ฉบับที่ 212 เมีย 2018 : เป็นเมียคุณ...ทำไมเราต้องทน

   พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้บัญญัติความหมายของคำว่า “เมีย” เอาไว้ว่า “หญิงที่เป็นคู่ครองของชาย”    ความหมายโดยนัยที่พ่วงมากับนิยามตามพจนานุกรมนี้ก็คือ เพราะเมียคือผู้ที่ถูกสังคมกำหนดให้ “เป็นคู่” และถูกครอบ “ครองของชาย” ดังนั้น นับตั้งแต่อดีตเรื่อยมา บทบาทของบรรดาเมียๆ จึงมีสถานะเป็นผู้ถูกกระทำ และเป็น “ช้างเท้าหลัง” ที่ต้องเสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของสมาชิกทุกคนในครอบครัว    แต่เมื่อเวลาผันผ่านมาถึงปัจจุบัน เราจะยังแน่ใจได้หรือไม่ว่า เมียแห่งปี 2018 จะยังคงดำรงวัตรปฏิบัติหรือมีความคิดความเชื่อที่เป็นไปตามนัยซึ่งพจนานุกรมได้สร้างความชอบธรรมเอาไว้   ชีวิตของผู้หญิงอย่าง “อรุณา” แห่งละครโทรทัศน์เรื่อง “เมีย 2018” เริ่มต้นชีวิตครอบครัวก็ด้วยนิยามแบบพจนานุกรมที่ว่า เมียก็คือผู้หญิงที่ถูกกำหนดเป็น “คู่ครองของชาย” เพราะฉะนั้น หลังจากแต่งงานอยู่กินกับ “ธาดา” และมีบุตรสาวคือ “น้องนุดา” แล้ว เธอก็เลือกที่จะสละความสุขทั้งชีวิต โดยปวารณาตัวให้กับสามีและลูกสาวอันเป็นที่รัก   ฉากเปิดเรื่องของละครที่อรุณาบรรจงจัดเตรียมสำรับอาหารเป็นเกี๊ยวน้ำสูตรเด็ดที่สืบทอดมาจากมารดา ตลอดจนการวิ่งสาละวนไปไหว้เจ้าทำบุญเพื่อให้ผลานิสงส์แผ่ซ่านไปถึงสามีที่กำลังจะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงาน เหล่านี้ก็คือการบอกผู้ชมคนดูว่า เมียในเวอร์ชันก่อนปี 2018 นั้น ทุกลมหายใจเข้าออกต้องยึดเรื่องครอบครัวและความสำเร็จของสามีเอาไว้เป็นสรณะ   จนกระทั่งมีบทพิสูจน์ใหม่แทรกเข้ามาเป็นตัวแปรในชีวิตของผู้หญิงที่เป็นเมียนั่นแหละ ลมหายใจเข้าออกของอรุณาก็ก่อกลายเป็นคำถามข้อใหม่ว่า เมียในบทบาทผู้ที่เป็นคู่และถูกครอบครองของบุรุษเพศ จะคงเป็นเพียงคำตอบเดียวในชีวิตของผู้หญิงอีกต่อไปจริงหรือไม่   และการปรากฏตัวขึ้นของตัวละครอย่าง “กันยา” น้องสาวลูกพี่ลูกน้องของอรุณา ที่เข้ามาแทรกอยู่กึ่งกลางระหว่างชีวิตครอบครัวของเธอกับธาดา ก็คือบททดสอบต่อคำถามข้างต้นดังกล่าว   ด้วยทัศนะของผู้หญิงแบบกันยาที่พูดกับอรุณาว่า “คนเราถ้าอยากได้อะไร จะต้อง fight ต้องอย่าไปยอม” ดังนั้นเมื่อกันยาย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาบ้าน และต้องการที่จะช่วงชิงสิทธิ์แห่งการเป็นภรรยาของธาดาขึ้นมา เธอจึงทำทุกอย่างตั้งแต่ยั่วยวน วางหมากกล หรือกระทั่งปั่นหัวพี่เขย จนในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นอนุภรรยาของธาดาในเขตรั้วไพศาลของบ้านใหญ่หลังเดียวกับอรุณา   แม้ว่าตอนต้นของเรื่อง อรุณาจะเคยพูดกับเพื่อนรักอย่าง “ธารี” ว่า “ชีวิตแต่งงานถ้าเดือดง่ายก็พังกันหมดสิ” หรือแม้แต่เตือนสติธารีที่กำลังมีปัญหากับสามีเจ้าชู้อย่าง “ชาติชาย” ว่า “คำว่าหย่ามันมีไว้ใช้ครั้งเดียวเท่านั้น คือครั้งที่คิดว่าใช้เท่านั้นจริงๆ อย่าพูดไปเรื่อยเพราะอารมณ์” แต่เมื่อ “ผงที่เคยเขี่ยจากตาคนอื่น” หลุดมาเข้าตาของเธอบ้าง อรุณาก็ถึงกับขาดสติและแทบจะมิอาจจัดการกับปัญหาใดๆ ในชีวิตของเธอได้เลย   ในช่วงแรกที่เผชิญปัญหานั้น อรุณายังคงยืนกรานว่า ไม่ว่ามรสุมคลื่นลมจะโถมถามาเพียงใด แต่การพยายามรักษาความอยู่รอดของครอบครัวก็ยังคงเป็นหน้าที่หลักของหญิงผู้เป็นภรรยา อาจเนื่องด้วยว่าโลกทัศน์ของผู้หญิงที่สังคมหลอมหล่อเอาไว้นั้น ต้องยึดมั่นในคติประจำใจที่ว่า “เป็นเมียเราต้องอดทน” นั่นเอง   ก็เหมือนกับประโยคที่อรุณาพูดกับแม่บ้านผู้ชมที่ติดตามการสาธิตทำเกี๊ยวน้ำผ่านวิดีโอออนไลน์ของเธอว่า “คุณแม่บ้านทุกคน พวกเราเหมือนคนห่อเกี๊ยว เกี๊ยวคือครอบครัวของเรา เราต้องช่วยกันประคับประคองทุกอย่างให้เหนียวแน่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องทำทุกอย่างด้วยความรักและความใส่ใจ และเราจะผ่านอุปสรรคไปได้ทุกอย่าง”   อย่างไรก็ดี หากจิตสำนึกเรื่อง “ช้างเท้าหลังต้องเสียสละและอดทน” เป็นสิ่งที่สังคมติดตั้งเอาไว้ให้กับผู้หญิงอย่างอรุณาได้ เมื่อเงื่อนไขทางสังคมเปลี่ยน และปมความขัดแย้งระหว่างเธอกับสามีและน้องสาวสุกงอมจนถึงจุดแตกหัก อรุณาก็เริ่มทบทวนตัวเอง และค่อยๆ พัฒนามุมมองใหม่ที่ท้าทายและตั้งคำถามกับ “ตรรกะป่วยๆ” ที่เคยถูกดาวน์โหลดเอาไว้แต่เดิม   ในขณะที่เมียในยุคก่อนปี 2018 ต้องยึดมั่นการบำเพ็ญทุกรกิริยาใดๆ ที่ชายผู้เป็นสามีสาดซัดเข้ามา แต่ในความเป็น “เมีย 2018” แล้ว อรุณาก็เลือก “คิดใหม่ทำใหม่” และก้าวข้ามสถานการณ์เอารัดเอาเปรียบที่สามีก่อขึ้น แต่กลับต้องเป็นเธอที่เผชิญทุกขเวทนาเอาไว้ผู้เดียว   หลังจากที่ธาดามิอาจตอบคำถามได้ว่ายังรักเธออยู่หรือเปล่า อรุณาก็ค้นพบคำตอบว่า วลีสวยๆ ที่ผู้ชายมักพูดว่า “เป็นเมียเราต้องอดทน” นั้น เอาเข้าจริงๆ ก็เป็นเพียง “จิตสำนึกปลอมๆ” ที่สังคมสืบทอดฝากฝังไว้ให้กับผู้หญิงเท่านั้นเอง    และประโยคที่เธอกรีดร้องกับสามีว่า “ฉันอยู่กับคุณ ทำทุกอย่างเพื่อคุณ ฉันควรจะเป็นคนที่คุณขอบคุณสิ” ก็คงไม่ต่างจากการบอกเป็นนัยว่า คงถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงต้องเลือกระหว่างหน้าที่ที่สังคมกำหนดให้เธอเป็นแม่พระผู้เสียสละอย่างไม่ลืมหูลืมตา กับการเปิดโอกาสให้เธอได้ทำตามใจปรารถนาของตนเองเสียบ้าง อันนำมาซึ่งการจดทะเบียนหย่ากับธาดาในที่สุด   ยิ่งเมื่อมีตัวแปรใหม่ที่เข้ามาในชีวิตอย่าง “วศิน” บิ๊กบอสวัยหนุ่มหัวหน้างานคนใหม่ อรุณาก็พบว่า ชีวิตที่เคยมีตัวเลือกเพียงข้อเดียวคือสามีและครอบครัว จริงๆ แล้วก็ลวงตาไม่ให้บรรดา “เมีย 2018” ได้เห็นตัวเลือกอื่นๆ ในชีวิต เหมือนที่วศินพูดกับเธอว่า “ผมแค่รู้สึกว่าคุณฉลาดกว่าจมตัวเองอยู่ในครัวหรือทำความสะอาดบ้าน”   จนมาถึงฉากจบ ในขณะที่ตัวเลือกแบบหันกลับไปคืนดีกับอดีตสามี ก็อาจเหมาะกับผู้หญิง “ช้างเท้าหลัง” แบบเดิมๆ หรือในขณะที่การเลือกเป็น “ซิงเกิ้ลมัมแม่เลี้ยงเดี่ยว” ก็มักเป็นคำตอบของผู้หญิงที่อยากยืนหยัดอยู่ด้วยลำแข้งของตนเอง แต่กับ “เมีย 2018” ที่ลุกขึ้นมาปรับลุคแต่งตัวทำผมเสียใหม่ ได้ออกไปใช้ชีวิตโลดแล่นนอกบ้าน และกล้าเผยความในใจสู่สาธารณชนผ่านสังคมออนไลน์ การตอบตกลงรับรักกับวศินชายหนุ่มที่อ่อนวัยกว่าแต่ก็พร้อมจะยืนเคียงข้างชีวิตของเธอ ก็ดูจะเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ของบรรดาเมียๆ ในยุคสมัยนี้   บทเรียนชีวิตของอรุณาเฉกเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทิ้งคำถามใหม่กับคุณสามีว่า “เป็นเมียคุณ...ทำไมเราต้องทน” เท่านั้น แต่ยังย้อนกลับไปตั้งคำถามกับคุณผู้หญิงทั้งหลายด้วยว่า หากผู้หญิงคือเพศที่ต้องทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อคนอื่นอยู่ตลอดเวลาแล้ว จะมีสักช่วงชีวิตบ้างไหมที่เธอจะรู้จักหันกลับมาทำอะไรเพื่อตนเองได้บ้าง 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 211 เกมเสน่หา : ทุกอย่างมันเป็นแค่เกม!!!

