ฉบับที่ 133 ซื้ออย่างฉลาด ด้วยระบบแนะนำสินค้า

  ผู้เขียนเป็นนักซื้อ(shopper) ที่ไม่ดีเพราะเท้าไม่ติดดิน เนื่องจากเวลามีดินติดเท้ามักมีความรู้สึกว่ามันไม่สะอาด แต่ถ้าต้องลุยลงสนามเพื่อทำอะไรสักอย่างที่เลอะดินก็มักไม่ปฏิเสธเพราะเป็นเรื่องจำเป็นต้องสกปรก แต่ถ้าต้องสกปรกแบบไม่จำเป็น เช่น การเดินไปซื้อกับข้าวหรือวัตถุดิบในการปรุงอาหารจากตลาดทั่วไปของพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผู้เขียนมักปฏิเสธเพราะมีภาพพจน์ที่ไม่ดีเรื่องความแฉะของตลาดแบบนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วตลาดหลายๆ แห่งในกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่อื่นๆ ค่อนข้างแห้งและสะอาดแล้วดังนั้นผู้เขียนจึงยอมถูกกล่าวหาว่า นิยมชมชอบตลาดติดแอร์ ในแต่ละครั้งที่เดินในตลาดติดแอร์นั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดอยู่ตลอดเวลาคือ การตัดสินใจซื้อสินค้าอาหารนั้น เราควรใช้อะไรเป็นเกณฑ์ หลายคนรวมทั้งผู้เขียนในบางครั้งใช้ราคาต่อหน่วยน้ำหนักเป็นตัวตัดสินใจ เช่น กรณีกาแฟที่ขายในรูป 3 in 1 ซึ่งยี่ห้อไหนก็ไม่อร่อยเท่ากัน เหมาะต่อการดื่มเพื่อเลิกกาแฟหรือดื่มเพื่อบอกกระเพาะอาหารว่า ดื่มกาแฟแล้วนะเลิกอยากสักที ส่วนสินค้าอื่นบางชนิดที่ไม่ใช่อาหารเช่น ตู้เย็น อาจใช้เครื่องหมายการค้าเป็นตัวตัดสิน แต่เวลาที่ผ่านไปเครื่องหมายการค้าที่เชื่อถือนั้นบางครั้งก็ต้องเลิกเชื่อ เพราะข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่ไม่เคยเชื่อถือนั้นดีขึ้น จะเห็นว่าเกณฑ์ในการซื้อสินค้าของผู้เขียนไม่ได้เรื่อง ขาดรูปแบบที่ดี ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์สักเท่าไร การดูฉลากของอาหารนั้นก็ไม่ได้ช่วยสักเท่าไร เพราะขนาดผู้เขียนทำงานในหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องคุณภาพทางโภชนาการ บางครั้งก็งงกับตัวฉลากและรู้สึกว่าเป็นการสิ้นเปลืองในการทำฉลากอาหารตามวิธีการปัจจุบัน จนวันหนึ่งในปีที่แล้ว (พ.ศ. 2554) ก่อนจะรู้จักกับประสบการณ์น้ำท่วมหลายเดือน ผู้เขียนก็ได้ดูข่าวทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่มีรายงานข่าวถึงระบบที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ข่าวนั้นสั้นมากจนต้องเข้าไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แล้วนำไปสอนนักศึกษา ซึ่งก็ไม่ได้รับความสนใจจากนักศึกษาเท่าไร จนปีนี้เมื่อนำมาใช้สอนอีกครั้งปรากฏว่าได้รับการตอบสนองที่ดีขึ้น จึงคิดว่าน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง   ระบบการแนะนำสินค้าอาหาร ระบบการแนะนำในการซื้อสินค้าอาหารนั้น อาจมีหลายระบบ แต่ผู้เขียนหาพบเพียงสองระบบคือ ระบบ Guiding