ฉบับที่ 198 รู้เท่าทันอาหารคีโตเจ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ มีหมอบางคนออกมาแนะนำให้กินน้ำมันหมู ขาหมูเพื่อเป็นการลดน้ำหนัก และรักษาสุขภาพ เอ๊ะ...อย่างไร  เพราะเราได้รับการปลูกฝังมาตลอดว่า มันหมู หรือน้ำมันจากสัตว์นั้นเป็นไขมันอิ่มตัว เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  แต่ทำไมคุณหมอจึงกลับบอกว่าดี อันที่จริงความเชื่อเหล่านี้มีทฤษฎีความเชื่อมาจากสูตรอาหารแบบคีโตเจ้น สูตรอาหารแบบแอตกิ้นส์  และเรื่องน้ำมันที่มีประโยชน์และที่เป็นโทษต่อร่างกาย  วันนี้เรามารู้เท่าทันอาหารแบบ คีโตเจ้นหรือคีโตเจนิกไดเอ็ท (Ketogenic diet) กันเถอะอาหารคีโตเจ้นหรือคีโตเจนิกไดเอ็ท คืออะไร คนไทยไม่คุ้นเคยกับชื่ออาหารคีโตเจ้น แต่ถ้าบอกว่า อาหารสำหรับนักเพาะกาย นักกีฬา อาจเข้าใจได้ง่าย  เพราะอาหารนักเพาะกายจะกินโปรตีนเป็นหลัก เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้เป็นมัดๆ  รีดไขมันออก   ดารานักแสดงหนังบู๊ของฮอลลีวู้ดที่เน้นร่างกายที่บึกบึน จะต้องเพาะกายและกินอาหารแบบนี้ อาหารคีโตเจ้นเป็นสูตรอาหารที่คาร์โบไฮเดรตหรือแป้งต่ำ(เหมือนอาหารแอตกิ้นส์)  เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานจากโปรตีนและไขมันแทน  เป็นการลดหรือตัดแป้งออกซึ่งย่อยง่ายกว่า เช่น น้ำตาล น้ำอัดลม ข้าวขาว เป็นต้น เมื่อร่างกายกินแป้งน้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน ร่างกายจะขาดพลังงาน (น้ำตาลในเลือด)  ปรากฏการณ์นี้จะกินเวลา 3-4 วัน แล้วร่างกายจะค่อยๆ  ย่อยสลายโปรตีนและไขมันเพื่อสร้างพลังงาน ทำให้น้ำหนักลดลง ภาวะนี้เรียก คีโตซิสมีการใช้อาหารคีโตเจ้นรักษาอะไรบ้าง การแพทย์ทางเลือกใช้เพื่อลดน้ำหนัก แต่มีการใช้รักษาโรคบางชนิด เช่น ลมบ้าหมู โรคหัวใจ โรคทางระบบประสาท สิว เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งยังต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมก่อนที่จะยอมรับเป็นการรักษาตามมาตรฐานผลเสียจากการกินอาหารคีโตเจ้น อย่างแรกคือ โคเลสเตอรอลสูง เนื่องจากแหล่งโปรตีนมาจากเนื้อสัตว์ นม อาหารมัน  ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ  แต่ผลการศึกษาผู้ที่กินอาหารแบบแอตกินส์มานาน 2 ปี กลับมีไขมันเลวลดลงไตต้องทำงานหนักมากขึ้น อาจเกิดนิ่วในไตอาจทำให้กระดูกพรุน เพราะการกินโปรตีนมาก จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากขึ้นท้องผูก น้ำตาลในเลือดต่ำเล็กน้อย อาหารไม่ย่อย อาหารคีโตเจ้นดีจริงหรือไม่ เมื่อทบทวนงานศึกษาวิจัยจากวารสารวิชาการที่เชื่อถือได้ พบว่า อาหารคีโตเจ้นเกิดประโยชน์ดังนี้1. การกินอาหารคีโตเจ้นช่วยควบคุมความหิว สามารถลดน้ำหนัก ระยะเวลาในการกินอาหารคีโตเจ้นอาจเป็นระยะสั้น (2-3 สัปดาห์) จนถึงระยะยาว (6-12 เดือน)  การกินอาหารคีโตเจ้นสามารถรักษาโรคอ้วนได้ ถ้าใช้ในการควบคุมของแพทย์2. การกินอาหารคีโตเจ้นช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าอาหารไขมันต่ำ และการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็ง โรคหัวใจ โรคระบบประสาท พบว่ามีผลที่น่าสนใจ ซึ่งต้องการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม3. การกินอาหารคีโตเจ้นระยะยาว ช่วยลดน้ำหนักและดัชนีมวลกาย นอกจากนี้ ยังลดไตรกลีเซอไรด์  LDL น้ำตาลในเลือด และช่วยเพิ่ม HDL  การกินอาหารคีโตเจ้นระยะยาวยังไม่พบผลข้างเคียงกับผู้ป่วย  จึงสามารถกินเป็นเวลานานได้สรุป  การกินอาหารที่คาร์โบไฮเดรตต่ำ กินโปรตีนและไขมันสูงแบบอาหารคีโตเจ้นส์ หรือแบบแอตกินส์นั้นมีผลในการลดน้ำหนัก และทำให้ไขมันเลวลดลง  อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงก็มีตามมา เช่น ท้องผูก ไตทำงานหนัก กระดูกพรุน  ที่สำคัญ ต้องมีการศึกษาระยะยาวกว่านี้ ว่าอาหารที่โปรตีนสูงนั้นอาจก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 197 รู้เท่าทันการกินอาหารคลีน

อาหารคลีนหรืออาหารสะอาดนั้นกำลังเป็นที่นิยมของคนหนุ่มสาวที่รักสุขภาพทั่วโลก เพราะเชื่อว่า “อาหารคลีนเป็นวิถีชีวิตใหม่ในการกินอาหารที่กินได้มาก(ไม่ต้องอดอาหาร) น้ำหนักลด และมีสุขภาพที่ดีเยี่ยม”  ความเชื่ออาหารคลีนนี้จริงหรือไม่ มีประโยชน์จริงหรือไม่ มารู้เท่าทันกันเถอะอาหารคลีนคืออะไร แนวทางอาหารคลีนเกิดขึ้นจากแนวคิดของนักวิชาการหลายคน โดยเฉพาะ ทอสค่า เรโน่ นักโภชนาการ ซึ่งได้เขียนหนังสือกว่าสิบเล่มเกี่ยวกับอาหารคลีน จนเป็นที่โด่งดังและเกิดเป็นกระแสการกินอาหารคลีนขึ้นแนวอาหารคลีนก็คือ อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป อาหารที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ที่ปลอดไขมัน และไม่ใส่ผงชูรส เครื่องปรุงรสอาหาร สารกันบูด สารเคมี น้ำตาล ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์  ที่สำคัญต้องควบคู่กับการออกกำลังกายด้วย นั่นแสดงว่า มะเขือเทศสดถือเป็นอาหารคลีน แต่ซอสมะเขือเทศไม่ใช่  อาหารที่ผ่านการแปรรูปจะมีผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะน้ำตาลทรายขาว ซึ่งไม่ควรบริโภคอย่างยิ่ง อาหารคลีนที่ให้พลังงาน 1,200-1,800 แคลอรี่ต่อวัน โดยแบ่งกินวันละ 5-6 มื้อเล็กๆ จะช่วยกระตุ้นการย่อยและเผาผลาญอาหารในร่างกายได้ดีขึ้น และไม่ต้องกังวลเรื่องการควบคุมแคลอรี่ อาหารคลีนจะช่วยลดน้ำหนัก 1.4 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและความรู้สึกอย่างชัดเจนอาหารคลีน กินอย่างไร หลักการการกินอาหารคลีน1. อาหารแต่ละมื้อควรให้พลังงาน 200-300 แคลอรี่2. กินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนกับเนื้อสัตว์(20 กรัม) ทุกมื้อ3. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว4. ห้ามงดอาหารโดยเฉพาะมื้อเช้า5. บริโภคไขมันที่ดีต่อสุขภาพทุกวัน6. อาหารที่กินได้แก่ ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ผลไม้ ผัก เนื้อสัตว์ที่ไขมันน้อย ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ กินในอาหารปริมาณน้อย แต่บ่อยๆ อาจทุก 2-3 ชั่วโมง7. หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ อาหารที่ผ่านการแปรรูปมากเกินไป แป้งที่ขัดขาว น้ำตาลทราย น้ำอัดลม น้ำผลไม้ แอลกอฮอล์นอกจากการกินอาหารแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นส่วนสำคัญของแนวทางอาหารคลีน  ต้องมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยกน้ำหนัก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาทีอาหารคลีนดีจริงหรือ? โรเบิร์ตต้า แอนดิ้ง นักโภชนาการหญิงจากสมาคมอาหารแห่งอเมริกา ได้ออกมาชี้แจงว่า “ทุกคนต่างทราบดีว่า การออกกำลังกาย การกินอาหารทุกมื้อ การดื่มน้ำปริมาณมาก อาหารที่มาจากผัก และเนื้อสัตว์ที่ไขมันน้อย มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแน่นอน  แต่ข้อปฏิบัติและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของอาหารคลีนนั้น “เข้มงวดและไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และยากที่ปฏิบัติได้”นักวิชาการหลายคนออกมาคัดค้านและกล่าวว่า อาหารคลีนนั้น ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงพอ และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจอาหารที่เข้ามาส่งเสริม  สรุป  แนวทางอาหารคลีนนั้น ประกอบด้วยอาหารธรรมชาติ อาหารที่ไม่แปรรูป อาหารไขมันต่ำ  ซึ่งเป็นหลักการการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่เป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วไป  ที่สำคัญต้องมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  ดังนั้นเราสามารถทำอาหารคลีนได้เอง โดยไม่ต้องซื้อตามร้านทั่วไป ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าอาหารปกติ 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 196 รู้เท่าทันการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือน

มีการส่งเสริมการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือนเพื่อให้เกิดสมดุลของร่างกายจากหน่วยงานวิชาการต่างๆ  อย่างกว้างขวาง  แม้ว่าการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือนจะไม่ได้รับความนิยมมากเท่ากับการกินอาหารสุขภาพอื่นๆ เช่น แมคโครไบโอติกส์ อาหารตามกลุ่มเลือด อาหารด่าง อาหารคลีน ก็ตาม  แต่ก็มีกระแสตอบรับ  ดังนั้น มารู้เท่าทันการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือนกันเถอะ ว่าดีจริงหรือไม่ธาตุเจ้าเรือนคืออะไร คัมภีร์การแพทย์แผนไทยที่กล่าวถึงสาเหตุแห่งการเกิดโรคมีหลายเล่ม เล่มที่สำคัญคือ คัมภีร์สมุฎฐานวินิจฉัย คำว่า สมุฎฐาน หมายถึง ที่ตั้งแห่งโรค หรือสาเหตุแห่งการเกิดโรคนั่นเอง  คัมภีร์สมุฎฐานวินิจฉัยกล่าวว่า สาเหตุของความผิดปกติของร่างกายเกิดจากสมุฎฐาน 4 ได้แก่ ธาตุสมุฎฐาน อายุสมุฎฐาน อุตุสมุฎฐาน กาลสมุฎฐานธาตุสมุฏฐาน  เป็นสาเหตุของโรคที่สัมพันธ์กับธาตุทั้ง 4  ธาตุทั้ง 4 จะทำงานเป็นปกติก็เพราะมีระบบตรีธาตุ หรือตรีโทษะทำงานประสานสอดคล้องกัน ได้แก่ ปิตตะ  วาตะ  เสมหะ ปิตตะ  เป็นระบบที่ควบคุมการย่อยอาหาร ความร้อนของร่างกายวาตะ   เป็นระบบที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายและอวัยวะต่างๆเสมหะ เป็นระบบที่ควบคุมความชุ่มชื้น การหล่อลื่นในร่างกายภาวะปกติของตรีธาตุแต่ละคนเรียกว่า ปรกติลักษณะ  การแพทย์แผนไทยเรียกว่า ธาตุเจ้าเรือนอายุสมุฏฐาน  เป็นสาเหตุของโรคที่สัมพันธ์กับ อายุ ปฐมวัย    อายุตั้งแต่ แรกเกิด-16 ปี   สมุฏฐานเป็น เสมหะ มัชฌิมวัย  อายุตั้งแต่ 16-32 ปี         สมุฏฐานเป็น ปิตตะ ปัจฉิมวัย   อายุตั้งแต่ 32 ปีขึ้นไป       สมุฏฐานเป็น วาตะอุตุสมุฏฐาน  เป็นสาเหตุของโรคที่สัมพันธ์กับ ฤดูกาล ฤดูร้อน    สมุฏฐานเป็น ปิตตะ ฤดูฝน      สมุฏฐานเป็น วาตะ ฤดูหนาว  สมุฏฐานเป็น เสมหะกาลสมุฏฐาน  เป็นสาเหตุของโรคที่สัมพันธ์กับ ช่วงเวลาในแต่ละวัน 06.00-10.00 และ 18.00-22.00 น.  