ฉบับที่ 224 รู้เท่าทันสมุนไพรฟิวชั่น

รู้เท่าทันสมุนไพรฟิวชั่น        เดี๋ยวนี้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพกันทางสื่อต่างๆ อย่างมากมาย ผลิตภัณฑ์สุขภาพส่วนใหญ่ก็เป็นผลิตภัณฑ์หน้าเดิมๆ แต่นำมาปรับรูปโฉมใหม่ เพราะผลิตภัณฑ์สุขภาพก็มีอายุความนิยมสั้นเหมือนสินค้าทั่วไป จึงต้องนำมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้ดูเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ จะได้เพิ่มยอดขายและขายต่อไปได้อีกระยะเวลาหนึ่ง ที่กำลังมาแรงมากคือ การนำสมุนไพรหลายๆ ตัวมาผสมรวมกัน หรือที่เราเรียกกันว่า ฟิวชั่น นั่นเอง มารู้เท่าทันสมุนไพรฟิวชั่นกันเถอะ นึกว่ามีแต่อาหารฟิวชั่น         เมื่อพูดถึงการฟิวชั่น หลายคนจะคิดถึงอาหารฟิวชั่น บางคนคิดถึงการฟิวชั่นดนตรี การฟิวชั่นเป็นการนำสิ่งต่างๆ ที่ต่างวัฒนธรรม ต่างรูปแบบ มาหลอมรวมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ รูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องการความแปลกใหม่ และความสร้างสรรค์ การฟิวชั่นจึงตอบสนองวิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดีและรวดเร็ว         ในสมัยก่อนเราก็มีการนำวัฒนธรรมอาหาร ดนตรี การแพทย์ของที่อื่น มาปรับใช้กับวิถีชีวิตคน แต่ก็ผ่านการเลือก รับ ปรับ ใช้ และประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย เช่นอาหารหลายอย่างของต่างประเทศก็ถูกปรับเปลี่ยนรูปร่าง รสชาติ ให้เข้ากับคนไทย การแพทย์ดั้งเดิมจากอินเดียที่ผ่านมาทางพระพุทธศาสนาก็ผสมผสานกับการแพทย์พื้นบ้านจนกลายเป็นการแพทย์แผนไทย           ตำรับยาไทยเป็นสมุนไพรฟิวชั่นหรือไม่                      ความจริงแล้วตำรับยาสมุนไพรของไทยก็เป็นการฟิวชั่นสมุนไพรมานานหลายร้อยปี โดยใช้หลักการตั้งตำรับยาตามการแพทย์แผนไทย โดยเน้นเรื่องยาหลัก ยารอง รสของยา ตามสมุฏฐานการแพทย์แผนไทย สมุนไพรบางตัวที่เป็นสมุนไพรต่างประเทศ ก็มีการปรับเอาสมุนไพรภายในประเทศที่มีสรรพคุณเหมือนกันมาทดแทน และเมื่อนำมาใช้รักษาโรคกับคนไทย ก็เก็บประสบการณ์การใช้ ผลที่เกิดขึ้น นำมาปรับใช้ให้เหมาะกับธาตุสมุฏฐานของคนไทย เหมาะกับอุตุสมุฏฐานของประเทศไทย ซึ่งต้องใช้เวลานับชั่วอายุคน สมุนไพรฟิวชั่นที่โฆษณาเป็นการเลือก รับ ปรับ ใช้สมุนไพรให้เหมาะกับสังคมไทยหรือไม่        การนำสมุนไพรหลายๆ ตัวมาผสมกันเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ ที่มีการโฆษณาขายกันนั้น มีมากมายหลายชนิด เช่น นำสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ผสมกับสมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านการเสื่อม ต้านการอักเสบ ต้านมะเร็ง เป็นต้น มาผสมรวมกัน โดยเชื่อว่า เนื่องจากมีสมุนไพรหลายตัว แต่ละตัวมีสรรพคุณต่างๆ นานา ดังนั้นเมื่อนำมารวมกัน จึงมีสรรพคุณแบบครอบจักรวาล รักษาได้เกือบทุกโรค เหมือนกับสมุนไพรที่พ่อค้าเร่ชอบอวดอ้างว่า “กินก็ได้ ทาก็ได้ อาบได้ก็ดี”         การผสมสมุนไพรหลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน โดยเชื่อว่าจะได้มีสรรพคุณหลากหลาย เป็นความคิดแบบวิทยาศาสตร์ ที่แยกส่วนสิ่งต่างๆ ออกจากกัน และเมื่อนำมารวมกันก็เป็นการรวมสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน รวมสรรพคุณต่างๆ ของสมุนไพร ที่จริงแล้วกล่าวได้ว่า เป็นความคิดแบบธุรกิจการขายสินค้ามากกว่า การแพทย์อื่นๆ มีสมุนไพรฟิวชั่นหรือไม่         การแพทย์ดั้งเดิมของจีน อินเดีย ต่างก็มีตำรับยาสมุนไพรจำนวนมาก แต่การฟิวชั่นใช้หลักทฤษฎีทางการแพทย์ดั้งเดิม ซึ่งยึดหลักร้อน เย็น รสของยา เป็นหลัก ไม่ใช่เอายาสมุนไพรแต่ละตัวมารวมกันตามสรรพคุณ         สรุป     สมุนไพรฟิวชั่นที่โฆษณากันทั่วไปนั้น เป็นการฟิวชั่นที่ไม่ได้ใช้องค์ความรู้การแพทย์ดั้งเดิม จึงไม่สามารถเชื่อได้ว่าจะมีสรรพคุณต่างๆ ตามโฆษณา

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 222 รู้เท่าทันพลังกับสุขภาพ

        เป็นเรื่องฮือฮามากเมื่อสองสามเดือนก่อน จากกรณีที่ชาวบ้านในหลายจังหวัดหลงเชื่อและซื้อ “บัตรพลังงาน” โดยอ้างสรรพคุณในการรักษาโรคต่างๆ เช่นอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย วิธีการรักษา คือให้นำบัตรไปแตะบริเวณที่ปวด หรือนำแก้วน้ำไปวางบนบัตร หรือนำเอาบัตรไปจุ่มในแก้วแล้วดื่ม จนมีการเปิดโปงและจับกุม เรามารู้เท่าทันบัตรพลังงานกันเถอะ ความเชื่อเรื่องพลังกับสุขภาพ        ถ้าเราอ่านข่าวครั้งแรก เราคงรู้สึกว่า ทำไมชาวบ้านถึงหลงเชื่อง่ายๆ ว่า บัตรคล้ายบัตรโทรศัพท์มีพลังงานที่จะรักษาโรค ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้  จริงๆ แล้ว ความเชื่อเรื่องพลังในวัตถุต่างๆ นั้นมีในทุกวัฒนธรรม ทุกยุค ทุกสมัย ในการแพทย์ดั้งเดิมเชื่อว่า หิน วัตถุบางชนิดมีพลังในตัว