ฉบับที่ 280 วิเคราะห์ยาปฏิชีวนะในเนื้อหมู

        กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยในปี 2565 ว่าในประเทศไทย มีผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพปีละมากกว่า 1 แสนราย และเสียชีวิตมากกว่า 3 หมื่นราย สูญเสียทรัพยากรจากการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทหรือประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)         เชื้อดื้อยา ไม่แค่เพียงเป็นสาเหตุให้เกิดเสียชีวิตเพียงเท่านั้น แต่ทั้งนี้ยังสร้างความเสียหายทางด้านสาธารณสุขทียาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาได้ ทำให้ต้องพัฒนายาปฏิชีวนะตัวใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งสูญเสียบุคลากรของชาติ และรัฐบาลต้องทุ่มงบเพื่อนำยาที่มีราคาแพงขึ้น มารักษาคนในประเทศแทนที่จะสามารถนำเงินดังกล่าว ไปพัฒนาส่วนอื่นๆ ของประเทศได้ และทราบหรือไม่ว่า การใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาเชื้อดื้อยา         ดังนั้นที่ผ่านมานิตยสารฉลาดซื้อจึงสุ่มสำรวจการตกค้างของยาปฏิชีวนะในอาหารโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่นำมาประกอบอาหารไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เครื่องในไก่ ปลา กุ้ง หรือแม้แต่น้ำส้มคั้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังภัยให้กับผู้บริโภค ในปีนี้เรามีเครือข่ายพันธมิตรที่ร่วมกันทำงานในการเฝ้าระวังสินค้าและบริการ ที่เกี่ยวกับการตกค้างของสารปนเปื้อนในอาหาร คือ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ที่ติดตามปัญหาการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในผักและผลไม้มาอย่างต่อเนื่อง  ปี 2567 นี้ไทยแพนมีแผนเฝ้าระวังปัญหาภัยการตกค้างของสารเคมีมากขึ้น จึงขยายงานไปสู่การตกค้างของยาปฏิชีวนะในเนื้อหมู โดยร่วมกันทำงานกับนิตยสารฉลาดซื้อและศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) เก็บตัวอย่างอย่างไร         ไทยแพนร่วมกันทำงานกับเครือข่ายทั่วประเทศ สำรวจและเก็บตัวอย่างเนื้อหมู รวมจำนวน 30 ตัวอย่าง ใน 22 จังหวัด ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 15-25 เมษายน 2567 จาก 3 แหล่ง ได้แก่ ตลาด โมเดิร์นเทรด และฟาร์มช็อป สรุปผลทดสอบ         ผลการเฝ้าระวังยาปฏิชีวนะพบว่า มี 4 กลุ่มตกค้างจาก 5 แหล่งจำหน่าย ได้แก่         1.ร้านค้าห้องแถว สาขากาดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่         2.ตลาดนครปฐม จ.นครปฐม         3.Lotus’s ศาลายา จ.นครปฐม         4.ตลาดริมทางรถไฟ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ         5.Farmesh จ.นครศรีธรรมราช ทั้ง 5 ตัวอย่างพบว่ามีสาร Florfenicol ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ไม่ควรมีการตกค้างในเนื้อสัตว์และเข้าข่ายเป็นอาหารผิดมาตรฐาน ตาม พ.ร.บ.อาหาร 2522 และไม่เหมาะสมที่จะใช้ในการประกอบอาหารตามประกาศของกรมปศุสัตว์ ปี 2559 การเคลื่อนไหวหลังทราบผลทดสอบ         27 พ.ค. 2567 Thai-PAN ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมปศุสัตว์ สำนักคณะกรรมการอาหารและยา  และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อหารือเรื่องของผลและการแปลผล จนถึงแนวทางในการจัดการในประเด็นดังกล่าว ในที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าตัวยา Florfenicol ต้องไม่พบตกค้างในเนื้อสัตว์ตามข้อกฎหมายกำหนด และมีข้อสรุปและข้อเรียกร้องของ Thai-PAN  ดังนี้         1. ผลสรุป เนื้อหมูทั้ง 5 ตัวอย่างที่ผิดมาตรฐาน และผิดกฎหมาย ต้องมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องการตรวจสอบย้อนกลับและแถลงต่อสาธารณชน         2. ข้อเรียกร้องต่อผู้จำหน่ายเนื้อหมูขนาดใหญ่ทั้ง 5 แหล่งที่ตรวจพบยาปฏิชีวนะเกินมาตรฐานในเนื้อหมูแถลงต่อสาธารณชนถึงผลดังกล่าว        3. ข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในการสร้างความเข้าใจและความรู้ต่อสังคมเรื่องยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์ โดยชี้ให้เห็นประเภทของยา ข้อดี ข้อเสีย นอกจากนี้ควรดำเนินการดังกล่าวเพื่อบรรลุเป้าแผน MR ในระดับชาติ ฉบับที่ 2  ซึ่งพูดถึงการลดการใช้ยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์ลง 50% เมื่อเทียบกับปี 2564 ให้ได้         4. ข้อเสนอให้มีมาตรการเฝ้าระวัง มีกลไกแจ้งเตือนภัยอย่างเร่งด่วน โดยให้ผู้บริโภคสามารถดำเนินการอย่างมีส่วนร่วม         30 พ.ค 2567 แถลงข่าว “จากข้าว ผัก ผลไม้ ปนเปื้อนสารพิษ สู่ยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อหมู ผลการตรวจวิเคราะห์และความเสี่ยงต่อผู้บริโภค” ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) (https://www.facebook.com/share/p/Aes74s9gn1GHVz5q/ ) ......................................  ข้อเสนอแนะของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค        1. ผู้บริโภคต้องมีส่วนในการเรียกร้องที่จะไม่รับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเพื่อให้เกิดการตรวจสอบแหล่งที่มี รวมถึงคนที่ทำงานเกี่ยวกับอาหารสื่อสารสังคมต้องตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของอาหารด้วย         2.ผู้ประกอบการ ซึ่งตลาดอาหารนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากเกือบ 5 แสนล้านบาท แบรนด์อาหารดังๆ ควรสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นเรื่องอาหารปลอดภัยไร้การปนเปื้อนยาปฏิชีวนะ ควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจน “ไม่รับซื้อเนื้อสัตว์ที่มีการตกค้างของยาปฏิชีวนะ” เพื่อแสดงความจริงใจต่อการเลือกสรรวัตถุดิบที่ปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังจะเป็นผลดีต่อการลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในกระบวนการเลี้ยงสัตว์         3.ผู้จัดหาและให้บริการเนื้อสัตว์ ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสดที่มีศักยภาพสูง ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ที่นำมาจำหน่าย ด้วยการจัดทำมาตรฐานและแนวปฏิบัติเพื่อการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า รวมไปถึงส่วนประกอบของสินค้าหรือระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และกำกับให้ซัพพลายเออร์ต้องแสดงหลักฐานว่าสินค้าปลอดการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ เพื่อยุติการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมในฟาร์ม          4.ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรได้ทำการเฝ้าระวังตรวจการตกค้างของยาปฏิชีวนะในฟาร์ม โรงเชือด ร้านค้าและแจ้งผลการเฝ้าระวังให้ประชาชนทราบอย่างสม่ำเสมอ ผ่านระบบฐานข้อมูลที่เข้าถึงง่าย รวมทั้งเปิดรับข้อมูลจากผู้ใช้งานที่ต้องการแจ้งเบาะแสเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมในฟาร์ม  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 280 ระวังถูกหลอกผ่อนทองรายวัน

        มิจฉาชีพมาในหลายรูปแบบ ปีนี้ราคาทองพุ่งกระฉูดจึงเป็นช่องทางให้เกิดการหลอกลวงที่ว่า สามารถผ่อนทองเป็นรายวันได้ โดยครั้งแรกๆ อาจสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย แต่ต่อมาอาจมีการล่อหลอกให้ซื้อใหม่ โดยชักชวนให้ส่งเงินมาก่อน แต่จะยังไม่ส่งทองคำให้และฉวยโอกาส รวบรัดเชิดเงินไปเลย         ผู้ร้องส่งจดหมายมาร้องเรียนว่า ตนเองกับลูกสาวเป็นแม่ค้าขายของอยู่ในตลาดสดแห่งหนึ่ง ต่อมามีการแนะนำจากเพื่อนแม่ค้าด้วยกันว่า สามารถซื้อทองคำและผ่อนเป็นรายวันกับบริษัท G (นามสมมติ) ได้ เพียงแต่ต้องมีการค้ำประกันไขว้กัน กล่าวคือมีผู้ซื้อสองคน (จะได้ทองคำคนละเส้น) ผู้ซื้อแต่ละคนจะได้ทองคำไป ณ วันทำสัญญา และผ่อนเป็นรายวันตามจำนวนงวดที่ตกลงกับทางบริษัทฯ โดยหากว่าผู้ซื้อคนหนึ่งคนใดไม่สามารถส่งเงินในแต่ละวันได้ ผู้ค้ำต้องเป็นผู้ผ่อนส่งแทน         ผู้ร้องเห็นว่า ตนเองสามารถผ่อนทองคำในราคารายวันได้ จึงร่วมกับลูกสาวตกลงทำสัญญากับบริษัท โดยต่างซื้อทองคำคนละ 7.6 กรัม (สร้อยคอทองคำหนักสองสลึง) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาทองคำวันที่ทำสัญญาคือ บาทละ 34,500 สำหรับราคาทองคำที่ตกลงทำสัญญาคือ 24,947.71 บาท โดยเงื่อนไขคือการผ่อนชำระวันละ 320 บาท จำนวน 75 งวด ซึ่งวันที่ทำสัญญาต้องจ่ายล่วงหน้าก่อนเป็นเงิน 1650 บาทและค่าประกันอีก 690 บาท ซึ่งทั้งสองสามารถผ่อนชำระได้เป็นปกติ และทองคำก็ได้มาในวันที่ทำสัญญา         ต่อมาเมื่อผ่อนไปได้สักระยะ ทางพนักงานของบริษัทฯ ซึ่งเป็นคนดูแลเรื่องการผ่อนชำระของตนกับลูกสาวและแม่ค้าอื่นๆ ในตลาด บอกว่า สำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระจนเหลือเวลาอีกเพียง 35 งวด จะสามารถทำสัญญาซื้อขายใหม่ได้ ซึ่งผู้ร้องและลูกสาวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ จึงตกลงทำสัญญาซื้อขายเพิ่มอีกฉบับ เรียกว่าสองรอบนี้ผ่านไปด้วยดี         สัญญาฉบับแรกจบ สัญญาฉบับสองเข้าสู่ระยะที่จะสามารถทำสัญญาฉบับสามได้ แต่คราวนี้เมื่อทำสัญญาฉบับสามกลับไม่ได้ทองมาก่อน โดยทางพนักงานขอให้ปิดยอดที่เหลือทั้งหมดของสัญญาฉบับที่สองก่อนแล้วจะนำทองคำมามอบให้ ตนเองกับลูกสาวจึงส่งมอบเงินในงวดที่เหลือให้กับทางบริษัทฯ เป็นจำนวนเงิน 9,850 บาท ซึ่งทางพนักงานรับปากจะส่งมอบทองคำให้ในอีกสองวัน แต่กลับได้รับแจ้งในเวลาต่อมาว่า ไม่สามารถมอบทองคำให้ได้ และบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด         ทั้งตนเองและลูกสาวจึงปรึกษากับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่า จะช่วยเจรจาให้ทางบริษัทฯ ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ไหม คือส่งมอบทองคำให้ หรือ ส่งมอบเงินก้อนคืน แล้วพวกตนก็จะชำระเป็นรายวัน เพราะเดือดร้อนที่ต้องนำเงินก้อนไปมอบให้กับบริษัททำให้ขาดสภาพคล่อง  แนวทางการแก้ไขปัญหา        ผู้ร้องส่งคำร้องมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อติดต่อกลับไปยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ ขณะนี้เพราะเห็นเพียงจดหมายร้องเรียน ทางศูนย์พิทักษ์สิทธิยังไม่ได้เห็นตัวสัญญาหรือหลักฐานการผ่อนชำระ เบื้องต้นจึงตอบจดหมายขอให้ผู้ร้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทางตำรวจไว้ก่อน เพื่อให้ทางบริษัทฯ เข้ามารับทราบปัญหาและแก้ไข ส่วนที่นำมาเล่าในเสียงผู้บริโภคเพราะต้องการเตือนให้ผู้ที่จะซื้อขายทองคำในลักษณะผ่อนรายวันแบบนี้ เกิดความระมัดระวังตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ตัวสัญญา เงื่อนไขการผ่อนชำระ สำคัญเลยคือ เมื่อทำสัญญาแล้วต้องได้ ทรัพย์ ซึ่งคือทองคำทันที ไม่ควรปล่อยให้มีการจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ทรัพย์มา (เว้นแต่จะมีสัญญาระบุไปถึงเรื่องการฝากทรัพย์ไว้ก่อน) เพราะเมื่อทำสัญญาแล้วเท่ากับว่า ทองคำนั้นเป็นของผู้ซื้อแล้ว

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 280 แอดมินเพจบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าลงข้อมูลพลาดไม่ใช่เหตุปฏิเสธความรับผิดชอบ

        เมื่อคุณตัดสินใจซื้อสินค้าอะไรสักอย่างไปแล้ว ต่อมาพบว่าผู้ขายกลับทำโปรโมชันแบบ อ้าว ไม่เหมือนทีบอกเราตอนซื้อนี่หน่า คุณคงรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ และถ้าได้อ่านเงื่อนไขดีๆ แล้วก็พบว่า เราสามารถใช้โปรโมชันนั้นได้เช่นกัน คุณก็คงต้องขอคุยกับผู้ขายใช่ไหมว่า คุณไม่ควรพลาดสิทธินั้น        ลองมาดูกรณีของคุณสมภพกัน คุณสมภพได้จองรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่งจากโชว์รูมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ราคาที่ตกลงกันคือ 6.9 แสนบาทเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งคุณสมภพรู้สึกว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่ทางผู้ขายนำเสนอช่วยให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้น สำหรับการมีรถยนต์ไฟฟ้าสักคันหนึ่ง คือรู้สึกว่าคุ้มนั่นแหละ         ต่อมาราวปลายเดือนมีนาคม ยังไม่ทันถึงเดือนหลังการจองรถ คุณสมภพบังเอิญเห็นโพสต์หนึ่งของบริษัทรถยนต์แห่งนี้บนหน้าเฟซบุคของทางบริษัท ระบุโปรโมชันที่เห็นแล้วต้องร้อง เฮ้ย ทำไมตอนเสนอเราไม่เห็นได้เงื่อนไขแบบนี้ โดยเฉพาะเงื่อนไขสำคัญคือ การให้ราคาลดถึง 60,099  บาท แต่หากเป็นรุ่นสแตนดาร์ดจะได้ส่วนลดที่ 40,099 บาท และยิ่งพออ่านๆ เงื่อนไขอื่นๆ ไปเรื่อยๆ พบว่า โปรโมชันนี้สามารถครอบคลุมถึงระยะเวลาที่เขาสามารถใช้สิทธินี้ได้ด้วย คือมันระบุชัดว่า มีผลย้อนหลังสำหรับลูกค้าที่รับรถและออกใบกำกับภาษีตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 – 26 มีนาคม 2567 (คุณสมภพซื้อเมื่อกุมภาพันธ์) เขาจึงได้แคปโพสต์นั้นเก็บไว้ และรีบโทรติดต่อกับเซลล์ทันที         หลังการติดต่อคุณสมภพไม่โอเคกับสิ่งที่พนักงานบอกเขาว่า โพสต์นั้นมันเป็นความผิดพลาดของแอดมินเพจและทางบริษัทฯ ได้ลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งไปแล้ว คุณสมภพไม่เห็นด้วย บริษัทฯ จะปฏิเสธง่ายๆ แบบว่า คุณเข้าใจผิดแบบนี้ไม่ได้ จึงได้ปรึกษากับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่า เขาสามารถทำอะไรได้บ้าง แนวทางการแก้ไขปัญหา         เมื่อได้ซักถามรายละเอียดและดูเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่คุณสมภพส่งให้กับทางศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิฯ ได้ประสานกับทางบริษัทฯ โดยการติดต่อกับทางสำนักงานใหญ่ ซึ่งทางบริษัทฯ ได้ขอเวลาเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค แต่ยังคงใช้เรื่องการเข้าใจผิดของแอดมินเพจมาเป็นข้อต่อรอง อย่างไรก็ตามการกระทำของแอดมินก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่ทางบริษัทฯ นำเสนอต่อผู้บริโภคผ่านช่องทางสื่อสารของตนเอง ดังนั้นบริษัทก็ควรแสดงความรับผิดชอบ ต่อมาคุณสมภพได้รับการติดต่อว่า จะดำเนินการให้คุณสมภพตามสิทธิที่ได้ประกาศไปทางเพจ คือลดราคารถลงสูงสุด 40,099 บาท         ในตอนแรกคิดว่าเรื่องจะจบแล้ว ทางศูนย์ฯ กลับได้ข้อมูลเพิ่มจากทางบริษัทฯ ว่า กรณีคุณสมภพอาจไม่เข้าเงื่อนไข เพราะคุณสมภพได้โปรโมชันในส่วนของการประกันภัยที่มีระยะเวลาที่ดีกว่า คือสองปี ไม่ใช่ 1 ปี เหมือนในโปรโมชันที่ลงประกาศในเฟซบุค คุณสมภพจึงจะต้องเลือกว่า จะรับส่วนลดตามโปรโมชันและปรับการประกันภัยเหลือ 1 ปี หรือไม่รับส่วนลดแต่ประกันภัยยังคงอยู่ที่สองปีตามข้อตกลงเดิม         สุดท้ายคุณสมภพเลือกรับเงื่อนไขรับส่วนลด 40,099 บาท และยินยอมรับประกันภัยที่ 1 ปี ก็เป็นอันปิดเรื่องร้องเรียน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 280 เลเซอร์ขนจนแพ้ แต่คลินิกไม่รับผิดชอบ

