างหนืด         4. จิ๊กโฉ่ว หรือ ซอสเปรี้ยว คือ ซีอิ๊วขาวผสมกับน้ำส้มหมัก อาจมีการเติมเครื่องเทศลงไปด้วยระหว่างการหมักบ่ม         เมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อซีอิ๊ว คงจะเคยสังเกตเห็นตัวเลข สูตร 1, 2, 3, 4, 5 ซีอิ๊วสูตร 1 คือ ซีอิ๊วที่ได้จากการหมักครั้งแรก เมื่อกรองน้ำซีอิ๊วออกแล้ว จะเหลือกากถั่วเหลือง เมื่อนำกากถั่วเหลืองนี้ไปหมักต่อกับน้ำเกลือ ก็จะกลายเป็นน้ำซีอิ๊ว สูตร 2 ซึ่งถ้าหมักกากซ้ำต่อไปอีกก็จะนับเป็น สูตร 3, 4, 5         ทราบความเป็นมาของซีอิ๊ว และวิธีการทำซีอิ๊วแบบคร่าวๆ กันแล้ว ฉลาดซื้อ ในโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จึงอยากชวนผู้บริโภคมาดูฉลากของซีอิ๊วที่วางจำหน่ายในท้องตลาดในประเทศไทยกันบ้าง โดยฉลาดซื้อได้สุ่มเก็บตัวอย่างซีอิ๊วจากห้างสรรพสินค้า จำนวน 37 ตัวอย่าง เพื่อดูข้อมูลบนฉลาก เช่น ส่วนประกอบสำคัญ ปริมาณโซเดียมจากฉลากโภชนาการ เป็นต้น เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อซีอิ๊วกัน ตารางแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์ซีอิ๊ว จำนวน 37 ตัวอย่าง (ลำดับตามปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภค 1 ช้อนโต๊ะ หรือ ประมาณ 15 มิลลิลิตร)จากการสังเกตฉลากบนขวดซีอิ๊ว 37 ตัวอย่าง พบข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้         ข้อมูลปริมาณโซเดียม         เนื่องจากซีอิ๊วเป็นเครื่องปรุงที่ให้รสเค็ม ฉลาดซื้อจึงเลือกเปรียบเทียบปริมาณโซเดียม โดยสังเกตข้อมูลจากฉลากโภชนาการ ซึ่งจากผลิตภัณฑ์ซีอิ๊วทั้งหมด 37 ตัวอย่าง มีซีอิ๊วที่มีการแสดงฉลากโภชนาการ จำนวน 27 ตัวอย่าง และไม่มีฉลากโภชนาการ จำนวน 10 ตัวอย่าง (กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ซีอิ๊วต้องมีการแสดงฉลากโภชนาการ) แต่การที่เครื่องปรุงรสมีการแสดงฉลากโภชนาการ นับเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการเลือกซื้อ โดยเฉพาะข้อมูลปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภค         โดยหากเปรียบเทียบปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคที่แนะนำของซีอิ๊ว คือ 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 3 ช้อนชา (หรือประมาณ 15 มิลลิลิตร) ลำดับจากน้อยไปมาก พบว่า         ยี่ห้อที่มีปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค น้อยที่สุด คือ ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม สูตรลดโซเดียม 40% ตราเด็กสมบูรณ์ ซึ่งมีปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่ากับ 480 มิลลิกรัม/ช้อนโต๊ะ (มีการใช้โพแทสเซียมคลอไรด์ (INS508) เป็นส่วนประกอบ)                  ยี่ห้อที่มีปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค มากที่สุด คือ ซีอิ๊วขาวฉลากน้ำเงิน ตราเด็กสมบูรณ์ มีปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เท่ากับ 1600 มิลลิลิตร/ช้อนโต๊ะ         หากสังเกตตัวอย่างซีอิ๊วลำดับที่ 1-4 