และสามารถส่งผลต่อสุขภาพ จนการแพทย์ทางเลือกจัดเรื่องพลังเป็นประเภทหนึ่งของการแพทย์ทางเลือก การแพทย์จีนเชื่อเรื่องพลังชี่ การแพทย์แผนไทยเชื่อเรื่องพลังที่วิ่งตามเส้นประธานทั้งสิบ โฮมีโอพาธีย์เชื่อเรื่องพลังจากพืช สัตว์ โลหะ ที่นำมาเจือจางและกระแทก เขย่าในน้ำหรือสารละลาย หลายวัฒนธรรมเชื่อเรื่องผีและอำนาจเหนือธรรมชาติ ดังนั้น บัตรพลังงานจึงสอดคล้องกับความเชื่อเรื่อง พลังในวัตถุและพลังกับสุขภาพได้ง่าย มีระบบธุรกิจรองรับ         บัตรพลังงานนี้มีชื่อว่า ‘Kartu Sakti’ พบว่าต้นตอมาจากประเทศอินโดนีเซีย ทางเว็บไซต์ต้นทางของบัตรระบุว่า มียอดขายแล้วกว่า 5 แสนใบทั่วโลก          นอกเหนือจากความเชื่อเรื่องพลังงานในบัตรแล้ว ยังต้องมีระบบธุรกิจรองรับ เพื่อให้เกิดความนิยมและขยายตัว  สามารถทำกำไรได้เป็นจำนวนมาก จึงมีการโฆษณาในโลกออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องบัตรพลังงาน หรือบัตรพลัง หรือการ์ดวิเศษ ว่ามีคุณสมบัติพิเศษ สามารถช่วยค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส LPG NGV และน้ำมัน ได้เพียงแค่นำไปแปะไว้ที่อุปกรณ์ไฟฟ้า ถังน้ำมัน หรือถังแก๊สนั้น(กระทรวงพลังงานของประเทศไทยได้ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่เป็นความจริง ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และอย่าตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพจนทำให้ต้องสูญเสียเงินทองโดยไม่จำเป็น)         นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรม และสาธิตสรรพคุณของบัตร มีการรับสมัครเป็นสมาชิกเพื่อจะได้บัตรพลังงานไปใช้ โดยมีการจ่ายเงินซื้อบัตร และจำหน่ายบัตรให้คนที่สนใจ เพื่อรักษาอาการปวดเมื่อย หากขายได้และมีสมาชิกเพิ่ม ก็จะได้เงินจากการขาย ไม่มีงานวิจัยรองรับ         ปกติแล้ว ธุรกิจการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพจะอ้างอิงงานวิจัยในวารสารที่น่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนว่าผลิตภัณฑ์แต่ละตัวมีประสิทธิผลที่น่าเชื่อถือ  แต่สำหรับบัตรพลังงานนั้นใช้การสาธิตกับบุคคล และบุคคลนั้นยืนยันว่าบัตรพลังงานใช้ได้ผลจริง ทำให้ชาวบ้านเชื่อถือ  จริงๆ แล้ว ต้องใช้หลักกาลามสูตร อย่าเพิ่งเชื่อง่ายๆ ตามคำบอกเล่า ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะกลายเป็นตัวแทนจำหน่ายบัตรพลังงาน พลังงานของบัตรกลายเป็นกัมมันตรังสี         คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยผลตรวจสอบบัตรพลังงานล่าสุด พบมีสารกัมมันตรังสี และโลหะหนัก เสี่ยงก่อมะเร็ง เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ “บัตรพลังงาน” บัตรไม่มีกระแสไฟฟ้า หรือพลังงานตามที่บริษัทผู้จำหน่ายกล่าวอ้างสรุป     จะมีผลิตภัณฑ์สุขภาพเกิดขึ้นอีกมากที่ใช้ความเชื่อของประชาชนมาเป็นเครื่องมือ  ร่วมกับระบบธุรกิจที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทน จึงควรวิเคราะห์หาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจใช้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 223 รู้เท่าทันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรีดไขมัน สร้างกล้ามเนื้อ

หุ่นที่ไร้ไขมัน มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าท้อง ดูจะเป็นกระแสนิยมกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาวที่รักสุขภาพและรักความงาม ดังนั้น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รีดไขมัน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมและส่งเสริมกันในสถานออกกำลังกาย ผู้ที่อยากมีรูปร่างสวยงามจึงยินดีควักเงินในกระเป๋าโดยไม่ลังเล โดยที่ไม่รู้ถึงอันตรายของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้ และไม่รู้ว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ แอลคาร์นิทีนกำลังมาแรง        ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อมีหลายชนิด แต่เห็นที่โฆษณากันมากก็คงไม่พ้นแอลคาร์นิทีนที่กำลังเป็นที่สนใจและบริโภคกันมาก มีขายในเว็บไซต์จำนวนมากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ  มีการโฆษณาว่า ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดมวลไขมันออกจากร่างกาย และยังช่วยลดความเหนื่อยล้าอีกด้วย ทำให้การออกกำลังกายอย่างเดียวเพื่อลดไขมันนั้นไม่ดีพอ ต้องกินแอลคาร์นิทีนร่วมด้วย จะรีดไขมันได้ดีกว่า แอลคาร์นิทีนคืออะไร         แอลคาร์นิทีนเป็นสารประกอบที่พบได้ในเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายโดยเฉพาะในกล้ามเนื้อลาย แอลคาร์นิทีนถูกสังเคราะห์ขึ้นที่ตับจากกรดอะมิโนไลซีน(lysine)  ซึ่งมีส่วนสำคัญในกระบวนการสลายไขมัน  