ฉบับที่ 205 ครีมทาสิวยุบทันใจ

ขึ้นชื่อว่าเป็น “สิว” แล้ว ไม่ว่าจะตุ่มเล็ก ตุ่มใหญ่ มากหรือน้อยแค่ไหนก็สร้างความกังวลใจได้เสมอ หลายคนจึงต้องสรรหาสารพัดวิธีเพื่อกำจัดปัญหาดังกล่าว และหนึ่งในวิธียอดฮิตก็หนีไม่พ้นการซื้อครีมทาสิวมารักษาด้วยตนเอง ซึ่งเรามักพบว่าครีมที่ช่วยทำให้สิวยุบทันใจมีวางขายกันเกลื่อนกลาด แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะมีความปลอดภัยต่อผิวหน้าของเรามากแค่ไหน ลองไปดูกัน มารู้จักสิวกันสักนิดไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเราเข้าสู่วัยรุ่น การแพ้สารเคมีในเครื่องสำอาง กรรมพันธุ์ การติดเชื้อแบคทีเรีย (Propionibacterium acnes) หรือการผลิตไขมันที่มากเกินไปของต่อมไขมัน รวมทั้งความผิดปกติหรือการอักเสบของรูขุมขน ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้เกิดสิวได้ทั้งสิ้นรักษาสิวด้วยครีมทาสิว ดีอย่างไรแน่นอนว่าสิวสามารถยุบไปเองได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องใช้เวลานาน ทำให้ครีมรักษาสิวได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย โดยเราสามารถเลือกซื้อเองได้ตามร้านขายยาหรือท้องตลาดทั่วไป ซึ่งนอกจากจะทำให้สิวยุบเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังมีราคาไม่แพงมากอีกด้วยอย่างไรก็ตามการเลือกซื้อครีมทาสิวที่มักโฆษณาว่า “เห็นผลเร็วทันใจ” “สิวหายภายใน 24 ชั่วโมง” ถือเป็นทางเลือกที่เราต้องระมัดระวังให้มาก เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจมีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ที่สามารถส่งผลเสียระยะยาวให้ผิวหน้าเราพังได้อย่างไม่รู้ตัวสเตียรอยด์ในครีมทาสิว ทำหน้าพังได้อย่างไรแม้สเตียรอยด์ (steroid) จะเป็นตัวยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรค และพบมากในยาแต้มสิวหรือยาฉีดสิว เพราะช่วยต้านการอักเสบหรือลดอาการปวดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะการใช้สารดังกล่าวติดต่อกัน สามารถทำให้ผิวหนังบาง แดง อักเสบ แพ้ง่ายหรือบางรายอาจเป็นสิวผดเห่อขึ้นทั่วหน้า รวมทั้งหลังหยุดใช้ยาผิวจะดูเหี่ยวเร็วหรือเส้นเลือดใต้ผิวหนังแตก ซึ่งรักษายากและใช้เวลานานกว่าผิวจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมสังเกตครีมทาสิวที่ไม่ปลอดภัยเพราะสเตียรอยด์สามารถทำร้ายผิวได้อย่างร้ายแรงตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง โดยห้ามไม่ให้มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ในเครื่องสำอางอย่างไรก็ตามครีมทาสิวหลายยี่ห้อกลับลักลอบใส่สารดังกล่าวลงไป พร้อมโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสิวได้อย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคหลายคนอาจเผลอใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะคิดว่าเป็นเพียงเครื่องสำอางชนิดหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้เราสามารถมีวิธีสังเกตครีมทาสิวที่ไม่ปลอดภัยได้ง่ายๆ ดังนี้- แยกความแตกต่างระหว่างเครื่องสำอางและยาวิธีการง่ายๆ เพื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่เรากำลังจะใช้ สามารถรักษาสิวได้จริงหรือไม่นั้น คือผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องเป็น “ยา” ที่มีผลในการบำบัด บรรเทา รักษาหรือป้องกันโรค ซึ่งดูได้จากเลขทะเบียนยา เช่น ยาที่ผลิตในประเทศ และมีตัวยาออกฤทธิ์เพียงตัวเดียวต้องระบุ (Reg.No.) 1A…/… หรือ ๒A …/… พร้อมมีฉลากภาษาไทย และเอกสารกำกับยาติดอยู่ในขวดหรือในกล่องยาที่ระบุรายละเอียดสำคัญ ดังนี้ 1. ชื่อยา 2. ปริมาณหรือขนาดบรรจุของยา 3. เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต เช่น Lot No… 4. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือนำเข้า 5.วันเดือนปีที่ผลิตหรือวันหมดอายุ เช่น Mfd. / Exp. Date 6. ตัวอักษรสีแดงคำว่า ยาอันตราย/ ยาควบคุมพิเศษ/ ยาใช้เฉพาะที่ หรือยาใช้ภายนอก (แล้วแต่กรณี) 7. วิธีใช้และคำเตือนโดยหากพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีรายละเอียดดังกล่าว แต่มีเลขที่จดแจ้งจำนวน 10 หรือ 13 หลัก โดยไม่มีกรอบเครื่องหมาย อย. ก็แสดงเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่มีจุดประสงค์เพื่อความสะอาดหรือความสวยงามเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถใช้รักษาสิวหรือโรคใดๆ ได้ นอกจากนี้เรายังสามารถนำเลขทะเบียนยาที่พบ ไปตรวจสอบความถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ของ อย.(http://porta.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_ALL/MAIN/SEARCH_CENTER_MAIN.aspx) เพราะบางยี่ห้ออาจมีการใช้เลขทะเบียนตำรับยาปลอม รวมทั้งในการใช้ยารักษาสิวดังกล่าว ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกรและไม่ควรใช้นานเกินกว่า 2 สัปดาห์ 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 204 เลือกใช้ยารักษาฝ้า อย่างถูกวิธี

เลือกใช้ยารักษาฝ้า อย่างถูกวิธีแม้ความขาวใสจะเป็นสิ่งที่สาวๆ ส่วนใหญ่ปรารถนา แต่บางครั้งเราอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม อย่างการใช้ยารักษาฝ้าที่มีส่วนประกอบขอสารไฮโดรควิโนนมาทำให้หน้าขาวขึ้น ซึ่งสามารถส่งผลเสียร้ายแรงต่อผิวได้ หรือเผลอใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของสารดังกล่าวไปอย่างไม่รู้ตัว โดยเราจะมีวิธีเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย ลองไปดูกันมารู้จักยารักษาฝ้ากันสักนิด หนึ่งในวิธีการรักษาฝ้าหรือกระที่แพร่หลาย คือการใช้ยาในกลุ่มที่มีส่วนประกอบของไฮโดรควิโนน(Hydroquinone) ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบครีมและเจล เพราะไฮโดรควิโนนเป็นสารมาตรฐานสำคัญ ที่สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีของผิวหนัง และส่งผลให้ผิวขาวขึ้นได้ภายในเวลาที่รวดเร็วหรือประมาณ 4-6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ยาดังกล่าว จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะจัดอยู่ในประเภทยาอันตรายที่อาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้ง่าย หรือสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูง รวมทั้งส่งผลเสียต่อผิวพรรณได้ในระยะยาว สารไฮโดรควิโนนส่งผลเสียอย่างไรแม้สารไฮโดรควิโนนจะมีคุณสมบัติทำให้ผิวขาวขึ้นได้ แต่ต้องใช้ภายใต้ความดูแลของแพทย์ และยังถูกสั่งห้ามใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เนื่องจากหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน สามารถทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น ส่งผลต่อการเกิดฝ้าที่มากกว่าเดิม หรือทำให้เกิดอาการผื่นแพ้สัมผัสและการระคายเคือง รวมทั้งอาจทำให้เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรหรือฝ้าเส้นเลือดได้ แต่ที่มากไปกว่านั้นคือสามารถทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่นๆ หรือเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังได้แนะวิธีการเลือกใช้อย่างปลอดภัยด้วยคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการรักษาฝ้า ทำให้ยาที่มีส่วนประกอบของไฮโดรควิโนนยังสามารถใช้ได้ แต่ในกรณีนี้ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาดังกล่าวมาใช้เอง โดยควรเลือกซื้อตามร้านขายยาแผนปัจจุบันที่มีเภสัชกรประจำ เพื่อให้คำแนะนำการใช้ยาอย่างถูกวิธี ต่างจากยาทั่วไปเช่น ยาแก้ปวดหัว ยาแก้ไอหรือยาแก้โรคหวัดบางชนิดที่ผู้บริโภคสามารถหาซื้อเองได้ทั้งนี้เราควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญทางยาบนฉลากยา ได้แก่ ชื่อตัวยาสำคัญ วัตถุประสงค์หรือข้อบ่งใช้ คำเตือนหรือคำแนะนำ หรือเปอร์เซ็นต์ของยาให้อยู่ในปริมาณที่ อย.กำหนด (ไม่เกิน 2%) รวมทั้งควรใช้ในระยะเวลาที่จำกัด และทาเฉพาะจุดที่เป็นฝ้าเท่านั้น โดยหลังจากหยุดการใช้ยาที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนแล้ว ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันเพื่อป้องการอาการไวต่อแสงแดดสำหรับในส่วนของเครื่องสำอางบางยี่ห้อที่แอบลักลอบใส่สารไฮโดรควิโนน ซึ่งผู้บริโภคอาจเผลอใช้โดยไม่รู้ตัว โดยจะทำให้ผิวขาวขึ้นเร็วผิดปกติ เพราะมักใส่สารดังกล่าวในปริมาณสูงนั้น ผู้บริโภคควรตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ ด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างการตรวจสอบฉลากว่ามีฉลากภาษาไทยหรือไม่ โดยอย่างน้อยต้องระบุชื่อเครื่องสำอาง ส่วนผสม ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือนำเข้า ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต ว/ด/ป ผลิตหรือหมดอายุ และเลขที่จดแจ้ง ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำเลขที่จดแจ้งหรือชื่อเครื่องสำอางดังกล่าว เข้าไปสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ว่าตรงกับที่ระบุไว้ฉลากหรือไม่ ผ่านทางเว็บไซต์ของ อย. ที่ http://porta.fda.moph.go.th ได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 203 ผิวเต่งตึงด้วยกรดไฮยาลูโรนิก (ตอนที่ 2)

มาต่อกันกับเรื่อง ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งเป็นสารสำคัญสำหรับเซลล์ผิวหนัง ในการช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นทำให้ผิวไม่แห้งตึง โดยฉบับที่ผ่านมาเราได้พูดถึงกรดไฮยาลูโรนิกในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางกันไปแล้ว คราวนี้เราลองมาดูกรดไฮยาลูโรนิกในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกันบ้าง มารู้จักผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกันสักนิดผู้บริโภคส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอาหารเสริมมีความหมายเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วอาหารทั้ง 2 ประเภทนี้มีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยตรงที่ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานนอกเหนือจากการรับประทานอาหารตามปกติ และไม่สามารถใช้รับประทานแทนอาหารหลักได้ โดยมีสารอาหารหรือสารอื่นเป็นองค์ประกอบ และอยู่ในรูปแบบเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลวหรือลักษณะอื่น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้บุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติรับประทาน ในขณะที่ “อาหารเสริม” จะหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากอาหารจริงๆ เช่น ฟักทองบด ที่เป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กเล็ก หรือ โจ๊กปั่น ที่เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกินอาหาร ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสำหรับใช้กินเป็นมื้อเสริมเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินบางชนิดที่จัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย โดยผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อเองได้ตามท้องตลาดทั่วไป อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ต้องมีการควบคุมคุณภาพและได้รับการรับรองจาก อย. ซึ่งผู้บริโภคควรตรวจสอบก่อนซื้อมารับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกแม้ปัจจุบันจะมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกจำนวนมาก ซึ่งผู้บริโภคหลายคนรับประทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว และเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถช่วยชะลอความเหี่ยวย่นได้จริง แต่เราไม่ควรลืมว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ซึ่งช่วยเสริมสารอาหารบางอย่างให้กับร่างกายตามที่กล่าวไว้ข้างต้น และไม่ควรถูกโฆษณาอวดอ้างในลักษณะสรรพคุณทางยาหรือเครื่องสำอาง เช่น เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงหัวใจ ลดการดูดซึมไขมัน ทำให้ผิวขาวเปล่งปลั่ง กระชับรูขุมขนหรือลดรอยเหี่ยวย่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามเรามักพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายยี่ห้อตามท้องตลาด มักโฆษณาว่ามีฤทธิ์หรือให้สรรพคุณคล้ายกับยารักษาโรค จนทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดได้เราจึงควรสำรวจผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก่อนตัดสินใจซื้อด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างการอ่านฉลาก ซึ่งหากพบว่ามีเลขสารบบอาหาร 13 หลักก็แสดงให้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจัดเป็นอาหารและไม่มีสรรพคุณทางยาใดๆ แต่หากพบว่ามีเลขทะเบียนยา เช่น Reg. No. …/.. ก็หมายถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจัดเป็นยารักษาโรค ซึ่งเราสามารถคาดหวังสรรพคุณหรือการออกฤทธิ์ต่อร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพ บำบัด บรรเทา รักษาโรค หรือให้ออกฤทธิ์ในการเติมเต็มร่องลึกและทำให้ผิวหนังเต่งตึงขึ้น แต่ทั้งนี้ประสิทธิผลก็ขึ้นอยู่กับการดูดซึมของร่างกายแต่ละคนด้วยวิธีการง่ายๆ ในการตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนอกจากเราควรตรวจสอบเลขสารบบอาหาร 13 หลักแล้ว ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ฉลากของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายต่อผู้บริโภคต้องระบุ ดังนี้1. ชื่ออาหาร โดยมีคำว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารหรือกำกับชื่ออาหาร 2. เลขสารบบอาหาร 3. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า (แล้วแต่กรณี) 4. ปริมาณของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่บรรจุ 5. ชื่อและปริมาณของส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และส่วนประกอบที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณ คุณประโยชน์ ในฉลากของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 6. ข้อความว่า “ใช้วัตถุกันเสีย” (ถ้ามี) 7. ข้อความว่า “เจือสีธรรมชาติ” หรือ “เจือสีสังเคราะห์” (ถ้ามี) 8. ข้อความว่า “แต่งกลิ่นธรรมชาติ” “แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ” “แต่งกลิ่นสังเคราะห์” “แต่งรสธรรมชาติ” หรือ “แต่งรสเลียนธรรมชาติ” (ถ้ามี) 9. ข้อความชัดเจนว่า “การได้รับสารอาหารต่างๆ นั้น ควรได้จากการบริโภคอาหารหลักที่หลากชนิดครบทั้ง 5 หมู่ และเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะ” 10. คำแนะนำในการใช้ 11. คำแนะนำในการเก็บรักษา (ถ้ามี) 12. วันเดือนและปีที่ผลิต/ หมดอายุการบริโภค ทั้งนี้การแสดงข้อความตามข้อ (12) ต้องมีข้อความที่ฉลากระบุตำแหน่งที่แสดงข้อความดังกล่าวด้วย 13. คำเตือนการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health claim) และคำเตือนการบริโภคอาหาร 14. ข้อมูลเฉพาะอื่นๆ ถ้าเข้าข่ายตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ใช้ หรือฉลากโภชนาการ เป็นต้น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 202 ผิวเต่งตึงด้วยกรดไฮยาลูโรนิก (ตอนที่ 1)

ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชะลอความแก่ หรือทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์เต่งตึงขึ้นนั้น ถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเสมอมา เพราะสามารถจับต้องได้ง่าย เจ็บตัวน้อยและไม่ต้องพึ่งมีดหมอ อย่างไรก็ตามสารประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ที่กำลังมาแรงอย่างกรดไฮยาลูโรนิก จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผิวหน้าที่เหี่ยวย่นได้จริงหรือ เราลองไปดูกันรู้จักกรดไฮยาลูโรนิกสักนิดกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) คือ สารที่มีอยู่ในร่างกายของเราโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลล์ผิวหนัง เพราะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวไม่แห้งตึง แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น สารดังกล่าวจะค่อยๆ ลดปริมาณลง ส่งผลให้ผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่น หลายคนจึงต้องการเสริมจากภายนอกเข้าไป เพื่อทำให้ผิวยังคงความเต่งตึงการเสริมจากภายนอกเข้าไปนั้น หากต้องการให้เห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็ว มักเป็นการฉีดสารสังเคราะห์ดังกล่าวเข้าไป ซึ่งเรียกว่า “การฉีดฟิลเลอร์” นั่นเอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขการยุบตัวของเนื้อเยื่อผิวหน้า หรือเติมร่องลึกบนผิวหน้าให้กลับมาเต่งตึงเช่นเดิม อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการนำกรดไฮยาลูโรนิก มาใช้เป็นส่วนผสมหลักในเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนมาก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ไม่ต้องการพึ่งมือหมอหรืออยากประหยัดค่าใช้จ่ายมาดูผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกคราวนี้เราลองมาดูผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มใหญ่อย่างเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีการผสมกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไปว่าจะได้ผลมากน้อยหรือมีข้อควรระวังการใช้อย่างไรบ้าง1. เครื่องสำอางไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกในรูปแบบครีม เจล น้ำ หรือเครื่องสำอางที่โฆษณาว่าเป็นกรดไฮยาลูโรนิกเพียวๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถนำไปผสมเองกับครีมหรือเครื่องสำอางอื่นๆ ของตัวเองได้นั้น ล้วนมีสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคไม่ควรมองข้ามเลยก็คือเรื่องของฉลาก เพราะนอกจากผลลัพธ์ที่เราต่างคาดหวังแล้ว เรื่องความปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญขาดไม่ได้ เนื่องจากเราจะพบว่ามีเครื่องสำอางหลายยี่ห้อที่มักโฆษณาว่านำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ไม่มีฉลากภาษาไทย แต่หากใช้แล้วเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ อาจเป็นการเจ็บตัวฟรีหรือหาคนรับผิดชอบได้ยากเบื้องต้นนั้นต้องตรวจสอบให้ดีว่า เครื่องสำอางที่เรากำลังจะใช้มีฉลากภาษาไทย ที่อย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ชื่อการค้าและชื่อเครื่องสำอาง 2. ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง 3. สารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง โดยเรียงลำดับตามปริมาณของสารจากมากไปหาน้อย 4. วิธีใช้เครื่องสำอาง/ คำเตือน 5. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือในกรณีเป็นเครื่องสำอางนำเข้า ต้องระบุชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า รวมทั้งชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต 6. ปริมาณสุทธิ 7. เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต และเดือน ปีที่ผลิตหรือเดือน ปีที่หมดอายุ และ 8. เลขที่ใบรับแจ้ง 10 หลัก (โดยต้องไม่อยู่ในกรอบเครื่องหมาย อย.)ส่วนของผลลัพธ์ที่คาดหวังว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกจะทำให้หน้าเต่งตึงขึ้นได้นั้น พบว่า มักทำให้ผิวหน้าดูชุ่มชื้นหรือเต่งตึงขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะสารดังกล่าวมักมีขนาดโมโลกุลใหญ่เกินกว่าจะซึมเข้าไปฟื้นฟูร่องลึกของผิวได้ 100 เปอร์เซ็นต์แต่ในกรณีที่มีเครื่องสำอางชนิดใด โฆษณามีขนาดโมโลกุลของกรดไฮยาลูโรนิกเล็กมากจนซึมเข้าสู่ชั้นเซลล์ผิวได้ ต้องมีการตรวจพิสูจน์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหากไม่เป็นจริงตามที่กล่าวอ้างก็จะเข้าข่ายการโฆษณาเกินจริง ซึ่งผู้บริโภคอย่างเราต้องไม่ลืมว่าเครื่องสำอางไม่ใช่ยา ที่สามารถช่วยบำบัด บรรเทา รักษา ป้องกันโรค มีผลต่อโครงสร้างหรือการกระทำหน้าที่ต่างๆ ของร่างกายได้ ทั้งนี้กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกยังไม่จบเพียงเท่านี้ พบกันในฉบับถัดไป ในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิก 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 201 เร่งผมยาว ได้จริงหรือ

ใครที่กำลังขาดความมั่นใจจากความสั้นเต่อของเส้นผม มักมองหาสารพัดวิธีเพื่อช่วยเร่งให้ผมยาวขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการใช้ผลิตภัณฑ์เร่งผมยาวอย่างแชมพู สเปรย์หรือเซรั่ม แต่วิธีเหล่านี้จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน เราลองไปหาคำตอบกันมารู้จักเส้นผมของเรากันสักนิดเส้นผม เป็นส่วนที่เจริญเติบโตจากต่อมรากผม มีโปรตีนเคราติน(Keratin) เป็นส่วนประกอบหลัก แต่ถือว่าเป็นส่วนของเซลล์ที่ตายแล้ว จึงทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บหรือมีเลือดเมื่อหลุดร่วงหรือถูกตัดออก ซึ่งตามปกติเส้นผมจะหลุดร่วงประมาณ 100 เส้น/วัน และมีวงจรการเจริญเติบโตเป็นระยะที่แน่นอน คือ เมื่อเส้นผมงอกไปจนยาวได้ประมาณหนึ่งแล้ว ต่อมผมก็จะหยุดสร้างเส้นผมเพื่อให้เกิดการหลุดร่วง จากนั้นก็จะมีผมงอกใหม่ขึ้นมาแทนที่ ทั้งนี้จำนวนเส้นผมตามปกติบนศีรษะของเราจะมีประมาณ 100,000-150,000 เส้น ผมยาวขึ้นได้ อย่างไรอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เส้นผมมีวงจรการเจริญเติบโตเป็นระยะที่แน่นอน แตกต่างจากการงอกของเล็บ ซึ่งแบ่งออกป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1. ระยะเจริญเติบโต(Anagen) เป็นช่วงที่เส้นผมมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้สังเกตได้ว่าผมยาวขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอัตราการเจริญของเส้นผมประมาณ 1/2 นิ้ว/เดือน 2. ระยะหยุดเจริญเติบโต(Catagen) เป็นช่วงที่เส้นจะหยุดการเจริญเติบโตและหลุดร่วงไป และ 3. ระยะหลุดร่วง (Telogen) เป็นช่วงเวลาพักตัวของเส้นผม ซึ่งหลังจากนี้จะเกิดการสร้างรากผมใหม่และเข้าสู่ระยะที่หนึ่งอีกครั้งอย่างไรก็ตามวงจรการงอกของเส้นผมทั้ง 3 ระยะนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งหนังศีรษะ ผมเส้นหนึ่งอาจอยู่ในระยะเจริญเติบโตในขณะที่บริเวณผมด้านข้างอยู่ในระยะหยุดการเจริญเติบโต ทำให้เรายังรู้สึกว่าผมยังดูยาวหรือหนาแน่นเต็มศีรษะอยู่ นอกจากนี้กระบวนการเติบโตเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น พันธุกรรม อายุหรือโรคประจำตัว ส่งผลให้แต่ละคนมีความยาวของเส้นผมที่แตกต่างกันไปแล้วเราสามารถเร่งผมยาวได้ จริงหรือแม้การเจริญเติบโตของเส้นผมจะมีวงจรที่แน่นอน และมีระยะเวลาการเจริญเติบโตที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน แต่หลายคนยังต้องการที่จะเร่งกระบวนการดังกล่าว ด้วยการใช้แชมพู สเปรย์หรือเซรั่มต่างๆ ซึ่งหากเราลองตรวจสอบหน้าที่หลักของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ดูจริงๆ ก็จะพบว่า แชมพูมีหน้าที่หลักในการชำระล้างสิ่งสกปรกบนหนังศีรษะ จึงอาจช่วยชำระล้างความมันที่อุดตันที่รากผมและทำให้เส้นผมเจริญเติบโตได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถส่งผลให้เส้นผมยาวไปมากกว่าอัตราการเจริญเติบโตตามปกติของมันได้ ส่วนสเปรย์หรือเซรั่มต่างๆ ที่มักโฆษณาว่ามีส่วนประกอบของอาหารผมนั้น พบว่าสามารถช่วยทำให้ผมแข็งแรงขึ้นได้ เพราะช่วยปิดเกล็ดผมที่ถูกทำร้ายจากความร้อน จึงอาจทำให้ดูเหมือนผมสุขภาพดีและหนาขึ้น แต่ก็ไม่สามารถส่งผลให้เส้นผมยาวไปมากกว่าอัตราการเจริญเติบโตตามปกติของมันได้เช่นกันแนะวิธีดูแลเส้นผมเพื่อให้เส้นผมมีการเจริญเติบโตตามวงจรปกติของมัน เราควรมีการดูแลเส้นผมอย่างถูกวิธี ดังนี้1. การสระผม แน่นอนว่าจำนวนครั้งการสระผมไม่ได้ส่งผลต่อความยาวของเส้นผม แต่ส่งผลต่อความสะอาดของหนังศีรษะ ซึ่งทำให้รูขุมขนไม่อุตตันและผมงอกได้ตามปกติ ระยะเวลาในการสระจึงขึ้นกับลักษณะการใช้ชีวิตของเรา และเลือกใช้แชมพูที่เหมาะสมกับสภาพหนังศีรษะ เช่น ถ้าหนังศีรษะมันอาจจะสระผมบ่อยได้ แต่ถ้าหนังศีรษะแห้งหรือผมแห้งมาก การสระผมบ่อยมากเกินไปอาจจะไม่เหมาะ รวมทั้งหลังการสระผมทุกครั้ง เราควรบำรุงผมให้มีความนุ่มลื่นขึ้นด้วยครีมนวดผม เพื่อป้องกันเส้นผมพันกัน ซึ่งยากต่อการจัดแต่งทรงภายหลัง2. เลี่ยงความร้อนและการใช้สารเคมี เพราะจะทำให้เกล็ดผมเปิด และเส้นผมขาดหรือแตกปลายได้ง่าย 3. รับประทานอาหารให้เหมาะสม เช่น อาหารที่มีโปรตีน เพราะเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตของเส้นผม หรือวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินบีรวม ซึ่งมีมากในยีสต์และโยเกิร์ต 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 200 ดัดขนตาถาวร ปลอดภัยแค่ไหน