ในตารางจะพบว่า ซีอิ๊วที่มีปริมาณโซเดียมน้อยที่สุด 4 อันดับแรกเป็นซีอิ๊วสูตรลดเกลือโซเดียม 40% ทั้งหมด ซึ่งสูตรดังกล่าวมีการใช้เกลือโพแทสเซียม หรือ โพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) แทนการใช้เกลือปกติเพื่อลดปริมาณโซเดียมลง เพราะหากร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสู่การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด         แต่การใช้เกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ ก็มีข้อควรระวัง คือ ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต และโรคหัวใจที่มีความผิดปกติของระดับโพแทสเซียมในเลือด ผู้บริโภคที่มีปัญหาดังกล่าวจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อซีอิ๊วที่มีการใช้เกลือโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบ         ข้อมูลการใช้วัตถุกันเสีย         ผลิตภัณฑ์ซีอิ๊ว จำนวน 26 ตัวอย่าง มีการใช้วัตถุกันเสียประเภทโซเดียมเบนโซเอต (Sodium Benzoate / INS211) หรือ โพแทสเซียมซอร์เบต (Potassium Sorbate / INS202) และ มีซีอิ๊ว 10 ตัวอย่าง ที่ระบุบนฉลากบรรจุภัณฑ์ว่าไม่ใช้วัตถุกันเสีย หรือ No preservative added และ มี 1 ตัวอย่าง ที่ไม่ระบุข้อมูลการใช้วัตถุกันเสีย โดยหากประมาณสัดส่วนของปริมาณสารกันบูดต่อการบริโภคเครื่องปรุงรสแต่ละครั้งแล้ว เป็นปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งร่างกายสามารถขับถ่ายสารกันบูดทั้งสองชนิดได้เองตามธรรมชาติ         ข้อสังเกตอื่นๆ         - ซีอิ๊วส่วนใหญ่แสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร เช่น มีถั่วเหลือง, ข้าวสาลี หรือแป้งข้าวสาลีเป็นส่วนประกอบ หลายยี่ห้ออาจมีกลูเตน (Gluten) จากข้าวสาลี  แต่ทั้งนี้ มีซีอิ๊ว 3 ตัวอย่าง ที่ปราศจากกลูเตน ได้แก่ 1) ซีอิ๊วขาว ตราเมกาเชฟ  2) ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม ตราซันลี (Sunlee) Gluten Free  และ  3) ซีอิ๊วขาวธัญพืช ง่วนเชียง ตราเรือ Golden Boat Brand         คำแนะนำในการบริโภค        ซีอิ๊วเป็นเครื่องปรุงรสที่ให้รสเค็ม ดังนั้นจึงควรบริโภคในปริมาณน้อยเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป จะทำให้ไตทำงานหนักเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ในแต่ละวันเราไม่ควรบริโภคเกลือโซเดียมเกิน 1 ช้อนชา (หรือ ปริมาณโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม) โดยหากลองเฉลี่ยปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค (1 ช้อนโต๊ะ หรือ 3 ช้อนชา) จากซีอิ๊วทั้ง 22 ยี่ห้อ ที่มีฉลากโภชนาการแสดงปริมาณโซเดียม (ยกเว้น 5 ตัวอย่าง ที่ฉลากโภชนาการแสดงข้อมูลเป็นเกลือ (Salt) แทนปริมาณโซเดียม (Sodium) ซึ่งไม่สามารถนำมาคำนวณเปรียบเทียบได้ชัดเจน) พบว่ามีปริมาณโซเดียมเฉลี่ยอยู่ที่ 1,096.81 มิลลิกรัม/ช้อนโต๊ะ         นอกจากนี้ เมื่อเปิดซีอิ๊วใช้แล้ว ควรปิดฝาให้สนิทและเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อยืดอายุให้นานขึ้น