โดยทำหน้าที่ในการขนส่งกรดไขมันอิสระเพื่อสร้างเป็นพลังงานสำหรับร่างกายเอาไว้ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ถ้าขาดคาร์นิทีน ร่างกายจะไม่สามารถนำไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้เกิดการสะสมไขมัน ทำให้อ้วน         ความจริงแอลคาร์นิทีนมีอยู่ในอาหารต่างๆ ตั้งแต่ ปลา สัตว์ปีก เนื้อแดงของหมู และนม ดังนั้นจึงเป็นสารประกอบที่ร่างกายสร้างขึ้นหรือได้รับจากอาหารต่างๆ ที่กินเข้าไป โดยทั่วไปจึงไม่มีความจำเป็นต้องกินแอลคาร์นิทีน แอลคาร์นิทีนลดมวลไขมันได้จริงหรือไม่         จากข้อมูลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพกล่าวว่า แอลคาร์นิทีนจะต้องใช้คู่กับการออกกำลังกายเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ถ้ากินแอลคาร์นิทีนอย่างเดียวโดยไม่ออกกำลังกายก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย การออกกำลังกายชนิดเต้นแอโรบิคเป็นเวลา 30 นาทีหรือถ้าต้องการให้ได้ผลมากกว่านี้ควรออกกำลังกายเกิน 60 นาที กรดไขมันจึงถูกนำมาใช้ได้สูงสุดถึงร้อยละ 70 ซึ่งจะทำให้ไขมันที่สะสมในร่างกายถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่         แม้ว่าจะมีงานวิจัยของต่างประเทศที่สรุปว่า การกินแอลคาร์นิทีนนั้นมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่กิน แต่ปริมาณน้ำหนักที่ลดก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อใช้เป็นเวลานานขึ้น ผลข้างเคียงของแอลคาร์นิทีน             ราคาของแอลคาร์นิทีนที่ขายนั้นค่อนข้างสูง ตกแคปซูลละเกือบ 10 บาท และใช้วันละ 3-4 แคปซูล ดังนั้น การออกกำลังกายที่มากพอน่าจะเป็นการประหยัดและได้ผลดีกว่าการหวังพึ่งผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว        นอกจากนี้ การกินแอลคาร์นิทีนปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัวสรุป     การรีดไขมันและการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อที่ดีที่สุด ประหยัดที่สุด ปลอดภัยที่สุด ก็คงไม่พ้นการออกกำลังกาย และการกินอาหารสุขภาพ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 221 รู้เท่าทันการอยู่กับธรรมชาติ

ฉบับนี้ขอนำเรื่องเบาๆ แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาเล่าสู่กันฟัง คนส่วนใหญ่เชื่อว่า การกินสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยาบำรุงต่างๆ จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ดังนั้นตลาดธุรกิจด้านนี้จึงเติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่ามหาศาล ความจริงแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอย่างมากมายโดยที่ไม่ต้องเสียเงินทองไปซื้อหา นั่นคือ การอยู่กับธรรมชาติวันละ 20 นาที เรามารู้เท่าทันกันเถอะ จะใช้เวลาเท่าไหร่ในการอยู่กับธรรมชาติจึงจะเกิดผลดีต่อสุขภาพ        จริงๆ แล้วทุกคนรู้ว่าธรรมชาติดีต่อร่างกาย แต่ที่สำคัญคือ จะใช้เวลามากน้อยแค่ไหนที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ งานวิจัยชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ในวารสารแนวหน้าทางจิตวิทยา นักวิจัยพยายามศึกษาว่า เวลาที่ใช้อยู่กับธรรมชาติที่เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิตประจำวันนั้นควรเป็นเท่าไหร่         แพทย์แผนปัจจุบันจำนวนมากหันมาสั่งให้ผู้ป่วยใช้ธรรมชาติบำบัดอาการเครียดและเสริมสร้างสุขภาพ และเรียกชื่อว่า “ธรรมชาติโอสถ” ศาสตราจารย์แมรี่แครอล ฮันเตอร์ จากคณะสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวว่า “การศึกษาพบว่า เราควรใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ไม่ว่าจะนั่งหรือเดินในสถานที่ที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ประมาณ 20-30 นาที จะเกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ก่อให้เกิดความเครียด”         ธรรมชาติโอสถมีราคาถูก และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพน้อย ศาสตราจารย์ฮันเตอร์และทีมงานทำการศึกษาผู้อยู่อาศัยใน 36 เมือง โดยให้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างน้อยวันละ 10 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการเก็บน้ำลายผู้เข้าร่วมการวิจัยทุก 2 สัปดาห์ เพื่อวัดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ก่อนและหลังสัมผัสธรรมชาติโอสถ พบว่า เพียงแค่ 20 นาทีที่สัมผัสกับธรรมชาติจะลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ช่วงระยะเวลาที่เหมาะที่สุด จะอยู่ระหว่าง 20-30 นาที การอยู่กับธรรมชาติสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงในสวนและป่าจะเสริมสร้างสุขภาพเป็นอย่างดี         งานวิจัยในวารสารนานาชาติ  International Journal of Environmental Health Research พบว่า การอยู่กับธรรมชาติ 20 นาทีในสวนสาธารณะทำให้เกิดความสุข โดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายร่วมด้วย ในญี่ปุ่นมีการอาบป่าเพื่อสุขภาพ         ในญี่ปุ่นนั้นมีกิจกรรมการอาบป่าหรือป่าบำบัด  โดยเริ่มตั้งแต่ทศวรรษ ค.