เกมเสน่หา : ทุกอย่างมันเป็นแค่เกม!!!                                                                                                                             แรกเริ่มที่ได้ยินชื่อละครโทรทัศน์ว่า “เกมเสน่หา” นั้น ผู้เขียนก็รู้สึกสนใจใคร่รู้ว่า ทุกวันนี้เรื่องของความรักและความ “เสน่หา” ได้ถูกเสกสรรปั้นแต่งให้กลายเป็น “เกม” ที่มนุษย์เราใช้วางหมากวางกลระหว่างกันและกันแล้วหรือ?     และยิ่งเมื่อได้ยินประโยคที่ “เหมือนชนก” นางเอกของเราเชือดเฉือนคารมกับ “ลัคนัย” พระเอกหนุ่มรูปหล่อในเรื่องว่า “ทุกอย่างมันเป็นแค่เกม” ด้วยแล้ว ก็ยิ่งชวนให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า แล้วในทุกวันนี้สังคมได้เปลี่ยนนิยามของความเป็น “เกม” ให้แตกต่างไปจากที่เคยรับรู้กันมาเยี่ยงไร?      ย้อนไปในยุคอดีต เกมถือเป็นกิจกรรมทางสังคมที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นมา เพื่อขีดวงให้เป็นพื้นที่ที่แยกตัวออกไปจากชีวิตประจำวันปกติ เช่น เกมเป็นกิจกรรมที่เล่นในช่วงเวลาว่างที่แยกไปจากชีวิตการทำงานประจำของเรา     และที่สำคัญ เมื่อคนเราเข้าสู่สนามแห่งเกม เราก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า ในเกมนั้นมีกฎกติกาซึ่งผู้เล่นแต่ละคนต่างก็ต้องเคารพและพึงปฏิบัติตาม เพราะถือเป็นข้อตกลงร่วมที่กำหนดขึ้นเอาไว้ก่อนหน้าที่เราจะลงไปในสนามเสียด้วยซ้ำ แต่ทว่า ภายใต้กฎแห่งเกมนั้น ปัจเจกบุคคลที่เดินหมากอยู่ก็สามารถสร้างสรรค์ทำการอันใดได้ แต่ก็ต้องอยู่บนเงื่อนไขของกรอบกติกาที่สังคมได้ร่วมกันกำหนดตกลงเอาไว้     ครั้นเมื่อสังคมสมัยใหม่ได้ก่อร่างก่อตัวขึ้นมา ระบอบทุนนิยมกลับเปลี่ยนแปลงความหมายของเกมเสียใหม่ จากเดิมที่เกมเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ใช้เพื่อทำความเข้าใจที่อยู่ร่วมกันโดยเคารพซึ่งกฎกติกา กลายมาเป็นสนามแห่งการแข่งขันช่วงชิงเพื่อกำชัยชนะระหว่างกัน ไม่ว่าจะในพื้นที่ส่วนรวมของสังคม เช่น การวางหมากเกมทางการเมือง หรือการเอาชนะเกมการแข่งขันทางธุรกิจ ลามไปจนถึงในพื้นที่ชีวิตส่วนตัวของปัจเจกบุคคล หรือแม้แต่ใน “เกมเสน่หา” เหมือนกับชื่อของละคร     กับนิยามความหมายใหม่ของเกมเช่นนี้ ก็ไม่ต่างจากกรณีความสัมพันธ์ของเหมือนชนกและลัคนัย ที่เคลื่อนไปท่ามกลางสงครามความขัดแย้งในชีวิตรัก ชีวิตคู่ และชีวิตครอบครัวของเหมือนชนกเอง      เปิดฉากแรกมา นักเรียนนอกรูปสวยรวยทรัพย์อย่างเหมือนชนก ลูกสาวของ “ธวัช” และ “วิสาขา” ได้ถูกวางคาแรกเตอร์ไว้ให้เป็นคุณหนูผู้เอาแต่ใจตัวเอง และพยายามขีดกฎกติกาเพื่อเล่นเกมให้โลกทั้งโลกต้องมาโคจรรอบตัวเธอ ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะเพื่อนนักเรียนด้วยกัน หรือการสร้างวีรกรรมมากมายตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนต่างแดน    ครั้นเมื่อเหมือนชนกเดินทางกลับมาเมืองไทย เธอก็ต้องเซอร์ไพรส์กับข้อเท็จจริงที่ว่า ธวัชและวิสาขาเพิ่งจะจดทะเบียนหย่าอย่างเป็นทางการ ความจริงข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่คุณหนูขี้วีนมิอาจรับกับความพ่ายแพ้ดังกล่าวได้ และพยายามที่จะเดินเกมทุกอย่างให้พ่อกับแม่กลับมาเคียงคู่เป็นสามีกันอีกคำรบหนึ่ง    เนื่องจากเหมือนชนกเป็น “เธอผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในเกมใดๆ” เธอจึงวางหมากเดินเกมต่างๆ ที่จะหน่วงรั้งให้ครอบครัวที่บุพการีแยกทางกัน กลับมาเป็นครอบครัวแบบ “พ่อแม่ลูก” ที่เหมือนชนกสามารถจับทุกคนให้มาเป็นเบี้ยบนกระดานที่เธอจะเดินไปมาแบบใดก็ได้     ตั้งแต่การเดินเกมจัดการความสัมพันธ์ระหว่างธวัชกับว่าที่แม่เลี้ยงคนใหม่อย่าง “พิมลแข” หรือการอาศัยยืมมือทั้งวิสาขาและ “มาลินี” ผู้เป็นยาย ให้เข้ามาขัดขวางการแต่งงานครั้งใหม่ของบิดา รวมไปถึงการพยายามเอาชนะแม้แต่กับ “เพ็ญพรรณี” บุตรสาวของ “ไพพรรณ” แม่บ้านที่รักเหมือนชนกไม่ต่างจากลูกสาวของตน เพียงเพื่อจะบอกกับทุกคนว่า คุณหนูของบ้านก็ต้องมีชัยเหนือกว่าใครต่อใครในบ้านทุกคน    เพราะเหมือนชนกนิยามความหมายของเกมว่า เป็นเวทีแข่งขันที่มีเฉพาะผู้ชนะเท่านั้นจึงจะบรรลุถึงจุดหมายปลายฝันได้ ดังนั้น ผู้คาดหวังชัยชนะจึงไม่สนใจว่า เกมที่ตนเล่นจะยุติธรรมหรือไม่ หรือในการเดินเกมแต่ละครั้งของเธอจะยืนอยู่บน “กฎกติกา” หรือ “ข้อตกลงร่วม” ที่ผู้เล่นทุกคนยอมรับโดยชอบธรรมหรือไม่อย่างไร หากเพราะเกมจะดำเนินไปได้ก็ด้วย “กฎกติกา” ที่เหมือนชนกเป็นผู้เขียนขึ้นเพียงคนเดียว    และที่สำคัญ เมื่อเกมที่เหมือนชนกเขียนกติกาขึ้นด้วยตัวของเธอเองดำเนินไปถึงขีดสุด ลัคนัยพระเอกหนุ่มของเรื่องจึงถูกดึงเข้ามาเห็นหมากอีกตัวหนึ่งบนกระดาน เมื่อเธอจำใจเลือกที่จะแต่งงานกับลัคนัย ซึ่งอีกด้านหนึ่งก็เป็นอดีตคนรักของพิมลแข เพียงเพราะหวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะเป็นเกมที่เหมือนชนกบงการหลอกใช้ลัคนัยให้ช่วยริดรอนความสัมพันธ์ระหว่างธวัชและพิมลแขได้นั่นเอง     เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุดพลิกผันของเรื่อง ในขณะที่เหมือนชนกคิดอยู่ตลอดว่า “ทุกอย่างมันเป็นแค่เกม” ที่เธอจะจับวางใครต่อใครมาเป็นหมากเป็นเบี้ยให้เดินได้ แต่อันที่จริงแล้ว หากเหมือนชนกสามารถขีดกติกาของเธอในการเดินเกมแบบใดก็ได้ ลัคนัยเองก็ต้องการให้บทเรียนกับเธอว่า บนหมากกระดานเดียวกันนั้น แม้แต่หมากเบี้ยอย่างลัคนัยก็มีสิทธิ์ที่จะเขียนกฎของการเล่นเกมขึ้นมาได้ด้วยเช่นกัน    ดังนั้น เมื่อทราบว่าเหมือนชนกตั้งครรภ์ และเธอก็ยังยืนกรานว่านั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมที่จะเอาชนะตัวละครทุกคน ลัคนัยก็ได้สร้างข้อตกลงกับเธอว่า ถ้าลูกที่คลอดออกมาเป็นเพียงเกมที่ไม่ได้เกิดจากความรักของผู้เป็นแม่แล้ว เขาก็ขอสิทธิ์ในการดูแลลูกที่เกิดมาและจะหลบหน้าหายไปจากชีวิตของเหมือนชนกตลอดไป    เพราะฉะนั้น วันเดียวกับที่เหมือนชนกคลอดลูกชาย ลัคนัยก็เลือกที่จะพรากลูกและเดินออกไปจากชีวิตของเหมือนชนก ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการบอกแก่เธอว่า ในชีวิตคู่และสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้น ไม่ใช่เรื่องที่คนสองคนจะแข่งขันเป็นเกมการเมืองเพื่อเอาชนะกัน หรือถูกเบียดบังจนมืดมนไปด้วยทิฐิที่จะห้ำหั่นให้อีกฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้จนราบคาบ    แม้ผู้ชมเองจะเดาได้ไม่ยากว่า “หมากเกมนี้ฉันก็รู้ว่าจะต้องลงเอยอย่างไร” เพราะฉากจบเหมือนชนกก็ได้ทบทวนตนเอง และพยายามที่จะไขว่คว้าให้ชีวิตคู่ของเธอกลับคืนมา แต่อีกด้านหนึ่ง ตัวละครก็ยังเรียนรู้ด้วยว่า เกมที่เดินไปในชีวิตจริงไม่ควรถูกนิยามว่าเป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะ โดยไปล่วงละเมิดความปรารถนาของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ชายคนรัก หรือคนอื่นๆ โดยไม่ยอมรับในข้อตกลงกฎกติการ่วมแต่อย่างใด     แม้ว่าทุกวันนี้ระบอบทุนนิยมจะนิยามความหมายใหม่ให้กับเกมว่า เป็นเวทีที่ปุถุชนจะต่อสู้เพื่อชิงชัยชนะเหนือผู้อื่น แต่ในท้ายที่สุด ข้อสรุปใน “เกมเสน่หา” ที่มนุษย์ต่างเดินหมากวางกลใส่กันนั้น ก็คงไม่ต่างจากประโยคที่คุณยายมาลินีของเหมือนชนกได้กล่าวไว้ว่า “…นี่แหละที่สอนให้ฉันรู้ว่า ทิฐิมันไม่เป็นผลดีกับใคร โดยเฉพาะกับคนที่รักกัน...”

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 210 เข้าถึงข้อมูลสิทธิประกันสังคมลิขิตรัก : ระหว่าง “หน้าที่” กับ “ความรัก”

