ฉบับที่ 258 แจ็กพอตเศษฝอยขัดหม้อในอาหารกล่อง

        ปัจจุบันการใช้บริการแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ในการทำธุระต่างๆ เพื่อความสะดวกสบาย มักเป็นตัวเลือกแรกของผู้บริโภคยุคใหม่ เรื่องราวของคุณน้ำตาลในครั้งนี้ ก็เช่นกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหารเดลิเวอรี่ ที่เธอได้เข้ามาเล่าให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฟัง เผื่อว่าจะเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภคอื่นๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา         เหตุการณ์มีอยู่ว่าเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  คุณน้ำตาลกำลังนั่งประชุมงานอย่างเคร่งเครียดกับเพื่อนร่วมงานทั้งอาวุโสกว่าและคนรุ่นราวคราวเดียวกัน และเมื่อใกล้ถึงเวลาพักเที่ยง ณ ที่ห้องประชุมทุกคนได้เริ่มกดโทรศัพท์เข้าแอปพลิเคชันเพื่อเลือกสั่งอาหารกันทันที        สำหรับคุณน้ำตาลเลือกไปเลือกมาก็ได้อาหารที่ถูกใจนั้นคือ “ข้าวไก่ข้นออนเซ็น” เมื่อคุณน้ำตาลเลือกเสร็จ และทำรายการสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็อดคิดถึงอาหารเที่ยงที่กำลังจะมาไม่ได้สมาธิประชุมเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่ออาหารมาถึงทุกคนต่างไม่รีรอจัดการกับอาหารตรงหน้าของตน คุณน้ำตาลก็เช่นกัน แต่คำแรกก็ได้เรื่อง ...ขณะนำเข้าปากเธอสังเกตเห็นเศษอะไรสักอย่างเส้นหยิกๆ ตกใจสิ เศษอะไร! มองไปมองมาดันคล้ายเศษฝอยขัดหม้อ เลยให้เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ที่โต๊ะช่วยกันดูทันทีว่ามันคืออะไร สุดท้ายแล้วก็สรุปได้ว่ามันจะเป็นเศษฝอยขัดหม้อที่น่าจะหลุดออกมาตอนล้างกระทะ และมันมีขนาดที่เล็กมาก แม่ครัวอาจจะมองไม่เห็น         อดกิน คุณน้ำตาลหิวข้าวจนต้องฝากให้แม่บ้านช่วยซื้อมาให้ใหม่จากร้านค้าใกล้ที่ทำงานแทน ต่อมาหลังจากนั้น เธอก็เริ่มกระบวนการตามที่เคยได้รับคำแนะนำมา คือ ถ่ายรูปอาหารและสิ่งแปลกปลอมเก็บเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐาน  จากนั้นก็ติดต่อร้องเรียนในศูนย์ช่วยเหลือของทางแอปพลิเคชันที่เปิดไว้ให้ผู้ใช้บริการแจ้งเหตุต่างๆ หากได้รับความเสียหายจากการใช้บริการ ต่อมาทางแอปฯ ได้จัดการชดเชยค่าเสียหายให้กับทางคุณน้ำตาลโดยการคืนเงินให้ และยังให้ voucher แก่คุณน้ำตาลเพื่อใช้ในการลดราคาสินค้าในการสั่งครั้งต่อไป         เมื่อได้รับคำตอบที่พอใจจากทางแอปฯ คุณน้ำตาลก็ลดความโมโหหิวลงไปได้ และรับประทานข้าวกลางวันอย่างมีความสุขขึ้น         ข้อคิดจากเรื่องนี้ หนึ่งความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ การบ่นอาจไม่มีประโยชน์แต่การใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้นสามารถช่วยคุณได้ และสองอาหารกล่องก่อนที่เราจะรับประทานควรมองหรือสังเกตสักหน่อยก่อนรับประทาน จะช่วยให้ปัญหาไม่บานปลายเป็นผลเสียแก่สุขภาพ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 258 อะไรลอยอยู่ในขวดน้ำผสมวิตามินซี

        ภูผาได้ซื้อน้ำดื่มวิตามินยี่ห้อดังเจ้าหนึ่งจำนวน 2 แพคมาไว้ที่หอเมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อซื้อมาก็ทยอยดื่มไปเรื่อยๆ วันนี้ก็เช่นกันเขาก็หยิบขวดน้ำจะมาเปิดดื่มตามปกติ ก่อนจะเปิดขวดเขาสังเกตเห็นเหมือนว่า ในขวดน้ำมีเศษผงอยู่ ตอนแรกคิดว่าไม่ใช่เพราะยังไม่ได้เปิดขวดผงไม่น่าจะเข้าไปได้ น่าจะเป็นเศษอะไรมากกว่าเพราะน้ำใสเลยทำให้มองผ่านขวดน้ำไปได้ แต่เมื่อหยิบขวดน้ำมาใกล้ๆ เศษผงก็ยังอยู่ เขาเลยเอามาส่องดูให้แน่ใจอีกที คราวนี้ชัดเจนเลย