ศ.1980  เรียกว่า ชินริน โยขุ (Shinrin yoku) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก  ป่าบำบัดหรือการอาบป่า(Forest Bathing) เป็นวิถีทางที่ทรงพลังในการเสริมสร้างสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจ ความเรียบง่ายของป่าบำบัดคือ การใช้ช่วงเวลาและห้วงคำนึงในป่า จมดิ่งอยู่กับผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้น        ป่าบำบัดมีประโยชน์ต่อสุขภาพ การได้สัมผัสธรรมชาติ การเจริญสติ ในการอาบป่าหลอมรวมให้เกิดคุณค่าและประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ การเดินในป่าทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยเร็วขึ้น และลดความดันเลือด  ลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ ช่วยลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล         การอาบป่าถูกนำไปใช้ในประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกา เพื่อลดความเครียดจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ กิจกรรมที่เป็นที่นิยมคือ การเดินป่าในวันหยุดสุดสัปดาห์           สรุป  ธรรมชาติโอสถวันละ 20-30 นาทีจะเป็นยาที่ดีที่สุด ถูกที่สุดในการลดความเครียดและเสริมสร้างสุขภาวะของทุกคน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 220 รู้เท่าทันลูกกลิ้งหินหยกนวดหน้า

        การใช้ลูกกลิ้งหินหยกนวดใบหน้าเพื่อให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์และสวยงาม เป็นความเชื่อและใช้ในการแพทย์แผนจีนโบราณมากว่าพันปี ทำให้มีการขายอุปกรณ์ลูกกลิ้งหินหยกนวดหน้าทั่วไปในตลาดของประเทศไทย และต่อมาได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ จึงมีการศึกษาค้นคว้าในทางการแพทย์มากขึ้นว่า ได้ผลจริงตามความเชื่อหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ ความเชื่อเรื่องหินกับสุขภาพ         ความเชื่อเรื่องหิน แร่ ผลึก กับสุขภาพนั้นมีมานานนับพันปี โดยเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติ มีอายุเก่าแก่ งดงาม หาได้ง่าย และใช้ง่าย  ผู้ที่มีประสบการณ์การใช้เพื่อบำบัดและเพิ่มพลังชีวิตจะเชื่อว่าหินแต่ละชนิดจะมีพลังแตกต่างกันไป  หินจึงสามารถใช้เยียวยาปัญหาต่างๆ ของร่างกายได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้โชคดี นำโชคลาภมาให้ และสร้างพลังในร่างกายได้ ความนิยมใช้หยก หิน และผลึกแร่ต่างๆไข่หยก  ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะดาราสาว Gwyneth Paltrow ออกมาแนะนำให้ใช้ไข่หยกสอดไว้ในช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีการโบราณที่เชื่อว่าจะทำให้กล้ามเนื้อช่องคลอดและเชิงกรานกระชับ และหยกช่วยล้างพลังลบที่อยู่ในช่องคลอด เตียงผลึกหินและแร่  โดยการนอนหรือแช่ในอ่างที่มีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ เสียงบำบัด การสั่นสะเทือนบำบัด แสงและสีบำบัด คลื่นแม่เหล็กฟ้าบำบัด และผลึกแร่ต่างๆ  และอ้างว่า ทำให้สุขภาพดี และเพิ่มพลังลูกกลิ้งหน้าจากหยกและหิน  ได้รับความนิยมในโลกแห่งความงามมากขึ้น เพราะเชื่อว่า การนวดหน้าช่วยลดอาการบวมฉุของใบหน้า ลบรอยเหี่ยวย่น ผิวสวยงาม และการนวดด้วยหยกหรือหิน จะได้รับพลังจากหยกและหินต่างๆ ด้วย จุกเสียบก้นที่ทำจากหิน  เป็นจุกเล็กๆ ที่ทำจากหินหรือผลึกแร่ต่างๆ ใช้เสียบที่ก้น เพื่อกระต้นพลังจักระที่ 1 หรือมูลธาร (มูลธาระ)  ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเชิงกรานเหนือทวารหนัก ตามหลักการโยคะ ในร่างกายของคนจะมีพลังซ่อนเร้นสงบอยู่ เรียกว่า “กุณฑาลินี”  พลังนี้จะสงบนิ่งอยู่ที่จักระที่ 1 ซึ่งเชื่อมโยงกับจักระทั้ง 7 ในร่างกาย การใช้หินร่วมกับการฝึกโยคะ  มีความนิยมการใช้หิน แร่ ร่วมกับการฝึกโยคะในต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าหินจะเพิ่มพลังจักระระหว่างการฝึกโยคะ ลูกกลิ้งหน้าจากหยกและหินได้ผลจริงหรือไม่เมื่อทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวกับประโยชน์และประสิทธิผลของการใช้ลูกกลิ้งหยกนวดหน้า พบว่า มีงานวิจัยน้อยมาก บางวิจัยพบว่า ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นที่ใบหน้า และคอได้หลังจากใช้นาน 4 สัปดาห์  บางวิจัยพบว่า มีประโยชน์ในการใช้เพื่อความงามของผิวหน้า แต่หนึ่งในสามมีผลข้างเคียงเช่น หน้าแดง บวม ผิวหนังอักเสบ เป็นสิว เป็นต้น สรุป  ประโยชน์ของลูกกลิ้งหินและหยกในการนวดหน้านั้น ยังต้องการการศึกษาวิจัยมากกว่านี้เพื่อยืนยันประสิทธิผล  การนวดหน้ามีประโยชน์โดยตรงจากการนวดเพราะไปเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหน้าและผิวหนัง  การใช้ลูกกลิ้งหินหยกจึงต้องรักษาความสะอาดของหินหยกและใบหน้า เพื่อป้องกันการแพ้ การอักเสบ และการติดเชื้อ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 219 รู้เท่าทันการกินผัก 5 สี