ลิขิตรัก : ระหว่าง “หน้าที่” กับ “ความรัก”                                                                                                                        มนุษย์เรามีความต้องการปรารถนาเฉพาะตนกันอยู่แทบจะทุกคน แต่ทราบหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดบ่อยครั้งความต้องการของปัจเจกบุคคลจึงมิอาจเป็นไปในแบบที่เราคิดอยากให้เป็นได้?             ด้วยแก่นหลักของเรื่องที่ตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ระหว่าง “หน้าที่” กับ “ความรัก” ที่คุกรุ่นอยู่ในจิตใจของ “เจ้าหญิงอลิซ” รัชทายาทแห่งประเทศสมมติที่ชื่อฮรีสอซ กับ “ผู้พันดวิน” พระเอกหนุ่มองครักษ์ผู้พิทักษ์เจ้าหญิงในละครโทรทัศน์เรื่อง “ลิขิตรัก” คงบอกกับเราได้ไม่ยากว่า ความต้องการปรารถนาแห่งปัจเจกไม่เคยเป็นอิสระจากกรอบบางอย่างที่สังคมขีดวงกำหนดเอาไว้ได้เลย            ปมของละครเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหญิงอลิซถูกวางตัวและแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทสืบต่อจาก “คิงเฮนรี่” ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ เธอจึงต้องเข้าไปอยู่ในวังวนความขัดแย้งกับบรรดาพระญาติคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น “เจ้าชายอังเดร” ผู้เป็นลุง “โมนา” ป้าสะใภ้ รวมไปถึง “เจ้าหญิงเคธ” และ “เจ้าชายอลัน” ลูกพี่ลูกน้อง ที่ทุกคนต่างไม่พอใจและไม่ยอมรับการขึ้นสวมมงกุฎของเจ้าหญิงรัชทายาท            ภายใต้ “บทบาท” และ “หน้าที่” ที่ได้รับแต่งตั้งขึ้นใหม่นี้ เจ้าหญิงอลิซยังต้องเผชิญกับภารกิจที่มากมาย และอันตรายรอบด้านที่มาจากศัตรูซึ่งมองไม่เห็น เธอจึงตัดสินใจหลบหนีมาพักผ่อนชั่วคราวที่ประเทศไทยแบบเงียบๆ             และเป็นเพราะการเมืองที่ไม่เข้าใครออกใคร แถมการเมืองก็ยังไม่เลือกเวลาและพื้นที่ว่าใครจะอยู่ตำแหน่งแห่งที่ใด เมื่อเจ้าหญิงอลิซมาอยู่เมืองไทย เธอก็ยังถูกไล่ล่าหมายชีวิตจากคนร้ายและกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจจากฮรีสอซ ซึ่งก็แน่นอนว่า ที่เมืองไทยนี่เอง พระเอกหนุ่มผู้พันดวิน หัวหน้าหน่วย D-Team ก็ได้เข้ามาถวายการอารักขา และเป็นจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันระหว่างตัวเลือกที่เป็น “หน้าที่” กับ “ความรัก” ของเจ้าหญิงและผู้พันหนุ่ม            หาก “ความรัก” เป็นตัวแทนของความต้องการปรารถนาแห่งปัจเจกบุคคลดังที่กล่าวมาแล้ว คำถามก็คือ “หน้าที่” ได้เข้ามากำหนดความปรารถนาของมนุษย์เอาไว้อย่างไร            ตามหลักทฤษฎีสังคมศาสตร์มีคำอธิบายไว้ว่า เงื่อนไขหนึ่งในความเป็นมนุษย์ก็คือ การมีพันธกิจ “หน้าที่” ที่ต้องดำเนินไปตามข้อเรียกร้องบางอย่างของกลุ่มสังคมที่ตนสังกัด และข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ก็สัมพันธ์กับ “บทบาท” ที่ปัจเจกชนแต่ละคนสวมและเล่นอยู่            คำว่า “บทบาท” นั้น เป็นศัพท์ที่มักใช้กันอยู่ในแวดวงศิลปะการแสดง เพื่อสื่อความหมายเมื่อนักแสดงสวมบทบาทหนึ่งๆ เป็นตัวพระ ตัวนาง ตัวร้าย หรือตัวละครใด เธอหรือเขาก็จะมีสคริปต์ให้เล่นไปตามบทบาทที่กำหนดไว้นั้น และเมื่อถอดบทบาทดังกล่าวออกมาสวมบทบาทใหม่ นักแสดงคนเดิมก็จะมีสคริปต์ชุดใหม่ให้ได้เล่นแทน            ฉันใดก็ฉันนั้น ในเงื่อนไขของแต่ละสังคม ปัจเจกบุคคลก็มักถูกกำหนดให้ต้องสวมและเล่น “บทบาท” ทางสังคมไม่ต่างจากนักแสดงละครบนเวทีเลย และด้วย “บทบาท” ที่สังคมขีดวงเอาไว้นี้เอง คนแต่ละคนก็จะรู้ว่าตนต้องมีสคริปต์แบบใดให้ได้เล่นได้แสดงแตกต่างกันไป            เพราะฉะนั้น เมื่อครั้งที่อลิซสวมบทบาทเป็นแค่หลานปู่ของคิงเฮนรี่ เธอก็อาจจะเล่นสคริปต์เป็นหลานสาวที่น่ารักใสซื่อโดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ มากมายนัก แต่เมื่อถอดบทบาทเดิมออก และหันมา “สวมมงกุฎ” เป็นเจ้าหญิงรัชทายาท บทบาทที่เปลี่ยนไปซึ่งพ่วงมากับหน้าที่ใหม่ๆ ก็ทำให้เจ้าหญิงอลิซต้องมีภาระรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และถูกเรียกร้องให้ต้องสละความสุขส่วนตัว กลายมาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองในอนาคตของฮรีสอซแทน            กับเรื่องบทบาทที่สวมเข้าออกได้เฉกเช่นนี้เอง เจ้าหญิงอลิซได้รู้ซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อเธอต้องมาปลอมตัวเป็นภริยานายทหารเรืออย่างผู้พันดวิน ทั้งนี้ เพื่อหลบซ่อนตัวจากคนร้ายที่ตามล่าชีวิต เจ้าหญิงต้องยอมเข้าพิธีแต่งงานหลอกๆ และเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเสียใหม่เป็น “นางนารี สมุทรยากร”            เพราะบทบาทใหม่กับหน้าที่ทางสังคมที่ต่างออกไป แม่บ้านทหารเรืออย่างเจ้าหญิงอลิซจึงต้องย้ายออกจากพระราชวังมาพำนักอยู่บ้านพักทหารเรือหลังเล็กๆ ที่ไม่มีคนรับใช้ ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ หากแต่ต้องอยู่และทำหน้าที่แบบภริยาข้าราชการด้วยเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงของนายทหารเรือคนหนึ่งเท่านั้น             ประโยคที่เจ้าหญิงอลิซได้พูดกับผู้พันดวิน เมื่อต้องมาสวมบทบาทเป็นตัวละครนารี สมุทรยากร ว่า “ถ้าเราถอดมงกุฎออก เราก็คือคนเหมือนกับนาย” คงบ่งบอกนัยชัดเจนว่า ด้วยบทบาทที่ต่างออกไป ไม่เพียงแต่จะมีสถานภาพและหน้าที่ต่างกันเท่านั้น หากแต่บทบาทก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่สังคมหนึ่งอุปโลกน์และขีดเขียนกติกาให้ปัจเจกบุคคลต้องเล่นไปด้วยนั่นเอง            และเมื่อมาถึงช่วงท้ายของเรื่อง ละครได้เริ่มเฉลยให้เห็นว่า ตัวละครที่ต้องเล่นบทบาทต่างกันนั้น ลึกๆ แล้ว ธาตุแท้ของ “จิตมนุษย์นั้นไซร้ ยากแท้หยั่งถึง” จริงๆ แบบที่เจ้าหญิงเคธผู้ไม่พอเพียงกับบทบาทหน้าที่แค่เจ้าหญิงที่ไม่มีใครสนใจ แต่เลือกจะชักใยความขัดแย้งต่างๆ ในเรื่อง เพื่อให้ตนได้ขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าหญิงรัชทายาทแทนน้องสาว ตรงกันข้ามกับเจ้าชายสายปาร์ตี้อย่างอลันก็ยอมละทิ้งความสุขส่วนตัวมาสวมบทบาทใหม่เป็นรัชทายาทแห่งฮรีสอซแทนเจ้าหญิงอลิซ            แต่ในเวลาเดียวกัน เมื่อโครงเรื่องถูกออกแบบให้เป็นละครแนวรักโรแมนติก ประเด็นเรื่องบทบาทและสถานภาพความแตกต่างของชั้นชนที่ค้ำคอทั้งเจ้าหญิงอลิซและผู้พันดวิน ก็ทำให้เธอและเขาเดินมาถึงทางสองแพร่ง ที่ต้องเลือกว่าจะประสานประโยชน์ของ “หน้าที่” กับ “ความรัก” กันได้อย่างไร            บนทางทั้งสองแพร่งที่ตัวละครกำลังเลือกที่จะขีดเขียน “ลิขิตรัก” ของตนอยู่นั้น ในฉากจบของเรื่อง อลิซเองก็ได้เลือกที่จะสละตำแหน่งเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งฮรีสอซ เพื่อหวนกลับมาเล่นบทบาทเป็นภริยานายทหารเรือไทยอย่างผู้พันดวินอีกคำรบหนึ่ง             หาก “หน้าที่” เป็นกฎกติกาที่สังคมกำหนดเอาไว้ และหาก “ความรัก” เป็นปรารถนาและอารมณ์ของมนุษย์แล้ว สำนึกของปัจเจกบุคคลทุกวันนี้ก็น่าจะเชื่อมั่นว่า ทั้ง “หน้าที่” และ “ความรัก” ก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินไปบนเส้นขนาน ซึ่งก็คงไม่ต่างจากประโยคที่ผู้พันดวินได้กล่าวกับอลิซท่ามกลางภูเขา ท้องฟ้า และผืนน้ำที่เป็นฉากหลังว่า “มันก็ห้าสิบห้าสิบ…ชีวิตอาจจะถูกกำหนดมาส่วนหนึ่ง แต่ที่เหลือ เราก็ต้องเลือกด้วยตัวเราเอง”

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 209 สัมปทานหัวใจ : ในการถือครองกรรมสิทธิ์...ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม

แค่ได้ยินชื่อละครโทรทัศน์ว่า “สัมปทานหัวใจ” ผู้เขียนก็รู้สึกสนเท่ห์ใจยิ่งว่า เมื่อก่อนเวลากล่าวถึงคำว่า “สัมปทาน” เราก็มักจะนึกถึงการที่บุคคลหนึ่งได้สิทธิ์เข้าไปถือครองความเป็นเจ้าของสินทรัพย์สาธารณะบางอย่าง เช่น สัมปทานที่ดิน สัมปทานเหมืองแร่ ฯลฯ แต่เกิดอะไรขึ้นที่ทุกวันนี้แม้แต่กรรมสิทธิ์ของ “หัวใจ” ก็ยังต้องมีการช่วงชิงเข้าไปยึดมาเป็น “สัมปทาน” ส่วนบุคคลกันด้วย?กับข้อสงสัยดังกล่าวนี้ คงต้องให้นางเอกคุณแม่ลูกหนึ่งอย่าง “รัตตวัลย์” มาขานไขคำตอบ ผ่านช่วงชีวิตที่ต้องยืนอยู่บน “ทางสองแพร่ง” ระหว่าง “ปารเมศ” ผู้เป็นสามีที่หวังสมบัติและสามารถวางแผนสั่งฆ่าภรรยาได้ กับ “นาบุญ” พระเอกหนุ่มใหญ่เจ้าของสัมปทานรังนกบนเกาะ ที่ได้ช่วยชีวิตของเธอเอาไว้จุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากการที่รัตตวัลย์กับเด็กน้อย “มันปู” บุตรชาย ต้องหนีการตามฆ่าตามใบสั่งของสามี จนพลัดมาติดอยู่บนเกาะถ้ำ ซึ่งนาบุญหรือที่ใครต่อใครเรียกกันว่า “นายหัว” เป็นผู้ถือครองสัมปทานการทำรังนกบนเกาะดังกล่าวแม้ในช่วงแรกของเรื่อง จะเริ่มต้นขึ้นด้วยฉากที่ตัวละครนายหัวและรัตตวัลย์ต่างฝ่ายต่างก็มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แต่หลังจากง้อกันไป งอนกันมา รวมทั้งเชือดเฉือนวาจาคารมกันเป็นระยะๆ ความขัดแย้งไม่ลงรอยก็ค่อยๆ คลี่คลายเป็นความเข้าใจ และแน่นอนว่า ตามสูตรของละครก็ต้องให้พระเอกเจ้าของสัมปทานรังนกได้เข้าไปพิชิตถือครองเป็นเจ้าของ “สัมปทานหัวใจ” ของรัตตวัลย์ในท้ายที่สุด ภายใต้การต่อสู้เพื่อช่วงชิง “สัมปทานหัวใจ” ของรัตตวัลย์นี่เอง มีฉากหลังที่สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้และการปรับตัวของกลุ่มทุนในระบบสังคมเศรษฐกิจยุคนี้ โดยมีคู่ชกหลักก็คือปารเมศและนาบุญ ที่ทั้งเฉือนคมทางธุรกิจและห้ำหั่นกันในเชิงความรักในส่วนของปารเมศนั้น แม้จะเล่นบทบาทเป็นสามีของรัตตวัลย์และเป็นบิดาของน้องมันปู แต่จริงๆ แล้ว เขาก็คือตัวแทนของกลุ่มทุนทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ที่ถูกสร้างให้เป็น “สีดำ” และยังแถม “ดำดีสีไม่ตก” ชนิดที่ว่าเป็นด้านมืดของการขูดเลือดขูดเนื้อเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนได้ โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมความดีใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร” ปารเมศก็ดูจะเข้าไปข้องเกี่ยวพัวพันกับธุรกิจใต้ดินเหล่านี้แทบทั้งสิ้น แม้จะมีรัตตวัลย์เป็นภรรยาตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังมีหญิงอื่นอยู่ข้างกาย และที่สำคัญ เมื่อเป็นหนี้พนันก้อนโต ปารเมศก็พร้อมจะจัดส่ง “พิลาสลักษณ์” ผู้หญิงข้างกายของเขาเพื่อขายเข้าสู่ธุรกิจค้ากามของกลุ่มทุนข้ามชาติอย่าง “มิสเตอร์ลี” หรือแม้แต่ร่วมมือกับชู้รักอย่าง “ทักษิณา” จ้างวานคนมาสั่งฆ่ารัตตวัลย์ เพื่อหวังจะฮุบเอาทรัพย์สมบัติภรรยามาเป็นของตน ตัวแทนของกลุ่มธุรกิจแบบเดียวกับปารเมศนี้ จึงเป็นตัวอย่างของระบอบทุน “สีดำ” ที่ขยายตัวออกไปไม่สิ้นไม่สุด โดยไม่คำนึงว่าการเติบโตดังกล่าวจะต้องแลกด้วยความสูญเสียของใคร หรือจะเอารัดเอาเปรียบผลประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นหรือไม่ อย่างไร ตรงข้ามกับกรณีของนายหัวนาบุญพระเอกหนุ่มเจ้าของสัมปทานรังนกบนเกาะถ้ำ แม้จะมีเป้าหมายบนผลประโยชน์ที่เกิดจากการขูดรีดผู้อื่นเพื่อขยายทุนของตนไม่แตกต่างจากปารเมศ แต่ภาพลักษณ์ของเขาก็ถูกออกแบบไว้ให้มีหน้าตาเป็นประหนึ่งกลุ่มทุนรุ่นใหม่ ที่ดูดีมีอารยะกว่ากลุ่มทุน “สีดำ” ในแบบดั้งเดิมภายใต้ความหมายของคำว่า “สัมปทาน” นั้น อันที่จริงแล้วก็คือ การที่ระบอบทุนได้เข้าไป “ผูกขาด” และถือครองเอาผลประโยชน์ของสาธารณะให้กลายมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่การยึดครองดังกล่าวก็ได้รับการ “ฟอกขาว” มาเป็นอย่างดี จนดูชอบธรรมหรือแม้แต่อ้างอิงได้ตามระเบียบกฎหมายที่เขียนไว้ด้วยเหตุฉะนี้เอง ในด้านหนึ่ง การเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าของสัมปทานรังนก ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการที่กลุ่มทุนได้เข้าไปเบียดบังปัจจัยการผลิตของบรรดาชีวิตนกนางแอ่นตัวน้อยๆ ทั้งหลาย ที่กำลังก่อร่างสร้างรังอยู่ แล้วนายทุนก็พรากเอาผลผลิตรังนกดังกล่าวมาเป็นผลประโยชน์ส่วนบุคคลแต่อีกด้านหนึ่ง เพราะเข้าใจตรรกะของการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบหยาดเหงื่อและชีวิตของสัตว์โลก (และรวมไปถึงชีวิตของชนชั้นแรงงานและคนในกลุ่มสังคมอื่นๆ) นาบุญผู้ที่แม้จะเป็นกลุ่มทุนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ก็ผ่านการขัดสีฉวีวรรณให้กลายเป็นกลุ่มทุนซึ่งยอมรับได้ หรือเป็นกลุ่มทุน “สีขาว” ซึ่งดูไม่มีพิษมีภัยแต่มีความชอบธรรมที่จะดำรงอยู่ต่อไปในสังคมไม่ว่าจะเป็นการรู้จักดูแลเอาใจใส่ชีวิตความเป็นอยู่ของลูกน้องหรือแรงงานในสังกัดแบบเคียงบ่าเคียงไหล่ หรือเป็นกลุ่มทุนที่ห่างไกลสุราและยาเสพติด แต่สามารถเป็นนายหัวผู้ดื่มนมเย็นได้อย่างไม่ขัดเขิน ไปจนถึงการเป็นตัวแทนของผู้แข็งแรงและถอดเสื้อโชว์ซิกซ์แพ็คอยู่เนืองๆ แต่ลึกๆ นาบุญก็เป็นหนุ่มใหญ่ที่พร้อมจะเอื้ออาทรแก่ “เด็ก สตรี และคนชรา”และที่สำคัญ คู่ขนานไปกับภาพลักษณ์การเป็นหนุ่มใหญ่ผู้อ่อนโยน นาบุญยังเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนที่แม้จะขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ แต่ก็เป็นการเอาเปรียบที่ยึดโยงอยู่บนหลักการแห่ง “ความรับผิดชอบต่อสังคม”ป้ายประกาศกฎของเกาะถ้ำที่ปักข้อความว่า “ห้ามทำร้ายนก ห้ามเก็บไข่นก ห้ามผิดลูกผิดเมียผู้อื่น ห้ามตัดต้นไม้ทุกชนิด ห้ามจับแมลงทุกชนิด ห้ามใช้ยาฆ่าแมลง ห้ามฆ่าสัตว์บนเกาะยกเว้นสัตว์ร้าย ห้ามกินรังนก ห้ามทิ้งขยะเรี่ยราด ให้ใช้น้ำจืดและใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด...” และอีกสารพันข้อบังคับที่จารึกเอาไว้นั้น แม้จะอ่านดูแล้วน่าขำขัน แต่ก็สื่อสารเป็นนัยถึงจุดยืนของกลุ่มทุนรุ่นใหม่แบบนี้ได้เป็นอย่างดีกล่าวกันว่า นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ระบอบทุนนิยมได้เกิดการปรับตัวกันขนานใหญ่ โฉมหน้าใหม่ของนายทุนไม่ได้เน้นการขูดรีดจนชีวิตแรงงานสิ้นเนื้อประดาตัว แต่เพื่อจะรักษาเส้นเลือดใหญ่ให้ระบอบดำรงอยู่ได้โดยชอบธรรม หลักการอ้างถึง “ความรับผิดชอบต่อสังคม” จึงถูกพัฒนาขึ้นมาคล้ายๆ กับสัมปทานรังนกของนายหัวนาบุญที่ผูกขาดการถือครองทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะถ้ำนั้น แม้จะมีเป้าหมายเพื่อธุรกิจเป็นตัวแปรต้น แต่ก็ต้องพ่วงไว้ด้วยแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การตลาดเพื่อสังคม การพัฒนาที่เน้นเรื่องความยั่งยืน ไปจนถึงการประยุกต์หลักธรรมาภิบาลต่างๆ มาใช้ ความรู้สึกของผู้คนที่จะยินยอมพร้อมใจและอยู่ใต้อาณัติของระบอบทุนดังกล่าวก็จะมีแนวโน้มจีรังยั่งยืนยิ่งขึ้นและด้วยตัวเลือกแบบ “ทางสองแพร่ง” ระหว่างปารเมศกับนาบุญเช่นนี้เอง คำตอบสุดท้ายที่รัตตวัลย์เลือกมอบ “สัมปทานหัวใจ” ให้แก่นายหัวนาบุญ จึงเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านการครอบครองสิทธิ์ ซึ่งต้องถูกกำกับไว้ด้วยหลักแห่ง “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ที่ทุกวันนี้ไม่เพียงแต่รังนกนางแอ่นบนเกาะเท่านั้น แม้แต่เรื่องของ “หัวใจ” ก็ต้องมอบ “สัมปทาน” เพื่อถือครองบนหลักการดังกล่าวไม่แตกต่างกัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 208 บุพเพสันนิวาส : ประวัติศาสตร์ในวันนี้จะแตกต่างจากวันนั้น