ขนตาโค้งงอน เป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนปรารถนา จึงสรรหาสารพัดวิธีมาทำให้สวยสมใจ ซึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็หนีไม่พ้นการใช้ที่ดัดขนตา แต่ก็มักจะได้ยินเสียงบ่นตามมาเสมอว่าดัดแล้ว ขนตาไม่โค้งงอนอย่างที่ต้องการ ทำให้ปัจจุบันได้มีอีกหนึ่งวิธีการเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวนั่นก็คือ การดัดขนตาถาวร ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน เราลองไปดูกันมาดูความโค้งงอนตามธรรมชาติของขนตากันก่อนหลายคนอาจคิดว่า ขนตามีไว้เพื่อเป็นความสวยงามให้กับดวงตา แต่จริงๆ แล้ว ขนตาทำหน้าที่คอยป้องกันดวงตาของเราจากสิ่งแปลกปลอม ซึ่งตามธรรมชาติขนตาจะมีลักษณะชี้ตรง แต่บางคนขนตาอาจจะงอนขึ้นด้านบนในหนังตาบน และงอนลงล่างในหนังตาล่าง รวมทั้งมีความยาวแตกต่างกันไปตามลักษณะพันธุกรรม ขนตางอนด้วยการดัดถาวร ปลอดภัยแค่ไหนการดัดขนตาถาวร เป็นการใช้น้ำยาดัดหรือกาว เพื่อยกโคนขนตาขึ้นให้มีความโค้งงอนตลอดเวลา ซึ่งสามารถอยู่ได้ประมาณ 1-2 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่มีขนตายาวชี้ตรง ดูไม่สวยงามและต้องการประหยัดเวลาในการแต่งหน้า ทั้งนี้ปัจจุบันบางร้านอาจเรียกวิธีการดังกล่าวว่า Lash lifting (ลิฟติ้ง ขนตา) ซึ่งโฆษณาว่าใช้เซรั่มหรือน้ำยา ที่มีความอ่อนโยนกว่าการดัดขนตาถาวรอย่างไรก็ตามเราต้องไม่ลืมว่า บริเวณดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบาง สามารถเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ดังนั้นการใช้สารเคมีใดๆ ในบริเวณดังกล่าว อาจทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคืองได้ทั้งนั้น เช่น เปลือกตาบวมแดง อักเสบหรือเกิดโรคที่เปลือกตา ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของขนตา เช่น ขนตาร่วงผิดปกติ ขนตาเก หักหงิกงอหรือหยุดการเจริญเติบโตได้ ดัดขนตาถาวรอย่างไรให้ปลอดภัยหลายคนอาจเลือกรับบริการดัดขนตาถาวรหรือลิฟติ้ง ขนตาที่สถานบริการความงาม และบางคนก็ที่จะซื้อน้ำยาดัดขนตามาทำเองที่บ้าน ผ่านการซื้อสินค้าจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักโฆษณาว่าเป็นน้ำยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีความอ่อนโยน ได้รับมาตรฐานจากหลายองค์กร แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสินค้าที่นำมาใช้กับดวงตาของเรานั้นมีมาตรฐานจริง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย เราจึงควรตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นก่อนว่า เป็นสินค้าที่ได้รับมาตรฐาน อย. หรือไม่ ดังนี้1. มีเลขที่จดแจ้งเราต้องไม่ลืมว่า น้ำยา เซรั่ม กาวหรือทรีตเมนท์ ใดๆ ที่ใช้สำหรับดัดหรือยกขนตาให้โค้งงอนในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้นั้น จัดเป็นเครื่องสำอางประเภทหนึ่งเช่นกัน ซึ่งต้องได้รับเลขที่จดแจ้งจาก อย. เพื่อแสดงว่าไม่มีส่วนประกอบที่เป็นสารต้องห้าม แต่ไม่ได้หมายความว่าหากผู้บริโภคใช้แล้วจะไม่เกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตหลายรายที่แอบลักลอบเติมสารอันตราย ภายหลังการขอเลขที่จดแจ้งแล้วอีกด้วย อย่างไรก็ตามหากมีเลขที่จดแจ้ง เราก็จะสามารถตามตัวผู้ผลิตมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ปัจจุบันเลขที่จดแจ้งจะมีจำนวน 10 หลักและ 13 หลัก โดยไม่อยู่ภายใต้กรอบอย. เช่น XX-X-XXXXXXX ซึ่งวิธีตรวจสอบว่าเป็นสินค้าที่มาจากประเทศใด สามารถดูได้จากตัวเลขหลักที่ 2 โดยหากเป็นเลข 1 แสดงว่าเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ และหากเป็นเลข 2 แสดงว่าเป็นสินค้านำเข้า รวมทั้งเราควรเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของเลขที่จดแจ้ง ผ่านทางเว็บไซต์ของ อย. ที่ www.fda.moph.go.th และสามารถโทรศัพท์ร้องเรียนสินค้าที่คาดว่าจะไม่ปลอดภัยได้อีกด้วย ผ่านทางสายด่วน อย. 1556 (วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.)2. มีฉลากภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือสินค้านำเข้าก็ต้องมีฉลากภาษาไทย ซึ่งต้องระบุข้อความให้ครบถ้วน ดังนี้ ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง, เลขที่ใบรับแจ้ง, สารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสม, วิธีการใช้, ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือนำเข้า, ปริมาณสุทธิ, เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต, เดือนปีที่ผลิตและคำเตือน (ถ้ามี)หากเราพบว่าเครื่องสำอางที่เราซื้อมานั้น ไม่มีฉลากภาษาไทย ควรตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นไว้ก่อนว่า อาจเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยและไม่ควรเสี่ยงใช้เครื่องสำอางนั้น โดยเฉพาะน้ำยาดัดขนตาที่กฎหมายกำหนดกำหนดไว้ว่า ห้ามนำสารเคมีบางชนิดที่มีความเสี่ยงสูง หรือสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคมาผสม เช่น Thioglycolic acid esters ซึ่งเป็นสารที่อนุญาตให้ใช้เฉพาะในผลิตภัณฑ์สำหรับดัดผมหรือยืดผมเท่านั้น โดยหากนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับดัดขนตา จะถือว่าเป็นเครื่องสำอางที่มีวัตถุที่ห้ามใช้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 199 ครีมสลายไขมัน มีประโยชน์จริงหรือ

