ฉบับที่ 192 คนละขอบฟ้า : การข่มขืนไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเพศวิถี

สังคมของเราได้อุปโลกน์มาช้านานให้ “การข่มขืน” มีความหมายว่า เป็นเรื่องของเพศวิถี หรือเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการล่วงละเมิดทางเพศของมนุษย์และที่สำคัญ ในแง่ของเพศวิถีแบบนี้ การข่มขืนก็มักจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ชายใช้ “อำนาจ” ที่เหนือกว่าคุกคามทางเพศเพื่อขืนใจผู้หญิง จนสยบยอมทั้งกาย วาจา ใจ และนั่นก็จะกลายเป็น “บาดแผล” ในจิตใจของผู้หญิงที่เกินกว่าจะเยียวยาได้ทั้งนี้ วิธีคิดต่อการข่มขืนดังกล่าวได้ถูกขานรับโดยสถาบันใหญ่น้อยมากมายในสังคม สถาบันกฎหมายและนิติศาสตร์ก็อธิบายความผิดของการข่มขืนว่า ต้องเกิดเนื่องแต่การกระทำทางเพศที่ชายขืนกายและใจของอิสตรีเป็นพื้นฐาน หรือสถาบันครอบครัวก็ใช้เรื่องการข่มขืนเพื่อพร่ำสอนลูกสาวให้เป็นกุลสตรีที่ต้องรักนวลสงวนตัว อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน และยึดถือพรหมจารีย์เป็นสรณะเมื่อกาลเวลาผันผ่าน สังคมเราก็เริ่มตั้งคำถามขึ้นมาใหม่ว่า จริงแล้วหรือที่การข่มขืนเป็นเพียงเรื่องของเพศวิถี หรือการที่บุรุษคุกคามทางเพศเพื่อขืนใจผู้หญิงเท่านั้น?ละครโทรทัศน์เรื่อง “คนละขอบฟ้า” เป็นหนึ่งในเรื่องเล่ายุคนี้ ที่พยายามทบทวนนิยามความหมายของการข่มขืน โดยผูกปมปัญหาที่ทั้งผู้ชมและตัวละครทั้งหลายได้ย้อนกลับไปทบทวนทำความเข้าใจเรื่องการข่มขืนกันอีกครั้งเนื้อเรื่องเริ่มต้นจากนางเอก “ชนิกา” ผู้เป็นสาวสังคมนักเรียนนอก ที่บิดาต้องมีเหตุล้มป่วยลงเพราะกิจการล้มละลาย ทำให้เธอต้องบินกลับจากอเมริกามาโดยด่วน และได้เผชิญกับกราฟชีวิตที่พลิกผันจากสูงสุดลงต่ำกลับคืนสู่สามัญแบบแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวกันเลยทีเดียวเพื่อจะหาเงินก้อนใหญ่มารักษาบิดา ชนิกาจึงตัดสินใจยอมรับมาทำงานกับ “ชินภัทร” พระเอกหนุ่มเจ้าของสวนยางรายใหญ่ในสุราษฎร์ธานี จากสองชีวิตที่ต่างเคยอยู่กัน “คนละขอบฟ้า” ก็มีเหตุให้ได้โคจรมาพบเจอรู้จักกัน เผชิญหน้ากับบททดสอบมากมาย และในท้ายที่สุดก็ตกหลุมรักกันในฉากจบของเรื่องคู่ขนานไปกับโครงเรื่องที่หนุ่มสาวจาก “คนละขอบฟ้า” ได้เวียนวนมาลงเอยในความรักระหว่างกันนี้ ก็คือการที่ชนิกาค่อยๆ ได้พาผู้ชมย้อนกลับไปเรียนรู้ปมชีวิตของชินภัทรผู้เป็นพระเอกของเรื่องในฉากเริ่มต้นที่ชนิกาเดินทางลงใต้เพื่อมาทำงานในสวนยาง เธอก็ได้เรียนรู้ตั้งแต่วินาทีแรกว่า ชินภัทรเป็นมนุษย์ที่ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันรังเกียจไปทั่วจังหวัด และเธอก็ยังได้ยินเรื่องเล่าอีกด้วยว่า ชินภัทรเป็นผู้ชายอันตรายที่เคยข่มขืน “ศิริกัญญา” หญิงคนรักของ “ปานธง” จนตั้งท้อง และทำให้ศิริกัญญาตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการยิงตัวตาม พร้อมเขียนจดหมายเปิดโปงความเลวร้ายน่ากลัวของพระเอกเราเอาไว้และนับจากการกระทำอัตวินิบาตกรรมของศิริกัญญา ชินภัทรก็มีสถานะไม่ต่างจาก “ตัวสกั๊งก์” ที่ใครต่อใครก็ทั้งเกลียดและกลัว จนไม่อยากร่วมสังเสวนาคบค้าสมาคมกันทั่วบ้านทั่วเมืองเลยแต่เหตุเพราะว่าชนิกานั้นไม่ใช่ผู้หญิงที่เชื่อง่ายเพียงแค่ “หมุนวนไปตามลมปากของมนุษย์” เธอจึงเลือกลงมือเก็บหลักฐานต่างๆ มาพิสูจน์ความจริงเชิงประจักษ์ว่า ตกลงแล้วชินภัทรเป็นผู้ร้ายข่มขืนตามที่คนทั้งจังหวัดกล่าวอ้างไว้เช่นนั้นหรือไม่ด้านหนึ่ง ชนิกาก็เก็บหลักฐานบนความสัมพันธ์และความใกล้ชิดกับชินภัทร ที่เธอพบว่าเขาเองก็ไม่ได้มีบุคลิกนิสัยแบบที่ใครๆ กล่าวร้ายแต่อย่างใด ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง เธอก็เก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคคลรอบตัวศิริกัญญา ไม่ว่าจะเป็นปานธงคนรักเก่า หรือ “ศรีจันทร์” มารดาของศิริกัญญาที่จิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นต่อตัวชินภัทรจนเมื่อได้วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างลุ่มลึกรอบด้านแล้ว ชนิกาก็เริ่มต่อจิ๊กซอว์ปะติดปะต่อเรื่องราว จนพบว่าแท้จริงแล้ว เป็นศิริกัญญาต่างหากที่เคียดแค้นเพราะชินภัทรไม่รับรักเธอ เธอจึงวางพล็อตวางแผนให้ทุกสายตาเชื่อว่าตนถูกข่มขืนจนยิงตัวตายในชุดเจ้าสาว และทำให้ชินภัทรตกเป็นจำเลยในการฆ่าตัวตายนั้นอาจเพราะพล็อตเรื่องที่ศิริกัญญาเล่าไว้ในจดหมายลาตายช่างดูไม่ต่างจากนิยามของสังคมทั่วไปที่อุปโลกน์กันว่า การข่มขืนเป็นการล่วงละเมิดทางเพศที่บุรุษเพศกระทำต่ออิสตรี ประจวบกับชินภัทรเองก็เป็นผู้ชายที่เจ้าอารมณ์ ไร้เหตุผล และมักคิดอะไรที่ต่างจากคนอื่นทั่วไป ทุกคนจึงพากันพร้อมปักใจเชื่อไปตามพล็อตดังกล่าวที่ศิริกัญญาออกแบบเอาไว้โดยดุษณีแต่ในทางกลับกัน เพราะชนิกาเลือกใช้ชุดนิยามที่แตกต่างจากการอุปโลกน์ของสังคมทั่วไปว่า การข่มขืนอาจไม่ใช่แค่เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิงเท่านั้น หากแต่หมายรวมถึงทุกๆ การกระทำเชิงอำนาจที่ใครก็ได้ จะชายหรือหญิงก็ได้ ได้กระทำการคุกคามเหนือร่างกายและจิตวิญญาณต่อใครคนอื่น ดังนั้น คำตอบของชนิกาจึงไม่เหมือนกับคนทั่วไปที่เชื่อว่าการข่มขืนเป็นการคุกคามทางเพศเพียงอย่างเดียวในแง่นี้เอง แม้จะไม่ได้มีการกระทำทางเพศใดๆ เกิดขึ้น แต่ก็เป็นชินภัทรต่างหากที่ถูกศิริกัญญาสร้างเรื่องเพื่อข่มขืนบงการเขาทั้งในเชิงจิตใจและความรู้สึก และยังมีสายตาของคนรอบด้านที่ร่วมกันตัดสินว่าเขาผิด จนชีวิตของชินภัทรไม่ต่างจากการตกนรกทั้งเป็นมายาวนานนับปีอำนาจที่ผ่านทั้งเรื่องเล่าในจดหมาย ผ่านสายตาของสาธารณชน ผ่านการประณามกล่าวโทษ หรือผ่านการบีบให้มนุษย์ต้องเก็บกดความรู้สึกที่ตนเองไม่ได้กระทำผิดใดๆ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศในเชิงกฎหมายเลย จึงไม่ต่างจากอีกรูปธรรมหนึ่งของการข่มขืนที่บุคคลหนึ่งได้คุกคามและปกครองจิตวิญญาณของบุคคลอื่นเอาไว้เลยแม้เราจะรู้ว่าในฉากจบนั้น ปมปัญหาและความจริงต่างๆ ของเรื่องจะถูกเปิดเผยออกมา แต่บทเรียนชีวิตของคนสองคนที่มาจาก “คนละขอบฟ้า” ก็ยังทำให้เราเข้าใจด้วยว่า การที่ใครคนหนึ่งใช้อำนาจเพื่อกำกับควบคุมร่างกายและจิตใจคนอื่นให้อยู่ใต้อาณัติไว้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องเพศวิถีหรือเหตุผลอื่นใด แท้จริงแล้วมันก็ไม่ต่างจากวิถีแห่งการข่มขืนที่มนุษย์เรากระทำต่อมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 191 นางอาย : โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน

ในวัยเด็ก ไม่ใครก็ใครหลายคนคงจะเคยได้ยินหรือร้องเพลงประสานเสียงในโรงเรียนของตนว่า “โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เด็กๆ ก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบไปโรงเรียน (ชอบไป...ชอบไปโรงเรียน” หากพินิจพิจารณาเนื้อเพลงประสานข้างต้นจริงๆ แล้ว แม้แต่เด็กๆ ที่ไร้เดียงสาเอง ก็คงตระหนักกันโดยไม่ยากว่า เป็นเพลงที่เขียนขึ้นจากจุดยืนของ “คุณครูใจดีทุกคน” มากกว่าจะเป็นมุมมองจาก “เด็กๆ ที่แสนซุกซน” ที่ไม่รู้ว่าลึกๆ แล้ว “ชอบไป...ชอบไปโรงเรียน” กันจริงหรือไม่ แล้วเหตุใดโรงเรียนจึงกลายเป็นสถาบันที่ต้องจับเอา “เด็กๆ ที่แสนซุกซน” มาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ใน “โรงเรียนของเราน่าอยู่” แถมยังติดตั้งโลกทัศน์ให้ด้วยว่า “คุณครูก็ใจดีทุกคน” คำตอบต่อข้อคำถามนี้อยู่ในละครโทรทัศน์เรื่อง “นางอาย” โครงเรื่องเริ่มต้นเมื่อ “อภิรดี” หรือ “นาง” เด็กสาวแสนสวยแสนซนผู้เป็นบุตรีคนเดียวของรัฐมนตรี “เด่นชาติ” มีเหตุให้บังเอิญไปร่วมงานปาร์ตี้บ้านเพื่อนที่กำลังมั่วสุมเสพยาอยู่ จนเธอถูกตำรวจจับโดนหางเลขไปด้วย และกลายเป็นข่าวดังพาดหัวใหญ่ลงหน้าหนังสือพิมพ์ นี่จึงเป็นสาเหตุให้นางถูกบิดาส่งตัวไปเรียนต่อที่โรงเรียนคอนแวนต์หญิงล้วนที่ปีนัง ซึ่งไม่เพียงจะทำให้นางได้มารู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ อย่าง “สินีนาฏ” “สายสุดา” “มีนา” “จอยคำ” และอีกหลายๆ คนเท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่ง นางก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอยู่ร่วมกับคนอื่น และการประพฤติตนให้อยู่ในกฎเกณฑ์ข้อบังคับของโรงเรียนอีกด้วย  ภาพของโรงเรียนคอนแวนต์แห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยเด็กนักเรียนและคุณครูซิสเตอร์(ใจดี!!!)มากหน้าหลายตา ได้สะท้อนให้เราเห็นบทบาทหลายด้านของโรงเรียน ในฐานะสถาบันสำคัญที่เด็กและเยาวชนต้องมาใช้ชีวิตอยู่เป็นเวลานานหลายปี โดยในลำดับแรกนั้น สถาบันโรงเรียนมีสถานะไม่ต่างจาก “ตะแกรง” ที่ใช้ร่อนชนชั้นทางสังคม นั่นหมายความว่า หากใครสักคนจะมีสิทธิ์เข้าไปร่ำเรียนศึกษาถึงปีนังได้แล้ว ก็ต้องมีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมสูงในระดับหนึ่ง เหมือนกับจอยคามที่พยายามปกปิดฐานะจริงๆ ของทางบ้าน เพราะกลัวเพื่อนในกลุ่มสังคมจะรับไม่ได้ หรือสินีนาฏที่เมื่อมารดาถูกศาลฟ้องล้มละลาย เธอก็แทบจะถูกปิดกั้นโอกาสที่จะเรียนต่อไปได้เลย และแม้ต่อมาในภายหลัง ละครจะได้ให้ข้อสรุปเป็นคำอธิบายว่า มิตรภาพของเด็กๆ ที่มีให้แก่กันนั้น สำคัญเสียยิ่งกว่าการตัดสินคุณค่าจากสถานภาพทางชนชั้นของปัจเจกบุคคล แต่ข้อเท็จจริงที่ว่า โรงเรียนเป็นสถาบันที่คอยคัดกรองเด็กจากชนชั้นที่ต่างกัน ก็มิอาจปฏิเสธไปได้โดยง่ายนัก นอกจากบทบาทของโรงเรียนที่ทำหน้าที่ร่อนกรองสถานะชนชั้นทางสังคมแล้ว หากสังคมหนึ่งๆ มี “ความต้องการ” บางชุดที่อยากให้ “เด็กในวันนี้” เป็น “ผู้ใหญ่ที่ดี” และเชื่อฟังในกฎกติกามารยาทของระบบ “ในวันหน้า” ก็เป็นโรงเรียนอีกนั่นแหละที่ถูกมอบหมายบทบาทหน้าที่ของการ “ขัดเกลา” และเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดให้เด็กๆ ยอมรับว่า โรงเรียนที่มีกฎเกณฑ์ร้อยแปดช่างเป็น “โรงเรียนของเราน่าอยู่” เสียนี่กระไร เฉกเช่นที่นางเองก็ถูกบททดสอบของการขัดเกลาตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในขอบขัณฑสีมาของโรงเรียนคอนแวนต์ ตั้งแต่การที่เธอต้องละทิ้งความฝันที่อยากเป็นนักแข่งรถมืออาชีพ ไปจนถึงการที่ชีวิตถูกพรากออกไปจากโลกโซเชียลที่เธอชื่นชมกับการโพสต์ภาพถ่ายอัพสเตตัสอยู่เป็นอาจิณ  จากบททดสอบแรกดังกล่าว นางกับเพื่อนๆ ก็ยังถูกฝึกให้ยอมรับในกฎระเบียบของโรงเรียน และพูดวลีที่ว่า “Yes, Madam” จนติดเป็นพฤตินิสัย เพราะหากไม่ยอมรับในข้อตกลงที่ว่านี้ บทลงโทษหลากหลายก็จะถูกบริหารโดยบรรดา “คุณครูใจดีทุกคน” ตั้งแต่การนั่งสก็อตจัมพ์ ยืนคาบไม้บรรทัด สั่งอดอาหาร ล้างจานในโรงครัว ทำความสะอาดห้อง และอื่นๆ อีกมากมาย ที่แน่ๆ บททดสอบกับบทลงโทษเหล่านี้ ก็มีการสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น และยังถูกอ้างความชอบธรรมว่ามีประสิทธิภาพในการขัดเกลาบุคลิกนิสัยของเด็กผู้หญิง เหมือนกับประโยคที่ “เอมอร” มารดาของนางที่เคยเรียนในคอนแวนต์เดียวกันมาก่อน ได้กล่าวกับลูกสาวในวันมอบตัวเข้าโรงเรียนว่า “แม่เชื่อว่า ถ้าลูกรู้จักตัวลูกอย่างที่แม่รู้จัก ได้เห็นโลกกว้างกว่านี้ ลูกจะเปลี่ยนใจ”  เพราะฉะนั้น จากบุคลิกนิสัยที่เคยกระโดกกระเดก จากเด็กผู้หญิงที่เคยทำตัวขัดขืนอำนาจของผู้ใหญ่ หรือจากนางผู้แก่นแก้วที่เคยทำตัวแตกแถวไปจากระเบียบบรรทัดฐานของสังคม ยี่สิบสี่ชั่วโมงในโรงเรียนที่ดำเนินสืบเนื่องมาวันต่อวันก็ได้กลายเป็นช่วงเวลาที่เด็กหญิงค่อยๆ ได้รับการ “ขัด” และ “เกลา” จนกลายเป็นปัจเจกบุคคลที่ดำเนินชีวิตไปตาม “ความต้องการ” ของสังคมในที่สุด ด้วยข้อเท็จจริงที่ตัวตนของเด็กนักเรียนค่อยๆ ถูกแยกออกจากความปรารถนาที่มีมาแต่เดิมก่อนจะเข้าสู่สถาบันโรงเรียนเช่นนี้เอง ประโยคที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิดของนักเรียนหญิงเหล่านี้ผ่านปากตัวละครสายสุดาที่พูดว่า “ไม่มีใครเข้าใจการคิดถึงบ้านได้มากเท่ากับเด็กนักเรียนประจำหรอก” จึงกลายเป็นวาทะที่สะเทือนจิตใจของใครก็ตามที่เข้ามาได้ยินยิ่งนัก เมื่อมาถึงฉากจบ หลังจากที่ตัวละครทั้งหลายผ่านการกล่อมเกลาจนสำเร็จการศึกษาและแยกย้ายกันไปตามครรลองชีวิตของตน ผู้ชมจึงได้เห็นภาพการครองคู่ระหว่างนางกับ “ธนาธิป” ท่านกงสุลพระเอกที่เลี้ยงต้อยนางเอกมาตลอดเรื่อง หรือคู่ของสินีนาฏกับ “ชัยพล” และสายสุดากับ “คัมพล” ที่ฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันมาจนถึงบทสรุปอย่างเป็นสุข และในขณะเดียวกัน ละครก็ยังยืนยันให้เห็นด้วยว่า สถาบันโรงเรียนก็ได้ “ขัดเกลา” ให้เด็กหญิงนางผู้ที่เคยเป็น “นางม้าดีดกะโหลก” ไม่อยู่ในรีตในรอยของสังคม กลับกลายเป็น “นางอาย” ที่รู้จักเขินอายเพราะผ่านการขัดสีฉวีวรรณมาจนเป็นกุลสตรีที่ดีของสังคมไปแล้ว  ดังนั้น จึงยังคงเป็นความจำเป็นและไม่ผิดอันใด ที่เด็กๆ ทั้งหลายต้องสืบทอดร้องเพลงกันต่อไปว่า “โรงเรียนของเราน่าอยู่” ควบคู่ไปกับ “คุณครูที่แสนใจดีทุกคน” และที่สำคัญ เด็กๆ ทุกคนก็ยัง “ชอบไป...ชอบไปโรงเรียน”

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 190 นาคี : อสรพิษที่ว่าร้าย ก็ไม่น่ากลัวเท่ากับคนหรอก

