ฉบับที่ 213 รู้เท่าทันคอลลาเจน

   ตลาดโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพในวันนี้ ไม่มีอะไรที่จะมาแรงแซงโค้งคอลลาเจนได้เลย มีการโฆษณาว่า เมื่อคนเราแก่ตัวลง คอลลาเจนในร่างกายจะหายไป ทำให้หน้าเหี่ยวย่น เป็นริ้วรอย ข้อเสื่อมลง ปวดข้อ ดังนั้นผลิตภัณฑ์คอลลาเจน ครีมทาคอลลาเจน จะทำให้ร่างกายกลับเป็นหนุ่มสาวเหมือนเดิม มารู้เท่าทันคอลลาเจนกันดีกว่าคอลลาเจนคืออะไร    คอลลาเจนมาจากคำกรีก หมายถึง “กาว” จึงหมายถึงเป็นเหมือนกาวที่คอยยึดโยงเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายเข้าด้วยกัน  คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติ กระจายทั่วร่างกายเรามากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณโปรตีนทั่วร่างกาย เป็นส่วนประกอบหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เป็นส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ เอ็นกล้ามเนื้อ  เอ็นกระดูก กระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ ผิวหนัง หลอดเลือด ทางเดินอาหาร เป็นต้น    โปรตีนจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนซึ่งร่างกายจะนำไปสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน ผม เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และอื่นๆ อีกจำนวนมาก  กรดอะมิโนในคอลลาเจนจะพบมากที่สุดในร่างกาย แต่เมื่อร่างกายแก่ตัวลง ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนน้อยลง ทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน เสื่อมและอ่อนแอ จึงเข้าทางการโฆษณาชวนเชื่อของธุรกิจสุขภาพว่า การฉีด การกินผง ยาเม็ด ยาทา คอลลาเจน จะทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนเพิ่มขึ้น คอลลาเจนบำบัดรักษาอะไรได้บ้าง  มีการโฆษณาในสื่อต่างๆ ว่า คอลลาเจนสามารถช่วยลดอาการปวดข้อจากข้อเสื่อม ผิวพรรณสวยงาม ระบบทางเดินอาหารดี และสมรรถนะทางกีฬาสูงขึ้น ดาราหลายคนได้ออกมาโฆษณาด้วยตนเอง ทำให้คอลลาเจนเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย จนเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ทำรายได้มหาศาล (คาดว่าจะถึงหกพันล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2025)  คอลลาเจนที่ขายทำจากอะไร   คอลลาเจนที่ขายกันนั้นทำจากกระดูกหรือหนังของวัว เกล็ดปลา ดังนั้น ผู้ที่ไม่กินหมู วัว จึงต้องพิจารณาและอ่านฉลากให้ชัดเจนว่า ผลิตจากอะไร    ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่ขายกันส่วนใหญ่เป็นแบบที่ละลายน้ำได้ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดี  ความจริงแล้ว อาหารหลายชนิดที่เรากินก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนอยู่แล้ว เช่น หนังหมู ซุปกระดูก นม ไข่ เนื้อสัตว์ เป็นต้น คอลลาเจนมีสรรพคุณตามโฆษณาจริงหรือไม่  เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ความเชื่อที่ว่า ถ้าเรากินคอลลาเจนเข้าไป ร่างกายก็จะนำคอลลาเจนไปเสริมหรือสร้างเนื้อเยื่อ กระดูกอ่อน ผิวหนังที่ขาดคอลลาเจน    ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า