และป้องกันไม่ให้ซีอิ๊วขึ้นราหรือเกิดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะซีอิ๊วยี่ห้อที่ไม่ใช้วัตถุกันเสีย และหากไม่ได้ใช้ซีอิ๊วปรุงอาหารบ่อยๆ ก็ควรเลือกซื้อขวดเล็กแทน         ข้อควรรู้เกี่ยวกับซีอิ๊ว         - ยิ่งหมักและเก็บซีอิ๊วไว้นาน กลิ่นรสและเนื้อสัมผัสของซีอิ๊ว ก็จะยิ่งกลมกล่อม หอมละมุน ซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น         - ซีอิ๊วยิ่งมีส่วนผสมน้อยเท่าไหร่ ยิ่งดี         - ซีอิ๊วเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เสีย ถ้าไม่เปิดขวด ส่วนใหญ่มักจะกำหนดวันหมดอายุ 1 – 2 ปี อ้างอิง 1. ข้อแนะนำในการเลือกซีอิ๊วอย่างปลอดภัยสไตล์กินเปลี่ยนโลก (โดย แก้วตา ธัมอิน)2. เลือกซื้อซีอิ๊วอย่างมืออาชีพ ต้องรู้อะไรบ้าง ? (โดย DragonfirE thinking girl)     (https://storylog.co/story/5a7c6993ee105b9517b3fd7e)    (https://storylog.co/story/5a7c6993ee105b9517b3fd7e) 3. ‘ซีอิ๊ว’ ปรุงตำนานอาหารเอเชีย     (https://www.thaihotelbusiness.com/in-the-kitchen/ซีอิ๊ว-อาหารเอเชีย/) 4. ซีอิ๊ว (https://guru.sanook.com/5988/)5. ศูนย์เครือข่ายข้อมูลอาหารครบวงจร     (http://www.foodnetworksolution.com)6. ทำไมต้องห้ามกินเค็ม ?     (https://www.thaihealth.or.th/Content/48381-    (https://www.thaihealth.or.th/Content/48381-ทำไมต้องห้ามกินเค็ม.html) ขอบคุณภาพประกอบจาก : มูลนิธิชีววิถี

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 215 พาราควอตใน ‘ปูนาดองเค็ม’ วัตถุดิบอาหารในจานส้มตำ

พาราควอตใน ‘ปูนาดองเค็ม’ วัตถุดิบอาหารในจานส้มตำส้มตำ หรือ ตำส้ม ตำรับอาหารอีสานยอดฮิต ที่ทำเอาฝรั่งติดใจ คนไทยขาดไม่ได้ เพราะความแซ่บนัวจัดจ้าน จึงทำให้ส้มตำเป็นอาหารยอดนิยมตลอดกาล ไม่ว่าจะไปที่ใด ก็สามารถหาร้านส้มตำรับประทานได้แทบทุกที่ หนึ่งในเมนูยอดนิยมคือ ส้มตำปูปลาร้า นอกจากมะละกอที่เป็นวัตถุดิบหลักในการทำส้มตำ และปลาร้าที่ต้องเลือกอย่างพิถีพิถันแล้ว ที่ต้องใส่ใจไม่แพ้กันคือ ปูดองเค็ม ซึ่งปูที่นิยมนำมาดองเค็มใส่ส้มตำคือ ปูแสม และปูนา        ปูดองเค็มที่วางขายตามตลาดในพื้นกรุงเทพมหานครและปริมณฑลส่วนใหญ่จะเป็นปูแสม เพราะกรุงเทพฯ อยู่ติดกับจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลอย่าง สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ตราด ถึงอย่างนั้นด้วยความนิยมปูดองเค็มที่มีมาก ก็ยังต้องมีการนำเข้าปูแสมจากเพื่อนบ้านเพิ่ม ได้แก่ เมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนปูนาที่นำมาทำปูดองนั้น ปูที่จับจากธรรมชาติจะไม่ค่อยมีแล้ว เนื่องจากสภาพแวดล้อมในนาไม่เอื้อให้ปูอยู่ได้และความต้องการที่สูงในตลาด ปูนาส่วนใหญ่ที่นำมาทำปูดองจึงเป็นปูเลี้ยง ในสภาพเลียนแบบธรรมชาติ        อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ฉลาดซื้อและโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จึงได้สุ่มเก็บตัวอย่างปูนาดองเค็ม จำนวน 16 