        คลินิกเสริมความงามปัจจุบันจัดเป็นตลาดการแข่งขันที่ค่อนข้างดุเดือด มีการจัดสรรโปรโมชันมาเสนอลูกค้ากันมากมาย โดยเฉพาะการแข่งขันกันด้านราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า จนบางครั้งทำให้ผู้บริโภคตกหลุมราคาถูกจนมองข้ามเรื่องมาตรฐานไป อย่างไรก็ตามเมื่อเปิดเป็น “คลินิก” ก็ย่อมต้องเป็นสถานบริการที่ควรปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการและควรต้องแสดงความรับผิดชอบในกรณีเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บริการ         วันหนึ่งในเดือนเมษายน ที่อากาศร้อนจัด คุณทรายเดินฝ่าความร้อนของอากาศและแบกความร้อนใจมาร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เนื่องจากเธอพบปัญหาการเข้าใช้บริการในคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งเพื่อต้องการกำจัดขนที่บริเวณขา หน้าแข้ง ด้วยการทำเลเซอร์  ภายหลังการใช้บริการกลับเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นอาการแพ้ ปัญหาเกิดรอยจ้ำๆ ตามขา และมีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสๆ รวมถึงอาการแสบร้อนอีกด้วย อาการดังกล่าวเธอไม่ได้ปล่อยปละ ก็รีบทักไปถามทางคลินิกทันทีว่าจะต้องทำอย่างไรหรือคลินิกจะช่วยรับผิดชอบอย่างไร พนักงานได้แจ้งกลับว่า อาจจะเกิดจากการแพ้ใบมีดโกนก็ได้และให้คุณทรายเข้าไปรักษากับทางคลินิกได้ ซึ่งฟังดูเหมือนจะมีการแสดงความรับผิดชอบ แต่...         วันถัดมาเมื่อคลินิกเปิดบริการคุณทรายรีบเข้าไปที่คลินิกตามที่ได้รับการแจ้งจากพนักงาน เพื่อรักษาอาการต่างๆ เมื่อเข้าไปแล้วพนักงานได้แจ้งแค่ว่าวันนี้คุณหมอไม่เข้า (ซะงั้น)  ในตอนนั้นเธอก็คิดแค่ว่า เออ...ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ขอแค่ให้อาการดีขึ้นพอ จนอีกวันเธอไปที่คลินิกอีกรอบ ครั้งนี้เจอแพทย์และได้ทำการรักษาโดยทางคลินิกได้ฉีดสารตัวหนึ่งไปในบริเวณขาและแจ้งว่าจะมีอาการแสบหน่อยๆ แต่รอยดำที่ขาจะจางลง ซึ่งจะต้องมาฉีดทุกอาทิตย์ ต่อมาเธอกับเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างมากจนทนไม่ไหว เรียกว่าแพ้อย่างรุนแรง จึงเลือกที่จะไปโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเพื่อทำการรักษา         สรุปคุณทรายได้รับผลวินิจฉัยว่าผิวหนังอักเสบ อย่างไรก็ตาม เธอยังคงมีความอดทนเข้าไปหาคลินิก เพื่อหวังความรับผิดชอบ จนทางคลินิกให้เธอไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง (คนละแห่งกับ รพ.รัฐที่เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผิวหนังอักเสบในครั้งแรก) โดยทางคลินิกบอกว่า ให้เอาใบเสร็จมาเบิกกับทางคลินิกได้ ซึ่งรวมเงินที่เธอต้องพบแพทย์ใน รพ.รัฐตามที่คลินิกแนะนำ มียอดรวมทั้งสิ้น 16,000 บาท และเมื่อคุณทรายได้นำส่งเอกสารใบเสร็จส่งให้ทางคลินิก จนป่านนี้เวลาก็ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว เธอก็ยังไม่ได้เงินทั้งหมดคืน จึงได้มาร้องเรียนมูลนิธิฯ ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป แนวทางการแก้ไขปัญหา         มูลนิธิฯ โดยศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคได้แนะนำให้คุณทรายทำจดหมายเพื่อทวงถามกับทางคลินิก (แบบไปรษณีย์ตอบรับ) และให้กำหนดเงื่อนไขระยะเวลากับทางคลินิกให้ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการรับผิดชอบค่าเสียหายให้กับเธอในระยะเวลากี่วัน หากหมดระยะเวลาดังกล่าวตามที่ได้กำหนดไว้ และทางคลินิกยังไม่ยอมคืนเงินให้คุณทราย มูลนิธิฯ จะช่วยดำเนินการไกล่เกลี่ยและเรียกร้องสิทธิให้กับคุณทรายเป็นขั้นตอนต่อไป และถ้ายังไกล่เกลี่ยไม่จบ ผู้ร้องสามารถดำเนินการฟ้องศาลเป็นคดีผู้บริโภคได้เพื่อให้ทางคลินิกชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด         ต่อมาทางมูลนิธิฯ ได้ติดต่อกับคุณทรายอีกครั้ง เพื่อสอบถามความคืบหน้า ซึ่งได้รับข่าวดีว่าหลังจากเธอทำจดหมายแจ้งให้คลินิกคืนเงินตามที่ทางมูลนิธิฯ แนะนำ ตอนนี้เธอได้รับเงินคืนเรียบร้อยแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคทุกรายควรระมัดระมัดในการเข้าใช้บริการคลินิกเสริมความงามต่างๆ ไว้ให้ดี ดูว่าเป็นคลินิกที่เปิดดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ มีใบรับรองจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ยืนยัน แพทย์ผู้ให้การรักษามีคุณวุฒิและใบรับรองการประกอบวิชาชีพ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ ควรใช้สิทธิสอบถามข้อมูลก่อนตัดสินใจให้มีการนำสารอะไรก็ตามมาฉีดเข้าร่างกาย และหากเกิดอาการผิดปกติจากการรักษาไม่ควรรอช้าต้องแจ้งเหตุและเรียกร้องให้รักษาอาการผิดปกติทันที

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 280 บริษัทจัดหาคนดูแลผู้สูงอายุทำผิดข้อตกลง

        ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ธุรกิจการให้บริการจัดหาคนมาดูแลผู้สูงอายุที่บ้านก็มีเพิ่มมากขึ้นตามมา ลูกหลานควรเลือกบริษัทที่ได้มาตรฐาน บริการดีและต้องมั่นใจว่าผู้ให้บริการได้ทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ได้อย่างดีด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในด้านต่างๆ ขึ้นได้  แต่หากเกิดปัญหาอย่าปล่อยเรื่องไว้ให้ปวดหัวควรใช้สิทธิเพื่อชดเชยกับความเสียหายที่เกิด        อย่างกรณีของคุณธัญ หลังจากที่เธอได้ทำสัญญาและจ่ายเงินเต็มจำนวนไปแล้วเพื่อว่าจ้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งให้จัดหาคนมาดูแลผู้สูงวัยในบ้านตามเงื่อนไขที่เธอได้แจ้งความจำนงไว้ กลับพบว่าเมื่อถึงวันเวลาที่ตกลงกันทางศูนย์ได้ส่งพนักงานมาผิดสเปก เพราะไม่ได้มีทักษะความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุตามที่ตกลงกันไว้ และยังไม่บอกล่วงหน้าด้วยว่าจะต้องมีการเปลี่ยนตัวพนักงาน (ไม่ใช่พนักงานคนเดิม) ในช่วงเวลาปฏิบัติงานที่ระบุไว้ในสัญญาด้วย         คุณธัญรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เพราะการเปลี่ยนตัวพนักงานบ่อยๆ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่จะนำโรคระบาดหรือโรคที่ไม่แสดงอาการมาติดผู้สูงอายุได้ อีกทั้งเธอยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้กับคนดูแลประจำที่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะยังไม่มีพนักงานที่น่าไว้วางใจมาอยู่ชั่วคราวเพื่อดูแลผู้สูงอายุแทน         คุณธัญเห็นว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความเสียหายและค่าใช้จ่ายหลายอย่าง เธอจึงบอกทางศูนย์ดูแลฯ ให้คืนเงินมาเพราะทำผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้ แรกๆ ทางศูนย์ดูแลฯ ก็รับปากว่าจะคืนเงินให้ แต่เมื่อติดตามทวงถามไป 2 ครั้งแล้วก็ยังไม่ได้เงินคืนมาเลย เธอจึงร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อขอความช่วยเหลือ แนวทางการแก้ไขปัญหา         ทางมูลนิธิฯ ได้ติดต่อผู้ร้องเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะเป็นการร้องเรียนทางเว็บไซต์ และขอเอกสารเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนในกรณีนี้  ได้แก่ สัญญาว่าจ้าง หลักฐานการชำระเงิน หรือข้อความสนทนากับทางศูนย์ดูแลฯ เป็นต้น จากนั้นได้แนะนำให้ผู้ร้องทำหนังสือขอยกเลิกสัญญาและขอคืนเงิน โดยทำเป็นแบบไปรษณีย์ตอบรับส่งให้กับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งนั้นและสำเนามายังมูลนิธิฯ ด้วย ซึ่งผู้ร้องส่งหนังสือไปเพื่อบอกเลิกสัญญาและรอว่าผลจะเป็นอย่างไร หากตกลงกันไม่ได้จะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 280 ดูแลพัฒนาการ “KhunLook” ผ่านแอปพลิเคชัน

        เมื่อนึกถึงคำว่าครอบครัวมักจะมีภาพของเด็กน้อยตัวเล็กๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบหนึ่งเสมอ การเลี้ยงลูกนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของพ่อแม่ โดยเฉพาะช่วงวัยเด็กที่ต้องทะนุถนอมดูแลให้ลูกเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัยเด็กถือว่าเป็นวัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการในด้านต่างๆ ซึ่งพัฒนาการในการเจริญเติบโตของเด็กมีความสำคัญอย่างมาก ควรใส่ใจและส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม         การกระตุ้นพัฒนาการของเด็กให้สอดคล้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในแต่ละด้าน มีส่วนช่วยเพิ่มความสามารถให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นตามแต่ละช่วงวัย ทั้งด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านสังคมและอารมณ์ และด้านภาษา โดยการสังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างใกล้ชิด ใส่ใจรายละเอียด พร้อมทั้งติดตามพัฒนาการ การเจริญเติบโต พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ และสุขภาพ         บางครั้งพ่อแม่มือใหม่อาจจะไม่เชี่ยวชาญกับการเลี้ยงลูก จนต้องมีการปรับตัวและศึกษาหาความรู้เพื่อให้เข้าใจในทุกกระบวนการในการพัฒนาการเจริญเติบโตให้ได้มากที่สุด เพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาช่วยเฝ้าระวัง ส่งเสริมพัฒนาการและเพิ่มทักษะในการใช้ชีวิตให้กับลูก ซึ่งแอปพลิเคชัน “KhunLook” หรือ “คุณลูก” ได้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและได้รวบรวมข้อมูลมาไว้ภายในแอปพลิเคชันเรียบร้อยแล้ว เป็นแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์เพื่อช่วยในการดูแล ประเมิน และติดตามการเจริญเติบโต พัฒนาการและสุขภาพของคุณลูก         ข้อมูลหลักของ “KhunLook” เพื่อติดตามพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบเป็นหลัก และเป็นที่เก็บบันทึกข้อมูลประจำตัวของคุณลูกไว้ได้ตลอดไป โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกที่จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของคุณลูกไว้หรือจะแจ้งขอลบข้อมูลส่วนตัวออกจากระบบเมื่อไรก็ได้ เริ่มต้นการใช้งานโดยเข้าเมนูครอบครัวเพื่อบันทึกข้อมูลคุณพ่อคุณพ่อ ข้อมูลคุณลูกแต่ละคน เช่น ชื่อ วันเดือนปีเกิด เพศ น้ำหนักแรกเกิด ภาวะการขาดออกซิเจน กรุ๊ปเลือด จากนั้นให้เลือกเข้าถึงข้อมูลของคุณลูกที่ต้องการ ซึ่งภายในจะแบ่งออกเป็นเมนูการเจริญเติบโตที่บ่งบอกถึงเกณฑ์ความสูง น้ำหนักและขนาดรอบศีรษะ เมนูพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อ การเข้าใจภาษา การช่วยเหลือตนเอง เมนูวัคซีนเป็นการบันทึกประวัติการได้รับวัคซีนในแต่ละช่วงวัย เมนูบันทึกประวัติการรักษาฟัน เมนูนัดหมายต่างๆ และเมนูบันทึกความทรงจำด้วยรูปภาพ         ทั้งนี้ภายในยังมีหมวดคำแนะนำที่ได้รวบรวมข้อมูลในแต่ละด้านไว้ ได้แก่ ข้อมูลอาหารของคุณลูกที่เหมาะสมแต่ละวัย ข้อมูลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ข้อมูลการฉีดวัคซีนที่เหมาะสม ข้อมูลการดูแลฟันและช่องปาก ข้อมูลอุปกรณ์ ของเล่นและการป้องกันอุบัติเหตุ ข้อมูลการดูแลลูกในช่วงวันแรกเกิด ข้อมูลการตรวจประเมินสุขภาพ ข้อมูลเพื่อสุขภาพของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์         การบันทึกข้อมูลโดยมีแอปพลิเคชันเป็นเครื่องมือ ช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบถึงพัฒนาการของคุณลูกได้ชัดเจนจากการประเมินพัฒนาการตามวัย กรณีที่จำเป็นต้องมีการเพิ่มเติมหรือเสริมพัฒนาการเพื่อกระตุ้นคุณลูก ก็สามารถอ่านคำแนะนำภายในแอปพลิเคชันได้ แอปพลิเคชัน “KhunLook” ถือว่าเป็นผู้ช่วยในการดูแลการเจริญเติบโตของคุณลูกและช่วยลดความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้ในระดับหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 280 สวยด้วย ‘ฟิลเลอร์ แบบไม่ต้องเสี่ยง

        เทรนด์สวยด้วย ‘ฟิลเลอร์’(filler) ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในทุกเพศทุกวัย เนื่องจากไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลไว ตอบโจทย์ความต้องการชะลอวัยของคนยุคปัจจุบัน ในแก้ไขปัญหาผิว ริ้วรอยร่องลึก บริเวณต่างๆ ของใบหน้า แต่ในปัจจุบันพบว่ายังมีผู้เข้ารับบริการจนเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนมาเป็นระยะๆ จากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานและผู้ให้บริการที่ไม่มีความรู้ เช่น ข่าวหมอกระเป๋าที่ใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน         ฟิลเลอร์ทางการแพทย์ มี 4 ประเภท ได้แก่ 1) ไฮยาลูโลนิก (Hyaluronic Acid : HA  เป็นชนิดสลายได้ ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในประเทศไทย และ สหรัฐอเมริกา 2) คอลลาเจนจากสัตว์ ปัจจุบันไม่นิยมใช้เนื่องจากมีอาการแพ้ บวมแดงได้ง่าย 3) การฉีดไขมันตนเอง (Transplanted Fat) และ 4) กลุ่มของซิลิโคนเหลว (Biosynthetic polymers) ซึ่งไม่สลายตามธรรมชาติ และมักเป็นสาเหตุของการอักเสบและเป็นตุ่มก้อน         การฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งในขณะฉีด เช่น อาการเขียวช้ำ หรือบวมแดงบริเวณที่ฉีด  เส้นเลือดอุดตันจากการฉีดพลาดเข้าสู่เส้นเลือด อาจทำให้เกิดภาวะเนื้อตาย หรืออาจเข้าไปสู่เส้นเลือดที่เลี้ยงดวงตาทำให้ตาบอดได้ ผลข้างเคียงในระยะแรกมีลักษณะบวม นูน เป็นก้อนขรุขระ  หรือการติดเชื้อเฉียบพลันได้ ผลข้างเคียงในระยะยาว  เนื้อฟิลเลอร์อาจไหลย้อยมากองรวมกัน จากการฉีดด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง อาจแพ้หรือติดเชื้อภายหลัง  บวมมีหนองซึมจากการใช้ฟิลเลอร์ถาวร นอกจากนี้มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากสถานที่รับบริการไม่ได้มาตรฐาน  ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงนั้น ผู้ที่จะใช้ฟิลเลอร์ ควรคำนึงถึง 4 ปัจจัย ได้แก่           แพทย์ แพทย์ต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสรีระบนใบหน้า วิเคราะห์ปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดได้อย่างแม่นยำ จะลดความเสี่ยงการที่อาจฉีดเข้าเส้นเลือด เกิดการอุดตัน ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่อุดตันเกิดเป็นเนื้อตาย เกิดเป็นแผลเป็น แพทย์จึงต้องเข้ารับการฝึกเพื่อพัฒนาเทคนิคการฉีด อย่างสม่ำเสมอ และรู้วิธีแก้ไขหากเกิดข้อผิดพลาด         ผู้รับบริการ ต้องปฎิบัติตัวถูกต้องทั้งก่อนและหลังฉีดตามคำแนะนำเช่น หากมีประวัติเป็นภูมิแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) มีปัญหาเลือดออกง่าย แพ้ยาชา ตั้งครรภ์ หรือกำลังรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแอสไพริน, ยาคูมาดิน ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs  วิตะมินบางชนิด ควรหลีกเลี่ยงหรือแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเข้ารับบริการ หลีกเลี่ยงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด รวมไปถึงการทำให้ใบหน้าสัมผัสความร้อนต่างๆ ส่วนหลังฉีด จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสในบริเวณจุดที่ฉีด การสัมผัสกับความร้อนทุกชนิด หรือการขยับผิวที่ฉีด และอื่นๆตามคำแนะนำอื่นๆของแพทย์         ผลิตภัณฑ์ ต้องมั่นใจว่าฟิลเลอร์ที่ฉีดได้มาตรฐาน            สถานพยาบาล สะอาด มีมาตรฐานตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข         การฉีดฟิลเลอร์ต้องเป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะ เลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ปลอดภัยเหมาะสม ผู้รับบริการปฎิบัติตัวถูกต้องและจะต้องฉีดในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เสียทั้งเงิน เวลา ใบหน้าที่เสียหาย หรือ อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 280 Passive Income กระแสเงินสดจากสินทรัพย์