สมุฏฐานเป็น เสมหะ 10.00-14.00 และ 22.00-02.00 น.  สมุฏฐานเป็น ปิตตะ 14.00-18.00 และ 02.00-06.00 น.  สมุฏฐานเป็น วาตะการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือนเป็นตัวชี้ขาดสุขภาพหรือไม่ เมื่อดูจากทฤษฎีสมุฏฐานโรคของการแพทย์แผนไทย จะเห็นได้ว่า สาเหตุความผิดปกติของร่างกายนั้นเกิดจากสาเหตุหลักๆ ถึง 4 สาเหตุ ได้แก่ ธาตุเจ้าเรือน อายุ ฤดูกาล และช่วงเวลาในแต่ละวัน  ธาตุเจ้าเรือนเป็นเพียง 1 ใน 4 สมุฏฐานเท่านั้น   อายุ ฤดูกาล และช่วงเวลาในแต่ละวัน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุของความผิดปกติของการทำงานของตรีธาตุหรือตรีโทษะ  ดังนั้น เมื่อเกิดปัจจัยที่สร้างความผิดปกติที่กระทบต่อร่างกาย เราจะต้องปรับสมดุลของร่างกายโดยการลดหรือเพิ่มสมุฎฐานที่มีผลกระทบ  การลดหรือเพิ่มตามคัมภีร์การแพทย์แผนไทย (คัมภีร์วรโยคสาร) ใช้ทั้งการปรับสิ่งแวดล้อม พฤติกรรม อารมณ์ และอาหาร  ไม่ได้เน้นอาหารเพียงอย่างเดียว การกินอาหารเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ธาตุเจ้าเรือนเป็นปกติ  แต่ต้องกินอาหารให้สอดคล้องกับ อายุ ฤดูกาล และช่วงเวลาในแต่ละวัน  ไม่ใช่ยึดตามธาตุเจ้าเรือนเพียงอย่างเดียว ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทยนั้น แนบแน่นการการใช้วิถีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติ  การกินผักและอาหารพื้นบ้านที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล  แต่ละฤดูกาลจะมีผักพื้นบ้านต่างชนิด มีรสชาติที่แตกต่างกัน  การกินตามฤดูกาลและเวลาในแต่ละวัน จึงสอดคล้องกับอุตุสมุฏฐานและกาลสมุฏฐาน ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยมากกว่าการกินตามธาตุเจ้าเรือน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 195 รู้เท่าทันผึ้งบำบัด

นอกจากการใช้ปลิง หอยทาก ในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ แล้ว  การแพทย์ทางเลือกและการแพทย์เสริมยังนิยมใช้ผึ้งต่อยหรือฝังเหล็กในที่ร่างกายผู้ป่วยเพื่อเป็นการบำบัดโรคปวดข้อ ข้อเสื่อมอีกด้วย  การบำบัดด้วยพิษจากเหล็กในของผึ้งได้ผลจริงหรือไม่  เรามารู้เท่าทันกันเถอะ พิษของผึ้งมีผลอย่างไรต่อร่างกาย การบำบัดด้วยเหล็กในผึ้งเป็นการรักษาแบบพื้นบ้าน ซึ่งนิยมใช้ในหลายประเทศมานานหลายศตวรรษ  ในการแพทย์ดั้งเดิมใช้ในการบำบัด ข้ออักเสบ ภูมิต้านทานร่างกายผิดปกติ  พิษจากเหล็กในผึ้งประกอบด้วยสารประกอบต่างๆ ประมาณ 40 ชนิดที่ช่วยในการเยียวยา โดยเฉพาะสารเมลิตติน (melittin)  ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดการอักเสบและข้ออักเสบผู้คนเชื่อว่า พิษของผึ้งมีผลในการลดความเจ็บปวด ช่วยบรรเทาอาการของโรคต่างๆ ตั้งแต่ ข้ออักเสบ เอ็นอักเสบ กล้ามเนื้อพังผืดอักเสบ  รูมาตอยด์ ปลอกประสาทอักเสบ เป็นต้น  บางเว็บไซต์อ้างว่าบำบัดอาการต่างๆ ได้มากกว่า 30 โรค สมมติฐานทางการแพทย์เชื่อว่า พิษของเหล็กในผึ้งจะไปกระตุ้นต่อมหมวกไตเพื่อหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอาการอักเสบ  นอกจากนี้ พิษของเหล็กในผึ้งยังไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพื่อไปเยียวยาส่วนต่างๆ และยังไปสร้างสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งลดความเครียดและลดอาการปวดของร่างกาย  นอกจากนี้พิษเหล็กในผึ้งยังมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับแบคทีเรีย ไวรัส ในระบบประสาทส่วนกลางและที่อื่นๆมีอาการแพ้พิษจากเหล็กในผึ้งได้หรือไม่ ในสหรัฐอเมริกา มีผู้มีประสบการณ์การบำบัดด้วยผึ้งประมาณ 65,000 คน ซึ่งมีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่มีอาการแพ้  แม้ว่าพิษของเหล็กในผึ้งจะไม่สามารถบำบัดได้ทุกอาการ แต่ก็สามารถทำให้อาการต่างๆ สงบลงได้โดยไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายเมื่อเทียบเท่ากับยา ในสหราชอาณาจักร พบว่า ในแต่ละปี มีผู้เสียชีวิตจากการแพ้พิษจากเหล็กในผึ้ง 2- 9 ราย  ดังนั้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการแพ้ จึงมีการฉีดพิษเหล็กในผึ้งที่บริสุทธิ์เข้าใต้ผิวหนังทีละน้อย และค่อยๆ เพิ่มขึ้น แทนที่จะใช้ผึ้งเป็นๆ มาต่อยที่ผิวหนัง จาการทบทวนเอกสาร พบงานวิจัย 145 รายงาน   พิษเหล็กในผึ้งก่อให้เกิดความเสี่ยงในการแพ้ถึง ร้อยละ 261 เมื่อเทียบกับการฉีดด้วยน้ำเกลือ  