ในบริบทที่ประชาคมอาเซียนกำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมานี้ ภาพของภูมิภาคอุษาคเนย์ดูจะมีลักษณะไม่ต่างจากเหรียญสองด้าน ที่ด้านหนึ่งผู้คนและวัฒนธรรมอาเซียนก็อาจฉายภาพของความแตกต่างและขัดแย้งกันอยู่ในที แต่อีกด้านหนึ่ง ก็เชื่อกันว่า ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ก็มีวัฒนธรรมและประเพณีความเชื่อที่มีรากร่วมกันบางอย่าง“นาคาคติ” หรือคติความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพญานาค เป็นอีกกรณีตัวอย่างของวัฒนธรรมร่วมรากที่ดำรงอยู่อย่างยาวนานในพื้นถิ่นอุษาคเนย์ อันรวมถึงเป็นประเพณีความเชื่อที่อยู่ในดินแดนสยามประเทศของเราด้วยเช่นกันอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยเขียนอธิบายไว้ในหนังสือ “นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์” ว่า สุวรรณภูมิหรืออุษาคเนย์เป็นดินแดนแบบ “เฮ็ดนาเมืองลุ่ม” หรือเป็นชุมชนที่ราบลุ่ม มีน้ำท่วมน้ำหลาก และผู้คนมีวิถีชีวิตทำนาปลูกข้าวกันมายาวนาน เพราะฉะนั้น ผู้คนที่อยู่ในภูมิภาคนี้จึงล้วนเลื่อมใสลัทธิบูชานาคหรือลัทธิบูชางูมาตั้งแต่ก่อนที่ชาวตะวันตกจะขีดเส้นกั้นแบ่งแผนที่ทางภูมิศาสตร์ระหว่างประเทศเสียอีกรูปธรรมของคติการบูชานาคปรากฏอยู่ในนิทานพื้นบ้านปรัมปราของกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ของอุษาคเนย์ ไม่ว่าจะเป็นมอญ เขมร ลาว ญวน หรือไทย และแม้แต่เมื่อศาสนาพุทธและพราหมณ์จะเผยแผ่เข้ามาจากอนุทวีปสู่ดินแดนแถบนี้ ลัทธิบูชานาคก็ผสานกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิศาสนาใหม่ด้วยเช่นกันและเมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน ใช่ว่าคติความเชื่อเรื่องนาคจะเลือนรางจางหายไปไม่ นาคาคติยังคงได้รับการสืบสานเอาไว้ผ่านช่องทางใหม่ๆ ร่วมสมัยอย่างสื่อบันเทิงต่างๆ รวมไปถึงละครโทรทัศน์แนวโรแมนติกดราม่าลึกลับอย่างเรื่อง “นาคี” โดยการวางพล็อตเรื่องของ “นาคี” นั้น จับความเรื่องราวของ “คำแก้ว” หญิงสาวบ้านดอนไม้ป่า ผู้มีชาติกำเนิดลึกลับ เนื่องจากเธอเป็นกายหยาบที่ “เจ้าแม่นาคี” ใช้อาศัยสิงสู่อยู่ เพราะถูกคำสาปของ “ท้าวศรีสุทโธนาค” เจ้าปู่ที่ล่วงรู้ว่า เธอหนีขึ้นมาบนโลกและสมสู่อยู่กินกับมนุษย์ที่ชื่อ “ไชยสิงห์” จนมีลูกด้วยกัน แต่ทว่า ด้วยเวรกรรมที่ผูกพันเอาไว้ จึงทำให้คำแก้วหรือเจ้าแม่นาคีรอคอยที่จะพานพบไชยสิงห์ผู้มาเกิดใหม่เป็น “ทศพล” ในชาติปัจจุบันในขณะที่โครงเรื่องถูกวางอยู่บนโรแมนติกดราม่าเยี่ยงนี้ แต่เนื่องจาก “นาคี” เป็นเรื่องเล่าของลัทธิบูชานาคที่เล่าผ่านเรื่องราวของละครโทรทัศน์ ดังนั้น โทรทัศน์เองจึงมีอำนาจที่จะเล่าเรื่องและหยิบมุมมองบางอย่างซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากปรัมปราคติความเชื่อแบบดั้งเดิมในด้านแรก แม้ว่านาคาคติเดิมจะสืบทอดให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของการบูชานาคหรืองูเป็นพื้นฐาน แต่เพราะเรื่องเล่าใหม่เป็นละครโทรทัศน์ วิถีการมองนาคจึงผสมเรื่องราวความรักสมหวังผิดหวัง ประหนึ่งจะบอกเป็นนัยว่า ไม่ว่าจะมนุษย์หรือนาคต่างก็เป็นชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ในวังวนรักโลภโกรธหลงไม่แตกต่างกันเลยในอีกด้านหนึ่ง เพราะ “นาคี” เป็นเรื่องเล่าที่ผูกโครงขึ้นมาใหม่ ละครก็ได้เลือกใช้กลวิธีการขยับโฟกัสมุมมองใหม่ให้คนดูเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับนาคที่แตกต่างไปจากการรับรู้ในแบบเดิมๆ ของเราแม้ว่างูจะถูกสถาปนาให้กลายเป็น “ความศักดิ์สิทธิ์” ตามลัทธินาคาคติ แต่ในเวลาเดียวกัน สำหรับมนุษย์แล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะมองงูมาจากจุดยืนที่ว่า สัตว์โลกชนิดนี้เป็น “อสรพิษ” ที่ดูน่ากลัวและไม่น่าไว้วางใจ ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในสำนวนไทยที่ว่า “ตีงูต้องให้หลังหัก” หรือ “ขว้างงูต้องให้พ้นคอ” ไปจนถึงนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ชาวนากับงูเห่า” ที่ต่างยืนยันความเป็นอสรพิษของงูดังที่ได้กล่าวมาแต่ทว่า ละคร “นาคี” กลับไม่ได้เล่าเรื่องงูจากจุดยืนของคนที่เกลียดกลัวอสรพิษ แต่เลือกวิธีที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของงูจากมุมมองของงูหรือนาคเอง หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการย้ายวิถีการมองให้ผู้ชมได้ลอง “เอาใจงูมาใส่ใจคน” ดูบ้าง ทัศนะแบบนี้จึงทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับงูหรือนาคด้วยภาพที่ผิดแผกแตกต่างจากที่คุ้นๆ กันมา คงเหมือนกับวลีที่ว่า “ในความจริงแล้ว งูไม่เคยทำร้ายคนก่อน มีแต่คนเท่านั้นที่คอยจะทำร้ายงู” ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวละครใดในท้องเรื่อง ต่างก็คอยตั้งการ์ดมุ่งมาดปรารถนาร้ายกับคำแก้วอยู่ตลอด เพียงเพราะเห็นว่าเธอเป็นกายหยาบที่เจ้าแม่นาคีสิงสถิตอยู่เท่านั้น เริ่มจาก “ลำเจียก” และ “พิมพ์พร” ศัตรูหัวใจของคำแก้วที่ขัดแย้งและรังควานเจ้าแม่นาคีกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน “กอ” “บุญส่ง” “หมออ่วม” และ “เมืองอินทร์” ที่ต่างก็คอยใช้เล่ห์กลมนตร์คาถามาจัดการกับคำแก้วในทุกวิธี “เลื่อง” ที่ต้องตาคำแก้วและวางแผนจะปลุกปล้ำขืนใจเธอมาเป็นเมีย และ “กำนันแย้ม” ที่ใช้อำนาจความเป็นผู้นำหมู่บ้านมาลงทัณฑ์เจ้าแม่นาคี โทษฐานที่ฆ่าลูกชายกำนันจนถึงแก่ชีวิตตัวละครเกือบทั้งหมดในเรื่องต่างพ้องเสียงประสานมือที่จะตัดสินความลงโทษคำแก้วและ “คำปอง” ผู้เป็นมารดาอย่างอยุติธรรม ดังประโยคที่คำแก้วได้เคยตัดพ้อกับแม่ว่า “อสรพิษที่ว่าร้าย ก็ไม่น่ากลัวเท่ากับคนหรอก” และแม้แต่กับเรื่องของความรักข้ามเผ่าพันธุ์ที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างคำแก้วได้ยืนหยัดดิ้นรนต่อสู้ให้ได้ครองรักครองคู่อยู่กับทศพลชนิดข้ามภพข้ามชาติกันมานั้น กลุ่มตัวละครที่เป็นมนุษย์ทั้งหลายต่างก็ยังตามไปทำร้ายและพยายามพรากเธอและเขาออกจากกันฉากที่เราเห็นคำแก้วหรือเจ้าแม่นาคีต้องถูกทรมานทั้งด้วยแหวนพิรอดเอย ว่านพญาลิ้นงูเอย ครุฑศิลาเอย พิธีกรรมเครื่องรางของขลังอีกมากมาย จนถึงการเผาคำปองผู้เป็นมารดาของคำแก้วจนตายทั้งเป็น คงไม่ต่างจากพยานหลักฐานที่สะท้อนว่า มนุษย์เราโหดร้ายยิ่งกว่าอสรพิษอย่างงูมากมายหลายเท่านักแม้ในตอนจบ เราก็อาจจะพอเดาทางละครได้ว่า ความรักต่างเผ่าพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับอมนุษย์เยี่ยงอสรพิษนี้ จะไม่อาจลงเอยไปได้แน่นอน แต่อย่างน้อย การได้ย้ายมามองจากจุดยืนสายตาของงูที่ถูกทารุณกรรมทั้งกายวาจาใจมาโดยตลอดนั้น ก็คงทำให้เราได้ยินเสียงเล็กๆ ของเจ้าแม่นาคีก้องอยู่ในโสตประสาทบ้างว่า ระหว่างอสรพิษเยี่ยงงูกับสิ่งมีชีวิตที่ “คอหยักๆ สักแต่เป็นคน” ใครหนอที่น่ากลัวกว่ากัน ???

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 189 ดวงใจพิสุทธิ์ : สิทธิแห่ง “ผ้าขาว” ที่กำลังถูกล่วงละเมิด