คอลลาเจนนั้นเป็นโปรตีน เมื่อกินเข้าไป จะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน ถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด และกระจายไปทั่วร่างกาย ร่างกายไม่สามารถกำหนดว่าจะให้ไปซ่อมเสริมส่วนใดของร่างกายตามต้องการได้    เมื่อทบทวนงานวิจัยต่างๆ ในการใช้คอลลาเจนเพื่อการบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับการปวดข้อจากข้อเสื่อม กระดูกพรุน พบว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนว่า คอลลาเจนมีผลลดอาการปวดของข้อ และความหนาแน่นของกระดูกดีขึ้นในระยะสั้น จึงต้องมีการศึกษาระยะยาวและการศึกษามากกว่านี้ก่อนที่จะสรุปผลของการใช้คอลลาเจนที่ชัดเจนสรุป  การกินอาหารให้ครบทุกหมู่ อาหารพื้นบ้าน การออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้เพียงพอแล้ว คงไม่ต้องเสียเงินทองมากมายไปซื้อผลิตภัณฑ์คอลลาเจนมาใช้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 212 กิน Hydrolyzed collagen ดีไหม

มีกระทู้หนึ่งใน pantip เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ของสตรีที่ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็น แม่ค้าขายคอลลาเจน ซึ่งดูเหมือนว่า เกือบมีความรู้ด้านชีวเคมีเกี่ยวกับคอลลาเจน แต่บังเอิญอาจเรียนมาน้อย หรือระหว่างเรียนไม่ค่อยเข้าใจวิชาชีวเคมี และภาษาอังกฤษคงไม่แตกฉานเท่าที่ควร เนื่องจากการที่เธอได้แนะนำให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการกินคอลลาเจนไปอ่านข้อมูลใน Wikipedia ซึ่งเธอเแปลบางส่วนมาเหมือนผิดความหมายชื่อกระทู้ดังกล่าวคือ ไขกระจ่าง คอลลาเจน สรุปแล้วคืออะไรผู้เขียนขอยกบางตัวอย่างข้อความที่ไม่ถูกต้องมาให้ดู โดยจะอธิบายไว้ในวงเล็บ ประโยคในกระทู้ คือ  “คอลลาเจน คือโปรตีนชนิดนึงที่กินเข้าไปแล้วกลายเป็น amino acid แล้วร่างกายดูดซึมเข้าไป แต่คอลลาเจนที่ถูก hydrolyzed แล้ว จะทำให้โมเลกุลมันเล็กลงและร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น การ hydrolyzed ทำได้หลายอย่าง มีทั้งใช้เอนไซมน์ในการย่อยให้มันเล็กลง หรืออะไรก็ว่าไปไม่ขอเอ่ย ไปหาดูเอาเองได้ แต่สรุปแล้ว hydrolyzed collagen ก็คือโปรตีนที่ถูกย่อยมาแล้ว มันก็เหมือน protein isolated แต่คอลลาเจน ไม่เหมือน โปรตีนจากที่อื่น  หลายคนคงหัวเราะหึ หาว่าเราโง่งม”  “คอลลาเจน ถูก hydrolyzed มาจาก เจลาติน (ประโยคนี้ผิด เพราะจริงๆ แล้ว gelatin นั้นถูก hydrolyzed มาจากคอลลาเจน) ซึ่งถ้าจะให้เปรียบ เจลาตินสกัดมาจากกระดูก ข้อและผิวหนัง เพราะงั้น คนที่บอกว่า กินคอลลาเจน มันโง่ ให้ไปกินเนื้อ นมไข่ คุณนั่นแหละที่โง่กว่า เพราะเจลาตินมีกรดอมิโนที่ชื่อ proline กับ glycine สูงกว่าชนิดอื่นมาก และมีกรดอมิโนชนิดอื่นต่ำกว่าพวกเนื้อสัตว์” (ตรงนี้อาจเขียนเพื่อให้สับสนเพราะ  proline และ glycine นั้นอาจมีมากในเจลาตินหรือในคอลลาเจนจริง แต่ไม่ใช่กรดอะมิโนจำเป็น เพราะร่างกายสามารถเปลี่ยนจากกรดอะมิโนอื่นมาใช้ได้) “แต่เราก็ต้องกินเนื้อสัตว์เข้าไปช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน เพราะในเนื้อสัตว์ มี lysine เพราะฉะนั้น