ฉบับที่ 97 ประกันภัยสินค้าใหม่ผ่านสายโทรศัพท์

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ผู้เขียนกำลังจะตักข้าวใส่ปาก(มื้อเช้า) เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น(เล่นเอาสะดุ้ง) จึงวางช้อนลงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายเพราะคิดว่าอาจมีเรื่องสำคัญ เมื่อรับสายจึงรู้ว่าเป็นการโทรมาเพื่อขายประกัน (โอ้ย..รำคาญจริงๆ) แต่ก็ทนฟังเพราะอยากรู้ว่าเขาจะให้ข้อมูลอะไรบ้าง โอ้ย..จะบอกให้นะ หากใครตัดสินใจฟังคำบรรยายสรรพคุณความดีงามของการประกันภัย ถ้าจิตไม่แข็งพอ ต้องตกหลุมทำประกันกับเขาแน่ๆ เสียงก็เพราะแล้วยังพูดหวานหว่านล้อมสารพัด แต่ผู้เขียนฟังแล้วรู้สึกว่ามันเป็นการให้ข้อมูลฝ่ายเดียวแล้วยังเป็นการละเมิดสิทธิ สิทธิส่วนบุคคลของเราชัดๆ เพราะเราไม่เคยแสดงความจำนงว่าต้องการซื้อประกัน แล้วมาเสนอขายเราทำไม

นอกจากนั้นระหว่างสนทนายังบันทึกเสียงเราอีก นึกๆ แล้วก็ควันออกหู คนจะกินข้าว ดันดั้นๆๆๆๆ โทรมาขายของน่าเกลียดจริงไอ้ธุรกิจพรรค์นี้ ก็เลยตอบกลับไปว่า “ไม่สนใจแล้วอย่าโทรมาอีกเป็นอันขาดเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน” (โทรมาจะด่าให้) หันกลับมาที่จานข้าวใหม่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก (ไงเนี่ย..ตกลงจะได้กินข้าวไหม) แต่เห็นเบอร์โทรแล้วแสนจะดีใจ เพราะเป็นเบอร์ของเพื่อน และเพื่อนคนนี้เราไม่ค่อยมีเวลาเจอกันซักเท่าไร เพราะต่างคนต่างมีงาน เมื่อเพื่อนโทรหาเราก็พร้อมจะคุย เพื่อนบอกว่าพอดีได้อ่านหนังสือฉลาดซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว ในกรณีเสาไฟฟ้าบ้านลุงชุบ พอดีมีเรื่องจะขอปรึกษาเรื่อง การขายประกันทางโทรศัพท์หน่อยได้ไหม(ทำไมจะไม่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นร้อยพันยังช่วยได้นี่เพื่อนเรานะทำไมจะช่วยไม่ได้)

