ฉบับที่ 222 กลิ่นกาสะลอง : กลิ่นหอมแห่งอดีตที่ตามหลอกหลอน

        เส้นทางการพัฒนาประเทศที่ครอบงำสังคมไทยมาเกินกว่ากึ่งศตวรรษที่ผ่านมานั้น เรามีแนวโน้มจะเชื่อและใฝ่ฝันถึงวิถีการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบพุ่งทะยานเป็นเส้นตรง จากสังคมที่ไร้ระเบียบค่อยๆ “กำลังพัฒนา” ไปสู่สังคมที่เป็นระบบระเบียบและเจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ        บนเส้นกราฟการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยเยี่ยงนี้ ผู้คนจำนวนมากมักยอมรับกันว่า “เมื่อวานอาจจะดูสวยดี แต่วันนี้จักต้องสวยกว่าเมื่อวาน” และ “วันพรุ่งนี้ก็จะต้องสวยและดียิ่งๆ ขึ้นไปกว่าวันนี้และวันวาน”        และหากการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัยสัมพันธ์กับเส้นทางเดินไปสู่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าวันนี้และวันวานด้วยแล้ว ระบบคิดเรื่องความทันสมัยก็น่าจะก่อร่างมาจากสำนึกของผู้คนที่เชื่อว่า เวลาในชีวิตของคนเรามักจะดำเนินไปแบบเป็นเส้นตรง จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน และจากปัจจุบันก็เคลื่อนไปสู่อนาคตอย่างไม่อาจผันแปรไปจากนี้ได้        ก็เหมือนกับตัวละครอย่าง “พิมพ์พิศา” ในเรื่อง “กลิ่นกาสะลอง” ที่ชีวิตดูจะดำเนินไปตามโลกทัศน์ของเวลาที่เดินทางเป็นเส้นตรงมาตั้งแต่เกิด พิมพ์พิศาหรือชื่อเล่นที่ถูกครอบครัวตั้งเอาไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “พริมพี่” เป็นคุณหมอสาวแสนสวยที่พบรักกับพระเอกหนุ่ม “ทินกฤต” ตั้งแต่ทั้งคู่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ จนกระทั่งเรียนจบมาเป็นหมอประจำโรงพยาบาลที่บิดาของนายแพทย์หนุ่มเป็นเจ้าของอยู่         เส้นทางชีวิตที่เป็นเส้นตรงและกำลังก้าวหน้าทั้งในเรื่องการงาน ความรัก และความมั่นคงทางเศรษฐกิจแบบนี้ ในตอนต้นก็ดูจะเป็นบทพิสูจน์ว่า สำนึกแห่งเวลาของปัจเจกบุคคลที่จะต้องดำเนินและเติบโตจากอดีตและปัจจุบันไปสู่อนาคตเช่นนี้ ก็น่าจะเป็นสัจธรรมที่ถูกต้องแล้วในความคิดของตัวละครคนรุ่นใหม่อย่างพริมพี่และทินกฤต         จนกระทั่งวันหนึ่งที่ทั้งพริมพี่และทินกฤตได้เดินทางไปดูที่ดินที่เชียงใหม่ ทินกฤตได้บังเกิดความรู้สึกคุ้นชินกับเรือนไม้โบราณในที่ดินผืนนั้น ไม่เพียงแต่จะเก็บเอามาฝันถึงบ่อยครั้ง แต่ในความฝันนั้น เขาก็มักจะได้กลิ่นดอกปีบหรือที่ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ดอกกาสะลอง ซึ่งหอมรวยรินและอวลอบอยู่ในห้วงสุบินดังกล่าว        ไม่เพียงแต่ชายหนุ่มที่ผูกพันอยู่กับกลิ่นดอกกาสะลองที่คลุ้งเคล้าอยู่ในฝันเท่านั้น ในส่วนของพริมพี่เอง การที่เธอได้กลับไปยังเรือนไม้หลังนั้น เธอก็ได้รับปิ่นเงินจากชายลึกลับคนหนึ่ง และการครอบครองปิ่นเงินดังกล่าวก็รบกวนจิตใจให้เธอหลับฝันประหลาดอยู่เนืองๆ ไม่แตกต่างจากทินกฤตหนุ่มคนรักเสียเลย         ปิ่นเงินกับกลิ่นดอกกาสะลอง อาจทำให้ตัวละครในเรื่องผูกโยงเข้าสู่โลกแห่งความฝันร่วมกัน แต่ในเวลาเดียวกันนั้น โลกของความฝันก็ค่อยๆ ฉายภาพเรื่องราวในชาติภพก่อน ที่เผยให้เห็นว่า ปัจจุบันขณะที่ทั้งทินกฤตและพริมพี่ดำเนินชีวิตอยู่นั้น ยังมี “เงาทะมึน” แห่งอดีตคอยหลอกหลอนอยู่เป็นเบื้องหลังตลอดเวลา        หากพุทธศาสนายืนยันในข้อเท็จจริงที่ว่า “มนุษย์เรามีกรรมเป็นเงาตามตัว” ดังนี้แล้ว แม้จะมาถือกำเนิดใหม่ในชาติภพร่วมสมัย แต่วัฏฏะแห่งกรรมในชาติปางก่อนก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ปัจจุบันมิอาจหลีกเลี่ยงไปได้เลย         ในอดีตชาตินั้น ทินกฤตก็คือ “ทรัพย์” หมอหนุ่มเชื้อสายจีนรูปงาม ที่ผูกพันรักใคร่อยู่กับ “กาสะลอง” หญิงสาวที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้จากการพลัดจมน้ำ และที่สำคัญ กาสะลองก็คือพี่สาวฝาแฝดของ “ซ้องปีบ” ที่ในภพภูมิปัจจุบันกลับมาเกิดเป็นคุณหมอพริมพี่นั่นเอง         ซ้องปีบในชาติปางก่อนเป็นหญิงสาวที่เอาแต่ใจตัวเองอย่างร้ายกาจ และลึกๆ แล้วก็ยังอิจฉาริษยาแฝดผู้พี่อย่างกาสะลองสุดขั้วหัวใจ ยิ่งเมื่อเธอเองก็แอบหลงรักอ้ายทรัพย์อยู่ แต่หมอหนุ่มไม่ได้มีใจให้แต่อย่างใด ซ้องปีบจึงคิดแค้นและวางแผนจะทำลายความรักระหว่างหมอทรัพย์กับกาสะลองในทุกวิถีทาง         ไม่ว่าจะเป็นการอาละวาดอย่างคุ้มคลั่ง การสร้างเรื่องลวงโดยมี “นายมั่น” บิดาคอยให้ท้าย การใช้เสน่ห์ยาแฝด การวางแผนสลับตัวกับพี่สาว การทำร้ายทั้งกายและใจกับแฝดผู้พี่ ไปจนถึงการใช้เล่ห์กลกักขังกาสะลองไว้ในยุ้งข้าวให้ต้องเผชิญกับผู้ชายที่หมายข่มขืนหญิงสาว และต้องทุกข์ทรมานอยู่ในยุ้งข้าวที่กักขังนั้นจนหมดลมหายใจไปในที่สุด         แม้ตอนเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ กาสะลองจะเลือกถือคติประจำใจว่า “ได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด” ไม่ว่าจะจากน้องสาว จากบิดาที่ลำเอียง หรือจากทุกคนที่คุกคามทำร้ายร่างกายและจิตใจของเธอ แต่ทว่า เมื่อตายไปแล้ว ความเจ็บปวดเมื่อครั้งเป็นคน ก็ได้กลายเป็น “แรงขับ” ให้วิญญาณกาสะลองเลือกลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์และความยุติธรรมที่เธอไม่เคยได้รับมาเลยตลอดชีวิต แบบที่ผีกาสะลองเคยกล่าวว่า “ถ้ามีใครเลือกชีวิตตนเองได้ ก็ไม่ต้องทนทรมานแบบนี้”         ด้วยเหตุดังกล่าว ความทรงจำในอดีตที่ถูกหลงลืมไปของทั้งทินกฤตและพริมพี่ จึงถูกกาสะลองใช้กลิ่นดอกปีบเป็นสื่อที่ค่อยๆ กอบกู้สะกิดไฟล์ความทรงจำนั้นกลับคืนมา รวมไปถึงการใช้อำนาจในสร้าง “โลกเสมือน” ที่จับทินกฤตมากักกันไว้ในเรือนไม้โบราณ และจับพริมพี่มากักขังไว้ในรถยนต์ที่พลิกคว่ำจากอุบัติเหตุ        นัยหนึ่งก็ไม่ต่างจากการให้บทเรียนว่า ถ้าตัวละครทั้งสองกำลังมีความสุขสำราญกับเส้นกราฟที่พุ่งทะยานไปข้างหน้า พวกเขาและเธอก็ต้องไม่หลงลืมความจริงที่ว่า กำเกวียนกงเกวียนซึ่งเวียนหมุนมาจากอดีตชาติ ก็คือกรรมที่ต้องมีวันวนรอบมากำหนดความเป็นไปในชีวิตของผู้คนปัจจุบันด้วยเช่นกัน         และที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ตัวละครเอกอย่างทินกฤตกับพริมพี่เท่านั้นที่จะมีกลิ่นหอมแห่งอดีตตามมาหลอกหลอนชีวิตในปัจจุบัน ตัวละครอื่นๆ รายรอบก็ถูกวาดวางให้มี “เงาทะมึน” แห่งอดีต ทำให้ต้องหมุนวนมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกคำรบหนึ่ง ทั้ง “หมอภาคภูมิ” และ “วิจิตรา” เพื่อนรักของทินกฤตและพริมพี่ “ราเมศ” นายตำรวจที่มาสืบคดีรถคว่ำของพริมพี่ “นายแพทย์สุนทร” และ “พุดแก้ว” พ่อแม่ของพริมพี่ ตัวละครต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่มี “เงาแห่งกรรม” ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าให้ได้เวียนกลับมาพบกันอีก ณ กาลปัจจุบัน         จนเมื่อตัวละครทั้งหลายเริ่มเข้าใจได้ว่า สิ่ง “ที่เป็นอยู่” ต่างมี “ที่เป็นมา” และ “ที่เป็นไป” ร้อยรัดไว้เป็นความสัมพันธ์ของอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต วิญญาณของกาสะลองจึงเลือกที่จะหลุดพ้นไปจากปัจจุบัน เพื่อไปรอคอยที่จะพบกับหมอทรัพย์หรือทินกฤตที่จะกลับมาเกิดอีกครั้งในภพชาติถัดไป        กลิ่นดอกกาสะลองที่หอมข้ามภพข้ามชาติเฉกเช่นนี้ จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างจากสำนึกความคิดแบบไทยๆ ที่ลึกๆ แล้วก็เชื่อว่า อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ไม่เคยมีเส้นแบ่งที่แยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง เหมือนกับที่ทินกฤตหรือหมอทรัพย์ได้พูดกับกาสะลองว่า “ไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหน ผมก็คิดถึงที่นี่เสมอ...”