จะสร้างคอลลาเจน ต้องกินทั้งโปรตีนกับพวกเจลาตินนะ อ้อแล้วก็วิตามินซีด้วย เพราะงั้นใครที่บอกว่ากินคอลลาเจนแล้วโง่ให้ไปกินโปรตีน เราแนะนำว่า ถ้าจะพูดก็พูดว่ากินคอลลาเจนทำไมไปกินเจลาตินดีกว่า” (ตรงนี้ก็ยังแสดงว่า แม้ค้าคนนี้แปลข้อความภาษาอังกฤษผิดแล้วมาโพสท์)“คอลลาเจนหรือเจลาตินมันไม่ได้ช่วยเรื่องผิวอย่างเดียว มันช่วยเรื่องข้อและกระดูก นู่นี่นั่น เราเชื่อว่าคงไม่มีใครคิดหรอกว่า กินแล้วมันจะไปที่ผิวอย่างเดียว สารอาหารทุกอย่างกินไปแล้วมันก็ต้อง ไปหาอวัยวะที่สำคัญก่อนเสมอก่อนจะไปหาอวัยวะที่ไม่สำคัญ” (ประโยคนี้ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เพราะสารอาหารทุกชนิดที่ถูกย่อยในลำไส้เล็กต้องถูกดูดซึมไปที่ตับก่อนเสมอด้วยระบบที่เรียกว่า hepatic portal vein จากนั้นจึงถูกส่งจากตับไปตามกระแสโลหิตให้แต่ละอวัยวะนำไปใช้ตามต้องการ)  “อย่าพูดว่า กินคอลลาเจน ไปกินไข่กินนมดีกว่า มันไม่ใช่ ช่วยลองเสริชหาสารอาหารแล้วเปรียบเทียบกรดอมิโนแต่ละตัวของทั้งสองอย่างว่ามันเหมือนกันมั้ย ส่วนตัวแล้วเราเห็นผลเรื่องผิวชุ่มชื้น ไม่เกี่ยวข้องกับความขาวใดๆ ส่วนเรื่องความใสมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ลองดูคนที่ผิวชุ่มชื้นฉ่ำน้ำมันก็ดูใสกว่าคนผิวแห้งกร้านเป็นธรรมดา ล้อกจิกง่ายๆ” (ตรงนี้แม่ค้าออกอ่าวไทยไปไกลเลย กู่ไม่กลับ)แม่ค้าได้แนะให้ผู้คัดค้านการกินคอลลาเจนไปที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Collagen#Synthesis “อ่านตรงกรดอมิโนก็ได้จะพอเข้าใจอยู่บ้างนะ” (ตรงนี้แหละที่แสดงว่าแม่ค้าคนนี้อ่าน Wikipedia แล้วไม่เข้าใจว่า กระบวนการสร้างคอลลาเจนนั้นเป็นอย่างไร)  เนื้อหาของกระทู้ใน pantip ด้านบนนั้นได้กล่าวถึง hydrolyzed collagen ซึ่งยังไงๆ ร่างกาย ก็เอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ในการสร้างคอลลาเจน (แต่ยังพอมีบทบาทอื่น ๆ) ผู้เขียนขออธิบายง่ายๆ ว่า การเปลี่ยน proline และ lysine ให้เป็น hydroxyproline และ hydroxylysine นั้นเกิดบนสาย propeptide (wikipedia ใช้คำๆ นี้ซึ่งอาจต่างไปจากบางตำราชีวเคมี) ที่ยังไม่ได้เป็นคอลลาเจน การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญมาก เพราะในคอลลาเจนนั้น มีกรดอะมิโนสองชนิดเป็นตัวการทำให้คอลลาเจนมีลักษณะโครงสร้าง “ทุตติยภูมิ” เป็น beta-pleated sheet ไม่ใช่ alpha-helix ซึ่งเป็นลักษณะของโปรตีนทั่วไป การเปลี่ยน proline และ lysine ไปเป็น hyroxyproline และ hydroxylysine นั้นเป็นปฏิกิริยา oxidation ด้วยเอ็นซัม ซึ่งมีวิตามินซีเป็นโคเอ็นซัม ถ้าเราขาดวิตามินซีจะส่งผลให้การ oxidation ดังกล่าวไม่เกิด จนการสร้างคอลลาเจนจะชะงักอยู่เป็นเพียง propeptide ที่นำไปใช้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่ได้ หลักฐานที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า เมื่อขาดวิตามินซีแล้วเกิดเลือดออกตามไรฟันหรือที่เรียกว่า “ลักปิดลักเปิด” นั้น เนื่องจากเหงือกไม่มีคอลลาเจนใหม่ไปแทนที่คอลลาเจนเก่าที่หมดอายุ จึงทำให้เส้นเลือดที่เลี้ยงเหงือกแตกง่ายมีเลือดออกมา ประเด็นที่อธิบายนี้เพื่ออธิบายว่า