จากการพูดคุยก็ได้รายละเอียดว่า เมื่อต้นเดือนมกราคม ตัวเพื่อนและภรรยา(โทรคนละครั้งเพราะใช้โทรศัพท์คนละเบอร์) ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่บริษัทประกันกรุงเทพประกันภัย จำกัด มาชักชวนให้ลงประกัน เพื่อนและภรรยาปฏิเสธไป แล้วก็คิดว่าคงไม่มีอะไรอีกแล้ว แต่เรื่องไม่เป็นเช่นนั้น ปรากฏว่าไปรษณีย์ได้นำจดหมายมาส่งวันที่ 26 มาราคม 2552 หัวจดหมายเป็นชื่อของบริษัทที่เคยโทรมาชวนให้เขาและภรรยาลงประกัน จึงรีบเปิดซองออกดูปรากฎว่า เป็นกรมธรรม์ประกันภัยระบุชื่อผู้เอาประกัน คือลูกสาวของเขาเอง และระบุวันคุ้มครอง วันที่ 23 มกราคม 2552 ด้วยความตกใจ จึงเรียกลูกสาวมาสอบถาม จึงได้ทราบว่าบริษัทประกันนอกจากจะโทรหาเขาและภรรยาแล้ว ยังโทรหาลูกสาวเขาอีก (อุแม่เจ้า นี่มันอะไรกันนี่มันเล่นโทรขายทั้งบ้านเลยหรือเนี่ย....) จึงถามลูกสาวว่าทำอย่างไรเขาถึงส่งกรมธรรม์มาให้ถึงบ้านได้ ลูกสาวก็บอกว่าก็ “เขาบอกว่าทำแล้วดีตั้งหลายอย่างก็เลยตอบตกลงเขาไป ก็ไม่รู้ว่าตกลงปากเปล่าทางโทรศัพท์นี่ จะเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้” เพื่อนยังบอกต่ออีกว่าเมื่อเห็นว่าลูกสาวไม่ได้ลงนามในสัญญา สัญญากรมธรรม์ก็ไม่น่าจะมีผลอะไร เพราะการทำสัญญาต้องมีการลงนามทั้งสองฝ่ายหากขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสัญญานั้นก็ไม่น่าจะสมบูรณ์ เมื่อคิดอย่างนั้นก็เลยปล่อยเรื่องไว้เฉยๆโดยไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไรตามมา แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันเจ้าหน้าที่บริษัทประกันได้โทรติดต่อกลับมาหาลูกสาวเขาอีกพร้อมบอกให้ลูกสาวโอนเงินงวดแรกจำนวน 1,000 บาท (3 งวด)ไปยังบริษัท ลูกสาวได้ตอบไปว่า พ่อไม่ยอมให้ทำจึงขอยกเลิกการทำประกัน บริษัทตอบกลับมาว่ายกเลิกไม่ได้เพราะบริษัทได้ส่งกรมธรรม์มาให้แล้ว ตามคำยืนยันของลูกค้าที่ทางบริษัทได้บันทึกเสียงไว้ที่ตกลงไว้แล้วทางโทรศัพท์ และจากนั้นก็ได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ว่าหากไม่จ่ายเงินบริษัทจะฟ้องเพราะถือว่าลูกค้าทำผิดสัญญา จึงได้โทรมาเพื่อขอคำปรึกษาว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถยกเลิกการทำประกันได้

เมื่อได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว จึงได้ส่งเรื่องไปยังศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อให้ค้นหาข้อมูลเพื่อช่วยเหลือและตอบข้อหารือ ในเบื้องต้นศูนย์ฯ ได้แนะนำผู้ร้องไปว่า ถ้าผู้ซื้อไม่พอใจ ผู้บริโภคมีสิทธิปฏิเสธได้หรือบอกเลิกสัญญาได้ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ได้รับแจ้ง ดังนั้นเรามีสิทธิยกเลิกการเอาประกันได้ และไม่ต้องกลัวคำขู่ของบริษัทที่ขู่จะฟ้องร้อง แน่จริงก็ให้เขาฟ้องมาเลยศูนย์ฯ จะดำเนินการให้ไม่ต้องกลัว

จากนั้นศูนย์ฯได้ดำเนินการสืบค้น พบว่าการที่บริษัทประกันโทรมาขายประกันผ่านโทรศัพท์ได้ เป็นเพราะคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ) กรมการประกันภัยเดิม ได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านทางโทรศัพท์ พ.ศ. 2551 จึงได้ข้อสรุปว่า คปภ. คือต้นเหตุของความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น เรื่องนี้ คปภ ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นผู้ออกประกาศมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งประชาชนสามารถใช้สิทธิตาม พรบ.วิธีพิจารณาความผู้บริโภคฟ้องบริษัทและ คปภ. ต่อศาลประจำจังหวัด ฐานที่ส่งเสริมให้บริษัทสร้างความเสียหายต่อจิตใจ และสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจ รบกวนสิทธิส่วนบุคคล


แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

150 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ประกันภัย สินค้า โทรศัพท์