อาการแพ้พิษเกิดได้บ่อย จึงสมควรที่นักบำบัดจะต้องระวังเมื่อใช้ผึ้งบำบัด และต้องได้รับการอบรมตามมาตรฐานพิษจากเหล็กในผึ้งบำบัดโรคได้จริงหรือไม่ จากการทบทวนวรรณกรรมใน PUBMED, EMBASE และ Cochrane Library เกี่ยวกับการบำบัด       ข้ออักเสบ ด้วยพิษเหล็กในผึ้ง  มีงานวิจัย 15 รายงาน พบว่า พิษจากเหล็กในผึ้งมีผลในการลดการอักเสบและอาการปวด  มี 5 รายงานที่แสดงว่า พิษจากเหล็กในผึ้งมีประสิทธิผลในการบำบัดข้ออักเสบ มีการทบทวนการวรรณกรรมการใช้พิษเหล็กในผึ้งในการบำบัดมะเร็งเช่น  มะเร็งที่ไต ปอด ตับ ต่อมลูกหมาก กระเพาะปัสสาวะ เต้านม และมะเร็งเม็ดเลือดขาว  พบว่า สารเมลิตตินและฟอสฟอไลเปส A2 สามารถจับเซลล์มะเร็ง และมีผลทำให้เซลล์มะเร็งตายได้  ซึ่งจะเป็นแนวทางในการศึกษาต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนวรรณกรรมในการใช้พิษเหล็กในผึ้งในการรักษารูมาตอยด์ อาหารปวดหลังส่วนล่าง ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก และอื่นๆ อีกจำนวนมากสรุป การบำบัดด้วยพิษเหล็กในผึ้งนั้น มีหลักฐานการวิจัยมากพอควรว่ามีประสิทธิผลในการรักษาโรคต่างๆ โดยเฉพาะ ข้ออักเสบ รูมาตอยด์ อาการปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ทั้งนี้เพราะ พิษจากเหล็กในผึ้งมีผลในการลดการอักเสบและอาการปวด  รวมทั้งมีผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งมีผลดีในผู้ที่มีปัญหาภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 194 รู้เท่าทันหอยทากบำบัด

ฉบับนี้ขอนำเรื่องหอยทากบำบัดมาเล่าสู่กันฟัง เพราะหลายคนคงจะได้เห็นโฆษณากันตามท้องถนน และสื่อออนไลน์มากพอสมควร  หอยทากบำบัดที่ใช้เพื่อความงามของใบหน้าได้ผลจริงหรือไม่ มารู้เท่าทันกันเถอะมีการใช้หอยทากบำบัดมานานแค่ไหน มีการใช้หอยทากเพื่อการบำบัดมา ตั้งแต่สมัยของฮิปโปรเครตีส (460-370 ก่อนคริสตกาล)  เพื่อใช้ในการรักษาโรคถุงน้ำของไขสันหลัง นอกจากนี้ ยังใช้รักษาอาการปวดที่เกี่ยวกับแผลไหม้ ฝี และบาดแผล  ในคริสตศตวรรษที่ 18 มีการใช้สารจากหอยทากมาทำเป็นยาทาภายนอกเพื่อรักษาโรคผิวหนัง และยารักษาอาการของวัณโรคและไตอักเสบ  เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ให้ความสนใจหอยทากบำบัด  ปีค.ศ. 1999 มีการทบทวนยา  Ziconotide (SNXIII) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์จากพิษของหอยทากและใช้ลดอาการปวด  พบว่า การศึกษาในระดับพรีคลินิกและระดับคลินิกมีความน่าสนใจเมือกของหอยทากมีสรรพคุณอะไรบ้าง เมือกของหอยทากมีสารที่นำมาสกัดมากมาย เช่น  helicidine, pertussidine, pomaticine   โดยจะนำหอยทากมาแช่ในน้ำเกลือ 1%  หอยทากจะคายเมือกออกมา  ในน้ำเมือกย่อยอาหารของหอยทากจะมีเอนไซม์มากกว่า 30 ชนิด และยังมีเอนไซม์จากเมือกจากส่วนอื่นๆ อีกหลายชนิด  เมือกเหล่านี้ บางชนิดมีสรรพคุณต่างๆ เช่น การละลายเสมหะในทางเดินหายใจในห้องปฏิบัติการ เป็นต้นปัจจุบันยังนิยมใช้หอยทากบำบัดหรือไม่ ปัจจุบันมีความสนใจจากทางการแพทย์มากขึ้นในการนำประโยชน์จากหอยทากมาใช้ในการรักษาคน  นอกจากใช้เป็นยาที่ช่วยขับเสมหะแล้ว ยังพบว่า หอยทาก Helix pomatia ซึ่งเป็นหอยทากชนิดหนึ่งที่ใช้กินเป็นอาหาร  อาจนำมาใช้ในการบ่งชี้การทำนายโรคของมะเร็งเต้านม กระเพาะอาหาร และลำไส้ใหญ่ นักวิจัยยังพบว่า ประชากรในเกาะครีต ประเทศกรีซ มีการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าประชากรในอเมริกา เนื่องจากประชากรในครีตบริโภคหอยทากเป็นปริมาณมาก  หอยทากมีปริมาณของ α-linolenic acid จำนวนมาก  ซึ่งป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดกระแสการใช้หอยทากเพื่อความงาม ในแวดวงความงาม สปา มีการใช้หอยทากในการบำบัดรอยเหี่ยวย่นของใบหน้า ช่วยทำให้ใบหน้ากลับมาเป็นหนุ่มสาวมากขึ้น เพราะเชื่อว่าเมือกเหนียวๆ ของหอยทากจะช่วยให้ผิวหน้ากลับมาเต่งตึงเหมือนผิวคนหนุ่มสาว  มีการประชาสัมพันธ์ผ่านดารา ผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มาใช้บริการและอ้างว่าได้ผลดี  ทำให้ผู้คนแห่ไปใช้บริการจากหอยทากเพื่อความงามจำนวนมาก ตั้งแต่ญี่ปุ่น อังกฤษ อินเดีย จนถึงไมอามี สหรัฐอเมริกา เป็นต้น  ประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้า มีการบำบัดด้วยหอยทากที่สปาเชียงใหม่ และกรุงเทพมหานครประโยชน์ของหอยทากในการบำบัด เมื่อทบทวนจากเอกสารทางวิชาการ มีการศึกษาประโยชน์ของหอยทากจำนวนมาก  แต่แทบทั้งหมดจะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการบำบัดรักษาโรค โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับมะเร็ง โดยศึกษาในการทำนายโรคของมะเร็งและการใช้เพื่อชะลอการแพร่กระจายและลุกลามของมะเร็ง สรุป  การใช้หอยทากบำบัดมีมานานหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน  มนุษย์มีความเชื่อว่า หอยทากเป็นสัตว์ที่มีสรรพคุณในการรักษาและเยียวยาโรคต่างๆ  ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน มีการนำเมือกจากหอยทากมาผลิตเป็นยาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ  มีการศึกษาเพื่อใช้ในการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด  ลดอาการปวดรุนแรง และโรคมะเร็ง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 193 รู้เท่าทันปลิงบำบัด