ตัวอย่าง จากตลาดสดทั้งหมด 14 แห่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันที่ 19-20 ธันวาคม 2561 และนำส่งห้องปฏิบัติการมาตรฐาน เพื่อตรวจวิเคราะห์หาการตกค้างของพาราควอต เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงหากปูนาดองเค็มนั้นเป็นปูที่มาจากนาธรรมชาติโดยผลการตรวจวิเคราะห์แสดงดังตาราง ต่อไปนี้หมายเหตุ: - ใช้วิธีการตรวจวิเคราะห์แบบ HPLC-MS-MS ผลวิเคราะห์เฉพาะตัวอย่างที่ส่งตรวจเท่านั้นจากผลการตรวจวิเคราะห์หาการตกค้างของพาราควอตในปูนาดองเค็ม ทั้งหมด 16 ตัวอย่าง ไม่พบการตกค้างของพาราควอตทุกตัวอย่าง        อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างปูนาดองจะไม่พบการตกค้างของพาราควอต แต่ปูนา เป็นปูน้ำจืด ซึ่งกินอาหารทั้งในดินและในน้ำ จึงอาจพบปลิงหรือพยาธิ เช่น พยาธิตัวจี๊ด หรือพยาธิใบไม้ในปอด ติดอาศัยมากับปู การบริโภคปูดิบๆ จึงมีโอกาสที่เราจะกินไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิเหล่านี้เข้าไป ซึ่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของมนุษย์นั้นไม่สามารถฆ่าพยาธิให้ตายได้ แม้จะนำปูนาไปดองเค็ม ก็ไม่อาจทราบระยะเวลาการดองที่แน่นอน ดังนั้นควรทำปูนาให้สุกก่อนรับประทานจะดีกว่า        นอกจากนี้ หากสามารถสอบถามถึงแหล่งที่มาของปูนาได้ก็จะดี เพราะปูนาที่มาจากฟาร์มเพาะเลี้ยง นั้นสามารถควรคุมมาตรฐานความสะอาดได้ ซึ่งอาจปลอดภัยกว่าปูนาตามธรรมชาติในนาข้าว ที่อาจเสี่ยงพบปลิง พยาธิ หรือการตกค้างของสารเคมีมารู้จัก.. ปูแสม แล ปูนา         ปูแสม เป็นปูน้ำเค็มที่ขุดรูอาศัยอยู่ตามดินโคลนป่าชายเลน เช่น ป่าแสม ป่าโกงกาง หรือบริเวณปากแม่น้ำ พบได้ในจังหวัดที่ติดชายทะเล เช่น สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง ตรัง กระดองของปูแสมมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ไม่โค้งมาก ส่วนกว้างของกระดอง ยาวกว่า ส่วนยาวเล็กน้อย โดยทั่วไปจะมีขนาดประมาณ 3-7 เซนติเมตร ก้ามมีลักษณะกว้างกลม สีแดงปนม่วง มีกลุ่มขนสั้นๆ กระจัดกระจายอยู่บนกระดองและก้าม        ส่วน ปูนา เป็นปูน้ำจืด มักอาศัยอยู่ในนาข้าว พบได้ในบริเวณที่ลุ่มน้ำขัง กระดองมีลักษณะโค้งนูน ผิวเรียบมัน ขอบกระดองด้านหน้ามีรอยหยักเป็นฟันเลื่อย ส่วนใหญ่กระดองมีสีม่วงดำและเหลือง ชอบขุดรูอยู่ตามแปลงนา คันนา รูปูจะมีลักษณะกลมรีตามขนาดลำตัว ชาวนาถือว่าปูนาเป็นศัตรูพืชของข้าว เพราะปูนาจะกัดกินต้นข้าวที่ปักดำใหม่ๆ ทำให้ชาวนาต้องปักดำซ้ำหลายครั้ง ปูนาเป็นอาหารราคาถูกโดยเฉพาะเหมาะกับวิถีชีวิตผู้คนในชนบท และยังพบได้เกือบทุกภาคของประเทศไทย ส่วนใหญ่นิยมนำมาทำ หลนปูเค็ม แกงอ่อมปูนา น้ำปู๋ ปูนาดองน้ำปลา แกงส้ม อ่องปูนา และส้มตำ‘พาราควอต’ ยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรไทยนิยมใช้        พาราควอต (paraquat) เป็นยากำจัดวัชพืชที่เกษตรกรไทยนิยมใช้เป็นยาฆ่าหญ้า มีคุณสมบัติเผาไหม้ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้วัชพืชแห้งเหี่ยวและตายภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่ทำลายพืชผลผลิต นิยมใช้ในไร่อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์ม ยางพารา และนาข้าว พาราควอตยังเป็นที่นิยมของเกษตรกรทั่วโลก เพราะราคาถูก เห็นผลเร็ว และยังละลายน้ำได้ดี จึงปนเปื้อนในแหล่งน้ำได้ง่าย อีกทั้งสามารถสะสมอยู่ในดินตะกอน        เมื่อปี ค.