                มีการส่งเสริมการกินผัก 5 สีว่าจะได้คุณค่าและประโยชน์จากผักสีต่างๆ  ผักแต่ละสีจะมีสารอาหารแตกต่างกัน เรื่องผัก 5 สี เป็นเรื่องจริงหรือไม่ มีประโยชน์ตามสีหรือเปล่า เรามารู้เท่าทันกันเถอะผัก 5 สี ฮือฮาเฉพาะเมืองไทยหรือ         เว็บไซต์ต่างประเทศมีการส่งเสริมการกินผัก 5 สีในประเทศต่างๆ ตั้งแต่ออสเตรเลีย อเมริกา เกาหลี เป็นต้น  แสดงว่า ความเชื่อเรื่องกินผัก 5 สีนั้น เป็นกระแสนิยมที่แพร่กระจายทั่วโลก ในนิตยสารอาหารออสเตรเลียเรียกการกินผัก 5 สีว่า กินสายรุ้ง  ในประเทศไทย การกินผัก 5 สี ก็ได้รับความนิยมมากพอควร เว็บไซต์ของสสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ก็มีบทความส่งเสริมการกินผัก 5 สีเช่นเดียวกัน มีอะไรในแต่ละสีของผัก สีเขียว  ผักและผลไม้สีเขียวจะมีคลอโรฟิลล์ สารเคมีจากพืช ตั้งแต่แคโรทีนอยด์ อินโดล ซาโปนิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง  พวกผักโขม บร็อคโคลี่ จะอุดมไปด้วยโฟเลต (หนึ่งในวิตามินบีรวม) สีแดง ผักผลไม้สีแดง เช่น มะเขือเทศ แตงโม พริกชี้ฟ้า หอมแดง ฟักข้าว มะละกอสุก แครอท ส้มโอ แก้วมังกร หม่อน มีสารไลโคพีนในปริมาณสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูงมาก ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งอื่นๆ และทำให้หัวใจแข็งแรง สีเหลือง ส้ม  ผักผลไม้สีเหลือง ส้ม เช่น มะละกอ ฟักทอง มันเทศ  แครอท ส้ม สับปะรด  มีสารเบต้าแคโรทีน ฟลาโวนอยด์ และลูทีน ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันต้อกระจก จอตาเสื่อม รักษาสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด  ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย สีม่วง น้ำเงิน  ผักผลไม้สีน้ำเงิน ม่วง เช่น มะเขือม่วง กะหล่ำปลีสีม่วง ลูกหว้า ชมพู่ มะเหมี่ยว ดอกอัญชัญ หอมแดง มีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์  ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันในสมอง สีขาว น้ำตาล   ผักผลไม้สีขาว น้ำตาล เช่น  ขิง ข่า กระเทียม หัวไชเท้า งาขาว ถั่วเหลือง ลูกเดือย กล้วย มันฝรั่ง มีสารอัลลิซิน (ในกระเทียม) มีคุณสมบัติในการต้านไวรัสและแบคทีเรีย ในกล้วยจะมีโปตัสเซียมมาก  ผักผลไม้สีขาว น้ำตาล สร้างเซลล์ให้แข็งแรง  ยับยั้งการเกิดเนื้องอก  ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก ต้านการอักเสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือด  ลดความดันโลหิตป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ลดปริมาณไขมันในเลือด รักษาระบบภูมิคุ้มกัน  กินผัก 5 สี มีประโยชน์จริงหรือ         งานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับการกินผัก 5 สีมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาสารอาหารต่างๆ ในผักแต่ละสีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร แต่งานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับประโยชน์ของการกินผักและผลไม้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดยุทธศาสตร์ อาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพ ไว้ว่า          “ผักและผลไม้เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การกินผักและผลไม้เพียงพอในแต่ละวันจะช่วยป้องกันโรคสำคัญ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งบางชนิด”          องค์การอนามัยโลกและองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้ออกคำแนะนำเมื่อเร็วๆ นี้ ให้บริโภคผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน เพื่อป้องกันโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วน         สรุป  การกินผักและผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแน่นอน ส่วนการกินผักและผลไม้ 5 สีนั้นช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายจากผักมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 218 รู้เท่าทัน โรคตายคาเบาะหมอนวดไทย ตอนที่ 2