“ประวัติศาสตร์” คืออะไร ? ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยามประวัติศาสตร์ว่า เป็นเรื่องราวของจริงซึ่งมีอยู่ในอดีต และถูกบันทึกส่งต่อไว้ผ่านกาลเวลาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง แต่ก็มีนักคิดอีกกลุ่มหนึ่งโต้แย้งว่า ประวัติศาสตร์คือบทสนทนาของคนแต่ยุคที่มีต่ออดีตของตนเอง แต่ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะเป็นการบันทึกเรื่องราว หรือเป็นการสนทนากับอดีตของมนุษย์ สิ่งที่เรามักจะไม่ค่อยตระหนักเป็นคำถามกันก็คือ ใครกันที่มีอำนาจในการบันทึกหรือสนทนาเรื่องราวของประวัติศาสตร์ จนกลายมาเป็นเรื่องเล่าให้เราๆ ต้องเรียนรู้หรือรับฟังกันผ่านรุ่นสู่รุ่น ลองย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นนักเรียน และถูกบังคับให้ท่องจำเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ ผู้เรียนเองก็แทบจะไม่เคยถามเลยว่า ประวัติศาสตร์ดังกล่าวเขียนขึ้นโดยใคร บันทึกไว้ด้วยเหตุผลใด หรือเป็นอำนาจและผลประโยชน์ของผู้ใดที่กำหนดให้เราต้องทั้ง “ท่อง” และ “จำ” เรื่องเล่าเหล่านั้น เพราะหน้าที่ของนักเรียนและเราๆ ก็คือ ผู้จดจำและสืบต่อ หาใช่คนที่จะมีส่วนร่วมในการเขียนหรือสร้างเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์นั้นไม่ อย่างไรก็ดี จะเกิดอะไรขึ้นหากบทบาทของคนรุ่นใหม่เริ่มย้ายปีกจาก “ผู้เสพ” มาเป็น “ผู้มีส่วนร่วมสร้าง” ประวัติศาสตร์ไทยกันบ้าง และที่สำคัญ หน้าตาของ “ประวัติศาสตร์ในวันนี้” ที่คนปัจจุบันร่วมขีดเขียน “จะแตกต่างจากวันนั้น” กันอย่างไร คำตอบเฉกเช่นนี้ดูจะปรากฏอยู่ในละครโทรทัศน์เรตติ้งแรงแซงทางโค้งของบรรดาออเจ้าทั้งหลายอย่าง “บุพเพสันนิวาส” เรื่องนี้นี่เอง หากจะทวนความกันสักเล็กน้อย เหตุแห่งรักข้ามภพข้ามชาติตามท้องเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” นั้น เริ่มต้นเมื่อ “เกศสุรางค์” นักศึกษาโบราณคดีรุ่นใหม่ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ดวงวิญญาณของเธอสิ้นไปในภพปัจจุบัน และย้อนกลับไปสวมสิงอยู่ในร่างของ “แม่หญิงการะเกด” จนท้ายที่สุดก็พานประสบพบรักกับ “พ่อเดช” หรือ “หมื่นสุนทรเทวา” คู่หมายของแม่หญิงเมื่อราวกว่าสามศตวรรษก่อนหน้านี้  ด้วยเรื่องราวที่มีกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นฉากหลัง และด้วยการสร้างตัวละครที่เชื่อกันว่ามีชีวิตอยู่จริงในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น “คอนสแตนติน ฟอลคอน” “ท้าวทองกีบม้า มารี กีมาร์” “ออกญาโหราธิบดี” และอีกหลากหลายชีวิตในยุคสมัยดังกล่าว ละครได้ยืนยันธีมหลักของเรื่องว่า ความรักของชายหญิงแม้จะอยู่ต่างภพชาติ แต่ก็ว่ายวนจนมาพบกันได้ก็ด้วยเพราะอำนาจแห่ง “บุพเพสันนิวาส” แม้จะมีแก่นหลักเป็นรักโรมานซ์และอำนาจของบุพเพที่ขีดกำหนดความรักเอาไว้ แต่ลึกลงไปกว่าเรื่องรักโรแมนติกนั้น ดูเหมือนละครได้สอดแทรกมุมมองของคนยุคใหม่ที่มีต่อเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งรังสรรค์ให้มีทั้งด้านที่ “เหมือน” และ “ต่าง” ไปจากที่เราๆ ต่างคุ้นเคยหรือท่องจำกันเพื่อทำข้อสอบส่งคุณครู เพื่อจะฉายให้เห็นจุดยืนของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทยว่าเป็นเช่นเฉกใด ละครจึงสร้างโลกเสมือนจำลองภาพกรุงศรีอยุธยากันขึ้นมาเสียใหม่ โดยมี “มนต์กฤษณะกาลี” กลายเป็นช่องทางที่ชักนำให้เกศสุรางค์ได้เดินทางข้ามภพชาติมาพานพบรักกับหมื่นสุนทรเทวา พร้อมๆ กับพบพานหน้าประวัติศาสตร์เสมือนที่ตนได้เข้าไปร่วมขีดเขียนเรื่องเล่าดังกล่าวเอาไว้ ลำดับแรก หากประวัติศาสตร์เป็นบทสนทนาที่คนแต่ละยุคมีต่ออดีตของตนเองแล้ว เกศสุรางค์ก็จัดการแปลงความทรงจำในอดีตให้กลายเป็นเรื่องราวที่หวือหวาแปลกตา ดังประโยคที่เธออุทานขึ้นพลันที่รู้ตัวว่าได้ย้อนยุคไปในอดีตแห่งกรุงศรีอยุธยาว่า “สิ่งมหัศจรรย์อย่างนี้มีจริง ไม่ใช่เรื่องฝันของคนเขียนนิยาย มันคือทวิภพหรือคะเนี่ย...มันโคตรจริงเลยโว้ย!!!” หลังจากนั้น อากัปกิริยาต่างๆ ที่เกศสุรางค์ได้แสดงออกมาให้ตัวละครโดยรอบได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการปั้นหน้าเป็นคุณกิ๊กสุวัจนีตำนานนางร้ายในโลกร่วมสมัย การสอนบ่าวอย่าง “ผิน” และ “แย้ม” ให้ทำมือเป็นท่า “โอเค” การเล่นโยคะเพื่อให้ร่างฟิตแอนด์เฟิร์มจนเล่นเอาหมื่นสุนทรเทวาถึงกับตกใจ  การไปเวจเพื่อทำธุระส่วนตัวหรือขี่ม้าในวันนั้นของเดือน การออกท่าเชียร์ลีดเดอร์ให้กับฝีพายเรือแข่ง การประดิษฐ์สารพันเมนูอาหารตั้งแต่กุ้งเผาจิ้มน้ำจิ้มรสเด็ด หมูกระทะ หรือมะม่วงน้ำปลาหวาน ไปจนถึงอาการตื่นตาตื่นใจกับสถานที่ในอดีตที่ได้เห็นกับตาจริงๆ เหล่านี้ล้วนสะท้อนว่า คนรุ่นเราๆ มองอดีตด้วยมุมมองที่ตื่นเต้นตื่นตากันเพียงไร ลำดับถัดมา เพราะเกิดในยุคที่ธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างออกไป เกศสุรางค์จึงมีอีกด้านที่รู้สึกลึกๆ ว่า กับวิถีปฏิบัติของคนยุคก่อน “มันโบราณ มันออกจะโบราณ มันไม่เป็นรุ่นใหม่...” แบบเดียวกับที่เธอมักพูดจากระทบกระเทียบค่านิยมบางเรื่องของคนพระนครยุคนั้นว่า “เชย” บ้าง หรือเป็น “ไดโนเสาร์เต่าล้านปี” บ้าง ทั้งนี้ สำหรับคนรุ่นใหม่ในสังคมยุคประชาธิปไตยผู้ยึดมั่นในหลัก “สิทธิมนุษยชน” ด้วยแล้ว เกศสุรางค์จึงเห็นว่า “ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน เปลี่ยนไปเป็นฉันและเธอเท่าเทียมกัน...” ไม่ว่าจะเป็นภาพการลงโทษโบยตีทาสในเรือน ไปจนถึงกฎมณเฑียรบาลที่ลงทัณฑ์ผู้หญิงที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ก็ถูกนางเอกของเรานิยามไปแล้วว่า ช่างละเมิดต่อสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์และอยุติธรรมต่อสิทธิของสตรีชนเสียนี่กระไร และที่สำคัญ แม้ฉากหลังของเรื่องละครจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองและผลประโยชน์ในยุคที่สยามประเทศเผชิญกับพายุแห่งจักรวรรดินิยมตะวันตกระลอกแรกๆ แต่ในทัศนะของคนรุ่นใหม่ เกศสุรางค์ก็เล่นบทบาทเพียงแค่ผู้เฝ้าสังเกตการณ์ โดยไม่พยายามเข้าไปแทรกแซงการเมืองของยุคสมัยนั้น (แม้จริงๆ เธอจะรู้อยู่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตตัวละครทั้งหลายในอนาคตก็ตาม)  เมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ คนรุ่นใหม่ก็จัดการปรับมุมมองเสียใหม่และทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นตำนานบุพเพและรักโรมานซ์กันไปเสียเลย  ทั้งฉากพลอดรักของพระนางท่ามกลางแสงจันทร์ ฉากสบตาและเดินเที่ยวงานวัดเป็นคู่ๆ ของตัวละคร ฉากแอบมองกันและกันผ่านช่องหน้าต่างพร้อมเสียงดนตรีหวานๆ ที่เปิดคลอประหนึ่งมิวสิกวิดีโอ ไปจนถึงฉากจุมพิตในที่สาธารณะที่เล่นเอาสะท้านกันไปทั้งพระนคร ประวัติศาสตร์การเมืองของอดีตจึงสามารถ “มุ้งมิ้ง” และ “ฟรุ้งฟริ้ง” ไปด้วยโลกทัศน์แบบรักโรแมนติกของคนยุคปัจจุบัน ในท้ายที่สุด แม้ “บุพเพสันนิวาส” จะทำให้เกศสุรางค์และหมื่นสุนทรเทวาได้ข้ามมาพบรักครองคู่กัน แต่ก็เป็นเพราะ “บุพเพสันนิวาส” อีกเช่นกัน ที่ทำให้ภาพแห่งอดีตของสังคมไทยได้ถูกรื้อถอนและรื้อสร้างให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ในโฉมหน้าใหม่แบบ “มุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้ง” หรือเป็นแบบที่คนยุคนี้ต้องการสนทนาเล่าสู่กันฟังว่า “ประวัติศาสตร์ในวันนี้จะแตกต่างจากวันนั้น” เพื่อที่ “รักของเราจะทันสมัย”