        การนั่งนอนอยู่เฉยๆ แล้วมีเงินไหลเข้าบัญชีทุกเดือนให้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงาน (หรือทำงานเท่าที่อยากทำ) เป็นความฝันใฝ่ของใครหลายคนในยุคนี้ คำว่า passive income จึงกลายเป็นคำฮิต น่าหลงใหล และชวนไขว่คว้า         ว่าแต่ passive income คืออะไรกันแน่ จะบอกว่าการที่มีเงินเข้าบัญชีให้จับจ่ายเพียงพอก็อาจไม่ผิด แต่เงินที่ว่านี่มาจากไหนล่ะ เงินผุดขึ้นมาเองจากอากาศไม่ได้นะ         passive income เป็นรายได้ชนิดหนึ่งที่เกิดจาก ‘สินทรัพย์’ หรือบ้างก็เรียกว่าใช้เงินต่อเงิน อันนี้ก็ไม่ผิดเพราะถ้าไม่มีเงินซะก่อนแล้วจะมีสินทรัพย์ได้ยังไงกัน สินทรัพย์มีอะไรบ้าง ที่ดิน พระเครื่อง อสังหาริมทรัพย์ งานศิลปะ หุ้น พันธะบัตรรัฐบาล และอื่นๆ อีกหลายอย่าง         เพียงแต่ว่าสินทรัพย์บางประเภทก็ไม่ได้สร้าง passive income แบบที่เข้าใจเสมอไป สมมติคุณโชคดีดันมีงานของปิกัสโซ่ คุณขายมันได้ในราคา 100 ล้านบาท เงินก้อนนี้เกิดจากการขายสินทรัพย์ครั้งเดียว ไม่ได้สร้างกระแสเงินสดให้คุณทุกเดือน แต่ก็นะ เงินขนาดนี้ก็พอให้ใช้ชีวิตสุขสบายได้แล้วล่ะ         passive income โดยทั่วไปจึงมักถูกพูดถึงในรูปของสินทรัพย์ที่จะสร้างกระแสเงินสดให้เจ้าของทุกเดือน เช่น การปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เงินปันผลจากหุ้น เงินที่ได้จากการทรัพย์สินทางปัญญา หรือแม้กระทั่งดอกเบี้ยธนาคารก็ถือเป็น passive income ชนิดหนึ่ง เพียงแต่คุณต้องมีเงินในธนาคารมากพอในสภาพที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินแบบนี้         เมื่อ passive income เกิดขึ้นจากสินทรัพย์ หนังสือแนวการเงินหรือกูรูการเงินจึงชอบแนะนำให้เราลงทุนในสินทรัพย์ สินทรัพย์ที่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตและยังมอบกระแสเงินสดแก่เราด้วย         ทั้งหมดนี้ฟังดูดีใช่มั้ย ใช่ แล้วเป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปได้ เพราะมีคนทำสำเร็จมาแล้วนักต่อนัก แต่จะทำได้ก็ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ เช่น คุณจะลงทุนในหุ้นเพื่อต้องการ passive income คุณก็ควรลงในหุ้นปันผล หรือถ้าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า คุณก็จำเป็นต้องรู้เรื่องทำเล กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ราคาปล่อยเช่า ฯลฯ ไม่มีอะไรง่ายหรอก         และเพราะไม่มีอะไรง่าย ก็เลยมีมิจฉาชีพคอยหลอกคนที่ชอบอะไรง่ายๆ มีให้เห็นบนฟีดของโซเชียลมีเดียเป็นประจำ แล้วเอาหน้ามหาเศรษฐีหรือผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์มาแปะ พร้อมการันตีว่าลงทุนเดือนละ 1,000 บาท จะได้ผลตอบแทนเดือนละ 300 บาท         นี่คือหลุมพรางของคนที่อยากมี passive income แบบง่ายๆ และจบลงด้วยการโดนหลอก

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 280 สงครามสมรส : บอกตัวเองได้แต่บอกตัวเองว่า…หย่าดีกว่า…ลืมเสียดีกว่า

        ในทางกฎหมายอธิบายไว้ว่า “การหย่า” หมายถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการสมรสที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเมื่อมีการหย่าร้างเกิดขึ้น ก็ถือเป็นการยกเลิกการสมรส ยกเลิกภาระหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย และยกเลิกข้อผูกมัดต่างๆ อันเนื่องมาแต่การแต่งงานระหว่างคู่สมรส          ส่วนในทางสังคมนั้น แม้การหย่าร้างจะถือเป็นอันสิ้นสุดข้อผูกพันทางกฎหมาย แต่ทว่าผู้คนก็มักจะรับรู้ความหมายของบทสรุปชีวิตคู่เช่นนี้ในเชิงลบ ทั้งนี้ หากการถือครองชีวิตแต่งงาน รวมไปถึงการมีลูกเป็นเสมือน “โซ่ทองคล้องใจ” ถือเป็นขั้นตอนการสร้างชีวิตครอบครัวของปัจเจกบุคคลแล้ว การหย่าร้างก็ถือเป็นการละเมิดต่อความคาดหวังหรืออุดมคติในการประคับประคองให้สถาบันครอบครัวดำรงอยู่ต่อไปได้ อันอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะปัญหาต่อบุตรที่พ่อแม่ตัดสินใจแยกทางกัน          อย่างไรก็ดี อุดมคติกับความเป็นจริงในชีวิตครอบครัวนั้น หาใช่สายน้ำที่จะไหลมาบรรจบกันอย่างราบรื่นสวยงามเสมอไปไม่ หากแต่มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่ต่างจากคลื่นลมถาโถมซัดกระหน่ำนาวาชีวิตคู่ว่าพลขับชายหญิงจะกุมหางเสือเรือให้ไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่ หรือมีการหย่าร้างมาเป็นคำตอบในท้ายที่สุด          ตัวอย่างของบททดสอบชีวิตคู่จนนำไปสู่การหย่าร้างที่มีสถาบันศาลสถิตยุติธรรมเป็นสนามต่อสู้เช่นนี้ ถูกผูกขึ้นเป็นเส้นเรื่องหลักในละครโทรทัศน์แนวดรามาสะท้อนชีวิตครอบครัวเรื่อง “สงครามสมรส” กับเนื้อหาเรื่องราวของผู้หญิงอย่าง “บัวบงกช” ที่ต้องตัดสินใจเข้าสู่สมรภูมิแห่งคดีฟ้องหย่าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้          อันที่จริง ชีวิตของบัวบงกชก็ดูไม่ต่างจากผู้หญิงจำนวนหนึ่ง ซึ่งเลือกผันตนเองจากครั้งหนึ่งที่เคยเป็นผู้หญิงทำงาน เพื่อมาสวมบทบาทเป็น “แม่บ้าน” ให้กับ “ปรเมศวร์” สามีผู้มีอนาคตไกล เป็นถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกสมมติให้เป็นชื่อว่า “วสันต์บุรี” ควบคู่กับเล่นบทบาทเป็น “แม่” ให้กับ “ปณต” ลูกชายที่ร่างกายไม่แข็งแรง จนเธอต้องเลือกเสียสละความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาดูแลเด็กน้อยแต่เพียงอย่างเดียว          แต่ทว่า ชีวิตครอบครัวที่ดำเนินไปตามอุดมคติของบัวบงกชก็มีอันต้องพังมลายลงโดยมิทันตั้งตัว เมื่อเธอพบว่า สามีที่ใช้ชีวิตครองคู่กันมาสิบกว่าปีได้แอบสร้าง “โลกสองใบ” และพยายามจะทำให้เหลือเพียง “โลกใบเดียว” ที่ไม่มีเธออยู่ในนั้นอีกต่อไป เพราะเขากำลังเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์กับผู้หญิงอ่อนวัยกว่าอย่าง “อรนลิน” ที่สถานะทางการเมืองของพ่อตาจะเป็นหลักประกันตำแหน่งหน้าที่ของเขาในวสันต์บุรีได้อย่างมั่นคง          ด้วยเหตุนี้ เพียงหนึ่งวันหลังครบรอบ “Happy Anniversary” กับชีวิตสมรสก็ได้ผกผันกลับหัวกลับหาง จากบทบาทที่เป็น “เมีย” ก็ต้องมาสวมบทบาทใหม่เป็น “เมียหลวง” และจากประโยคที่ครั้งหนึ่งปรเมศวร์เคยกล่าวกับบัวบงกชในวันแต่งงานว่า “ผมรักคุณนะบัว และจะดูแลคุณให้ดีที่สุดตลอดไป” ได้กลายเป็นประโยคใหม่ที่เขาตอกหน้าเธอว่า “ครอบครัวที่คุณพยายามจะรักษาเอาไว้ มันไม่มีมานานแล้ว”          ด้วยฉากทัศน์แบบ “before” และ “after” ที่ต่างกันเพียงชั่วข้ามคืนเช่นนี้ บัวบงกชจึงตระหนักว่า หากโลกนี้ขาดซึ่งความยุติธรรมกับผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้พยายามประคับประคองสถาบันครอบครัวให้ดำเนินไว้ตามความคาดหวังของสังคมแล้ว คงถึงเวลาแล้วที่เธอต้องลุกขึ้นปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นแม่และเมียด้วยการประกาศ “สงครามสมรส” กับสามีที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมอบความรักความไว้ใจให้มากที่สุด          จากฉากเริ่มเรื่องที่บัวบงกชได้บุกไปอาละวาดถล่มงานรดน้ำแต่งงานระหว่างปรเมศวร์กับอรนลิน ถัดจากนั้นเธอก็เลือกตัดสินใจใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ โดยไม่เลือก “ฟ้องหย่า” หากแต่เลือก “ฟ้องชู้” ด้วยเพราะอรนลินเป็นมูลเหตุที่พรากพ่อไปจากบุตรชาย และทำให้ปณตต้องเสียใจที่บิดาซึ่งตนเทิดทูนเยี่ยงวีรบุรุษ บัดนี้กลับเลือกไปใช้ชีวิตครอบครัวใหม่กับภรรยาน้อย          ในสงครามครั้งนี้ แม้ในท้ายที่สุดชีวิตสมรสก็ลงเอยด้วยการหย่า แต่บัวบงกชก็พบว่า เธอมิได้ “เดินอยู่กลางลมฝนสู้ทนฟันฝ่า” อยู่เพียงลำพัง เพราะเธอมีทั้งแก๊ง “เพื่อนหญิงพลังหญิง” ร่วมอุดมการณ์ อย่าง “ศลิษา” เพื่อนผู้มีประสบการณ์เลิกร้างกับสามีมาก่อน กับ “ชนิกานต์” เพื่อนผู้ที่สามีทิ้งขว้างและร้อยเอาไว้เป็นเพียงทาสรองรับอารมณ์ของแม่ผัวเท่านั้น          ที่สำคัญ บัวบงกชยังได้กำลังใจจากคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว “ภาวินท์” มาทำหน้าที่ทนายว่าความให้เธอในศาล จากการผ่านชีวิตคู่ที่ล้มเหลวมาก่อน ภาวินท์จึงคอยเตือนสติ และเป็นผู้ที่เดินฝ่าพายุฝนกางร่มให้เธอในวันที่ท้อแท้หาทางออกไม่ได้กับชีวิต และก็เป็นเขาอีกเช่นกันที่ทำให้บัวบงกชได้คำตอบว่า ถ้าสามีเลือก “ตัดบัวไม่ให้เหลือเยื่อใย” และทะเบียนสมรสกลายเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า เธอเองก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเลือกใช้ชีวิตคู่กับบุรุษหนุ่มคนใหม่ที่พร้อมจะยืนข้างเธอ โดยไม่ต้องอินังขังขอบต่อความคาดหวังของสังคมอีกต่อไป          หากการเมืองในบ้านไม่เคยแยกขาดออกจากการเมืองสาธารณะในวงกว้าง บัวบงกชก็ต้องเรียนรู้ด้วยว่า แม้แต่เรื่องการหย่าที่เป็นปัญหาภายในครอบครัวของเธอกับสามี สังคมกลับมีส่วนทำให้ข้อเท็จจริงที่ “ส่วนตั๊วส่วนตัว” ต่างๆ ออกมาเผยต่อหน้าธารกำนัลเมื่อขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่เว้นแม้แต่การเล่าเรื่องเพศสัมพันธ์บนเตียง ไปจนถึงการที่เธอต้องตัดสินใจให้ปณตบุตรชายขึ้นให้การในศาลด้วยเช่นกัน          แม้จะเผชิญสมรภูมิกับทั้งสามีที่นอกใจ เมียน้อยที่จ้องแต่จะเอาชนะ หรือแม้แต่จับพลัดจับผลูเข้าไปสู่วงจรสนามการเมืองท้องถิ่นจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากทว่าสิ่งที่สาหัสสากรรจ์สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างบัวบงกชใน “สงครามสมรส” ครั้งนี้ ก็หนีไม่พ้นปณตผู้เป็นบุตรชายที่เธอรักดังดวงใจ          ด้วยภาพจำของสังคมที่ว่า “เด็กคือผ้าขาวที่บริสุทธิ์” การแยกทางของพ่อแม่จะทำให้เกิดปัญหามากมายต่อบุตรตัวน้อย แต่กระนั้น ไม่ว่าจะต้องการให้ลูกมามีส่วนร่วมในสนามรบหรือไม่ก็ตาม เมื่อสงครามระหว่างบุพการีระเบิดขึ้นโดยมีเรื่องการหย่าเป็นเดิมพัน ปณตก็ต้องถูกผลักเข้าสู่สงครามเกมนี้ไปโดยปริยาย เพราะฉะนั้น ภารกิจของบัวบงกชจึงต้องอธิบายให้เด็กน้อยเข้าใจว่า ครอบครัวของตนจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม และ “สุดท้ายคนเราก็ไม่อาจได้ทุกอย่างมาเป็นของเราทั้งหมดหรอก”          ในสังคมที่สถาบันครอบครัวมีความเปราะบางเฉกเช่นทุกวันนี้ บางทีเด็กเองก็ถูกเรียกร้องให้ต้องปรับตัวเข้ากับภาพของครอบครัวที่ไม่เป็นไปตามอุดมคติพ่อแม่ลูกเสมอไป แบบเดียวกับที่ “เพลิน” เด็กหญิงที่เข้าใจและยอมรับในชีวิตครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวของภาวินท์ หรือปณตเองที่ก็ต้องเติบโตและมี “วุฒิภาวะ” มากพอจะเข้าใจว่า หากชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์คือความทุกข์สาหัสที่แม่พยายามรักษาไว้ด้วย “ราคาที่ต้องจ่ายแพงแสนแพง” เด็กชายก็เลือกจะแลกความสุขคืนมาให้กับแม่ที่ต้องหย่าร้างจากบิดาที่เขารัก          หลังจากผ่านมรสุมมากมายในสมรภูมิ “สงครามสมรส” แล้ว หากสังคมสร้างมายาคติไว้ว่า การหย่าคือข้อผิดพลาดที่คู่สมรสมิอาจรักษาครอบครัวในอุดมคติเอาไว้ได้ แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าการรักษาความคาดหวังของสังคมไม่ได้เกิดขึ้นด้วยข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายอีกต่อไป บางทีตัวเลือกของผู้หญิงอย่างบัวบงกชก็ถูกต้องที่จะ “บอกตัวเองได้แต่บอกตัวเองว่า…หย่าดีกว่า…ลืมเสียดีกว่า ลืมเสียเรา”