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้นิยามคำว่า “เด็ก” เอาไว้ว่า หมายถึง “คนที่มีอายุยังน้อย” ความหมายตามนิยามดังกล่าวอาจดูเป็นกลางๆ และง่ายต่อความเข้าใจก็จริง แต่ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว การรับรู้ความหมายของ “เด็ก” ในทัศนะของคนทั่วไปก็มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้นแม้จะเป็น “คนที่มีอายุยังน้อย” แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็อาจให้นิยามของ “เด็ก” แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น “เด็กคือผ้าขาว” หรือ “เด็กคือความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา” หรือ “เด็กคือตัวแทนของธรรมชาติ” หรือ “เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า”อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเด็กอาจมีสถานภาพประหนึ่ง “ผ้าขาว” หรือเป็นภาพแห่ง “ความบริสุทธิ์” แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว นิยามอีกชุดหนึ่งของเด็กก็คือ กลุ่มคนในสังคมที่ถูกกระทำและล่วงละเมิดสิทธิมากที่สุด และข้อเท็จจริงที่สำคัญอีกเช่นกันก็คือ พื้นที่ที่สิทธิของเด็กถูกคุกคามอย่างเข้มข้นที่สุดก็หนีไม่พ้นพื้นที่ของครอบครัวนั่นเอง“ดวงใจพิสุทธิ์” ดูจะเป็นละครเล็กๆ แต่ร่วมสมัย ที่ฉายภาพความหมายของเด็กในฐานะ “ผ้าขาว” ซึ่งกำลังถูกล่วงละเมิดสิทธิในลักษณะดังกล่าวเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนเนื้อเรื่องของละครอาจจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวละครเด็กผู้ “ไร้เดียงสา” ก็จริง หากแต่โครงที่ผูกเป็นเรื่องราวไว้นั้นกลับดู “เดียงสา” ยิ่งนัก โดยได้นำเสนอภาพชีวิตตัวละครเด็กชายเด็กหญิงคือ “ลูกหมี” และ “ปุ๊คกี้” ที่เรื่องราวช่วงแรกๆ มีการตัดภาพสลับกันไปมา ก่อนที่เด็กน้อยทั้งสองคนจะโคจรมาพบและเป็นเพื่อนที่คอยดูแลกันและกันในช่วงหลังในส่วนของลูกหมีนั้น เนื่องจากพ่อและแม่ของเด็กชายจอมซนมีภารกิจต้องไปรั้งตำแหน่งงานสถานทูตไทยในต่างประเทศ ลูกหมีจึงได้มาอยู่ในความดูแลของ “ชินานาง” และ “ชนนี” ผู้มีศักดิ์เป็นคุณอาและคุณย่า แม้ว่าจะมีแง่งอนงัดข้อกันบ้างระหว่างอากับหลานที่ต้องปรับตัวเข้าหากัน แต่เพราะด้วยความรักความอบอุ่นที่ทั้งคุณอาและคุณย่าต่างมอบให้อย่างเต็มที่ ลูกหมีจึงถูกฉายภาพให้เป็นตัวละครเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่แม้จะไม่ใช่อุดมคติแบบ “พ่อแม่ลูก” แต่ก็สามารถเป็นเด็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขตัดสลับกับภาพที่ตรงกันข้ามของปุ๊คกี้ ที่แม้ตอนแรกจะเติบโตมาอย่างมีความสุข เพราะได้รับความรักความดูแลจาก “ภาวนา” ผู้เป็นคุณย่าและเป็นเศรษฐินีประจำจังหวัดสงขลา แต่เพราะ “ชลีกร” ป้าสะใภ้มีความโลภและอิจฉาที่ภาวนาไม่ค่อยแบ่งปันความรักมาให้กับลูกๆ ของเธอบ้าง อคติที่ครอบงำชลีกรทำให้เธอวางแผนให้พ่อแม่ของปุ๊คกี้ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต และฆาตกรรมคุณย่าภาวนาในเวลาถัดมาเมื่อขาดผู้เลี้ยงดูที่รักและเอาใจใส่ตั้งแต่พ่อแม่จนมาถึงคุณย่า จาก “ผ้าขาว” ที่เคยถูกมองว่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ปุ๊คกี้จึงถูกทารุณกรรมจากป้าสะใภ้ทั้งต่อกาย วาจา และจิตใจอย่างต่อเนื่องภาพฉากที่ชลีกรเอาขนมทั้งกล่องยัดใส่ปากเด็กน้อย หรือภาพฉากการข่มขู่และทำร้ายปุ๊คกี้อีกมากมายลับหลัง “สาวิตร” คุณลุงแท้ๆ ของเธอ สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ความรุนแรงเชิงกายภาพและความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่มีต่อเด็กๆ ในสังคมไทยนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็มักเกิดและสืบเนื่องอยู่ในสถาบันครอบครัวที่ใกล้ชิดกับชีวิตของเด็กมากที่สุดนั่นเองความรุนแรงเชิงโครงสร้างดังกล่าวนี้ แม้จะมีป้าสะใภ้อย่างชลีกรเป็นจำเลยหมายเลขหนึ่งของเรื่องราวก็ตาม แต่จริงๆ แล้ว แม้แต่ตัวคุณลุงสาวิตร หรือคุณอาแท้ๆ อย่าง “ลดามณี” เอง ก็ตกเป็นจำเลยผู้กระทำและล่วงละเมิดสิทธิของเด็กไม่แตกต่างกัน ในขณะที่สาวิตรเป็นคนที่เอาแต่บ้างาน จึงเพียงแต่สนใจแค่สอบถามความเป็นอยู่ของปุ๊คกี้จากชลีกรไปวันๆ เพื่อให้ตนเองได้สบายใจและดูดีว่าเป็นคุณลุงแสนดีผู้ปฏิบัติภารกิจดูแลหลานสาวตัวน้อยไปแล้ว ในส่วนของลดามณีเองก็ทำตัวใส่ใจรักใคร่หลานสาว เพียงเพราะต้องการใช้เด็กน้อยเป็นเครื่องมือและเป็นสะพานเชื่อมให้เธอได้ใกล้ชิดกับ “หัฏฐ์” พระเอกของเรื่องเท่านั้น หลังจากบุคลิกภาพของปุ๊คกี้เปลี่ยนแปลงจากเด็กน้อยโลกสวย มาเป็นเด็กที่เก็บกดและหวาดกลัวต่อโลกรอบตัว ชลีกรก็วางแผนหาทางผลักดันให้ปุ๊คกี้ไปอยู่ในความดูแลของหัฏฐ์และ “หทัย” ผู้เป็นน้าแท้ๆ ที่กรุงเทพแทน เพื่อเธอจะได้ยึดครองบ้านและมรดกทั้งหมดของภาวนาได้ในที่สุด เมื่อปุ๊คกี้มาอยู่กับหัฏฐ์ที่รั้วบ้านติดกันกับบ้านลูกหมีและชินานาง ก็เข้าตำราที่ร้องเป็นเพลงว่า “บ้านก็ปลูกติดกัน ปลูกติดกันพอดี เปิดหน้าต่างทุกที ทุกทีหน้าเราก็ชนกัน” เพราะฉะนั้น เด็กน้อยสองคนที่จุดเริ่มต้นให้มีเหตุต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ไม่แตกต่างกัน ก็โคจรมาเจอและสานต่อมิตรภาพระหว่างกัน จนในที่สุดบาดแผลในจิตใจของปุ๊คกี้ก็ค่อยๆ ได้รับการเยียวยาจากคนรอบข้างและเพื่อนในวัยเดียวกันเชื่อกันว่า เด็กๆ เป็นกลุ่มสังคมที่มีวัฒนธรรมและสร้างพื้นที่การสื่อสารบางอย่างในแบบของพวกเขาเองขึ้นมา ดังนั้น เมื่อปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กเกิดเนื่องมาแต่ผู้ใหญ่ในครอบครัวของตน ความลับข้อนี้ของปุ๊คกี้จึงถูกสื่อสารถ่ายทอดมายังลูกหมีในฐานะมิตรสหายที่อยู่ในกลุ่มพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรมเดียวกันในฉากไคลแม็กซ์ของเรื่องที่แม้ปุ๊คกี้จะถูกอำนาจของชลีกรคุกคามจนหวาดกลัวและไม่กล้าเป็นพยานในศาล เพราะรับรู้การฆาตกรรมในครัวเรือนของตน แต่ความลับดังกล่าวก็ถูกเปิดเผยออกมาโดยมิตรแท้ที่เด็กหญิงวางใจที่สุดอย่างลูกหมี จนในที่สุดก็เป็นแรงผลักให้ปุ๊คกี้เกิดความกล้าที่จะพูดความจริงทั้งหมดที่ไม่เคยบอกให้กับบรรดาตัวละครผู้ใหญ่ ซึ่งครั้งหนึ่งเด็กหญิงแทบจะหมดความไว้เนื้อเชื่อใจไปแล้วความเข้าอกเข้าใจที่ลูกหมีกับปุ๊คกี้สานสัมพันธ์กันไว้นี้ ไม่เพียงแต่จะมีผลานิสงส์ให้หัฏฐ์กับชินานางได้มาตกหลุมรักกันจริงตามขนบของท้องเรื่องละครเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนให้เห็นพลังของเด็กที่แม้จะมีอำนาจน้อย แต่ก็พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิแห่งตนซึ่งกำลังถูกละเมิดคุกคามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแม้ว่าเด็กๆ จะถูกนิยามว่า “มีอายุยังน้อย” แต่พวกเขาและเธอก็มีสถานะเป็น “คน” ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ดังนั้น เด็กๆ อย่างลูกหมีและปุ๊คกี้ จึงมี “สิทธิ” และ “ความชอบธรรม” ที่จะเรียกร้องให้ทุกคนเคารพศักดิ์ศรีตัวตน และหมุนฟันเฟืองเล็กๆ เหล่านี้ให้มี “ดวงใจพิสุทธิ์” และเป็นอนาคตของสังคมระดับใหญ่ต่อไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 188 พิษสวาท : ระหว่าง “ชาติภพ” กับ “ชาตินิยม” ในสังคม 4.0

“ชาติ” คืออะไร? หากย้อนกลับไปเมื่อก่อนหน้าสองร้อยปีที่ผ่านมานั้น คำว่า “ชาติ” ที่ชาวสยามประเทศรับรู้ในยุคดังกล่าว อาจไม่ใช่ “ชาติ” ในความหมายเดียวกับที่คนไทยในปัจจุบันกำหนดนิยามเอาไว้ในอดีตนั้น คนไทยรับรู้ความหมายของชาติว่า เป็นเรื่องของชาติภพ ซึ่งมีวัฏฏะแห่งกรรมหรือการกระทำเป็นเหตุผลอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น มนุษย์ที่เกิดมาในชาตินี้ ก็เป็นเพราะผลแห่งกรรมที่สั่งสมไว้ในชาติปางก่อน อันเป็นกฎที่มนุษย์เราจะหลีกเลี่ยงฝ่าฝืนไปไม่ได้เลย เพราะชาติหรือภพชาติเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วก่อนที่คนเราจะถือกำเนิดขึ้นมาเสียอีกจนกระทั่งในราวเกือบสองร้อยปีได้กระมัง ที่ความหมายของชาติอีกชุดหนึ่งได้ถูกสร้างขึ้นมา ชาติในทัศนะใหม่กลายเป็น “จินตกรรมร่วม” ของคนจำนวนมาก ที่จะบ่งบอกว่าตนสังกัดเป็นส่วนหนึ่งในจินตกรรมความเป็นชาตินั้นๆ เช่น เมื่อชาติต่างๆ ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เราก็จะเห็นจินตกรรมความรักชาติปรากฏออกมาผ่านเสียงเชียร์และกำลังใจมากมายที่มีให้กับตัวแทนทีมชาติของตนด้วยเหตุฉะนี้ ชาติในความหมายดั้งเดิมกับชาติในนิยามที่ร่วมสมัย จึงมีนัยยะที่แตกต่างกัน ระหว่าง “ชาติภพ” แห่งการเวียนว่ายตายเกิด กับจิตสำนึก “ชาตินิยม” ที่คนส่วนใหญ่จินตกรรมเอาไว้ร่วมกันเมื่อก่อนนี้ผู้เขียนเองเคยเชื่อว่า นิยามความหมายของชาติสองชุดนี้ น่าจะแยกขาดกันตามโลกทัศน์ของผู้คนที่มีต่างกันในแต่ละยุคสมัย แต่เมื่อได้นั่งดูละครโทรทัศน์เรื่อง “พิษสวาท” แล้ว กลับพบว่า “ชาติภพ” กับ “ชาตินิยม” อาจจะเป็นสองสิ่งอย่างที่สามารถฟั่นเกลียวไขว้พันกันได้อย่างแนบแน่นละครผูกเรื่องราวของความรักความแค้นแบบข้ามภพชาติของตัวละคร “อุบล” หญิงสาวนางรำหลวงแห่งราชสำนัก ผู้เป็นภรรยาของ “พระอรรคราชบดินทร์” ทหารเอกมากฝีมือแห่งกรุงศรีอยุธยา และเมื่อวาระสุดท้ายของราชธานีสยามยุคนั้นมาถึง พระอรรคจำต้องลงดาบฆ่าและใช้โซ่ตรวนจองจำอุบลเอาไว้ เพื่อมอบหมายภารกิจให้เธอทำหน้าที่เป็น “ผู้เฝ้าทรัพย์แห่งแผ่นดิน” อันเป็นจุดเริ่มต้นของความแค้นที่สะสมอยู่ในดวงวิญญาณที่ของอุบล ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมชายคนที่เธอรักมากที่สุดถึงลงทัณฑ์ทำร้ายเธอได้เยี่ยงนี้ครั้นพอมาถึงสมัยปัจจุบัน พระอรรคผู้กลับชาติมาเกิดใหม่เป็น “อัคนี” นักโบราณคดีหนุ่ม ได้เวียนว่ายมาพบกับหญิงสาวลึกลับลุคกิ้งไฮโซนามว่า “สโรชินี” ที่รู้จักกันผ่านวัตถุโบราณอย่าง “ทับทิมสีเลือด” ซึ่งถูกโจรกรรมมา ความทรงจำในชาติปางบรรพ์จึงเริ่มถูกกู้ไฟล์ขึ้นมา จนภายหลังอัคนีจึงตระหนักได้ว่า สโรชินีก็คือดวงวิญญาณของอุบลซึ่งถูกกักขังไว้ และรอคอยการแก้แค้นเขาเมื่อวัฏฏะแห่งกรรมเวียนมาบรรจบอีกครั้งหากพิจารณาจากชื่อเรื่อง “พิษสวาท” ดูเหมือนว่า ละครเรื่องนี้น่าจะมุ่งเน้นให้เราเห็นบ่วงกรรมที่ตัวละครทำเอาไว้ในชาติภพก่อน แล้วยังคงผูกพันกันเป็น “พิษ” แห่ง “สวาท” ที่ตามติดมาหลอกหลอนจนถึงในภพชาตินี้แต่อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางกระแสที่สำนึกความเป็นชาติของคนไทยอยู่ในสภาวะง่อนแง่น และถูกแรงกระแทกจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกถาโถมเข้ามามากมาย ดังนั้น พิษรักแรงแค้นจึงอาจมิใช่เป้าหมายเดียวที่อุบลใช้อ้างเหตุจำแลงกายมาเป็นสโรชินีในชาติภพปัจจุบัน แต่ mission ของการกอบกู้ความเป็นชาติต่างหากที่เธอทนเฝ้ารอเพื่อกลับมาพบเจอกับตัวละครหลากหลายอีกครั้งในชาตินี้จากชาติภพที่มีมาตั้งแต่ก่อนยุคแอนะล็อก จนมาถึงชาตินิยมสมัยใหม่ในยุคเศรษฐกิจสังคมแบบ 4.0 นี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่ไฟล์ความทรงจำของตัวละครซึ่งข้ามผ่านกาลเวลามาได้ถูกดีลีทไปบ้าง ติดไวรัสไปบ้าง หรือถูกแฮกเกอร์ลบข้อมูลบางอย่างออกไปบ้าง พันธกิจของอุบลจึงเป็นความพยายามกอบกู้ไฟล์ และติดตั้งโปรแกรมสำนึกชาตินิยมเข้าไปในโลกทัศน์ของตัวละครต่างๆ กันอีกครั้งไม่ว่าจะเป็นไฟล์ของนักการเมืองมือสะอาดอย่าง “อัครา” ที่ฐานข้อมูลเรื่องชาติยังไม่ได้ถูกทำลายไปมากนัก หรือคู่อริทางการเมืองผู้กังฉินอย่าง “ดนัย” ที่โปรแกรมความรักชาติทั้งรวนทั้งแฮงค์มาตั้งแต่ภพชาติก่อนจนถึงภพชาติปัจจุบัน อุบลก็ค่อยๆ ใส่โปรแกรมชาตินิยมเวอร์ชั่นล่าสุด ที่จะช่วยฟื้นฟูความทรงจำของทั้งสองคนให้สำเหนียกถึงความเสียสละตนเพื่อชาติที่กำลังอ่อนแอลงยิ่งกับตัวละครพระเอกอัคนีด้วยแล้ว ข้อมูลความทรงจำทั้งหมดของเขาดูจะถูกลบทิ้งจนกู้กลับคืนได้ลำบากมาก อุบลจึงต้องอาศัยเทคนิควิธีการอันแพรวพราวเพื่อจะดาวน์โหลดบูทเครื่องและติดตั้งโปรแกรมชาตินิยมเข้าไปในฮาร์ดดิสก์ความทรงจำของเขาเสียใหม่เมื่อต้องมาใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล 4.0 เช่นนี้ ในหลายๆ ฉากของท้องเรื่อง เราจึงเห็นอุบลพยายามสรรค์สร้างโลกจำลองเสมือนจริงขึ้นมากระทุ้งความทรงจำของอัคนีอยู่เนืองๆ ตั้งแต่ครีเอทฉากเปิดตัวของเธอในงานอีเวนท์กันชนิดอลังการงานสร้างยิ่งนัก แทรกซึมเรื่องราวในอดีตของเธอและเขาเข้าไปในห้วงความฝันของอัคนี ไปจนถึงจัดฉากแบบ simulation ในงานแสงสีเสียงกรุงเก่า เพื่อจำลองภาพบรรยากาศสงครามช่วงเสียกรุง โดยมีบรรดาวิญญาณบรรพชนเข้าร่วมเป็นนักแสดงในฉากให้ดูสมจริงยิ่งกว่าจริงทีเดียวด้วยเหตุนี้เอง ความเป็นชาติที่เป็นจินตกรรมซึ่งเกิดขึ้นมาไม่เกินกว่าสองร้อยปี จึงถูกร้อยรัดขมึงเกลียวเข้ากับความหมายของชาติภพที่พันผูกกันผ่านบ่วงกรรมของตัวละครเอาไว้อย่างแยบยล เกินกว่าที่วิทยาศาสตร์หรือศาสตร์ใดๆ ในโลกจะหยั่งถึงได้กว่าจะถึงฉากจบที่อุบลได้ตระหนักว่า แม้แต่กับตัวเธอในฐานะเว็บมาสเตอร์ผู้กอบกู้ไฟล์ชาตินิยมอยู่นี้ โปรแกรมรุ่นเก่าของเธอก็มีเหตุให้ต้องติดไวรัสไปด้วยเช่นกัน เพราะเธอเองก็ไม่มีความทรงจำติดตั้งเอาไว้เลยว่า เหตุผลที่พระอรรคจำต้องสังหารชีวิตภรรยาอันเป็นที่รัก ก็เพียงเพื่อปกป้องหล่อนไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของข้าศึก และมอบหมายภารกิจที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นดวงวิญญาณบรรพสตรีที่เฝ้าสมบัติของแผ่นดินเอาไว้นั่นเองและในตอนท้ายของเรื่องอีกเช่นกัน ที่ตัวละครทุกคน รวมทั้งอัคนีและอุบล ก็ได้เรียนรู้ด้วยว่า ปัญหาการถูกจองจำอยู่ใน “พิษสวาท” หรือแรงรักแรงแค้นนั้น ก็เป็นเพียงปัญหากิเลสที่ครอบงำวิญญาณระดับปัจเจกบุคคลข้ามภพชาติเท่านั้น ต่างไปจากเรื่องสำนึกรักและเสียสละเพื่อชาติ ซึ่งเป็นปัญหาระดับส่วนรวมที่บรรพชนติดตั้งเป็นโปรแกรมอนุสสติเตือนใจเราเอาไว้ตั้งแต่ยุคก่อนที่จินตกรรมชาตินิยมจะถูกสร้างขึ้นไว้เสียอีก