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 207 ชั่วโมงต้องมนต์ : อย่าปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปดุจสายน้ำ

“เวลา” เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งในชีวิตมนุษย์ทุกวันนี้ แต่ดูเหมือนว่า คนยุคใหม่แทบจะไม่สำเหนียกเลยว่า “เวลา” มีคุณค่าเพียงไร และปล่อยให้กาลเวลาไหลผ่านไปไม่แตกต่างอันใดจากสายน้ำ จนกว่าที่คนเราจะสูญสิ้น “เวลา” ไปจากชีวิตนั่นแหละ เราจึงจะรู้ว่า “เวลา” มีค่ากับตนเพียงใด ด้วยโจทย์ง่ายๆ เกี่ยวกับ “เวลา” เช่นนี้ เป็นที่มาของการวางพล็อตหรือโครงเรื่องของละครโทรทัศน์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ผสานแฟนตาซี อย่างเรื่อง “ชั่วโมงต้องมนต์” เหตุแห่ง “ชั่วโมง” ที่ “ต้องมนต์” เกิดขึ้นเมื่อ “มาร์ค” หรือ “ณฤทธิ์” หนุ่มเกย์เซเล็บไฮโซเจ้าของบริษัทปั้นนางแบบนายแบบชื่อดัง “มาร์คเอ็นเตอร์เทนเมนท์” ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิต และด้วยความเป็นคนที่เป็นคนบ้างาน อารมณ์เหวี่ยงวีนต่อผู้คนรอบข้างอยู่เนืองนิตย์ และไม่เคยสนใจต่ออารมณ์ความรู้สึกของใครใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อสิ้นลมหายใจลง มาร์คก็ได้กลายเป็นวิญญาณผีเร่ร่อน ที่ไม่อาจหลุดพ้นไปสู่สุคติได้ ในเวลาเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง “บุญสิตา” นางเอกสาวสุดเฉิ่ม แต่จิตใจดีงาม มองโลกสวยแสนซื่อ ก็เผชิญชะตากรรมชีวิตของชนชั้นที่ฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ครอบครัวของเธอมีภาระหนี้สินมากมายเพราะแม่เลี้ยงติดการพนันอย่างหนัก แถมบุญสิตาก็มีเหตุให้ตกงานในคราวเดียวกันอีก ดังนั้น เมื่อผีเกย์หนุ่มไฮโซขี้วีนวนเวียนโคจรมาพบเจอกับหญิงสาวแสนเชย และบุญสิตาก็กลายเป็นมนุษย์เพียงผู้เดียวที่มีสัมผัสที่หก และติดต่อพูดคุยกับวิญญาณผีเร่ร่อนของมาร์คได้ จุดเริ่มต้นของการจัดการเปลาะปมต่างๆ ในชีวิตของผีเกย์หนุ่มกับนางเอกสาวคนสวยจึงออกตัวขึ้นนับแต่นั้น ด้วยความเป็นวิญญาณผีเร่ร่อน และด้วยทรัพยากร “เวลา” ในชีวิตมีอันต้องสิ้นสุดลง มาร์คจึงค่อยๆ ทบทวนและเล็งเห็นว่า มีหลายสิ่งในชีวิตที่ยังค้างคาและไม่ได้รับการสะสางในขณะที่ตนยังมีลมหายใจอยู่ และปรารถนาจะ “ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ” ดังกล่าวอีกครั้ง ปมที่ผูกไว้และยังค้างคาอยู่ในจิตใจของมาร์ค มีตั้งแต่การมองไม่เห็นสายสัมพันธ์ที่ตนมีกับ “สมบัติ” ผู้เป็นบิดา ซึ่งมาร์คคิดตลอดมาว่าพ่อไม่เคยรักหรือภูมิใจในตัวเขาเลย การมองข้ามความรู้สึกของคนรอบข้างและเพื่อนร่วมงาน เพราะตนเองเอาแต่มุ่งมั่นทำงาน...งาน...และงานเพียงอย่างเดียว ไปจนถึงการได้ล่วงรู้ความจริงที่ว่า “กันต์” ชายคนที่เขารักเป็นหนักเป็นหนานั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงคนหลอกลวงและวางแผนให้เขารถคว่ำจนเสียชีวิต แต่เนื่องจากภารกิจหรือ “mission” ที่มีแนวโน้มจะ “impossible” มากในครั้งนี้ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้หากว่ามาร์คไม่อาจ “ต่อเวลา” ในชีวิตของเขาออกไป ดังนั้น โครงเรื่องของละครจึงเปิดโอกาสให้วิญญาณของมาร์คถูกดูดเข้าไปในโลกเสมือนคล้ายกับนาฬิกาขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ห้องเวลาชีวิต” ซึ่งมีตัวละครสมมติเป็นหญิงสาวชื่อว่า “เวลา” คอยทำหน้าที่กำกับควบคุมความเป็นไปในชีวิตของผู้คน รวมทั้งเวลาในชีวิตของผีเกย์หนุ่มด้วย  และเพราะวิญญาณของมาร์คสามารถสิงร่างของบุญสิตาได้ เวลาจึงต่อชะตาอนุญาตให้เขาสามารถอยู่บนโลกได้อีกร้อยวัน เพื่อใช้ห้วงเวลาครั้งสุดท้ายไปจัดการสิ่งที่เขาคิดว่ามีค่าและค้างคาอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่า เขาสามารถสิงร่างของบุญสิตาได้วันละไม่เกิน 1 ครั้ง และครั้งละไม่เกิน 4 ชั่วโมง  จากที่เคยคิดว่าเวลาเป็นทรัพยากรที่มนุษย์เรามีอยู่อย่างไม่สิ้นไม่สุด เมื่อต้องมาอยู่ในบริบทที่เวลากลายเป็นทรัพยากรมีจำกัด มีเงื่อนไขการใช้ และตนเองไม่อาจควบคุมเวลาได้เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ มาร์คก็ได้หวนทบทวนว่า การปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปเหมือนสายน้ำ หรือใช้ห้วงเวลาในชีวิตไปทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นภาพลวงตามากกว่าของจริงนั้น เป็นประหนึ่งการพร่าผลาญให้เวลาชีวิตหมดคุณค่าลงไป  ด้วยเหตุฉะนี้ มาร์คจึงใช้ห้วงเวลาที่มีอยู่จำกัดและน้อยนิดแบบนี้จัดการกับปัญหาต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่ความพยายามต่อสายสัมพันธ์และปรับความเข้าใจกับบิดา ซึ่งท้ายสุดคุณสมบัติเองก็เรียนรู้เช่นกันว่า การเรียกร้องให้บุตรชายเป็นแบบที่เขาคาดหวัง ทั้งในแง่หน้าที่การงานและในแง่การดำเนินชีวิตไปตามเพศสภาพที่สังคมกำหนดนั้น หาได้มีคุณค่าอันใดไม่เมื่อเทียบกับลมหายใจในชีวิตของมาร์คบุตรชายตน จากนั้น มาร์คก็บริหารเวลาของเขาเพื่อให้บทเรียนกับคนรอบข้าง ทั้ง “ศรัณย์” “จัสติน” “เจนนี่” “ดนุดล” และบรรดาผองเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานของเขาว่า แม้มนุษย์เราจะรักการทำงาน หรือรักที่จะสร้างสรรค์งานการเป็นชิ้นเป็นอัน แต่จริงๆ แล้ว มนุษย์เราก็ต้องจัดสรรห้วงเวลาบางช่วงเพื่อสร้างคุณค่าให้กับตนและคนรอบข้างควบคู่กับการทำงานรับใช้ระบบเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญ กับชีวิตของหนุ่มไฮโซผู้เติบโตมาบนกองเงินกองทอง มาร์คเองไม่เคยรับรู้มาก่อนว่า บนโลกใบนี้ยังมีชีวิตของคนกลุ่มอื่นที่ฐานะต่ำต้อยกว่า อย่างกรณีของบุญสิตาซึ่งก็มีปัญหารุมล้อมในช่วงเวลาชีวิตหลายอย่าง ไม่แตกต่างจากคนที่ “คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด” อย่างเขาเลย แม้บุญสิตาจะมีฐานะทางเศรษฐกิจน้อยกว่ามาร์ค แต่คุณงามความดีในจิตใจของเธอก็ทำให้มาร์คพบว่า การตัดสินคุณค่าของคนไม่ใช่อยู่ที่ฐานะการเงินหรอก แต่เป็นเรื่องนิสัยใจคอต่างหาก ซึ่งในท้ายที่สุด มาร์คก็ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุญสิตากับ “พุฒิเมธ” น้องชายของตนลงเอยสมหวังในความรัก เพื่อตอบแทนคุณความดีที่เธอยอมให้เขาสิงร่างและทำให้ “mission” ของเขาเป็นไปได้นั่นเอง กล่าวกันว่า ในปัจจุบันระบอบทุนนิยมประสบความสำเร็จยิ่งที่พรากเวลาไปจากชีวิตของคนเรา หรืออีกนัยหนึ่ง สังคมทุนนิยมมีอำนาจดึงห้วงเวลาของเราให้ไปอยู่กับการทำงาน...งาน...และงาน เพียงเพื่อรับใช้และต่อลมหายใจให้กับสายพานของระบอบดังกล่าวออกไป คล้ายๆ กับบรรดาชีวิตของมนุษย์งานแบบมาร์คที่ทำงานโดยเพิกเฉยต่อสายสัมพันธ์และโลกรอบตัว จนกว่ามาร์คและรวมทั้งมนุษย์ในระบอบอย่างเราๆ จะสูญเสียเวลาชีวิตของตนไป หรือต้องเข้าไปอยู่ในเงื่อนไขที่เวลาชีวิตมีจำกัด และเราไม่อาจจัดการต่อรองกับเงื่อนไขดังกล่าวได้เลย เมื่อนั้นตัวละครและผู้คนทั้งหลายจึงจะตระหนักว่า เวลามีคุณค่าและความหมายต่อชีวิตเราอย่างไร  คงคล้ายๆ กับประโยคที่บิดาของมาร์คกล่าวเตือนสติกับ “ธีมา” เพื่อนที่บ้างานของเขาว่า “ชีวิตของคนเรามีช่วงเวลาอยู่สามช่วงคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ปัญหาก็คือ เราจะได้ใช้เวลาในชีวิตทั้งสามช่วงนั้นหรือเปล่า” นั่นก็เป็นเพราะว่า “ชั่วโมงต้องมนต์” แบบที่ผีเกย์ไฮโซอย่างมาร์คได้รับนั้น อาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ “ต้องมนต์” ให้ชีวิตคนเราทุกคนได้จริง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 206 เรือนเบญจพิษ : จากการ “รวมศูนย์” สู่การ “กระจาย” ความรู้