กระแสความตื่นตัวเรื่องปลิงบำบัดในไทยเกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน  ถ้าเราเข้าไปดูในยูทูปจะเห็นการใช้ปลิงบำบัดเต็มไปหมด ใช้ตั้งแต่การรักษาสิว แผลติดเชื้อ ไมเกรน  ในเว็บไซต์สุขภาพจำนวนมากใช้ปลิงบำบัดสารพัดโรค ตั้งแต่ ผมร่วง หัวล้าน ข้อเข่าอักเสบ หัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน การได้ยิน ต้อหิน เหงือกอักเสบ ความดันเลือดสูง แม้กระทั่งมะเร็ง  ดาราดังในฮอลีวูดเช่น เดมี่ มัวร์ ก็เคยใช้ปลิงในการล้างพิษในเลือดเมื่อปีค.ศ. 2008  ปัจจุบันดาราฮอลลีวูดมีการใช้ปลิงบำบัดในการทำให้ใบหน้ากลับมาเต่งตึงโดยไม่ต้องผ่าตัด  เรามารู้เท่าทันปลิงบำบัดกันเถอะความเป็นมาของปลิงบำบัด การใช้ปลิงบำบัดมีมานานหลายพันปี ตั้งแต่เริ่มต้นเกิดอารยธรรมเมือง  เมืองโบราณเช่น อียิปต์ อินเดีย กรีก และอาหรับ มีการใช้ปลิงในการรักษาโรคโดยการเอาเลือดออกจากร่างกาย เพราะเชื่อว่าเป็นการเอาเลือดเสียหรือเป็นพิษออกไป จึงใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง ระบบประสาท ความผิดปกติของระบบขับปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ การอักเสบ โรคฟัน การบันทึกเกี่ยวกับปลิงบำบัดที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในคำภีร์ศูสรุตสัมหิตตา เขียนขึ้นโดย ศูสรุตในปี ค.ศ. 800 ก่อนคริสตกาล โดยกล่าวว่าเป็นวิธีการเอาเลือดออก ใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง อาการปวดร้าวไปที่ขา และอาการปวดกล้ามเนื้อ   เขาอธิบายว่า ปลิงมี 12 ชนิด เป็นพิษ 6 ชนิด และไม่เป็นพิษ 4 ชนิด การแพทย์แผนไทยก็มีตำราแผนปลิง และได้ประกาศเป็นตำราการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ แต่พบว่า แพทย์แผนไทยไม่มีประสบการณ์การใช้ปลิงรักษาเหมือนแพทย์อายุรเวทของอินเดียปลิงรักษาโรคได้อย่างไร เมื่อเร็วๆ การศึกษาจำนวนมากพบว่า ในน้ำลายของปลิงประกอบด้วยสารโปรตีนจำนวนมาก ได้แก่ แอนติทรอมบิน (สารต้านการแข็งตัวของเลือด สารสำคัญมีชื่อว่า ฮิรูดิน ทำให้ปลิงบำบัดมีชื่ออีกชื่อว่า Hirudin Therapy)  แอนติเพลตเลต สารต้านแบคทีเรีย และอื่นๆ อีกมาก  การพบว่ามีสารต้านการแข็งตัวของเลือดทำให้ปลิงบำบัดหวนกลับมาเป็นวิธีการรักษาที่นิยมอีกครั้งเพื่อใช้รักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง โรคติดเชื้อ  ในคริสตศตวรรษที่ 20 วงการศัลยกรรมตกแต่งและจุลศัลยกรรมเริ่มใช้ปลิงบำบัดในการป้องกันการบวมจากหลอดเลือดดำ และการต่อนิ้วและเนื้อเยื่อต่างๆ  ปัจจุบันเริ่มมีการใช้เพื่อความงาม  ในปีค.ศ. 2004  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของอเมริกา ได้รับรองการใช้ปลิงเป็นอุปกรณ์การรักษาทางการแพทย์อย่างหนึ่งปลิงรักษาโรคได้จริงหรือไม่  รายงานการวิจัยจำนวนมากในวารสารวิชาการ PubMed ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา และการทบทวนของห้องสมุด Cochrane ยืนยันประสิทธิผลการรักษาด้วยปลิงบำบัด โดยเฉพาะในการรักษาข้อเสื่อม ช่วยลดอาการปวด การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น และลดการติดขัดของข้อ  การทบทวนพบว่า มีการใช้ในการบำบัด ฝีหนอง ต้อหิน เส้นเลือดดำอุดตัน  และมีการใช้ในศัลยกรรมตกแต่ง เพื่อแก้ปัญหาการไหลเวียนของเลือด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีงานวิจัยที่ยืนยันประสิทธิผลการรักษาด้วยปลิง แต่ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลแทรกซ้อนของการใช้ปลิงบำบัด เพราะยังคงมีปัญหาแทรกซ้อนจากการใช้ปลิงบำบัดอยู่ โดยเฉพาะการติดเชื้อ เลือดไหลไม่หยุด และผู้ใช้ขาดความรู้ความชำนาญ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 192 รู้เท่าทันการกินม้าน้ำ