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 280 ผิวแพ้ง่าย เลือกสกินแคร์อย่างไรดี

        ปัจจุบันสกินแคร์ตามท้องตลาดมีให้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ ต่างออกสินค้ามาเพื่อแข่งขันกันเพื่อให้เหล่าผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าแบบไหนอันตรายหรือคนผิวแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยงสินค้าใด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ตามออนไลน์บางตัวก็ยังน่ากลัวอยู่เพราะอาจมีสารอันตรายจนหน้าพังได้         เบื้องต้นก่อนที่จะแนะนำการเลือกสกินแคร์สำหรับคนผิวแพ้ง่าย คงต้องแนะนำให้ทุกคนดู “ฉลาก” ทุกครั้งก่อนซื้อ ซึ่งการดูส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่จะใช้สำหรับผิวบนใบหน้าของเราเป็นข้อดีที่ทุกคนควรทำเป็นประจำจนเคยชินเพื่อที่จะได้ป้องกันใบหน้าของเราจะไม่แพ้หรือผิวระคายเคืองจากสารต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์         สำหรับหลายๆ คนที่มีผิวบนใบหน้าแพ้ง่ายนั้น สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งภายนอก ภายใน และจากหลากหลายสาเหตุ เพราะฉะนั้นเราจะป้องกันตัวเองเบื้องต้นด้วยการเลือกใช้สกินแคร์อย่างปลอดภัยได้ดังนี้ การเลือกสกินแคร์         เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าสำหรับผิวแพ้ง่าย โดยพยายามเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “สำหรับผิวแพ้ง่ายอ่อนโยน” หรือจะให้ชัวร์ อ่านฉลากและเลือกที่มีระบุว่า ปราศจากน้ำหอม พาราเบน แอลกอฮอล์ สีสังเคราะห์ เป็นต้น ที่สำคัญควรเลือกซื้อกับร้านค้าที่น่าเชื่อถือ ร้านค้าทางการเท่านั้น เพื่อระมัดระวังไม่ให้เจอของปลอม อีกอย่างหากอยากหน้าแข็งแรงไม่แพ้ง่าย ระคายเคือง ก็ควรเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ให้เลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีเซราไมด์เป็นส่วนประกอบเป็นหลักยิ่งดี         ทั้งนี้ สกินแคร์ที่เลือกจะต้องมี เลขจดแจ้งของ อย. อย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ ฉลากมีข้อมูลครบถ้วนและชัดเจน เมื่อดูแล้วไม่มีฉลากตามที่กฎหมายกำหนดก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะไม่ซื้อ  ควรหลีกเลี่ยงสกินแคร์แบบใด         สำหรับคนผิวแพ้ง่าย ให้หลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่มีกรดการผลัดเซลล์ผิวในเปอร์เซ็นต์สูง เช่น       เรตินอย BHA ต่างๆ เพราะผิวหน้าอาจจะระคายเคืองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้ แต่ให้เลือกที่มีเปอร์เซ็นต์ที่ไม่สูงในกรณีที่ใช้ครั้งแรก เพื่อที่ผิวหน้าจะได้ไม่ระคายเคือง จนเกราะปราการผิวพัง ศึกษาวิธีก่อนใช้ให้ดีทุกครั้ง การใช้เครื่องสำอาง         ควรล้างอุปกรณ์แต่งหน้า เช่น แปรง พับ ฟองน้ำ บ่อยๆ เพราะนี้อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งสำหรับคนผิวแพ้ง่าย เช็กเครื่องสำอางที่ตัวเองใช้อย่างสม่ำเสมอ วัน/เดือน/ปี หมดอายุ ถ้าหมดอายุแล้วไม่ควรใช้ต่อเพราะอาจก่อเกิดการระคายเคืองหรือเกิดสิวบนใบหน้าได้         อย่างไรก็ตาม เครื่องสำอางต่างๆ ที่หมดอายุแต่ยังสภาพดีจะเอาไปไหนดี แนะนำให้เอาไปบริจาคต่อให้กับมูลนิธิอื่นๆ ที่รับบริจาค เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อ เช่น แต่งหน้าผู้วายชนม์ เป็นต้น การทดสอบก่อนใช้         คนแพ้ง่ายต้องทดสอบก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ที่เลือก ตัวอย่างเช่น ทดลองทาผลิตภัณฑ์ที่บริเวณแขนพับก่อน ถ้ามีอาการแพ้หยุดใช้ทันที ควรระวังผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าในออนไลน์อย่างไรดี         สิ่งที่ต้องระวัง คือ ของปลอมหรือลอกเลียนแบบ ปัจจุบันในโลกออนไลน์ โปรโมชันของราคาถูกเกินจริงมักเป็นของที่ล่อตา ล่อใจ บางคนเห็นเป็นแพ็กเกจแบรนด์ที่ใช้อยู่และราคาดีก็กดสั่งซื้อโดยที่ไม่ตรวจเช็ก เมื่อใช้ก็เกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้น ซื้อจากร้านค้าทางการของแบรนด์ดีที่สุด         นอกจากนี้ ครีมกวน ครีมเถื่อน ก็ไม่ใช้จะหายไปจากโลกออนไลน์ซะทีเดียวยังคงมีอยู่ให้เห็นอยู่อันนี้ก็ต้องระวังเหมือนกัน ข้อมูลจาก :   ผิวแพ้ง่ายสาเหตุและเคล็ดลับการรักษา - พบแพทย์ (pobpad.com)

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 “ความเทา” ในบริการโทรคมนาคม

        คนที่ประสบปัญหาถูกแอบอ้างหรือสวมรอยใช้ชื่อและบัตรประชาชนไปเปิดเบอร์มือถือ (เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่) มักจะรู้ตัวจากการถูกเรียกเก็บค่าบริการ ซึ่งสถานการณ์ “เบอร์งอก” ลักษณะนี้ถือได้ว่าไม่เลวร้ายนัก ด้วยเหตุว่าจะเป็นการรู้ตัวค่อนข้างเร็ว อย่างมากที่สุดคือไม่เกินกว่า 1 เดือน        จากนั้นเมื่อดำเนินการร้องเรียนโต้แย้งกับบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคม ส่วนใหญ่แล้ว บริษัทก็จะยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าว และจัดการตัดสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้บริการกับเบอร์ที่ถูกลอบเปิดนั้นๆ         เท่ากับว่า ปัญหาการสวมรอยก็จะได้รับการสะสางไป รวมถึงความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจตามมาก็เป็นอันถูกปิดกั้น         อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่ประสบปัญหาถูกลอบเปิดเบอร์ในลักษณะที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่านั้น         ความซับซ้อนแรกสุดคือการไม่รู้ตัวเลย ว่าตนเองมีเบอร์เปิดอยู่กับบริษัทผู้ให้บริการมือถือ และต้องตกอยู่ในสถานะผู้มีประวัติไม่ชำระหนี้         ดังเช่นกรณีของผู้ให้บริการรายหนึ่งที่ประสบเหตุว่า เมื่อไปติดต่อขอเปิดเบอร์ใหม่เพื่อเข้าใช้บริการกับบริษัทให้บริการมือถือแห่งหนึ่ง แต่กลับได้รับแจ้งว่ามีค่าบริการเก่าติดค้างอยู่กับบริษัท โดยเป็นค่าบริการที่ตกค้างมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว         ผู้ประสบปัญหารายนี้จึงโต้แย้งและขอให้บริษัทชี้แจง เนื่องจากตระหนักดีว่าตนเองไม่เคยเปิดใช้บริการกับบริษัทผู้ให้บริการรายนี้มาก่อน อีกทั้งไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ตนเองติดค้างหนี้กับใคร         ประเด็นปัญหาจึงไม่เพียงเป็นเรื่องการต้องเสียเงินให้กับบริการที่ไม่เคยได้มีการใช้จริง แต่ที่สำคัญคือการรู้สึกได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการต้องตกเป็นผู้มีประวัติด่างพร้อยในฐานะผู้ติดค้างหนี้         นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลด้วย         ในกรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัทจะเพิกเฉยในเบื้องต้น แต่เมื่อมีการร้องเรียนกับสำนักงาน กสทช. บริษัทจึงได้ส่งหลักฐานต่างๆ มาให้ ประกอบไปด้วยใบสมัครเข้าใช้บริการ พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน รวมถึงหลักฐานการจ่ายค่าบริการในช่วง 2 เดือนแรกหลังจากสมัครใช้บริการ ซึ่งหลังจากนั้นมีการใช้บริการต่ออีกประมาณเดือนเศษ แล้วก็ถูกยกเลิกไป         พิจารณาเผินๆ จากหลักฐานหลายส่วนที่บริษัทส่งมา จึงชี้ไปในทางที่ว่า ฝ่ายผู้ใช้บริการอาจจะหลงลืมในสิ่งที่เคยทำไว้หรือไม่         อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดและเท่าทัน กลับพบว่า ใบสมัครใช้บริการที่มีลายมือมือของผู้ใช้บริการนั้น ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถยืนยันว่ามีการสมัครใช้บริการจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับสำเนาบัตรประชาชนที่ลายเซ็นตรงกัน แต่สิ่งที่เขียนกำกับไว้บนสำเนาบัตรประชาชนนั้น กลับปรากฏคำว่า “internet” ในขณะที่ใบสมัครเป็นการสมัครใช้บริการมือถือ ส่วนหลักฐานการชำระค่าบริการ 2 เดือน แท้จริงก็ไม่ใช่สิ่งที่จะบ่งชี้หรือผูกมัดได้ว่าเป็นการกระทำของใคร การชำระเงินอาจมาจากผู้แอบอ้างใช้ชื่อก็ได้ เพราะเป็นการเข้าชำระที่หน่วยบริการ ซึ่งไม่มีหลักฐานบ่งชี้ตัวตน         ในแง่นี้จึงถือว่ายังคงมีความคลุมเครือเช่นเดิม ว่าอาจเป็นกรณีของการถูกลอบเปิดเบอร์หรือไม่ แต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ย่อมเท่ากับมีมิติซ่อนเงื่อนซ้อนขึ้นมา ว่า การลักลอบซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยบุคคลที่สาม กลายเป็นสิ่งที่บริษัทผู้ให้บริการให้การรับรองหรือกระทั่งยึดถือ         ดังนั้น สถานการณ์จึงกลายเป็นว่า สิ่งที่ผิดอาจถูกฟอกให้เป็นถูก และเหยื่อกลับตกอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายกระทำผิด         ในกรณีของรายที่ยกมานี้ แม้ในที่สุดทางบริษัทผู้ให้บริการยกเว้นการเรียกเก็บหนี้ค้างเก่า แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนว่า ต้นเรื่องเป็นอย่างไร เกิดการแอบอ้างหรือลอบเปิดเบอร์จริงหรือไม่         ทั้งนี้ ถ้าเกิดกรณีดังกล่าว ซึ่งเท่ากับมีความฉ้อฉลหรืออย่างน้อยก็คือเกิดการทำสิ่งไม่ตรงไปตรงมาโดยใครบางคน แท้จริงก็ควรที่จะต้องมีการดำเนินการบางสิ่งบางอย่างในเชิงสะสางเรื่องดังกล่าว         การดำเนินการที่ว่า ไม่ได้จำเป็นหรือจำกัดเฉพาะเรื่องการสืบสาวเอาผิด แต่ที่จำเป็นกว่าคือการทำความเข้าใจปัญหาและวางมาตรการแก้ไขและป้องกัน เพื่อกำจัดเรื่องฉ้อฉลออกไปจากวงการบริการโทรคมนาคม สกัดกั้นมิให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบ ตลอดจนเป็นการปกป้องผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคด้วย         ภารกิจดังกล่าวเป็นของทั้งบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ กสทช. ที่จะต้องทำหน้าที่ อย่างน้อยคือต้องทำตามที่ประกาศ กสทช. เรื่อง การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีการกำหนดเอาไว้ ซึ่งกำหนดชัดเจนแล้วว่า ให้เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้ให้บริการที่จะต้องบริหารจัดการการลงทะเบียนผู้ใช้บริการที่จุดบริการ ให้มีการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ ด้วยความรอบคอบ เคร่งครัด รัดกุม โดยที่ต้องให้ผู้ใช้บริการแสดงเอกสารหลักฐานแสดงตัวตน และต้องมีการตรวจสอบหลักฐาน รวมทั้งพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ        ในขณะที่ กสทช. ย่อมมีหน้าที่กำกับให้บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ ไม่เปิดช่องหรือปล่อยให้มิจฉาชีพเข้ามาอาศัยบริการโทรคมนาคมเป็นพื้นที่ก่ออาชญากรรม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมเสี่ยงที่ผู้ให้บริการเองจะกลายเป็นผู้สมคบคิดไปด้วย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม         ดังกรณีตัวอย่างที่ยกมา หากมีผู้แอบอ้างปลอมแปลงหลักฐาน โดยที่บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมตรวจสอบไม่ได้หรือจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน การยึดถือตามเอกสารหลักฐานนั้นก็จะกลายเป็นการร่วมทำร้ายผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคผู้สุจริตและบริสุทธ์

อ่านเพิ่มเติม >

‘หวานน้อยแล้ว แต่น้ำตาลยังไม่น้อย’ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเผยผลทดสอบ ชานมระดับหวานน้อยยังทำให้ร่างกายได้น้ำตาลเกินเสี่ยงเจ็บป่วยหลายโรค

        มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลทดสอบชานมในระดับหวานน้อยจำนวน 15 ตัวอย่าง พบว่าแม้สั่งในระดับหวานน้อยแล้วแต่ยังทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลเกินระดับที่ปลอดภัย เสี่ยงทำให้เจ็บป่วยหลายโรคเช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ผลการศึกษาล่าสุดยังพบว่าการดื่มชานมไข่มุกเป็นประจำเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ โรควิตกกังวล ซึมเศร้า แนะนำไม่ควรบริโภคจนหมดแก้วและไม่ควรบริโภคทุกวัน         วันนี้ ( 2 กรกฎาคม 2567 ) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดย นิตยสารฉลาดซื้อได้สุ่มตรวจวิเคราะห์ชานมระดับความหวานน้อยเพื่อทดสอบว่าในระดับหวานน้อยได้ให้ปริมาณน้ำตาลที่ปลอดภัยหรือเป็นโภชนาการที่เหมาะสมกับร่างกายหรือไม่ โดยตรวจน้ำตาล 4 ประเภทคือ Fructoes, Glucose, Sucose, Maltose, Lactose จำนวน 15 ตัวอย่างคือ KOI The’, Nobicha, อาริกาโตะ,Monkey Shake, KAMU, Ochaya, Fuku MATCHA, OWL, ชาตรามือ, mixue, อเมซอน, เต่าบิน, อินทนิล,กาแฟพันธุ์ไทย, kudsan,         จากผลการทดสอบปริมาณน้ำตาลในชานมระดับ “หวานน้อย”  พบว่า ชานมไข่มุกในระดับหวานน้อยที่มีปริมาณน้ำตาล น้อยที่สุด ได้แก่ ยี่ห้อ  KAMU ให้ปริมาณน้ำตาล 1.80 กรัม/ ปริมาณ 100 มิลลิลิตร บริโภคจนหมดแก้วจะได้รับน้ำตาล 10.47 กรัม เทียบได้เป็น 2.6 ช้อนชา โดยประมาณและชานมระดับหวานน้อยที่มีน้ำตาลมากที่สุด คือ ยี่ห้อ อเมซอน ให้ปริมาณน้ำตาล 5.28 กรัม/ ปริมาณ 100 มิลลิลิตร บริโภคจนหมดแก้วจะได้รับน้ำตาล 32.16 กรัม เทียบได้เป็นปริมาณน้ำตาล 8 ช้อนชา        จากทั้งหมด 15 ตัวอย่างที่ส่งทดสอบ ค่าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจะได้รับน้ำตาลเมื่อบริโภคชานมระดับหวานน้อยคือ 4.2 ช้อนชา         เมื่อมองถึงสถานการณ์จริงที่ประชาชนจะบริโภคอาหารประเภทอื่นๆ อีกหลากหลาย การดื่มชานมไข่มุก ระดับหวานน้อยจึงยังทำให้ร่างกายได้น้ำตาลเกินความต้องการเพราะองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือประมาณ 24 กรัม เท่านั้น         ในปี 2567 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเผยว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลลดลง จาก 27 ช้อนชาต่อวัน เหลือ 23 ช้อนชาต่อวันแต่อย่างไรก็ตามการบริโภคน้ำตาลระดับดังกล่าวยังนับเป็นปริมาณที่สูงมาก ปัจจุบันประเทศไทยจึงมีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ราว 400,000 คน ต่อปี คิดเป็น ร้อยละ 77 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด         ก่อนหน้านี้ในปี 2562  มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคสุ่มเก็บตัวอย่างชานมไข่มุกแบบสูตรหวานระดับปกติ จำนวน 25 ยี่ห้อ ตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ เช่น ปริมาณพลังงาน และน้ำตาลต่อแก้ว สารกันบูดและโลหะหนักในเม็ดไข่มุก         ส่วนของปริมาณน้ำตาลต่อแก้วพบว่าตัวอย่างที่ให้น้ำตาลน้อยสุดคือ 4 ช้อนชา ขณะที่ตัวอย่างชานมไข่มุกที่มีปริมาณน้ำตาลมากที่สุดมีน้ำตาลมากถึงจำนวน 18.5 ช้อนชา มากกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ถึง 3 เท่า ผลการทดสอบในปี 2562 ทำให้สังคมตระหนักถึงอันตรายจากปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มชานมไข่มุกมากขึ้น         ทัศนีย์ แน่นอุดร บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ  มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การบริโภคชานมไข่มุก ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพในหลายด้าน ทั้งสุขภาพกายและจิตใจที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, โรคเบาหวาน,โรคอ้วน  การตรวจในปี 2562 ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคทำให้ประชาชนได้รู้ว่าชานมไข่มุกว่ามีน้ำตาลมาก คนหันมารักสุขภาพกันมากขึ้น เดี๋ยวนี้เราจึงได้ยินอยู่เสมอว่าคนจะสั่งแบบ หวานน้อยๆ แต่การทดสอบครั้งนี้ ทำให้เราเห็นว่า ระดับหวานน้อยก็ยังมีน้ำตาลไม่น้อยเลย เป็นระดับน้ำตาลที่ทำให้บริโภคทุกวันไม่ได้ จนถึงถ้าดื่มจนหมดแก้วก็ยังมากเกินไป การทดสอบครั้งนี้ค่าน้ำตาลที่ได้ยังไม่รวมถึงเม็ดไข่มุกที่เราไม่ได้ทดสอบ ประชาชนที่รักสุขภาพ ต้องการลดการบริโภคน้ำตาลลงจริงๆ จึงอยากให้มองถึงภาพรวมอาหารทั้งหมดที่รับประทานในแต่ละวันด้วย         ปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างรณรงค์ให้ประชาชนลดการบริโภคน้ำตาลลง เพราะน้ำตาลทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายโรค สำหรับเครื่องดื่มชานมไข่มุกกลับกำลังขยายตัว โดยคาดการว่า ในปี 2568 มูลค่าทางการตลาดของชานมไข่มุกทั่วโลก จะสูงถึง 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 343,751 ล้านบาท ท่ามกลางงานศึกษาวิจัยใหม่ๆ ที่ได้ค้นพบอันตรายของชานมไข่มุกมากขึ้น ล่าสุดการศึกษาวิจัยในประเทศจีนและได้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ Journal of Affective Disorders พบความเชื่อมโยงมีนัยสำคัญระหว่างการบริโภคชานมเป็นประจำ กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการเป็นโรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้าของเยาวชน คนรุ่นใหม่ อ่านผลการทดสอบชานมทั้งระดับหวานปกติ และ หวานน้อย ได้ที่เว็บไซต์ฉลาดซื้อ  ฉบับที่ 278 ผลทดสอบปริมาณน้ำตาลใน “ชานม” ที่ระดับหวานน้อhttps://chaladsue.com/article/4581ฉบับที่ 220 ผลทดสอบปริมาณพลังงาน น้ำตาล และข้อมูลโภชนาการอื่นๆ ในเครื่องดื่ม “ ชานมไข่มุก ”https://chaladsue.com/article/3171

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ค่าบริการสาธารณะ ใครต้องรับผิดชอบ ระวังข้อสัญญาไม่เป็นธรรม

        ในสภาพสังคมปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โครงการบ้านจัดสรรหรือห้องชุด (คอนโดมิเนียม) โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ดทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ดังนั้น หลายคนจึงมีที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรร และห้องชุดซึ่ง เมื่อมีคนมาอยู่รวมกัน ก็จะมีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค กับค่าบริการสาธารณะ ซึ่งหลายคนยังแยกไม่ค่อยออก โดยค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคในโครงการ จัดเป็นค่าซ่อมแซมถนน ทางเท้า ขุดลอกท่อระบายน้ำ ค่าดูแลสวนสาธารณะ สวนหย่อม เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้จะเป็นของผู้ประกอบการ กับอีกส่วนคือค่าใช้จ่ายบริการสาธารณะ หรือค่าใช้จ่ายในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อาศัย เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ค่าบริหารจัดการ ค่าจัดเก็บขยะ และค่ารักษาความปลอดภัย เป็นต้น ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ผู้ประกอบการจะเอาค่าส่วนกลางไปใช้จ่ายได้ แต่ต้องใช้เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เงินที่เก็บเป็นส่วนกลาง ที่จะเอามาใช้จ่ายเป็นค่าบริการสาธารณะได้นั้น โดยส่วนใหญ่มักใช้ต่อเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านให้ลูกค้ามากกว่า 60% แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ ปัญหาความไม่สะอาด รวมทั้งความไม่ปลอดภัยจะเกิดจากการก่อสร้างเป็นหลัก ดังนั้นความสวยงามในการดูแลสวน รวมถึงการจัดการด้านความปลอดภัยก็เป็นส่วนหนึ่งของการขาย จึงควรเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการทั้งหมด แต่ในบางโครงการผู้ประกอบการมีการเอาเปรียบ โดยนำเงินค่าส่วนกลางไปใช้ตั้งแต่โอนบ้านหลังแรก เราจึงต้องติดตามและต้องร้องเรียนเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม         นอกจากนี้ ยังมีคดีขึ้นสู่ศาลฏีกา ที่ผู้ประกอบการบ้านจัดสรร ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านกับผู้บริโภค และมีการกำหนดข้อสัญญาผลักภาระความรับผิดในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ซึ่งศาลฏีกาก็ได้ตัดสินวางแนวว่าข้อตกลงที่ให้รับผิดในค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตกเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ แต่ในส่วนค่าจัดทำบริการสาธารณะใช้บังคับได้ และกรณีที่ไม่ได้ยื่นขอความเห็นชอบอัตราการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับการกำหนดค่าเสียหายคดีแพ่งทั่วไป และกรณีคิดค่าปรับล่าช้า หากไม่มีเขียนไว้ในสัญญา ผู้ประกอบการย่อมไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าปรับจากค่าบริการสาธารณะที่ค้างชำระ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2566         ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเป็นคนละส่วนกับค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะ ดังที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 นิยามคำว่า “สาธารณูปโภค” กับคำว่า “บริการสาธารณะ” แยกจากกัน การบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากความรับผิดเมื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 หากมีการทำข้อตกลงที่เป็นการผลักภาระความรับผิดในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนที่จะมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 44 ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ในส่วนบริการสาธารณะ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 และมาตรา 44 ไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องรับผิดชอบเหมือนดังเช่นสาธารณูปโภค ประกอบกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะซึ่งเป็นบริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการจัดสรรที่ดินโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อคดีนี้โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระค่าบริการส่วนกลางที่ค้างชำระ แม้คำฟ้องบางช่วงบางตอนจะใช้ถ้อยคำว่า โจทก์จัดทำสาธารณูปโภคในพื้นที่ส่วนกลาง ค่าบริการสาธารณูปโภคส่วนกลาง แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและมีพยานมาสืบโดยยกตัวอย่างถึงบริการส่วนกลางที่ดำเนินการ เช่น การจัดให้มีไฟทางส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยในการเข้าออกหมู่บ้าน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการสาธารณะ         เมื่อจำเลยชำระค่าบริการสาธารณะเรื่อยมา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2555 พฤติการณ์บ่งชี้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าบริการสาธารณะระหว่างกัน แม้โจทก์ไม่ได้อ้างส่งสัญญาหรือข้อตกลงเป็นพยานหลักฐาน กรณีรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะ ส่วนที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แม้ต่อมามีการตรา พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ขึ้นใช้บังคับให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แต่มาตรา 69 พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใบอนุญาตหรือการอนุญาตใด ๆ ที่ให้ไว้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตและการอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า การบำรุงรักษาบริการสาธารณะ ให้นำมาตรา 53 มาใช้บังคับแก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ด้วยโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 53 ก็บัญญัติให้นำความมาตรา 50 มาบังคับใช้โดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้เรียกเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะได้ตามอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ความเห็นชอบ แต่อย่างไรก็ตามแม้โจทก์ไม่ได้ยื่นขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าบริการ ทั้งหากศาลไม่รับบังคับหนี้ค่าบริการสาธารณะย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่และความสงบสุขโดยรวมของผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการที่ดินจัดสรรที่มิได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับการกำหนดค่าเสียหายคดีแพ่งทั่วไป         ตามคำฟ้องไม่ปรากฏข้อตกลงกำหนดเวลาชำระค่าบริการสาธารณะที่จำเลยต้องชำระรายเดือนเมื่อใด จะต้องถือว่าจำเลยผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบอกกล่าวทวงถามแล้วไม่ชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 ได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับคำบอกกล่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับเมื่อใด จึงไม่อาจกำหนดวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยผิดนัดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ก่อนฟ้องได้ เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป         ระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ข้อ 4 กำหนดอัตราค่าปรับกรณีที่เจ้าของที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินชำระเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดว่าต้องไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนเงินค้างชำระ เมื่อนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การชำระค่าบริการสาธารณะล่าช้ากรณียังไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีความหมายเพียงว่าผู้จัดสรรที่ดินและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอาจตกลงให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรชำระค่าปรับล่าช้าได้ เมื่อไม่ปรากฏข้อตกลงดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลย กรณีจึงไม่ต้องด้วยระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครฉบับดังกล่าวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับจากค่าบริการสาธารณะที่จำเลยค้างชำระตามฟ้องได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 สมาร์ตโฟน 2024

        ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอนำเสนอผลทดสอบเปรียบเทียบสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ 19 รุ่น ที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (International Consumer Research and Testing) ได้ทำไว้ในครึ่งแรกของปี 2024           สมาร์ตโฟนเหล่านี้มีขนาดหน้าจอระหว่าง 6.6 ถึง 6.8 นิ้ว สนนราคาระหว่าง 4,499 ถึง 50,900 บาท*         เช่นเดียวกับผลการทดสอบเปรียบเทียบครั้งก่อนหน้านี้ คะแนนถูกแบ่งออกเป็นด้านต่างๆ ได้แก่             ร้อยละ 25   ประสิทธิภาพกล้อง             ร้อยละ 15   แบตเตอรี             ร้อยละ 15   หน้าจอ             ร้อยละ 15   การใช้งาน*            ร้อยละ 10   คุณภาพเสียง             ร้อยละ 10   ความทนทาน             ร้อยละ 10   ประสิทธิภาพเครื่อง          ข่าวดีคือเรายังหาสมาร์ตโฟนที่ใช้การได้ดีพอสมควรในราคาประมาณหมื่นกว่าบาท ถ้าใครยินดีจ่ายถึง 50,000 บาท ก็จะได้รุ่นที่ได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบครั้งนี้ (83 คะแนน) ไปใช้งาน ในทางกลับกัน รุ่นที่มีราคาค่อนข้างถูกบางรุ่นอาจไม่น่าสนใจนัก เพราะอยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนน้อยที่สุดเช่นกัน แต่ละรุ่นมีข้อเด่นข้อด้อยแตกต่างกันไป พลิกดูรายละเอียดได้ในหน้าถัดไป  หมายเหตุ *รวมความสะดวก ความปลอดภัย การใช้งานโทรศัพท์ และความหลากหลายของฟีเจอร์           ·       โปรดตรวจสอบราคาและโปรโมชันล่าสุดกับทางร้านอีกครั้งก่อนตัดสินใจ        ·       อ่านผลการทดสอบเปรียบเทียบสมาร์ตโฟนครั้งก่อนหน้านี้ได้ใน ฉลาดซื้อ ฉบับ 270  VideoFull ScreenFont FamilyStylePictureLinkTableAlign center (CTRL+SHIFT+E)Code View