ในสังคมปัจจุบันซึ่งถือเป็น “สังคมที่มีความรู้เป็นพื้นฐาน” หรือเป็น “knowledge-based society” นั้น กล่าวกันว่า ใครก็ตามที่มีความรู้ ก็มักจะใช้ความรู้เป็นอำนาจเพื่อผลประโยชน์แก่ผู้ครอบครองความรู้ดังกล่าว ในขณะเดียวกัน เฉพาะคนที่มีอำนาจเท่านั้น ที่จะใช้อำนาจกำหนดให้เรื่องใดบ้างกลายมาเป็นความรู้อันเป็นที่ยอมรับของผู้คนในสังคมเมื่อความรู้กับอำนาจเป็นสองสิ่งซึ่งแยกกันไม่ขาดเยี่ยงนี้ “การจัดการความรู้” หรือ “knowledge management” ที่เรียกย่อๆ ว่า “KM” จึงกลายเป็นศาสตร์ที่ผู้คนยุคนี้พยายามทำความเข้าใจ รวมทั้งแปลงเรื่อง “KM” ให้กลายมาเป็นภาพการช่วงชิงผลประโยชน์ของภรรยาทั้งสี่คนในละครเรื่อง “เรือนเบญจพิษ”เพื่อสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับความรู้นั้น ละครได้เลือกย้อนความกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 6 ในเรือนของ “คุณพระยศ” ผู้แต่งงานอยู่กินกับภรรยาอยู่แล้วสองคนคือ เมียเอกที่มีศักดิ์ชั้นอย่าง “ปิ่น” และเมียบ่าวผู้เป็นรักแรกของคุณพระอย่าง “แหวน” แต่แล้วความขัดแย้งระลอกแรกก็เกิดขึ้น เมื่อคุณพระยศรับผู้หญิงอีกสองนางเข้ามาเป็นภรรยาอยู่ร่วมชายคาเรือนเพิ่มขึ้น คนแรกก็คือลูกสาวคหบดีจีนผู้มั่งคั่งอย่าง “ทับทิม” กับอีกคนหนึ่งคือพี่สาวบุญธรรมของทับทิมหรือ “หยก” ที่แอบบ่มเพาะความแค้นในใจอยู่ลึกๆ เนื่องจากชีวิตของหยกถูกทับทิมกดขี่เอาไว้ตั้งแต่เด็กเมื่อผู้หญิงสี่คนได้เข้ามาสู่วังวนในเรือนเดียวกันของคุณพระยศ แต่ละนางต่างก็มีความมุ่งมั่นและต่างก็พยายามใช้เขี้ยวเล็บเพื่อช่วงชิงอำนาจนำในความเป็นภรรยาหมายเลขหนึ่งของเรือนมาเป็นของตนยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับตัวแปรความขัดแย้งระลอกใหม่ เพราะสยามประเทศยุคนั้นเริ่มรณรงค์ค่านิยมแบบผัวเดียวเมียเดียว และทางการประกาศใช้กฎหมายการจดทะเบียนสมรสขึ้น ทะเบียนสมรสจึงกลายเป็น “สนามรบ” ผืนใหม่ ที่บรรดาคุณนายทั้งสี่ปรารถนาจะแก่งแย่งช่วงชิงชัยชนะมาไว้ในมือให้ได้เพียงหนึ่งเดียวแต่เพราะที่มาของอำนาจก็ต้องผนวกผสานกับการจัดการความรู้เป็นกลไกขับเคลื่อน ดังนั้นละครจึงได้สร้างสัญลักษณ์ชนิดหนึ่งขึ้นมาแทนอำนาจในท้องเรื่อง อันได้แก่สิ่งที่เรียกกันว่า “กู่” คล้ายคลึงกับหลักทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่กล่าวว่า “สัตว์โลกที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นจึงจะอยู่รอด” กู่เป็นองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นตามตำนานจีนโบราณ กรรมวิธีสร้างกู่จะใช้การจับสัตว์พิษทั้งห้าชนิดมากักขังและปิดผนึกไว้ในไห สัตว์พิษทั้งห้าได้แก่ งูพิษ แมงมุม ตะขาบ คางคก และแมงป่อง ที่เมื่อถูกขังเอาไว้รวมกัน ต่างตัวต่างก็จะเริ่มต่อสู้กัดกันจนเหลือ “อยู่รอด” ตัวสุดท้ายที่จะกลายเป็นกู่ โดยผู้สร้างก็จะใช้กู่อันเป็นอสรพิษที่ “แข็งแรงที่สุด” ไปฆ่าศัตรูของตนด้านหนึ่งละครก็คงต้องการบอกเป็นนัยๆ ว่า แท้จริงแล้วภรรยาทั้งสี่คนที่อยู่ในขอบขัณฑ์แห่งเรือนคุณพระยศ ก็ไม่ต่างอะไรจากอสรพิษที่ต้องห้ำหั่นเข่นฆ่า เพื่อจะได้เป็นประหนึ่งกู่ตัวที่ “แข็งแรงที่สุด” แต่อีกด้านหนึ่ง กู่ก็เป็นสัญลักษณ์ของชุดความรู้ที่ผู้ครอบครองอยู่นั้นใช้เพื่อสถาปนาอำนาจนำขึ้นมาได้ในท่ามกลางผู้หญิงทั้งสี่คนที่ใช้ชีวิตในสังคมซึ่งความรู้มักถูกผูกขาดและ “รวมศูนย์” อยู่ในมือของคนบางกลุ่มนั้น หยกคือภรรยาที่มีองค์ความรู้เรื่องกู่ ซึ่งสืบทอดต่อมาจากบ่าวคนสนิทอย่าง “ยายพ่าง” ด้วยเหตุนี้ เมื่อการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจความเป็นเมียใหญ่เมียเดียวเริ่มเปิดศึกขึ้น หยกจึงใช้กู่เป็นอาวุธที่ขับไสไล่ส่งและขจัดเมียคนอื่นๆ ของคุณพระยศออกจากเรือนไปทีละคนเริ่มจากการบริหารความรู้เพื่อจัดการอัปเปหิทับทิมให้ต้องไปตกระกำลำบากใช้ชีวิตอยู่กับคณะงิ้วเร่ร่อน จากนั้นก็ใช้พิษกู่ทำร้ายเมียเอกอย่างปิ่นจนต้องพิการเสียแขนไปข้างหนึ่ง จนต้องหลบเร้นหนีไปบวชอยู่สำนักนางชี ปิดท้ายด้วยการไล่ฆ่าแหวนจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน และวางกลอุบายพรากเอา “เพชร” หนึ่งในบุตรชายฝาแฝดของแหวนมาสวมรอยเป็นลูกของตน ก่อนที่หยกจะได้ถือครองทะเบียนสมรสและอำนาจของภรรยาหมายเลขหนึ่งในเรือนของคุณพระยศในท้ายที่สุดอย่างไรก็ดี หลังจากยี่สิบกว่าปีผ่านไป พร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่การจัดการความรู้ซึ่งเคย “รวมศูนย์” ได้เปลี่ยนผ่านสู่การบริหารความรู้แบบ “กระจายตัว” ไม่ให้ผูกขาดอำนาจหรือกระจุกตัวอยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป การกระจายศูนย์แห่งความรู้ก็ส่งผลต่อการครอบครองอำนาจนำในเรือนของภรรยาตามกฎหมายอย่างหยกเช่นกันการผันผ่านสู่ความเปลี่ยนแปลงระลอกล่าสุดนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการกลับมาของภรรยาทั้งสามคนของคุณพระยศที่หายสาบสูญไปกว่าสองทศวรรษ และในขณะเดียวกัน แม้หยกจะขึ้นครองอำนาจเป็นใหญ่ในเรือน แต่เธอก็ต้องเรียนรู้ว่า อำนาจแห่งความรู้ที่เคยรวมศูนย์อยู่ในมือนั้นก็ไม่ได้เสถียรอีกต่อไปแล้วประการแรก แม้จะมีองค์ความรู้เรื่องการสร้างกู่ที่ถือครองไว้ แต่ความรู้ดังกล่าวก็ต้องเผชิญหน้ากับชุดความรู้ดั้งเดิมแบบอื่นที่ถูกใช้เพื่อช่วงชิงอำนาจในเรือน เฉกเช่นที่ทับทิมและ “ริทธิ์” บุตรชายอีกคนของแหวนได้ร่ำเรียนและฝึกฝนความรู้จีนโบราณเรื่องมีดบิน เพื่อใช้เป็นอาวุธห้ำหั่นกับกู่พิษของหยกและยายพ่างประการถัดมา เมื่อสังคมไทยได้เปิดรับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์เข้ามาจากโลกตะวันตก “อนงค์” ผู้เป็นคนรักของริทธิ์และประกอบอาชีพเป็นพยาบาล ก็อาศัยความรู้แผนใหม่เรื่องกรุ๊ปเลือด เป็นกลไกกุมความลับเรื่องลูกชายของหยก อนงค์จึงเป็นศัตรูหน้าใหม่ที่หยกอยากใช้กู่กำจัดออกไปเพื่อรักษาอำนาจของตนเอาไว้และประการสำคัญ ในยุคที่การจัดการความรู้เน้นเรื่องการกระจายอำนาจออกไปนั้น ตัวละครภรรยาของคุณพระยศในยุคกว่ายี่สิบปีให้หลัง ต่างคนต่างก็สามารถเข้าถึงองค์ความรู้เรื่องกู่ ไปจนถึงการที่แต่ละนางก็สามารถสร้างกู่ของตนขึ้นมา เพื่อเอาไว้ประหัตประหารและช่วงชิงผลประโยชน์แบบไม่มีใครเหนือใครอีกต่อไปในท้ายที่สุดของเรื่อง แก่นแกนเรื่องเล่าของละครคงตั้งใจนำผู้ชมไปให้เห็นด้านมืดในจิตใจของมนุษย์ เหมือนกับคำพูดที่แหวนได้กล่าวกับคุณพระยศหลังจากที่ตัวละครฆ่ากันตายจนเกือบหมดเรือนว่า “ความอยากได้อยากมีคือพิษที่ร้ายกาจที่สุด เราคงจะต้องปล่อยวาง จึงจะแก้พิษนี้ได้...”แต่ในเวลาเดียวกัน ควบคู่ไปกับแก่นแกนของละครข้างต้นนี้ แม้การจัดการความรู้ยุคใหม่จะเน้นกระจายอำนาจให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้ก็จริง แต่หากความรู้กับอำนาจนั้นมีมิจฉาทิฐิเข้าครอบงำเพื่อให้มนุษย์ห้ำหั่นกันโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องอันใดด้วยแล้ว ความรู้ในมือก็ทำให้คนเราไม่ต่างไปจากกู่ที่แข็งแกร่งน่ากลัว และปรารถนาจะอยู่เป็นอสรพิษตัวสุดท้ายในเกมแห่งอำนาจนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 205 ชายไม่จริง หญิงแท้ : ได้เวลาประกาศเจตนารมณ์ของกะเทย