ม้าน้ำ เป็นปลากระดูกแข็งที่อาศัยอยู่ในทะเล การแพทย์จีนนิยมนำมาทำเป็นตำรับยาจีนดั้งเดิม เพราะเชื่อว่าช่วยบำรุงกำลังและเสริมสมรรถนะทางเพศ ชะลอความแก่ ต้านมะเร็งเต้านม รักษาหอบหืด อ่อนแรง เป็นต้น จากความนิยมทำให้มีการจับม้าน้ำในมหาสมุทรเพื่อมาจำหน่ายเพราะมีราคาสูง ระหว่าง 18,000-90,000 บาทต่อกิโลกรัม ในแต่ละปี มีการล่าม้าน้ำมาทำยาถึง 150 ล้านตัว คาดว่า ม้าน้ำจะสูญพันธุ์ภายใน 20-30 ปีข้างหน้านี้ จึงต้องมารู้เท่าทันกันเถอะรู้จักม้าน้ำม้าน้ำเป็นปลาชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hippocampus ม้าน้ำเป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์ต่อความรัก เพราะมันจะมีคู่ตัวเดียวตลอดชีวิต ตัวผู้จะมีกระเปาะหน้าท้อง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 50 ฟองใส่กระเปาะหน้าท้องตัวผู้ ตัวผู้จะฉีดน้ำเชื้อผสมกับไข่ และคอยดูแลไข่จนฟักออกมาเป็นตัว ใช้เวลาระหว่าง 14 วัน – 4 สัปดาห์ อายุของม้าน้ำในธรรมชาติเฉลี่ย 1-5 ปีม้าน้ำกับการแพทย์จีน ม้าน้ำและสัตว์อื่นๆ อีกหลายชนิดถูกนำมาใช้เป็นยาในการรักษาโรคต่างๆ ในการแพทย์จีนใช้ม้าน้ำมาทำเป็นยาบำรุงร่างกายหรือยาดอง ซึ่งเชื่อว่าจะเพิ่มความเป็นยินมากขึ้นตามหลักการเรื่องยินหยาง ม้าน้ำยังเกี่ยวกับพลังของตับและไต จึงใช้รักษาหอบหืด หลอดเลือด หย่อนสมรรถภาพทางเพศ โคเลสเตอรอลสูง นอนไม่หลับ และโรคอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นพอที่จะยืนยันประสิทธิผลดังกล่าวในสมัยก่อน การใช้ม้าน้ำในหมู่คนจีนเป็นการซื้อจากตลาดชุมชนท้องถิ่นและนำกลับไปปรุงยาที่บ้านเพื่อรักษาตนเอง คนในครอบครัว คนในชุมชน เป็นหลัก แต่ปัจจุบัน ธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงการใช้และการผลิตยาจากม้าน้ำ โดยมีการบดและบรรจุเป็นยาเม็ดขายกันทั่วไป ยาเม็ดดังกล่าวจะมาจากม้าน้ำที่ยังเล็ก ยังไม่โตเต็มวัย ทำให้ม้าน้ำสูญพันธุ์ได้ง่าย ถ้าเป็นม้าน้ำตัวผู้ซึ่งเป็นตัวที่ฟักไข่ที่หน้าท้อง โดยเก็บไข่ของตัวเมียไว้ที่กระเปาะหน้าท้องและฉีดน้ำเชื้อผสม และดูแลไข่จนฟักออกมาเป็นตัว ทำให้ลูกม้าน้ำจำนวนหลายร้อยตัวตายพร้อมกับพ่อม้าน้ำไปด้วยมีงานวิจัยทางการแพทย์รับรองประสิทธิผลหรือไม่ได้พยายามทบทวนงานวิจัยในวารสารวิชาการในต่างประเทศ มีการศึกษาเรื่องม้าน้ำในด้านต่างๆ มากพอควร แต่ไม่มีการศึกษาที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับประสิทธิผลในการรักษาโรคมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ พบว่า มีคุณสมบัติในการรักษาข้ออักเสบและการอักเสบ เอนไซม์คาเทปซินมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อน อย่างไรก็ตาม ยังต้องการงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเพื่อยืนยันขีดความสามารถทางชีวการแพทย์ดังกล่าวเมื่อค้นคว้าใน Cochrane Library ไม่พบว่ามีการทบทวนศึกษาประสิทธิผลของม้าน้ำสรุป แม้ว่าการแพทย์จีนดั้งเดิมเชื่อว่า ม้าน้ำมีสรรพคุณมากมาย รักษาตั้งแต่ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ชะลอความแก่ มะเร็งเต้านม หอบหืด จนถึงตับไต แต่ก็ไม่มีหลักฐานการศึกษาวิจัยที่จะยืนยันประสิทธิผลดังกล่าว จึงไม่ควรส่งเสริมยาจีนที่ทำจากม้าน้ำ เพราะไม่ยืนยันผล และยังเป็นการทำลายม้ำน้ำที่ใกล้จะสูญพันธุ์อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 191 รู้เท่าทันการกินกระดูกเสือ

กว่าหลายศตวรรษที่ผู้คนนับถือเสือว่าเป็นสัตว์ที่ดุร้าย ทรงพลัง และมีอำนาจเร้นลับ วัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นทั่วไปจึงยำเกรงและบูชาเสือ  เสือเป็นเสมือนเทพเจ้า ปีศาจ และเป็นทั้งยาในการรักษาโรค  การแพทย์ตะวันออกเชื่อว่า การได้กินส่วนต่างๆ ของเสือจะทำให้เกิดพลังชีวิต เรี่ยวแรง ความแข็งแรง และอื่นๆ อีกมากมาย  แทบทุกส่วนของเสือ ตั้งแต่จมูกจรดหาง สามารถใช้เพื่อรักษาโรคยาวเหยียด ตั้งแต่ โรคตับ โรคไต โรคลมชัก หัวล้าน ปวดฟัน ปวดข้อ ไข้ ปวดศีรษะ เป็นต้น  แม้กระทั่งอวัยวะเพศผู้ของเสือก็ใช้เป็นยาโด๊ปในการแพทย์จีน  กระดูกเสือเป็นส่วนที่มีราคาแพงที่สุด ใช้ในการรักษาโรคปวดข้อ ข้ออักเสบ และความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศชาย  กระดูกต้นขาหน้าจะเป็นที่ต้องการมากที่สุด เพราะเชื่อว่ามีพลังในการเยียวยามากที่สุด  กระดูกจะถูกบดเป็นผง บรรจุเป็นยาเม็ด พลาสเตอร์ และเป็นส่วนผสมกับยาตัวอื่น รวมทั้งผสมในเหล้า  ปริมาณการใช้กระดูกเสือ คือ 3-6 กรัมต่อวัน คิดเป็น 2.95-5.9 กิโลกรัมต่อปี  จากความเชื่อดังกล่าวทำให้เสือถูกล่าจนใกล้จะสูญพันธุ์  ในปี พ.ศ. 2529 เสือถูกจัดเป็นสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์  ในปีต่อมา ไซเตส (CITES) ได้ห้ามการค้าขายชิ้นส่วนของเสือข้ามประเทศ  ในปีพ.ศ. 2533-2535 จีนได้ส่งออกยาและเหล้าดองที่มีส่วนประกอบของเสือ 27 ล้านหน่วยไปยัง 26 ประเทศ  และจีนได้ห้ามการค้าขายเกี่ยวกระดูกเสือภายในประเทศในปี พ.