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า0 Point

ฉบับที่ 279 ยกระดับคุณภาพสื่อ ภารกิจที่ต้องร่วมด้วยช่วยกัน

        ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ในฐานะผู้บริโภค เราเห็นได้ชัดเจนว่าทางเลือกในการรับชมสื่อโทรทัศน์ ความบันเทิงของเรามีมากอย่างที่ไม่เคยมากเท่านี้มาก่อน จนเรียกได้ว่า คือ “ยุคสมัยที่คอนเท้นท์ล้นตลาด”        ในด้านของหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่กำกับดูแล ก็ต้องนับว่ามีภาระหน้าที่ที่มากขึ้น แต่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กลับถูกจับจ้องจากสังคมว่าไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ-กำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศเท่าที่ควร การเป็นหน่วยงานที่อยู่ตรงกลางทั้งเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และต้องไม่จำกัดสิทธิ เสรีภาพของผู้ประกอบกิจการ ทำให้สุดท้ายหลายฝ่ายมองว่าการทำงานของ กสทช.ไม่ได้ขยับการทำงานไปทิศทางไหน...จนถึงล่าช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว         ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ จากในฐานะอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่สั่งสมประสบการณ์จากงานวิชาการ งานวิจัยด้านสื่อมากว่า 30 ปี เธอก้าวเข้าสู่การเป็นผู้คุมกฎ ในฐานะ  1 ใน 7 กรรมการ กสทช. เพราะตระหนักว่า ความรู้ของเธอเป็นประโยชน์ต่อ กสทช. ท่ามกลางยุคสมัยการเปลี่ยนผ่านของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย          อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยค่ะว่า จุดเริ่มต้นได้เข้ามาทำงานในวงการสื่อได้อย่างไร         ครูเรียนจบมาทางด้านอักษรศาสตร์ เรียนจบแล้วก็ไปเป็นนักข่าวอยู่ที่หนังสือพิมพ์ The Nation หลังจากทำงานได้ราว 2 ปี ก็ไปเรียนต่อทางด้านนิเทศศาสตร์ทั้งปริญญาโทและเอกที่ต่างประเทศ และกลับมาเป็นอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ที่จุฬา ช่วงที่เป็นอาจารย์ครูก็ทำงานวิจัยเยอะมาก ทำวิจัยเรื่องสื่อภาคประชาชน การมีส่วนร่วม เราศึกษาฉลาดซื้อเป็น กรณีศึกษาของนิตยสาร รายการมองต่างมุม เป็นสื่อโทรทัศน์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลสื่อ เป็นเรื่องของสื่อเพื่อประชาธิปไตย สื่อเด็กและเยาวชน เรื่องการปฏิรูปสื่อ การปฏิรูปสื่อก็ครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งเรื่องสื่อสาธารณะ สื่อภาคประชาชน         ความเกี่ยวข้องที่ครูได้เข้ามาคือเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่สังคมพูดถึงการปฏิรูปสื่อแล้ว ครูทำงานในฐานะนักวิชาการ สอนนักศึกษาและทำวิจัย แต่ก็เฝ้ามอง ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ตอนนั้นสังคมเรามองว่า หน้าที่ของสื่อที่ปรากฏอยู่ไม่ได้ทำงานตอบโจทย์สังคมได้ จะต้องมีการปฏิรูปและมาชัดเจนตั้งแต่ปี 2540 ที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การปฏิรูปสื่อดำเนินมาพร้อมการตื่นตัวของภาคประชาชน การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ การให้มีองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ตอนนี้ประชาชนย่อมรู้จักแล้ว เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ปปง. ป.ป.ช. การปฏิรูปสื่อก็เป็นที่มาของ กสทช.         การที่ กสทช. เกิดขึ้นเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 40 พูดถึงเรื่องการปฏิรูปสื่อในมิติของคลื่นความถี่ว่าคลื่นความถี่เป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ ให้เป็นไปเพื่อการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะในด้านต่างๆ  เลยเป็นที่มาของ กสทช.          จากความสนใจได้นำมาสู่การมีบทบาทหน้าที่เป็นกรรมการ ของ กสทช. ได้อย่างไร         อย่างที่บอกว่าความสนใจของครูที่มีมาตลอด คือเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองของสื่อ และทำวิจัยมาตลอด เรื่องความสัมพันธ์ในแง่ของการจัดสรรทรัพยากร  ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เกี่ยวกับการสื่อสาร ระบบการสื่อสารในสังคม ครูทำวิจัยมาเยอะมากและครูชอบทำวิจัย และชอบทำประเด็นทางการสื่อสารที่อาจถูกมองว่าเป็นประเด็นปัญหาในสังคม  เช่น ช่วงหนึ่งที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการแบ่งขั้วความคิดในสังคมไทย  มีการแสดงความเกลียดชัง มีการสื่อสารคำพูดเกลียดชัง Hate Speech เรื่องเสื้อเหลือง เสื้อแดง ครูก็ทำวิจัยมาแล้ว พอมีพื้นที่ออนไลน์ คนสามารถทำได้ ครูก็เคยทำเรื่องการสื่อสารคำพูดเกลียดชังในพื้นที่ออนไลน์มาแล้วด้วย           ส่วนแง่มุมการกำกับดูแล พอเรามีความสนใจ ในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง เราต้องดูเชิงโครงสร้างด้วยเพราะทุกอย่างเป็นโครงสร้างทางอำนาจ  ประสบการณ์ทั้งการศึกษา การทำงานวิจัยในเรื่องต่างๆ ที่ครูบอกรวมถึงการปฏิรูปสื่อนอกจากนี้ยังเขียนวิจารณ์สื่อลงกรุงเทพธุรกิจและ Bangkok Post รวมถึงการทำงานที่จุฬา เราก็ได้ทำหลายอย่างจนถึงทำหน้าที่รองอธิการบดี และก่อนหน้านี้ครูได้เข้ามาทำงานเป็นอนุกรรมการใน กสทช.อยู่แล้วเป็นการเข้ามาสนับสนุนด้านงานวิชาการ ทั้งหมดนี้ก็เป็นพื้นฐานจนครูคิดว่าเราเข้ามาทำงานในจุดนี้ไหม  ความรู้ของเราน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศนี้ โดยเฉพาะหน่วยงานนี้ จนมาสมัครเป็นกรรมการ กสทช.               มองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ทั้งทางโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และส่งผลต่อสังคมในมิติต่างๆ อย่างไร ในมุมมองของอาจารย์ค่ะ         ต้องย้อนหลังให้เห็นพัฒนาการก่อนคือแต่ก่อนการแพร่ภาพและกระจายเสียงอยู่ในการดูแลของภาครัฐทั้งหมด คลื่นวิทยุส่วนใหญ่เป็นของกองทัพไม่ต้องพูดถึง ส่วนโทรทัศน์เรามีช่อง 5 และ ช่อง 7 เป็นของกองทัพบก อสมท ช่อง 11 ของสำนักนายก  กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นของรัฐทั้งหมด เมื่อมีการปฏิรูปสื่อ คือการปฏิรูปการเข้าถึงเพื่อการใช้ประโยชน์ ฟอร์มในการเข้าถึงมันเปลี่ยน แต่ความเป็นเจ้าของมันเป็นของประชาชนนี่ล่ะ         แต่การมี กสทช.ยังมาพร้อมการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนสถานีที่เพิ่ม แต่เป็นเรื่องที่ใครจะเข้าถึงด้วย มีคนเข้าถึงได้มากขึ้นจากที่เรามีช่องแค่ 4 ช่อง ตอนนี้เรามี 15 ช่อง ในปี 2557 หลังจากประมูลปรากฎว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นเพราะมันเกิดแพลตฟอร์มใหม่คือออนไลน์ ที่เข้ามาทำหน้าที่เหมือนทีวีเลยคือเราพอเริ่มเห็น  Youtube / Facebook ว่ามีมานานแล้ว  แต่ตอนหลังก็สามารถ Live ได้ แล้วยังมี Streaming จากต่างประเทศ  Netflix เข้ามาประเทศไทยในปี 2561หลังจากที่มีการประมูลทีวีดิจิทัล มันเป็นการดิสรับชั่นอย่างรุนแรง เพราะผู้ให้บริการภาพและเสียงไม่ได้มีแค่ผู้ประกอบการโทรทัศน์ในประเทศเหมือนแต่ก่อนแล้วจึงมีการแข่งขันที่สูงมากอย่างที่เราได้เห็นในตอนนี้         ครูวิเคราะห์ให้เห็น 3 ระดับถึงความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา คือหนึ่ง เครื่องมือเปลี่ยน เมื่อ 10 ปีก่อนก็คือโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อกับภาคพื้นดินเรามีเสาหนวดกุ้ง ก้างปลา แต่ตอนนี้เครื่องมือการรับของเราหลากหลายมาก มือถือ แท็บเล็ต แท็ปเล็ต สิ่งนี้ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแน่นอน เราเลือกได้ว่าจะรับแบบไหน จะดูอะไรตอนไหน ดูตลอด 24 ชั่วโมงก็ได้  สิ่งนี้ทำให้เซอร์วิสเปลี่ยนแต่ก่อนต้องเปิดต้องปิดสถานีแต่ตอนนี้สถานีเปิด 24 ชั่วโมงแล้ว ไม่มีปิดแล้วแต่ก่อนต้องดูตามผังรายการมันมีเวลาออกอากาศที่แน่นอน ตอนนี้ไม่ได้ดูรายการตามผังแล้ว  ค้างไว้แค่นี้ เดี๋ยวกลับมาดูใหม่ก็ได้         สอง เครื่องมือก็นำเราไปสู่แพลตฟอร์ม เช่น AIS Play, True ID, Prime, YouTube, Netflix  มีผู้เล่นทั้งเก่าและใหม่ ผู้เล่นเก่าอย่างช่อง 3 เขาก็อยู่ทั้งในแพลตฟอร์มรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่การรับชมมันหลากหลายได้มาก โมเดลทางธุรกิจตรงนี้แตกกระจายมาก  อย่างผู้เล่นต่างประเทศ เช่น Netflix กฎหมายเรายังไม่ได้เขียนไปถึงสุดท้ายคือโครงข่าย Network น่าจะเป็นพื้นฐานที่สุด แต่มีอำนาจสูงสุดหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่รองรับอุตสาหกรรมและการบริโภคทั้งหมด เมื่อก่อนที่เรามีแต่ช่องภาคพื้นดินเรามี ช่อง 3 5 7 9 ตอนนี้กลายเป็นว่าเรารับเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ถ้าอินเตอร์เน็ตล่มก็ดูทีวีไม่ได้ ซึ่งถ้าเมื่อก่อน มันจะไม่เกี่ยวกัน         ความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นเรายิ่งเห็นได้ชัดเจน ข้อมูลจาก Media Intelligence Group ในปี 57 เงินที่ได้จากการโฆษณาทางโทรทัศน์ เป็นจำนวนเงิน 73 ,595 ล้านบาท ทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้  ในปีนี้ผ่านมา 10 ปีมีจำนวนช่องมากขึ้นเป็น 15 ช่อง ในปี 2567 ลดเหลือ  34,656 ล้านบาท  ลดไป 53 % ในภาพที่ตรงกันข้าม รายได้จากการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตคือ ในปี 57 มูลค่าประเมินอยู่ที่ 6,115 ล้านบาท  10 ปีผ่านไป เพิ่มเป็น 31,899  ล้าน โตขึ้น 521%   รายได้จากการโฆษณามันสวนทางกัน รายได้อยู่ที่ออนไลน์ เพราะคนไปอยู่ดูอยู่ที่นั่น คนไม่ค่อยดูทีวีแต่มาดูทางออนไลน์         สื่อในปัจจุบัน มีหลากหลายช่องทางมาก เช่น สื่อในออนไลน์ สื่อโทรทัศน์มาตรการในการกำกับดูแล และคุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบันมีความแตกต่างกันไหม         มีความซับซ้อนขึ้นด้วยอย่างทรู หรือ เอไอเอส  เขาเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายแล้วเขายังเป็นผู้ประกอบการ OTT ด้วยเขามีหลายหมวกใบการกำกับดูแลก็แตกต่างกันออกไป         เรื่อง OTT กสทช. มีอำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแล OTT ที่เผยแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่ OTT ทุกประเภท ในต่างประเทศ ที่เทียบเคียงกับ กสทช. เช่น หน่วยงาน Ofcom ของอังกฤษ หรือ KCC ของเกาหลี เขาก็ดูแลเนื้อหา OTT ที่แพร่ภาพและกระจายเสียง เข้าเน้นว่าจะกำกับดูแลอย่างไร อาจจะต้องมีนวัตกรรม และรีแลกซ์มากขึ้น แต่ต้องสามารถแสดงความรับผิด รับชอบของแพลตฟอร์มได้จริง หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ผิดสัญญาใครจะต้องดูแล การกำกับดูแลไม่ใช่แค่เรื่องการเซนเซอร์  ยังมีเรื่องการนำข้อมูลส่วนตัวเอาไปใช้ การที่ผู้บริโภคได้บริการที่มีคุณภาพ ทุกวันนี้ถ้าถามว่า หากตอนนี้เรามีปัญหากับ Netflix ใครจะดูแลสิทธิผู้บริโภคของคนไทย ที่เกาหลี Netflix เขาทำละครประวัติศาสตร์ มีส่วนที่คนเกาหลีมองว่าบิดเบือน แล้วเผยแพร่ในเกาหลีด้วย เขาบอกเลยว่า เป็นการละเมิดอธิปไตยทางวัฒนธรรม หรือหากเขาบอกว่าเราไม่สามารถใช้อำนาจปกครองกับเขาได้เพราะเขาอาจจะบอกว่าเขาไม่ได้ใช้ทรัพยากรอะไรของเรา ที่ใช้คลื่นความถี่หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ต้องมีส่วนรับผิดรับชอบ เพราะการแพร่ภาพและกระจายเสียงมันอยู่ในประเทศไทย มีการละเมิดลิขสิทธิ์ไหม ก็เป็นเรื่องที่ต้องดูแล แม้จะมีความหลากหลายมากแต่จะต้องกระจายการกำกับดูแลให้ไปสู่ระบบที่เราเรียกว่า เป็นระบบ  Accountability  คือแต่ละแพลตฟอร์มจะต้องมีความรับผิด รับชอบของตัวเอง จะต้องมีมาตรฐานของตัวเอง เรื่องนี้ๆ แต่ถ้าท้ายที่สุดถ้าไม่มีมาตรฐาน หรือถ้าเกิดมีปัญหาจริงๆ  กสทช. ก็ต้องเข้าไปดูได้ เป็นต้น         การทำงานของ กสทช.ที่ผ่านมามีความล่าช้าในหลายเรื่องที่สำคัญ คิดว่ามาจากปัญหาและอุปสรรคอะไรค่ะ         ใช่ เราก็ยอมรับ แต่ในส่วนของเราก็ทำงานของเราเสร็จแล้วนะ แต่อาจจะเป็นวาระที่กำลังผลักดันในองค์กรอยู่ด้วย มันจะมีความซับซ้อนหน่อย  เพราะว่าทุกอย่างมันขึ้นกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  ตอนนี้เราได้ร่างหลักเกณฑ์ว่าด้วยการแพร่เสียงและภาพผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อันนี้เป็นร่าง เราทำเสร็จแล้ว ประกาศนี้เชื่อมโยงกับกฎหมายอีกฉบับคือพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการ แพลตฟอร์มดิจิทัลฯ ปี 2566 ซึ่งบอกไว้ว่าเราจะต้องมีหลักประกันในแง่ของการกำกับดูแล 3 เรื่องหลัก คือเรื่องของความโปร่งใส  ความเป็นธรรม และมาตรฐานในการประกอบธุรกิจ  ในการคุ้มครองประชาชน อันนี้เป็นร่างหลักเกณฑ์ที่ทำขึ้นเสร็จแล้ว โดยคณะอนุกรรมการที่ดูแลอยู่ คืออนุกรรมการแพลตฟอร์มดิจิทัล ขั้นตอนต่อไปเราก็ทำ Public Hearing ต่อไป          ในต่างประเทศ หน่วยงานในลักษณะที่เป็นแบบ กสทช. เขามีบทบาทในการกำกับดูแลสื่อกันอย่างไร         หน่วยงานชื่อ Ofcom ของอังกฤษเขาก็ทำงานได้ดี ส่วนของการกำกับดูแล OTT เขามีการเน้นเรื่องการปกป้อง คุ้มครองผู้บริโภค Consumer protection รวมถึงเด็กและเยาวชนด้วย สำนึกทางสังคมของคนทำสื่อในบ้านเราไม่รุนแรงเหมือนที่เราเจอในต่างประเทศ  เราเคยไปเกาหลีแล้วถามว่า ระบบดูแลกันเองของเขาทำได้อย่างไร  KCC หรือ กสทช.ที่เกาหลี เขาบอกว่า มาตรฐานของผู้ประกอบการนะ สูงกว่า กสทช.ของเกาหลีอีก กสทช.เขาไม่ต้องทำอะไรมากเลย เพราะผู้ประกอบการดูมาดีแล้ว ส่วนใหญ่หน่วยงานเลยไปดูเรื่องโฆษณาออนไลน์ โฆษณาผิดกฎหมาย กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาต้องไปดีลคือพวกสแกม อะไรแบบนี้เป็นหลัก อะไรที่อยู่ในช่องหลัก ผู้ผลิตสื่อรู้หน้าที่ของตัวเอง เขารู้ว่าเขาต้องดูแลเด็กๆ ด้วย มีกลุ่มผู้ดูที่หลากหลาย         หน่วยงาน KCC  ของเกาหลี นอกจากผู้ประกอบการเขาจะเข้มงวดเองแล้ว ผู้บริโภคเขายังเข้มแข็งถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เขารีแอคแล้ว เขามีวัฒนธรรมที่รุนแรงว่าเขาจะต่อต้านไปดูอย่างอื่นเลย                ในบ้านเรา ปัจจุบันมีเรื่องอะไรที่ผู้บริโภคหรือประชาชนทั่วไปควรได้รับการคุ้มครองมากขึ้นค่ะ                 หนึ่ง สื่อรูปแบบใหม่ เขาตามเก็บข้อมูลได้ละเอียดมาก คลิปนึงดูซ้ำกี่รอบ เขารู้หมด รู้ว่าจะต้องลงโฆษณาตอนไหน TikTok รู้เลย คนที่สมาธิสั้น หากดูเกิน 30 วินาทีแสดงว่าน่าสนใจมาก คลิปนี้ดูค้างไว้ กลับเข้ามาดูต่อได้เลย ทุกอย่างมีโปรโฟล์ในการจัดเก็บ การเก็บข้อมูลของผู้บริโภคมันทำได้ละเอียดมาก เขารู้รสนิยม พฤติกรรมผู้บริโภค แล้วนำมาทำนายได้ว่า คุณน่าจะชอบอะไร แบบไหน         สอง การนำเสนอข่าวต่างๆ ของบ้านเรา ครูมองเห็นว่ามีพัฒนาการที่แย่ลง มีมาตั้งแต่ก่อนที่ครูจะเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. ตั้งแต่มีข่าวลุงพล  น้องชมพู่  การรายงานข่าวใช้ทั้งน้ำเสียง การซ้ำภาพ ใช้ซีจี  เขาอาจจะบอกว่าเขาทำความจริงให้ปรากฎ แต่ก็เป็นดาบ 2 คม นักข่าวจะมองว่า ทำความจริงให้ปรากฏแต่อีกด้าน คุณละเมิดความเป็นส่วนตัวในหลายๆ เรื่องหรือเปล่า การทำงานเพื่อคุ้มครองประชาชนของเรา เริ่มจากเราก็พิจารณาให้โอกาสช่องได้เข้ามาชี้แจงและขอความร่วมมือ  ตักเตือน ต้องถูกตักเตือนมาหลายมาตรการแล้ว ก่อนจะถูกระงับการให้ออกอากาศแต่อันนี้ประชาชนอาจจะไม่ทราบ        ครูพูดถึงอันตรายของการการรายงานข่าวแบบขยี้ข่าว เพราะจะทำให้รสนิยมการบริโภคข่าวของประเทศเราจะผิดเพี้ยนมากเกินไป การนำเสนอข่าวทารุณสัตว์ เอาแมวมาฟาดฉายภาพซ้ำๆ เพื่ออะไร เป็นเรื่องของ จริยธรรม ศีลธรรมอันดีด้วย หน้าจอโทรทัศน์ คุณจะเห็นความตกต่ำในรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าไปดูในออนไลน์ก็จะเห็นว่า ข่าวมันไม่มีความหลากหลายเลย เขียนอะไรก็ยังผิดมาก การตรวจสอบมันน้อยลง สิ่งสำคัญคือ โฆษกกรมสุขภาพจิต บอกเลยว่า ถ้าการรับสื่อรุนแรงกลายเป็นความรู้สึกที่ชินชาและรับได้มากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ดีกับสังคม         พื้นที่ข่าวเป็นพื้นที่เชื่อมโยงของสังคม ที่จะรับรู้ข้อมูล ความเดือดร้อน สถานการณ์สำคัญต่างๆ แต่ถ้ามีแต่ข่าวแบบนี้ก็กลายเป็นว่าคนจะเมิน จะเปลี่ยนไปดูแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น  Prime / Netflix หรืออะไรก็ตาม ซึ่งจริงๆ ข่าวเป็นสิ่งที่ผูกโยงสังคมเข้าด้วยกัน เขาจะได้รู้ว่าตรงนั้น ตรงนี้มันเกิดอะไรขึ้น เราจะมีพื้นที่ตรงกลางให้เราจะช่วยเหลือกันยังไง ถ้ามีแต่ข่าวแบบนี้แล้วสังคมจะเข้มแข็งได้อย่างไร คนที่มีทางเลือก สามารถจ่ายได้ เขาจะไปเลือกดู Prime / Netflix แต่คนที่ไม่สามารถจ่ายได้ เขาก็ต้องดูอะไรที่อาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์กับตัวเขาด้วย มันก็เป็นความเหลื่อมล้ำ  เราเลยต้องลดตรงนี้ลง  นี่คือความมุ่งหวังที่เราอยากให้เกิดขึ้น เราไม่ได้อยากจะไปเซนเซอร์ใคร แต่ถึงจุดหนึ่งเราต้องขีดบรรทัดฐานที่ดีให้กับสังคมได้ ยิ่งเรามีผู้เล่นจากต่างประเทศ เขาไม่ได้มาสนใจว่าเราจะต้องมีพื้นที่ในการยึดโยงกันในสังคมได้อย่างไร          อาจารย์มองว่า การกำกับดูแลสื่อในอนาคตที่อาจจะไม่ไกลนักด้วย สังคมจะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องอะไรไว้บ้าง ถามทั้งในส่วนของหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องช่วยกันกำกับดูแล และฝากถึงภาคประชาชนที่จะสามารถช่วยกันเฝ้าระวังได้ค่ะ          เรื่องนี้ใหญ่กว่าหน้าที่ของ กสทช.ถ้าไปดูมาตรา  37 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ            ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ซึ่งเราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เช่น การละเมิดเด็ก ก็ต้องพิสูจน์นะว่าละเมิดยังไง  แล้วหรือนำไปสู่  พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กยังไง การจะตัดสินในแต่ละเรื่อง มันไม่ใช่ง่าย         ที่ผ่านมา เรื่องของมาตรฐานในการนำเสนอข่าว ตรงนี้เราก็เดินสายไปคุยกับหลายฝ่าย เพื่อให้สังคมเห็นปัญหานี้และลดการขยี้ข่าว เราเข้าหา สสส. เพราะเรามองว่า สื่อและเนื้อหาที่ดี เป็นสุขภาวะของสังคม เราเข้าไปคุยกับ กรมสุขภาพจิต เราก็เห็นตรงกันว่าตรงนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตเราจะทำวิจัยเล็กๆ ร่วมกัน เราเข้าไปคุยกับ พม. ในแง่ของสิทธิมนุษยชน สิทธิของเด็กและสตรี ที่มีความหลากหลายทางเพศ อะไรต่างๆ เราจะเจอว่ากลุ่มคนเหล่านี้มักถูกนำเสนอแบบขยี้ข่าวบ่อยมาก เราเดินสายคุยกับหน่วยงานต่างๆ คุยกับ สถาบันวิชาการต่างๆ เพราเขาผลิตเนื้อหาวิชาการเราอยากให้เข้าเน้นเรื่องนี้บ้าง การทำวิจัยในหัวข้อเหล่านี้มากขึ้น หรือมาร่วมกันทำวิจัยเพื่อให้เห็นผลกระทบมากขึ้น         มองว่าอันนี้คือประเด็นทางสังคมเลย ที่กสทช.ไม่อาจจะทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง  เราต้องอาศัยสังคม ภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมเข้ามาช่วย มาช่วยกันปลูกจิตสำนึกแม้แต่การโฆษณาก็ต้องคิดว่า ลงโฆษณาแบบนี้ แล้วจะมีผลอะไรตามมา องค์กรวิชาชีพก็ต้องคิดนะว่า คุณจะไปกำกับดูแลกันเองให้เกิดมาตรฐานจริยธรรมที่ดีขึ้นได้อย่างไร ผู้ประกอบการก็ต้องคิด องค์กรที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องเข้มแข็งมากขึ้น  ไม่ใช่เพียงมองมาที่ กสทช. แล้วให้ไปดูแล เพราะต้องบอกว่าหากเนื้อหาไม่ได้รุนแรงจริงๆ  อย่างมากเราได้แต่ขอความร่วมมือ ถ้ามันไม่รุนแรงจริงๆ เราไปทำอะไรเขาไม่ได้เลย เราทำได้คือประกาศออกแนวปฏิบัติ เราก็มีข้อจำกัดเยอะ         ส่วนภาคประชาสังคมจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร  เราอาจจะมองภาคประชาชนเป็นภาพรวมไม่ได้ แต่ตอนนี้ NGO ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสื่อก็ไม่ค่อยมีเลย เรามีองค์กรของผู้บริโภค ที่เข้ามาช่วยดูแลด้วย แต่การที่เราไปร้องเรียนเรื่องสิทธิเด็ก สตรีกับ พม. กับหลายหน่วยงานเรามองว่าเป็นสิทธิพลเมือง ไม่ใช่แค่สิทธิของผู้บริโภค.