มีเศษผงลอยอยู่ในขวดน้ำเป็นก้อนขนาดเกือบเท่าหัวแม่มือ เขาก็แปลกใจไม่รู้ว่าจะมีผงก้อนขนาดนั้นอยู่ในขวดได้ยังไง จึงถ่ายวีดีโอขวดน้ำแล้วมาปรึกษามูลนิธิ แนวทางการแก้ไขปัญหา         ผงหรือเศษฝุ่นที่พบเป็นสิ่งปนเปื้อนในอาหารอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 (1) เรื่องอาหารไม่บริสุทธ์ โดยมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 58 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ         กรณีพบอาหารปนเปื้อนผู้บริโภคสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ดังต่อไปนี้         1. ถ่ายรูป (ฉลากโดยเฉพาะวันผลิต – วันหมดอายุและตัวสินค้า) พร้อมเก็บบรรจุภัณฑ์และใบเสร็จจากร้านที่ซื้อไว้เป็นหลักฐาน (ให้ถ่ายสำเนาใบเสร็จเก็บไว้ด้วย)         2. นำหลักฐานทั้งหมดไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจใกล้เคียงเพื่อเป็นหลักฐาน         3. ให้ติดต่อแหล่งจำหน่ายน้ำดื่มหรือบริษัทผลิตน้ำดื่มที่ซื้อมาเพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมชดเชยและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ขอเปลี่ยนสินค้า ขอเงินคืน ขอให้ทำหนังสือชี้แจงเหตุของสิ่งผิดปกติและขอโทษต่อผู้เสียหายและสาธารณะ เป็นต้น         4. ทำหนังสือยื่นกับผู้ประกอบการ สรุปปัญหาที่พบพร้อมข้อเรียกร้อง โดยส่งถึงกรรมการผู้มีอำนาจหรือผู้จัดการไปยังบริษัทร้านค้าที่จัดจำหน่ายและบริษัทผู้ผลิตหมายเหตุ : ต้องเก็บใบรับเงินทุกครั้งที่มีการซื้อ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการซื้อและระบุตนเป็นผู้เสียหาย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 258 พอโควิดคลี่คลายพี่แท็กซี่ก็ออกลายมาเลย

        สถานการณ์แพร่ระบาดโควิดกำลังดีขึ้น รัฐบาลคลี่คลายมาตรการต่างๆ ขนส่งมวลชนกลับมาให้บริการตามปกติไม่ว่าจะเป็น รถเมล์ รถตู้ รถทัวร์ เรือ สายการบิน รถรับจ้าง การคิดค่าโดยสารก้น่าจะเป็นไม่ตามปกติ แต่กลับไม่เป็นแบบนี้ รถแท็กซี่กลับทำตัวไม่น่ารัก เรามาดูกันว่ารถแท็กซี่ทำตัวไม่น่ารักอย่างไร         คุณเชอรี่ ไปทำงานต่างจังหวัด เมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยก็นั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินดอนเมืองเพื่อเดินทางกลับบ้านแถวเมืองนนทบุรี เมื่อมาถึงสนามบินดอนเมืองประมาณสองทุ่ม เธอไปต่อแถวกดคิวเรียกรถแท็กซี่ในสนามบิน ได้คิวที่ 216 รอคิวประมาณร้อยกว่าคิว         “โอ๊ะ ท่าจะไม่ไหวเมื่อไหร่จะถึงบ้านกัน” คิดอย่างนั้นแล้ว เธอจึงไม่รอและลากกระเป๋าไปเรียกรถแท็กซี่หน้าสนาบินเพื่อกลับบ้านแทนการรอคิวแท็กซี่ในสนามบิน รถแท็กซี่หน้าสนามบินก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน แต่ก็มีคนรอเรียกอยู่หลายคน เธอเห็นว่า คนก่อนหน้าเธอสองสามคนเรียกแท็กซี่ แท็กซี่ก็ไม่ได้รับคนโบกก่อนหน้าเธอขึ้นไปสักราย จนลำดับถัดมาถึงเธอถึงรู้ว่าแท็กซี่ขอคิดราคาแบบเหมาไม่คิดราคาตามมิเตอร์ จากสนามบินดอนเมืองไปบ้านเธอแถวเมืองนนทบุรีคิดราคา 400 บาท         “พี่ก็คิดราคาขูดรีดเกินไป” คุณเชอรี่จึงปฏิเสธไม่ไป เพราะปกติเธอนั่งกลับบ้านประมาณแค่สองร้อยกว่าบาท เต็มที่สุดไม่เกินสามร้อย ไม่เพียงแท็กซี่คันดังกล่าวเธอยังเจอแท็กซี่คิดราคาแบบเหมาอีกสี่คันรวด เธอเรียกรถแท็กซี่ถึงห้าคันจึงเจอรถแท็กซี่ที่คิดราคาตามมิเตอร์ เธอจำได้ว่ารถแท็กซี่ต้องคิดราคาค่าโดยสารตามมิเตอร์ ดังนั้นจึงมาปรึกษามูลนิธิว่าจะทำอย่างไรได้บ้างไหมกับกรณีเช่นนี้ แนวทางการแก้ไขปัญหา         ตามกฎหมายแล้วรถแท็กซี่ต้องเก็บค่าบริการตามอัตราค่าโดยสารตามระยะทาง ไม่สามารถคิดค่าบริการแบบเหมาได้ ถ้าพบรถแท็กซี่เรียกเก็บค่าบริการแบบเหมา สามารถร้องเรียนได้ที่กรมการขนส่งทางบก โทรศัพท์ 1584 โดยแจ้งทะเบียนรถและสถานที่ที่เกิดเหตุ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 258 โทรมาชวนให้ทำประกันฟรี แต่เรียกเก็บค่าเบี้ยตอนหลัง