อ่านเพิ่มเติม >


ฉบับที่ 186 ทะเลไฟ : เพราะไม่คิด ฉันจึงเป็น

    นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ เรอเน่ เดการ์ตส์ เคยประกาศคำขวัญคำคมเอาไว้ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 อันเป็นการวางศิลาฤกษ์ให้กับห้วงสมัยแห่งการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ว่า “I think, therefore I am” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “เพราะฉันคิด ฉันจึงเป็น”     สังคมตะวันตกที่ก่อรูปก่อร่างมากับกรอบวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เชื่อในหลักการที่ว่า การเข้าถึง “ความจริง” ในชีวิตของมนุษย์ จะเกิดจากการนั่ง “มโน” หรือดำริคิดเอาเองไม่ได้ หากแต่ต้องคิดอย่างแยบคายและมีเหตุผลบนหลักฐานที่จับต้องรองรับได้แบบเป็นรูปธรรมเท่านั้น    ดังนั้น ข้อสรุปของเดการ์ตส์จึงถูกต้องที่ว่า “เพราะฉันคิด” แบบมีหลักการเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ และมีหลักฐานอ้างอิงพิสูจน์ได้ “ฉันจึงเป็น” หรือกลายมาเป็น “มนุษย์” ที่มีตัวตนอยู่ตราบถึงทุกวันนี้    แต่อย่างไรก็ดี เมื่อได้นั่งชมละครโทรทัศน์เรื่อง “ทะเลไฟ” อยู่นั้น คำถามแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวสมองก็คือ ตรรกะหรือคำอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะใช้ได้หรือไม่กับสังคมไทยที่ไม่ได้ผ่านการปฏิวัติวิทยาศาสตร์มาอย่างเข้มข้นแบบเดียวกับโลกตะวันตก    หาก “ทะเลไฟ” คือภาพวาดที่สะท้อนมาจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแล้ว ดูเหมือนว่า ความคิดเชื่อมโยงแบบมีเหตุมีผล และความคิดที่ใช้ตรรกะจากประจักษ์พยานหลักฐานมาพิสูจน์ อาจไม่ใช่สิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบคิดของตัวละครหลักที่ชื่อ “พศิกา” และ “เตชิน” เท่าใดนัก    ด้วยเพราะผิดหวังในความรักเป็นจุดเริ่มเรื่อง บุตรสาวของปลัดกระทรวงใหญ่อย่างพศิกาจึงตัดสินใจหนีไปทำงานเป็นเลขานุการที่รีสอร์ตบนเกาะไข่มุกของ “อนุพงศ์” ผู้เป็นบิดาของพระเอกเตชิน ก่อนที่อนุพงศ์จะส่งเธอไปเรียนต่อยังต่างประเทศ     อันที่จริงแล้ว เมื่อเริ่มต้นเรื่อง พศิกากับเตชินได้เคยพบเจอกันมาก่อนในต่างแดน และต่างก็แอบชอบพอกัน เพราะประทับใจในตัวตนจริงๆ ที่ได้รู้จักกันในครั้งนั้น แต่ทว่า เหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อทั้งคู่มีเหตุให้ต้องกลับมาเมืองไทยโดยไม่ได้ร่ำลา และได้โคจรมาพบกันอีกที่เกาะไข่มุก    กับการพบกันใหม่อีกครั้ง เตชินเกิดความเข้าใจผิดว่า ผู้หญิงที่เขาแอบรักอย่างพศิกามีสถานะเป็นภรรยาน้อยของบิดาตนเอง กอปรกับการถูกเป่าหูโดยคุณแม่แห่งปีอย่าง “นลินี” ที่หวาดระแวงตลอดเวลาว่า สามีของเธอจะแอบซุกกิ๊กนอกใจเป็นหญิงสาวรุ่นลูกอย่างพศิกา    เพราะหูสองข้างที่ต้อง “หมุนวนไปตามลมปาก” ของมารดา ทำให้เตชินโกรธเคืองพศิกาโดยไม่ต้องสืบสาวหรือค้นหาเหตุผลความเป็นจริงใดๆ มาอธิบาย และกลายเป็นชนวนแห่งความชิงชังในแบบละครแนว “ตบๆ จูบๆ” ที่พระเอกต้องทารุณกรรมนางเอก (แม้จะหลงรักหล่อนอยู่ในห้วงลึก) ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม จนสาแก่ใจ    ในขณะเดียวกัน “อันอารมณ์หากเหนือเหตุผล ความแค้นก็แน่นกมล กลายเป็นคนคิดสั้นไปได้” นลินีจึงยังคงติดตามราวี และจ้างวานบุคคลรอบข้างหรือใครต่อใครให้ระราน และลงมือทำทุกอย่างเพื่อเขี่ยพศิกาออกไปจากเกาะไข่มุก และออกไปจากชีวิตของเตชิน ที่ต่อมาภายหลังก็เริ่มมีสติที่จะเรียนรู้ว่า พศิกาอาจไม่ใช่ผู้หญิงร้ายกาจแบบที่มารดาคอยเสี้ยมหูยุแยงเขาอยู่ตลอด    และที่สำคัญ เมื่ออคติเข้ามาบดบังนัยน์ตา คุณแม่ดีเด่นอย่างนลินีจึงมองข้ามข้อเท็จไปว่า บรรดาตัวละคร “บ่างช่างยุ” ที่อยู่รายรอบชีวิตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นคนสนิทที่เป็นผู้จัดการแผนกต้อนรับอย่าง “สุดารัตน์” หรือเครือญาติที่สุดารัตน์เอามาช่วยงานอย่าง “สง่า” รวมไปถึงพนักงานในรีสอร์ตคนอื่นๆ อย่าง “ทรงศักดิ์” “นวลพรรณ” “เอกรัตน์” และอีกหลายคน แท้จริงแล้วคนเหล่านี้ต่างหากที่ไม่เคยหวังดี และเบื้องหลังก็แอบคอร์รัปชั่น พร้อมกับทำลายกิจการเกาะไข่มุก เพราะเคียดแค้นอนุพงศ์มาตั้งแต่ครั้งอดีต    ปัญหาจริงที่เกิดขึ้นและฝังลึกอยู่ในโครงสร้างใหญ่ของสังคม ดูจะไม่ใช่ปัญหาที่เคยเข้ามาอยู่ในสายตาหรือห้วงสำนึกของตัวละครคนชั้นกลางกลุ่มนี้เสียเลย ตรงกันข้าม ปัญหาจุกจิกแบบเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือชิงรักหักสวาทต่างหาก ที่คนเหล่านี้สนใจและมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ยิ่งในชีวิตเสียนี่กระไร    กว่าที่เตชินและนลินีจะค่อยๆ หวนกลับมาเจริญสติ และคิดใคร่ครวญด้วยปัญญา เหตุผล และการใช้หลักฐานต่างๆ พิสูจน์สัจจะความจริง และกว่าที่ทั้งคู่จะพบกับคำตอบจริงๆ ว่า เรื่องราวของพศิกากับอนุพงศ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการ “มโน” และ “ฟังความไม่ได้ศัพท์ แต่ดันจับไปกระเดียด” ขึ้นเท่านั้น เกาะไข่มุกที่อยู่กลางสมุทรก็แทบจะลุกฮือกลายเป็น “ทะเลไฟ” ไปจนเกือบจะจบเรื่อง    หากภาพในละครจำลองมาจากภาพใหญ่ที่ฉายมาจากฉากสังคมจริงๆ แล้ว ความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องเหล่านี้ ก็เผยให้เห็นว่า สำหรับสังคมไทยที่ “เพราะไม่คิด ฉันจึงเป็น” นั้น “เหตุและผล” ไม่ได้เป็นระบบคิดที่หยั่งลึกในสำนึกของคนไทย เพราะวิธีการได้มาซึ่งความรู้หรือความจริงของสังคมเรานั้น มักจะเป็นแบบ “คิดไปเอง” “เชื่อไปเอง” “มโนไปเอง” หรือแม้แต่ “ฟังเขาเล่าว่าต่อๆ กันมา”     และผลสืบเนื่อง “เพราะไม่คิด ฉันจึงเป็น” เช่นนี้เอง การแก้ไขปัญหาในสังคมไทยจึงมักเป็นการสาละวนอยู่กับปัญหาแบบปลอมๆ ปัญหากระจุกกระจิก และไม่ใช่แก่นสาระหลักในชีวิตแต่อย่างใด     ในทางตรงกันข้าม การตั้งคำถามเชิงพินิจพิเคราะห์ไปที่ปัญหาแท้จริง ซึ่งฝังรากลึกๆ อยู่ในโครงสร้างของสังคมอย่างปัญหาคอร์รัปชั่น หรือปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ เหล่านี้มักกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม และทิ้งให้ปัญหานั้นยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังสืบต่อมา    ก็อย่างที่บทเพลงเพื่อชีวิตเขาเคยกล่าววิจารณ์สังคมไทยในท่ามกลางความสับสนว่า “คืนนั้นคืนไหนใจแพ้ตัว คืนและวันอันน่ากลัวตัวแพ้ใจ ท่ามกลางแสงสีศิวิไลซ์ อาจหลงทางไปไม่ยากเย็น...”    ตราบเท่าที่ตัวละครอย่างเตชินและนลินียังคง “แพ้ตัวและแพ้ใจ” หรือ “ฝันไกลไปลิบโลก” และตราบเท่าที่สังคมไทยไม่ลองหันมาขบคิดถึง “ความจริง” รอบตัวกันด้วย “เหตุและผล” และเบิ่งตาดู “ความเป็นจริงที่แท้จริง” แล้ว สังคมเราก็คงต้องว่ายเวียน “อับโชค” และตกลงกลาง “ทะเลไฟ” อยู่นั่นเอง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 184 เจ้าบ้านเจ้าเรือน : เมื่อหนุ่มรูปหล่อกลายมาเป็น “โสนน้อยเรือนงาม”