ร่างกายนั้นนำ hydroxyproline และ hydroxylysine ที่ได้จากการกินคอลลาเจนธรรมชาติไปใช้สร้างคอลลาเจนใหม่ไม่ได้ เพราะขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนตอนเริ่มแรกจะใช้เพียง proline และ lysine เท่านั้น จากนั้นจึงมีการเปลี่ยนกรดอะมิโนทั้งสอง ซึ่งอยู่ในสายโปรตีนแล้วเป็น hydroxyproline และ hydroxylysineต่อจากนี้ไปจะเป็นการกล่าวถึงข้อมูลของ hydrolyzed collagen ซึ่งผู้เขียนไม่เคยสนใจเลยว่ามีการขายในลักษณะใด เพราะมันไม่เคยอยู่ในสามัญสำนึกที่จะไปหามากิน แต่พอจับประเด็นจากข้อมูลของแม่ค้าขายคอลลาเจนดังกล่าวข้างต้น เลยลองเข้าไปหาข้อมูลมาศึกษาดู ข้อมูลการวิจัยทางการแพทย์ที่ลงพิมพ์ในวารสารวิชาการนั้น พอสรุปได้ว่า hydrolyzed collagen นั้น (น่าจะ) ช่วยลดอาการปวดตามข้อต่อของร่างกาย เช่น ข้อเข่า ซึ่งตัวอย่างการศึกษานั้นทำทั้งในคนหนุ่มสาวที่เล่นกีฬาเป็นประจำ ดังนั้นจะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่มีประโยชน์ต่อคนปรกติ แต่จะได้ผลในคนที่ปวดเข่า ปวดข้อ ซึ่งเป็นการบรรเทาให้เจ็บน้อยลง งานวิจัยดังกล่าวนี้เป็นการศึกษาในคนหนุ่มสาวอายุ 18-30 ปี จำนวน 139 คน ที่เป็นนักกีฬาหรือนักศึกษาด้านพละศึกษาของ University of Freiburg ในประเทศเยอรมัน อาสาสมัครเหล่านี้ออกกำลังกายเป็นประจำจนมีอาการปวดเข่าเนื่องจากออกกำลังกายมากเกินไป (ไม่บาดเจ็บเป็นแผล ข้อเข่าไม่เสื่อมหรืออักเสบ) แล้วกิน bioactive collagen peptides (ซึ่งคงไม่ต่างจาก hydrolyzed collagen ที่มีขาย) หรือ Maltodextrin (ในกลุ่มควบคุม) ปริมาณ 5 กรัมต่อวัน นาน 12 สัปดาห์ โดยดำเนินชีวิตเหมือนเดิม เช่น การกินอาหาร การออกกำลังกาย และไม่ได้รับการบำบัดอื่นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการทำวิจัยแบบ doubleblind, placebo-controlled ปรากฏผลว่า อาสาสมัครที่กิน bioactive collagen peptides นั้นตอบแบบสอบถามว่า ได้ผลดีขึ้น อีกงานวิจัยที่เกี่ยวกับแนวโน้มในการบรรเทาปวดตามข้อของ hydrolyzed collagen เป็นการตั้งสมมุติฐานว่า hydrolyzed collagen สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนโดยเซลล์กระดูกขึ้นมาใหม่ได้ งานนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Cell and Tissue Research ชุดที่ 311 หน้า 393–399 ปี 2003 เรื่อง Stimulation of type II collagen biosynthesis and secretion in bovine chondrocytes cultured with degraded collagen งานนี้เป็นการศึกษาเซลล์กระดูกของวัวในหลอดทดลอง (in vitro study) แล้วได้ผลเป็นไปตามสมมุติฐาน ซึ่งถูกนำมาใช้ในการอธิบายประมาณว่า คนปรกติที่ยังหนุ่มสาวนั้น ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับคอลลาเจน เช่น การฉีกขาด (คงทำนองเดียวกับการทำให้เกิด hydrolyzed collagen) นั้น ระบบของเซลล์จะถูกกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทน นอกจากนี้ยังมีบทความทบทวนเอกสาร (review article) ที่รายงานผลของการใช้ hydrolyzed collagen ในการบำบัดอาการปวดอีก 2-3 บทความ ซึ่งอย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีบทความวิจัยทางวิชาการที่สนับสนุนว่า