ฉบับที่ 280 ระวังถูกหลอกผ่อนทองรายวัน

        มิจฉาชีพมาในหลายรูปแบบ ปีนี้ราคาทองพุ่งกระฉูดจึงเป็นช่องทางให้เกิดการหลอกลวงที่ว่า สามารถผ่อนทองเป็นรายวันได้ โดยครั้งแรกๆ อาจสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย แต่ต่อมาอาจมีการล่อหลอกให้ซื้อใหม่ โดยชักชวนให้ส่งเงินมาก่อน แต่จะยังไม่ส่งทองคำให้และฉวยโอกาส รวบรัดเชิดเงินไปเลย         ผู้ร้องส่งจดหมายมาร้องเรียนว่า ตนเองกับลูกสาวเป็นแม่ค้าขายของอยู่ในตลาดสดแห่งหนึ่ง ต่อมามีการแนะนำจากเพื่อนแม่ค้าด้วยกันว่า สามารถซื้อทองคำและผ่อนเป็นรายวันกับบริษัท G (นามสมมติ) ได้ เพียงแต่ต้องมีการค้ำประกันไขว้กัน กล่าวคือมีผู้ซื้อสองคน (จะได้ทองคำคนละเส้น) ผู้ซื้อแต่ละคนจะได้ทองคำไป ณ วันทำสัญญา และผ่อนเป็นรายวันตามจำนวนงวดที่ตกลงกับทางบริษัทฯ โดยหากว่าผู้ซื้อคนหนึ่งคนใดไม่สามารถส่งเงินในแต่ละวันได้ ผู้ค้ำต้องเป็นผู้ผ่อนส่งแทน         ผู้ร้องเห็นว่า ตนเองสามารถผ่อนทองคำในราคารายวันได้ จึงร่วมกับลูกสาวตกลงทำสัญญากับบริษัท โดยต่างซื้อทองคำคนละ 7.6 กรัม (สร้อยคอทองคำหนักสองสลึง) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาทองคำวันที่ทำสัญญาคือ บาทละ 34,500 สำหรับราคาทองคำที่ตกลงทำสัญญาคือ 24,947.71 บาท โดยเงื่อนไขคือการผ่อนชำระวันละ 320 บาท จำนวน 75 งวด ซึ่งวันที่ทำสัญญาต้องจ่ายล่วงหน้าก่อนเป็นเงิน 1650 บาทและค่าประกันอีก 690 บาท ซึ่งทั้งสองสามารถผ่อนชำระได้เป็นปกติ และทองคำก็ได้มาในวันที่ทำสัญญา         ต่อมาเมื่อผ่อนไปได้สักระยะ ทางพนักงานของบริษัทฯ ซึ่งเป็นคนดูแลเรื่องการผ่อนชำระของตนกับลูกสาวและแม่ค้าอื่นๆ ในตลาด บอกว่า สำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระจนเหลือเวลาอีกเพียง 35 งวด จะสามารถทำสัญญาซื้อขายใหม่ได้ ซึ่งผู้ร้องและลูกสาวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ จึงตกลงทำสัญญาซื้อขายเพิ่มอีกฉบับ เรียกว่าสองรอบนี้ผ่านไปด้วยดี         สัญญาฉบับแรกจบ สัญญาฉบับสองเข้าสู่ระยะที่จะสามารถทำสัญญาฉบับสามได้ แต่คราวนี้เมื่อทำสัญญาฉบับสามกลับไม่ได้ทองมาก่อน โดยทางพนักงานขอให้ปิดยอดที่เหลือทั้งหมดของสัญญาฉบับที่สองก่อนแล้วจะนำทองคำมามอบให้ ตนเองกับลูกสาวจึงส่งมอบเงินในงวดที่เหลือให้กับทางบริษัทฯ เป็นจำนวนเงิน 9,850 บาท ซึ่งทางพนักงานรับปากจะส่งมอบทองคำให้ในอีกสองวัน แต่กลับได้รับแจ้งในเวลาต่อมาว่า ไม่สามารถมอบทองคำให้ได้ และบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด         ทั้งตนเองและลูกสาวจึงปรึกษากับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่า จะช่วยเจรจาให้ทางบริษัทฯ ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ไหม คือส่งมอบทองคำให้ หรือ ส่งมอบเงินก้อนคืน แล้วพวกตนก็จะชำระเป็นรายวัน เพราะเดือดร้อนที่ต้องนำเงินก้อนไปมอบให้กับบริษัททำให้ขาดสภาพคล่อง  แนวทางการแก้ไขปัญหา        ผู้ร้องส่งคำร้องมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อติดต่อกลับไปยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ ขณะนี้เพราะเห็นเพียงจดหมายร้องเรียน ทางศูนย์พิทักษ์สิทธิยังไม่ได้เห็นตัวสัญญาหรือหลักฐานการผ่อนชำระ เบื้องต้นจึงตอบจดหมายขอให้ผู้ร้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทางตำรวจไว้ก่อน เพื่อให้ทางบริษัทฯ เข้ามารับทราบปัญหาและแก้ไข ส่วนที่นำมาเล่าในเสียงผู้บริโภคเพราะต้องการเตือนให้ผู้ที่จะซื้อขายทองคำในลักษณะผ่อนรายวันแบบนี้ เกิดความระมัดระวังตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ตัวสัญญา เงื่อนไขการผ่อนชำระ สำคัญเลยคือ เมื่อทำสัญญาแล้วต้องได้ ทรัพย์ ซึ่งคือทองคำทันที ไม่ควรปล่อยให้มีการจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ทรัพย์มา (เว้นแต่จะมีสัญญาระบุไปถึงเรื่องการฝากทรัพย์ไว้ก่อน) เพราะเมื่อทำสัญญาแล้วเท่ากับว่า ทองคำนั้นเป็นของผู้ซื้อแล้ว