Stars และ NuVal โดยระบบแรกคือ Guiding Stars นั้นได้แบ่งระดับความน่าซื้อสินค้าไว้ด้วยการติดดาวซึ่งมีมากสุด 3 ดวง เมื่อเข้าไปในเว็บของ Guiding Stars นั้นก็ไม่ใคร่ได้ข้อมูลที่น่าสนใจสักเท่าไร ดังนั้นในฉบับนี้จึงจะขอกล่าวถึงเฉพาะระบบ NuVal ว่าเป็นอย่างไร ก่อนอื่นคงต้องเล่าให้ฟังว่า การแนะนำว่าสินค้าห่อใดควรซื้อหรือไม่นั้นเป็นระบบที่ร้านค้าในรูปของ Chain Stores จ้างหน่วยงานเอกชนทำการจัดระดับความน่าซื้อสินค้าอาหารต่างๆ โดยการให้ระดับความน่าสนใจ เช่น ดาว หรือตัวเลข ซึ่งในกรณีของ NuVal นั้นให้ตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดย 100 นั้นแสดงว่าอาหารนั้นมีความน่าซื้อที่สุดเมื่อคำนึงถึงสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับโดยคำนึงถึงสุขภาพที่ดี NuVal นั้นคำนึงถึงทั้งประโยชน์และโทษของสินค้าที่ผู้บริโภคได้ในแง่โภชนาการ สิ่งที่มีประโยชน์คือ สารอาหารทั่วไป ส่วนที่เป็นโทษนั้น เช่น น้ำตาลและเกลือแกง (เมื่อมากไป) โคเลสเตอรอล ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นไขมันเลว โดยข้อมูลทั้งดีและไม่ดีนั้นจะถูกนำมาผสมผสานเพื่อการตัดสินใจให้ระดับความน่าซื้อเป็นตัวเลขที่ประชาชน (ซึ่งเชื่อในหลักการของระบบนี้) ใช้ตัดสินใจซื้อได้ในเวลาไม่กี่วินาทีโดยไม่ต้องอ่านฉลาก (ซื่งมักแสดงด้วยตัวหนังสือเล็กจิ๋ว) นานนัก กระบวนการตัดสินใจให้ตัวเลขลำดับนั้นเป็น อัลกอริธึม (Algorithm) โดยที่อัลกอริธึมนั้นเป็นกระบวนการนำหลักเหตุผลและคณิตศาสตร์มาช่วยเลือกวิธีการหรือขั้นตอนการดำเนินงานต่อไปจนกระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้าย เป็นวิธีการที่ใช้แยกย่อยและเรียงลำดับขั้นตอนของกระบวนการในการทำงานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและแก้ไขปัญหา โดยผู้ที่เข้ามาดำเนินการในองค์กรเอกชนนี้เป็นทั้งนักวิชาการในวงการโภชนาการ สาธารณสุข และด้านการแพทย์ต่าง ๆ ฐานข้อมูลความรู้หลักที่ใช้ของ NuVal นั้นได้มาจาก  Institute of Medicine’s Dietary Reference Intakes ซึ่งให้ข้อมูลว่าสารอาหารอะไรที่มนุษย์ควรกินเข้าไป และข้อแนะนำการบริโภคอาหารของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า Dietary Guidelines for Americans ในการคำนวณหาตัวเลขนั้นหลังจากได้ข้อมูลแล้ว ข้อมูลที่ดีของอาหารที่สนใจจะเป็นตัวตั้งที่หารด้วยข้อมูลที่ไม่ค่อยดีของอาหารนั้น เพื่อให้เห็นภาพชัด ก็จะขอเสนอภาพที่ NuVal แสดงไว้ในเว็บ จะเห็นว่า ตัวตั้งหรือ numerator นั้นคือ สารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น ใยอาหาร วิตามินโฟเลท วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี วิตามินบี 12 วิตามินบี 6 