หลายคนที่มีความกังวลเรื่องไขมันส่วนเกิน มักมองหาสารพัดวิธีเพื่อกำจัดปัญหาดังกล่าว ซึ่งหนึ่งในวิธีที่เชื่อว่าเป็นทางลัดก็หนีไม่พ้นการใช้ครีมหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่โฆษณาว่าสามารถช่วยสลาย ละลายหรือดูดไขมันได้ แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีประสิทธิภาพตามที่กล่าวอ้างจริงหรือ ทำไมต้องกำจัดไขมันส่วนเกินเหตุผลที่หลายคนมักกังวลกับไขมันส่วนเกิน มักมีสาเหตุหลักจากเรื่องความสวยงามและสุขภาพ เพราะนอกจากไขมันส่วนเกินจะทำให้ขาดความมั่นใจ เนื่องจากมักพบมากที่บริเวณหน้าท้อง ต้นขาหรือต้นแขนจนทำให้ใส่เสื้อผ้าไม่สวยหรือดูอ้วนแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจหรือไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วยผลิตภัณฑ์เพื่อกำจัดไขมันแม้คนส่วนใหญ่จะทราบว่าวิธีการกำจัดไขมันส่วนเกินนั้น ไม่มีอะไรมาก แค่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมอาหารและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่เนื่องจากวิธีเหล่านั้นต้องทำเป็นประจำและใช้เวลาสักพักจึงจะเห็นผล ทำให้หลายคนต้องหาวิธีลัดในการกำจัดปัญหาดังกล่าว ปัจจุบันจึงมีผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ทรีตเมนท์ละลายไขมัน เจลและมาส์กสลายไขมัน หรือสบู่ระเบิดไขมัน ออกมาโฆษณาว่าสามารถช่วยสลาย ละลายหรือดูดไขมันได้ โดยจะทำให้แขนขาเรียวเล็กหรือหน้าท้องแบนขึ้น เนื่องจากเต็มไปด้วยส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพในการสลายไขมันที่อยู่ภายใต้ชั้นผิว ทั้งยังปลอดภัยเพราะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติและมี อย. อย่างไรก็ตามผู้บริโภคอย่างเราต้องไม่ลืมว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็นเครื่องสำอางประเภทหนึ่ง ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ ต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เพื่อความสะอาด ความสวยงามเท่านั้น โดยไม่สามารถอ้างว่า บำบัด บรรเทา รักษา ป้องกันโรค ความเจ็บป่วย มีผลต่อโครงสร้างหรือการกระทำหน้าที่ต่างๆ ของร่างกายได้ เพราะหากทำได้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะกลายเป็นยารักษาโรคแทน ซึ่งต้องมีการขึ้นทะเบียนเป็นยาและแสดงไว้บนฉลาก เป็นอักษรและตัวเลข เช่น Reg. No. 2C 93/52 โดยไม่ต้องมีกรอบ อย. ล้อมรอบ แตกต่างจากการจดแจ้งว่าเป็นเครื่องสำอางและใช้เลขที่จดแจ้ง 10 หลัก ซึ่งที่ผ่านมาองค์การอาหารและยา (อย.) ได้พบว่ามีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่จัดเป็นเครื่องสำอาง แต่อวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นยา เช่น โลชั่นปลูกผม ครีมเสริมสร้างทรวงอก ครีมลดไขมัน สบู่ลดความอ้วน โลชั่นกระชับจุดซ่อนเร้น หรือครีมฆ่าเชื้อโรค เป็นต้นแสดงให้เห็นว่าหากเราหวังผลในการลดไขมันส่วนเกิน แต่ดันไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องสำอาง ซึ่งมีประสิทธิภาพเพื่อความสะอาดหรือความสวยงาม ก็ไม่อาจช่วยรักษาหรือทำให้เกิดผลต่อโครงสร้างใดๆ ของร่างกายได้นั่นเอง นอกจากนี้หากเราเลือกใช้เครื่องสำอางดังกล่าวโดยไม่ตรวจสอบให้ดีก่อน อาจพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้น เข้าข่ายเครื่องสำอางอันตรายที่มีการใส่สารห้ามใช้หรือกระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย ซึ่งหลักการง่ายๆ ในการเลือกซื้อเครื่องสำอางให้ปลอดภัยนั้น สามารถทำได้ด้วยการตรวจสอบฉลากภาษาไทย ที่อย่างน้อยต้องระบุชื่อเครื่องสำอาง, ส่วนผสม, ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือนำเข้า, ปริมาณสุทธิ, เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต, ว/ด/ป ผลิตหรือหมดอายุ รวมทั้งเลขที่จดแจ้งด้วยแนะวิธีกำจัดไขมันส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ1. ออกกำลังกาย ด้วยการคาร์ดิโอ เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง ปั่นจักรยานหรือแอโรบิก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที สามารถช่วยลดไขมันได้อย่างดี แต่ต้องควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะการที่ร่างกายจะเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับสารอาหารและพลังงานที่ร่างกายได้รับด้วย2. ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เนื่องจากเครื่องมือเพื่อการสลายหรือดูดไขมันมีมากมาย เช่น เลเซอร์ คลื่นวิทยุ คลื่นเสียงความถี่สูงหรือความเย็นสลายไขมัน ซึ่งให้ประสิทธิผลที่ดี แต่ต้องเลือกสถานพยาบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับอนุญาตในการประกอบกิจการสถานพยาบาลเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยหรือป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายต่างๆ นอกจากนี้ไม่ควรใช้ยาเพื่อฉีดสลายไขมัน เพราะปัจจุบัน อย. ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนยาใดๆ ที่มีคุณสมบัติเพื่อสลายไขมัน ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ฉีดยาดังกล่าวเข้าไปเกิดอาการแพ้รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 198 เลือกยาสีฟันให้เหมาะกับช่องปาก

ยาสีฟัน เป็นเครื่องสำอางอีกประเภทหนึ่งที่วางจำหน่ายมากมายหลายสูตรในท้องตลาดบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นสูตรสมุนไพร สูตรฟันขาวหรือสูตรป้องกันฟันผุ ทำให้หลายคนไม่แน่ใจว่าควรเลือกซื้ออย่างไรให้เหมาะกับตนเอง รวมทั้งอาจเชื่อว่าการเลือกยาสีฟันที่ทำจากสมุนไพรจะดีกับช่องปากมากที่สุด แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือรู้จักหน้าที่ของยาสีฟันกันก่อนยาสีฟันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดร่วมกับแปรงสีฟัน มีลักษณะเป็นผง ของเหลวหรือของเหลวข้น ซึ่งแม้จะมีมากมายหลายยี่ห้อหรือหลายสูตร แต่หน้าที่หลักของยาสีฟันคือการช่วยทำให้ฟันสะอาด หรือเสริมประสิทธิภาพการแปรงฟัน เพื่อให้มีการกำจัดเอาแผ่นคราบจุลินทรีย์ออกได้ง่ายขึ้น โดยทุกยี่ห้อจะมีส่วนประกอบหลัก ดังนี้ 1. สารที่ใช้ทำความสะอาดหรือขัดฟัน ทำหน้าที่ขจัดคราบที่ติดบนผิวฟัน 2. สารลดแรงตึงผิว ทำหน้าที่ช่วยทำให้เกิดฟอง 3. สารทำให้ข้น ทำหน้าที่ป้องกันการแยกตัวของเนื้อยาสีฟัน 4. สารควบคุมความเป็นกรด-ด่าง 5. สารปรุงแต่งกลิ่นรส ทำหน้าที่ให้กลิ่นและรสของยาสีฟัน 6. สารกันเสีย ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งยาสีฟันจะมีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปีนับจากวันผลิตไปรู้จักยาสีฟันแต่ละสูตรกันแม้ยาสีฟันจะมีหลายสูตร แต่หากพิจารณาจากส่วนผสมจะสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ได้ ดังนี้1. สูตรผสมฟลูออไรด์ ยาสีฟันกลุ่มนี้มีข้อดีคือ สามารถช่วยป้องกันฟันผุได้เมื่อใช้เป็นประจำ ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ประชาชนใช้ยาสีฟันกลุ่มฟลูออไรด์เป็นหลัก และควรแปรงฟันแบบ 2 – 2 – 2 คือ แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละนาน 2 นาที และภายใน 2 ชั่วโมงหลังแปรงฟันควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลผสม 2. กลุ่มผสมสารฆ่าเชื้อโรค ยาสีฟันกลุ่มนี้ผสมสารฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสารเคมีหรือสมุนไพร เช่น ไตรโคลซาน น้ำมันกานพลู คาโมไมล์ พิมเสน การบูร ชะเอมเทศ ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ลดการอักเสบ สมานแผลและช่วยให้เหงือกแข็งแรงได้3. กลุ่มลดอาการเสียวฟัน ยาสีฟันกลุ่มนี้จะมีการใส่สารเคมีบางตัว เช่น สตอนเทียมคลอไรด์หรือโพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งเมื่อแปรงแล้วจะสามารถช่วยลดอาการเสียวฟันได้ชั่วคราว4. กลุ่มช่วยให้ฟันขาว ยาสีฟันกลุ่มนี้มีส่วนผสมสารขัดฟัน และอาจมีการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ฟอกสีฟันอ่อนๆ ร่วมด้วย ซึ่งสามารถช่วยขจัดคราบสีต่างๆ ที่ติดอยู่บนตัวฟันออก ทำให้ฟันดูขาวขึ้น แต่จะไม่ขาวไปกว่าสีธรรมชาติเดิมของฟันอย่างไรก็ตามหากใช้เป็นประจำจะทำให้สารเคลือบฟันบางลง จนฟันเหลืองขึ้นกว่าเดิมหรือมีอาการเสียวฟันมากขึ้น รวมทั้งอาจเกินอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในช่องปากได้ แนะวิธีการเลือกซื้อยาสีฟันหลักพิจารณาง่ายๆ ในเลือกซื้อยาสีฟันสามารถทำได้จาก 3 ข้อดังนี้1. ควรเลือกให้เหมาะสมกับปัญหาช่องปากของเรา เพราะแต่ละคนมีปัญหาสุขภาพช่องปากที่แตกต่างกัน เช่น หากมีอาการเสียวฟันก็ควรใช้สูตรลดอาการเสียวฟัน อย่างไรก็ตามหากใช้งานแล้วผู้บริโภคบางคนอาจมีอาการแพ้ยาสีฟันได้เช่นกัน เช่น อาการปวดแสบปวดร้อนในขณะที่ยาสีฟันอยู่ในปาก หรือหลังใช้งานแล้วพบว่าริมฝีปากดำคล้ำจากอาการแพ้ หรือเนื้อเยื่อบุผิวในปากหลุดลอกออกมาก็ควรเปลี่ยนสูตรใหม่ให้มีความอ่อนโยนมากขึ้น 2. เลือกยี่ห้อที่มีฉลากครบถ้วน ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยาสีฟัน (พ.ศ. 2552) กำหนดให้ที่กล่องและภาชนะบรรจุยาสีฟันต้องมีรายละเอียด ดังนี้ 1. ชื่อผลิตภัณฑ์ 2. ชนิด 3. ชื่อสารที่เป็นส่วนผสมทั้งหมด 4. ปริมาณสุทธิ แสดงเป็นกรัมหรือลูกบาศก์เซนติเมตร 5. วัน เดือน ปี ที่ผลิตและรหัสรุ่นที่ทำ 6. คำเตือนหรือข้อความตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด 7. วิธีใช้และข้อควรระวัง 8. ชื่อผู้ผลิต หรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน3. มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพราะฟันผุเป็นปัญหาใหญ่ของผู้บริโภค ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ดีและง่ายที่สุดในการยับยั้งปัญหาดังกล่าว คือ การเลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์แปรงฟันเป็นประจำ โดยผู้บริโภคสามารถดูได้จากรายละเอียดส่วนผสม นอกจากนี้หากเราต้องการให้สุขภาพช่องปากดีอยู่เสมอนั้น ควรแปรงฟันและเหงือกให้ถูกวิธี เพราะสามารถช่วยให้เหงือกและฟันสะอาดแข็งแรงได้จริง รวมทั้งควรพบทันตแพทย์เป็นประจำทุกๆ 6 เดือนอีกด้วย 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 197 มือเหี่ยวก่อนวัย

ผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัยเป็นปัญหากวนใจของใครหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะพุ่งเป้ากันไปที่ผิวหนังบริเวณผิวหน้า แต่รู้หรือไม่ว่าอีกหนึ่งบริเวณที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดก็คือ ผิวหนังบริเวณหลังมือของเรานั่นเอง โดยหากใครที่เริ่มรู้สึกว่ามือเหี่ยวก่อนวัยแล้ว อาจทำให้ขาดความมั่นใจไปเลยก็ได้ เพราะมือเป็นอวัยวะสำคัญที่เราใช้จับสิ่งของต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ใช้จับมือกับคนข้างๆ ยังไงล่ะ ดังนั้นนี่อาจถึงเวลาแล้วที่สาวๆ และหนุ่มๆ ควรหันมาบำรุงมือกันบ้าง เพื่อป้องกันอาการมือเหี่ยวก่อนวัยมือเหี่ยวเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้างแน่นอนว่าผิวหนังของเรามีความเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ แต่ทำไมบางคนกลับพบว่ามีอาการผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัยได้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะสาเหตุใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้1. ไม่สวมถุงมือเมื่อสัมผัสกับสารเคมีต่างๆหลายคนที่ต้องทำงานบ้าน เช่น ล้างจาน ซักผ้า ล้างห้องน้ำเป็นประจำ แล้วไม่สวมถุงมือก่อนสัมผัสกับสารเคมีในผลิตภัณฑ์เหล่านั้น อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองจากสารเคมี ซึ่งนำไปสู่อาการผิวหนังอักเสบ แห้งตึง หรือสูญเสียความชุ่มชื้นจนผิวหนังเกิดความเหี่ยวย่นก่อนวัยได้ 2. ล้างมือบ่อยแม้ว่าการล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่จะช่วยกำจัดเชื้อโรคหรือเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี แต่ก็ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นได้เช่นกัน เนื่องจากสบู่มีส่วนประกอบหลักคือสารชะล้าง ซึ่งทำหน้าที่ทำความสะอาดผิวหรือทำลายล้างสิ่งสกปรก โดยอาจทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนังและนำไปสู่ภาวะผิวแห้งได้ 3. อยู่ในสภาพร้อนหรือหนาวเป็นประจำอาการเย็นหรือร้อนเกินไปก็สามารถทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นได้เช่นกัน รวมถึงการล้างมือด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเป็นประจำด้วย แนะวิธีป้องกันมือเหี่ยวก่อนวัยถึงเราจะเริ่มสังเกตได้ว่าผิวหนังบริเวณมือไปไกลกว่าผิวหน้าและอายุมากแล้ว แต่เราก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยให้เยี่ยวย่นไปเรื่อยๆ โดยสามารถดูแลรักษาด้วยวิธีการดังต่อไปนี้1. ใช้อุปกรณ์ป้องกันผิวหนังทุกครั้งหากรู้ว่ากำลังจะต้องสัมผัสกับสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาขัดห้องน้ำ น้ำยาย้อมผม ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนผิวหนังได้ก็ควรป้องกันด้วยการใช้ถุงมือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการซึมผ่านของสารเคมี เช่น ถุงมือที่ทำจากวัสดุพีวีซี ยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์หรือพีวีเอ โดยอาจเลือกประเภทที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือใช้งานได้งานครั้ง แต่ต้องระวังเรื่องการเก็บรักษา เพราะหากถุงมือสกปรกก็จะทำให้สารเคมีตกค้าง และทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้เช่นเดิม 2. ทาครีมที่มือเป็นประจำหลังล้างมือทุกครั้งควรทาครีมบำรุงเสมอ ซึ่งเราจะใช้ครีมสำหรับทาผิวกายหรือทามือโดยเฉพาะก็ได้ เพียงแต่ควรเลือกให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง เพื่อชดเชยไขมันที่สูญเสียไปอย่างสารในกลุ่ม Glycol หรือ Glycerin เพราะครีมจะช่วยทำหน้าที่เหมือนน้ำมันเคลือบผิวและกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ นอกจากนี้ควรเลือกครีมที่มีสามารถป้องกันแสงแดดได้ด้วย เพราะแสงแดดสามารถทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น เหี่ยวย่นได้3. ฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ สำหรับการฉีดสารเติมเต็มอย่างฟิลเลอร์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะฟิลเลอร์สามารถเข้าไปทดแทนคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพไป ซึ่งจะคงสภาพอยู่ประมาณ 6-8 เดือนและสามารถจะสลายตัวไปตามธรรมชาติ หรืออีกวิธีหนึ่งคือการใช้ไขมันตัวเองฉีดเพื่อรักษามือเหี่ยวก็สามารถทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการฉีดสารดังกล่าวต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์นั้น เพราะบริเวณหลังมือมีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรืออันตรายอื่นๆ ได้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 196 รูขุมขนกว้าง อำพรางอย่างไรดี

รูขุมขนกว้างเป็นปัญหาใหญ่ของสาวๆ หลายคนที่ชื่นชอบการแต่งหน้า เพราะทำให้ใบหน้าดูไม่เรียบเนียน ทำให้หลายคนเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการใช้เครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติในการปกปิดรูขุมขน หรือการใช้วิธีอื่นๆ เช่น เลเซอร์ลดขนาดรูขุมขน ฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งแต่ละวิธีจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เราลองไปดูกันเลยรู้จักรูขุมขนเรื่องใหญ่กันสักนิดรูขุมขนบนผิวหนังของเรา เป็นทางออกของน้ำมันที่ไหลออกมาจากต่อมไขมันที่อยู่ใต้ผิว ซึ่งช่วยให้ผิวชั้นนอกมีความชุ่มชื่นตามธรรมชาติ โดยใบหน้ามักเป็นบริเวณที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง เพราะมีต่อมไขมันอยู่มาก ซึ่งจะเห็นได้ชัดในผู้ที่มีลักษณะผิวมัน นอกจากนี้ปัญหารูขุมขนกว้างอาจเกิดจากการดูแลผิวหน้าที่ไม่เหมาะสม วิธีเพื่อจัดการรูขุมขนกว้างแม้จะมีหลากหลายวิธีเพื่อแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง แต่เรามาเริ่มกันที่วิธีง่ายๆ ยอดนิยมอย่างการใช้เครื่องสำอางเพื่อปกปิดกันก่อน - เครื่องสำอางที่มักนำมาใช้เพื่อปกปิดรูขุมขนบนใบหน้าเรียกว่า ไพร์เมอร์ (Primer) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก่อนลงรองพื้น ทำหน้าที่ปรับสภาพผิวให้พร้อมสำหรับการแต่งหน้า ทำให้เครื่องสำอางติดทนนานขึ้นและอำพรางรูขุมขนให้ดูเล็กลง โดยทำหน้าที่เหมือนฟิล์มเคลือบผิวเพื่อให้ผิวเรียบเนียน และป้องกันเครื่องสำอางตกไปในรูขุมขนบนผิว เพราะไพร์เมอร์จะเข้าไปแทนที่ช่องว่างในรูขุมขนนั่นเอง ทั้งนี้ไพร์เมอร์สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามลักษณะของเนื้อผลิตภัณฑ์ แต่ประเภทที่นิยมใช้มากที่สุดคือ ชนิดเนื้อซิลิโคนใส เพราะมีความบางเบาต่อผิวหน้ามากที่สุด อย่างไรก็ตามก็สามารถทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขนหรืออาการแพ้ระคายเคืองได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากซิลิโคนสามารถเพิ่มการดูดซึมของสารในกลุ่มน้ำมันได้ดี ส่งผลให้อาจเกิดการอุดตันรูขุมขนได้ รวมทั้งบางยี่ห้ออาจมีส่วนผสมของสารกันเสียหรือน้ำหอม ซึ่งเราสามารถตรวจสอบฉลากก่อนใช้งานได้ และหลังการใช้งานควรล้างหน้าให้สะอาด ด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับล้างเครื่องสำอางโดยเฉพาะ - เลเซอร์กระชับรูขุมขนหรือฉีดโบท็อกซ์ เพื่อทำให้รูขุมขนที่กว้างนั้นดูมีขนาดเล็กลง เพราะรูขุมขนกว้างไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้การรักษาด้วยเลเซอร์จะเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และต้องทำต่อเนื่อง โดยประสิทธิภาพจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ส่วนการฉีดโบท็อกซ์มีจุดประสงค์เพื่อลดการกระตุ้นต่อมเหงื่อ เพื่อทำให้รูขุมขนเล็กลง แต่มีข้อควรระวังว่าต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความผิดปกติกับกล้ามเนื้อได้มาก เช่น อาจมีอาการปากเบี้ยวหากฉีดลึกเกินไป นอกจากนี้ผลลัพธ์จะอยู่เพียงชั่วคราว ต้องกลับไปทำซ้ำเป็นประจำ แนะวิธีลดขนาดรูขุมขนกว้างอย่างปลอดภัยเนื่องจากรูขุมขนกว้างไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เราจึงควรเลือกวิธีลดขนาดรูขุมขนกว้างที่ปลอดภัย ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ คือ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่างเหมาะสม เนื่องจากรูขุมขนกว้างมีความสัมพันธ์กับต่อมไขมันบนผิวหนัง ซึ่งหากเราผิวมันก็ยิ่งทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ดังนั้นควรทำให้ผิวแห้งเสมอ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่มีลักษณะผิวหน้ามัน แต่สามารถทำได้ด้วยการล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง และเลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่เพิ่มความชุ่มชื้น หรือใช้โทนเนอร์หลังการล้างหน้า เพื่อลดการสร้างน้ำมันบนผิวหน้า นอกจากนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความอ่อนโยนต่อผิวหน้า หรือมีความเป็นกรด - ด่างใกล้เคียงกับผิวหน้า เนื่องจากหากเราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารชะล้างรุนแรง สามารถส่งผลให้ผิวหน้าต้องผลิตน้ำมันมากขึ้น เพื่อทดแทนน้ำมันที่ถูกชะล้างออกไปนั่นเอง 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point