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 221 ทำอย่างไรให้ร่างกายหอมสดชื่นทั้งวัน

                อยู่เมืองไทยไม่มีเหงื่อคงเป็นเรื่องแปลก เหงื่อไม่เพียงทำให้เนื้อตัวเหนอะหนะ ยังทำให้เกิดปัญหากลิ่นกายไม่หอมสดชื่นด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ “ตัวไม่หอม” จนบางครั้งเราก็คงนึกสงสัยว่าทำไมนะ บางคนถึงตัวหอมสดชื่นทั้งวัน เราจะเป็นแบบนั้นบ้างได้ไหม         สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจ        1.สะอาดเสมอ        ·  อาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับกิจกรรม เช่น หลังออกกำลังกายก็ควรอาบน้ำชำระเหงื่อไคล และควรใช้สบู่ชำระล้างในส่วนที่เป็นจุดอับของร่างกาย เช่น รักแร้ ซอกคอ ข้อพับ มือเท้า สาวๆ ที่มีรูปร่างอวบอัด อาจรวมถึงหน้าท้องที่ยื่นจนเกิดเป็นซอกหลืบ เพราะบริเวณดังกล่าวจะเป็นจุดที่เกิดการหมักหมมของเหงื่อไคล        ·  สระผมให้สะอาด หากสระผมกลางคืนไม่ควรนอนไปทั้งที่ผมยังชื้นอยู่ หรือบางคนไม่ชอบสระผมทุกวัน อาจใช้การสระแบบแห้งซึ่งมีน้ำยาทำความสะอาดผมแบบเป็นสเปรย์ฉีดผมที่ช่วยแก้ปัญหาได้        ·  ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด เสื้อผ้าที่ซักและตากไม่แห้งหรือโดนน้ำฝนมักมีกลิ่นซึ่งเกิดจากการขยายตัวของเชื้อโรค ซึ่งไม่เพียงมีกลิ่นอับที่ชวนให้ชวนอึดอัด ยังอาจก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพด้วย การใช้เสื้อผ้าซ้ำๆ หลายๆ วันก็จะทำให้คุณมีกลิ่นเช่นกัน        ·  อย่าให้เท้ามีกลิ่น หากคุณกังวลว่าเท้าจะมีกลิ่น ก็ควรขัดถูเท้าตอนอาบน้ำ เช็ดให้แห้ง และทาแป้งก่อนที่จะใส่ถุงเท้าและรองเท้า พกถุงเท้าคู่ใหม่ไปเปลี่ยนระหว่างวัน ต้องมั่นใจด้วยว่ารองเท้าของคุณก็สะอาด รองเท้าเก่าๆ มักจะมีกลิ่นเสมอ        ·  ดูแลสุขภาพช่องปาก อย่าปล่อยให้เกิดปัญหาสะสมเพราะจะทำให้เกิดกลิ่นปาก หรือหลังรับประทานอาหารกลิ่นแรงควรบ้วนปากหรือแปรงฟัน หรือเคี้ยวหมากฝรั่งก็พอช่วยแก้ไขปัญหาชั่วคราวได้         2.เลี่ยงอาหารกลิ่นแรงและบุหรี่        ·  พยายามหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หัวหอม เนื้อสัตว์ และอาหารรสจัด รวมไปถึงผักจำพวกกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี เพราะอาหารเหล่านี้เมื่อถูกย่อยจะทำให้เกิดกลิ่นตัวและกลิ่นปากได้ง่าย        ·  ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย รวมไปถึงปัญหาเรื่องกลิ่นตัวอีกด้วย คนที่สูบบุหรี่จัด ๆ จะมีกลิ่นบุหรี่ติดตัวทั้งในปากและตามรูขุมขน ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะยังไม่ได้สูบบุหรี่อยู่ก็ตาม        ·  รับประทานอาหารดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสดชื่น อีกอย่างที่สามารถช่วยได้ดีคือการอบซาวน่า ซึ่งช่วยให้ขับเหงื่อได้ดี         3.ใช้ตัวช่วย        ·   โรลออน ที่ช่วยระงับกลิ่นตัว        ·  น้ำหอม เลือกกลิ่นเฉพาะตัวและไม่ควรใช้หลายกลิ่นในครั้งเดียว จุดที่นิยมให้การฉีดหรือแตะน้ำหอมบนร่างกายคือ ข้อพับแขน ข้อมือ ซอกคอ หรือบริเวณกลางหน้าอก จะช่วยให้กลิ่นหอมฟุ้งทั่วทั้งตัว        ·  ทาแป้ง ก็อาจช่วยได้หากคุณเป็นควรเหงื่อออกง่าย        ·  โลชั่น สบู่ที่มีกลิ่นหอม แต่หากโลชั่นมีกลิ่นแรง คุณไม่ควรใช้น้ำหอมเพิ่ม         4.ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว        ·  รักษาความสะอาดของสิ่งรอบตัว เตียง หมอน ชุดเครื่องนอน ฯลฯ ของคุณสะอาดไหม อย่าปล่อยให้มีกลิ่นอับ        ·  รถของคุณและที่อื่นๆ ที่คุณใช้เวลาอยู่ที่นั้นนานๆ เช่น ร้านสุกี้ ร้านชาบู  หรือที่ๆ มีคนสูบบุหรี่ กลิ่นเหล่านี้ติดทนบนตัวคุณได้ดีทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม >


ฉบับที่ 202 กลิ่นควันบุหรี่จากข้างห้อง

คนที่ไม่สูบบุหรี่ มักมีอาการทนไม่ได้เมื่อต้องทนสูดดมกลิ่นควันบุหรี่จากคนรอบข้าง ส่วนใหญ่มักแก้ปัญหาด้วยการพาตัวเองออกห่างไปให้ไกลๆ จากคนสูบ แต่ในบางกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ร้องรายนี้ เราจะมีวิธีแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง ลองไปดูกันคุณแพรไหมอาศัยอยู่ในคอนโดแห่งหนึ่งย่านสาทรมาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งไม่เคยพบปัญหาใดๆ จนกระทั่งมีผู้อาศัยรายใหม่คนหนึ่ง เข้ามาเช่าห้องอยู่ติดกันกับเธอและเป็นคนที่สูบบุหรี่หนักมาก เนื่องจากในทุกๆ วัน เธอจะได้กลิ่นบุหรี่ลอยเข้ามาในห้องพัก และหากเธอซักผ้าตากไว้ที่ระเบียงก็จะพบว่าเสื้อผ้านั้น จะมีกลิ่นบุหรี่ติดมาเสมอ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้เธอเริ่มทนไม่ไหว เพราะนอกจากกลิ่นดังกล่าวจะรบกวนความเป็นอยู่แล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพจากการได้ควันบุหรี่มือสองอีกด้วย คุณแพรไหมจึงไปร้องเรียนกับฝ่ายนิติบุคคลของอาคาร ซึ่งได้ดำเนินการแจ้งเตือนไปยังห้องเจ้าปัญหา แต่กลับได้รับการปฏิเสธว่าไม่มีการสูบบุหรี่ใดๆอย่างไรก็ตามหลายวันถัดมา เธอก็ยังคงได้กลิ่นบุหรี่เช่นเดิม จึงไปร้องเรียนอีกครั้ง ทำให้ทางนิติบุคคลส่ง รปภ. ขึ้นไปพิสูจน์ว่า มีกลิ่นบุหรี่ลอยเข้ามาในห้องของเธอจริงหรือไม่ ซึ่งภายหลังก็พบว่าภายในห้องเธอมีกลิ่นบุหรี่จริง ดังนั้นฝ่ายนิติบุคคลจึงไปแจ้งเตือนห้องดังกล่าวอีกรอบ ส่งผลให้ผู้เช่ารายนั้นไม่พอใจอย่างมาก ถึงขั้นข่มขู่ว่า หากทราบว่าใครเป็นคนร้องเรียนเรื่องที่เขาสูบบุหรี่จะเอาปืนไปยิงทิ้งซะ! เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ฝ่ายนิติบุคคลจึงปฏิเสธที่จะดำเนินการใดๆ ต่อให้ โดยอ้างว่ากลัวจะเกิดเหตุการณ์อันตราย ซึ่งคุณแพรไหมเองก็รู้สึกไม่ปลอดภัยด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากเธอจำเป็นต้องอยู่ที่คอนโดนี้ต่อไป ด้วยเหตุผลหลายประการ จึงหาทางแก้ไขปัญหา โดยส่งเรื่องมายังศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ เพื่อขอคำแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาจากกรณีดังกล่าว ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์แนะนำให้ผู้ร้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หมวด 5 มาตรา 25 (4) กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่มีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อน แก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง หรือผู้ที่ต้องประสบกับเหตุนั้นดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเหตุรำคาญและมีความผิด เช่น การกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้าหรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือ เพื่อระงับ กำจัดและควบคุมเหตุรำคาญต่างๆ ได้ นอกจากนี้หากมีการอ้างว่าการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นการสูบบุหรี่ภายในห้องของตนเองก็ตาม แต่เมื่อมีกลิ่นหรือควันลอยออกมา ส่งผลให้ผู้อื่นได้รับความเดือนร้อนรำคาญ ก็ทำให้ผู้นั้นสามารถที่จะร้องเรียนได้ ซึ่งทางศูนย์จะช่วยทำหนังสือแจ้งไปยัง สำนักงานของนิติบุคคลอาคารและสำนักงานเขตท้องที่ที่ผู้ร้องอาศัยอยู่ให้แก่ทางผู้ร้องเรียนด้วย ต่อมาภายหลังการดำเนินการพบว่า ทางนิติบุคคลพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ดำเนินการแจ้งให้ห้องเจ้าปัญหาดังกล่าวยุติการสูบบุหรี่ ซึ่งเขาแก้ปัญหาด้วยการขอย้ายออกไป ด้านผู้ร้องก็พอใจและยุติการร้องเรียน

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า200 Point

ฉบับที่ 200 เหม็นกลิ่นขี้ยางจากข้างบ้าน

ขี้ยางหรือเศษยาง เป็นสิ่งที่เหลือจากการกระบวนการทำยางก้อนและยางแผ่น ซึ่งสามารถนำไปเป็นส่วนผสมสำหรับยางที่มีสีดำอย่างยางรถยนต์ต่อได้ อย่างไรก็ตามขี้ยางมักมีกลิ่นแรง โดยหากไม่มีการจัดเก็บที่ดี อาจส่งปัญหาต่อบ้านใกล้เรือนเคียงได้ ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ร้องรายนี้คุณกุญชร ได้กลิ่นเหม็นรบกวนจากเพื่อนบ้านเป็นประจำ ซึ่งมาทราบภายหลังว่าสาเหตุของกลิ่นมาจากการที่เพื่อนบ้าน รับซื้อขี้ยางมาเก็บไว้จำนวนมาก เพื่อรอการจำหน่ายต่อไป ทำให้เขาต้องการทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถจัดการปัญหาได้อย่างไรบ้าง เพราะไม่อยากทนกลิ่นเหม็นของขี้ยางอีกต่อไป จึงส่งเรื่องมายังศูนย์พิทักษ์สิทธิ์เพื่อขอคำแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาศูนย์พิทักษ์สิทธิ์แนะนำผู้ร้องว่า กรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 ที่กำหนดไว้ในมาตรา 25 (4) ว่า การกระทำใดๆ ที่เป็นเหตุให้เกิด กลิ่น แสง เสียง การสั่นสะเทือน ฝุ่น จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ถือว่าเป็นการกระทำผิด ซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงตาม พ.ร.บ. นี้คือเจ้าพนักงานท้องถิ่น สามารถแจ้งให้ปรับปรุง/แก้ไข  ภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ และหากล่วงเลยเวลาดังกล่าวแล้ว เจ้าพนักงานก็มีอำนาจสั่งรื้อ/ปรับได้ ศูนย์ฯ จึงแนะนำให้ผู้ร้องไปแจ้งเรื่องต่อผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้ปกครองท้องถิ่นก่อนเบื้องต้น โดยภายหลังผู้ร้องได้แจ้งกลับมาว่าได้ดำเนินการบอกผู้ใหญ่บ้านแล้ว ซึ่งไปแจ้งเตือนคู่กรณีให้มีการแก้ไขปรับปรุงเป็นที่เรียบร้อย จึงยินดีขอยุติเรื่องร้องเรียน

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า200 Point

ฉบับที่ 190 เลือกซอสพริกให้อร่อยปลอดภัย

หลายคนติดใจในรสชาติของซอสพริก เพราะสามารถนำไปรับประทานคู่กับอาหารประเภททอดได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียว ไส้กรอก ไก่ทอดหรือมันฝรั่งทอด แต่บางครั้งอาจลืมไปว่าซอสพริกไม่ได้มีแค่พริกเป็นส่วนประกอบเท่านั้น แต่ยังมีน้ำตาล - เกลือผสมอยู่ด้วย เพื่อทำให้รสชาติถูกปากยิ่งขึ้น ซึ่งหากยี่ห้อไหนผสมน้ำตาลหรือเกลือสูงก็สามารถทำให้ผู้ที่รับประทานซอสเหล่านั้นเป็นประจำ เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ได้ ฉลาดซื้อฉบับนี้จึงเอาใจคนชอบซอสพริก ด้วยการเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลและโซเดียมในฉลาก ว่ายี่ห้อไหนจะหวาน – เค็มมากน้อยกว่ากัน ส่วนผลการทดสอบสารกันบูดของซอสพริก เราจะเอามาฝากในฉบับถัดๆ ไป ใครเป็นแฟนซอสชมผลเปรียบเทียบกันได้เลย  สรุปจากการเปรียบเทียบฉลากซอสพริก16 ตัวอย่าง พบว่า- ยี่ห้อที่มีปริมาณน้ำตาลมากที่สุด คือ จิ้มแจ่มและยัวร์-เชฟ มีน้ำตาล 5 กรัม/หน่วยบริโภค และยี่ห้อที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยที่สุดคือ สามภูเขาและม้าบิน มีน้ำตาล 1 กรัม/หน่วยบริโภค- ยี่ห้อที่มีปริมาณโซเดียมมากที่สุด คือ ยัวร์-เชฟ มีโซเดียม 620 มิลลิกรัม/หน่วยบริโภค และยี่ห้อที่มีปริมาณโซเดียมน้อยที่สุดคือ สามภูเขา มีโซเดียม 105 มิลลิกรัม/หน่วยบริโภค- มี 5 ยี่ห้อที่ไม่สามารถตรวจสอบปริมาณน้ำตาล - เกลือได้ เพราะไม่มีฉลากโภชนาการ ได้แก่ คิงส์คิทเช่น ไฮคิว เด็กสมบูรณ์ สุขุมและพันท้ายนรสิงห์ - ยี่ห้อที่มีราคาต่อหน่วยแพงที่สุดคือ แม่ประนอม ซอสพริกศรีราชา เผ็ดมาก 15 บาท/น้ำหนัก 100 กรัม - ยี่ห้อที่มีราคาต่อหน่วยถูกที่สุดคือ ไฮคิว ซอสพริกศรีราชา และ เทสโก้ เอฟเวอรี่ เดย์ แวลู ซอสพริกเผ็ดกลาง 4 บาท/น้ำหนัก 100 กรัมข้อสังเกต- จากตัวอย่างซอสพริกที่นำมาตรวจสอบฉลากโภชนาการ 11 ยี่ห้อพบว่า มีปริมาณน้ำตาล – โซเดียมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3 กรัมและ 250 มิลลิกรัม/หน่วยบริโภค 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม) ตามลำดับ ซึ่งตามที่องค์การอนามัยโลกได้แนะนำไว้ว่าใน 1 วันเราควรได้รับปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 24 กรัม (6 ช้อนชา) และโซเดียมสูงสุดไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือคิดเป็นเกลือป่นประมาณ 6 กรัม (1 ช้อนชา) ทำให้เราสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย แต่อย่าลืมว่าเรายังต้องรับประทานอาหารอื่นๆ โดยเฉพาะอาหารประเภททอด เคียงกับซอสพริกด้วย จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องไขมันและพลังงานที่ร่างกายจะได้รับลักษณะซอสพริกที่ดี 1. มีสีสดตามธรรมชาติของส่วนประกอบ มีกลิ่นรสดี2. มีความละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ข้นหรือเหลวเกินไป3. ภาชนะบรรจุต้องปิดสนิท 4. ฉลาก ต้องมีรายละเอียดดังนี้ ชื่ออาหาร เลขทะเบียนอาหาร ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต น้ำหนักสุทธิ วัน/เดือน/ปี ที่ผลิตหรือหมดอายุ ชนิดส่วนประกอบและวัตถุเจือปน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 189 สบู่มีกลิ่นหืน