ศ. 2536   ส่วนประกอบของกระดูกเสือ กระดูกเสือก็เหมือนกระดูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตระกูลแมวใหญ่ในป่า   ตำราการแพทย์จีนระบุว่า กระดูกเสือมีกลิ่นฉุนและมีคุณสมบัติ “ร้อน”  จึงใช้ในการลดอาการปวดและเสริมสร้างกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ  นิยมใช้ในการรักษาอาการลีบของขา เข่า และข้ออักเสบต่างๆ กระดูกของเสือและสุนัขมีความเหมือนกัน ประกอบด้วย คอลลาเจน ไขมัน แคลเซียมฟอสเฟตและแคลซียมคาร์บอเนต แมกนีเซียมฟอสเฟต  คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญ  ส่วนประกอบของกรดอะมิโนของเจลลาตินของเสือและสุนัขคล้ายกัน เสือมี 17 กรดอะมิโน ส่วนสุนัขมีเพิ่มอีกหนึ่งคือ ไทโรซีนในตำราการแพทย์จีน บอกว่า ประสิทธิผลของกระดูกเสือและสุนัขมีความคล้ายคลึงกัน  มีผลในการ ลดการอักเสบ ลดปวด ช่วยให้สงบและอยากหลับ และช่วยการติดของกระดูกที่หัก กระดูกเสือมีสรรพคุณจริงหรือไม่ มีงานวิจัยรองรับมากน้อยเพียงใด?จากการสืบค้นงานวิจัยต่างๆ  ไม่พบว่ามีการทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของกระดูกเสือต่อการรักษาโรค  แต่มีงานทบทวนเอกสารของห้องสมุดคอเครนที่น่าสนใจเกี่ยวกับประสิทธิผลของยาจีนกับการรักษาโรคกระดูกพรุน  มีงานศึกษาทั้งหมด 108 รายงาน อาสาสมัครในการวิจัย 10,655 คน ทบทวนเอกสารตั้งแต่ต้นจนถึงมกราคม พ.ศ. 2556  พบว่า มีการใช้ยาจีนกว่า 99 รายการ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ระยะเวลาในการศึกษาเฉลี่ย 5.7 เดือน โดยดู กระดูกหักที่เกิดใหม่ คุณภาพชีวิต มวลกระดูก  สรุปผลว่า ประสิทธิผลของยาจีน 99 รายการต่อมวลกระดูก ยังไม่ชัดเจน  ต้องมีการศึกษาที่รัดกุมมากกว่านี้ สรุป ยังไม่มีงานวิจัยเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของกระดูกเสือว่าจะช่วยในการรักษาโรคต่างๆ ตามตำราการแพทย์แผนจีน  ที่สำคัญ กระดูกเสือและกระดูกสุนัขนั้นมีส่วนประกอบเหมือนกันมาก เราอาจหลงซื้อกระดูกสุนัขแทนกระดูกเสือก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 190 รู้เท่าทันการกินดีหมี

มีการใช้อวัยวะหรือส่วนต่างๆ ของสัตว์มาเป็นส่วนผสมของยาสมุนไพรตามตำรับดั้งเดิมแทบทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยาจีน ยาอายุรเวท และยาไทย ทำให้มีการล่าสัตว์ป่าในธรรมชาติจนบางอย่างใกล้จะสูญพันธุ์ เช่น ม้าน้ำ แรด เสือ เป็นต้น สัตว์บางอย่างถูกนำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ เช่น กวาง ชะมดเชียง เป็นต้น แต่มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาเลี้ยงอย่างทารุณเพียงเพื่อเอาน้ำดีมาทำเป็นยา นิยมมากในหมู่คนจีน เกาหลี และเวียดนาม เรามารู้เท่าทันดีหมีกันเถอะดีหมีมีอะไรดีน้ำดีและถุงน้ำดีของหมีเป็นสัตว์วัตถุในการแพทย์ดั้งเดิมของจีน กว่า 3,000 ปี การแพทย์แผนจีนใช้รักษา ไข้ นิ่วในถุงน้ำดี โรคหัวใจ และโรคตา สารสำคัญในน้ำดีของหมีได้แก่ กรดเออร์โซดีออกซีโคลิค (ursodeoxycholic acid/UDCA) และมีมากเป็นพิเศษในน้ำดีของหมีมากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น น้ำดีจะถูกสร้างโดยตับและเก็บไว้ในถุงน้ำดี เมื่อน้ำดีถูกปล่อยออกไปในลำไส้เล็ก จะช่วยย่อยไขมัน กรดไขมัน UDCA จะช่วยควบคุมโคเลสเตอรอลโดยช่วยลดการดูดซึมของลำไส้ ดังนั้นทางการแพทย์จึงใช้กรดนี้ในการรักษานิ่วในถุงน้ำดีโดยไม่ต้องผ่าตัดหมีหนึ่งตัวจะผลิตน้ำดีที่ทำเป็นผงแห้งได้ 2 กก.ต่อปี น้ำดีของหมีซื้อขายกันในราคาสูง ในจีนขายราคา 14,350 บาทต่อหนึ่งกิโลกรัม ในญี่ปุ่น ถุงน้ำดีหมีป่า ขายราคา 115,500 บาทต่อกิโลกรัม ในเกาหลีใต้ ราคา 350,000 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันยังมีการใช้น้ำดีหมีในการผลิตเป็นแชมพู ไวน์ ชา ยาอมแก้เจ็บคอ อีด้วยจากการทบทวนของคอเครนพบว่า กรดเออร์โซดีออกซีโคลิคช่วยลดชีวเคมีในตับ ดีซ่าน และน้ำในช่องท้อง ยาเออร์โซไดออลเป็นยาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของอเมริกาขึ้นทะเบียนยาเพื่อรักษาโรคตับแข็งจากท่อน้ำดีปฐมภูมิ นอกจากนี้ใช้รักษาท่อน้ำดีอุดตันในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เพื่อบรรเทาอาการคันและลดการดูดซึมน้ำดีดีหมีกับโศกนาฏกรรมของหมีจากการที่ดีหมีมีราคาสูง ก่อให้เกิดธุรกิจการเลี้ยงหมีในฟาร์มเพื่อรีดน้ำดีจากหมีเหมือนกับการรีดนมวัว แพะ ควาย แต่วิธีการนั้นทารุณและไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง ในประเทศจีน มีฟาร์มเลี้ยงหมีกว่า 400 ฟาร์ม หมีกว่า 10,000 ตัวถูกจับขังในกรงแคบๆ ขนาด 2.5 x 4.2 x 6.5 ฟุต จนหมีไม่สามารถหมุนตัวไปมา หรือแม้กระทั่งจะนั่งก็นั่งได้ไม่เต็มก้นการรีดน้ำดีหมีนั้นจะทำวันละ 2 ครั้ง มีการผ่าตัดฝังท่อยางหรือท่อเหล็กเข้าทางหน้าท้องของหมี ซึ่งไม่ได้ทำโดยสัตวแพทย์ ทำให้หมีกว่าครึ่งหนึ่งตายจากการติดเชื้อหรือโรคแทรกซ้อนอื่นๆ หมีที่รีดน้ำดีต้องมีอายุ 3 ปี และถูกดูดน้ำดีอย่างน้อย 5-10 ปี บางตัวที่ถูกช่วยชีวิตถูกรีดนานกว่า 20 ปี สภาพที่สกปรกในฟาร์มส่วนใหญ่ทำให้หมีต้องทรมานจากการติดเชื้อ หนอน และพยาธิ กล้ามเนื้อของหมีจะลีบ ขาดอาหาร เขี้ยวและฟันถูกถอนออก หมีบางตัวฆ่าตัวตายเพื่อหนีความทุกข์ทรมาน ในน้ำดีหมีอาจพบการปนเปื้อนของน้ำหนองจากการติดเชื้อสุขภาพต้องสมบูรณ์ทั้งกายและจิตมีความพยายามที่จะหาสิ่งอื่นมาทดแทนดีหมี ได้แก่ น้ำดีหมีเทียม สารสังเคราะห์ น้ำดีจากสัตว์อื่น และพืชสมุนไพร ซึ่งน้ำดีจากสัตว์อื่นโดยเฉพาะหมูมีสรรพคุณคล้ายน้ำดีหมีสรุป น้ำดีหมีมีสรรพคุณในการรักษาโรคต่างๆ ตามความเชื่อของการแพทย์จีนดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม น้ำดีหมีนั้นได้มาจากความทุกข์ทรมานของหมีที่ถูกเลี้ยงอย่างไร้มนุษยธรรม จึงสมควรที่จะไม่ส่งเสริมการใช้หรือบริโภค