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 กระแสต่างแดน

เกมร้อนซ่อนคน        องค์กรสิทธิมนุษยชนในฝรั่งเศสร่วมกันเปิดโปงการ “ซุกปัญหาไว้ไต้พรม” ของรัฐบาล หลังผิดสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะดูแลให้คนเร่ร่อนมีที่อยู่อาศัยก่อนที่ปารีสเป็นจะเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนในเดือนกรกฎาคมนี้         พวกเขาผิดหวังที่เห็นคนไร้บ้านจำนวนมากถูกเจ้าหน้าที่ต้อนขึ้นรถบัส เพราะหมายความว่าคนเหล่านั้นไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงวิ่งไปแย่งกันขึ้นรถเองแล้ว         ในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมา มีคนถูก “สั่งย้าย” ไปแล้ว 12,545 คน พร้อมกับบรรดา “บ้านเต็นท์” จำนวนมากที่ถูกรื้อออกไปด้วย         ปารีสจึงไม่ต่างอะไรกับเมืองที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งก่อนๆ ที่ใช้วิธีเก็บกวาดแบบเดียวกัน         รายงานระบุว่าปัจจัยหนึ่งที่จะแก้ปัญหาระยะยาวให้กับแคว้นอีล เดอ ฟร็องส์ ที่มีปารีสเป็นเมืองหลวง คือการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ได้อย่างน้อย 7,000 ยูนิต เฉพาะท้องถนนของปารีสก็มีคนไร้บ้านอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 3,600 คน แต่ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นทำได้เพียง 1,000 หลังเท่านั้น เทศบาลสื่อรัก        อัตราการเกิดของญี่ปุ่นตกลงอย่างต่อเนื่องมาแปดปี และจำนวนคนตายก็มากกว่าจำนวนคนเกิดถึงสามเท่าในปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่รัฐบาลเสนอให้กับคู่แต่งงานเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด เช่น เงินช่วยเหลือ บริการรับเลี้ยงดูเด็กเล็ก รวมถึงวันหยุดพิเศษของคุณพ่อคุณแม่ ก็ยังไม่สามารถพลิกเทรนด์ดังกล่าวได้         จากสถิติน่าสนใจที่ระบุว่าร้อยละ 70 ของคนที่อยากแต่งงานมีครอบครัว ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม “นัดบอด” หรือใช้แอปฯ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสหาคู่ครองสักครั้ง         เทศบาลกรุงโตเกียวจึงเตรียมเปิดตัว “แอปฯ หาคู่” ที่พัฒนาขึ้นเอง โดยผู้ใช้บริการจะต้องกรอกตัวเลขรายได้พร้อมด้วยเอกสารยื่นภาษี รับรองสถานะว่าโสดและต้องการมีครอบครัว รวมถึงเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อยืนยันตัวตนด้วย         ปฏิกิริยาจากโซเชียลมีเดียมีทั้งคนที่อยากสมัครใช้เพราะรู้สึกปลอดภัย และคนที่ตั้งคำถามว่ารัฐควรเอาเงินภาษีพวกเขามาลงทุนทำเรื่องนี้จริงหรือเลิกกินกี่โมงดี        ปัจจุบันเกาหลีมีฟาร์มเลี้ยงสุนัขเพื่อการบริโภคอยู่ประมาณ 1,500 แห่ง มีสุนัขที่เลี้ยงอยู่ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 500,000 ตัว อ้างอิงจากสถิติของกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท         ก่อนหน้านี้รัฐสภาเกาหลีได้ผ่านร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกการกินเนื้อสุนัข โดยมีแผนจะเข้าช่วยเหลือสุนัขในฟาร์มหรือแม้แต่ทำการุณยฆาตหากจำเป็น ก่อนที่กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2027         แต่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สมาคมผู้ผลิตเนื้อสุนัขของเกาหลีได้ยื่นคำร้องของให้ยกเลิก “การแบน” ดังกล่าว เพราะมันละเมิดสิทธิของประชาชนในการเลือกกินและเลือกประกอบอาชีพ         สมาคมฯ บอกว่ามากกว่าครึ่งของฟาร์มสุนัขในเกาหลีมีเจ้าของเป็นคนอายุมากกว่า 65 ปี พวกเขาไม่มีทักษะหรือประสบการณ์ในการทำงานอื่นเพราะอยู่ในธุรกิจนี้มาชั่วชีวิต         ขณะเดียวกันฝ่ายที่สนับสนุน ก็เรียกร้องให้รีบแบนโดยเร็วที่สุด เพราะพบว่าเกษตรกรบางรายเริ่มเพาะพันธุ์สุนัขเพิ่ม เพื่อให้ได้เงินชดเชยตัวละ 2 ล้านวอน กันแล้ว  ต้องดูแลตัวเอง        การสำรวจในญี่ปุ่นพบว่ามากกว่าร้อยละ 40 ของการบาดเจ็บในยิมฯ เกิดขึ้นขณะฝึกกับ “เทรนเนอร์”         คณะกรรมการสอบสวนเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภครายงานว่า ระหว่างปี 2018 ถึง 2023 มีอุบัติเหตุในสถานออกกำลังกาย 505 ครั้ง ในจำนวนนั้นมีถึง 209 ครั้งที่เกิดขึ้นทั้งที่มีเทรนเนอร์คอยดูแล         เขายังพบอีกว่าเทรนเนอร์เหล่านี้แตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของวุฒิการศึกษา คุณสมบัติ และวิธีการที่ใช้ เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายหรือเกณฑ์มาตรฐานในการปฏิบัติงานดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ         อีกสถิติที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 91 ของผู้ที่ไปออกกำลังกายในยิมแล้วมีอาการบาดเจ็บ เป็นผู้หญิงในวัย 40 และ 50 กว่า         ความนิยมในการใช้บริการครูฝึกส่วนตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น เหมือนเกินไป        งานสำรวจกรมธรรม์ประกันสุขภาพพื้นฐาน ของบริษัทประกัน 30 แห่ง โดยองค์กรผู้บริโภคและสภาสุขภาพแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์พบว่า กรมธรรม์ของแต่ละเจ้าเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก         เขาพบว่าร้อยละ 40 ของผู้บริโภคที่ซื้อประกันในปีที่แล้ว จะสามารถประหยัดเงินได้เฉลี่ยคนละ 103 ยูโร (ประมาณ 4,000 บาท) เพียงแค่พวกศึกษาข้อมูลในตัวกรมธรรม์ให้ละเอียดขึ้น         คนส่วนใหญ่ซื้อการคุ้มครองแบบพื้นฐานทั่วไป ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับแบบที่เบี้ยถูกกว่านั้น แถมยังมีคนจำนวนมากที่เข้าใจว่าตัวเองต้องซื้อแบบราคาแพงไว้ก่อนถึงจะสามารถซื้อการคุ้มครองเพิ่มได้         ทั้งสององค์กรจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทประกันยกตัดแผนประกันที่คล้ายกันออกไป เพื่อลดความสับสน และไม่ว่าจะซื้อกรมธรรม์ที่เบี้ยถูกหรือแพง ผู้บริโภคก็ควรมีสิทธิซื้อการคุ้มครองเพิ่มได้         รัฐบาลเนเธอร์แลนด์กำหนดราคาประกันสุขภาพพื้นฐานไว้ที่ 385 ยูโร (ประมาณ 15,000 บาท) โดยบริษัทสามารถขายบริการเพิ่ม เช่น ทันตกรรม หรือกายภาพบำบัด ได้ 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 ข้าวยีสต์แดงมีทั้งคุณและโทษ