กลิ่น คือ จุดขายสำคัญประการหนึ่งของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายอย่างสบู่หรือครีมอาบน้ำ ซึ่งควรมีกลิ่นที่หอมสดชื่นไม่ใช่กลิ่นเหม็นหืน เหมือนสบู่ก้อนเจ้าปัญหาที่ผู้ร้องรายนี้ซื้อมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณปราณี เธอซื้อสบู่ยี่ห้อเดทตอล โดยเลือกสูตรหรือกลิ่นที่ใช้เป็นประจำ จากร้านค้าปลีกแห่งหนึ่ง จำนวน 2 แพ็ค (แพ็คละ 4 ก้อน) ราคา 78 บาท อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาใช้กลับพบว่า สบู่ก้อนดังกล่าวมีกลิ่นเหม็นหืนและไม่มีฟองต่างจากที่เคยใช้ เธอจึงเลิกใช้สบู่ก้อนนั้นและนำก้อนใหม่มาใช้แทน แต่ยังคงพบว่ามีลักษณะเช่นเดียวกัน ทำให้เธอสันนิษฐานว่าน่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับกระบวนการผลิต หรือบรรจุภัณฑ์ชำรุดบกพร่อง นอกจากนี้ยังกังวลว่าอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังได้ เธอจึงส่งเรื่องร้องเรียนมายังศูนย์พิทักษ์สิทธิ์เพื่อขอคำแนะนำ โดยต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแนวทางการแก้ไขปัญหาจากกรณีนี้ศูนย์ฯ พบว่าผู้ร้องซื้อผลิตภัณฑ์จากร้านค้าปลีก ซึ่งไม่สามารถนำใบเสร็จมาเป็นหลักฐานได้ จึงแนะนำให้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมถ่ายรูปผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเก็บไว้ และทำหนังสือถึงผู้ประกอบการให้เข้ามาเจรจาและตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มูลนิธิ ซึ่งทางบริษัทยินดีรับข้อเสนอดังกล่าว โดยมีการนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปตรวจสอบ และจะแจ้งผลกลับมาในสัปดาห์ถัดไป ทั้งนี้ภายหลังการตรวจสอบพบว่า สบู่ดังกล่าวมีกลิ่นผิดปกติจริง โดยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีของน้ำหอมที่สัมผัสกับออกซิเจนหรือความร้อนในอากาศ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากผลิตภัณฑ์ได้ผ่านเกณฑ์ทดสอบมาตรฐานแล้ว อย่างไรก็ตามทางบริษัทยินดีชดเชยผู้บริโภคด้วยการให้ผลิตภัณฑ์กล่องใหม่ ซึ่งผู้ร้องพอใจกับการดำเนินการดังกล่าว เพราะเห็นว่าบริษัทมีความใส่ใจลูกค้า จึงยินดียุติเรื่องร้องเรียน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 187 เพื่อนบ้านเป็นโรงงานส่งเสียงดัง หรือเลี้ยงสุกรมีกลิ่นเหม็น

เพื่อนบ้านเป็นโรงงานส่งเสียงดัง หรือเลี้ยงสุกรมีกลิ่นเหม็นเราจะคุ้มครองสิทธิตนเองอย่างไรเมื่อพูดถึงการคุ้มครองสิทธิด้านที่อยู่อาศัยของตนเอง เพื่อให้ได้อยู่ในที่อยู่อาศัยหรือสิ่งแวดล้อมที่ดี ถือเป็นสิทธิผู้บริโภคสากลที่สำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ของเรา  และกฎหมายไทยเราก็มีการเขียนเรื่องนี้ไว้ว่า ใครก็ตามจะใช้สิทธิ หากทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เดือดร้อนเกินไปกว่าปกติ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น มีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อจัดการความเดือดร้อน ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทนเพื่อให้เห็นภาพชัด ก็ขอยกตัวอย่างคดีหนึ่ง โจทก์เป็นเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง และบังเอิญเพื่อนบ้านเปิดฟาร์มเลี้ยงสุกร อยู่ไปอยู่มาดูแลไม่ดี เพราะต่อมาได้เลี้ยงสุกรมากขึ้นจึงได้ใช้ผ้าพลาสติกคลุมคอกสุกรแล้วใช้พัดลมดูดเอากลิ่นเหม็นสิ่งปฏิลออกจากคอกสุกรส่งผลให้มีกลิ่นเหม็นรบกวนสุขภาพและอนามัยของโจทก์ เขาทนไม่ไหว ก็ไปฟ้องคดี ให้เพื่อนบ้านกำจัดสิ่งเน่าเหม็น และย้ายที่เลี้ยงไปที่อื่น  ศาลก็ตัดสิน โดยใช้หลักกฎหมายดังกล่าว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1639/2555 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่  8309/2548คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1639/2555ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1337 บัญญัติไว้ในกรณีที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดใช้สิทธิของตนจนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย หรือได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่น เสียง แสงสว่าง หรือมลภาวะใดๆเกินกว่าที่บุคคลทั่วไปจะทนได้ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นมีสิทธิกระทำการเพื่อป้องกันความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไป อันเป็นการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนจากกลิ่น เสียง แสงสว่าง หรือมลภาวะนั้นให้มีสุขลักษณะที่ดิน โดยคำฟ้องของ ผ.มีคำขอให้ ฉ.กำจัดสิ่งปฏิกูลที่รบกวนสุขภาพอนามัยของ ผ.ด้วย แสดงให้เห็นว่าการขจัดความเดือนร้อนที่ ผ.ได้รับอาจทำได้โดยวิธีอื่น หาใช้ต้องขับไล่ ฉ.ตามฎีกาของ ผ. ดังนั้น ที่ ผ.ฎีกาขอให้ขับไล่ ฉ.ให้ขนย้ายสุกรไปเลี้ยงให้ห่างไกลจากบ้านของ ผ.จึงเป็นวิธีการที่เกินกว่าความจำเป็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผ.ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า อบต.ออกข้อบัญญัติอย่างไร รวมทั้งไม่นำสืบว่า ฉ.ฝ่าฝืนข้อบัญญัติดังกล่าวอย่างไร คำขอของ ผ.ที่ให้ ฉ.กำจัดสิ่งเน่าเหม็นอันเกิดจากมูลสุกรเป็นคำขอที่ไม่ชัดเจนพอที่จะบังคับให้ ฉ.ปฏิบัติได้ ศาลฎีกาเห็นว่า เจตนารมณ์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1337 เป็นคนละปัญหากับการดำเนินการของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะเข้าแก้ไข คำขอของ ผ.ไม่มีความหมายกว้างเกินไปและไม่ชัดเจนพอที่ ฉ.จะปฏิบัติได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ผ. ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ ฉ.กำจัดสิ่งปฎิกูลเน่าเหม็นอันเกิดสจากมูลสุกรที่ ฉ.เลี้ยงไว้คำพิพากษาที่ 8309/2548การประกอบกิจการของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นรบกวนสิทธิที่จะอยู่อาศัยในเคหะสถานของโจทก์ทั้งสองโดยปกติสุข โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหาย หรือเดือดร้อนรำคาญให้สิ้นไป ได้แก่ การดำเนินการให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นหรือหาวิธีป้องกันมิให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสองเมื่อศาลมีคำพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดเสียงดังและพ่นสีส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว หากจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ทั้งสองชอบที่จะให้บังคับคดีได้ ซึ่งย่อมทำให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญจากเสียงดังและกลิ่นเหม็นนั้นระงับสิ้นไป ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์อีกต่อไปการตั้งโรงงานของจำเลยทั้งสอง แม้จะเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และสมควรจะย้ายไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมตามที่โจทก์อ้างมา ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกระทำผิดต่อรัฐ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับและดูแลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานไปอยู่ที่อื่นค่าใช้จ่ายในการป้องกันเสียงดังและระงับกลิ่นเหม็น อันได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านโจทก์ทั้งสอง ค่าใช้จ่ายในการกู้เงินมาสร้างบ้านอีกหนึ่งหลัง และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ้างคนเฝ้าบ้านนั้น มิใช่ผลธรรมดาที่เกิดจากเหตุกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง แต่เป็นความเสียหายที่ไกลเกินเหตุ ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิด

