ฉบับที่ 206 ไขมันทรานส์และพลังงาน ในโดนัทรสช็อกโกแลต

ไขมันทรานส์และพลังงาน ในโดนัทรสช็อกโกแลตแม้หลายคนจะยกให้โดนัทจะเป็นของว่างแสนอร่อย จนบางครั้งก็กินเพลินจนลืมไปว่าในความอร่อยที่แสนหวานนั้น ให้พลังงานสูงไม่แพ้การรับประทานอาหารจานหลักเลยทีเดียว และที่มากไปกว่านั้นยังทำให้เราเสี่ยงต่อการได้รับไขมันทรานส์อีกด้วย โดยสำหรับเจ้าไขมันทรานส์(Trans fat) หรือกรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty acid) นั้น เป็นกรดไขมันชนิดหนึ่งที่เกิดจากกระบวนการแปรรูป พบมากในการผลิตอาหารทอด ครีมเทียม หรือพวกขนมอบ เบเกอรี่ที่มีมาการีน/เนยขาว เพราะสามารถทำให้อาหารเก็บได้นาน ทนความร้อน ไม่มีกลิ่นหืนและต้นทุนการผลิตต่ำ อย่างไรก็ตามไขมันทรานส์กลับเป็นถูกจัดให้เป็นไขมันตัวร้าย เนื่องจากสามารถเพิ่มระดับระดับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL: low-density lipoprotein) ที่มีผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจและความดัน รวมทั้งสามารถทำให้มีการอักเสบของผนังหลอดเลือด ซึ่งทำให้หลอดเลือดตีบง่ายขึ้น ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคไขมันทรานส์ หรือไม่ควรบริโภคเกินกว่า 2.2 กรัม/วัน และควรพบความเข้มข้นในอาหารได้สูงสุดไม่เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภคฉลาดซื้อฉบับนี้จึงกลับมาเอาใจคนชอบกินโดนัทกันอีกครั้ง ด้วยการทดสอบปริมาณไขมันทรานส์ และพลังงานในโดนัทรสช็อกโกแลต จากยี่ห้อยอดนิยมตามท้องตลาดจำนวน 13 ตัวอย่าง ซึ่งผลการทดสอบจะเป็นอย่างไร เราลองไปดูกันเลยประเทศไทยอยู่ในระหว่างการยกร่างกฎหมาย ที่กำหนดห้ามนำส่วนประกอบอาหารที่มีไขมันทรานส์มาผลิตอาหาร หรือ ห้ามเติมสารไฮโดรเจนลงไปในกระบวนการผลิตน้ำมัน โดยคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในเดือนเมษายน 2561 อ้างอิงบทความข่าวจาก https://www.matichon.co.th/news/781033สรุปผลการทดสอบจากโดนัทที่นำมาทดสอบทั้งหมดจำนวน 13 ตัวอย่าง พบว่า1. พลังงาน- ยี่ห้อที่ให้พลังงาน/ 100 กรัม มากที่สุด คือ แซง-เอ-ตัวล (Saint ETOILE) ให้พลังงาน 471 kcal./ 100 กรัมในขณะที่ยี่ห้อ ดังกิ้น โดนัท ให้พลังงานน้อยที่สุด คือ 381 kcal./ 100 กรัม- ยี่ห้อที่ให้พลังงาน/ ชิ้น มากที่สุด คือ แซง-เอ-ตัวล (Saint ETOILE) ให้พลังงาน 320 kcal./ ชิ้น (68 กรัม)ส่วนยี่ห้อ เอ็น.เค.โดนัท (NK Donut) ให้พลังงานน้อยที่สุด คือ 85 kcal./ชิ้น (19 กรัม)2. ไขมันทรานส์ผลการทดสอบพบว่า ทุกยี่ห้อมีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ โดยแบ่งเป็น - ยี่ห้อที่มีปริมาณไขมันทรานส์/ 100 กรัม มากที่สุด คือ ซับไลม์โดนัท (Sublime Doughnuts) มีปริมาณไขมันทรานส์ 6.65 กรัม./ 100 กรัมในขณะที่ยี่ห้อ เฟลเวอร์ ฟิลด์ (Flavor Field) มีปริมาณไขมันทรานส์น้อยที่สุด คือ 0.12 กรัม./ 100 กรัม- ยี่ห้อที่มีปริมาณไขมันทรานส์/ ชิ้นมากที่สุด คือ ซับไลม์โดนัท (Sublime Doughnuts) มีปริมาณไขมันทรานส์ 4.5913 กรัม./ ชิ้น (69 กรัม)ส่วนยี่ห้อที่มีปริมาณไขมันทรานส์/ ชิ้นน้อยที่สุด คือ แด๊ดดี้ โด (Daddy Dough) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.0729 กรัม./ ชิ้น (51 กรัม)ข้อสังเกต- ไขมันทรานส์ จากโดนัทที่นำมาทดสอบทั้งหมด พบว่า มีปริมาณไขมันทรานส์ เฉลี่ย 1.25 ต่อหน่วยบริโภค ซึ่งสูงเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือไม่ควรเกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค โดยหากเราบริโภคหลายชิ้น อาจได้รับปริมาณไขมันทรานส์มากกว่าเกินกว่า 2.2 กรัม/วันได้ ทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ - โดนัทส่วนใหญ่มีน้ำหนักประมาณ 60 กรัม/ ชิ้น และให้พลังงานเฉลี่ยที่ประมาณ 256 กิโลแคลอรี่ ซึ่งหากเราอร่อยเพลิน อาจทำให้ได้รับพลังงานสูงเกินกว่าที่ต้องการต้องการได้ เพราะอย่าลืมว่าโดนัท เป็นเพียงของหวานรับประทานเล่นเท่านั้น ยังมีอีก 3 มื้อหลัก/ วันรออยู่ (ปริมาณพลังงานที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วันคือ 2,000 กิโลแคลอรี่)**** อัพเดท***เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ระบุว่า โดยปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ 1 ให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายข้อ 2 ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2561ปิยะสกล สกลสัตยาทรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า1000 Point

ฉบับที่ 199 ช็อกโกแลตปนเปื้อนสารแคดเมียม ตะกั่ว ภัยแฝงที่ต้องระวัง

จากข่าวดัง องค์กร As You Sow ทดสอบพบช็อกโกแลต18 ยี่ห้อดัง มีตะกั่ว-แคดเมียมประกอบในระดับอันตรายนั้น สร้างความวิตกกังวลให้กับเหล่าช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ทั้งหลายโดยเฉพาะสายดาร์ก เพราะยิ่งมีปริมาณโกโก้แมสมากก็ยิ่งเสี่ยงพบโลหะหนักทั้งสองชนิดมากขึ้น อ้างอิง http://www.asyousow.org/our-work/environmental-health/toxic-enforcement/lead-and-cadmium-in-food/  ดังนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวังปัญหาการปนเปื้อนของสารแคดเมียมและตะกั่วในผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตที่วางจำหน่ายในประเทศไทย ทางโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ โดยนิตยสารฉลาดซื้อ จึงได้สุ่มเก็บตัวอย่างช็อกโกแลตจำนวน 19 ตัวอย่าง โดยแบ่งเป็น ดาร์กช็อกโกแลต 10 ตัวอย่าง และช็อกโกแลตอื่นๆ อีก 9 ตัวอย่าง ในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2560 มาทดสอบหาการปนเปื้อนของโลหะหนักทั้งสองชนิด (ดูผลจากตาราง) ซึ่งเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานในประเทศและต่างประเทศแล้ว พบว่า ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกตัวอย่าง  อย่างไรก็ตาม สารแคดเมียมนั้น ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานในผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต และในระดับสากลก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ ณ ปัจจุบัน ผู้บริโภคจึงควรตระหนักว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตหรืออาหารที่มีการผสมช็อกโกแลต จะยังมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็กๆ จะอ่อนไหวเป็นพิเศษ ผู้ปกครองจึงควรให้ความสนใจและฝึกให้รับประทานแต่พอดี แคดเมียม คืออะไร         เป็นโลหะมีสีเงิน มีอยู่น้อยตามธรรมชาติ โดยทั่วไปแคดเมียมที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมจะพบในแหล่งทำเหมืองสังกะสีและตะกั่ว ในอุตสาหกรรม ยาสูบและบุหรี่ พลาสติกและยาง นอกจากนี้ยังนิยมใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้า โลหะผสม อะไหล่รถยนต์ โลหะผสมในอุตสาหกรรมเพชรพลอยอีกด้วย แคดเมียมที่ปนเปื้อนในน้ำ อาหาร และในยาสูบเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหาร แล้วแพร่กระจายไปที่ตับ ม้ามและลำไส้ และสะสมเพิ่มขึ้นในปริมาณสูงจะทำให้เกิดมะเร็ง ไตทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ปวดกระดูกสันหลัง แขนขา ซึ่งจะทำให้ไตพิการได้ โรคที่เกิดจากพิษของแคดเมียมเรียกว่า โรคอิไต-อิไต (Itai Itai disease) (ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล https://goo.gl/DVeWuS ) ตะกั่ว (Pb) คืออะไร       ตะกั่ว  (Pb)  เป็นโลหะหนักมีสีเทาเงิน หรือแกมน้ำเงินเกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ปัจจุบันอุตสาหกรรมหลายประเภทมีการใช้ตะกั่วเป็นวัตถุดิบเป็นจำนวนมาก  เช่น ใช้สังเคราะห์สารเตตะเอทิลเลด(tetraethyllead, TEL Pb(C2H5)4) ในเบนซินเพื่อเพิ่มค่าออกเทน    (octane number)     เมื่อมีการออกซิไดซ์จะได้ PbO ซึ่งจะถูกรีดิวซ์ได้โลหะตะกั่ว  ออกสู่สภาวะแวดล้อม  ตะกั่วยังใช้ทำอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคและคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้เกิดการปลดปล่อยตะกั่วและสารประกอบของตะกั่วในรูปของสารมลพิษออกสู่สภาวะแวดล้อม ทำให้มีการปนเปื้อนของตะกั่วทั้งในดิน น้ำ และอากาศ ตะกั่วสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ ทางอาหาร ทางการหายใจ และทางผิวหนัง เมื่อสาร ตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย  ส่วนใหญ่จะจับยึดอยู่กับเม็ดเลือดแดงจะไปลดการสร้าง heme ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเม็ดเลือดแดงโดยไปยับยั้งเอ็นไซม์ที่เกี่ยวกับการสร้าง heme นอกจากนี้ ตะกั่วยังมีผลต่อตับ หัวใจและเส้นเลือด ภาวะเจริญพันธุ์ โครโมโซม