                ในเมื่อการนวดไทยตามมาตรฐานวิชาชีพมีความปลอดภัย มีข้อห้าม ข้อควรระวังในการนวดแล้ว ทำไมถึงยังมีผู้ป่วยเสียชีวิตคาเบาะหมอนวดไทย เรามารู้เท่าทันต่อกันเถอะ การเสียชีวิตกะทันหัน        การเสียชีวิตกะทันหันไม่ได้เกิดกับหมอนวดไทยเท่านั้น ความจริงในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เกิดกรณีฟ้องร้อง เข้าใจผิดของญาติผู้ป่วยอยู่เสมอ เพราะคนไข้ก็ดูปกติ ไม่เจ็บป่วยรุนแรง หรือกรณีแม่ก่อนคลอด ระหว่างนอนรอคลอดแล้วเสียชีวิต ญาติอาจเข้าใจว่า โรงพยาบาลปล่อยให้คนไข้ตกเตียงเสียชีวิต ตกเลือดจนตาย หรือไม่ดูแลคนไข้          นอกจากนี้ ยังมีการเสียชีวิตกะทันหันในระหว่างการใช้ชีวิตตามปกติ หรือการออกกำลังกาย โดยที่ไม่มีอาการเตือนมาก่อนอยู่เสมอ สาเหตุของการเสียชีวิตกะทันหัน        การแพทย์ฉุกเฉินพบว่า สาเหตุการตายกะทันหันของคนนั้นเกิดจาก 5 สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวายเฉียบพลัน เส้นเลือดในสมองแตก ลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดปอด และหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด              ผู้เสียชีวิตกะทันหันร้อยละ 80 เสียชีวิตจากสาเหตุของหัวใจ        ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ  เป็นภาวะที่หัวใจเต้นผิดจังหวะจนหัวใจหยุดทำงาน ผู้ป่วยจำนวนมากจะไม่มีอาการผิดปกตินำมาก่อน บางรายอาจมีประวัติปวดหน้าอก หายใจไม่ออก หัวใจเต้นรัว ง่วงเหงาหาวนอน เป็นลม หัวใจเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการเสียชีวิตกะทันหัน การรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้         หัวใจวายเฉียบพลัน  เป็นสาเหตุการเสียชีวิตกะทันหันที่พบบ่อยเช่นเดียวกัน แผ่นคราบในหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้น อาจหลุดไปอุดตันหลอดเลือดแดง ทำให้เลือดแดงที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง เกิดอาการปวดที่หน้าอก  เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาก ทำให้เสียชีวิตกะทันหันได้         เส้นเลือดในสมองแตก  เส้นเลือดในสมองแตกหรือฉีกขาดเป็นสาเหตุการตายกะทันหันที่มักจะถูกมองข้าม สมองจะทนการขาดออกซิเจนได้ไม่นานเหมือนเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย ถ้าเลือดในสมองออกจำนวนมาก ผู้ป่วยจะเสียชีวิตรวดเร็วก่อนมาถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกตินำมาก่อน แต่อาจมีอาการปวดศีรษะที่เลวลง ซึมลง ผู้ป่วยมักจะมีความดันโลหิตสูงมาก่อน         ลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดปอด  พบบ่อยในผู้ป่วยที่สูงอายุ มะเร็ง ผู้ป่วยที่เพิ่งรับการผ่าตัด ผู้ที่รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน ผู้นอนติดเตียง และผู้ที่มีหลอดเลือดดำอุดตัน  ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอดเป็นสาเหตุการตายกะทันหันร้อยละ 15  ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจไม่ออก ปวดหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว เป็นลม ความดันเลือดต่ำ กระวนกระวาย มือเล็บเขียว  การปฐมพยาบาลและการส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลจะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที         หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด  การฉีกขาด การแตกของหลอดเลือดแดงใหญ่ทำให้เสียชีวิตกะทันหัน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ผิดปกติอาจก่อให้เกิดการโป่งของผนังหลอดเลือดแดง เมื่อโป่งพองช้าๆ เป็นเวลาหลายปี มีความเสี่ยงในการแตกของหลอดเลือดแดงได้             ดังนั้น การเสียชีวิตกะทันหันเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ในทุกขณะ โดยไม่เกี่ยวกับการนวดหรือการรักษาใดๆ ไม่ใช่โรคที่เกิดจากหมอทำ ไม่ว่าจะเป็นหมอนวดหรือหมอแผนปัจจุบัน                                        

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 217 โรคตายคาเบาะหมอนวดไทย ตอนที่ 1

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวผู้รับบริการนวดที่ร้านนวดเพื่อสุขภาพแล้วเสียชีวิตคาเบาะ คาเตียงหมอนวด ผู้ตายยังเป็นหนุ่มแข็งแรง เป็นหญิงสาวตั้งท้อง ทำให้ผู้คนหวาดกลัวการนวดไทยว่า การนวดมีอันตรายถึงแก่ชีวิต  เรามารู้เท่าทันการนวดไทยกันเถอะ การนวดไทยคืออะไร        การนวดไทยนั้นเป็นศาสตร์และศิลปะด้านสุขภาพที่อยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไทยมาหลายร้อยปี บันทึกของ มองสิเออร์ เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาในกรุงสยาม พ.ศ. 2230-2231 กล่าวถึงการนวดสมัยนั้นว่า “ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลง ก็จะเริ่มให้ยืดเส้นยืดสาย โดยให้ผู้มีความชำนาญในทางนี้ ขึ้นไปแล้วใช้เท้าเหยียบ กล่าวกันว่า หญิงมีครรภ์ก็มักใช้เด็กเหยียบเพื่อให้คลอดบุตรง่าย”         การนวดไทยเป็นการประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการนวดไทยต้องจบ “หลักสูตรวิชาชีพการนวดไทย (800 ชั่วโมง)”  และต้องฝึกประสบการณ์การนวดกับครูผู้รับมอบตัวศิษย์อย่างน้อย 2 ปี จึงจะมีสิทธิ์สอบความรู้จากสภาการแพทย์แผนไทยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ (หมอนวดไทย) ได้ หมอนวดไทยสามารถประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน หรือเปิด “คลินิกการนวดไทย”          ในปีพ.