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า450 Point

ฉบับที่ 152 รูป รส กลิ่น สี ในอาหารอุตสาหกรรม

ผู้เขียนดื่มกาแฟมาแต่เล็ก เนื่องจากเห็นผู้ใหญ่ดื่มกันก็ดื่มบ้าง ถามว่าติดไหม ตอบได้ว่าไม่ดื่มก็ได้ ถ้าวันนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่มีดื่ม ก็ไม่รู้สึกอะไร จึงเข้าใจว่าผู้เขียนไม่น่าถูกจัดว่าเป็นคนติดกาแฟ คำอธิบายง่าย ๆ สำหรับปรากฏการณ์นี้คือ ผู้เขียนน่าจะมีระบบการเปลี่ยนแปลงแคฟฟีอีนเพื่อขับออกจากร่างกายค่อนข้างเร็ว เพราะทุกครั้งที่ดื่มกาแฟหมดแก้ว จากนั้นไม่นานเกินรอก็ต้องเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะซึ่งเป็นการขับแคฟฟีอีนที่ถูกเปลี่ยนแปลงแล้วพร้อมกับสารที่ให้กลิ่นของกาแฟออกจากร่างกายดังนั้นการดื่มกาแฟก่อนนอนจึงไม่เคยเป็นปัญหาต่อการนอนหลับของผู้เขียนเลย แถมกลับพบว่า วันใดที่รู้สึกเครียดหรือเหนื่อยมาก การได้ดื่มกาแฟสักนิดกลับทำให้หลับสบาย แคฟฟีอีนนั้นเป็นสารเคมีที่มีความสามารถในการกระตุ้นให้ผู้ดื่มกาแฟเกิดความสดชื่น ประสาทตื่นตัว ยิ่งถ้าอยู่ในร่างกายนานเท่าใด ร่างกายก็ตื่นตัวมากขึ้นเท่านั้นจนถึงนอนไม่หลับ ค่าครึ่งชีวิต (half-life) ของแคฟฟีอีนจาก Wikipedia คือ ประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า แคฟฟีอีนในแต่ละแก้วที่คนทั่วไปดื่มจะถูกขับออกทางปัสสาวะครึ่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป 5 ชั่วโมงจากนั้นที่เหลือก็จะถูกขับออกอีกครึ่งหนึ่งของที่เหลือเมื่อเวลาผ่านไปอีก 5 ชั่วโมง เรื่อยๆ จนอยู่ในระดับที่ไม่พอออกฤทธิ์ จึงต้องมีการเติมแคฟฟีอีนจากกาแฟแก้วต่อไป สำหรับพฤติกรรมในการดื่มกาแฟนั้น ผู้เขียนไม่นิยมดื่มกาแฟที่มีขายตามซุ้มหรือร้านต่างๆ ตามศูนย์การค้า เนื่องจากกาแฟที่ขายนั้นมักมีความเข้มข้น หวานและมันมากจนเสี่ยงต่อความอ้วน ที่สำคัญปริมาณแคฟฟีอีนที่สูงมากอาจเป็นอันตรายต่อหัวใจเป็นอย่างยิ่ง   เคยมีลูกศิษย์ซื้อกาแฟโบราณซึ่งทั้งเข้มข้นและหวานมันมาให้ดื่มในช่วงเที่ยง ซึ่งเป็นขณะที่ผู้เขียนกำลังจะไปเล่นแบดมินตัน ผลปรากฏว่า วันนั้นเมื่อเริ่มเล่นเกมส์ไปได้เพียงห้านาทีผู้เขียนก็ต้องหยุดเล่นทันทีเพราะรู้สึกตัวว่าหัวใจเต้นเร็วมาก และทำท่าจะไม่ยอมลดลงมาเต้นปรกติเลยแม้หยุดยืนพัก(ซึ่งปรกติแล้วกีฬาที่ต้องใช้แรงเป็นพัก ๆ นั้นเมื่อเกมส์หยุด อาการเต้นเร็วของหัวใจควรผ่อนลงเป็นปรกติ) เมื่อผู้เขียนถามตนเองว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็นึกได้ว่าเพิ่งดื่มกาแฟที่เข้มข้นไปราวครึ่งแก้วนั่นเอง บทเรียนนี้สอนว่า กาแฟนั้นมีประโยชน์ในการทำให้เราสดชื่นและช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยระหว่างการย่อยอาหาร แถมแคฟฟีอีน(ในขนาดที่พอเหมาะ) น่าจะเป็นเทอร์โมเจน (thermogen) ที่ช่วยในการใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ดีระหว่างการออกกำลังกาย(ถ้าไม่มีการออกกำลังกาย เทอร์โมเจนก็ไม่ทำงาน) แต่จะเป็นโทษแก่หัวใจถ้าดื่มอย่างเข้มข้นในขณะที่ร่างกายต้องออกแรงอย่างหนัก ชนิดของกาแฟที่ผู้เขียนดื่มประจำคือ ทรีอินวัน ซึ่งเป็นกาแฟปรุงสำเร็จที่สะดวกมากในการตัดปากซองเทลงแก้วแล้วเติมน้ำร้อน คนให้เข้ากันดื่มได้เลย ที่สำคัญกาแฟลักษณะนี้มีราคาถูกเป็นหนึ่งในสิบของกาแฟที่ขายตามซุ้มต่างๆ และมัก ไม่อร่อยเลย จึงทำให้สามารถดื่มได้ทุกยี่ห้อ ขึ้นกับว่ายี่ห้อใดถูกที่สุด ณ เวลาซื้อ จนวันหนึ่งก็ได้พบว่า กาแฟปรุงสำเร็จแบบทรีอินวันซองหนึ่งเมื่อเทน้ำร้อนใส่ลงไปแล้ว กลิ่นนั้นหอมขจรกระจายไปทั้งห้อง จนนักศึกษาที่เดินผ่านมาต้องถามว่า อาจารย์ดื่มกาแฟยี่ห้ออะไรจึงหอมได้สะใจขนาดนี้ ผู้เขียนก็บอกยี่ห้อไปแล้วสำทับด้วยว่า ซองละ 2 บาท 85 สตางค์เท่านั้นเอง ทุกคนที่ได้ยินก็รู้สึกทึ่งว่า ทำไมกาแฟราคาแบบโลว์เอ็นจึงมีกลิ่นหอมเท่ากาแฟไฮเอ็นได้ ผู้เขียนจึงฉุกใจหยิบซองใส่กาแฟในถังผงขึ้นมาดู ก็ถึงบางอ้อว่า ไม่หอมได้อย่างไรในเมื่อในกาแฟนั้นได้เติมกลิ่นกาแฟสังเคราะห์ลงไปด้วย กลิ่นกาแฟสังเคราะห์นั้นเป็นสารเจือปนในอาหารที่มีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นสารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อเลียนแบบกลิ่นธรรมชาติของกาแฟ สารเคมีกลุ่มนี้มีมากมายเพื่อเลียนแบบกลิ่นธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการผลิตอาหารต่างๆ ทางอุตสาหกรรม ความรู้ทำนองนี้สามารถหาได้โดยอาศัย google ที่เราคุ้นกันดี ที่สำคัญกาแฟลดน้ำหนักที่ขายตามเน็ตหลายยี่ห้อก็ใช้สารเคมีเหล่านี้   ที่น่าตลกก็คือ เคยมีผู้ผลิตกาแฟดำที่ผู้ซื้อสามารถนำไปผสมน้ำแข็งทำเป็นโอวเลี้ยงได้ ส่งตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเคมีของที่ทำงานของผู้เขียน แล้วพบว่าสินค้าชิ้นนั้นเป็นกาแฟดำที่ไม่มีแคฟฟีอีนเลย   ผู้เขียนเคยเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในตอนเปิดห้าง เมื่อผ่านร้านขายกาแฟที่มีราคาระดับไฮเอ็น(แต่รสชาติที่ผู้เขียนเคยสัมผัสเพราะมีคนซื้อให้ลองชิม ก็ไม่ได้ดีเลิศกว่าทรีอินวันสักเท่าไร) ปรากฏว่ามีกลิ่นกาแฟหอมยั่วยวนมากมาเตะจมูก ทั้งที่เด็กประจำร้านเพิ่งเปิดประตูร้านและยังไม่ได้ต้มน้ำร้อนเลย ทั้งนี้เพราะร้านใช้สเปรย์กลิ่นกาแฟพ่นเพื่อให้ลูกค้าทราบว่ามีร้านกาแฟอยู่แถวนั้นนะ สิ่งที่เป็นประเด็นที่หวังให้ท่านผู้อ่านคิดก็คือ สินค้าอาหารที่ไม่ได้ผลิตเพื่อขายในระบบอุตสาหกรรม นั้น เป็นการขายจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ไม่มีการขึ้นทะเบียนที่เป็นระบบ เนื่องจากผู้บริโภคสามารถได้ข้อมูลจากปากผู้ผลิตโดยตรง(ถ้าถาม) แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักไม่สนใจ ยกตัวอย่างง่ายว่า ใครเคยถามผู้ขาย ขนมเค้ก ไอศครีม(โดยเฉพาะเชอร์เบ็ต) น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร ขนมปังสังขยา ขนมชั้น แม้แต่ขนมเปียกปูน (ที่ดำปี๋แต่ไม่มีกลิ่นถ่านไม้เลย) ว่าใช้สารเคมีทั้งหมดเลยหรือใช้สารเคมีผสมกับสารสกัดจากธรรมชาติบ้าง ทั้งที่ผู้ผลิตหรือแม่ค้านั้นควรมีป้ายแจ้งให้ผู้บริโภคทราบเนื่องจากเป็นสินค้าซึ่งผลิตขายหน้าร้าน (ไม่จำเป็นต้องมีฉลาก) ท่านผู้อ่านคงเคยอมทอฟฟีที่มีกลิ่นและรสกาแฟแล้วสงสัยว่า ทำไมยังง่วงอยู่ คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ทอฟฟีหลายยี่ห้อนั้นใช้สารเคมีแต่งกลิ่นกาแฟผสมน้ำตาลทำเป็นทอฟฟีกาแฟ ยกเว้นทอฟฟีกาแฟบางยี่ห้อที่นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการอยู่ดึกรู้จักดีว่า อมเมื่อไรตาค้างเมื่อนั้น เพราะมีแคฟฟีอีนสังเคราะห์ในระดับสูง ที่น่าตลกก็คือ เคยมีผู้ผลิตกาแฟดำที่ผู้ซื้อสามารถนำไปผสมน้ำแข็งทำเป็นโอวเลี้ยงได้ ส่งตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเคมีของที่ทำงานของผู้เขียน แล้วพบว่าสินค้าชิ้นนั้นเป็นกาแฟดำที่ไม่มีแคฟฟีอีนเลย การใช้สารเคมีในการผลิตอาหารระดับอุตสาหกรรมนั้น นัยว่าเพื่อควบคุมการผลิตสินค้าให้อยู่ในมาตรฐานที่กำหนดได้ตามต้องการ ซึ่งต่างจากสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติซึ่งอาจมีการแปรเปลี่ยนของรสชาติได้ เนื่องจากวัตถุดิบมาจากคนละสวน หรือคนละไร่ ท่านผู้บริโภคจึงควรใช้วิจารณญานตัดสินใจเองว่า ต้องการกินสินค้าที่มีรสชาติมาตรฐานที่ทำจากสารเคมี(ซึ่งผู้ผลิตมักแจ้งที่ฉลากเพราะเป็นข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) หรือสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติของชาวบ้านซึ่งอาจมีรสชาติแปรปรวนได้ในการผลิตวันต่อวันโดยไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยไม่จำเป็น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 97 กำจัดกลิ่นตัวอย่างไร ให้ห่างไกลมะเร็ง