และเป็นก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และความพิการแต่กำเนิดอีกด้วย (ขอบคุณข้อมูลจากสถาบันนวัตกรรมการเรียนรูมหิดล https://goo.gl/DVeWuS ) แคดเมียมและตะกั่วในช็อกโกแลตมาจากไหน EFSA หรือ กลุ่มงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป รายงานว่า พบปริมาณแคดเมียมในช็อกโกแลตชนิดต่างๆ มีค่าสูงมาก และยังมีความแตกต่างไปตามปริมาณของโกโก้ที่ผสมในผลิตภัณฑ์ โดยเมล็ดโกโก้(cocoa bean) นั้นเป็นแหล่งสะสมของแคดเมียม ทำให้ช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้แมสระหว่าง 35-70% พบแคดเมียมสูงกว่าช็อกโกแลตนมหรือช็อกโกแลตอื่นแคดเมียมและตะกั่วในช็อกโกแลตนั้น ส่วนใหญ่มาจากแหล่งปลูกโกโก้ ซึ่งเป็นการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โลหะหนักทั้งสองเมื่อเข้าไปปนอยู่ในน้ำและในดินหากมีปริมาณสูง การปลูกพืชบริเวณนั้นจะมีปริมาณโลหะทั้งสองในพืชสูงตามไปด้วย แน่นอนว่าการปนเปื้อนโลหะไม่อาจทำลายได้ด้วยความร้อนอย่างจุลินทรีย์ ดังนั้นผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องคัดเลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่ปลอดภัย เพื่อลดการปนเปื้อนของแคดเมียมและตะกั่วร้อยละ 70 ของโกโก้ในตลาดโลกมาจากแถบอัฟริกาตะวันตก ประเทศที่มีผลผลิตโกโก้เป็นอันดับหนึ่งได้แก่ ไอโวรีโคสต์ ตามด้วยกาน่าเกณฑ์มาตรฐานปริมาณตะกั่วและแคดเมียมช็อกโกแลต มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 83 (พ.ศ.2527) กำกับโดยเฉพาะ ซึ่งปริมาณสารตะกั่ว ต้องตรวจพบไม่เกิน  1 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม เว้นแต่ช็อกโกแลตชนิดไม่หวาน ตรวจพบได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม สารแคดเมียมไม่มีเกณฑ์กำหนดในช็อกโกแลตสำหรับประเทศไทย ส่วนในสหภาพยุโรป (EC) No 1881/2006 (อัปเดต 2014) กำหนดค่ามาตรฐานเฉพาะในผลิตภัณฑ์เนื้อ ผักและอาหารทะเล อย่างไรก็ตามคณะกรรมการผู้จัดทำเกณฑ์มาตรฐาน(The EU regulator) ได้เตรียมประกาศสำหรับ ค่ามาตรฐานแคดเมียมในช็อกโกแลตไว้สำหรับปี 2019 ดังนี้  ช็อกโกแลตนม ที่มีโกโก้แมสต่ำกว่า 30% มีแคดเมียมได้ไม่เกิน 0.10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ช็อกโกแลต ที่มีโกโก้แมส 30-50% มีแคดเมียมได้ไม่เกิน 0.30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ช็อกโกแลต ที่มีโกโก้แมส 50% ขึ้นไป มีแคดเมียมได้ไม่เกิน 0.80 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ช็อกโกแลตผงสำหรับชงดื่ม มีแคดเมียมได้ไม่เกิน 0.60 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ค่าแคดเมียมที่กำหนดไว้นี้จะลดลงอีกเมื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่เด็กบริโภคอ้างอิง http://www.confectionerynews.com/Regulation-Safety/How-to-avoid-cadmium-and-lead-in-chocolate-Safety-recall-preventionแค่ไหนถึงเป็นดาร์กช็อกโกแลต เกณฑ์ส่วนใหญ่ทั้งในอเมริกาและยุโรปคือ มีส่วนผสมที่เป็นโกโก้แมสไม่ต่ำกว่า 35 % ของอเมริกา มีผลิตภัณฑ์นมผสมได้ไม่เกิน 12% ในขณะที่ของ EU ไม่ให้มีเลย เรื่องขมๆ ที่อาจยังไม่เคยรู้ทุกวันนี้ ร้อยละ 70 ของโกโก้ในตลาดโลกมาจากแถบอัฟฟริกาตะวันตก ในพื้นที่ของเซียร่าเลโอนไปจนถึงคาเมรูน ประเทศที่มีผลผลิตโกโก้เป็นอันดับหนึ่งได้แก่ไอโวรีโคสต์ ตามด้วยกาน่าเป็นที่รู้กันว่าการปลูกโกโก้กับการบุกรุกป่าสงวนนั้นมีความเกี่ยวข้องกันมานาน ไอโวรี่โคสต์ ซึ่งผลิตร้อยละ 40 ของโกโก้สูญเสียพื้นที่ป่าฝนไปอย่างน่าตกใจ จากที่เคยมีพื้นที่ป่าถึงหนึ่งในสี่ของประเทศ ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 4 เท่านั้น ชาวบ้านนิยมโค่นต้นไม้ใหญ่ทีละต้นสองต้น เพื่อปลูกต้นโกโก้เพราะเชื่อว่าดินที่เพิ่งผ่านการแผ้วถางนั้นจะทำให้ได้ผลผลิตเมล็ดโกโก้ที่ใหญ่ขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีการส่งเสริมการปลูกโกโก้แบบยั่งยืนที่ไม่เอาเปรียบทั้งสิ่งแวดล้อมและเกษตรกร การผลิตแบบ “ผิดกฎหมาย” ก็ยังมีอยู่มาก เราแทบจะไม่สามารถแยกแยะได้เพราะผลผลิตจากการปลูกทั้งสองลักษณะถูกนำมาผสมรวมกันก่อนจำหน่ายจากการสำรวจของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน บริษัทผู้ผลิตช้อคโกแลตรายใหญ่รับรู้เรื่องการบุกรุกป่าสงวนมาโดยตลอด บางเจ้า (เช่น เนสเล่ และมอนโดเลซ) ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวอย่างชัดเจน บางรายอย่างเฮอร์ชีย์ ก็ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี ค.ศ. 2020 จะจัดซื้อแต่โกโก้ที่ผลิตมาจากแหล่งที่ถูกต้องเท่านั้น ส่วนแบรนด์หรูอย่างเฟอเรโร่ โรเชอร์ ยังไม่มีความเห็นรูปนี้มีสีหากท่านต้องการเห็นสีที่ชัดเจนให้กด Save ภาพโดยโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 184 ผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตแบรนด์ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง จาก foodwatch

จากกรณีข่าว องค์กรเอกชนในเยอรมัน (foodwatch.org) ชี้ผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตแบรนด์ดังปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง  ที่สำนักข่าวต่างๆได้ลงไปนั้นทางนิตยสารฉลาดซื้อขอนำผลทดสอบทั้งหมด มาลงไว้ให้เป็นข้อมูล ทั้งนี้ท่านสามารถกดโหลดข้อมูล ฉบับเต็มของแหล่งข้อมูลได้ที่นี่ครับ >>>> 2016-07-04_Mineraloele_in_Schokolade_und_Chips.pdf

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 160 เวเฟอร์ช็อกโกแลต เผลอเคี้ยวเพลิน อ้วนแน่

เวเฟอร์ เป็นขนมหรือของว่างแสนคลาสสิค ซึ่งคนไทยรู้จักกินเวเฟอร์กันมานานแล้ว สืบไปก็ตั้งแต่เริ่มคบค้ากับชาวตะวันตก ขนมทองม้วน ทองพับ ก็คือเวเฟอร์แบบหนึ่งที่ได้ผสมผสานวิธีการทำอย่างตะวันตกกับวัตถุดิบในประเทศจนลงตัวและกลายเป็นขนมไทยที่เรารู้จักกันดี ส่วนขนมเวเฟอร์เคลือบหรือสอดไส้ต่างๆ อย่างฝรั่งเราก็คุ้นลิ้นกันมาแต่เด็ก ไม่ต่ำกว่า 40 ปี เป็นสแน็กหรือของกินเล่นที่มาก่อนขนมธัญพืชอบกรอบหรือมันฝรั่งแผ่น และยังคงได้รับความนิยมมาตลอด ขนมเวเฟอร์ที่คนไทยคุ้นเคยจะใช้ชื่อเมืองดังในประเทศจีนเป็นแบรนด์การค้า วัยเด็กของใครหลายคนคงพอร้องเพลงโฆษณาขนมเวเฟอร์กันได้ เวเฟอร์แม้จะใช้วิธีการอบเช่นเดียวกับขนมปังแห้งอย่างแครกเกอร์หรือบิสกิต แต่เนื้อสัมผัสของเวเฟอร์จะมีลักษณะเด่นที่ความ “เบา กรอบ” นิยมตกแต่งหรือเป็นโคนของไอศกรีม หรือนำแผ่นเวเฟอร์มาเคลือบระหว่างชั้นด้วยช็อกโกแลตหรือครีมที่ปรุงแต่งรสหวาน บางทีก็ม้วนแผ่นเวเฟอร์เป็นทรงหลอดกลมแล้วสอดไส้ครีมหวานๆ ลงไป ความนิยมเวเฟอร์ในประเทศไทยมีค่อนข้างสูง ในปี พ.ศ. 2555-2556 ประเทศไทยผลิตขนมปังเวเฟอร์ถึงประมาณ 14 ล้านตัน(ที่มา สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม) และมีมูลค่าการตลาดปีละประมาณ 1,600-1,800 ล้านบาท เฉพาะแผ่นเวเฟอร์เปล่าให้พลังงานไม่มาก แต่เมื่อนำมาเคลือบหรือปรุงแต่งร่วมกับส่วนผสมอื่นจะนิยมให้มีรสหวานจัด นับเป็นขนมให้พลังงานสูงเลยทีเดียว  ฉลาดซื้อจึงขอนำเสนอเปรียบเทียบค่าพลังงานขนมเวเฟอร์ โดยเน้นที่รสช็อกโกแลต ซึ่งถือเป็นรสชาติที่ได้รับความนิยมสูงและมีแบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาวางขายกันคับคั่งในทุกมุมสแน็กบนชั้นวางสินค้าของห้างค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อทั่วไป       เวเฟอร์ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 คิดค้นขึ้นโดยชาวยุโรป สูตรดั้งเดิมทำจากไข่ขาว ผสมน้ำ เกลือ น้ำตาล จากนั้นนำส่วนผสมเทลงในพิมพ์เหล็กประกบบนล่างแล้วย่างบนเตาถ่านร้อนๆ เมื่อสุกจะได้แผ่นเวเฟอร์บาง เบาและกรอบ สมัยแรกเวเฟอร์ถูกใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิทางศาสนาอย่างการรับศีลมหาสนิท จนถึงช่วงปลายศตวรรษ เวเฟอร์ได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะขนมหวานที่ขาดไม่ได้ ในปี ค.ศ. 1766 พ่อครัวขนมหวานชาวฝรั่งเศสได้พลิกแพลงให้เป็นของหวานขึ้นชื่อยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการม้วนแผ่นเวเฟอร์ขณะร้อนเป็นหลอดกลมแล้วเติมไส้ช็อกโกแลต แยมผลไม้ แล้วผูกด้วยริบบิ้นจนกลายเป็นขนมของฝากยอดฮิตประจำวงสังคมในเวลานั้น ขนมเวเฟอร์ยังถูกนำมาประกอบเป็นขนมได้อีกหลายอย่าง แต่ที่นิยมกันมากคือทำเป็นโคนใส่ไอศกรีม ซึ่งยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน  แม้แต่วาฟเฟิลก็คือเวเฟอร์ที่ผสมยีสต์ลงไปเพื่อให้เนื้อแป้งฟูนุ่มแทนความบางกรอบแบบเวเฟอร์นั่นเอง //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 153 มีอะไรอยู่ในช็อกโกแลต?