ในท่ามกลางเพศสภาพที่สังคมจัดแบ่งมนุษย์ออกเป็นเพศหญิงกับเพศชายนั้น “กะเทย” เป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่ถูกพินิจพิจารณาว่า เป็นเพศที่แปลก แตกต่าง หรือแม้แต่มีวัตรปฏิบัติที่ผิดแผกไปจากเพศสภาพที่สังคมพึงยอมรับได้ จนถูกกดทับให้กลายเป็นกลุ่มวัฒนธรรมย่อยของสังคมไป แต่ข้อที่น่าคิดก็คือ แม้ในเชิงปริมาณแล้วชุมชนวัฒนธรรมย่อยของกะเทยอาจมิใช่กลุ่มสังคมเล็กๆ ที่ผู้คนรับรู้กันทั่วไป แต่ทว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่และยังมีอำนาจเข้ามากำกับความเป็นไปของระบบสังคมเศรษฐกิจของไทยเสียด้วยซ้ำ ไม่เว้นแม้แต่การเข้ามามีบทบาทและอำนาจในสถาบันสื่อสารมวลชน อย่างที่ปรากฏอยู่ในละครโทรทัศน์เรื่อง “ชายไม่จริง หญิงแท้”  เงื่อนปมของเรื่องเริ่มต้นเมื่อ “หญิงแท้” สู้ชีวิตที่มีภูมิลำเนาจากต่างจังหวัดอย่าง “ริน” ต้องจับพลัดจับผลูมาเจอกับ “ชายไม่จริง” ผู้เป็นกะเทยร่างท้วมดีกรีนางโชว์ตัวแม่อย่าง “เคน” ที่พัฒนาการของเรื่องทำให้ความขัดแย้งของทั้งคู่ในตอนต้นกลายมาเป็นความเข้าใจและมิตรภาพในฉากจบเรื่อง  ในขณะที่เปิดฉากมา “หญิงแท้” อย่างรินเองต้องมีเหตุตกงาน เพราะบริษัทที่เธอรับผิดชอบทำงานอยู่เกิดล้มละลาย พร้อมกับทิ้งภาระหนี้สินมากมายที่มิเธออาจปลดได้หมด ส่วนตัวละคร “ชายไม่จริง” อย่างเคน ก็มีสถานะไม่แตกต่างกัน เมื่ออยู่ในสภาวะนางโชว์รุ่นเก่าและสังขารที่ร่วงโรย เคนก็มีอันต้องระเห็จต้องออกจากงานมาคลุกฝุ่นอยู่หน้าคลับนางโชว์ เมื่อความขัดสนทางเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาที่ไม่เข้าใครออกใคร และเป็นปัญหาร่วมกันของปุถุชนโดยไม่จำแนกเพศวิถีว่าคนๆ นั้นจะเป็น “ชายไม่จริง” หรือ “หญิงแท้” รินกับเคนก็เลยได้โคจรมาพบและกลายเป็นเพื่อนผู้ร่วมอยู่ในชะตากรรมอันจนตรอกเหมือนกัน เพราะเคนมีสถานภาพเป็นนางโชว์ที่ตกกระป๋องไปจากวงการแล้ว เคนจึงสวมบทบาทใหม่เป็น “เจ๊เคน” เจ๊ดันที่ตัดแต่งแปลงโฉมให้รินปลอมตัวเป็น “ซิน ศรัณยา” นางโชว์กะเทยวัยสะพรั่ง เพื่อเข้าประกวดในเวทีแข่งขันของสาวประเภทสอง และจะได้เงินรางวัลมาจุนเจือปากท้องทางเศรษฐกิจของทั้งคู่ และต่อมา หลังจากรินในร่างกะเทยปลอมของซินได้คว้ารางวัลชนะเลิศในเวที Miss Queen Beauty ของชาวสีม่วงแล้ว รินก็ได้ก้าวขึ้นเป็นดารานางเอกกะเทย โดยมีเจ๊เคนเป็นผู้จัดการส่วนตัว และมี “ภาค” ผู้กำกับหนุ่มของบริษัทละคร “เสือทะยานฟ้า” มารับหน้าที่ผู้กำกับละครเรื่องแรกของรินที่ชื่อว่า “นางงิ้ว” ในมุมหนึ่ง เมื่อ “หญิงแท้” อย่างรินได้ก้าวเข้ามาอยู่ในชุมชน “ชายไม่จริง” นั้น ก็นำไปสู่ความอลหม่านมากมายที่ทั้งรินและเคนก็ต้องร่วมกันแสดงบทโกหกตัวละครรอบตัว ไล่เรียงตั้งแต่ผู้เป็นแม่และน้าอย่าง “สุมน” และ “หทัย” ผู้จัดและออร์แกไนเซอร์กะเทยชื่อดังอย่าง “พี่แทนนี่” ตัวละครทั้งหลายในกองถ่ายละคร ไปจนถึงแม้แต่กับบรรดาผู้ชมและแฟนคลับของซิน ศรัณยา ที่รินก็ต้องสร้างเรื่องตบตาอยู่เป็นระยะๆ  แต่ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อได้เข้ามาใช้ชีวิตในอีกแวดวงของเพศวิถีที่ต่างออกไป ก็เปิดโอกาสให้รินเองได้เรียนรู้ความเป็นจริงอีกด้านของเพื่อนๆ ผู้ต่างเพศวิถีที่รินไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ในชุมชนของกะเทยนั้น แท้จริงแล้วก็ดูไม่แตกต่างไปนักจากชีวิตของชายหญิงรักต่างเพศทั่วไป ทั้งนี้ หากรักโลภโกรธหลงเป็นอคติที่หล่อเลี้ยงจิตใจปุถุชนทั้งหลาย กะเทยเองก็มีทั้งโลภะโทสะโมหะไม่ต่างกันเลย เพียงแต่ว่า ด้วยเป็นวิถีปฏิบัติแบบกลุ่มคนชายขอบทางเพศวิถี ชุมชนแห่งนี้จึงก่อรูปก่อร่างสร้างอัตลักษณ์เฉพาะบางอย่างของตนขึ้นมา ในลำดับแรกสุด เมื่อ “หญิงแท้” ต้องเข้ามาสวมบทบาทเป็น “ชายไม่จริง” ซินก็ต้องปรับแต่งบุคลิกจริตจะก้านเสียใหม่ ตั้งแต่ดัดเสียงและขับเน้นวิธีพูดให้ต่างออกไปจากเดิม แต่งหน้าแต่งตัวให้ดูจัดจ้านกว่าที่เคยเป็นมา หรือเติมแต่งจริตวาจาแบบจิกๆ กัดๆ ให้มากขึ้น เหล่านี้เป็นรูปแบบวัฒนธรรมย่อยที่สาวประเภทสองได้สร้างอัตลักษณ์เฉพาะของคนกลุ่มนี้ขึ้นมา ในลำดับถัดมา ความขัดแย้งกันบนผลประโยชน์เช่นที่ “นนท์” กะเทยเจ้าของไนท์คลับ ที่คอยตามราวีทั้งซินและเจ๊เคนทุกวิถีทาง ไปจนถึง “อิทธิ” ที่หลงเสน่ห์และหวังจะล่วงละเมิดทางเพศต่อซิน โดยไม่รู้ความลับว่าเธอเป็น “หญิงแท้” ปลอมตัวมา ก็สะท้อนชัดเจนถึงการเอารัดเอาเปรียบกันด้วยมิจฉาทิฐิในชุมชนเพศที่สาม และเมื่อซินกับภาคได้แอบคบหาปลูกต้นรักกัน “หญิงแท้” อย่างรินก็พบว่า ความรักในหมู่เพศทางเลือกก็เกิดขึ้นได้เป็นปกติทั่วไป หากแต่การไม่ยอมรับของสังคมทำให้ความรักกลายเป็นเรื่องซ่อนเร้น แบบเดียวกับผู้จัดการดารากะเทยอย่าง “อ๊อฟ” ที่ต้องมีรักแบบหลบๆ ซ่อนๆ กับนักแสดงหนุ่มอย่าง “ชาย” นั่นเอง แม้จะมีความรักขึ้นมา แต่เพราะรักของเพศเดียวกันถูกมองว่าผิดไปจากจารีตปฏิบัติอันดี สายตาของสังคมจึงใช้อำนาจเลือกปฏิบัติและกดทับความรักแบบนี้เอาไว้ ไม่ต่างจากประโยคที่ “แองจี้” ใช้วาจาเชือดเฉือนซินที่แย่งชายหนุ่มอย่างภาคไปว่า “…คุณเป็นกะเทย เวลาอดอยากคงแบ่งกันกินแบ่งกันใช้กันจนชิน แต่สำหรับผู้หญิง ไม่มีใครใจกว้างพอที่จะให้คนอื่นมายุ่งกับของของตัวเองหรอกนะ...”  อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความขัดแย้งกันบ้างหรือถูกเอารัดเอาเปรียบในสายตาของสังคมอยู่ตลอดเวลา แต่รินก็พบว่า มิตรภาพที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในชุมชนของเพศทางเลือกนี้เอง ที่ขับเคลื่อนให้ชีวิตกะเทยที่ว่ายวนในพื้นที่ดังกล่าวดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ซินกับเจ๊เคนได้ถักทอช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตั้งแต่ต่างคนต่างตกงานมาด้วยกันแต่ต้นเรื่อง ไปจนถึงบทบาทของพี่แทนนี่ที่คอยผลักดันสนับสนุนซินเข้าสู่แวดวงบันเทิงได้ทัดเทียมกับบรรดา “ชายจริงหญิงแท้” ก็บอกเป็นนัยว่า ถ้ากลุ่มวัฒนธรรมย่อยของเพศที่สามจะสามารถมีอำนาจและศักดิ์ศรีในวงสังคมได้ ก็ต้องด้วยสูตรที่ว่า “รวมกันกะเทยอยู่” และต้อง “รวมกันอยู่ด้วยความจริงใจ” เท่านั้น  เฉกเช่นประโยคที่พี่แทนนี่พูดกับซินด้วยความผิดหวัง เมื่อความลับเรื่องการปลอมตัวถูกเปิดเผยออกมาว่า “มันจะมีสักกี่คนที่ได้ยินคำว่ากะเทยแล้วไม่สะดุดด้วยอคติ ถ้าซินเป็นนางเอกละครที่ประสบความสำเร็จ เขาก็จะมองถึงความสามารถของพวกเราเสียที...” กับการก่อตัวของชุมชนวัฒนธรรมย่อยของเพศที่สาม และภาพสะท้อนการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งทั้งความจริงใจ มิตรภาพ และการเกื้อกูลกันของตัวละครเพศทางเลือกทั้งหลาย ที่รินได้เรียนรู้และมาใช้ชีวิตร่วมในชุมชนแห่งนี้นั้น คงบอกกับเราๆ ถึงเจตนารมณ์ที่พวกเขาประกาศเอาไว้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ชุมชนของ “ชายไม่จริง” จะดำรงอยู่ได้และดำเนินต่อไปอย่างมีอำนาจและศักดิ์ศรีไม่ต่างจากบรรดา “ชายจริงหญิงแท้” ในสังคม

อ่านเพิ่มเติม >

ฉลาดซื้อ ฉบับที่ 204 พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง : แล้วใครจะปั้นวัวปั้นควายให้ลูกหลานเล่น?

จากอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน สังคมไทยได้มอบหมายภารกิจให้ครอบครัวกลายเป็นสถาบันหลักและสถาบันแรกที่ทำหน้าที่อบรมบ่มเพาะดูแลเด็กและเยาวชน ด้วยเหตุผลเบื้องต้นก็เป็นเพราะว่า ช่วงเวลาและพื้นที่ที่เด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากที่สุดก็หนีไม่พ้นในปริมณฑลของสถาบันครอบครัว เมื่อครอบครัวเป็นหน่วยที่ประกอบขึ้นด้วยพ่อแม่พี่น้อง ปู่ยาตายาย ลุงป้าน้าอา และเครือญาติอีกมากมาย สมาชิกที่ใกล้ชิดชีวิตของเยาวชนนี้เองที่ต้องมีภาระรับผิดชอบขับเคลื่อนชีวิตของเด็กๆ ให้เดินไปข้างหน้าตามที่สังคมคาดหวังไว้ แต่ทว่า คำถามจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสมาชิกผู้ใหญ่ในบ้านไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวให้กับลูกๆ หลานๆ ได้แล้ว ผลต่อการเติบโตของเด็กตามความคาดหวังของสังคมจะเป็นเช่นไร ก็คงคล้ายๆ กับชีวิตของ “น้องกาโม่” ที่เกิดมาในครอบครัวที่ทั้ง “พ่อเองก็ยุ่ง” แถม “ลุงก็ยังไม่ว่างอีก” กาโม่จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าหากครอบครัวไม่อาจทำหน้าที่ที่สังคมคาดหวังได้แล้ว จะเกิดปัญหาอันใดบ้างกับเด็กๆ ที่จะเติบโตขึ้นเป็นอนาคตของชาติ ปัญหาของเด็กน้อยกาโม่เริ่มต้นเมื่อ “โต๊ด” และ “พาย” พ่อแม่วัยใสที่มีลูกตั้งแต่วัยเรียน แต่ไม่กล้าบอกกับทางบ้าน เพราะกลัวว่าตนจะถูกตัดออกจากกองมรดกของตระกูล จึงนำกาโม่มาฝากไว้ให้ “เต็ง” พระเอกของเรื่องผู้มีศักดิ์เป็นลุงคอยเลี้ยงดู และทั้งคู่ก็ตัดสินใจทิ้งลูกน้อยเพื่อไปเรียนต่อเมืองนอก ด้วยอาชีพการงานของเต็งที่เป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ที่แทบจะไม่มีเวลาว่างเอาเสียเลย กอปรกับภาระใหม่ที่ต้องมาสวมบทบาท “คุณพ่อจำเป็น” แทนน้องชาย ลุงเต็งจึงไปติดต่อเนิร์สเซอรี และได้พบกับ “ชิดดาว” ซึ่งเขาไม่เพียงแต่จ้างให้เธอมาช่วยเลี้ยงดูกาโม่เท่านั้น แต่ชิดดาวยังกลายเป็น “รักแรกพบ” ที่เต็งสะดุดตกหลุมรักเมื่อแรกเจอ ความใกล้ชิดระหว่างเต็งกับชิดดาวค่อยๆ ก่อตัวเป็นความรักขึ้นมา ยิ่งเมื่อ “โต้” แฟนหนุ่มของชิดดาวเกิดนอกใจเลือกไปคบหากับ “ละออง” ผู้จัดการดารา เพื่อหวังใช้หล่อนเป็นทางลัดหรือสะพานไต่เต้าอยู่ในแวดวงบันเทิงด้วยแล้ว ชิดดาวจึงเลือกที่จะหันมาคบหาดูใจกับเต็งแบบเต็มตัว ลุงเต็งซึ่ง “ยุ่ง” อย่างมากกับหน้าที่การงาน ก็จึงยิ่งต้อง “ยุ่ง” กับภาระแห่งหัวใจเพิ่มขึ้นไปอีก แม้ว่าความรักระหว่างเต็งกับชิดดาวจะดำเนินไปได้ด้วยดีก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งอุปสรรคขวากหนามใดๆ เลย เพราะละครได้ผูกเรื่องเอาไว้ตามสูตรตำราที่ว่า หากตัวละครเอกจะ “lucky in love” แล้ว พวกเธอและเขาก็ไม่ควรจะ “lucky in game” ได้ง่ายนัก ฉะนั้น ในฟากของเต็งเองนั้น โต้ก็คือตัวละคร “ศัตรูหัวใจ” ที่เข้ามาขัดขวางและคอยทำตัวเป็น “สุนัขหวงก้าง” ราวีทุกวิถีทางที่จะเขี่ยเต็งออกไปจากชีวิตของชิดดาว และกลั่นแกล้งเขาในหน้าที่การงานด้วยการถอดรายการโทรทัศน์ที่เต็งและเพื่อนๆ รับผิดชอบอยู่ ให้หลุดออกไปจากผังของสถานี เมื่อปัญหาการงานรุมเร้าเข้ามา เราจึงเห็นภาพฉากที่หลายๆ ครั้ง ลุงเต็งก็พกพาเอาความหงุดหงิดจากนอกชายคาเข้ามาระบายออกในพื้นที่ของบ้าน และดุว่าหลานน้อยกาโม่ ที่ดึงดื้อตามประสาเด็กด้วยอยากจะเรียกความสนใจจากคุณลุงนั่นเอง ในขณะที่ทางฟากของชิดดาวนั้น ปัญหาที่ต้องเผชิญหน้ากับคำข่มขู่ของละอองที่หึงหวงไม่อยากให้เธอเข้าไปพัวพันกับชีวิตของโต้ ทำให้ชิดดาวเลือกตัดสินใจทิ้งปัญหารุมเร้าและหลบเร้นตัวเองออกไปจากชีวิตของเต็งและกาโม่ แม้ว่าเต็งจะเคยพูดกับเธอในฐานะคนรักว่า “ผมทุ่มสุดตัว พุ่งชนปัญหามาขนาดนี้ ผมต้องการกำลังใจมากนะครับ...” ก็ตาม ด้วยเหตุที่ผู้ใหญ่ก็เอาแต่สนใจและเล็งเห็นแต่ปัญหาของตนว่าเป็นศูนย์กลางของปัญหาทั้งมวลในโลกนี้ ไม่เพียงแค่ “พ่อที่ยุ่ง” เพราะหายตัวไปกับแม่ตั้งแต่ต้นเรื่อง และ “ลุงที่ไม่ว่าง” เพราะสาละวนแต่จะแก้ปัญหาสารพันในที่ทำงาน แถมซ้ำด้วย “อาที่เอาแต่จะหนีปัญหา” แล้ว คำถามก็คือ ใครกันจะมาทำหน้าที่ “ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกหลานของเรากัน”? เพราะสถาบันครอบครัวไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ตัวละครหน้าใหม่อย่าง “ทอย” ที่เป็นเพื่อนร่วมงานและแอบหลงรักเต็ง ก็กลายมาเป็นตัวกลางใหม่ที่เข้ามาแทรกกลางความสัมพันธ์ระหว่างเต็งกับกาโม่ ในขณะที่ชิดดาวตัดสินใจตีจากเต็งเพื่อหนีปัญหาทั้งปวง ทอยก็ถือโอกาสเข้ามาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคนใหม่ดูแลกาโม่แทนชิดดาวเสียเลย แม้จะมีความรักใส่ใจเด็กน้อยกาโม่อยู่บ้าง แต่ลึกๆ แล้ว ทอยก็มี “ผลประโยชน์” ที่อยากจะช่วงชิงเป็นเจ้าของหัวใจของเต็งให้ได้ เด็กน้อยจึงมิใช่ “เป้าหมาย” ที่ทอยอยากจะทำหน้าที่ฟูมฟักดูแลจริงๆ หากแต่เป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่ถูกใช้เพื่อบรรลุ “เป้าหมาย” อันเป็น “ผลประโยชน์แฝงเร้น” ของเธอเท่านั้น  ด้วยมิจฉาทิฐิที่มีอยู่ในจิตใจ ทอยก็เริ่มต้นเป่าหูให้กาโม่เป็นสะพานเชื่อมเธอเข้าไปอยู่ในหัวใจลุงเต็ง เสแสร้งเป็นแม่คนใหม่ที่คอยดูแลกาโม่ และที่สำคัญ เมื่อชิดดาวย้อนกลับมาคบหากับเต็งอีกครั้ง ทอยก็ยุแยงให้กาโม่เกลียดและทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางความรักของคุณลุง  เมื่อเทียบกับบรรดาพ่อแม่ลุงป้าน้าอาหรือสมาชิกครอบครัวด้วยกัน ที่ผลประโยชน์หลักมักจะตั้งต้นที่ตัวของเด็ก ตัวละครแบบทอยก็คือตัวอย่างของคนนอกบ้านที่พร้อมจะเสี้ยมสอนและใช้เด็กเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ของตนเสียมากกว่า  จนมาถึงตอนท้ายของเรื่อง ก่อนที่ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่จะลุกลามจนเกินเยียวยา บรรดาผู้ใหญ่ก็เริ่มหันมาทบทวนตัวเองและเข้าใจว่า บทบาททางสังคมในการดูแลบุตรหลานหาใช่การฝากฝังไว้ในมือของคนอื่น แต่เป็นภารกิจแรกๆ ที่ตนมิอาจเพิกเฉยไปได้  เริ่มจากโต๊ดและพายที่ตัดสินใจกลับมาจากเมืองนอก เพราะได้เข้าใจแล้วว่า พ่อแม่เป็นบุคคลแรกที่ต้องเลี้ยงดูเด็กน้อยโดยชอบธรรมที่สุด ในขณะที่เต็งก็เรียนรู้ว่า ภาระงานนอกบ้านก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแลกมาด้วยความสุขความทุกข์ของหลานชายตัวน้อยได้เลย หรือแม้แต่ชิดดาวที่ตระหนักว่า การเอาแต่วิ่งหนีปัญหานั้น นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ได้แล้ว ยังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ลุกลามเป็นไฟไม่สิ้นไม่สุด “พ่อที่เลิกยุ่ง” กับ “ลุงที่เริ่มทำตัวว่างๆ” พร้อมกับ “อาผู้หญิงที่หันหน้ามาสู้กับปัญหา” ก็คือคำตอบแก่เราๆ ว่า อยู่บ้านของตนก็อย่ามัวนั่งนิ่งดูดายเสียเอง เพราะลูกหลานยังรอให้เราคอยอบรมดูแล หาไม่แล้วก็อาจมี “บ่างช่างยุ” จากนอกบ้าน ที่ย่างก้าวเข้ามา “ปั้นวัวปั้นควาย” ให้ลูกๆ หลานๆ เล่นแทนเรา