สวยอย่างฉลาดรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลpypph@hotmail.com หน้าร้อนมาถึงเร็วมากในปีนี้ ร้อนมากกว่าทุกปีด้วย เหงื่อก็ต้องออกมากเพราะอากาศร้อนและชื้นมาก การหมักหมมของเหงื่อในที่อับชื้นในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีและรวดเร็ว ก่อให้เกิดกลิ่นตัวที่เหม็นบูดหรือกลิ่นเปรี้ยวและฉุน เป็นที่รังเกียจของสังคม แต่มักจะไม่มีคนรอบตัวกล้าเอ่ยปากบอกกล่าว กลิ่นตัวเกิดได้จากอีกหลายๆ สาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากกลิ่นของเหงื่อไคลที่สะสมและรวมตัวกับเชื้อแบคทีเรียใต้วงแขนที่อุ่นและชื้น ทำให้กลายเป็นกลิ่นเหม็นเปรี้ยว สิ่งแรกที่ควรจัดการเมื่อรู้ตัวว่ามีปัญหาคือ อาบน้ำฟอกตัวด้วยสบู่ให้มากๆ ในอากาศร้อนชื้นเช่นนี้ การอาบน้ำเพียงไม่กี่ขัน อาจไม่เพียงพอที่จะชำระร่างกายให้สะอาดอย่างจริงจัง และควรผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน และผลัดเปลี่ยนผ้าปูที่นอนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อกำจัดกลิ่นเหงื่อไคลที่ติดค้างอยู่บนเครื่องที่นอนด้วย วิธีกำจัดกลิ่นตัว อาจช่วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ดีโอโดแล้น (Deodorant) หรือ ยาระงับเหงื่อ (Antiperspirant) นักวิชาการบางท่านแนะนะให้กำจัดขนใต้วงแขนด้วย เนื่องจากเส้นขนเหล่านี้จะเป็นที่สะสมของแบคทีเรีย หรืออาจจะใช้สำลีชุบแอลกอฮอลเช็ดทำความสะอาดเส้นขนใต้วงแขนเพื่อกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ก่อนที่จะทายาระงับกลิ่นหรือระงับเหงื่อ วิธีนี้จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ทำงานได้ผลดีขึ้น ความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกับผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ มีองค์ประกอบในสูตรตำรับคือ น้ำหอมและสารเคมีที่ทำหน้าที่อุดรูของต่อมเหงื่อเพื่อระงับไม่ให้ต่อมเหงื่อหลั่งเหงื่อออกมาจากรูขุมขน หลักการก็คือเมื่อไม่มีเหงื่อ ใต้วงแขนจะแห้ง กลิ่นก็ไม่เกิด ตัวอย่างสารเคมีที่นิยมใช้เช่น เกลือของโลหะหนักอลูมิเนียมชนิดต่างๆ โลหะหนักชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการจับกับเกลือแร่ของน้ำเหงื่อกลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อนคล้ายเจล กึ่งแข็งกึ่งเหลว และไปอุดตันรูขุมขนของต่อมเหงื่อ การอุดตันของรูขุมขน เมื่อสะสมมากๆ เข้า จะถูกร่างกายกำจัดออกทางผิวหนังโดยขบวนการผลัดเซลล์ผิวหนัง อย่างไรก็ตาม การไปบล็อกไม่ให้ต่อมเหงื่อทำงานปกติ นักวิชาการเองไม่ค่อยแนะนำ เพราะค่อนข้างผิดธรรมชาติ นอกจากนั้นยังเคยมีรายงานการวิจัยว่า การสะสมของสารโลหะหนักอลูมิเนียม อาจแทรกซึมเข้าระบบไหลเวียนของเลือด เนื่องจากต่อมเหงื่อและต่อมไขมันใต้วงแขนอยู่ใกล้กับเต้านม ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ตามมา ดังนั้นวิธีการกำจัดกลิ่นตัวด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ น่าจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นหรือดีโอโดแล้น (Deodorant) จะทำหน้าที่หลัก คือช่วยลดกลิ่นของร่างกายที่เกิดจากแบคทีเรีย องค์ประกอบหลักในสูตรตำรับของผลิตภัณฑ์คือ น้ำหอมและยากำจัดเชื้อแบคทีเรียโดยมีแอลกอฮอลเป็นตัวทำละลาย สินค้าที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักดีคือ ‘มัม’ แอลกอฮอลจะทำหน้าที่เสริมฤทธิ์ในการทำลายเชื้อแบคทีเรียด้วย กรณีการใช้ผลิตภัณฑ์ดีโอโดแล้น เหงื่อจะยังคงออกได้ตามธรรมชาติซึ่งแตกต่างจากการใช้ผลิตภัณฑ์ยาระงับเหงื่อ สินค้าในตลาด บางชนิดได้นำหลักการของทั้งผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นมารวมเข้าด้วยกันเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น โรลออนทั้งหลายที่ขายกันอยู่ในห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้เราอาจเคยได้ยินสินค้าเก่าแก่ที่คนในยุคปู่ย่าตายายนิยมใช้กัน คือสารส้ม ที่ใช้สำหรับตกตะกอนน้ำให้ใส สารส้มมีชื่อทางเคมีคือ อลูมิเนียมอลัม (Aluminium alum) ในตลาดเมืองไทยจะหาได้ยาก แต่เป็นที่นิยมใช้กันมากในต่างประเทศเพราะราคาถูกและมีความระคายเคืองน้อย สารส้มหรืออลูมิเนียมอลัม มีลักษณะเป็นผลึกคริสตัลใส ละลายน้ำได้ดีมาก ในอุตสาหกรรม จะนำผลึกสารส้มมาเจียระไนด้วยมือเป็นก้อนในรูปแบบต่างๆ ให้สวยงาม ห่อด้วยกระดาษและบรรจุกล่อง ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มากที่สุด ขายดีเกือบจะเป็นอันดับหนึ่งของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวและระงับเหงื่อในต่างประเทศ แต่กลับหายากมากในประเทศไทย ข้อควรรู้สำหรับอันตรายอันอาจเกิดจากสารอลูมิเนียมในผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อมีรายงานการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า โลหะอลูมิเนียมที่สะสมเข้าร่างกายจากยาระงับเหงื่อ มีผลต่อเนื้อเยื่อสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพบสารเหล่านี้ในสมองคนไข้อัลไซเมอร์ (Alzheimer) และยังกระจายไปในกระแสเลือดและทางเดินของสายรกอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาการสะสมของโลหะอลูมิเนียมจากการใช้ยาระงับเหงื่อ อาจมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมอีกด้วย  เอกสารอ้างอิงhttp://en.wikipedia.org/wiki/Deodorant

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 173 กลิ่นภายในห้องโดยสารสุดจะทน ใครต้องรับผิดชอบ