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 189 รู้เท่าทันการกินฉี่

การดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อเป็นการบำบัดโรคนั้น เคยเกิดกระแสนิยมในสังคมไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยเฉพาะในสายการแพทย์ทางเลือกและในสายของผู้ปฏิบัติธรรม ต่อมาลดความนิยมลง แต่ยังมีการปฏิบัติกันในหมู่นักปฏิบัติธรรมและผู้รักสุขภาพบางกลุ่ม ในบางช่วงก็เกิดกระแสนิยมเป็นครั้งคราว เหตุที่การดื่มน้ำปัสสาวะไม่ก่อกระแสรุนแรงเหมือนผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ นั้น อาจเป็นเพราะ ทุกคนเป็นเจ้าของน้ำปัสสาวะ ไม่ต้องซื้อขาย จึงไม่มีกระแสธุรกิจที่จะมาขายน้ำปัสสาวะอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เรามารู้เท่าทันน้ำปัสสาวะกันดีกว่าความเป็นมาการดื่มหรือการใช้น้ำปัสสาวะของคนหรือของสัตว์เพื่อการบำบัดโรคนั้นมีการใช้กันทั่วโลกมานานกว่าพันปี ในพระธรรมวินัย กำหนดแนวทางยังชีพหรือนิสัย 4 ให้ภิกษุฉันน้ำมูตเน่า(น้ำปัสสาวะ) มีหลักฐานการจารึกในอิยิปต์โบราณ กรีก โรม คัมภีร์โยคะของอินเดีย ตำราการแพทย์จีน ดังนั้นการดื่ม การใช้น้ำปัสสาวะจึงเป็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติที่เก่าแก่หลายพันปีบทความในวารสาร Nephrology เดือน พ.ค. - มิ.ย. 2011 เขียนว่า ผู้คนที่ใช้น้ำปัสสาวะเชื่อว่า น้ำปัสสาวะไม่เป็นของเสียของร่างกาย แต่เป็นสิ่งที่กลั่นจากเลือดและมีสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ถูกเรียกเป็น “ทองคำจากเลือด” และ “ยาอายุวัฒนะ” การดื่มน้ำปัสสาวะมีที่มาจากวัฒนธรรมอินเดีย และมีการใช้มานานหลายศตวรรษและหลายวัฒนธรรมบทบรรณาธิการในวารสาร Pan Afr. Med J. เผยแพร่ ออนไลน์ 25 พค. 2010 เขียนว่า จากการค้นหาเกี่ยวกับ “การดื่มน้ำปัสสาวะ” ในกูเกิ้ลเกือบ 100,000 รายการและในวิดีทัศน์ 150 รายการ ยืนยันว่า “การดื่มน้ำปัสสาวะ ยังคงเป็นที่นิยมและกลับมานิยมในทุกวันนี้”ในน้ำปัสสาวะมีของล้ำค่าอะไรบ้างน้ำปัสสาวะส่วนใหญ่เป็นน้ำ มียูเรีย (25g/d), กรดยูริก (1g/d), ครีเอตินีน (1.5g), แร่ธาตุต่างๆ (10g/d ส่วนใหญ่เป็น เกลือโซเดียม), ฟอสเฟตและกรดอินทรีย์ (3g/d) , มีโปรตีนเล็กน้อย (40-80 mg/d, ส่วนใหญ่เป็นอัลบูมิน, ฮอร์โมนเล็กน้อย, กลูโคส และวิตามินที่ละลายน้ำน้ำปัสสาวะจะบริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อโรคเมื่อเกิดขึ้นในไต แต่เมื่อปล่อยออกจากร่างกายแล้วมักจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรคมีการใช้น้ำปัสสาวะรักษาโรคอะไรในบทความ Nephrology ปี 1999 เขียนว่า มีการดื่มน้ำปัสสาวะในตอนเช้าเพื่อเป็นการรักษาโรคจำนวนมาก เช่น การติดเชื้อจากไวรัสหรือแบคทีเรีย อาการที่เกิดขึ้นระหว่างวันแรกๆ ที่ดื่มน้ำปัสสาวะ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ใจสั่น ท้องเสีย หรือไข้ สารสำคัญจำนวนมากในปัสสาวะได้แก่ ยูเรีย กรดยูริก ไซโตไคน์ (เป็นโปรตีนหรือไกลโคโปรตีนที่มีขนาดเล็ก สร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น) ฮอร์โมน มีการใช้น้ำปัสสาวะกับภายนอก ได้แก่ การชโลม การทา การประคบก้อนเนื้องอก การอาบน้ำปัสสาวะ หรือแช่เท้าในน้ำปัสสาวะ การหยอดตา หยอดหู และทำความสะอาดแผล จาการค้นหาการทบทวนการใช้น้ำปัสสาวะในการบำบัดจากวารสารวิชาการต่างๆ ไม่พบว่ามีการทบทวนประสิทธิผลของการใช้น้ำปัสสาวะต่อร่างกายสรุป การดื่มและใช้น้ำปัสสาวะเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่มานานหลายพันปี ใช้กันทั่วโลก ผู้คนเชื่อว่าทำให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืน รักษาโรคได้ มีความเห็นตรงกันว่า ให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตนเอง ควรเป็นน้ำปัสสาวะในตอนเช้าหลังตื่นนอน ไม่ควรดื่มทั้งวันหรือดื่มแทนน้ำอย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการทบทวนทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ ทั้งในแง่ประโยชน์ในการบำบัดโรค หรือโทษระยะยาวจากการดื่มน้ำปัสสาวะ

อ่านเพิ่มเติม >