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 280 แอดมินเพจบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าลงข้อมูลพลาดไม่ใช่เหตุปฏิเสธความรับผิดชอบ

        เมื่อคุณตัดสินใจซื้อสินค้าอะไรสักอย่างไปแล้ว ต่อมาพบว่าผู้ขายกลับทำโปรโมชันแบบ อ้าว ไม่เหมือนทีบอกเราตอนซื้อนี่หน่า คุณคงรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ และถ้าได้อ่านเงื่อนไขดีๆ แล้วก็พบว่า เราสามารถใช้โปรโมชันนั้นได้เช่นกัน คุณก็คงต้องขอคุยกับผู้ขายใช่ไหมว่า คุณไม่ควรพลาดสิทธินั้น        ลองมาดูกรณีของคุณสมภพกัน คุณสมภพได้จองรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่งจากโชว์รูมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ราคาที่ตกลงกันคือ 6.9 แสนบาทเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งคุณสมภพรู้สึกว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่ทางผู้ขายนำเสนอช่วยให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้น สำหรับการมีรถยนต์ไฟฟ้าสักคันหนึ่ง คือรู้สึกว่าคุ้มนั่นแหละ         ต่อมาราวปลายเดือนมีนาคม ยังไม่ทันถึงเดือนหลังการจองรถ คุณสมภพบังเอิญเห็นโพสต์หนึ่งของบริษัทรถยนต์แห่งนี้บนหน้าเฟซบุคของทางบริษัท ระบุโปรโมชันที่เห็นแล้วต้องร้อง เฮ้ย ทำไมตอนเสนอเราไม่เห็นได้เงื่อนไขแบบนี้ โดยเฉพาะเงื่อนไขสำคัญคือ การให้ราคาลดถึง 60,099  บาท แต่หากเป็นรุ่นสแตนดาร์ดจะได้ส่วนลดที่ 40,099 บาท และยิ่งพออ่านๆ เงื่อนไขอื่นๆ ไปเรื่อยๆ พบว่า โปรโมชันนี้สามารถครอบคลุมถึงระยะเวลาที่เขาสามารถใช้สิทธินี้ได้ด้วย คือมันระบุชัดว่า มีผลย้อนหลังสำหรับลูกค้าที่รับรถและออกใบกำกับภาษีตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 – 26 มีนาคม 2567 (คุณสมภพซื้อเมื่อกุมภาพันธ์) เขาจึงได้แคปโพสต์นั้นเก็บไว้ และรีบโทรติดต่อกับเซลล์ทันที         หลังการติดต่อคุณสมภพไม่โอเคกับสิ่งที่พนักงานบอกเขาว่า โพสต์นั้นมันเป็นความผิดพลาดของแอดมินเพจและทางบริษัทฯ ได้ลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งไปแล้ว คุณสมภพไม่เห็นด้วย บริษัทฯ จะปฏิเสธง่ายๆ แบบว่า คุณเข้าใจผิดแบบนี้ไม่ได้ จึงได้ปรึกษากับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่า เขาสามารถทำอะไรได้บ้าง แนวทางการแก้ไขปัญหา         เมื่อได้ซักถามรายละเอียดและดูเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่คุณสมภพส่งให้กับทางศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิฯ ได้ประสานกับทางบริษัทฯ โดยการติดต่อกับทางสำนักงานใหญ่ ซึ่งทางบริษัทฯ ได้ขอเวลาเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค แต่ยังคงใช้เรื่องการเข้าใจผิดของแอดมินเพจมาเป็นข้อต่อรอง อย่างไรก็ตามการกระทำของแอดมินก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่ทางบริษัทฯ นำเสนอต่อผู้บริโภคผ่านช่องทางสื่อสารของตนเอง ดังนั้นบริษัทก็ควรแสดงความรับผิดชอบ ต่อมาคุณสมภพได้รับการติดต่อว่า จะดำเนินการให้คุณสมภพตามสิทธิที่ได้ประกาศไปทางเพจ คือลดราคารถลงสูงสุด 40,099 บาท         ในตอนแรกคิดว่าเรื่องจะจบแล้ว ทางศูนย์ฯ กลับได้ข้อมูลเพิ่มจากทางบริษัทฯ ว่า กรณีคุณสมภพอาจไม่เข้าเงื่อนไข เพราะคุณสมภพได้โปรโมชันในส่วนของการประกันภัยที่มีระยะเวลาที่ดีกว่า คือสองปี ไม่ใช่ 1 ปี เหมือนในโปรโมชันที่ลงประกาศในเฟซบุค คุณสมภพจึงจะต้องเลือกว่า จะรับส่วนลดตามโปรโมชันและปรับการประกันภัยเหลือ 1 ปี หรือไม่รับส่วนลดแต่ประกันภัยยังคงอยู่ที่สองปีตามข้อตกลงเดิม         สุดท้ายคุณสมภพเลือกรับเงื่อนไขรับส่วนลด 40,099 บาท และยินยอมรับประกันภัยที่ 1 ปี ก็เป็นอันปิดเรื่องร้องเรียน

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 280 เลเซอร์ขนจนแพ้ แต่คลินิกไม่รับผิดชอบ