        การทำประกันภัยในรูปแบบต่างๆ ถ้าผู้บริโภคไม่พอใจเงื่อนไขในกรมธรรม์ก็สามารถขอยกเลิกได้ตามระยะเวลาที่กำหนด แต่เพื่อไม่ให้ต้องเสียเงิน เวลา และสุขภาพจิตโดยใช่เหตุ ผู้บริโภคควรศึกษาเงื่อนไขรายละเอียดของกรมธรรม์นั้นๆ ให้รอบคอบก่อนตอบตกลง หรือถ้ามีตัวแทนประกันโทรศัพท์มาชักชวนให้ทำประกันอุบัติเหตุโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย อยากให้เอะใจสักนิด จะได้ไม่โดนหลอกเหมือนคุณพร         เมื่อต้นเดือนสิงหาคมนี้เอง คุณพรได้รับโทรศัพท์จากคุณอ้อม ที่แนะนำตัวว่าเป็นตัวแทนขายประกันที่มีใบอนุญาตถูกต้อง จากบริษัทตัวแทนซึ่งเป็นนายหน้าของบริษัทประกันภัยชื่อดัง เธอโทร.มาแนะนำกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล แบบพิเศษพลัส โดยแจ้งว่าเป็นโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ที่ใช้บัตรเครดิตของธนาคารที่คุณพรเป็นลูกค้าอยู่ คุณพรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด พร้อมชี้แจงว่าเป็นประกันอุบัติเหตุที่ใช้ได้ทุกโรงพยาบาล มีค่ารักษาพยาบาลอุบัติเหตุจ่ายตามจริงครั้งละไม่เกิน 40,000 บาท หากเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุจะได้รับเงินเอาประกัน 1 ล้านบาท พอฟังจบ คุณพรก็ตอบตกลงไป         คุณพรมารู้ตัวว่าโดนหลอกซะแล้ว เมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุฉบับนี้พร้อมกับใบเรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันปีละ 9,834 บาท จึงโทรศัพท์มาขอคำปรึกษากับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่า หากตนจะขอยกเลิกกรมธรรม์นี้โดยไม่ให้เสียเปรียบผู้ประกอบการนั้นจะทำอย่างไรได้บ้าง แนวทางการแก้ไขปัญหา         ในกรณีนี้ คุณพรต้องทำเรื่องขอยกเลิกภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์มา โดยจะต้องทำเป็นหนังสือหรือจดหมายแบบลงทะเบียนตอบรับ พร้อมทั้งแนบสัญญากรมธรรม์นี้ ส่งไปถึงบริษัทประกันภัยที่เป็นคู่กรณี จากนั้นให้ทำสำเนาจดหมายขอยกเลิกสัญญานี้ส่งถึงมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและคปภ.ด้วย เมื่อทางบริษัทประกันภัยได้รับหนังสือแล้วจะต้องยกเลิกสัญญากรมธรรม์ให้คุณพรภายใน 30 วัน หากครบกำหนดแล้วบริษัทฯ ยังไม่ยอมยกเลิกสัญญาให้ คุณพรสามารถทำเรื่องร้องเรียนไปยัง คปภ.หรือสายด่วน 1186 ได้ทันที เพื่อให้ทาง คปภ.ดำเนินเรื่องให้ต่อไปได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 258 ไม่รับรถเพราะลองขับแล้วมีปัญหา แต่ตัวแทนจำหน่ายไม่คืนเงินจองให้เต็มจำนวน

        หากจ่ายเงินจองซื้อรถยนต์ไปแล้ว แต่พอได้ลองขับกลับพบว่ารถมีปัญหา ไม่ว่าใครก็คงต้องการยกเลิกสัญญาจองและขอเงินคืนทั้งนั้น เช่นเดียวกับคุณศรีที่ส่งอีเมลมาขอคำปรึกษากับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพราะต้องการให้ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์คืนเงินจองให้เธอเต็มจำนวน          คุณศรีเล่าว่าเธอไปจองรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งในงานมอเตอร์โชว์เมื่อปลายปีที่แล้ว และได้ตกลงกับผู้จัดการฝ่ายขายว่าจะขอทดลองขับระยะสั้นๆ ก่อนตัดสินใจออกรถ เพราะเคยขับรถยนต์ยี่ห้อนี้แต่คนละรุ่นแล้วเจอปัญหารถขับลงซ้ายมาปีกว่ายังแก้ไม่หายเลย