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 203 รักกันพัลวัน : เพราะ 1+1 ก็อาจไม่เท่ากับ 2 เสมอไป

สังคมมนุษย์ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบแบ่งขั้วหรือแบ่งความสัมพันธ์ที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจนมานานแล้ว ถ้าไม่ขาวก็ต้องเชื่อว่าดำ ถ้าไม่ดีก็ต้องแปลว่าเลว หรือถ้าพูดว่า “ใช่” แล้ว ก็จะบอกว่า “ไม่ใช่” ไม่ได้ อันมีนัยว่า สรรพสิ่งล้วนแต่มีอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงด้านเดียว ทั้งนี้ แม้แต่ในระบบคิดของคณิตศาสตร์หรือสถิติศาสตร์ ก็ยังกล่าวกันว่า O ไม่ใช่ 1 หรือ A ย่อมไม่ใช่ non-A และหากเรานำ 1 มาบวกกับ 1 ต้องได้คำตอบเท่ากับ 2 เสมอ จะผิดเพี้ยนเบี่ยงเบนไปจากกฎเกณฑ์คำตอบนี้ไปไม่ได้เลยวิธีคิดแบบแบ่งขั้วของสังคมเฉกเช่นนี้ ปรากฏให้เห็นอยู่แม้แต่ในระบบการควบคุมเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือเพศและเพศวิถีของมนุษย์เราแม้เรื่องเพศวิถีจะดูผิวเผินเหมือนกับเป็นเรื่องส่วนบุคคล หรือเป็นรสนิยมและความรื่นรมย์เฉพาะตน แต่กับในระบบคิดของสังคมแล้ว ต่อให้เป็นเรื่องเพศที่ “ส่วนตั๊วส่วนตัว” นั้น สังคมก็ยังเข้าไปกำกับควบคุมความหมายให้เราคิดได้แค่เป็นสองแพร่งสองทางเช่นกันตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นเพศชาย ก็ต้องแสดงลักษณะแบบชายที่แข็งแรง เป็นเพศแห่งการพิทักษ์ปกป้อง แต่หากเป็นเพศหญิง ก็ต้องอ่อนโยนและรอคอยการปกป้องจากบุรุษเพศ หรือหากเป็นรสนิยมรักต่างเพศแบบชายหญิง ก็จะมีลักษณะตรงข้ามอย่างชัดเจนจากกลุ่มรักเพศเดียวกันแบบชายรักชาย หญิงรักหญิง หรือบรรดา LGBT ทั้งหลายแต่อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ระบบคิดแบบแบ่งขั้วตรงข้ามกันดังกล่าวได้ถูกท้าทาย และตั้งคำถามเสียใหม่ว่า แน่ใจแล้วหรือที่เส้นกั้นแบ่งขั้วต่างๆ จะไม่มีการข้ามเส้น หรือแม้แต่สลายเส้นแบ่งนั้นๆ ให้พร่าเลือนลงไปก็ได้ เหมือนกับที่ 1 บวก 1 ก็อาจเป็น 1 (แบบที่เราเอาทรายกองหนึ่งมารวมกับอีกกองหนึ่ง ก็ได้เป็นทรายกองเดียวกัน) โดยไม่จำเป็นต้องได้คำตอบเป็น 2 เสมอไปวิธีคิดเรื่องเส้นแบ่งที่ลางเลือนลงเช่นนี้ มีให้เห็นแม้แต่ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเพศวิถีและรักๆ ใคร่ๆ แบบที่ปุถุชนคนธรรมดาก็สามารถก่อกลายเป็นความ “รักกัน” ที่ “พัลวัน” อยู่ในละครโทรทัศน์ จนยุ่งเหยิงแทบแยกไม่ออกว่าจะแบ่งขั้วแบ่งวิธีคิดกันต่อไปได้เยี่ยงไรเริ่มต้นเมื่อสาวหล่ออย่าง “ตุลญาณา” พนักงานดูแลสวนสัตว์ Blue Planet เกิดอาการอกหักรักคุดจากสาวๆ มาครั้งแล้วครั้งเล่า หญิงห้าวอย่างตุลญาณาที่ไม่อาจแบกรับความเจ็บปวดจากผู้หญิงด้วยกันได้ จึงตั้งปณิธานกับตนเองว่า นับจากนี้จะกลับมามองหาผู้ชายดีๆ สักคนเพื่อคบเป็นแฟนหนุ่มให้ได้อย่างไรก็ตาม แม้จะ “คิดใหม่ทำใหม่” กับการคบหามนุษย์เพศชาย แต่ความคิดของตุลญาณาก็ช่างย้อนแย้งเป็นอย่างยิ่ง เมื่อลึกๆ เธอเองก็ต่อต้านบุรุษเพศ เพราะตั้งแต่เด็กก็เกลียดพ่อที่ขี้เมาไม่เป็นโล้เป็นพาย กอปรกับการก่อตัวของบุคลิกภาพที่ห้าวและแกร่งเกินหญิงทั่วไป ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง เธอก็อยากลบภาพสาวหล่อ โดยเลือกเดินเกมรุกจีบหนุ่มอย่างเต็มตัวผู้ชายคนแรกที่ก้าวเข้ามาในชีวิตได้แก่ หนุ่มรุ่นพี่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่าง “ฐานัท” ที่ตุลญาณาหวังว่า เขาจะช่วยปลุกเร้าสัญชาตญาณความเป็นหญิงที่อยู่หลืบลึกในตัวเธอให้ปรากฏออกมา แต่ปัญหาก็คือ ฐานัทเองกลับจัดวางนางเอกของเราไว้เพียงสถานะเป็นแค่น้องสาวหญิงห้าวผู้แสนดีเท่านั้น ส่วนชายหนุ่มคนที่สองก็คือ “โตมร” เพื่อนร่วมงานผู้ดูแลสิงสาราสัตว์ใน Blue Planet ด้วยกัน แม้จะเป็นคนที่ขยันขันแข็งและแอบรักตุลญาณามานานแสนนาน โดยไม่สนใจว่าเพศสภาพหรือเพศวิถีของเธอจะเป็นเช่นไร แต่ในทางกลับกัน ตุลญาณาก็เห็นว่าโตมรเป็นได้แค่เพื่อนที่แสนดีคนหนึ่งเท่านั้นและแน่นอน ชายหนุ่มคนสุดท้ายที่เข้ามาเป็นตัวเลือกของตุลญาณาก็คือ “เมธากวิน” พระเอกหนุ่มของเรื่อง นอกจากเขาจะเป็นซีอีโอคนใหม่ของ Blue Planet แล้ว เจ้านายหนุ่มยังเป็นอดีต “ศัตรูหัวใจ” ที่เธอเคยมีคดีแย่งแฟนเก่ากับเขามาก่อน อันนำไปสู่สูตรพ่อแม่แม่งอนที่เขม่นกันตลอดแทบจะทั้งเรื่องยิ่งเมื่อเมธากวินเข้าใจผิดอยู่ตลอดเวลาว่า ตุลญาณาแอบมีจิตปฏิพัทธ์ต่อทั้ง “สโรชินี” แฟนสาวคนล่าสุดของเขา และ “พนิตพิชา” ลูกพี่ลูกน้องของตน ตุลญาณาจึงต้องเข้าไปอยู่ในวังวนรักๆ ใคร่ๆ ของชายสามหญิงสองที่อลวน “พัลวัน” กันยิ่งกว่า “ลิงพันแห” เสียอีกยิ่งเมื่อผนวกกับตัวแปรเรื่องเพศวิถีของตุลญาณาที่ดูคลุมเครือยิ่งนักว่า นางเอกสาวหล่อจะเป็น “ทอม” หรือจะเป็น “เธอ” พร้อมกับคำทำนายของหมอดูที่บอกว่าคู่แท้ของเธอจะต้องเป็นคนที่มอบจุมพิตแรก มอบลมหายใจ และมอบชีวิตใหม่ให้กับตุลญาณา “รักกันที่พัลวัน” ก็ยิ่ง “พัลวันแสนพัลวัน” กันหนักเข้าไปอีกหากดูผิวเผินแล้ว โครงเรื่องของละครก็เหมือนจะสร้างขึ้นบนสูตรของการ “เปลี่ยนทอมให้เธอ” แต่เพราะเหตุที่ว่า 0 ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ 1 หรือ A ก็ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ non-A ดังนั้น ความซับซ้อนที่ “พัลวัน” ยวดยิ่งจึงมิใช่แค่การแบ่งขั้วกันระหว่าง “ทอม” กับ “เธอ” หรือมิใช่การแบ่งความคิดตรงข้ามกันเป็นแบบ “รักต่างเพศ” หรือเป็นแบบ “รักเพศเดียวกัน” เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เฉกเช่นเดียวกับที่ 1 บวก 1 ก็สามารถออกมาเป็นคำตอบตัวเลขใดๆ ที่อาจไม่ใช่ 2 เสมอไป เรื่องของเพศวิถีจึงขึ้นอยู่กับสองมือมนุษย์ที่จะเสกสรรปั้นแต่งให้เป็นได้ในทุกๆ ทาง เหมือนกับที่ “หญิงรักหญิง” อย่างตุลญาณาก็อาจพึงใจที่คบหากับหญิงหรือชาย และผู้ชายอย่างเมธากวินเองก็อาจจะเลือกคบหากับหญิงที่ออกแบบเพศวิถีมาแบบใดก็เป็นได้ เพราะทั้งคู่เชื่อในตอนจบของเรื่องว่า “เคมีที่เข้ากันของคนสองคน” ต่างหากที่สำคัญยิ่งกว่าเพศวิถีซึ่งถูกจัดกรอบไว้แล้วด้วยกฎกติกาของสังคมบทเรียนที่ทั้งตุลญาณาและเมธากวินเคยเผชิญเมื่อครั้งที่หมีควายหลุดออกไปจากกรงขัง และวิ่งไล่ล่าโตมรและใครต่อใครในสวนสัตว์ ก็ชี้ให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า สัญชาตญาณ (อันรวมถึงเรื่องเพศวิถีแห่งปุถุชน) นั้น ต่อให้จับขังกรงเพื่อกำกับวินัยควบคุมเอาไว้ แต่มันก็ไม่ต่างจากหมีควายที่ยากจะทำให้เชื่องหรือให้สั่งซ้ายหันขวาหันไปได้ด้วยธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมจริงๆ หรอกไม่ว่าจะเรื่อง “รัก” หรือเรื่อง “ใคร่” คำตอบของมนุษย์เราทุกวันนี้ดูแสนจะ “พัลวัน” เสียยิ่งกว่าที่ 1+1 จักต้องได้ 2 เป็นคำตอบสุดท้ายเช่นนี้แล

อ่านเพิ่มเติม >