ศ. 2559 ได้มี พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กำหนดให้มี การนวดเพื่อสุขภาพ โดยผู้ให้บริการต้องผ่านการอบรมหลักสูตร “การนวดเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง” จึงจะให้บริการการนวดเพื่อสุขภาพในสถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพได้         ร้านนวดเพื่อสุขภาพที่เปิดกันอย่างกว้างขวาง จึงเป็นร้านนวดเพื่อสุขภาพ ผู้ให้บริการจบหลักสูตรการนวดเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง และทำการนวดเพื่อการผ่อนคลายเท่านั้น ไม่สามารถบำบัดรักษาอาการต่างๆ ได้เทียบเท่าหมอนวดไทย การนวดทำให้ผู้ถูกนวดตายได้หรือไม่         การนวดไทยนั้นใช้กรรมวิธี การตรวจ การวินิจฉัยและการบำบัดโรคด้วยการกด คลึง บีบ ทุบ สับ ประคบ เพื่อให้เส้นและลมกลับมาอยู่ในสภาพปกติ แรงที่เกิดขึ้นจากการนวดนั้น จะผ่านไปที่กล้ามเนื้อและเอ็นเป็นหลัก ไม่ได้กดที่กระดูก เส้นเลือด เส้นประสาท แม้จะมีการเปิดประตูลมที่ขาหนีบ ก็จะใช้ฝ่ามือกดด้วยแรงพอประมาณ ไม่เกิน 45 วินาที         แม้การตอกเส้นที่ตอกตามร่างกายโดยใช้ค้อนไม้ ตอกไปที่ท่อนไม้ผ่านตามจุดต่างๆ ของร่างกายผู้ถูกนวด เสียงดังโป้งป้าง หมอนวดก็จะยั้งไม้ไว้ ไม่ให้ตอกลงลึก เพียงแค่ใช้แรงสั่นสะเทือนจากไม้ที่ตอกส่งแรงไปตามแนวต่างๆ ของร่างกายเท่านั้น แรงสั่นสะเทือนจะไปกระตุ้นแนวเส้นต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้ทางเดินของลมหรือพลังงานกลับเป็นปกติ         กรณีที่มีพระใช้การตอกเส้นรักษาผู้ป่วยอย่างรุนแรง การนวดกดปิดเส้นเลือดแดงที่คอจนหมดสติ และอีกมากมายที่รุนแรงนั้น ไม่ใช่มาตรฐานวิชาชีพการนวดไทยตามองค์ความรู้ของการนวดไทย ศาสตร์การนวดไทยที่แท้จริงนั้น เน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ การนวดไทยจึงมีข้อห้ามในการนวดกรณีที่มีการติดเชื้อ กระดูกหัก การอักเสบที่รุนแรง ไม่นวดรักษาโรคและอาการที่ไม่หายด้วยการนวดไทยแล้วผู้ถูกนวดตายคาเบาะหมอนวดได้อย่างไร ติดตามฉบับหน้าครับ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 216 รู้เท่าทันรังนกนางแอ่น

รังนกมีประโยชน์จริงหรือ        ในช่วงปีใหม่ ตรุษจีน และเทศกาลต่างๆ จะมีการโฆษณาขายรังนกนางแอ่นกันอย่างครึกโครม โดยโฆษณาตั้งแต่ กินแล้วจะไม่แก่ ฟื้นจากการเจ็บป่วย แข็งแรง เด็กฉลาด บำบัดมะเร็ง จนกระทั่งเป็นของขวัญสูงค่าสำหรับผู้อาวุโส รังนกนางแอ่นมีคุณค่าสมราคาที่สูงมากหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันเถอะรังนกนางแอ่นคืออะไร        ชาวจีนนิยมกินรังนกนางแอ่นอย่างกว้างขวางมานานกว่าพันปี เพราะเชื่อว่ารังนกมีสรรพคุณทางยามากมาย ทำให้สุขภาพดีและแข็งแรง รังนกแอ่นกินรังสร้างด้วยน้ำลายจากต่อมน้ำลายของพ่อแม่นกก่อนการผสมพันธุ์และใช้เป็นที่วางไข่  ส่วนประกอบของรังนก ประมาณร้อยละ 85-97 เป็นน้ำลาย และร้อยละ 3-15 เป็นขนอ่อนอุตสาหกรรมบ้านและอาคารนกแอ่นกินรัง    จากความต้องการบริโภคที่สูง และมีราคาแพง (ราคาระหว่าง 20,000-80,000 บาทต่อกิโลกรัม) ทำให้เกิดการทำบ้านหรืออาคารสำหรับนกแอ่นกินรังเพื่อให้นกแอ่นมาทำรังในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย  ในมาเลเซียนับเป็นประเทศแรกที่ทำบ้านนกแอ่นกินรังเป็นอาชีพ โดยการใช้บ้านเก่าหรือบ้านร้าง และเปิดเสียงนกแอ่นกินรังบนหลังคาหรือดาดฟ้าเพื่อลวงให้นกเข้ามาทำรังในบ้าน  ในไทยก็มีการทำบ้านนกแอ่นมากมายเช่นเดียวกัน โดยนิยมทำตามชายฝั่งทะเลเนื่องจากมีแมลงที่เป็นอาหารนกแอ่นจำนวนมาก รังนกประกอบด้วยอะไรบ้าง        รังนกของนกแอ่นกินรังนั้นสร้างจากน้ำลายของนกแอ่นตัวผู้ พบว่าประกอบไปด้วย โปรตีโอไกลแคน (proteoglycans) ซึ่งร้อยละ 83 เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่เหลือเป็น เถ้าและไขมัน  ส่วนใหญ่เป็นกรดอะมิโนจำเป็น มีฮอร์โมนถึง 6 ชนิด ได้แก่ เทสโทสเตอโรน และเอสตราไดออล เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม รังนกแอ่นกินรังนั้นอาจทำให้บางคนเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้รังนกมีประโยชน์จริงหรือ        มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของรังนกแอ่นไม่มากนัก        มีงานวิจัยกล่าวถึงคุณค่าทางอาหารของรังนกแอ่นว่า กรดไซอะลิกที่พบมากในรังนกแอ่นจะช่วยในการปกป้องการอักเสบของระบบประสาท ช่วยฟื้นฟูความจำและป้องกันระบบประสาท        มีงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่า รังนกแอ่นมีผลคล้ายยาลดไขมัน และอาจดีกว่า