“กลิ่นรถใหม่” คงเกิดกับคนที่ซื้อรถป้ายแดงทั้งหลาย ได้กลิ่นแล้วอาจสร้างความมั่นใจได้ว่ารถนั้นใหม่จริง มิได้ย้อมแมวขายอย่างแน่นอน เพราะแกะกล่องออกมากลิ่นอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถ ทั้งเบาะรถยนต์ พวงมาลัย คอนโซล ฯลฯ ที่แกะพลาสติกออกจะได้กลิ่นที่เราเรียกกันว่า “กลิ่นของใหม่” อบอวลอยู่ ซึ่งพอใช้รถไปได้ซักพักก็จะหายไปเอง แต่รถยนต์ของคุณศิริลักษ์ กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคุณศิริลักษ์ ผู้เป็นนางพยาบาลวิชาชีพ สัมผัสได้ถึงกลิ่นใหม่(พลาสติก) ของรถเชฟโรเลต ที่ซื้อและใช้งานมาเป็นปีแล้วแต่กลิ่นไม่หมดไปเสียที กลับมีแต่กลิ่นที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ชนิดที่ขับไปซักพักจะแสบตา แสบจมูก และเวียนหัว หน้ามืดตาลายกันเลยทีเดียว ต้องจอดทิ้งไว้ซักพักถึงจะขับต่อไปได้ ทนไม่ไหวจึงต้องเข้าศูนย์บริการเพื่อให้ตรวจสอบอาการ ช่างที่ศูนย์บริการ ก็บอกแต่เพียงว่า ปกติ น่าจะคิดไปเอง อ้าว ! เป็นงั้นไป คุณศิริลักษ์เลยจำต้องยอมเอามาใช้ต่อ แต่ยิ่งใช้ก็ยิ่งมีปัญหามากขึ้น เพราะเวลาที่ขับรถ ร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลีย และแสบจมูกมาก เวียนหัวจนไม่กล้าขับ เลยลองใช้บริการยืมรถยนต์ของเพื่อนมาใช้กลับพบว่าไม่เป็นอะไร ทั้งที่รถยนต์ของเพื่อนเป็นรุ่นเก่ากว่า นั่นย่อมแสดงว่า ไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ ช้าไม่ได้แล้วต้องนำรถเข้าศูนย์บริการตรวจสอบอีกครั้ง คราวนี้ศูนย์ทำการตรวจสอบ และอ้างว่าเพื่อความสบายใจของลูกค้าก็จะเปลี่ยนอุปกรณ์ในรถยนต์ใหม่ทั้งหมด แต่เปลี่ยนแล้วกลิ่นภายในรถกลับไม่หายไป คุณศิริลักษ์เลยขอให้บริษัท เชฟโรเลตฯ เปลี่ยนรถยนต์ใหม่หรือเอารถคืนไป แต่บริษัทฯ ปฏิเสธอ้างว่าไม่เกี่ยวกับความปลอดภัย เปลี่ยนให้ไม่ได้และไม่มีนโยบายรับซื้อรถคืน เมื่อเห็นว่าไม่ได้เปลี่ยนแน่นอน และคงทนใช้รถยนต์ไม่ไหวแล้ว เลยต้องขอใช้อำนาจของศาลบังคับให้บริษัทรถและตัวแทนจำหน่ายรับผิดชอบแนวทางแก้ไขปัญหา คุณศิริลักษ์มาร้องเรียนที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิ ภายหลังที่ฟ้องคดีบริษัทฯ ไปแล้ว แต่เนื่องจากศาลต้องการให้คุณศิริลักษ์ หาทนายเพื่อจักได้ช่วยเหลือคดี เธอจึงมาขอให้ช่วยจัดหาทนายความช่วยเหลือ เพราะเห็นว่ามูลนิธิฯ เคยฟ้องคดีรถยนต์มีกลิ่นยี่ห้อหนึ่งแล้วชนะ แต่คดีนี้ยากเย็นพอสมควรเนื่องจาก คุณศิริลักษ์ไปฟ้องคดีเอง โดยไม่เคยตรวจสอบกับกรมหรือหน่วยงานใดๆ เลย ทำให้ไม่มีพยานเอกสารใดๆ สนับสนุนการฟ้องเลย เมื่อศูนย์ฯ จัดหาทนายช่วยคดี และได้ประสานกับบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่รับตรวจสอบมลพิษ เพื่อให้ผู้ร้องดำเนินการตรวจสอบห้องโดยสารรถยนต์ ซึ่งตรวจออกมาแล้วพบว่ามีค่าไฮโดรคาร์บอนในห้องโดยสารจริง จึงใช้ประกอบเป็นหลักฐานในการสืบพยาน แต่เนื่องจากการทดสอบนี้เป็นการทดสอบฝ่ายเดียว บริษัท เชฟฯ จึงไม่ยอมรับการทดสอบและเสนอศาลให้โจทก์นำรถพิพาทไปทดสอบที่กรมควบคุมมลพิษ เพราะเรื่องกลิ่นเป็นเรื่องที่กรมควบคุมมลพิษนั้นตรวจสอบได้ แต่กรมควบคุมมลพิษนั้นมีเกณฑ์มาตรฐานเฉพาะเรื่องท่อไอเสีย แต่กลับไม่มีมาตรฐานเรื่องกลิ่นในห้องโดยสารของรถยนต์ ว่าควรมีกลิ่นหรือไม่ อย่างไรเสีย บริษัท เชฟฯ ก็ช่วยประสานให้กรมควบคุมมลพิษช่วยดำเนินการตรวจสอบห้องโดยสารรถยนต์พิพาท โดยบริษัทฯ เสนอให้มีการทดสอบกับรถยนต์คันอื่นที่เป็นรุ่นเดียวกันเพื่อเปรียบเทียบ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน  ต่อมาจึงมีการทดสอบเกิดขึ้นที่กรมควบคุมมลพิษ ผลการทดสอบพบว่ารถของคุณศิริลักษ์มีสารคาร์บอนิล จำพวกฟอร์มาดีไฮน์ ที่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนซึ่งเป็นก๊าซพิษมีกลิ่นเหม็น ในขณะที่รถยนต์อีกคันไม่พบ และเอกสารจากกรมควบคุมมลพิษ ก็มิได้ระบุว่าสารดังกล่าวเกิดได้อย่างไร ศาลจึงได้จัดตั้งคนกลางเพื่อหาข้อมูลเชิงวิชาการพบอีกว่า ก๊าซพิษดังกล่าว เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ ทำให้เกิดอาการแสบตา แสบจมูก และ หากร่างกายได้รับก๊าซพิษนี้นานจะเกิดผลเสียต่อร่างกายซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคมะเร็ง อาการตามเอกสารทางวิชาการนั้นเหมือนอาการที่คุณศิริลักษ์เป็นทุกอย่างในขณะขับรถ ศาลจึงพิพากษาให้คุณศิริลักษ์ชนะคดีและให้บริษัท เชฟฯ และตัวแทนจำหน่ายรับผิดชอบ ซื้อรถคืนหรือให้ใช้ราคายนต์เป็นจำนวนเงินกว่า 900,000 บาท  คดีนี้บริษัทฯ คงกำลังอุทธรณ์ เรื่องของคุณศิริลักษ์ จึงเป็นตัวอย่างให้กับผู้บริโภครายอื่นที่เกิดปัญหาแล้วบ่นกันอย่างเดียว แต่ไม่เคยลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง แล้วเอาเรื่องเวรกรรมมาเป็นข้ออ้าง ผู้บริโภคประเภทนี้ก็คงมีแต่คำว่า “เสีย” อย่างเดียว  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 181 สารในโรลออนเสี่ยงมะเร็งเต้านมจริงหรือ?