ช็อกโกแลต อาจเป็นขนมหวานสุดโปรดของใครหลายคน ด้วยรสชาติที่แสนจะเป็นเอกลักษณ์ หวานและขมที่ผสมอยู่รวมกัน ครองใจคนรักขนมหวาน แม้หลายคนจะออกตัวว่าโปรดปรานชอบรับประทานช็อกโกแลต แถมบางคนยังเลือกช็อกโกแลตเป็นของขวัญของฝากมอบให้กันในช่วงเทศกาลและวันสำคัญต่างๆ แต่ช็อกโกแลตที่วางขายอยู่ในบ้านเราส่วนใหญ่มักเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากต่างประเทศ ด้วยความที่ประเทศไทยเรายังไม่ค่อยนิยมผลิตช็อกโกแลตที่ดี หรือที่เรียกกันว่าช็อกโกแลตในกลุ่มพรีเมี่ยม ช็อกโกแลตที่ผลิตในประเทศส่วนใหญ่น่าจะใช้คำว่า “ผลิตภัณฑ์ขนมหวานรสช็อกโกแลต” มากกว่า เพราะมีส่วนประกอบของโกโก้อยู่น้อยมาก ประมาณแค่ 20% ของส่วนประกอบทั้งหมดเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่คนรักช็อกโกแลตจะอยากลิ้มลองของที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะคุณภาพของวัตถุดิบที่ดีกว่า รสชาติอร่อยกว่า แถมบางคนก็ชื่อชอบเพราะแพ็คเก็จสวยกว่า เหมาะมากเวลานำมาเป็นของขวัญ ช็อกโกแลตที่นำเข้าส่วนใหญ่มาจากหลากหลายประเทศทางยุโรปที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตช็อกโกแลต ไม่ว่าจะเป็น เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส และยังรวมถึงสหรัฐอเมริกา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย หรือแม้แต่ประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมาอาหารที่นำเข้าแม้จะมาจากประเทศใหญ่ๆ ก็ยังเคยเกิดปัญหาเรื่องการปนเปื้อน ที่เป็นข่าวดังหน่อย คงไม่พ้นเรื่องของสารเมลามีนที่มากรพบปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตที่นำเข้ามาจากประเทศจีน  หรือแม้แต่เรื่องการปนเปื้อนของสิ่งที่คาดไม่ถึง อย่าง เศษชิ้นส่วนเล็กๆ ของซากแมลง และขนของหนู ซึ่งผู้บริโภคอย่างเราแทบไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะขนาดเล็กมากๆ แต่ดูแล้วน่าจะมีการปนเปื้อนในลักษณะนี้อยู่ไม่ใช้น้อย ขนาดที่องค์การอาหารและยาของอเมริกา (U S Food and Drug Administration) ต้องกำหนดค่าการปนเปื้อน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคประเทศเขาได้รับอันตรายจากการรับประทานช็อกโกแลต   ข้อกำหนดขององค์การอาหารและยาของอเมริกา เรื่องการปนเปื้อนของเศษแมลงและขนหนูในช็อกโกแลต - ห้ามให้มีเศษชิ้นส่วนแมลงเกินกว่า 60 ชิ้น ต่อช็อกโกแลต 100 กรัม โดยต้องเทียบตัวอย่างจากตัวอย่างปริมาณ 100 กรัม จำนวน 6 ชิ้น หรือถ้าคิดเป็นตัวอย่าง 1 ชิ้น ห้ามมีเศษชิ้นส่วนแมลงปนเปื้อนเกิน 90 ชิ้น - ห้ามมีเศษขนหนูมากกว่า 1 เส้น ต่อช็อกโกแลต 100 กรัม โดยต้องเทียบตัวอย่างจากตัวอย่างปริมาณ 100 กรัม จำนวน 6 ชิ้น หรือถ้าคิดเป็นตัวอย่าง 1 ชิ้น ห้ามมีเศษเส้นขนหนูปนเปื้อนเกิน 3 เส้น ฉลาดฉบับนี้จึงได้สุ่มเก็บตัวอย่างของช็อกโกแลตทั้งที่นำเข้าและที่ผลิตในไทย โดยเราเลือกเก็บตัวอย่างจากหลายๆ จังหวัด โดยเฉพาะที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มักเป็นจุดผ่านของสินค้าอาหารนำเข้า ไม่ว่าจะเป็น สตูล สงขลา เชียงราย พะเยา โดยมีตัวอย่างช็อกโกแลตรวมทั้งหมด 20 ตัวอย่าง โดยฉลาดซื้อได้ส่งตัวอย่างไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 อุบลราชธานี เพื่อตรวจวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของเศษชิ้นส่วนแมลงและขนหนู   ตารางรายชื่อตัวอย่างช็อกโกแลต สำหรับวิเคราะห์การปนเปื้อนทางชีวภาพ ผลการตรวจวิเคราะห์ จากการตรวจวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของเศษชิ้นส่วนแมลงและขนหนูจากตัวอย่างช็อกโกแลตทั้ง 20 ตัวอย่าง ได้ผลออกมาว่า ไม่พบสิ่งปนเปื้อนทางชีวภาพ ซึ่งหมายถึงไม่พบการปนเปื้อนของเศษชิ้นส่วนจากสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเศษชิ้นส่วนแมลงและขนหนู แต่ที่น่าสังเกตคือพบวัสดุคล้ายเส้นใยขนาดเล็กมาก ในบางตัวอย่าง ตั้งแต่ 1 – 4 เส้น ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเส้นใยของอะไร เพราะพบในจำนวนที่น้อยและมีขนาดเล็กมาก แต่ผู้บริโภคอย่าตกใจไป เพราะเส้นใยที่พบไม่เป็นอันตรายกับผู้บริโภค คนที่ชอบรับประทานช็อกโกแลตมั่นใจได้   เรื่องของปริมาณโกโก้ในช็อกโกแลต ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 83 (พ.ศ. 2527) เรื่อง ช็อกโกแลต ได้กำหนดคุณภาพและมาตรฐานเฉพาะของช็อกโกแลตแต่ละชนิดเอาไว้ สำหรับช็อกโกแลตนม ซึ่งเป็นชนิดของช็อกโกแลตที่เราเลือกสุ่มเก็บมาเป็นตัวอย่างในการตรวจวิเคราะห์ครั้งนี้ มีการกำหนดคุณภาพไว้ว่าต้องมีปริมาณโกโก้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของปริมาณช็อกโกแลต โก้โกปราศจากไขมันไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 มีธาตุน้ำนมไม่รวมมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10.5 และต้องมีน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 55 จากการอ่านดูข้อมูลส่วนประกอบบนฉลากของตัวอย่างช็อกโกแลตที่ฉลาดซื้อสุ่มสำรวจในครั้งนี้ พบว่าโกโก้ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในช็อกโกแลตนมนั้นจะเป็น “โกโก้แมส” หรือ “โกโก้เพสต์” ซึ่งเป็นส่วนที่ได้หลังจากการคั่วและบดเมล็ดโกโก้ เป็นโกโก้ที่ผ่านความร้อนไขมันจะหลอมละลายออกมา ซึ่งจากการตรวจสอบดูข้อมูลในฉลากพบว่าผ่านเกณฑ์ทุกตัวอย่าง ยกเว้นบางตัวอย่างที่ไม่มีข้อมูลฉลากภาษาไทย และไม่ได้แจ้งปริมาณส่วนประกอบเอาไว้ ส่วนปริมาณน้ำตาลก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ทุกตัวอย่าง คือไม่เกินร้อยละ 55 ของปริมาณช็อกโกแลต แต่ที่อยากฝากไว้เป็นข้อสังเกตของคนที่ชอบช็อกโกแลตก็คือ เมื่อดูปริมาณส่วนประกอบทั้งหมดในผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตนม จะเห็นว่ากว่า 50% ของส่วนประกอบทั้งหมด คือ น้ำตาล เพราะฉะนั้นถ้าหากรับประทานมากๆ ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่นอน ถึงจะชอบแค่ไหนก็ต้องยั้งใจไว้บ้าง ยิ่งเด็กๆ ยิ่งต้องระวัง เสี่ยงทั้งโรคอ้วน ฟันผุ และในช็อกโกแลตมีสารคาเฟอีนด้วย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนติดช็อกโกแลต   ช็อกโกแลตที่ได้มาตรฐานควรมีลักษณะอย่างไร? -มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของช็อกโกแลตนั้น ๆ -ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค -ไม่ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล -ไม่มีการเจือสีใดๆ ที่มา : ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 83 (พ.ศ. 2527) เรื่อง ช็อกโกแลต

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 120 Dark Chocolate ของดำกำลังมา

เทรนด์ใหม่มาแรงนาทีนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้น “ช็อกโกแลตดำ” หรือ Dark Chocolate ที่เป็นทางเลือกใหม่ในหมู่ผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ เพราะส่วนผสมหลักของช็อกโกแลต ซึ่งได้แก่ โกโก้นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามีสารฟลาโวนอยด์ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ ไหนจะสรรพคุณช่วยกระตุ้นการหลั่งเอนโดรฟิน ที่ทำให้ผู้ที่รับประทานเข้าไปรู้สึกมีความสุขอีกต่างหาก หรือบ้างก็ยืนยันว่ากินแล้วช่วยลดน้ำหนักได้อีก แต่ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดผลที่กล่าวมาข้างต้นคือโกโก้เท่านั้น ไม่ได้หมายรวมถึงช็อกโกแลตทั้งแท่งซึ่งยังมีส่วนผสมอื่นๆ ซึ่งอาจไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายรวมอยู่ด้วย  ฉลาดซื้อจึงถือโอกาสในเดือนแห่งช็อกโกแลต(ดูจากปฏิทินของคนช่างกิน) ทำการสำรวจหาช็อกโกแลตดำที่มีปริมาณโกโก้สูงที่สุดมาฝากสมาชิกกัน ---  แบบไหนจึงจัดว่า “ดำ”ตามมาตรฐานยุโรป “ช็อกโกแลตดำ” จะต้องมีโกโก้แมสเป็นส่วนประกอบไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 35 แต่ในอเมริกานั้น แค่มีปริมาณโกโก้แมสไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 15 ก็จัดว่าเป็น Dark Chocolate ได้แล้ว---  ฉลาดซื้อสำรวจ ... เราพบว่า- ถ้าต้องการกินช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพเราคงต้องให้ความสนใจกับปริมาณน้ำตาลด้วย เราพบว่าแม้ช็อกโกแลตเหล่านี้จะจัดตัวเองว่าเป็น “ช็อกโกแลตดำ” แต่ก็ยังมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบตั้งแต่ ร้อยละ 26 ถึงร้อยละ 46 เลยทีเดียว (ยกเว้น Anti-Ox ซึ่งไม่มีน้ำตาล และ Cavalier ซึ่งใช้สารให้ความหวานมอลทิทอลเป็นส่วนประกอบร้อยละ 22)  - ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เราสำรวจ ช็อกโกแลตดำของ Dove และ Meiji มีส่วนประกอบของน้ำตาลสูงที่สุด (ร้อยละ 46)  - เมื่อเฉลี่ยดูราคาต่อหน่วยแล้ว พบว่าช็อกโกแลตที่เราซื้อมาในราคาต่ำสุด (Miraco) กลับมีราคาต่อหน่วยสูงที่สุด (1.59 บาท/กรัม) ในขณะที่ช็อกโกแลตที่ซื้อมาในราคาสูงที่สุด (Cavalier) นั้นมีราคาต่อหน่วยต่ำที่สุด (0.66 บาท/กรัม) - ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโกโก้สูงกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่แพงกว่า เพราะเราพบว่าAnti-Ox ซึ่งที่มีปริมาณโกโก้สูงสุดถึงร้อยละ 90 มีราคาถูกที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก Cavalier  - ถ้าดูจากปริมาณโกโก้แมส ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่เราสำรวจสามารถจัดว่าเป็นช็อกโกแลตดำได้ตามมาตรฐานอเมริกัน แต่ถ้าใช้มาตรฐานของยุโรปจะมีเพียง 6 ผลิตภัณฑ์เท่านั้น (AntiOx / Cavalier / Ritter Sport / Miraco / Dove / และ HERSHEY’s Special Dark) ที่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นช็อกโกแลตดำได้  - อีกข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ปริมาณโกโก้ที่แสดงบนฉลากด้านหน้า บริเวณชื่อผลิตภัณฑ์ กับในส่วนประกอบสำคัญมักไม่ตรงกัน บางทีมากกว่า แต่ส่วนใหญ่แล้วน้อยกว่า มีเพียง HERSHEY’S Special Dark Pure Chocolate ที่รวมส่วนผสมโกโก้ทั้งหมดแล้วได้ตามที่เขียนไว้ด้านหน้า  - แต่ต้องย้ำตรงนี้ว่า เราไม่ได้สำรวจเรื่องของรสชาติ ผู้ผลิตแต่ละเจ้าก็มีการใช้ส่วนผสมอื่นๆ เพื่อความเนียนนุ่ม หอมมัน หรือใช้น้ำตาลในปริมาณที่แตกต่างกันไป ใครชอบแบบไหนเห็นจะต้องไปทดลองชิมกันเองอีกที---  อีกทางเลือกถ้าไม่ต้องการน้ำตาลส่วนเกินที่มากับช็อกโกแลตดำสำเร็จรูปเหล่านี้ ลองหาซื้อโกโก้ผงมาชงเป็นเครื่องดื่มร้อนไว้จิบชิลๆ ดูก็ได้ ------  หมายเหตุ ช็อกโกแลตดำที่มีขายในตลาดบ้านเรา ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากจีน ญี่ปุ่น เบลเยียม เยอรมนี และออสเตรเลีย มีเพียงยี่ห้อ Miraco เท่านั้นที่ผลิตในบ้านเรา---________________________________________________________ เกือบร้อยละ 40 ของผลผลิตโกโก้ดิบมาจากประเทศ ไอโวรี่ โคสต์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตโกโก้รายใหญ่ที่สุดของโลก รองลงมาได้แก่ประเทศกาน่า และอินโดนีเซีย และเนื่องจากขณะนี้ ไอโวรี่โคสต์ กำลังประสบปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ จึงทำให้ราคาโกโก้ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ12.5 เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมาราคาโกโก้ในตลาดนิวยอร์กอยู่ที่ตันละ 3,000 เหรียญ แต่ทั้งนี้นักวิเคราะห์เขาบอกว่าราคาโกโก้น่าจะไม่ส่งผลต่อราคาของช็อกโกแลตแท่งมากนักเพราะ ณ ปัจจุบัน ถ้าช็อกโกแลตแท่งหนึ่งราคา 100 บาท ในนั้นมีค่าต้นทุนโกโก้เพียง 6 ถึง 8 บาทเท่านั้น ที่เหลือเป็นราคาสำหรับส่วนผสมอื่นๆ เช่น นม หรือน้ำตาล แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือค่าใช้จ่ายในการผลิต การจัดจำหน่าย ค่าโฆษณาและกำไรของผู้ผลิตช็อกโกแลตนั่นเอง_______________________________________________________________  งานวิจัย: กินช็อกฯ ... กันช็อกงานวิจัยที่ทำกับผู้หญิงสวีเดน ที่อายุระหว่าง 48-83 ปี จำนวนกว่า 30,000 คน (เป็นการเก็บข้อมูลในช่วงเวลาระหว่างปีคศ. 1998 - 2006) พบว่าคนที่รับประทานช็อกโกแลตในปริมาณเล็กน้อย เป็นประจำ จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจล้มเหลวน้อยกว่าคนทั่วไป และช็อกโกแลตที่พวกเธอทานเป็นช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของโกโก้ในปริมาณที่เข้มข้น   งานวิจัยพบว่า • ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจล้มเหลวลดลงร้อยละ 26 ในกลุ่มที่รับประทานช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้สูงระหว่าง 1 ถึง 3 ครั้งต่อเดือน • ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจล้มเหลวลดลงร้อยละ 32 ในผู้หญิงที่กินช็อกโกแลตดังกล่าว 2 ครั้งต่อสัปดาห์ • ไม่พบว่ามีความเสี่ยงในการเกิดหัวใจล้มเหลวน้อยลง ในผู้หญิงที่รับประทานช็อกโกแลตอย่างน้อยวันละครั้ง ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะแคลอรี่ส่วนเกินที่ได้จากช็อกโกแลตแทนที่จะได้จากอาหารชนิดอื่นนั่นเอง * ปริมาณที่รับประทานต่อครั้งอยู่ที่ 19 – 30 กรัม-----   Dark Chocolate ปริมาณโกโก้ที่แจ้งบนฉลาก (ร้อยละ) ร้อยละของโกโก้ ที่แจ้งในส่วนประกอบสำคัญบนฉลากภาษาไทย (ร้อยละ) ส่วนประกอบของน้ำตาล (ร้อยละ) ราคา (บาท) น้ำหนัก (กรัม) ราคาต่อกรัม (บาท) โกโก้แมส (ร้อยละ) ไขมันโกโก้ (ร้อยละ) โกโก้ผง (ร้อยละ) รวมปริมาณโกโก้ (ร้อยละ) AntiOx Chocolate 70 Dark Chocolate 90 - - 90 - 109 80 0.73 Cavalier Belgian Chocolate Extra Dark 72 41.5 14 13.5 69 22 (มอลทิทอล) 128 85 0.66 HERSHEY’S Special Dark Pure Chocolate 65 57 3 5 65 32 59 50 0.84 Ritter Sport Fine Extra Dark Chocolate 71 60 - - 60 26 74 100 1.35 HERSHEY’S Dark Chocolate ไม่ระบุ 29 17 3 49 42.75 29 40 1.37 Miraco Dark Chocolate ไม่ระบุ 42 5 2 49 40 22 35 1.59 Dove Dark Chocolate ไม่ระบุ 45 2 - 47 46 35 43 1.22 Lindt LINDOR Extra Dark 60 33.19 11.04 - 44.23 30.45 96 100 1.04 Meiji Black Chocolate ไม่ระบุ 33 6 - 39 46 39 45 1.15 Guylian Belgian Chocolates 74 26 11 - 37 35 88 65 0.73 Morinaga DARS ไม่ระบุ 23 5 9 37 30 50 50 1   ไหนๆ ก็ไปเยี่ยมเยียนถึงแผงช็อกโกแลตกันแล้ว ฉลาดซื้อของถือโอกาสนี้สำรวจปริมาณน้ำตาลและโกโก้ในช็อกโกแลตนม/ขนมหวานกลิ่นช็อคโกแลตมาเสียด้วยเลย   • ในบรรดาช็อกแลตนมธรรมดา ที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าช็อกโกแลตดำนั้น บางยี่ห้อมีปริมาณโกโก้อยู่ถึง ร้อยละ 38 (Meiji Milk Chocolate)ส่วนน้ำตาลนั้นก็เป็นไปตามคาด มีตั้งแต่ร้อยละ 23 ถึงร้อยละ 65 โดยขนมหวานที่มีปริมาณน้ำตาลมากที่สุดในกลุ่มที่เราสำรวจมาได้แก่ Mars (ร้อยละ 65) ตามด้วย M&M (ร้อยละ 60) และ Snickers (ร้อยละ 53)   ผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตนม / ขนมหวานกลิ่นช็อกโกแลต (เรียงลำดับตามปริมาณโกโก้) น้ำตาล และส่วนผสมอื่นๆ เช่นกลูโคสไซรัป/แลคโตส (ร้อยละ) ปริมาณโกโก้ (ร้อยละ) น้ำหนัก (กรัม) ราคา (บาท) Meiji Milk Chocolate 43 38 45 38 Morinaga DARS Milk 35 33 50 50 Ghana Milk Chocolate 42.7 32.3 58 45 Toblerone ช็อกโกแลตนมผสมอัลมอนด์นูกัตรสน้ำผึ้ง 48 30 100 85 Dove Milk Chocolate 38 29 43 35 Miraco Mocha Chocolate 41 27 35 22 BOUNTY ขนมหวานโกโก้สอดไส้มะพร้าว 37 26 57 54 Frey Classic ช็อกโกแลตนมผสมลูกเกด เฮเซลนัท และอัลมอนด์ 36.4 25.1 35 25 Cadbury's Twirl ช็อกโกแลตนม ไม่ระบุ 22 39 58 Cadbury's PICNICช็อกโกแลตนมสอดไส้ขนมปังกรอบผสมคาราเมลและข้าวพอง 23 (คาราเมล) 22 46 58 Van Houten Chocolateช็อกโกแลตนมผสมอัลมอนด์ 39.8 22 50 30 Cadbury's TIME OUTช็อกโกแลตสอดไส้เวเฟอร์ ไม่ระบุ 21 40 58 M&M ช็อกโกแลตนมเคลือบน้ำตาลสีต่างๆ 60 20 100 55 Maltesers ขนมช็อกโกแลตสอดไส้รสมอลต์ 43 18 37 30 KitKat Bites ช็อกโกแลตนมสอดไส้เวเฟอร์ 40 16 40 29 Ferrero Rocher ช็อกโกแลตนมผสมเกล็ดเฮเซลนัทสอดไส้ครีมและเฮเซลนัท 33.7 15.9 37.5 40 Alfie double chocoขนมหวานรสช็อกโกแลต 40 13 36 10 Kinder Chocolate ช็อกโกแลตนมสอดไส้ครีมนม 38.3 12.8 50 33 TOY STORY3 Choco Stick ขนมหวานกลิ่นช็อกโกแลต 44.5 10 15 6 Lilo&Stitch Choco Bar ขนมหวานรสช็อกโกแลต 43.5 9 15 8 Milo Choco Bar ขนมหวานรสช็อกโกแลต 36 7 37 19 Alfie ขนมหวานรสช็อกโกแลต 43 7 36 10 Snickers ถั่วลิสงคาราเมลและนูกัตเคลือบช็อกโกแลตนม 53 6 35 24 Pelotty เปล็อตตี้ ขนมหวานรสช็อกโกแลตและรสนม 48 6 6 Choco2tone ขนมหวานกลิ่นช็อกโกแลต 46.96 5.5 16 8 Mars ช็อกโกแลตนมไส้คาราเมลและนูกัต 65 5 36 24   Ethiscore ว่าด้วยคะแนนจริยธรรมของผู้ผลิต  นิตยสาร Ethical Consumer ของอังกฤษ ได้ให้คะแนนจริยธรรมหรือ Ethiscore (จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน) กับผู้ผลิตช็อกโกแลตไว้ดังต่อไปนี้   ผลิตภัณฑ์     คะแนน Lindt Chocolate     11   คะแนนKinder Chocolate     10   คะแนนGuylian Chocolate bars    7   คะแนนMark&Spencer Organic Fairtrade Chocolate   6.5   คะแนนMark&Spencer Chocolate     4.5   คะแนนCadbury’s Dairy Milk Chocolate   4   คะแนนTime Out     4   คะแนนCrunchie      3   คะแนนKraft Chocolate     3   คะแนนToblerone      3   คะแนนTwirl      3   คะแนนBounty      1.5   คะแนนM&M      1.5   คะแนนMaltesers      1.5   คะแนนMars      1.5   คะแนนMilky Way     1.5   คะแนนSnickers      1.5   คะแนนTwix      1.5   คะแนนNestle’s Heaven     1   คะแนน  หมายเหตุ: คะแนนข้างต้นมีการอัพเดทครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 โดยเกณฑ์การให้คะแนนนั้นได้แก่การปฏิบัติตนของผู้ประกอบการในด้านต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม แรงงาน การปฏิบัติต่อสัตว์ การเมือง และความยั่งยืน (เช่น เป็นผลิตภัณฑ์ออกานิก หรือผลิตภัณฑ์ Fairtrade เป็นต้น) ช็อกโกแลตที่ได้คะแนนสูงที่สุดได้แก่ Plamil Fairtrade Organic Chocolate ที่ได้ไปถึง 18 คะแนน

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 141 กระแสต่างแดน

ฮ่องกงกับปัญหา “ห้องกรง” แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่และมีความยอดเยี่ยมในหลายๆ ด้าน แต่ปัญหาที่แก้ไม่ตกของเมืองพื้นที่จำกัดอย่างฮ่องกงเห็นจะหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย การสำรวจครั้งล่าสุดพบว่าประชากรกว่า 80,000 คน (ส่วนใหญ่เป็นคนว่างงาน  คนรายได้น้อย ผู้อพยพ คนพ้นโทษออกจากคุก หรือคนที่สติไม่ดี) อาศัยอยู่ในที่ๆ แทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ที่อยู่อาศัย” ได้เลย “ห้องกรง” หรือ “บ้านกรง” นั้นจะมีพื้นที่ประมาณ 1 เตียงเดี่ยว หรือประมาณ 3 ตารางเมตร ที่ใช้ลูกกรงตาข่ายกั้นห้องแทนผนังทึบ แต่ขอบอกว่าค่าเช่าไม่ถูกเลย เขาจ่ายกันประมาณ 1,400 เหรียญ (5,600 บาท) ต่อเดือน อัตรานี้เพิ่มจาก 1,000 เหรียญเมื่อต้นปี ส่วน “บ้านกล่อง” นั้นก็พอจะอยู่กันได้หลายคนหน่อย ครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกชาย และลูกสาว อาศัยอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางเมตร พวกเด็กๆบอกว่าไม่มีปัญหา เพราะสามารถขึ้นไปกินข้าว ทำการบ้าน หรือเล่นเกมต่างๆ บนหลังคาตึกได้ ครอบครัวนี้ไม่คิดจะขยับขยายไปไหน เพราะค่าเช่า 1,500 เหรียญ (6,000 บาท) ต่อเดือนนั้นเหมาะสมแล้วกับรายได้ 4,000 เหรียญ (16,000 บาท) ของครอบครัว   บ้านกรงและบ้านกล่องเหล่านี้ สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในย่าน ชัม ชุย โป (ที่คนไทยรู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งขายสินค้าแฟชั่นราคาส่งแบบประตูน้ำบ้านเรา) ที่แคบไม่เท่าไร แต่ปัญหาคือ พื้นที่แออัดในตึกสูงเหล่านี้ทำให้การระบายอากาศไม่ดีเท่าที่ควร เขาสำรวจพบว่าร้อยละ 80 ของผู้อยู่อาศัยใน “กล่อง” และร้อยละ 70 ของผู้อยู่อาศัยใน “กรง” นั้น มีอาการของโรคเรื้อรังอย่างใดอย่างหนึ่ง ร้านนี้สตรีเท่านั้น กระทรวงแรงงานของซาอุดิอาระเบียกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการบังคับให้บรรดาร้านเพชร ร้านทอง เปลี่ยนมาจ้างพนักงานที่เป็นสตรีทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เคยออกมาก่อนหน้านั้น ที่ระบุว่าห้างร้านใดๆ ที่ขายสินค้าสำหรับผู้หญิงจะต้องใช้พนักงานที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น แต่ฝ่ายร้านทองพากันออกมาคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่างานลักษณะนี้ผู้หญิงไม่น่าจะเอาอยู่ เพราะร้านเหล่านี้จะมีผู้คนมากมายเบียดเสียดกันตลอดวัน ปะปนกันไปทั้งลูกค้า ทั้งโจรนอกเครื่องแบบ บ้างก็ว่านโยบายนี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการจ้างงาน เนื่องจากทุกวันนี้พนักงานขายในร้านค้าต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นชายหนุ่ม ซึ่งขายกันมาจนมีความเชี่ยวชาญ ถ้าเปลี่ยนเป็นจ้างผู้หญิงแล้ว หนุ่มๆ เหล่านี้จะไปทำอาชีพอะไร  กินได้โล่ งานวิจัยในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ระบุว่า ปริมาณการบริโภคช็อกโกแลตของประชากรนั้นมีส่วนสัมพันธ์กับจำนวนคนที่ได้รับรางวัลโนเบลในประเทศนั้นๆ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีอัตราส่วนของผู้ได้รับรางวัลโนเบลต่อจำนวนประชากรสูงที่สุด นั้นเขากินช็อกโกแลตกันเฉลี่ยคนละ 120 แท่ง (แท่งละ 85 กรัม) หรือ 10.2 กิโลกรัม/ปี  ตามด้วยประเทศสวีเดน และเดนมาร์ก ที่ประชากรมีการบริโภคช็อกโกแลตรองลงมา ส่วนสหรัฐฯ นั้นอยู่ในระดับกลางๆ งานวิจัยระบุว่าถ้าสหรัฐต้องการมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลเพิ่มขึ้น 1 คน ประชากรอเมริกันก็ต้องช่วยกันบริโภคโกโก้เพิ่มขึ้นอีก 125 ล้านกิโลกรัมต่อปี เอริค คอร์เนล แพทย์ชาวอเมริกันที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปีค.ศ. 2001 ให้ความเห็นว่า ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะการบริโภคช็อกโกแลตนั้นสัมพันธ์กับความมั่งคั่งของประเทศ และความมั่งคั่งของประเทศนี้เองที่นำไปสู่การสร้างสรรค์งานวิจัยคุณภาพสูงควรค่าแก่รางวัลโนเบล แต่หมอคอร์เนลย้ำว่า ต้องบริโภคช็อกโกแลตชนิดที่น้ำตาลน้อย (dark chocolate) มันถึงจะมีประโยชน์ต่อสมอง หัวใจ และการควบคุมน้ำหนักตัว พูดง่ายๆ คืออย่าพลาดไปทานขนมรสช็อกโกแลตหวานๆ เข้าทีเดียว เดี๋ยวจะได้ผลในทางตรงกันข้าม นี่คงเป็นนิมิตหมายอันดีของคนทั้งโลก เพราะเดี๋ยวนี้คนเราหันมาบริโภคช็อกโกแลตกันมากขึ้น ทุกๆ วินาที เราชาวโลกจะบริโภคช็อกโกแลตกันประมาณ 95 ตัน ที่ญี่ปุ่น ยอดขายช็อกโกแลตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ในจีนยอดขายก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 แม้แต่ในอินเดียที่คนร้อยละ 50 ไม่เคยลิ้มรสช็อกโกแลต ยอดขายก็ยังเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 แต่คุณทราบหรือไม่ว่าร้อยละ 85 ของตลาดช็อกโกแลตโลก เป็นของบริษัทข้ามชาติเพียง 6 เจ้า ได้แก่ เฮอร์ชีย์  มารส์  ฟิลลิปมอริส เนสเล่  แคดบิวรี่ และเฟอเรโร่   ไม่ร้องก็ต้องลด ฝ่ายรับเรื่องร้องเรียนบริการโทรคมนาคมของออสเตรเลีย ตัดสินใจปลดพนักงานออก เพราะจำนวนเรื่องร้องเรียนลดลงไปจากช่วงต้นปีถึงร้อยละ 20 เนื่องจากองค์กรนี้ได้รับเงินสนับสนุนตามจำนวนเรื่องร้องเรียน รายได้ของหน่วยงานจึงลดลงไปโดยปริยาย พนักงานจำนวนหนึ่งจากทั้งหมด 266 คนจึงต้องออกไปหางานใหม่ เรื่องร้องเรียนอันดับต้นๆ ของที่ออสเตรเลียก็คล้ายๆกับที่บ้านเรา ได้แก่ สัญญาณไม่ดี ค่าบริการที่ไม่เป็นธรรม และการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค ณ จุดขาย รัฐที่มีเรื่องร้องเรียนต่อหัวประชากรมากที่สุด ได้แก่ รัฐวิคตอเรีย ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเฉลี่ย 10.6 เรื่อง ต่อประชากร 1,000 คน  แต่ถ้าดูในระดับเมืองแล้ว เมืองบริสเบนของรัฐควีนส์แลนด์ มีเรื่องร้องเรียนมากที่สุดถึง 15.6 เรื่อง ต่อประชากร 1,000 คน   ที่น่าสังเกตคือ แม้ว่าปีนี้จะมีเรื่องร้องเรียนโดยรวมลดลงจากปีก่อน แต่เรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือกลับเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 10 สืบเนื่องจากจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง   แม้ว่าจะมีคนหลายหมื่นที่ยังมีเรื่องอยากร้องเรียน แต่องค์กรนี้เขายังยืนยันจะลดจำนวนพนักงาน โดยให้เหตุผลว่าข้อบังคับใหม่ที่ออกมาควบคุมการให้บริการโทรคมนาคมให้เป็นมิตรต่อผู้บริโภคมากขึ้นนั้น คงจะทำให้เรื่องร้องเรียนลดลงไปกว่าเดิม   ของถูก เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่เมืองการาจี เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็นอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในปากีสถานที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 250 ราย   ข่าวนี้ทำให้เกิดคำถามมากมาย ตั้งแต่มาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการ การคอรัปชั่นในรัฐบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ โรงงานดังกล่าว มีคนทำงานอยู่ 500 คน (รวมผู้หญิง 50 คน) ในขณะเกิดเหตุ (หลังหกโมงเย็น) สาเหตุของไฟไหม้ยังไม่ชัดเจน แต่ที่ชัดคือ โรงงานซึ่งเป็นตึกสองชั้นที่เก็บสต๊อกสีย้อมและผ้าฝ้ายไว้ในตัวอาคารนั้น มีทางออกเพียงทางเดียว และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ทางหนีไฟ” ไฟไหม้ในเอเชียแต่ร้อนกันไปถึงยุโรป เมื่อสื่อมวลชนออกมาเปิดเผยว่าโรงงานดังกล่าวคือโรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าให้กับห้างค้าปลีกสัญชาติเยอรมันที่เน้นสินค้าประเภทเสื้อผ้าราคาประหยัดยี่ห้อ KiK นั่นเอง จึงเกิดเสียงวิพากษ์กันหนาหูว่านักธุรกิจเยอรมันไม่ได้ใส่ใจกับสภาพการทำงานของคนที่ทำงานในโรงงาน เท่าที่ควร KiK แสดงความรับผิดชอบด้วยการมอบเงิน 500,000 เหรียญ ให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่องค์กรพัฒนาเอกชน Sudwind เขาออกมาเรียกร้องให้บริษัทมีมาตรการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่านั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องดูแลผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุไฟไหม้แต่ไม่มีงานทำหรือไม่สามารถทำงานได้ด้วยเช่นกัน ข่าวบอกว่าการณรงค์เรื่องความรับผิดชอบต่อสภาพการทำงานในโรงงานผลิตนี้ ยังไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไร เพราะกฎหมายเยอรมันยังไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบการตรวจสอบสภาพการทำงานในบริษัทที่รับจ้างผลิต ที่ตั้งอยู่ในประเทศอื่น ที่ผ่านมานั้นเป็นการทำตามความสมัครใจมากกว่า แต่เรื่องนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว เพราะขณะนี้คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพิจารณาออกข้อบังคับให้บริษัทต่างๆ เปิดเผยข้อมูลว่าสินค้าของตัวเองนั้นผ่านกระบวนการผลิตอย่างไร โดยใคร ที่ไหน ในสภาพการทำงานเช่นใด เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 133 กระแสต่างแดน

  เที่ยวบินขาขึ้น สายการบินที่ดำเนินงานโดยรัฐบาลแล้วยังอยู่ดีมีแฮงนั้นยังพอมีอยู่ในโลก สายการบินโบลิเวียนา ของรัฐบาลประเทศโบลิเวีย เป็นหนึ่งในนั้น ถ้ายังจำกันได้สายการบินอาลิตาเลีย (Alitalia) ของอิตาลี ถูกขายให้กับเอกชนไปในปี 2551 ตามด้วยสายการบินโอลิมปิก (Olympic) ในปีต่อมา หรือแม้แต่สายการบินแห่งชาติของอาร์เจนตินา ก็ต้องได้รับการต่อลมหายใจด้วยเงินภาษีกว่า 23,000 ล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว โบลิเวียนา นั้นนอกจากจะไม่ขาดทุนแล้วยังกลายเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 50 ของเที่ยวบินในประเทศ เบียดสายการบินเอกชน ไอโรซูร์ (Aerosur) ที่เคยผูกขาดบริการนี้ตกเวทีไปเลย โบลีเวียนาแทรกเข้ามาขอส่วนแบ่งตลาดที่มีลูกค้าประมาณ 1.5 ล้านคนได้เพราะเมื่อ 5 ปีก่อน สายการบิน Lloyd Aereo Boliviano (ซึ่งเป็นของรัฐบาลเช่นกัน) ปิดตัวไปเพราะล้มละลายและไม่มีเอกชนสนใจเข้ามาซื้อกิจการไปทำต่อ ด้วยเงินตั้งต้น 800 ล้านบาท โบลิเวียนาเปิดตัวด้วยโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 และยึดนโยบายขายตั๋วถูกมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังประกาศยกเลิกที่นั่งเฟิร์สทคลาสเพื่อขายตั๋วในราคาเดียวกันหมดทุกที่นั่ง เพื่อให้ตรงกับคอนเซ็ปท์ “ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน” ที่ประธานาธิบดี อีโว โมราเลสเคยประกาศไว้ ตัวอย่างเช่น ตั๋วไปกลับระหว่างเมืองลาปาซกับเมืองซานตาครูส ของสายการบินไอโรซูร์อยู่ที่ 7,500 บาท ในขณะที่โบลิเวียนาขายเพียง 5,800 บาทเท่านั้น  แต่เดี๋ยวก่อน เด็กและผู้สูงอายุยังมีสิทธิได้รับส่วนลดเพิ่มอีก ใจป้ำขนาดนี้เลยขาดทุนไป 185 ล้านบาทในปีแรก แต่ปีต่อมาทำกำไรได้ 123 ล้านบาท (หลังหักภาษีเข้ารัฐไปแล้วกว่า 1,000 ล้าน) โบลิเวียนากำลังเพิ่มเส้นทางการบินและซื้อเครื่องบินเพิ่มอีก 6 ลำ เอาไว้รองรับผู้โดยสารที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกขณะ(สถิติระบุว่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา จำนวนชาวโบลิเวียที่เดินทางด้วยเครื่องบินเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35) ก็ใครจะไม่อยากบินล่ะ ... ทั้งถูก ทั้งทั่วถึงขนาดนี้ ...   “วัดแห่งนี้สีเขียว” นี่ไม่ใช่ป้ายสติ๊กเกอร์ติดหน้าวัด แต่เป็นคำอธิบายกิจกรรมรักษ์โลกที่เกิดขึ้น ณ วัดฮินดูแห่งหนึ่ง ในเมืองทีรุมาลา รัฐอันตระประเทศของอินเดีย วัดทีรุปาตีแห่งนี้ ติดอันดับท็อปเท็นของวัดที่รวยที่สุดในแดนภารตะ ด้วยรายได้ 10,000 ล้านบาทต่อปี ที่มาจากการบริจาคโดยญาติโยมชาวฮินดู ที่มาสักการะองค์เทพเวงกเฏศวร(อวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์) ประมาณวันละ 50,000 ถึง 100,000 คนนั่นเอง ที่นี่จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรณรงค์เรื่องการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ในประเทศที่มีความต้องการพลังงานสูงมากอย่างอินเดีย ที่ร้อยละ 45 ของรายได้จากการส่งออกสินค้า ต้องถูกนำไปใช้จ่ายเพื่อการนำเข้าพลังงาน โรงครัวหลังมหึมาที่วัดนี้เปิดบริการอาหารฟรี 24 ชั่วโมง โดยใช้พลังงานที่ส่งลงมาจากแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาตึก ในแต่ละวัน “พลังเบื้องบน” นี้สามารถผลิตไอน้ำอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ได้ถึง 4,000 กิโลกรัม จึงช่วยทำให้การหุงข้าวและต้มถั่วประมาณ 50 ตันต่อวัน เป็นไปอย่างรวดเร็วและประหยัด เขาประเมินคร่าวๆ ว่าสามารถประหยัดการใช้น้ำมันดีเซลไปถึง 500 ลิตรต่อวัน เมื่อวัดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากครัวของตัวเองได้ 1,350 กิโลกรัม จึงนำโควตาดังกล่าวไปขายให้กับรัฐบาลประเทศเยอรมนี มีรายได้เข้าวัดอีกมิใช่น้อย ส่วนพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในวัดนั้น ส่วนหนึ่งมาจากกังหันลมที่บริษัทซูสลอน ของอินเดีย และเอ็นเนอคอน ของเดนมาร์ก ได้ร่วมกันบริจาคตั้งต้นไว้ ทางวัดบอกว่าการใช้วิธีสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนี้ น่าจะได้ผลดีกว่าการโฆษณาหรือการรณรงค์ของรัฐบาลด้วยซ้ำไป ญาติโยมท่านใดสนใจจะทำทานในรูปแบบของพลังงานหมุนเวียน ก็ซื้อกังหันลมไปบริจาคให้กับทางวัดได้ เขาจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้ฟาร์มกังหันลมข้างๆ วัด (ลืมบอกไปว่าวัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขา) ยังว่างอยู่อีกเยอะ ทำบุญกันมากๆ ก็ช่วยให้โลกเย็นได้นะพี่น้อง   ถ้ารู้ (กู) พกไปนานแล้ว คอกาแฟไต้หวันคงฉุนไปตามๆ กัน ถ้ามารู้ทีหลังว่า ความจริงแล้วตนเองควรจะต้องได้ส่วนลดถ้านำถ้วยพลาสติกที่เคยได้จากทางร้าน กลับมาซื้อเครื่องดื่มที่ร้านนั้นอีกครั้ง เรื่องนี้มีผลสำรวจยืนยัน องค์กรผู้บริโภคของไต้หวันพบว่า ร้อยละ 14 ของบรรดาร้านแฟรนไชส์เครื่องดื่มเหล่านี้ ไม่ได้ติดประกาศแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่พวกเขาจะได้ ทั้งๆ ที่อ้างว่าตนเองมีนโยบายส่งเสริมการนำถ้วยกาแฟกลับมาใช้ซ้ำ ข่าวบอกว่าในไต้หวัน มีแก้วพลาสติกถูกทิ้ง (ทั้งๆ ที่ยังใช้ได้) ถึงปีละ 1,500 ล้านแก้ว รัฐบาลจึงออกเป็นกฎหมายว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2554 เป็นต้นไป ร้านฟาสต์ฟู้ด ร้านสะดวกซื้อ และร้านขายเครื่องดื่มทั้งหลายจะต้องให้ส่วนลดกับลูกค้าที่นำแก้วของทางร้านกลับมาซื้อเครื่องดื่มอีก หรือไม่เช่นนั้นก็จ่ายเงิน 1 หรือ 2 เหรียญไต้หวันให้กับลูกค้าที่นำแก้วกลับมาคืนให้ทางร้าน และที่สำคัญ จะต้องติดประกาศแจ้งให้ลูกค้าทราบด้วย กฎหมายกำหนดบทลงโทษไว้ว่าร้านไหนไม่ทำตาม จะมีโทษปรับ 60,000 – 300,000 ดอลล่าร์ไต้หวันแต่ข่าวไม่ได้บอกว่าบรรดาร้านเหล่านั้นโดนปรับกันไปคนละเท่าไร ซื้อสร้างสุข สมาชิกฉลาดซื้อหลายคนคงจะเลือกซื้อช็อกโกแลต โดยอ้างอิงคะแนนความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลตที่เราเคยลงไว้ในเล่มกุมภาพันธ์เมื่อปีที่แล้ว หลายคนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อช็อกโกแลตที่ได้รับการรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ออกานิก หรือแฟร์เทรด ซึ่งเราขอบอกว่าคุณทำถูกแล้ว ผลผลิตโกโก้ในตลาดโลก 3 ล้านตันต่อปีนั้น มาจากแรงงานของเกษตรกร 6 ล้านคน ที่มีรายได้เฉลี่ยวันละไม่ถึง 100 บาท ในขณะที่ราคาโกโก้นั้นไม่ต่ำกว่า 700 บาทต่อกิโลกรัม ในไร่โกโก้นั้น มีแรงงานเด็กอยู่ประมาณ 200,000 คน ในกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อย ที่ไม่มีรายได้ใดๆ เพราะถูกซื้อขาดมาจากครอบครัวแล้ว จากการสำรวจพบว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของเด็กๆ ที่ทำงานในไร่โกโก้ในไอโวรี่ โคสต์ (ผู้ผลิตโกโก้อันดับหนึ่งของโลก) ถูกใช้งานให้แบกน้ำหนักเกินตัว ส่วนที่ประเทศกาน่า (อันดับสอง) นั้นเกือบร้อยละ 50 ของเด็กๆ ในฟาร์มโกโก้ต้องทำงานที่เสี่ยงอันตราย ที่สำคัญ 1 ใน 4 ของเด็กเหล่านี้ทำงานโดยไม่ได้สวมอุปกรณ์ใดๆ เพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมีเลยด้วย การเลือกสนับสนุนช็อกโกแลต ออกานิก หรือแฟร์เทรด นั้นจะช่วยให้ผู้ผลิตหันมาให้ความใส่ใจดูแล เลือกซื้อเฉพาะเมล็ดโกโก้จากไร่ที่ไม่เอาเปรียบแรงงาน ไม่ใช่สารเคมี และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นด้วย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 99 กระแสต่างแดน

กระแสต่างแดน 99 ศศิวรรณ ปริญญาตร เทคโนโลยีใหม่ ขายตรงถึงใจ จิตใจมนุษย์เรานั้นอาจจะไม่ได้ยากแท้หยั่งถึงอีกต่อไป เมื่อนักวิจัยหันมาใช้เทคโนโลยีที่สามารถบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสมองของเราบ้างสิ่งที่ผู้บริโภคอย่างเราฟังแล้วต้องหนาวคือ บริษัทผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ๆ และบริษัทผู้ประกอบการอาหารฟาสต์ฟู้ด ได้หันมาซื้อบริการอ่านใจลูกค้าผ่านสมองกันแล้วนักวิจัยอ้างว่าวิธีดังกล่าวได้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือกว่าการทำโฟกัสกรุ๊ปหลายเท่า เพราะโดยมากแล้วคนเราไม่ค่อยรู้ถึงความรู้สึกของตนเอง หรือถึงจะรู้ก็อาจไม่กล้ายอมรับด้วยเหตุผลต่างๆ นานา จากสถิติที่มีการบันทึกไว้ปรากฏว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในตลาดจะต้องปิดตัวไปภายในระยะเวลาหนึ่งปี ทั้งๆที่สินค้าหรือบริการเหล่านี้ผ่านการทำโฟกัสกรุ๊ปกับผู้บริโภคมาแล้วทั้งสิ้นว่ากันว่าการตัดสินใจของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่เรากระทำไปโดยไม่รู้ตัว คงไม่มีใครคิดว่าคำเตือนที่อยู่บนซองบุหรี่นั้นเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนอยากสูบบุหรี่มากขึ้น แต่นี่คือเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์พบจากการแสกนสมอง ที่พบว่า ความอยากบุหรี่ของคนเราถูกกระตุ้นโดยคำเตือนดังกล่าวเรียกว่าอีกหน่อยอาจจะไม่ต้องมีการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกันแล้ว ไม่ว่านักการตลาดจะอยากรู้ว่าเราคิดอย่างไร หรือต้องการอะไร เขาก็จะสามารถสื่อสารกับสมองของเราโดยตรงได้เลย และเทคโนโลยีที่สามารถทำให้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองเราจากระยะไกลก็มีแล้วด้วย เช่น แทนที่ผู้ประกอบการร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดกำลังค้นหาวิธีที่จะหลอกล่อสมองเราให้คิดไปว่าอาหารของตนนั้นดีต่อสุขภาพ โดยไม่ต้องพัฒนาสูตรอาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นให้เป็นการเพิ่มต้นทุนแต่อย่างใด เช่นอาจจะเป็นการปล่อยกลิ่นอาหารชนิดหนึ่งออกมาในร้าน ที่ทำให้สมองของเราเกิดความรู้สึกในเชิงบวก เป็นต้น วิทยาศาสตร์กำลังบอกเราว่า สมองของคนเรานั้นยังไม่สามารถวิวัฒนาการมาได้ทันกับความซับซ้อนของระบบการตลาดในปัจจุบันด้วยเช่นกัน หลอดน่ะ ประหยัดไฟ แต่ไม่ประหยัดคน ข่าวดี กลุ่มประเทศยุโรปประกาศว่าจะเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบประหยัดพลังงานทั้งหมดภายในอีก 3 ปีข้างหน้าเพราะมันสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละ 5 ล้านตัน เอ…แต่ว่า หลอดไฟจำนวนมหาศาลที่จะต้องจัดหามาเพื่องานนี้ จะมาจากที่ไหนได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่ประเทศจีน