        ในวันที่ 27 มีนาคม 2024 สำนักงานข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานเรื่องที่น่าตกใจว่า ผู้ผลิตยารายใหญ่รายหนึ่งของญี่ปุ่นเรียกคืนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบ หลังจากมีผู้บริโภคสินค้าเสียชีวิตแล้ว 5 ราย (ตามข้อมูลของเว็บไซต์สำนักข่าว NikkaiAsia วันที่ 29 มีนาคม) และล้มป่วยอีกกว่า 100 ราย พร้อมขอให้ผู้บริโภคหยุดใช้สินค้าที่ถูกโฆษณาว่า เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 และจนถึงช่วงที่เป็นข่าวนั้นได้ขายไปมากกว่า 1 ล้านซอง         รายงานข่าวกล่าวว่า บริษัทได้รับข้อความจากครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งว่า ผู้บริโภคสินค้านี้เสียชีวิตจากโรคไตหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์มา 3 ปี และมีแพทย์รายหนึ่งแจ้งว่า เริ่มมีลูกค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดนี้เข้ารับการบำบัดปัญหาเกี่ยวกับไตในโรงพยาบาลมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มีอาการปัสสาวะเปลี่ยนสี แขนขาบวม และเหนื่อยล้า ซึ่งบริษัทผู้ผลิตสงสัยว่า ปัญหาในผลิตภัณฑ์อาจเกิดจากสารพิษ (ซึ่งไม่ได้บอกว่าน่าจะเป็นอะไร) ปนเปื้อนในแม่พิมพ์ที่ใช้ตอกเม็ดสินค้าซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจไม่พบ         สินค้าข้าวยีสต์แดงของบริษัทได้ถูกจัดส่งให้แก่ผู้ผลิตสินค้าอื่นหลายบริษัททั่วโลก เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผสมในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตข้าวยีสต์แดงได้แจ้งเรื่องความเสี่ยงด้านสุขภาพให้บริษัทที่เป็นลูกค้าเหล่านั้นแล้ว และทางบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ในญี่ปุ่นแห่งหนึ่งได้ประกาศทันทีว่า จะเรียกคืนผลิตภัณฑ์สาเกอัดลมซึ่งใช้ข้าวยีสต์แดงเป็นสีของสาเก         สำหรับปัญหาต่อสุขภาพโดยรวมเกี่ยวกับข้าวยีสต์แดง หรือ เบ็นนิโคจิ (beni koji) ในภาษาญี่ปุ่น หรือ อังคัก (angkak) ในภาษาจีน และชื่ออื่น ๆ ในหลายประเทศ ซึ่งมีการบริโภคในรูปของเครื่องเทศสำหรับแต่งสี แต่งกลิ่น มานานนับพันปีในประเทศจีนแล้วนั้น อาจกล่าวเป็นประเด็นได้ดังนี้คือ        ในการแถลงข่าวของบริษัทต่อสื่อทั้งในและต่างประเทศนั้น น่าจะเป็นเพียงการที่บริษัทต้องการปกป้องภาพพจน์ในฐานะผู้ผลิตสินค้าและวัตถุดิบในการผลิตอาหาร เพราะได้ระบุว่า ได้วิเคราะห์หาสารพิษจากเชื้อราคือ ซิตรินิน (citrinin ซึ่งมีผลเป็นพิษต่อไตในการศึกษาด้วยสัตว์ทดลอง) แล้วไม่พบ (โดยไม่มีรายละเอียดว่าได้วิเคราะห์ทุก lot ของการผลิตหรือไม่) อีกทั้งถ้าเป็นการวิเคราะห์ผลผลิต ณ. ปัจจุบัน ในขณะที่สินค้าที่ผู้บริโภคกินแล้วมีปัญหานั้นอาจผลิตเมื่อราว 2-3 ปีก่อน (ปี 2021-2022) แล้วกินต่อเนื่องมาจนเกิดอาการผิดปรกติของไต นอกจากนี้ตามข่าวที่เผยแพร่นั้นไม่มีข้อมูลว่า ทั้งผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับไตมาก่อนหรือไม่ หรือมีการกินยาลดการสร้างคอเลสเตอรอลกลุ่มสแตตินด้วยหรือเปล่า         ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทได้พยายามติดต่อลูกค้าในต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ ให้เรียกคืนสินค้าที่มีการผสมข้าวยีสต์แดงของบริษัทออกจากชั้นวางสินค้า ซึ่งนับว่าเป็นความรับผิดชอบระดับหนึ่ง แต่สินค้าซึ่งบริษัทต่างชาติซื้อข้าวยีสต์แดงไปใช้ในการผลิตแล้วถูกซื้อไปก่อนหน้าเกิดข่าวนั้น บริษัทมิได้บอกว่าจะรับผิดชอบอย่างไรถ้าผู้บริโภคเกิดอาการไม่ดี จึงคงหวังได้เพียงว่า ถ้ามีสารพิษจริงก็คงมีในปริมาณน้อยในระดับที่ร่างกายทนได้เพราะข้าวยีสต์แดงไม่น่าจะเป็นองค์ประกอบหลักในสินค้านั้นๆ สำนักข่าวหนึ่งให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ผลิตว่า บริษัทจะทำทุกอย่างเพื่อให้ทราบสาเหตุของปัญหาแล้วให้ข้อมูลที่ได้แก่ผู้บริโภคที่เกิดปัญหา ประเด็นคือ แล้วสาธารณชนจะมีโอกาสได้รู้หรือไม่ว่าอะไรคือสาเหตุ หรือมีใครสามารถบังคับบริษัทให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดได้ไหม        The National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH ของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีบทบาทคล้ายกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนั้น) มีบทความเรื่อง Red Yeast Rice ซึ่งปรับปรุง (updated) ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ได้ให้ข้อมูลตอนหนึ่งประมาณว่า “US.FDA (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ใดที่เมื่อกินแล้วเป็นการเพิ่มโลวาสแตติน (lovastain) ในร่างกาย ไม่สามารถวางตลาดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า US.FDA ได้อนุมัติให้โลวาสแตตินเป็นยาใหม่ (แก่ผู้มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง) ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงถูกวางตลาดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นการสื่อความหมายแก่ผู้จำหน่ายว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบที่วางขายได้ในสหรัฐอเมริกานั้นต้องไม่มีสารลดการสร้างคอเลสเตอรอล คือ โมนาโคลิน เค (monacolin K ซึ่งก็คือ โลวาสแตติน) ในระดับที่จัดเป็นยา และต้องไม่มีการระบุบนฉลากว่า มีคุณสมบัติในการบำบัดอาการคอเลสเตอรอลสูงในเลือด (ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้กันทั่วโลกสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ห้ามโฆษณาว่า บำบัดโรคได้)         ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกากินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงไปทำไมถ้าไม่ได้ต้องการลดการสร้างคอเลสเตอรอล คำตอบก็น่าจะเป็นว่า เพื่อเพิ่มสารต้านออกซิเดชั่นในร่างกาย และได้สารที่มีคุณประโยชน์อื่น ๆ ที่มีการวิเคราะห์พบ อย่างไรก็ดียังมีเรื่องที่น่ากังวลคือ ในปี 2017 มีบทความเรื่อง Variability in strength of red yeast rice supplements purchased from mainstream retailers ในวารสาร European Journal of Preventive Cardiology ได้วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารข้าวยีสต์แดง 28 ยี่ห้อที่ซื้อจากผู้ค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาแล้วพบว่า ปริมาณของโมนาโคลิน เค แตกต่างกันไปตั้งแต่ไม่มีเลยไปจนถึงขนาดสูงจนน่าจะถูกจัดเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ข้อมูลนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ NCCIH ระบุว่า US.FDA ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่มีข้าวยีสต์แดงที่ถูกวิเคราะห์พบว่ามี โมนาโคลิน เค ในปริมาณที่มากกว่าปริมาณต่ำ (more than trace) นั้นจัดเป็น ยาตัวใหม่ที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติ จึงไม่สามารถขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้อย่างถูกกฎหมาย         นอกจากนี้ NCCIH ยังให้ข้อมูลอีกว่า “แม้ว่ามีการทบทวนการทดลองทางคลินิกอย่างเป็นระบบในปี 2019 ซึ่งตีพิมพ์เป็นบทความเรื่อง Safety of red yeast rice supplementation: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials ในวารสาร Pharmacological Research ได้ชี้ให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงที่มีระดับโมนาโคลิน เค ต่างกันนั้นยังดูมีความปลอดภัย แต่ข้อมูลดังกล่าวขัดกับความเห็นของหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป (EFSA หรือ European Food Safety Authority) ซึ่งตีพิมพ์ข้อมูลในเว็บขององค์กรเมื่อปี 2018 ที่สรุปว่าการได้รับสารโมนาโคลิน เค จากผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจนคณะกรรมการ EFSA ไม่สามารถระบุระดับที่ปลอดภัยของอาหารที่มีโมนาโคลิน เค จากผลิตภัณฑ์ที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบได้”   มีการให้ข้อมูลของสำนักข่าวต่างประเทศหนึ่งซึ่งอาจเข้าใจคำแถลงของบริษัทผู้ผลิตผิดว่า การหมักข้าวเพื่อผลิตข้าวยีสต์แดงนั้นใช้แบคทีเรีย ทั้งที่ความจริงแล้วควรเป็นการใช้เชื้อยีสต์ซึ่งจัดเป็นราชนิดหนึ่งคือ Monascus purpureus สายพันธุ์ที่คัดสรรแล้วว่าทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ อย่างไรก็ดีไม่มีบุคคลภายนอกที่จะสามารถรู้ว่า คุณสมบัติที่แท้จริงของยีสต์ที่ใช้ในการผลิตของบริษัทนั้นเน้นที่การผลิตสีแดง กลิ่นรสที่ต้องการ และมีปริมาณโมนาโคลิน เค (ซึ่งคือ โลวาสแตติน) ในปริมาณเท่าใด และอีกประการหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงที่บริษัทผลิตนั้นคงมีการขายให้บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ในรูปของสารเจือปนในอาหารเพื่อแต่งสี กลิ่นและรส ซึ่งประเด็นนี้น่าจะนำไปสู่คำถามว่า เมื่อมีสถานะเป็นสารเจือปนในอาหารซึ่งต่างจากสถานะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ข้อกำหนด (specification) ตามกฏหมายที่ทางการของแต่ละประเทศกำหนดนั้นมีหรือไม่อย่างไร        การที่ข้าวยีสต์แดงถูกนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นดูเป็นนวตกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคพอควร แม้ว่าในอดีตมีการกินข้าวยีสต์แดงมานานกว่าร้อยหรือพันปีแล้ว แต่เป็นในรูปที่ใช้เป็นองค์ประกอบเพื่อทำให้เกิดกลิ่นรสที่ผู้บริโภคประสงค์ ไม่เคยมีการกินแบบสารเดี่ยวในปริมาณสูงเพื่อหวังคุณสมบัติในการลดการสร้างคอเลสเตอรอลในลักษณะของยามาก่อน ดังนั้นข้าวยีสต์แดงจึงน่าจะไม่เคยผ่านการประเมินความปลอดภัยตามระบบของพิษวิทยาคือ safety decision tree เพราะมนุษย์กินกันมานานแล้ว         เนื่องจากการสอบสวนเหตุการณ์ปัญหาที่เกิดจากข้าวยีสต์แดงยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ดังนั้นสิ่งที่น่าจะแนะนำให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยที่กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบคือ ควรรีบปรึกษาแพทย์ที่ดูแลสุขภาพท่านเป็นประจำ (ถ้ามี) ว่า ควรทำอย่างไรกับสินค้าที่มีเหลืออยู่ หรือใช้สามัญสำนึกตั้งคำถามกับตัวเองว่า กินทำไม ได้อะไร และเสี่ยงอันตรายหรือไม่เพียงใด

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 พบร้านขายบุหรี่ไฟฟ้าใกล้โรงเรียน

        WHO หรือ องค์การอนามัยโลก กำหนดธีมวันงดสูบบุหรี่โลกปี 2567 คือ ปกป้องเด็กจากการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ ส่วนของไทยคือ "ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า" ประจวบเหมาะกับ คุณแม่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกนิตยสารฉลาดซื้อ ได้ให้ข้อมูลและขอคำปรึกษามาว่า พบว่าแถวโรงเรียนลูกนั้นมีร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า เปิดบริการอย่างเปิดเผยจะทำอย่างไรดี         คุณต่ายโทรมาปรึกษาว่า มีลูกเรียนอยู่ชั้นมัธยมโรงเรียนย่านชานเมือง เมื่อเทอมก่อนตนเองก็ไปส่งลูกเรียนหนังสือไม่พบว่ามีอะไรแถวหน้าโรงเรียนที่ผิดสังเกต แต่พอมาเปิดเทอมใหม่นี้ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ตนเองพบว่า มีร้านค้าที่ขายวัสดุอุปกรณ์เหมือนเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้รู้สึกเป็นกังวลมากว่า จะเป็นโอกาสให้สินค้าเหล่านี้เข้าถึงเด็กๆ ได้ง่ายขึ้น ตนเองควรทำอย่างไรดี  แนวทางการแก้ไขปัญหา         บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าห้ามขายห้ามให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ผู้ขายสินค้าดังกล่าวมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง มีบทลงโทษความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ         หากพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วน 1599 หรือ สามารถแจ้งเบาะแสที่ สคบ. ผ่านช่องทางต่างๆเช่น สายด่วน 1166 เว็บไซต์ www.ocpb.go.th และ facebook.com/ocpb.official (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค)

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 สถาบันกวดวิชาไม่ตรงปก

        สถาบันกวดวิชาเปิดคอร์สสอนกันให้เต็มบ้าน เต็มเมืองไปหมด ปัจจุบันก็มีรูปแบบคอร์สออนไลน์ เพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันการหาความรู้เพิ่มนอกรั้วของระบบการศึกษานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะบางทีอาจจะเจอคอร์สเรียนหลอกลวง หรือไม่ได้มาตรฐานและไม่ค่อยจะตรงปกสักเท่าไหร่ แบบคุณเจเจที่ได้ร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         โดยคุณเจเจ ได้เล่าว่าเธออยากที่จะเรียนเพิ่มเกี่ยวกับด้านภาษาอังกฤษระดับ IELTS เธอจึงเลือกที่จะหาข้อมูลบนเพจเฟซบุ๊กว่ามีคอร์สไหนน่าสนใจบ้าง จนไปเจอเพจหนึ่งจึงได้ตัดสินใจลงสมัครเรียนแบบ Private IELTS ในราคา 19,900 บาท จำนวน 15 ชั่วโมง จ่ายเงินเรียบร้อย และเรียนไปสักพักพบว่าคอร์สดังกล่าว มีปัญหาหลายอย่าง เช่น ผู้สอนไม่มีความพร้อมนั่งสอนอยู่ที่ริมถนนจนเกิดเสียงรบกวนผู้เรียนจนไม่มีสมาธิ แจ้งให้เปลี่ยนสถานที่แต่ก็เพิกเฉย แถมครูต่างชาติรีบสอนจนรู้สึกว่าไม่สนใจผู้เรียนว่าจะทันหรือไม่ และยังมีเหตุการณ์หายไปจากการสอนโดยอ้างว่าที่พักเกิดไฟดับ ส่งผลให้เรียนไม่ต่อเนื่องและต้องหาเวลามาเรียนใหม่ ที่สำคัญทางสถาบันมีการโฆษณาว่าในคอร์ส 15 ชั่วโมง จะได้เรียนครบทั้ง การฟัง พูด อ่าน เขียน แต่ปรากฏว่าเมื่อเรียนจริงครูผู้สอนหลักทำแค่บางพาร์ท และยังไม่มีการแจ้งตารางการเรียนอีกด้วย อ้าว...ไหงงั้น ที่สำคัญไฟล์เอกสารประกอบการเรียนก็ไม่ครบไม่มีการเฉลยข้อสอบ ไม่มีไฟล์พาร์ทการฟัง พูด อ่าน เขียน ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถทราบได้ว่าข้อสอบที่ทำมีความถูกต้องมากแค่ไหน        ทั้งนี้ หลังจากที่จ่ายเงินค่าเรียนไปแล้วก็ไม่มีการได้รับใบเสร็จ และไม่แจ้งรายละเอียดตารางการเรียนให้ทราบอย่างชัดเจนอีกด้วย ทำให้คุณเจเจรู้สึกไม่โอเคที่จะเรียนต่อกับคอร์สที่เหลืออยู่อีก 3 ครั้ง และอยากให้สถาบันดังกล่าวชดเชยเงินจำนวน 3,978 บาท แต่สถาบันชดเชยให้เพียง 2,240 บาท (แจ้งว่าเป็นจำนวนเงินที่หักค่าไฟล์เอกสาร)  คุณเจเจจึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและสถาบันดังกล่าวไม่มีมาตรฐานในการสอน และมาตรการชดเชยผู้เรียนให้ชัดเจน จึงมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ  แนวทางการแก้ไขปัญหา         ในเบื้องต้นคุณเจเจ ได้ขอให้ชดเชยค่าเล่าเรียนเป็นจำนวน 7,293 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นจำนวนเงินที่เธอได้เฉลี่ยจากการที่ไม่ได้รับบริการการสอนอย่างเป็นธรรม  ซึ่งหลังจากวันที่ได้รับเรื่องทางเจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์ ก็ได้มีการติดตามเรื่องอย่างเต็มที่ จนคุณเจเจได้แจ้งกับทางมูลนิธิฯ ว่าทางสถาบันดังกล่าวได้ติดต่อมาเพื่อนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางเธอแล้ว ซึ่งทางสถาบันยินยอมที่จะจ่ายเงินชดเชย จำนวน 7,293 บาท ให้กับเธอ ทางคุณเจเจจึงไม่ติดใจอะไรกับสถาบันดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ อยากขอเตือนให้ผู้บริโภคทุกคนก่อนสมัครคอร์สการเรียนใด ควรเช็กข้อมูลของสถาบันกวดวิชาให้ดี สามารถอ่านรีวิวเพื่อเช็กความน่าเชื่อถือของสถาบันได้  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 รถมอเตอร์ไซค์หายในห้างอีกแล้ว

        รถยนต์หายในห้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วบ่อยครั้ง ทั้งนี้เพราะห้างสรรพสินค้าห้างหนึ่งมีพื้นที่ให้จอดรถได้จำนวนมากมิจฉาชีพจึงอาจมองลานจอดรถของของห้างสรรพสินค้าเป็นแหล่งโจรกรรมชั้นดี  ลูกค้าที่เข้าไปจอดรถ บางครั้งอาจไม่ได้เข้าไปทำธุระนาน แค่เพียงไม่นานรถก็หายได้ หากไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดีเพียงพอ รถของลูกค้าไม่ว่าจะรถเล็ก รถใหญ่ หายได้ไม่ยาก เช่นเรื่องราวร้องเรียนของคุณเฉลิมศรี         เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2566 เมื่อคุณเฉลิมศรีได้นำรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดที่ห้างค้าปลีกชื่อดังแห่งหนึ่ง สาขาบางนาเพื่อเข้าไปซื้อไก่ทอดกินแต่เมื่อออกมาก็ไม่พบรถแล้ว จึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความปลอดภัย และได้ทำเอกสารของดูด้วยกล้องวงจรปิดและพบว่า ได้มีคนร้าย 2 คน เข้ามามาลักขโมยรถไปแล้ว คุณเฉลิมศรี จึงได้ดำเนินการแจ้งความที่ สน.บางนาและวันต่อมาก็ได้เข้ามาติดต่อกับฝ่ายดูแลของสูญหายของห้างสรรพสินค้าและเจ้าหน้าที่ฝ่ายได้ให้ คุณเฉลิมศรี ติดต่อกับผู้จัดการห้างแต่เมื่อได้ติดต่อกับผู้จัดการห้างฯ สาขาบางนาแล้ว ผู้จัดการกลับให้คุณเฉลิมศรี ติดต่อกับผู้จัดการระดับเขตคุณเฉลิมศรี ได้ติดต่อทุกฝ่ายที่ได้รับคำแนะนำแต่ทั้ง 3 ฝ่ายกลับปัดเรื่องถึงกันไปมา จึงล่วงผ่านไปกว่า 5 เดือนแล้วคุณเฉลิมศรี ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยา ช่วยเหลือจากห้างฯ แต่อย่างใด คุณเฉลิมศรีจึงได้เข้ามาร้องเรียนให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคช่วยเหลือ  แนวทางการแก้ไขปัญหา         หลังจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณเฉลิมศรีแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อรวบรวมเอกสาร ข้อมูลเพิ่มเติมและพาคุณเฉลิมศรีพบนิติกร แผนกคดีผู้บริโภค ศาลแขวงพระโขนงเพื่อทำคำฟ้องคดีผู้บริโภคเพื่อให้ห้างดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คุณเฉลิมศรี ต่อมาได้มีการประสานเพื่อไกล่เกลี่ยและปัจจุบันคุณเฉลิมศรีได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายแล้วเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2567 จำนวน 55,0000 บาทถ้วน         หากประชาชนท่านใด เกิดปัญหารถหายในห้าง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอให้คำแนะนำกับประชาชนไว้ดังนี้         1. ให้เก็บรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง  เช่น “ใบเสร็จ “ ซื้อสินค้า เพื่อยืนยันการมาใช้บริการในห้างสรรพสินค้า        2. นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อจะได้สืบหาข้อมูล พยานหลักฐานต่างๆ จนถึงการดำเนินคดีได้ต่อไป          เมื่อรถหายในห้างแล้ว ประชาชนอาจคิดว่า อย่างไรก็ย่อมเรียกร้องค่าเสียหายจากห้างสรรพสินค้าได้อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ กรณีที่ห้างสรรพสินค้าอาจไม่ต้องรับผิดชอบเลยก็เกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้นความรอบคอบในการเข้าใช้บริการ การเก็บหลักฐานข้อมูลไว้อย่างครบถ้วนจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ประชาชนบางรายนั้น มีความรอบคอบอย่างมากได้ถ่ายภาพรถของตนเองที่จอดไว้ในห้างทุกครั้งที่เข้าจอด ทำให้ที่เห็นป้ายทะเบียน รวมถึง สภาพสถานที่จอด เมื่อมีการฟ้องคดีจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ได้รับการชดเชยเยียวยา

อ่านเพิ่มเติม >