hydrolyzed collagen นั้นอาจลดปัญหาความเสื่อมของข้อต่อต่างๆ ในร่างกายได้ แต่ก็เป็นงานวิจัยที่ทำในลักษณะการบำบัดรักษา ซึ่งเป็นข้อห้ามในการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ ห้ามระบุว่า สินค้ามีคุณสมบัติในการเป็นยา เนื่องจากยังไม่มีการทดสอบประสิทธิภาพอย่างถูกต้องตามวิธีของยาโดยทั่วไป ดังนั้นการที่สินค้านี้ถูกนำมาขายทางอินเทอร์เน็ตหรือสื่ออื่นๆ โดยมีการโฆษณาในลักษณะบำบัดอาการได้ดังที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น คงเป็น Thailand only กระมัง

อ่านเพิ่มเติม >

คอลาเจน ช่วยให้เต่งตึงได้จริงหรือ

คอลาเจน ช่วยให้เต่งตึงได้จริงหรือโดย รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ สถาบันโภชนาการ  มหาวิทยาลัยมหิดล  อะไรคือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคน (รวมทั้งชายบางประเภท) กลัวที่สุดแต่ก็ต้องพบ เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้   คำตอบก็คือ ความเหี่ยวและแก่ ดังนั้นถ้ามีใครเอาอะไรก็ไม่รู้มาขาย แล้วบอกว่า สิ่งนี้ช่วยพิชิตความเหี่ยวและแก่ได้  สิ่งนั้นก็จะขายดี  ตัวอย่างที่เห็นชัดในสังคมไทยวันนี้คือ การโฆษณาขายคอลาเจน ดังเช่นที่ปรากฏในเว็บขายของทั้งไทยและเทศ สำหรับผู้เขียนแล้ว เวลาเห็นโฆษณาขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เรียกว่าคอลาเจนทีไร ผู้เขียนจะนึกถึงขาหมูพะโล้ที่เก็บในตู้เย็นทุกที ทั้งนี้เพราะขาหมูพะโล้ที่เก็บในตู้เย็นคืนหนึ่งแล้ว พอเปิดตู้เย็นดูจะเห็นส่วนที่เป็นน้ำขาหมูกลายเป็นเจลหยุ่นๆ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ส่วนที่กล่าวถึงนั้นก็คือ คอลาเจนจากขาหมู คอลาเจนคืออะไร ในทางชีวเคมีแล้ว คอลาเจนคือโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นกรดอะมิโนชนิดที่ต่างจากโปรตีนอื่นๆ ของร่างกาย แต่ก็มีความสำคัญมากเพราะเป็นองค์ประกอบถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของผิวหนัง โดยทำให้ผิวหนังแข็งแรง ดังนั้นโปรตีนทั้งหมดของร่างกายจึงมีองค์ประกอบเป็นคอลาเจนถึง 33 เปอร์เซ็นต์ ผู้เขียนขออธิบายให้ผู้ไม่เคยเรียนวิชาชีวเคมีมาก่อนทราบว่า โปรตีนที่เรากินนั้นต้องมีกรดอะมิโนอย่างน้อย 10 ชนิดที่ร่างกายเราสร้างไม่ได้ และจะไปผสมกับกรดอะมิโนอีก 10 ชนิดที่ร่างกายสร้างได้เอง จากนั้นจะมีกระบวนการที่เซลล์ของร่างกายนำกรดอะมิโนเหล่านี้มาต่อกันให้เป็น โปรตีนที่ร่างกายต้องการตามแต่ชนิดเซลล์ของแต่ละอวัยวะ ดังนั้นโปรตีนในร่างกายจึงมีลักษณะต่างกันตามลำดับของกรดอะมิโนต่าง ๆ สำหรับคอลาเจนนั้นเป็นโปรตีนที่มีลักษณะพิเศษ ทั้งองค์ประกอบและโครงสร้าง องค์ประกอบพิเศษคือ มีกรดอะมิโนที่ถูกปรับให้มีคุณสมบัติทางเคมีเปลี่ยนไป 2 ชนิด คือ จากกรดอะมิโนโพลีนและกรดอะมิโนไลซีน ถูกปรับไปเป็นกรดอะมิโนไฮดรอกซีโพลีนและกรดอะมิโนไฮดรอกซีไลซีน ส่วนกรดอะมิโนชนิดอื่นที่เป็นองค์ประกอบของคอลาเจนก็คือ กลัยซีน โพลีน และไลซีนนั้น เป็นกรดอะมิโนธรรมดา จึงทำให้สายของกรดอะมิโนที่ต่อกันเป็นโปรตีนคอลาเจนนั้นมีกรดอะมิโนหลัก เพียง 5 ชนิด