        คลินิกเสริมความงามปัจจุบันจัดเป็นตลาดการแข่งขันที่ค่อนข้างดุเดือด มีการจัดสรรโปรโมชันมาเสนอลูกค้ากันมากมาย โดยเฉพาะการแข่งขันกันด้านราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า จนบางครั้งทำให้ผู้บริโภคตกหลุมราคาถูกจนมองข้ามเรื่องมาตรฐานไป อย่างไรก็ตามเมื่อเปิดเป็น “คลินิก” ก็ย่อมต้องเป็นสถานบริการที่ควรปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการและควรต้องแสดงความรับผิดชอบในกรณีเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บริการ         วันหนึ่งในเดือนเมษายน ที่อากาศร้อนจัด คุณทรายเดินฝ่าความร้อนของอากาศและแบกความร้อนใจมาร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เนื่องจากเธอพบปัญหาการเข้าใช้บริการในคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งเพื่อต้องการกำจัดขนที่บริเวณขา หน้าแข้ง ด้วยการทำเลเซอร์  ภายหลังการใช้บริการกลับเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นอาการแพ้ ปัญหาเกิดรอยจ้ำๆ ตามขา และมีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสๆ รวมถึงอาการแสบร้อนอีกด้วย อาการดังกล่าวเธอไม่ได้ปล่อยปละ ก็รีบทักไปถามทางคลินิกทันทีว่าจะต้องทำอย่างไรหรือคลินิกจะช่วยรับผิดชอบอย่างไร พนักงานได้แจ้งกลับว่า อาจจะเกิดจากการแพ้ใบมีดโกนก็ได้และให้คุณทรายเข้าไปรักษากับทางคลินิกได้ ซึ่งฟังดูเหมือนจะมีการแสดงความรับผิดชอบ แต่...         วันถัดมาเมื่อคลินิกเปิดบริการคุณทรายรีบเข้าไปที่คลินิกตามที่ได้รับการแจ้งจากพนักงาน เพื่อรักษาอาการต่างๆ เมื่อเข้าไปแล้วพนักงานได้แจ้งแค่ว่าวันนี้คุณหมอไม่เข้า (ซะงั้น)  ในตอนนั้นเธอก็คิดแค่ว่า เออ...ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ขอแค่ให้อาการดีขึ้นพอ จนอีกวันเธอไปที่คลินิกอีกรอบ ครั้งนี้เจอแพทย์และได้ทำการรักษาโดยทางคลินิกได้ฉีดสารตัวหนึ่งไปในบริเวณขาและแจ้งว่าจะมีอาการแสบหน่อยๆ แต่รอยดำที่ขาจะจางลง ซึ่งจะต้องมาฉีดทุกอาทิตย์ ต่อมาเธอกับเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างมากจนทนไม่ไหว เรียกว่าแพ้อย่างรุนแรง จึงเลือกที่จะไปโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเพื่อทำการรักษา         สรุปคุณทรายได้รับผลวินิจฉัยว่าผิวหนังอักเสบ อย่างไรก็ตาม เธอยังคงมีความอดทนเข้าไปหาคลินิก เพื่อหวังความรับผิดชอบ จนทางคลินิกให้เธอไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง (คนละแห่งกับ รพ.