ศ. 2009 องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้พาราควอต เป็นสารเคมีอันตรายปานกลาง และยังพบข้อสังเกตในรายงานว่า มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหากถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย และเป็นอันตรายต่อชีวิต        พาราควอตมีพิษเฉียบพลันสูงต่อมนุษย์ ปัจจุบันยังไม่มียาถอนพิษ และยังส่งผลกระทบเรื้อรังต่อสุขภาพ เช่น การก่อโรคพาร์กินสัน สมองเสื่อม พาราควอตสามารถซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายได้โดยการสัมผัสทางผิวหนังหรือบาดแผล นอกจากนั้นยังพบการตกค้างของพาราควอตในอาหาร สิ่งแวดล้อมและมนุษย์จากการวิจัยของหลายสถาบัน ทั้งนี้ยังสามารถถ่ายทอดผ่านมารดาไปสู่ตัวอ่อนในครรภ์ได้ด้วย โดยจากการศึกษาของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มทารกแรกเกิดและมารดาระหว่าง 17-20 % และหากมีประวัติการขุดดินในพื้นที่เกษตร ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะตรวจพบพาราควอตเป็น 6 เท่าของหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีการขุดดิน        แหล่งข้อมูล:- ปูนา และการเลี้ยงปูนา (https://pasusat.com/ปูนา/)- วิธีอนุรักษ์ “ปูนา” จากสุรินทร์ จับมาแปรรูปเป็นอาหาร (https://mgronline.com/science/detail/9610000083393)- หนุ่มสิงห์บุรี ลาออกงานมาดูแลพ่อป่วย จับอาชีพเลี้ยงปูนา สร้างรายได้เดือนละล้าน (https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_530047)- พบสารพาราควอตตกค้างใน "น้ำปู๋ " 200 เท่า  (https://news.thaipbs.or.th/content/272293)- พาราควอต สารอันตรายที่ประเทศผู้ผลิตและทั่วโลกยังต้องแบน แต่ไทยยังปล่อยให้ใช้ต่อ (http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/61559/)- งานวิจัยมหิดล พบพาราควอตตกค้างในขี้เทาทารกสูงเกินครึ่ง ส่งผลต่อพัฒนาการเด็ก (https://www.isranews.org/isranews-news/64489-paraquat-64489.html)- นักวิชาการแจงข้อเท็จจริงสารเคมีอันตรายกำจัดศัตรูพืช หนุนยกเลิก พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส(https://thaipublica.org/2018/05/seminar-paraquat-glyphosate-chlorpyrifos/)- เบื้องหลัง “พาราควอต” ไม่โดนแบน (https://www.the101.world/banning-paraquat-in-thailand/)- ส้มตำปูดิบ เสี่ยงพยาธิในปอด (http://www.thaihealth.or.th/Content/26769-ส้มตำปูดิบ%20เสี่ยงพยาธิในปอด.html)- เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (https://thaipan.org/)- https://th.wikipedia.org/

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ความคิดเห็น (0)