เพราะเหงื่อมักออกมากในบริเวณใต้วงแขนหรือรักแร้ ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้เราต้องเผชิญกับปัญหากลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ คนส่วนใหญ่จึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยระงับเหงื่อหรือกลิ่นกายอย่าง “โรลออน” เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ในทุกครั้งที่เราปาดหรือทาลงใต้วงแขน เรามั่นใจหรือเปล่าว่าจะไม่มีสารที่อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างมะเร็งเต้านมได้ แม้ว่าการถกเถียงหรือความสงสัยในประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมาเคยมีข่าวว่าสารอลูมิเนียมคลอไฮเดรท (Aluminum chlorohydrate) ที่เป็นส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดมะเร็งเต้านม โดย รศ.ดร.ภญ.พิมลพรรณ พิทยานุกุล ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยระบุไว้ในคอลัมน์สวยอย่างฉลาด นิตยสารฉลาดซื้อว่า กลไกการระงับเหงื่อของสารดังกล่าวคือ ตัวสารจะเข้าไปอุดรูขุมขนเพื่อไม่ให้เหงื่อไหล ซึ่งหากมีการใช้ผลิตภัณฑ์เป็นประจำ จะมีผลทำให้เกิดการสะสมและตกค้างของสารในบริเวณใต้วงแขนเป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นเป็นรอยด่างดำ และจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พบว่า สารตกค้างเหล่านี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสาเหตุที่เกิดมะเร็งเต้านมในหญิงหรือชายบางรายได้ เนื่องจากท่อและต่อมต่างๆ ของบริเวณเต้านมมีส่วนเชื่อมต่อกับต่อมเหงื่อและรูขุมขนใต้วงแขน โดยเฉพาะเกลือโลหะหนักอลูมิเนียมจะไปจับกับดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์ทำให้เกิดความผิดปกติ และมีการตรวจพบสารตกค้างของอลูมิเนียมในเนื้อเยื่อมะเร็งจากเต้านมของคนไข้ ซึ่งต่อมาภายหลังได้มีหลายสถาบันที่วิจัยเกี่ยวกับด้านมะเร็ง ออกโรงคัดค้านงานวิจัยนี้ โดยย้ำว่าการใช้เครื่องสำอางระงับกลิ่นกายไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ได้มีกรณีที่น่าสนใจของสุภาพสตรี จากเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา ที่ใช้แป้งเด็กยี่ห้อจอห์นสันทาบริเวณจุดซ่อนเร้นมาตลอดกว่า 30 ปีแล้วตรวจพบภายหลังว่าเธอเป็นมะเร็งรังไข่ โดยแพทย์ระบุสาเหตุว่ามาจากแป้งดังกล่าวที่มีส่วนประกอบของแร่หินชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ทัลค์ (Talc) หรือเรียกว่า "แป้งทัลคัม" (Talcum Powder) ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ ภายหลังการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทางบริษัทแป้งดังกล่าวก็ยินดีจ่ายเงินชดเชยให้ พร้อมยังคงโฆษณาขายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแร่ทัลก์ต่อไป และยืนยันว่าส่วนผสมที่ใช้มีความปลอดภัย ฉลาดซื้อฉบับนี้จึงขอพาผู้อ่านร่วมเฝ้าระวัง สารอลูมิเนียมคลอไฮเดรทในโรลออนกันอีกครั้ง ซึ่งถึงตรงนี้เราอาจยังมีข้อสงสัยในสารดังกล่าวว่า มีหรือไม่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะมะเร็งเต้านม ฉลาดซื้อจึงขออาสาพาไปดูฉลาก “ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นใต้วงแขน” ทั้งหมด 20 ยี่ห้อ ว่ายี่ห้อไหนมีส่วนประกอบของสารอลูมิเนียมคลอไฮเดรท บ้าง *หมายเหตุ ราคาอาจแตกต่างกันตามแหล่งซื้อต่างๆ**เก็บตัวอย่าง กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2559   ผลทดสอบฉลาก   "ไม่มีบนฉลาก"  คือ ไม่แสดงว่ามีส่วนผสมหรือไม่"ไม่แจ้งส่วนประกอบ" คือ ไม่มีรายละเอียดบนขวดว่าผสมอะไร"มีแสดงบนฉลาก" คือ แสดงส่วนประกอบว่ามีสารดังกล่าว ทั้งนี้  "ไม่มีบนฉลาก" และ  "ไม่แจ้งส่วนประกอบ"  ทางเราไม่สามารถบอกได้ว่ามีหรือไม่มี เพราะการเสนอครั้งนี้เราสำรวจจากฉลาก ที่เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผู้บริโภคตัดสินใจในซื้อมาใช้ และการมีฉลากที่แจ้งข้อมูลก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ผลจากการเปรียบเทียบฉลาก- โรลออนทุกยี่ห้อเกือบทุกยี่ห้อที่สำรวจมีสารอลูมิเนียมคลอไฮเดรทเป็นส่วนประกอบ แต่มี 3 ยี่ห้อ คือ Nivea Rexona และ Dove ที่ไม่ระบุส่วนประกอบบนฉลาก- สารส้มแบบแท่งและแบบโรลออน ไม่มีส่วนประกอบของสารดังกล่าว- ทุกยี่ห้อจะมีคำโฆษณาคล้ายกัน โดยเน้นเรื่องการระงับเหงื่อ ให้กลิ่นกายหอมสดชื่นยาวนาน และบางยี่ห้ออาจเพิ่มเติมว่าปราศจากแอลกอฮอล์ รู้จักสารอลูมิเนียมคลอไฮเดรทกันอีกสักหน่อยสารอลูมิเนียมคลอไฮเดรท มีชื่อพ้องหรือชื่อเรียกอื่นที่อาจพบได้อีกคือ Aluminum hydroxychloride, Aluminium chlorhydroxide, Aluminium chloride basic, Aluminium chlorohydrol, Polyaluminium chloride เมื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายอย่างโรลออน จะสามารถช่วยลดเหงื่อหรือทำให้เหงื่อออกน้อยลงได้ เพราะทำให้ผิวหนังและรูขุมขนในบริเวณที่ทาหดตัว ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและกลิ่นกาย มักจะมีส่วนประกอบของสารอะลูมิเนียมคลอไฮเดรท ที่เข้มข้นสูงถึง 30-50% เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ จึงเป็นผลให้เกิดเป็นรอยด่างดำที่ใต้วงแขนเนื่องมาจากการสะสมของสารชนิดนี้ แม้ในส่วนโรลออนที่เป็นแบบไวท์เทนนิ่ง (whitening) หรือช่วยให้ผิวใต้วงแขนดูกระจ่างใสขึ้น ก็พบว่ามีสารตัวนี้เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเช่นกัน แต่จะมีสารตัวอื่นๆ ผสมเข้ามาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยด่างดำที่เป็นผลมาจากสารอะลูมิเนียมคลอไฮเดรท

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 181 ผลิตภัณฑ์เพื่อวงแขนที่แห้งสบายไร้กลิ่น

ฉลาดซื้อฉบับรับหน้าร้อนเล่มนี้ขอนำเสนอผลการทดสอบผลิตภัณฑ์สำหรับควบคุมเหงื่อและกลิ่นใต้วงแขน ที่องค์กรผู้บริโภคของประเทศฝรั่งเศสส่งเข้าทดสอบร่วมกับองค์การทดสอบระหว่างประเทศ ICRT ในปีที่ผ่านมา มีทั้งผลิตภัณฑ์สำหรับคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายทั้งในรูปแบบของลูกกลิ้งและสเปรย์   การทดสอบครั้งนี้ใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 70,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์ เขาเน้นการวัดประสิทธิภาพที่อวดอ้างในโฆษณา -- ความสามารถในการระงับกลิ่น ความสมารถในการระงับเหงื่อ และการไม่ทิ้งคราบขาวบนเสื้อ นอกจากนั้นก็ยังสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้ (เช่นกลิ่น ความรู้สึกแห้งสบาย) และให้คะแนนการติดฉลากแจ้งข้อมูลแก่ผู้บริโภคด้วย   คะแนนเต็มแต่ละด้านอยู่ที่ 100 และคะแนนด้านประสิทธิภาพสูงที่สุด 80 คะแนนเป็นของ REXONA MEN COBALT DRY MOTION SENSE SYSTEM ในขณะที่ VICHY DEODORANT ANTITRANSPIRANT 48H รั้งท้ายด้วยคะแนนประสิทธิภาพเพียง 49 คะแนนเท่านั้นติดตามรายละเอียดในหน้าถัดไปว่าผลิตภัณฑ์ไหนจะคู่ควรกับพื้นที่ใต้วงแขนของคุณมากที่สุด ...           ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- มนุษย์ทุกคนไม่ได้เกิดมาตัวเหม็น ...บางคนโชคร้าย ไม่สามารถผลิตสารเคมีที่เป็นอาหารอันโอชะของแบคทีเรีย เหงื่อของคนพวกนี้จึงไม่สามารถสร้างกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ และการสำรวจพบว่าคนจำนวนมากยังไม่ตระหนักเรื่องนี้ จากการสัมภาษณ์ผู้หญิงที่ “ไม่สามารถมีกลิ่นตัว” จำนวน 117 คน นักวิจัยของมหาวิทยาลัยบริสตอล ในอังกฤษพบว่า ร้อยละ 75 ของพวกเธอใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเป็นประจำ หัวหน้าคณะวิจัยให้ความเห็นว่า เหตุที่พวกเธอใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นนั้น คงเป็นเพราะความกดดันทางสังคม -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------เหตุผลที่เราไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเป็นประจำอาจมีหลายเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พวกนี้ แต่ที่ยืนยันได้คือ การหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หลังจากใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้แบคทีเรียตัวร้ายใต้วงแขนฟื้นคืนชีพและเติบโตได้เร็วกว่าเดิมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทคาโรไลนาเซ็นทรัล พบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ (ทั้งแบบระงับเหงื่อ และระงับกลิ่น) จะไปเปลี่ยนแปลงสภาพ “ชุมชน” ของจุลินทรีย์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ใต้วงแขนเรา ด้วยการกำจัดแบคทีเรียฝ่ายธรรมะออกไป เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้แบคทีเรียฝ่ายอธรรมได้รุ่งเรืองเฟื่องฟู -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------ตกงานแล้วไม่แคร์กลิ่นตัวการสำรวจโดย The Grocer วารสารวงการค้าปลีกของอังกฤษเมื่อ 3 ปีก่อนพบว่า ภาวะว่างงานมีผลต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายของหนุ่มเมืองผู้ดี นักวิเคราะห์มองว่าการใช้ผลิตภัณฑ์นี้หมายถึงการ “เตรียมพร้อมสำหรับวันทำงาน” เมื่อไม่มีงาน ผลิตภัณฑ์นี้จึงไม่จำเป็นสำหรับพวกเขาย้อนไปในปี 2013 ปัญหาการว่างงานเป็นเรื่องใหญ่ของอังกฤษ ด้วยสถิติ 1 ใน 10 ของบัณฑิตหางานทำไม่ได้ในช่วง 6 เดือนหลังจบการศึกษา และผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะว่างงานมากกว่าผู้หญิง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point