สังคมไทยเรามีระบบคิดเรื่อง การเคารพนับถือผู้อาวุโสและบรรพบุรุษในสายเครือญาติ ระบบคิดดังกล่าวไม่เพียงแต่ฝังรากอยู่ลึก หากแต่ยังแปรรูปแปลงร่างกลายมาเป็นความเชื่อในชีวิตประจำวันเรื่องการเคารพบูชาผีบรรพบุรุษ โดยผีที่ดำรงอยู่ในสถาบันครัวเรือนและมีบทบาทใกล้ชิดกับเรามากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นผีบรรพบุรุษที่เรียกว่า “เจ้าบ้านเจ้าเรือน”     “เจ้าบ้านเจ้าเรือน” หรือเราอาจเรียกต่างกันไปว่า “ผีเหย้าผีเรือน” หรือ “ผีพ่อเฒ่าเจ้าเรือน” นั้น เป็นรูปแบบความสัมพันธ์แบบซึ่งกันและกัน ที่ด้านหนึ่งสมาชิกสังคมรุ่นหลังต้องแสดงกตเวทิตาต่อบรรพชนของตนเอง โดยมีวัตรปฏิบัติที่ลูกหลานต้องกระทำกันสืบเนื่องอย่างการเซ่นไหว้และบวงสรวงเคารพบูชา เพื่อที่อีกด้านหนึ่งผีบ้านผีเรือนท่านก็จะได้คุ้มครองและนำพาความสุขความเจริญมาให้กับสมาชิกครัวเรือนนั้นๆ    อย่างไรก็ดี เมื่อกาลเวลาผ่านไป แม้ว่าผีบ้านผีเรือนจะเป็นความเชื่อที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยจวบจนปัจจุบัน แต่ก็ใช่ว่าการรับรู้ความเชื่อดังกล่าวจะสถิตเสถียรโดยไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลง และหากเราอยากรู้ว่าผีบ้านผีเรือนยุคใหม่ได้ปรับเปลี่ยนลุคโฉมโนมพรรณกันไปอย่างไร ก็คงต้องสัมผัสผ่านภาพตัวละคร “ไรวินท์” ในละครโทรทัศน์เรื่อง “เจ้าบ้านเจ้าเรือน”    จับความตามท้องเรื่องของละคร เริ่มต้นจากนางเอก “แพรขาว” ที่สามี “พัสกร” ไปคว้าผู้หญิงอื่นมาเป็นอนุภรรยา เธอจึงตัดสินใจหอบ “ชมพู” ผู้เป็นลูกสาวมาเช่าบ้านริมน้ำเพื่ออยู่กันเพียงลำพังสองแม่ลูก และเป็นที่บ้านริมน้ำแห่งนี้เองที่วิญญาณเจ้าบ้านเจ้าเรือนของไรวินท์ ได้ออกมาปกป้องแพรขาวทั้งจากสามีและภยันตรายต่างๆ และก็เป็นที่นี่อีกเช่นกัน ที่แพรขาวได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีตชาติว่า ทำไมไรวินท์จึงกลายมาเป็นเจ้าบ้านเจ้าเรือนติดอยู่ในเรือนริมน้ำหลังนั้น    ในอดีต ไรวินท์เป็นชายหนุ่มรูปงาม แต่มีบิดาที่เจ้าชู้และทิ้งมารดาของเขาไปอยู่กินกับภรรยาใหม่ แม้จะมีบทเรียนจากชีวิตคู่ของบิดามารดามาก่อน แต่ก็เข้าตำราที่ว่า “เกลียดสิ่งใดก็กลับเลือกเป็นสิ่งนั้น” เมื่อไรวินท์ตกลงตามใจมารดาโดยยอมแต่งงานกับ “สีนวล” เขากลับเลือกเจริญรอยตามประวัติศาสตร์ความผิดพลาดของบิดา อันเป็นปมปัญหาใหญ่ตามมาในภายหลัง    เพราะถูกจับคลุมถุงชน กับเพราะผู้หญิงอย่างสีนวลก็ไม่ใช่คนที่เขารัก ดังนั้นภายหลังแต่งงานกัน ไรวินท์จึงยังคงเลือกคบและมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอีกมากหน้าหลายตา ตั้งแต่สาวน้อยแรกรุ่นอย่าง “บัวน้อย” น้องสาวของเพื่อนรักอย่าง “รำไพ” หญิงสาวมีหน้ามีตาทางสังคมอย่าง “สุดสวาท” และผู้หญิงที่เขาหลงใหลหัวปักหัวปำยิ่งอย่าง “มาลาตี”     ชะตากรรมของสีนวลที่แม้จะเป็นเมียแต่งอยู่ในเรือนหลังงาม จึงไม่ต่างจากการตกอยู่ในบ่วงพันธนาการที่มีเสียงเพลง “จำเลยรัก” ก้องอยู่ในห้วงจิตใจตลอดเวลาว่า “เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันไย ฉันทำอะไรให้เธอเคืองขุ่น กักขังฉันเป็นจำเลยของคุณ นี่หรือพ่อนักบุญ แท้จริงคุณคือคนบาป...”     จนเมื่อลูกสาวของทั้งคู่จมน้ำเสียชีวิต ไรวินท์จึงสบโอกาสขอแยกทางกับสีนวล โดยยกเรือนหลังใหญ่และสมบัติทั้งหมดให้เธอครอบครอง จวบจนวาระสุดท้ายของสีนวลผู้ที่ภักดีแต่มีจิตใจแหลกสลาย เธอก็ได้แต่เอามีดกรีดข้างเสาเรือนเพื่อรอคอยเขาแบบนับวันนับคืน จนตรอมใจตายในที่สุด    ดังนั้น เมื่อไรวินท์ที่ชีวิตบั้นปลายถูกผู้หญิงที่เขาหลงใหลอย่างมาลาตีหลอกลวงจนสิ้นเนื้อประดาตัว ได้กลับมาที่เรือนงามหลังใหญ่อีกครั้ง เขาจึงเสียชีวิตลงโดยถูกพันธนาการไว้ด้วยแรงแค้นของวิญญาณสีนวล และกลายมาเป็นเจ้าบ้านเจ้าเรือนที่แพรขาวมาพำนักอาศัยอยู่นั่นเอง    ด้วยโครงเรื่องที่ดูซับซ้อนซ่อนปม แต่อีกด้านหนึ่ง ละครก็ได้ผูกเรื่องให้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในระบบความเชื่อเรื่องผีของคนไทยไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งนี้ ตามจินตกรรมของคนไทย ผีบรรพบุรุษมักถูกรับรู้ว่ามีรูปลักษณ์เป็นชายแก่สูงวัย ปรากฏตัวในชุดไทยโบราณ นุ่งโจงกระเบนบ้างหรือก็อาจเป็นผ้าม่วง และสถิตอยู่ในศาลพระภูมิที่ผ่านกาลเวลายาวนานของบ้านแต่ละหลัง    แต่เพราะไรวินท์เป็นเจ้าบ้านเจ้าเรือนที่สืบต่อมาถึงยุคปี 2016 เยี่ยงนี้ เขาจึงเป็นผีเจ้าเรือนที่มีภาพลักษณ์เป็นชายหนุ่มรูปงาม ปรากฏร่างในชุดสูทสีขาวตลอดเวลา สถิตพำนักในศาลพระภูมิที่ดูโอ่อ่าหรูหรา ไปจนถึงมีกิจกรรมยามว่างที่คอยเล่นเปียโนขับกล่อมแพรขาวและคนในบ้านให้รู้สึกรื่นรมย์    แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยมากขึ้นเช่นนี้ แต่ที่น่าสนใจยิ่งก็คือ ละครได้ทดลองสลับบทบาทและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างหญิงชายให้กับตัวละครหลักของเรื่องไปด้วยในเวลาเดียวกัน    หากย้อนกลับไปดูเรื่องเล่าในนิทานพื้นบ้านอย่าง “โสนน้อยเรือนงาม” ที่ถูกนางกุลากักขังให้เป็นข้าทาสทอผ้าย้อมผ้าอยู่ในเรือนหลังงาม จนมาถึงนางเอก “โสรยา” ในละคร “จำเลยรัก” หรือ “ภัทรลดา” ในละคร “ทางผ่านกามเทพ” นั้น ตัวละครผู้หญิงมักถูกนำเสนอให้กลายเป็นผู้ถูกขูดรีดและถูกกระทำทั้งกายวาจาใจ และคอย “เชิญคุณ(ผู้ชาย)ลงทัณฑ์บัญชา จนสมอุราจนสาแก่ใจ...”    แต่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไรวินท์กับสีนวลแล้ว เมื่อทั้งคู่ได้สิ้นใจวายปราณลง อำนาจที่ผกผันทำให้ผีสีนวลได้พันธนาการวิญญาณของไรวินท์หนุ่มรูปงามได้กลายมาเป็นเจ้าบ้านเจ้าเรือน และทำให้เขาซาบซึ้งความรู้สึกของการถูกกักขังในเรือนริมน้ำ แบบที่ครั้งหนึ่งสีนวลเคยสัมผัสมาแล้วเมื่อยังมีชีวิตอยู่    ไม่เพียงเท่านั้น ในขณะที่ละครมอบหมายบทบาทให้แพรขาวต้องออกไปทำงานนอกบ้าน หรือเป็นผู้หารายได้ต่างๆ เข้ามาในครัวเรือน ผีเจ้าเรือนอย่างไรวินท์ก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้ที่จะทำหน้าที่เลี้ยงเด็กและเป็นเพื่อนเล่นของลูกสาวแพรขาว อันเป็นพันธกิจที่เขาไม่เคยทำมาก่อน โดยมีวิญญาณของสีนวลคอยใช้อำนาจจับตามองและประเมินผลดูว่า พฤตินิสัยและการปฏิบัติตัวของอดีตสามีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร    จนเมื่อผู้ชายอย่างไรวินท์เริ่มเข้าอกเข้าใจและค่อยๆ เปลี่ยนทัศนะจาก “คนบาป” มาเป็น “พ่อนักบุญ” แบบที่เขาได้กล่าวกับแพรขาวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง ยอมสละตนอย่างถึงที่สุดเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน” เมื่อนั้นวิญญาณของไรวินท์ก็ได้หลุดพ้นบ่วงกรรมและการถูกกักกันเอาไว้ในเรือนงาม    บนความสัมพันธ์ของหญิงชายในชีวิตจริงนั้น คงไม่ต้องรอกักขังบุรุษเพศให้เป็นผีเจ้าบ้านเจ้าเรือนแต่อย่างใด หากเพียงผู้ชายได้ตระหนักว่าผู้หญิงไม่ใช่ “โสนน้อยเรือนงาม” หรือ “จำเลยรัก” ที่อยู่ใต้อาณัติบงการแต่อย่างใด ความสัมพันธ์ที่เคียงคู่เท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงผู้ชาย ก็จะเกิดขึ้นได้ในเรือนหลังงามเช่นเดียวกัน                                