รัฐที่เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผิวหนังอักเสบในครั้งแรก) โดยทางคลินิกบอกว่า ให้เอาใบเสร็จมาเบิกกับทางคลินิกได้ ซึ่งรวมเงินที่เธอต้องพบแพทย์ใน รพ.รัฐตามที่คลินิกแนะนำ มียอดรวมทั้งสิ้น 16,000 บาท และเมื่อคุณทรายได้นำส่งเอกสารใบเสร็จส่งให้ทางคลินิก จนป่านนี้เวลาก็ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว เธอก็ยังไม่ได้เงินทั้งหมดคืน จึงได้มาร้องเรียนมูลนิธิฯ ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป แนวทางการแก้ไขปัญหา         มูลนิธิฯ โดยศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคได้แนะนำให้คุณทรายทำจดหมายเพื่อทวงถามกับทางคลินิก (แบบไปรษณีย์ตอบรับ) และให้กำหนดเงื่อนไขระยะเวลากับทางคลินิกให้ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการรับผิดชอบค่าเสียหายให้กับเธอในระยะเวลากี่วัน หากหมดระยะเวลาดังกล่าวตามที่ได้กำหนดไว้ และทางคลินิกยังไม่ยอมคืนเงินให้คุณทราย มูลนิธิฯ จะช่วยดำเนินการไกล่เกลี่ยและเรียกร้องสิทธิให้กับคุณทรายเป็นขั้นตอนต่อไป และถ้ายังไกล่เกลี่ยไม่จบ ผู้ร้องสามารถดำเนินการฟ้องศาลเป็นคดีผู้บริโภคได้เพื่อให้ทางคลินิกชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด         ต่อมาทางมูลนิธิฯ ได้ติดต่อกับคุณทรายอีกครั้ง เพื่อสอบถามความคืบหน้า ซึ่งได้รับข่าวดีว่าหลังจากเธอทำจดหมายแจ้งให้คลินิกคืนเงินตามที่ทางมูลนิธิฯ แนะนำ ตอนนี้เธอได้รับเงินคืนเรียบร้อยแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคทุกรายควรระมัดระมัดในการเข้าใช้บริการคลินิกเสริมความงามต่างๆ ไว้ให้ดี ดูว่าเป็นคลินิกที่เปิดดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ มีใบรับรองจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ยืนยัน แพทย์ผู้ให้การรักษามีคุณวุฒิและใบรับรองการประกอบวิชาชีพ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ ควรใช้สิทธิสอบถามข้อมูลก่อนตัดสินใจให้มีการนำสารอะไรก็ตามมาฉีดเข้าร่างกาย และหากเกิดอาการผิดปกติจากการรักษาไม่ควรรอช้าต้องแจ้งเหตุและเรียกร้องให้รักษาอาการผิดปกติทันที