แต่ควรวิจัยเพิ่มเติมในทางคลินิกเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดจากไขมันในเลือดสูง        มีงานวิจัยที่ระบุว่า การกินรังนกแอ่นเป็นเวลา 30 วันอาจช่วยบรรเทาการกดภูมิต้านทานของทางเดินอาหารที่เกิดจากเคมีบำบัด รังนกแอ่นกินรังจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการใช้ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัด        มีงานวิจัยเร็วๆ นี้ ที่แสดงว่า รังนกแอ่นมีสารที่ช่วยการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ การสร้างเซลล์ และหยุดยั้งการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้        อย่างไรก็ตาม เมื่อทบทวนงานวิจัย พบว่างานวิจัยที่เกี่ยวกับรังนกแอ่นนั้นมีน้อย จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้ยืนยันความเชื่อว่า รังนกแอ่นนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงสรุป  รังนกแอ่นนั้นน่าจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพบ้าง แต่ประโยชน์ที่ได้เมื่อเทียบกับราคาที่สูงมากแล้ว คงไม่คุ้มกับราคา เพราะเราสามารถหาได้จากการออกกำลังกาย การกินอาหารพื้นบ้าน เช่นเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 215 รู้เท่าทันเกลือหิมาลัย

         ในเว็บไซต์เพื่อสุขภาพจะมีการโฆษณาเกลือหิมาลัย หรือเกลือหิมาลายัน หรือเกลือสีชมพู ว่าเป็นสุดยอดของเกลือในโลก มีประโยชน์สารพัดในการดูแลรักษาสุขภาพ ใช้ได้ทั้งการปรุงรสอาหาร การกินเป็นยา การอาบหรือแช่น้ำเกลือ จนถึงการใช้เป็นโคมไฟที่จะปล่อยประจุไฟฟ้าที่ดีต่อสุขภาพ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ          เกลือหิมาลัยเป็นเกลือภูเขา มาจากรัฐปัญจาบ ประเทศปากีสถาน เกลือหิมาลัยมีอายุเก่าแก่ 100-200 ล้านปี มีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายเกลือทะเล ประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์ร้อยละ 98 ที่เหลือเป็น โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ทำให้มีสีชมพูอ่อน ซึ่งทำให้เกลือหิมาลัยมีรสชาติแตกต่างจากเกลือทะเล          ผู้คนใช้เกลือหิมาลัยเหมือนเกลือทะเลคือ ใช้ปรุงอาหาร ปรุงรส และถนอมอาหาร แผ่นหรือก้อนเกลือใช้เป็นจานใส่อาหาร เขียง บางคนใช้อาบในน้ำเกลือ และมีการใช้ก้อนเกลือหิมาลัยมาทำเป็นตะเกียงหรือโคมไฟ เกลือหิมาลัยคืออะไรการโฆษณาสรรพคุณของเกลือหิมาลัย         มีการโฆษณาประโยชน์ของเกลือหิมาลัยอย่างมากมาย ที่นิยมมากได้แก่ การช่วยระบบไหลเวียนของเลือด เยียวยาระบบทางเดินหายใจ ปรับสมดุลภาวะกรดด่างของร่างกาย ชะลอความแก่ ทำให้นอนหลับดีขึ้น เพิ่มพลังทางเพศ ป้องกันตะคริว เพิ่มน้ำในร่างกาย ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดความดันเลือด ขับโลหะหนักออกจากร่างกาย ทำให้อากาศบริสุทธิ์ ทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น เป็นต้น เกลือหิมาลัยมีประโยชน์จริงหรือไม่        มีเอกสารและงานวิชาการจำนวนมากที่คัดค้านการกล่าวอ้างประโยชน์ของเกลือหิมาลัย เช่นการโฆษณาว่า มีแร่ธาตุต่างๆ ถึง 84 ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ผู้บริโภคที่ไม่รู้เท่าทันหลงเชื่อว่า ยิ่งมีแร่ธาตุมากยิ่งดี ร่างกายต้องการสารอาหารมากขึ้น ที่จริงแล้ว สารต่างๆ ที่โฆษณานั้น มีเพียง 15 ชนิดเท่านั้นที่มีประโยชน์ อีก 7 ชนิด อาจมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ก็พบจำนวนน้อยมากจนอาจไม่พบ นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุที่เป็นอันตราย เช่น ปรอท ยาฆ่าหนู ตะกั่ว และมีสารกัมมันตรังสี เช่น เรเดียม ยูเรเนียม เป็นต้นโคมไฟเกลือหิมาลัยที่ขายกันอย่างแพร่หลายโดยเชื่อว่า เกลือจะจับไอน้ำและมลพิษต่างๆ ในอากาศ ทำให้อากาศบริสุทธิ์ ยังไม่พบว่ามีหลักฐานวิชาการที่น่าเชื่อถืองานวิจัยต่างๆ ที่กล่าวอ้างถึงประโยชน์ของเกลือหิมาลัยนั้น ไม่มีคุณภาพ และไม่มีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่น่าเชื่อถือ หนังสือที่ตีพิมพ์ก็ยังขาดหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน        ที่สำคัญ งานวิจัยที่น่าเชื่อถือทั้งใน PubMED และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า การลดการบริโภคเกลือทะเลนั้นจะทำให้ความดันเลือดลงอย่างแน่นอน ดังนั้นการบริโภคเกลือหิมาลัยนั้นจะทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นเช่นเดียวกับเกลือทะเล          สรุป  ประโยชน์ของเกลือหิมาลัยที่กล่าวอ้างกันว่าเป็นเกลือที่บริสุทธิ์ที่สุด มีประโยชน์สารพัด จึงเป็นเรื่องที่ไม่จริง ไม่มีหลักวิชาการที่น่าเชื่อถือรองรับ เกลือหิมาลัยนั้นมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย การกินเกลือหิมาลัยจำนวนมากจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ

อ่านเพิ่มเติม >