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 185 เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ : สามีดีๆ ไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง

ในระบอบทุนนิยมนั้น วัตถุที่เรียกว่า “เงิน” เป็นสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาให้กลายเป็นข้อตกลงร่วมกันในการแลกเปลี่ยนมูลค่าของสิ่งของต่างๆ     ประโยคในบทเพลงที่บอกว่า “มีเงินเดินซื้อสินค้าได้...” หรือ “คนเราเคารพคบกันที่เงิน...” เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า แม้มนุษย์จะสร้างเงินขึ้นมา แต่ท้ายที่สุด มนุษย์เราก็กลับก้มหัวยอมสยบให้กับอำนาจของ “พระเจ้าเงินตรา” ได้ด้วยเช่นกัน    ไม่เพียงแต่เงินจะใช้เพื่อจับจ่ายซื้อวัตถุหรือสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ได้เท่านั้น ทุกวันนี้เงินยังมีอำนาจซื้อได้แม้แต่กับจิตใจ จิตวิญญาณ ไปจนกระทั่งชีวิตของมนุษย์ด้วยกัน ดุจเดียวกับที่ “อนุศนิยา” ลูกสาวทายาทมหาเศรษฐีรายใหญ่ ได้ใช้เงิน 60 ล้านบาทซื้อ “คุณหมอศตวรรษ” มาเป็น “สามีเงินผ่อน” ครอบครองเป็นคู่ชีวิตของเธอ    เพราะเกิดมาบนกองเงินกองทอง หรือถือกำเนิดในครอบครัวของมหาเศรษฐีรายใหญ่ อนุศนิยาจึงเป็นผู้หญิงที่เหมือนจะเลิศเลอเพอร์เฟ็คในทุกทาง รูปสวย รวยทรัพย์ การศึกษาดี ฐานะทางสังคมไม่ด้อยกว่าใคร แต่ทว่าลึกๆ แล้ว แม้ว่าฉากหน้าจะมีความสุขจากการเสพวัตถุต่างๆ แต่ฉากหลังของอนุศนิยากลับถูกทดสอบด้วยคำถามว่า วัตถุและเงินทองเป็นเพียง “ของมายา” หรือเป็นความสุขที่แท้จริงในชีวิตของเธอกันแน่?    กับบททดสอบแรก อนุศนิยาต้องเรียนรู้ว่า แม้จะ “คาบช้อนเงินช้อนทอง” ติดตัวมาเกิดเป็นทายาทมหาเศรษฐี แต่เรื่องบางเรื่องก็ไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงินทอง เหมือนกับที่ “นันทพล” บิดาของเธอซึ่งป่วยเป็นโรคไต ก็เป็นโรคสมัยใหม่ที่มักจะเกิดในบรรดาหมู่ผู้มีอันจะกินทั้งหลาย และก็มักต้องมีรายจ่ายให้กับค่าซ่อมบำรุงร่างกายแบบแพงแสนแพงเช่นกัน     แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด เพราะเงินทองไม่เข้าใครออกใคร อนุศนิยาจึงยังต้องวุ่นวายกับปัญหาการช่วงชิงทรัพย์สินในกองมรดกจากบรรดาคุณอาผู้หญิงทั้งสี่ ที่ทุกคนต่างคอยตอดเงินกงสีของตระกูลอยู่เป็นประจำ จนไปถึงปัญหาระหว่างเธอกับอาแท้ๆ อย่าง “ชยากร” ที่คิดกับเธอมากไปกว่าความสัมพันธ์แบบอากับหลาน    ส่วนบททดสอบที่สองนั้นก็คือ “โสมมิกา” คาสโนวี่สาวประจำแวดวงไฮโซ ที่แม้ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับอนุศนิยามาตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัย แต่เพราะทั้งคู่ต่างก็มั่งคั่งร่ำรวยและโดดเด่นในวงสังคมไม่แพ้กัน ต่างคนจึงหมั่นไส้และอิจฉาตาร้อนจนไม่เคยมีมิตรภาพที่แท้จริงให้แก่กันแต่อย่างใด     แต่ทว่า บททดสอบเรื่องสายสัมพันธ์ที่เปราะบางในครอบครัว หรือความขัดแย้งแบบ “เพื่อนที่ไม่รัก แถมหักเหลี่ยมโหด” ก็ยังไม่เทียบเคียงกับบททดสอบสุดท้าย ที่ไม่เพียงสำคัญยิ่ง แต่ถือเป็นจุดเปลี่ยนหลักในชีวิตของอนุศนิยา    บทเรียนดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ “เสาวรส” มารดาของหมอศตวรรษ ได้เล่นการพนันเกินตัว จนติดหนี้ครอบครัวของอนุศนิยาถึง 60 ล้านบาท และได้ยื่นข้อเสนอให้บุตรชายของเธอมาแต่งงานเป็นสามีในนามกับอนุศนิยา เพียงเพื่อขัดดอกผ่อนชำระหนี้ก้อนโตดังกล่าว    ในแง่หนึ่งหมอศตวรรษเองก็อาจ “ไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะเสกปราสาทงามให้เธอ” และ “ไม่ใช่คนยิ่งใหญ่ร่ำรวยจ่ายเงินเร็วร้อนแรง” เพราะเขาก็เป็น “เพียงผู้ชายคนนี้ที่มีใจมั่นรักเธอ” ดังนั้น จากจุดเริ่มต้นที่อนุศนิยาเห็นว่าหนี้สิน 60 ล้านบาทเป็นตัวกั้นกลางความสัมพันธ์แบบสามีภรรยา เธอจึงตั้งแง่ดูถูกและรังเกียจเขาที่ยินยอมเสียศักดิ์ศรีมาแต่งงานเป็นสามีขัดดอกแลกเปลี่ยนกับหนี้ที่มารดาของเขาได้ก่อเอาไว้    จนเมื่อภายหลัง เพราะคุณงามความดีของหมอศตวรรษ ผู้เป็นลูกที่ดีของมารดา เป็นชายหนุ่มที่รักษาสัญญาและมุ่งมั่นทำงานเพื่อปลดหนี้ให้แม่ เป็น “สามีแห่งชาติ” ในสายตาของผู้หญิงทั้งหลายทั้งในจอและนอกจอ และอาจเป็นชายที่ “ไม่ใช่ผู้วิเศษ” แต่ความดีที่เขาแสดงให้ประจักษ์จริง ก็สามารถพิชิตหัวใจของอนุศนิยาได้ในที่สุด    แต่แน่นอน บททดสอบเรื่องอำนาจของเงินกับคุณงามความดีของมนุษย์ย่อมต้องมีคลื่นมากระทบแบบระลอกแล้วระลอกเล่า เมื่อในอีกฟากความคิดของอนุศนิยาก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า “แข็งดังเหล็กเงินก็มักจะง้างได้เสมอ” เธอจึงถูกทั้งชยากรและโสมมิการ่วมกันวางแผนปั่นหัวทำลายความรักและสร้างความร้าวฉาน จนทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจที่เสมือนแก้วอันเปราะบางอยู่แล้วนั้น แทบจะล่มสลายภินท์พังลงไป    มีคำอธิบายที่น่าสนใจข้อหนึ่งว่า ในอดีตนั้น มนุษย์เราสร้างวัตถุสิ่งของขึ้นมา และมักใช้วัตถุนั้นเป็นสะพานเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนให้พันผูกกันในทางความรู้สึก เช่น เวลาผู้ใหญ่ให้วัตถุสิ่งของแก่เด็กหรือลูกหลาน หรือเวลาคนเราให้ของขวัญที่ระลึกแก่กันและกัน เป้าหมายของการใช้วัตถุสิ่งของแบบนี้ก็เพื่อผูกสัมพันธ์ให้ผู้คนได้รู้สึกใกล้ชิดแนบแน่นเข้าไว้ด้วยกัน    แต่ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น ทุกวันนี้ระบอบทุนนิยมได้ทำให้วัตถุไม่ได้ทำหน้าที่ถักทอความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นคนเราที่ทำหน้าที่เป็นเพียงทางผ่านให้วัตถุชนิดหนึ่ง (หรือเงิน) เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับวัตถุชนิดอื่นเป็นการทดแทน แบบที่ทั้งอนุศนิยาและโสมมิกาต่างก็คิดว่า การมีเงินในมือเป็นสิบๆ ล้านนั้น สามารถใช้ซื้อวัตถุหรือแม้แต่คนมาครอบครองได้นั่นเอง    บนสายสัมพันธ์ที่คนไม่ได้เชื่อมโยงคนผ่านวัตถุสิ่งของ แต่กลับเป็นสิ่งของที่ใช้คนเป็นทางผ่านเชื่อมโยงไปสู่วัตถุหรือเป้าหมายใดๆ เช่นนี้ ความสัมพันธ์และความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างมนุษย์จึงเกิดขึ้นได้ยาก หรือแม้จะมีอยู่บ้าง ก็พร้อมจะล่มสลายไปได้ไม่ยากนัก เพียงเพราะเงินได้กลายเป็นวัตถุที่มีอำนาจเข้ามาครอบงำความคิด ความรู้สึก และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เรา    ต้องผ่านบททดสอบหลายข้อกว่าถึงฉากจบที่อนุศนิยาจะเข้าใจว่า เฉพาะคนที่เชื่อมั่นว่า “เงินคือพระเจ้า” เท่านั้นจึงยอมก้มหัวสยบให้กับอำนาจของพระเจ้าเงินตรา     จนเมื่ออนุศนิยาตระหนักได้ว่า “ผู้ชายดีๆ เขาไม่ได้มีไว้ขาย อยากได้เธอต้องสร้างเอง” หรือเริ่มเรียนรู้ว่า เงิน 60 ล้านก็เป็นเพียงวัตถุที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเป็นมูลค่าแลกเปลี่ยนให้กับคนเรา ความรักของเธอที่มีต่อผู้ชายธรรมดาและ “ไม่ใช่ผู้วิเศษ” อย่างหมอศตวรรษ ก็สามารถทำให้เธอใช้ชีวิตอยู่ใน “ปราสาทงามเลิศเลอ” ได้ไม่แพ้กัน                                    