ต่อมาในวันนัดรับรถ 16 มกราคมปีนี้ คุณศรีได้ลองขับรถยนต์รุ่นที่จองไว้ ที่ความเร็ว 40-60 กม/ชม. แล้วปล่อยมือ ปรากฏว่ารถลงซ้ายมากกว่ารุ่นที่เธอเคยขับมาก่อนอีก เธอจึงปฏิเสธที่จะรับรถไว้ แม้อีก 2 สัปดาห์ถัดมา บริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อนี้จะคืนเงินดาวน์ 500,000 บาท พร้อมเงินจดทะเบียนให้ แต่ยังไม่ได้คืนเงินจองรถ 10,000 บาทมาให้ด้วย เธอจึงทวงถามกลับไป ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน ทางบริษัทตัวแทนฯ แจ้งว่าจะคืนเงินให้เพียง 5,000 บาท พร้อมแนบสัญญามาให้เซ็นยินยอม แต่คุณศรีอ่านสัญญาแล้วเห็นว่ามีหลายข้อความที่เธอยอมรับไม่ได้ จึงปฏิเสธข้อเสนอนั้น และต้องการเรียกร้องความยุติธรรม โดยยืนยันให้บริษัทตัวแทนฯ คืนเงินจอง 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7% นับจากวันนัดรับรถให้กับเธอด้วย   แนวทางการแก้ไขปัญหา         ในเบื้องต้นทางมูลนิธิฯ ได้โทรศัพท์กลับไปยังคุณศรี แนะนำให้เธอไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อน โดยให้แจ้งว่าเรื่องราวตอนที่คุณศรีทดลองขับรถยนต์รุ่นที่จองแล้วพบการชำรุดบกพร่อง จึงปฏิเสธรับรถคันนี้เป็นความจริง จากนั้นให้ทำหนังสือส่งไปยังทางบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์คู่กรณี แจ้งขอค่าจองคืนเต็มจำนวน เนื่องจากรถมีการชำรุดบกพร่อง ภายใน 7-14 วัน หากไม่คืนก็จะดำเนินการต่อไปเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่แจ้งไปแล้ว คู่กรณียังเพิกเฉย คุณศรีสามารถนำหลักฐานการจองรถ หนังสือขอเงินคืน ใบลงบันทึกประจำวัน ไปฟ้องศาลเป็นคดีผู้บริโภคต่อไปได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 257 เคอรี่ไม่ส่งทรายแมว ทำเอาทาสลำบากสุดๆ

        เรื่องปวดหัวของทาสแมวรายนี้ คือบริการขนส่งที่ชื่อว่าเคอรี่ในอำเภอที่เธออาศัยอยู่ สวี ไม่ส่งทรายแมวให้เธอแต่สอบถามไปบอกส่งแล้วๆ ช่างเหนื่อยใจนัก              คุณลักษณ์บ้านอยู่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่นั่นฝนตกบ่อย บางครั้งตกติดต่อกันหลายวัน “ทรายแมว” จึงเป็นสิ่งที่ทาสตัวแม่อย่างเธอต้องมีติดบ้านไว้ตลอดเวลา ยิ่งตอนนี้มีน้องแมววัยละอ่อนที่กินและถ่ายตลอดเวลา ทรายที่มีอยู่จึงหมดไปอย่างรวดเร็ว         เธอจึงตัดสินใจรีบสั่งซื้อทรายแมวจากแอปฯ ห้างออนไลน์ไว้มาตุนไว้ก่อนสักสองถุง (ถุงละ 10 ลิตร) เพราะช่วงดังกล่าวเธอติดเชื้อโควิด 19 จึงต้องกักตัวอยู่กับบ้าน ผ่านไปสามวัน เธอได้รับข้อความอัปเดตการจัดส่งจากผู้ให้บริการขนส่ง Kerry เมื่อตอนบ่ายสามของวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า “จัดส่งไม่สำเร็จ รอดำเนินการ” จากนั้นก็เงียบหายไป จนเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม เธอตัดสินใจโทรไปหาสำนักงานของบริษัทดังกล่าวที่สาขาสวี แต่ได้คำตอบว่า “ช่วงนี้มีปริมาณพัสดุที่ศูนย์กระจายสินค้าเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการล่าช้า ทางศูนย์อยู่ระหว่างการจัดส่งโดยเร็วที่สุด”  ระหว่างนั้นเธอก็แจ้งไปยังแอปฯ ที่เธอสั่งซื้อสินค้า ให้ช่วยติดตามเรื่องให้ด้วยอีกทาง         ระหว่าง “รอดำเนินการ” ด้วยความกังวล เธอก็ลองดูในแอปฯ อีกเจ้า เจอร้านที่ได้ราคาดีและส่งฟรีด้วย แต่เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบเดิม เธอจึงถามผู้ขายว่าใช้บริการขนส่งเจ้าไหน ผู้ขายตอบว่าโปรฯ ส่งฟรีนั้นใช้ของ Kerry  เพราะผู้ขายเป็นสมาชิกอยู่ คุณลักษณ์จึงเล่าปัญหาให้ผู้ขายทราบ ผู้ขายบอกว่าหากต้องการให้ส่งเจ้าอื่นก็ได้ แต่ลูกค้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งเอง ซึ่งทางร้านแนะนำว่าไม่คุ้ม เพราะสินค้ามีน้ำหนักมาก ของที่ควรจะถูกก็กลายเป็นของแพงไปโดยปริยาย         ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม ทางแอปฯ ที่สั่งซื้อทรายแมวแจ้งว่าบริษัทขนส่งรับเรื่องไปดำเนินการแล้ว และจะนำส่งไม่เกินวันที่ 8 กรกฎาคม แต่จนถึงวันที่ 9 ก็ยังไม่มีการจัดส่ง เธอจึงทำเรื่องขอยกเลิกและขอรับเงินคืน         เรื่องนั้นเธอไม่ติดใจ ถือว่าจบกันไป แต่มางงตอนที่ได้รับข้อความ SMS ว่า “พัสดุเลขที่ XXXXXX ถูกส่งถึงผู้รับแล้วเรียบร้อย” ในวันที่ 10 ... แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ เธอสงสัยว่าการบันทึกข้อมูลลักษณะนี้ ก็เท่ากับไม่ได้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเลยใช่ไหม? แล้วสองอาทิตย์ที่ผ่านมา มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ...  ทำอะไรก็พะวักพะวนว่าพกมือถือติดตัวไว้หรือยัง ต้องคอยชะเง้อดูหน้าบ้านตลอดเผื่อมีใครมาส่งของ จะไปซักผ้าหลังบ้านก็ลังเล เดี๋ยวออกตัวช้าจะไม่ทันพนักงานที่เขารีบออกรถไปส่งบ้านอื่นต่อ เพราะบางครั้งมีข้อความอัปเดตสถานะในทำนอง “จัดส่งไม่สำเร็จ ไม่มีผู้รับ”         ที่สำคัญ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเจอปัญหาเรื่องความล่าช้า ก่อนหน้านี้เธอเคยสั่งซื้อต้นจำปูน ที่กว่าจะมาถึงมือเธอก็อยู่ในสภาพที่รอดยากแล้ว ที่เล่าให้ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฟังก็ไม่ได้คิดจะเอาเรื่องอะไรกับบริษัทขนส่ง แต่อยากฝากให้เป็นข้อคิดสำหรับผู้บริโภคท่านอื่น และหากเป็นไปได้ทางผู้ให้บริการน่าจะได้นำสิ่งที่เป็นปัญหานี้ไปปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องการทำเหตุผลที่ลูกค้าบอกยกเลิกไว้ ว่าเป็นเพราะ “จัดส่งไม่สำเร็จ ไม่มีผู้รับ”  เช่นนี้แล้วก็เสมือนว่า “มันเป็นความผิดของผู้สั่งสินค้าเอง” อันนี้แหละที่เคืองมากๆ เลย คุณลักษณ์กล่าวไว้           แนวทางการแก้ไขปัญหา         กรณีคุณลักษณ์น่าจะเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ผู้บริโภคสามารถนำไปพิจารณาในการสั่งซื้อสินค้าที่มีน้ำหนักมากๆ เช่นกรณีทรายแมว ว่าอาจทำให้ต้องลำบากในการสั่งซื้อเพราะบริษัทอาจไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานในพื้นที่แต่ละพื้นที่ได้ดีพอ อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิฯ จะได้นำเรื่องบอกเล่าของคุณลักษณ์ไปรวบรวมเป็นข้อเสนอต่อผู้ให้บริการขนส่งเพื่อการปรับปรุงบริการที่ดีต่อไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 257 ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ

        หลายคนคงเคยใช้บริการตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ เนื่องจากราคาถูก ง่ายต่อการใช้บริการ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง หาง่ายในแหล่งชุมชนต่างๆ แต่จากการสำรวจตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครพบว่ามีหลายตู้ตกมาตรฐาน        คุณต้นไม้ พักอยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่งใจกลางลาดพร้าว 101 เขามักซื้อน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญเป็นประจำ เพราะรู้สึกว่า ถูก ง่าย สะดวก เอาขวดน้ำที่ดื่มน้ำหมดแล้วมากรอกได้เลย แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็มาหยอดเหรียญโดยนำขวดมากรอกน้ำเหมือนเคย แต่พอดื่มเข้าไปแล้ว เขารู้สึกว่ารสชาติผิดปกติ ไม่เหมือนที่เคยดื่ม ลองเอามาดมก็มีกลิ่นแปลกๆ ไม่เหมือนเดิม เพราะทุกทีน้ำไม่มีกลิ่น