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 280 บริษัทจัดหาคนดูแลผู้สูงอายุทำผิดข้อตกลง

        ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ธุรกิจการให้บริการจัดหาคนมาดูแลผู้สูงอายุที่บ้านก็มีเพิ่มมากขึ้นตามมา ลูกหลานควรเลือกบริษัทที่ได้มาตรฐาน บริการดีและต้องมั่นใจว่าผู้ให้บริการได้ทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ได้อย่างดีด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในด้านต่างๆ ขึ้นได้  แต่หากเกิดปัญหาอย่าปล่อยเรื่องไว้ให้ปวดหัวควรใช้สิทธิเพื่อชดเชยกับความเสียหายที่เกิด        อย่างกรณีของคุณธัญ หลังจากที่เธอได้ทำสัญญาและจ่ายเงินเต็มจำนวนไปแล้วเพื่อว่าจ้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งให้จัดหาคนมาดูแลผู้สูงวัยในบ้านตามเงื่อนไขที่เธอได้แจ้งความจำนงไว้ กลับพบว่าเมื่อถึงวันเวลาที่ตกลงกันทางศูนย์ได้ส่งพนักงานมาผิดสเปก เพราะไม่ได้มีทักษะความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุตามที่ตกลงกันไว้ และยังไม่บอกล่วงหน้าด้วยว่าจะต้องมีการเปลี่ยนตัวพนักงาน (ไม่ใช่พนักงานคนเดิม) ในช่วงเวลาปฏิบัติงานที่ระบุไว้ในสัญญาด้วย         คุณธัญรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เพราะการเปลี่ยนตัวพนักงานบ่อยๆ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่จะนำโรคระบาดหรือโรคที่ไม่แสดงอาการมาติดผู้สูงอายุได้ อีกทั้งเธอยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้กับคนดูแลประจำที่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะยังไม่มีพนักงานที่น่าไว้วางใจมาอยู่ชั่วคราวเพื่อดูแลผู้สูงอายุแทน         คุณธัญเห็นว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความเสียหายและค่าใช้จ่ายหลายอย่าง เธอจึงบอกทางศูนย์ดูแลฯ ให้คืนเงินมาเพราะทำผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้ แรกๆ ทางศูนย์ดูแลฯ ก็รับปากว่าจะคืนเงินให้ แต่เมื่อติดตามทวงถามไป 2 ครั้งแล้วก็ยังไม่ได้เงินคืนมาเลย เธอจึงร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อขอความช่วยเหลือ แนวทางการแก้ไขปัญหา         ทางมูลนิธิฯ ได้ติดต่อผู้ร้องเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะเป็นการร้องเรียนทางเว็บไซต์ และขอเอกสารเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนในกรณีนี้  ได้แก่ สัญญาว่าจ้าง หลักฐานการชำระเงิน หรือข้อความสนทนากับทางศูนย์ดูแลฯ เป็นต้น จากนั้นได้แนะนำให้ผู้ร้องทำหนังสือขอยกเลิกสัญญาและขอคืนเงิน โดยทำเป็นแบบไปรษณีย์ตอบรับส่งให้กับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งนั้นและสำเนามายังมูลนิธิฯ ด้วย ซึ่งผู้ร้องส่งหนังสือไปเพื่อบอกเลิกสัญญาและรอว่าผลจะเป็นอย่างไร หากตกลงกันไม่ได้จะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อไป

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)