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 183 กำไลมาศ : ฉันก็รักของฉันเข้าใจบ้างไหม

    เมื่อราวช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ในภาพยนตร์เลื่องชื่ออย่าง “เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์” ฮอลลีวูดเคยสร้างตัวละคร “สมีโกล” ที่ลุ่มหลงอำนาจของแหวน และพยายามจะตามหาเพื่อเป็นเจ้าของแหวนแห่งอำนาจ จนกระทั่งเกิดวลีอมตะที่สมีโกลมักพูดเสมอว่า “แหวนของข้า!!!”     สิบกว่าปีให้หลัง ในละครโทรทัศน์เรื่อง “กำไลมาศ” เราก็ได้เห็นภาพจำลองการทวงสิทธิและอำนาจคำรบใหม่ แต่ในครั้งนี้เป็นตัวละครผีนางรำอย่าง “ริ้วทอง” ที่รอคอยชายคนรัก และตามหากำไลทอง จนเป็นจุดเริ่มต้นของประโยคที่ผีตนนี้กล่าวว่า “กูขอสาบาน...ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ภพกี่ชาติ กูจะกลับมาเอากำไลและชีวิตของกูคืนจากมึง...”    การแย่งสิทธิและอำนาจเหนือกำไลครั้งนี้ ถูกเล่าผ่านเรื่องราวข้ามภพชาติที่ตัวละครซึ่งต่างมี “บ่วงกรรม” ร่วมกันจากชาติก่อน ต้องโคจรมาพบกันอีกครั้งในชาติภูมิปัจจุบัน    ในชาติก่อนนั้น ริ้วทองซึ่งเป็นนางรำลูกเจ้าของคณะหุ่นกระบอก เคยได้รับความช่วยเหลือจาก “ท่านชายดิเรก” เมื่อครั้งที่เธอถูกคนร้ายฉุดตัวไป และกลายเป็นจิตปฏิพัทธ์กันจนท่านชายได้ทำ “กำไลมาศ” มอบให้ริ้วทองเป็นตัวแทนความรักความผูกพันระหว่างคนทั้งสอง ด้วยคำกลอนที่ท่านชายเอ่ยให้ริ้วทองฟังว่า “กำไลมาศวงนี้พี่ให้น้อง แทนบ่วงคล้องใจรักสมัครหมาย...”    แต่เพราะครอบครัวของริ้วทองมีฐานะยากจน เธอและพ่อแม่จึงมีเหตุให้ต้องลี้ภัยโจรมาขอพึ่งใบบุญของ “เสด็จในกรมฯ” เจ้าของวังติณชาติ และยังเป็นบิดาของ “ท่านหญิงรัมภา” ซึ่งก็เป็นคู่หมั้นหมายกับท่านชายดิเรกนั่นเอง    และเมื่อทรัพยากรมีน้อย แต่ความปรารถนามีเกินกว่าปริมาณทรัพยากรนั้น หรือพูดในภาษานักเศรษฐศาสตร์ว่า เพราะอุปทานหรือซัพพลายมีผู้ชายเพียงคนเดียว แต่อุปสงค์หรือดีมานด์กลับมาจากความต้องการของทั้งริ้วทองและท่านหญิงรัมภา สงครามต่อสู้เพื่อช่วงชิงทรัพยากรบุรุษเพศคนเดียวกันจึงเกิดขึ้นกับสตรีทั้งสองคน    ในยกแรกนั้น เพราะริ้วทองต้องมาพึ่งชายคาอาศัยวังของท่านหญิงรัมภาอยู่ แม้จะถูกทารุณกรรมทั้งกาย วาจา และจิตใจ ริ้วทองจึงทนอยู่กับสภาวะจำยอมที่ทั้งถูกถากถาง เฆี่ยนตี และลงทัณฑ์ เพียงเพราะอำนาจที่เธอมีน้อยกว่าท่านหญิงผู้เป็นเจ้าของวังและมีศักดิ์ชั้นที่สูงกว่าในทุกๆ ทาง     แต่เพราะริ้วทองคือหญิงคนแรกที่พานพบสบรักกับท่านชายดิเรกมาก่อนท่านหญิงรัมภา ดังนั้น ลึกๆ แล้ว ริ้วทองจึงเชื่อว่า “ฉันก็รักของฉันเข้าใจบ้างไหม ฉันมีสิทธิ์จะรักไม่ผิดใช่ไหม” ในขณะเดียวกับที่กลุ่มชนชั้นนำอย่างท่านหญิงรัมภาและคนรอบข้างอย่าง “ท่านหญิงภรณี” “ท่านชายอรรถรัตน์” และสาวใช้อย่าง “เจิม” ยังพยายามวางแผน “มาทำลายความรักเรา” จนเป็นเหตุให้พ่อแม่ของริ้วทองต้องถึงแก่ความตาย ริ้วทองจึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เธอต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมจากตระกูลติณชาติให้ได้    ด้วยเหตุนี้ ภายหลังเมื่อท่านหญิงรัมภาได้ปรามาสริ้วทองว่า “เจ้าพี่ไม่ได้รักเธอ เขาก็แค่ลุ่มหลงที่เปลือกภายนอกของเธอเท่านั้น” ริ้วทองจึงไม่คำนึงถึงอำนาจศักดิ์ชั้นที่แตกต่างกันอีกต่อไป แล้วกล่าวโต้ตอบท่านหญิงสูงศักดิ์กลับไปว่า “แต่ถ้าเลือกได้ ท่านหญิงก็อยากจะให้ท่านชายลุ่มหลงที่เปลือกบ้าง ใช่หรือไม่ล่ะเพคะ”     การตอบโต้เพื่อทวงสิทธิพึงมีพึงได้ในครั้งนี้ ยังรวมไปถึงฉากที่ริ้วทองได้ตบหน้าเจิมซึ่งร่วมกับท่านหญิงรัมภากดขี่จิตใจผู้หญิงต่ำศักดิ์ชั้นอย่างเธอ และบอกกับสาวใช้ของท่านหญิงว่า “จำไว้...ถึงกูจะจน แต่กูก็เป็นคนเหมือนกัน” อันเป็นการสื่อความว่า มนุษย์ควรกระทำกับคนอื่นในฐานะของมนุษย์ไม่แตกต่างกัน    แม้จิตสำนึกที่เปลี่ยนไป จะทำให้ริ้วทองลุกขึ้นมาปฏิวัติตอบโต้ต่อกรเพื่อทวงสิทธิ์อันชอบธรรมในการครอบครองท่านชายดิเรก แต่ถึงที่สุดแล้ว ด้วยอำนาจที่น้อยกว่าท่านหญิง พร้อมๆ กับที่ผู้ชายคนเดียวกันนี้ก็ยังมีอุปสงค์จากตัวแทนของกลุ่มทุนใหม่อย่าง “ล้อมเพชร” เข้ามาร่วมแย่งชิงทรัพยากรครั้งนี้ด้วย ริ้วทองผู้ที่ไม่มีทุนใดๆ ติดตัวมาแต่กำเนิด จึงมีสถานะเป็นผู้ถูกกระทำจากตัวละครอื่นๆ ที่มีฐานานุภาพสูงกว่าเธอทั้งสิ้น     ภาพฉากเปิดเรื่องที่ริ้วทองถูกท่านหญิงรัมภาทำร้ายฟันแขนจนขาด และถูกฆ่าตายกลายเป็นผีนางรำที่โดนกักขังไว้ในบึงบัวของวังติณชาติ จึงเป็นภาพที่ให้คำอธิบายและความชอบธรรมว่า ทำไมผีนางรำตนนี้จึงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น และรอวันเพื่อกลับมาทวงความยุติธรรมและสิทธิเหนือ “กำไลมาศ” อีกครั้งหนึ่ง     เมื่อมาถึงชาติภพใหม่ ด้วยเหตุปัจจัยของ “บ่วงกรรม” ที่พันธนาการให้ตัวละครทั้งหมดในเรื่องได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง พร้อมๆ กับที่ “อินทวงศ์” ได้ถูกลบเลือนไฟล์ความทรงจำที่เขาเป็นท่านชายดิเรกในชาติปางก่อน แถมยังกลับมาตกหลุมรักท่านหญิงรัมภาที่กลับมาเกิดใหม่เป็น “เกล้ามาศ” ในปัจจุบัน ริ้วทองที่ถูกขังไว้พร้อมกับความ “รักจนจะเป็นจนจะตาย” จึงรู้สึก “เหมือนโดนกรีดหัวใจเพราะเธอแย่งไปครอง” ความแค้นหรือความขัดแย้งที่ทับทวีในการช่วงชิงทรัพยากรแบบข้ามภพข้ามชาติจึงกลับมาปะทุอีกคำรบหนึ่ง    ทว่า โดยหลักของละครโทรทัศน์แล้ว แม้ช่วงต้นจะต้องเปิดฉากให้เห็นความขัดแย้งระหว่างตัวละครไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ในท้ายที่สุด ละครก็ต้องหาทางคลี่คลายความขัดแย้งดังกล่าวนั้นลงไป    ด้วยเหตุฉะนี้ ละครจึงเลือกใช้วิธีรอมชอมด้วยการจัดสรรทรัพยากรกันเสียใหม่ให้ลงตัว โดยให้ริ้วทองยอมเชื่อในคำเทศนาของ “พระปราบ” และยอมรับการอโหสิกรรมที่เกล้ามาศและตัวละครต่างๆ มีให้แก่วิญญาณที่เคยถูกกักขังไว้อย่างเธอ     ภาพการอโหสิกรรมที่ตัวละครต่างมีให้กันและกันในฉากจบนั้น ก็คงไม่ต่างจากการบอกเป็นนัยกับคนดูว่า แม้ความขัดแย้งเรื่องการช่วงชิงทรัพยากรจะเกิดขึ้นมาได้ในสังคม แต่ความขัดแย้งนั้นก็คลี่คลายได้ในโลกจินตนาการ    แต่อย่างไรก็ดี ถ้าอโหสิกรรมเป็นคำตอบแบบที่ริ้วทองยอมลดละเลิกความแค้นที่สลักฝังอยู่ในวง “กำไลมาศ” ได้จริงๆ ในโลกของละครแล้ว คำถามที่ชวนให้น่าคิดต่อมาก็คือ ทำไมเราจึงยังคงเห็นภาพการต่อสู้เพื่อทวงสิทธิและความยุติธรรมของบรรดาคนที่มีอำนาจน้อยอยู่อย่างต่อเนื่องในโลกความจริง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point