จึงถูกจัดว่าเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ และมีลักษณะโครงสร้างโมเลกุลเป็น เบต้าพลีตเต็ดชีท ซึ่งต่างกับโปรตีนทั่วไปที่เป็นอัลฟาเฮลลิก คอลาเจนที่ผิวหนังนั้นถูกสร้างจากเซลล์ไฟโบรบลาสท์ใต้ผิวหนัง ซึ่งในกระบวนการสร้างนั้นต้องมีไวตามินซีช่วย การขาดไวตามินซีจึงทำให้เกิดปัญหาที่ผิวหนัง รวมไปถึงเหงือก ซึ่งจะแสดงอาการมีเลือดออกตามไรฟัน คอลาเจนนั้นมีการสร้างทดแทนอยู่ตลอดเวลาที่ร่างกายแข็งแรง แต่กระบวนการสร้างนั้นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ไปตามวัย จนถึงจุดหนึ่งการสูญเสียคอลาเจนตามธรรมชาติเกิดมากกว่าการสร้าง ความเหี่ยวก็จะมาเยือน ข้อมูลเรื่องนี้ดูได้จากเว็บโฆษณาต่างๆ  สาเหตุหลักของการสูญเสียคอลาเจนจากผิวหนังก็คือ โดนแสงอัลตร้าไวโอเล็ทหรือที่เรียกทั่วไปว่า แสงยูวี จึงควรป้องกันด้วยการไม่โดนแสงแดดจัด และกินอาหารที่มีสารป้องกันอนุมูลอิสระ เช่น พืชผักใบเขียว หรือผลไม้สีจัด มีข้อสังเกตว่า ผิวบริเวณที่ไม่โดนแดดเลยของคนไทย เช่น แก้มก้น คอลาเจนจะมีเหลืออยู่มาก ทำให้บริเวณนี้เป็นบริเวณผิวหนังที่ดูสวยที่สุดของร่างกาย ข้อมูลที่ให้นี้ดูเป็นวิชาการมากทีเดียว ต่อไปก็จะเป็นข้อมูลกึ่งวิชาการบ้าง เพราะมักมีคำถามว่ากินคอลาเจนแล้วได้ประโยชน์อะไรในทางโภชนาการแล้ว คอลาเจนเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ คือ ให้กรดอะมิโนไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ โดยทั่วไปแล้วโปรตีนเกือบทุกชนิดถูกย่อยด้วยระบบย่อยอาหารในทางเดินอาหารจน ได้กรดอะมิโนอิสระออกมา ซึ่งต้องมีครบทั้ง 20 ชนิด ส่วนคอลาเจนให้เพียง 5 ชนิด ดังนั้นการกินอาหารมีคอลาเจนนั้น จึงเป็นการกินเพื่อความบันเทิง มากกว่าจะเอาประโยชน์จริงจัง จะไม่ให้กล่าวว่าโปรตีนคอลาเจนให้ความบันเทิงในการกินได้อย่างไร ในเมื่อคอลาเจนเป็นองค์ประกอบของผิวหนัง กระดูก กระดูกอ่อน (Cartilage) เอ็น (tendons) และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับการยึดเหนี่ยว (ligaments) เช่น เหงือกของสัตว์ชั้นสูง ดังนั้นเวลาเรากินลูกชิ้นเอ็น เราก็ได้เคี้ยวคอลาเจนสนุกปาก ส่วนในน้ำต้มขาหมู คอลาเจนจากกระดูกและเอ็นก็จะถูกความร้อนทำให้เปลี่ยนสภาพไป และสามารถอุ้มน้ำได้มาก เกิดสภาพที่เป็นเจลซึ่งเรียกว่า เจลาติน โดยเมื่อได้รับความร้อนก็จะละลายกลับสู่สภาพน้ำขาหมูพะโล้ ดังนั้นเวลาเห็นโฆษณาเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นคอ ลาเจนแล้ว ผู้เขียนก็จะรู้สึกหดหู่ใจทุกครั้งว่า มนุษย์หนอมนุษย์ เมื่อไม่มีความรู้ ก็มักเป็นเหยื่อเหมือนหมูให้คนต้มได้ง่ายๆ การสร้างคอลาเจนของร่างกายเรา โดยเฉพาะที่ผิวหนังนั้น มีเพียงในช่วงอายุต้นๆ เมื่อแก่แดดแก่ลมไป การสร้างก็จะน้อยลงเรื่อยๆ คราวนี้ก็เป็นเรื่องของบุญกรรม ถ้าทำกรรมมาก คือ ใช้ร่างกายอย่างทารุณ ไม่รู้จักถนอม คอลาเจนก็ถูกทำลายหายไปจากผิวหนัง ผลตามมาก็คือ ความเหี่ยว ดังนั้นเครื่องสำอางหลายชนิดจึงโฆษณาว่าสามารถลดความเหี่ยว หรือพลิกกลับผิวหนังให้เต่งตึงได้ ซึ่งไม่จริง ทั้งนี้เพราะคอลาเจนนั้นเมื่อทำเป็นเครื่องสำอางทาหน้า ก็มีคุณสมบัติคล้ายเจล (เพ็คติน) ในแตงกวา คือ ช่วยดูดน้ำทำให้ผิวชุ่มชื้นตราบที่มันยังติดบนผิว ที่สำคัญคือผู้เขียนไม่เชื่อว่าคอลาเจนจะซึมเข้าสู่ผิวได้ เพราะผิวหนังเราทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอันตรายของร่างกาย ถ้าขืนให้อะไรต่ออะไรซึมได้ โอกาสเกิดอันตรายก็จะมากขึ้น แล้วถ้ากินคอลาเจนเข้าไป ร่างกายเราสามารถดูดซึมได้ไหม คำตอบคือ ไม่มีทาง แม้แต่ในเว็บที่ขายสินค้าดังกล่าวก็ยังบอกว่าไม่ได้ ผู้บริโภคจำนวนมากมักเชื่อคนขายสินค้าที่ถูกสอนมาให้พูดว่า คอลาเจนที่กินเข้าไปนั้นจะไปเสริมแทนที่คอลาเจนที่สูญสลายไปจากผิวหนัง ในทางวิชาการ คำพูดลักษณะนี้ถือว่าผิด เพราะ ประการที่หนึ่ง คอลาเจนต้องถูกย่อยออกเป็นกรดอะมิโนอิสระก่อนถูกดูดซึม ซึ่งก็ไม่มีอะไรวิเศษนัก เพียงแต่เราได้ไฮดรอกซีโพลีนและไฮดรอกซีไลซีน ซึ่งนำไปสร้างคอลาเจนได้เลย ทั้งที่ความจริงเราสามารถสร้างกรดอะมิโนทั้งสองได้เอง คุ้มไหมกับสิ่งที่ได้ในราคาที่แพงกว่ากินเนื้อสัตว์ธรรมดา  ประการที่สอง ถ้าร่างกายไม่สามารถสร้างคอลาเจนได้อีกแล้ว เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ กรดอะมิโนทั้งสองที่ได้จากคอลาเจนที่กินเข้าไป ก็เกือบเปล่าประโยชน์ เว้นเฉพาะบางส่วนของผิวหนัง เช่นที่เล็บ อาจมีการนำเอาคอลาเจนไปช่วยสร้างเล็บให้สวยได้ และในคนวัยหนุ่มสาวที่ชอบการเพาะกาย คอลาเจนก็จะช่วยได้บ้าง รวมถึงพวกนักมวยปล้ำที่เป็นแผลแตก ก็จะหายได้เร็ว ส่วนพวกหัวงูที่ชอบปล้ำเหมือนกัน คอลาเจนคงไม่ช่วยอะไร

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 186 ใช้คอลลาเจนพอกหน้าดีจริงหรือ

เมื่อเราต้องการผ่อนคลายผิวหน้าหรือเติมความชุ่มชื้นให้มากขึ้น สาวๆ หลายคนเลือกการมาสก์ (Mask) หรือพอกหน้ามาเป็นตัวช่วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีหลายยี่ห้อ ทำให้ผู้ผลิตหลายรายแข่งขันกันด้วยการโฆษณาส่วนผสมที่อ้างว่าช่วยให้ผิวหน้าดีขึ้นได้มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าคอลลาเจนเป็นหนึ่งในสารสกัดสำคัญที่มักถูกนำมาประกอบการขาย แต่เราสามารถมั่นใจได้หรือว่าคอลลาเจนมีประโยชน์ในการพอกหน้าจริงๆมารู้จักการพอกหน้ากันสักนิดผลิตภัณฑ์สำหรับใช้มาสก์หรือพอกหน้าถือเป็นเครื่องสำอางประเภทหนึ่ง ซึ่งมีไว้เพื่อความสะอาดหรือความสวยงาม โดยสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น ครีม เจล หรือมาสก์หน้ากาก ทั้งนี้ภายหลังการพอกหน้าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะพบว่าผิวหนังมีความชุ่มชื้นหรือเปล่งปลั่งขึ้น นั่นเพราะส่วนใหญ่ส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มักผสมสารให้ความชุ่มชื้นหรือช่วยดึงสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขม ซึ่งทำให้รูขุมขุมกระชับขึ้น อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะอยู่ชั่วคราวและไม่สามารถรักษาหรือแก้ไขริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นในชั้นผิวหนังแท้ได้ เนื่องจากการพอกหน้าสามารถส่งผลต่อเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุดเท่านั้น ใช้คอลลาเจนพอกหน้าดีกว่าจริงหรือคอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกายของเรา ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความยืดหยุ่น เชื่อมเซลล์ต่างๆ ไว้ด้วยกันและมีความสามารถในการอุ้มน้ำของผิวหนัง อย่างไรก็ตามจะเสื่อมสภาพไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ที่ผ่านมามีการนำคอลลาเจนมาผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมักโฆษณาสรรพคุณว่า ช่วยให้ผิวเด้งเต่งตึงอ่อนเยาว์หรือขาวใสขึ้นได้ ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการพอกหน้า อย่างไรก็ตามด้วยคุณสมบัติของคอลลาเจน ที่เป็นเพียงโปรตีนชนิดหนึ่ง และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการพอกหน้า ที่มีไว้เพื่อให้ความสะอาดหรือความสวยงาม เช่น ผิวชุ่มชื้นเพียงครั้งคราวนั้น จึงไม่สามารถซึมผ่านผิวหนัง เพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงความเสื่อมของผิวหน้า เช่น ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้นได้ แต่หากเราพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทำให้ผิวขาวใสขึ้นได้จริงก็ควรระวังไว้ก่อนว่า อาจผสมสารห้ามใช้อย่าง สารปรอท หรือไฮโดรควินิน เพราะที่ผ่านมากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เคยตรวจพบสารดังกล่าว ในครีมพอกหน้าที่จำหน่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ตมาแล้วแนะนำวิธีเลือกซื้อมาสก์แม้ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้มาสก์หรือพอกหน้าจะมีหลายยี่ห้อ แต่วิธีเบื้องต้นในการเลือกซื้อให้ปลอดภัยต่อผิวหน้ามีดังนี้1. ควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่มีหลักแหล่งแน่นอนเชื่อถือได้2. ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากภาษาไทย โดยให้มีรายละเอียดดังนี้ - ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง - ชื่อการค้าและชื่อเครื่องสำอาง (ต้องมีขนาดใหญ่กว่าข้อความอื่น) - ชื่อสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสม เรียงลำดับจากสารที่มีปริมาณมากไปสารที่มีปริมาณน้อย - วิธีใช้ / คำเตือน - ชื่อที่ตั้งของผู้ผลิต- ปริมาณสุทธิ - เลขที่แสดงครั้งที่ผลิตเครื่องสำอาง เดือน/ปีที่ผลิต หรือเดือน/ปีที่หมดอายุ 3. ต้องมีเลขที่ใบรับแจ้งเป็นตัวเลข 10 หลัก4. ควรหยุดใช้หากเกิดอาการแพ้ ผื่นคันและรีบไปพบแพทย์ 5. โดยทั่วไปสามารถเลือกใช้มาสก์แบบใดก็ได้ เพราะจุดประสงค์หลักคือการทำความสะอาด และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า แต่หากต้องการให้เหมาะสมกับสภาพผิวก็สามารถทำได้ เช่น หากมีผิวมันก็ควรเลือกใช้มาสก์ที่มีลักษณะเป็นวัสดุดูดซับ เช่น ดิน หรือโคลน เพราะสามารถช่วยดูดซับสิ่งสกปรกหรือขี้ไคลให้หลุดออกมาด้วย หรือสำหรับผู้ที่มีผิวปกติไปจนถึงผิวแห้ง ควรเลือกมาสก์ที่เป็นลักษณะเจล เพราะมาสก์เจลจะมีส่วนผสมของกาวยาง (gum tragacanth) เมื่อทาแล้ว เจลจะไม่แข็งตัว จะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นข้อมูลอ้างอิง: http://pr.moph.go.th/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=56712      

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point