ซึ่งมีทั้งโรงงานแบบที่มีมาตรฐานการผลิตไม่แพ้โรงงานในยุโรปและโรงงานนรกที่เปิดตัวขึ้นมากมายเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจำนวนมากมายดังกล่าวนั้น การผลิตหลอดประหยัดไฟก็ทำให้เกิดผลเสียต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมไม่น้อย เพราะใช้สารปรอทเป็นตัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่จะทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น ซึ่งเรารู้กันดีว่าเป็นสารที่อันตรายต่อระบบประสาท ปอด และไต แม้แต่ทางยุโรปเองก็เตือนผู้บริโภคว่า ถ้าทำหลอดชนิดนี้แตกเมื่อไหร่ให้รีบออกไปจากห้องดังกล่าวและอย่ากลับเข้ามาก่อน 15 นาทีเป็นอันขาด ก็น่าคิดว่าแล้วคนที่ต้องทำงานอยู่กับมันทั้งวันจะเป็นอย่างไรกันบ้างจากการตรวจสุขภาพคนงานในโรงงานที่ไม่ผ่านมาตรฐานการผลิต พบว่าคนงานเกือบทั้งหมดที่มารับการตรวจร่างกายมีปรอทในร่างกายเกินระดับมาตรฐาน (มีอยู่คนหนึ่งที่มีปรอทในร่างกายเกินไปถึง 150 เท่า) ในกรณีของเมืองอันยาง พบว่า ร้อยละ 35 ของคนงานในเมืองนี้มีอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากสารปรอทและที่สำคัญปรอทจากโรงงานก็ไหลลงสู่แหล่งน้ำของเมืองด้วยปรอทส่วนใหญ่มาจากเหมืองในเมืองกุ้ยโจว ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่นี่มีการทำเหมืองปรอทกันอย่างต่อเนื่องมาหลายร้อยปีตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงแล้ว ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนได้สั่งปิดไปเนื่องจากราคาปรอทในตลาดโลกลดต่ำลง ในขณะที่แม่น้ำ ไร่นาได้รับความเสียหาย และประชากรมีอาการเจ็บป่วยมากขึ้น แต่ด้วยความต้องการอันล้นหลามจากยุโรป เหมืองเหล่านี้จึงถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้ง ภาษีช็อกโกแลต ไม่นานมานี้มีคุณหมอและนักโภชนาการชาวสก็อตแลนด์คนหนึ่งออกมาเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีช็อกโกแลต เพื่อที่คนจะได้กินมันให้น้อยลง คุณหมอเดวิด วอล์กเกอร์ บอกว่าขณะนี้ 1 ใน 4 ของคนสก็อตเป็นโรคอ้วน และอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสาเหตุจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากขนมหวานรสช็อกโกแลตที่มีขายอย่างดาษดื่นนั่นเองขนมหวานถุงหนึ่ง (225 กรัม) มีพลังงานสูงถึง 1,200 แคลอรี่ (ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของปริมาณแคลอรี่ที่เราควรได้รับในแต่ละวัน และเราจะต้องเดินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงจึงจะเผาผลาญมันได้หมด)คุณหมอจึงเสนอให้มีการเก็บภาษีช็อกโกแลตมันเสียเลย แล้วเอาเงินที่ได้มาทำนุบำรุงกิจกรรมกีฬาสร้างเสริมสุขภาพกันดีกว่า แต่ในที่ประชุมนั้นมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวมากกว่า ข้อเสนอนี้จึงตกไปแต่ที่น่าสนใจมากอีกอย่างหนึ่งก็คือสิ่งที่เจ้าของร้านช็อกโกแลตแห่งหนึ่งออกมาคัดค้าน เธอบอกว่าความจริงแล้ว ถ้าเป็นช็อกโกแลตแท้ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกินเข้าไปมาก พูดง่ายๆ ว่าของแท้นั้นแม้จะกินเพียงเล็กน้อยแต่สามารถให้ความรู้สึกเป็นสุขได้นานกว่า เธอจึงอยากให้ผู้บริโภคได้รับรู้และแยกแยะให้ออกระหว่างช็อกโกแลตจริงๆ กับขนมหวานที่แอบอ้างเรียกตนเองว่า ช็อกโกแลตไปด้วย เพราะอย่างแรกนั้นเป็นสินค้าที่ทำให้เกิดการพัฒนาชุมชน และสร้างรายได้อย่างเป็นธรรมให้กับเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดโกโก้ในประเทศกำลังพัฒนาแต่อาจมีราคาค่อนข้างแพงกว่าเพราะไม่ได้ผลิตโดยโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากๆการคิดภาษี (เพิ่มไปจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้บริโภคจ่ายอยู่แล้ว) จะทำให้ช็อกโกแลตดีๆ ยิ่งมีราคาแพงขึ้นไปอีก ทำให้คนที่รายได้น้อยแต่ใจรักช็อกโกแลตไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ต้องหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่าซึ่งก็คือขนมหวานรสช็อกโกแลตที่ว่าเม็กซิโก ครองตำแหน่งประเทศที่มีประชากรที่เป็นโรคอ้วนมากที่สุดในโลกรองจากสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่มีปริมาณการบริโภคช็อกโกแลตเพียง 500 กรัมต่อคนต่อปี แต่ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีอันดับประชากรเป็นโรคอ้วนมากเป็นอันดับที่ 28 นั้นมีการบริโภคช็อกโกแลตถึงปีละ 11 กิโลกรัมต่อปีเลยทีเดียว ชุมชนคนไม่ใช้รถประเทศเยอรมนีนั้นเป็นบ้านเกิดของทั้งรถยนต์และถนนคุณภาพ แต่ที่ชุมชน Vauban ในเมือง Freiburg ใกล้กับพรมแดนสวิสและฝรั่งเศสนั้นกำลังเป็นชุมชนนำร่องที่ทดลองการใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวชุมชนที่อยู่ห่างตัวเมืองออกมา 4 กิโลเมตรนี้ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2549 ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการวางผังเมืองอย่างฉลาด เพื่อเป็นชุมชนตัวอย่างที่ทำให้ใครๆ ได้เห็นว่าคุณภาพชีวิตแบบคนเมืองนั้นเป็นไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพารถส่วนตัวร้อยละ 70 ของผู้อยู่อาศัยที่นี่ไม่มีรถใช้ และร้อยละ 57 ยอมขายรถที่ตนเองมีอยู่ก่อนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนนี้ ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่ได้ห้ามไม่ให้มีรถนะ เพียงแต่คุณต้องนำรถไปจอดในเขตนอกชุมชนในที่จอดที่ค่อนข้างจำกัดและมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยชุมชนที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 1 ตารางไมล์นี้มีประชากรประมาณ 5,500 คน พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นค่ายทหารของนาซีซึ่งไม่เคยออกแบบเพื่อการใช้รถส่วนตัวอยู่แล้ว และเพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่และพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่อยู่อาศัยจึงเป็นตึกขนาด 4 -5 ชั้น (ไม่มีบ้านเดี่ยว) ขนาบเส้นทางวิ่งของรถราง เพื่อให้ทุกคนสามารถเดินออกจากอาคารที่พักมาขึ้นรถเข้าไปยังตัวเมือง Freiburg ได้โดยสะดวกน่าอยู่ไหมล่ะ หมูตัวเดียวข่าวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มีคนเริ่มต้นเรียกมันว่า “โรคหวัดหมู” นั้นทำให้อัฟกานิสถานต้องกักบริเวณหมูที่มีอยู่เพียงตัวเดียวทั้งประเทศเอาไว้คุณอาจสงสัยถึงที่มาที่ไปของเจ้าหมูตัวดังกล่าวว่ามาทำอะไรอยู่ในประเทศมุสลิมแห่งนี้ ที่ผลิตภัณฑ์จากหมูถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เฉลยให้ก็ได้ว่าเป็นของขวัญที่ประเทศจีนมอบให้กับสวนสัตว์ของอัฟกานิสถาน เจ้าหมูน้อยตัวดังกล่าวซึ่งปกติเป็นของแปลกประจำสวนสัตว์ ต้องถูกพรากจากเพื่อนกวางและแพะที่อยู่ในคอกเดียวกัน ออกมาอยู่ในห้องขังเดี่ยวเพราะผู้ที่มาเยี่ยมชมสวนสัตว์กลัวว่ามันจะแพร่เชื้อหวัดสายพันธุ์อันตรายมาให้ แต่จะว่าไปหมูตัวนี้ถือว่ายังโชคดีอยู่ เพราะที่ผ่านมาสัตว์ที่พักอาศัยอยู่ที่สวนสัตว์แห่งนี้เคยผ่านเรื่องที่หนักหนาสาหัสกว่านี้มาแล้ว เช่นในช่วงที่เกิดสงครามนั้นทั้งบรรดาเก้ง กวางหรือกระต่าย ก็ถูกพวกนับรบมูจาฮิดีนที่เข้ามายึดสวนสัตว์สำเร็จโทษด้วยการกินเป็นอาหารประทังความหิว ส่วนเจ้าสิงโตมาร์จัน ดาวเด่นประจำสวนสัตว์ในขณะนั้นก็เผลอตัวไปเขมือบนักรบคนหนึ่งที่แอบปีนเข้ามาในกรงเข้า เลยทำให้ญาติผู้พี่ของนักรบคนดังกล่าวกลับมาล้างแค้นด้วยการเอาระเบิดมาขว้างใส่กรง ทำให้เจ้ามาร์จันต้องกลายเป็นสิงโตตาบอดฟันหลอไป เอ่อ…เป็นหมูตัวเดียวในประเทศมุสลิมก็ดีไปอย่างเนอะ

อ่านเพิ่มเติม >