เขาจึงลองไปหยอดเหรียญกรอกอีกรอบ ก็ยังพบว่าน้ำดื่มมีความผิดปกติทั้งรสชาติและกลิ่นไม่เหมือนที่เคยดื่ม ดังนั้นเลยลองเสิร์ชดูในกูเกิลเจอว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเคยออกข่าวเกี่ยวกับตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญที่ไม่ได้มาตรฐาน สกปรก จึงมาขอคำปรึกษาและขอให้ช่วยตรวจสอบเนื่องจากมีคนในคอนโดใช้บริการจำนวนมาก แนวทางการแก้ไขปัญหา         เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวกับตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ซึ่งกำหนดให้มีการขออนุญาตก่อน หากมีการติดตั้งตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญและทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ต้องมีการเปลี่ยนไส้กรอง การซ่อมบำรุง และต้องรายงานคุณภาพน้ำด้วย เมื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้วต้องมีสติ๊กเกอร์การได้รับอนุญาต ผลคุณภาพน้ำ ระยะเวลาในการเปลี่ยนไส้กรอกติดไว้ที่ตู้ด้วย         ดังนั้น มูลนิธิฯ จึงได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการเขตบางกะปิ และเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาขอให้ช่วยตรวจสอบตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ตู้ที่ผู้ร้องคือคุณต้นไม้ได้ร้องทุกข์ไว้ ทราบต่อมาว่าทางเขตบางกะปิได้ลงพื้นที่ตรวจสอบตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญดังกล่าวแล้วและทางเขตสั่งให้ผู้ประกอบการปรับปรุงให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ตู้น้ำดื่มมีคุณภาพน้ำที่สะอาดสำหรับการบริโภค

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 257 ไม่ได้เปิดใช้ซิม แต่ถูกเรียกเก็บเงิน

        ค่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ กำลังแข่งกันทำโปรโมชันการขาย โดยโปรโมชันที่เป็นที่นิยมโปรโมชันหนึ่งคือ การขายซิมรายเดือนพร้อมพ่วงค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเปิดใช้งานซิมเรา ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราไม่เปิดใช้ซิมแต่มีการเรียกเก็บเงินเราจะทำอย่างไร มาดูผู้บริโภครายนี้กันว่าเขาจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร         ภูผาซื้อซิมเบอร์โทรศัพท์มือถือ แบบโปรโมชันรายเดือนเดือนละ 299 บาท รวมทั้งค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตของค่ายทรูมูฟเอชจากร้านขายโทรศัพท์ ทางร้านขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเขาไว้เพื่อยืนยันการซื้อซิม หลังจากนั้นเขาเอาเบอร์ที่ซื้อมาไปตรวจดูว่าเบอร์ที่ซื้อมาเข้ากับเขาไหม เพราะมีคนแนะนำเรื่องพลังของตัวเลข เขาพบว่าเบอร์ที่เขาซื้อมาไม่เข้ากับเขาอย่างมาก เขาจึงไม่ได้เปิดใช้บริการซิมนี้ เรื่องก็ล่วงเลยมา จนประมาณ 1 ปี เขาได้รับหนังสือจากสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่ง ขอให้ชำระเงินกว่า 3,000 บาท เนื่องจากค้างค่าบริการโทรศัพท์มือถือ อ้าว...ไปค้างเงินค่ามือถือได้อย่างไร เขางงมากว่าทำไมถึงถูกเรียกเก็บค่าบริการ เพราะว่าเขาไม่ได้เปิดใช้บริการ เขาเห็นว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่เป็นธรรม จึงมาขอคำปรึกษาจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่าจะสามารถแก้ไขอย่างไรได้บ้าง  แนวทางการแก้ไขปัญหา         มูลนิธิฯ แนะนำว่า ผู้ร้องสามารถไปแจ้งความบันทึกประจำวันไว้ว่า ตนไม่ได้เปิดใช้บริการซิมเบอร์โทรศัพท์มือถือ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและเพื่อไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นก็ให้ทำหนังสือแจ้งผู้ให้บริการว่าไม่ได้เปิดใช้บริการเบอร์โทรศัพท์และปฏิเสธการจ่ายเงินไปยังบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ พร้อมแนบสำเนาใบบันทึกประจำวันและทำหนังสืออีกฉบับหนึ่งส่งไปที่สำนักงานกฎหมายที่ได้ส่งหนังสือมาให้ผู้ร้องชำระเงินด้วย         ต่อมาทางมูลนิธิฯ ได้ประสานงานไปยังบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้ดำเนินการยกเลิกการคิดค่าบริการจากผู้ร้อง ซึ่งทรูมูฟเอชได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาและประสานกับผู้ร้องแจ้งว่า ได้ดำเนินการยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการทั้งหมดแก่ผู้ร้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 257 หลอกให้ซื้อโทรศัพท์ ค่าจ้างเป็นเงิน 500 บาท

        ปัจจุบันมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ค่อนข้างเยอะ มีทั้งหลอกให้เติมเงินในเกม หลอกให้รักและโอนเงิน หลอกให้ทำงานแล้วไม่จ่ายเงินบ้าง พอๆ กับทางโทรศัพท์ที่มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แม้จะพยายามหาวิธีเตือนผู้บริโภคด้วยกันเองมากมายแต่ยังคงมีผู้ถูกหลอกอยู่เรื่อยไป ซึ่งเรื่องราวเสียงผู้บริโภคที่จะนำมาเตือนนี้ เป็นเรื่องราวที่อยากให้ผู้บริโภคหลายๆ คน ต้องตั้งสติ! อย่าโลภและเห็นแก่เงินเพียงเล็กน้อยจนตกเป็นเหยื่อให้มิจฉาชีพหลอก        คุณเสือ ซึ่งเป็นนักศึกษาที่กำลังสนใจหางานทำจากทางเฟซบุ๊ก ในขณะเลื่อนหน้าจอมือถือเพื่อหางานเขาเจอโพสต์หางานที่น่าสนใจเข้าโพสต์หนึ่ง จึงได้ทักไปสอบถามว่าลักษณะงานต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง ซึ่งผู้จ้างก็ได้บอกรายละเอียดว่า งานคือ “ซื้อโทรศัพท์ เจ๊ผมจะให้เงินไปซื้อตามศูนย์ หากซื้อเสร็จเอาโทรศัพท์ให้ผม ก็จะได้ค่าจ้างทันที 500 – 1,200 บาท เป็นอันถือว่าจบงาน”         เมื่อคุยกันได้สักพักทางผู้จ้างให้คุณเสือถ่ายรูปบัตรประชาชนของตัวคุณเสือส่งไปให้ ซึ่งเขาก็ได้ทำตามที่บอก แล้วทางผู้จ้างถามต่อว่าได้ติดโปรค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่งไหม คุณเสือก็ตอบว่าไม่   จากนั้นผู้จ้างให้คุณเสือแอดไปคุยกับทางแอดมินทางค่ายผู้ให้บริการสัญญาณมือถือ  แต่เมื่อถามตอบกันไปได้สักพักเหมือนจะไม่ได้หรือไม่สะดวกสักที ผู้จ้างจึงได้นัดคุณเสือไปที่ห้างแห่งหนึ่ง เพื่อซื้อโทรศัพท์โดยใช้บัตรประชาชนของคุณเสือเป็นผู้ซื้อ         ตอนแรกทางผู้จ้างได้บอกว่าจะซื้อแบบสดไม่ใช่แบบผ่อน แต่เมื่อซื้อจริงๆ ดันเป็นซื้อแบบผ่อนคุณเสือก็รู้สึกเอะใจ แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก วันนั้นคุณเสือได้ซื้อไปถึง 2 เครื่อง ในแบบผ่อนและลงทะเบียนเปิดเบอร์ใหม่อีกด้วย หลังจากนั้นเมื่อเขากลับมาเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่าโดนหลอกแล้วแน่นอน  คุณเสือเองรู้สึกกังวลมากจึงได้ทักไปถามคนจ้างว่าที่ซื้อแบบผ่อนส่วนที่เหลือผู้จ้างจะเป็นคนชำระต่อใช่ไหม และไม่ได้หลอกเขาใช่ไหม ซึ่งก็ได้คำตอบกลับมาว่า “ใช่ไม่ได้หลอกแน่นอน” แต่...หลังจากนั้นผู้จ้างได้ทำการบล็อกเฟซบุ๊กไป สุดท้ายคุณเสือจึงได้รู้ว่าโดนหลอกแล้ว จึงได้มาปรึกษาทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่าควรจะทำอย่างไร แนวทางการแก้ไขปัญหา         ทางมูลนิธิฯ แนะนำว่าเรื่องราวดังกล่าวไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดแต่เมื่อปี 2562 เคยมีเคสลักษณะเดียวกันมาร้องเรียนโดยส่วนมากมิจฉาชีพจะหลอกให้เปิดเบอร์ซื้อโทรศัพท์แบบผูกรายเดือนและจะให้ค่าจ้าง 500-1,200 บาท หลังจากนั้นทางมิจฉาชีพได้โทรศัพท์ไป ก็จะไม่ชำระค่าโทรศัพท์ ใบแจ้งหนี้ก็ส่งไปตามที่อยู่ผู้ร้องเพราะเป็นคนลงทะเบียนและเจ้าของเบอร์         ดังนั้นเบื้องต้นแนะนำให้แก้ไขปัญหาดังนี้         1.ควรรีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อยืนยันว่าถูกหลอกให้ไปซื้อโทรศัพท์และเปิดซิมใช้บริการ         2.ใช้เอกสารที่ได้ไปดำเนินการแจ้งความ ไปทำคำร้องขอยกเลิกสัญญากับทางผู้ให้บริการและแจ้งกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นต่อผู้ให้บริการสัญญาโทรศัพท์มือถือทุกค่าย ทั้งนี้ควรสำเนาเรื่องส่งให้ทาง กสทช.ให้แก้ไขปัญหาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้ระมัดระวังกันอีกด้วย         ในส่วนของบุคคลที่ต้องการหางานแล้วเจอลักษณะงานดังกล่าวแล้วเห็นว่าทำแค่เพียงนิดหน่อยก็ได้เงินมาใช้ง่ายๆ แล้วหลงเข้าไปทำ ก็อยากจะเตือนว่าการใช้บัตรประชาชนของตนเองไปเปิดเบอร์ให้ผู้อื่นหากเกิดมีปัญหาใดๆ ตามมาสุดท้ายคนที่เดือดร้อนก็คือตัวเราเอง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 256 กินรังนกเจอเศษแก้วบาดคอ บาปหนานักโยมเอ๊ย

        รังนกบรรจุขวดแก้วเป็นสินค้าที่มีคนนิยมมากในการนำไปฝากบุคคลที่เคารพรัก หรือเชื่อว่ากินแล้วจะดีจะบำรุงร่างกาย เช่นเดียวกันการซื้อไปถวายพระก็เป็นที่นิยมเช่นเดียวกัน         วันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2565 ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณป้าแหวว (นามสมมติ) ว่า พระลูกชายฉันรังนกในขวดแก้วที่ตนเองซื้อไปถวาย แล้วเกิดอาการเหมือนมีอะไรบาดในคอ “ท่านเล่าว่า อาตมาดื่มแล้วก็รู้สึกเหมือนมีแก้วบาดคอขณะกลืนรังนกลงไป พอเอาส่วนที่เหลือในขวดมาเทดู พบว่า มีเศษแก้วใสๆ ปนอยู่กับเนื้อรังนกที่เหลืออยู่” พระลูกชายเชื่อว่าตนเองดื่มแก้วลงไปแน่ และส่วนหนึ่งคงบาดในคอ จึงรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว         ป้าแหวว ไม่อยากให้เรื่องนี้หยุดแค่พระลูกชายไปรักษาตัว แต่อยากให้ทางผู้ผลิตรับผิดชอบสินค้าของตนด้วย จึงถามว่าพระจะทำอะไรไหม เอาจริงป้าแหววก็รู้สึกว่าตนนี้ทำบาปกับพระไปเสียแล้ว พระท่านก็ว่าแล้วแต่โยมแม่ เมื่อปรึกษากันแล้วว่าควรมีการดำเนินการจึงติดต่อมาที่ ศูนย์ฯ ฉะเชิงเทราเพื่อขอความช่วยเหลือ แนวทางการแก้ไขปัญหา         ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินงานรับเรื่องราวร้องทุกข์และช่วยเหลือประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิ เป็นหน่วยงานผู้บริโภคที่เข้มแข็งแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก เมื่อทางศูนย์ฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนและสอบข้อเท็จจริงแล้ว จึงติดต่อประสานงานขอให้ทางโยมแม่และพระขอใบรับรองแพทย์เพื่อเป็นหลักฐานว่าเกิดอาการบาดเจ็บจากการดื่มรังนก แล้วเศษแก้วเข้าไปบาดลำคอด้านในจริง จากนั้นได้ติดต่อกับทางบริษัทผู้ผลิต  ซึ่งผู้ผลิตรายนี้เป็น ผู้ผลิตหน้าใหม่กำลังโปรโมตสินค้ารังนกนี้อยู่ แม้ไม่ได้ผลิตในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ก็ทำตลาดมาจนครอบคลุมถึงร้านค้าในฉะเชิงเทรา ซึ่งป้าแหววได้ซื้อสินค้ามาถวายพระ         จากการเจรจาไกล่เกลี่ย ทางผู้ผลิตยินดีชดใช้ความเสียหายให้แก่พระ เป็นจำนวนเงิน 28,000 บาท อย่างไรก็ตามทางศูนย์ฯ จะนำเรื่องแจ้งต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตของโรงงานต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค และหากโรงงานไม่ได้มาตรฐานก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น  

อ่านเพิ่มเติม >