โปแตสเซียม แคลเซียม สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก กรดไขมันโอเมกา 3 ไบโอฟลาโวนอยด์ แคโรตีนอยด์ เป็นต้น ส่วนตัวหารนั้นที่ยกตัวอย่างชัดๆ คือ ไขมันทรานซ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดปัญหาในการทำงานของหัวใจ เกลือแกงซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต น้ำตาลซึ่งเป็นต้นเหตุของเบาหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับ คุณภาพของโปรตีน ไขมัน พลังงานที่ได้ ค่าดัชนีน้ำตาล คือ ค่าที่บอกถึงอัตราการเพิ่มของกลูโคสในกระแสเลือดภายหลังจากการรับประทานอาหาร เป็นต้น ข้อมูลที่ได้จากเว็บของ NuVal นั้นไม่ละเอียดถึงขั้นว่า การนำข้อมูลมาใช้นั้นใช้หน่วยน้ำหนักอย่างไร หรือมีชนิดข้อมูลเท่าไร ทั้งนี้คงเป็นเพราะระบบของ NuVal นั้นมีลิขสิทธิ์ที่วิธีการประเมินให้ตัวเลขนั้นจึงลับพอควรแต่ก็อาจเข้าถึงได้ถ้าสนใจเป็นลูกค้าจริง ตัวอย่างสินค้าที่ได้ค่า NuVal แบบเสียไม่ได้คือ 1 นั้นได้แก่ น้ำอัดลมรสองุ่น ซึ่งบ้านเรามีขายหลายยี่ห้อ ส่วนสินค้าที่ได้ค่า NuVal สูง ๆ ได้แก่ หอมใหญ่เหลือง (yellow onion) และแอปเปิ้ลการา ได้ค่าระดับ 93 และ 93 ตามลำดับ ที่น่าสังเกตคือ สินค้าเกษตรนั้นมักได้ค่า NuVal สูง ทั้งนี้เพราะยังไม่มีการนำข้อมูลเกี่ยวกับพิษวิทยามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ความจริงแล้วผักผลไม้ดิบนั้นส่วนใหญ่มีสารพิษเกิดตามธรรมชาติปนอยู่แทบทั้งนั้น การทำลายสารพิษจะต้องใช้กระบวนการปรุงอาหาร เช่น ความร้อนเป็นวิธีการกำจัดสารพิษที่เกิดตามธรรมชาติดังนั้นเรื่องของสารพิษจึงยังเป็นจุดด้อยของ NuVal การขาดการนำขอมูลของการปนเปื้อนของสารพิษมาประกอบการให้ลำดับตัวเลข ทั้งที่สารพิษนั้นมีแน่ๆ นั้น อาจเป็นเพราะสารพิษที่เป็นองค์ประกอบของอาหารดิบ หรือที่อาจปนเปื้อนลงในอาหาร(ซึ่งรวมถึงแบคทีเรีย) นั้นเป็นข้อมูลด้านความปลอดภัยซึ่งต้องมีการวิเคราะห์เป็นครั้งๆ ไป (ไม่สามารถวิเคราะห์ครั้งเดียวแล้วใช้ไปตลอดชาติเหมือนองค์ประกอบทางอาหาร) จึงจะบอกได้ว่า มีหรือไม่มี ทั้งที่กฎหมายของทุกประเทศนั้นมักกำหนดให้ไม่มีหรือมีสารพิษในระดับไม่ก่ออันตราย แต่ข้อมูลประเภทนี้ในทางพิษวิทยาแล้วเป็นข้อมูลที่ต้องระบุเป็นความเสี่ยง ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนักในการตั้งระบบขึ้นด้วยองค์กรเอกชน แม้ในประเทศที่นำหน้าในเรื่องพิษวิทยาอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังทำได้เท่าที่ NuVal ทำ ประเด็นที่ผู้เขียนตั้งคำถามในเรื่องการดำเนินการของระบบแนะนำการซื้อสินค้าอาหารนั้นคือ ผู้ประกอบการที่สินค้าถูกให้คะแนนต่ำคงไม่พอใจ แล้วสามารถฟ้องร้องว่า NuVal หมิ่นประมาทสินค้าหรือบริษัทหรือไม่ ทั้งนี้เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่การค้าความนั้นเป็นอาชีพที่ได้เงินมากที่สุด หมอความนั้นค่อนข้างรวยกว่าหมอรักษาคน ผู้เขียนเข้าใจเอาเองว่า บริษัทเจ้าของ NuVal นั้นคงมีนักกฎหมายประเภทเซียนเหยียบเมฆเรียกพี่อยู่หลายคนแน่ๆ จึงยังอยู่รอดปลอดภัยได้ บทความนี้เขียนขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ให้ผู้อ่านวารสารฉลาดซื้อได้ทราบความก้าวหน้าของการทำฉลากอาหารในสหรัฐอเมริกา ไม่ได้หวังว่าบ้านเราจะมีการนำมาใช้เพราะเป็นการเพิ่มราคาของสินค้าอาหารให้สูงขึ้น เนื่องจากเป็นระบบที่แพงเหมาะกับประเทศที่ประชาชนมีความสนใจรักษาสุขภาพ หรือเป็นประเทศที่มีสุขภาพเป็นปัญหา เช่น สหรัฐอเมริกา

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 132 วัคซีนสมอง เข็มพิเศษ : อัพเดตเรื่องรังนก

  ช่วงปีใหม่ 2555 นี้ ผู้เขียนมีความสุข สนุก กับการจัดการบ้านที่ถูกน้องน้ำจัดการชั้นล่างเสียกระจุยตามความกรุณาของรัฐบาลที่ให้หยุดวันที่ 3 มกราคม เพิ่ม ผู้เขียนจึงจัดหนักในการซ่อมแซมบ้านจนเมื่อยล้า แบบว่าเกิดมาไม่เคยเป็นเช่นนี้ นับว่าเป็นความกรุณาอย่างสูงของฟ้าดินทีเดียว เมื่อเซ็งต่อการจัดการบ้าน ผู้เขียนจึงเข้าเน็ตเพื่อหาความรู้ ความบันเทิงตามภาษาคนกรุง ซึ่งไม่รู้จะไปไหนดี ก็พบบทความหนึ่งซึ่งเอาขึ้นเน็ตในเว็บนานาสาระที่น่าจะฮิตที่สุดของไทย ผู้เขียนมักเข้าเว็บนี้เพื่อไปอ่านหนังสือพิมพ์ บทความนี้น่าสนใจเพราะเป็นเรื่องอาหารการกินที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต แต่อาจมีผลทางจิตใจของสาวกมืออาชีพ บอกกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อมคือ เรื่องของรังนก ซึ่งเป็นประเด็นว่า ถ้าผู้บริโภคได้รับข้อมูลแล้วต้องมีหูที่หนัก(โดยไม่ต้องห้อยห่วงเหล็ก) อย่าหูเบาเด็ดขาด เพราะมันเป็นเรื่องของการโฆษณานั่นเอง ผู้เขียนนั้นโดยส่วนตัวไม่เคยพิศวาสการกินรังนก เพราะไม่ชอบลักษณะสัมผัส ที่สำคัญคือ เมื่อนึกว่ามันคือ น้ำลายนกที่ถ่มออกมาสร้างรังแล้ว น้ำลายตัวเองถ่มออกมายังกลืนกลับไม่ได้ (ต่างกับคนบางคนที่เวลาหาเสียงเวลาได้รับเลือกแล้วพูดอีกอย่าง ซึ่งเรียกว่าเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง) ดังนั้นพอเป็นน้ำลายนกก็เลยขอผ่าน และพยายามไม่สนใจกับข่าวคราวที่มีการโฆษณาสินค้านี้ แบบว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ใครชอบจะกินก็ไม่ว่ากระไร แต่พอเห็นบทความดังกล่าวก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะดูเป็นความรู้ใหม่ที่ไม่เคยพบ ผู้เขียนขอสำเนาเพียงบางส่วนมาให้ดูแล้วจะแสดงข้อมูลว่า เป็นบทความที่ดูจะไม่ตรงไปตรงมาเมื่อไปค้นข้อมูลที่พบได้ในเน็ต เว็บโปรดของผู้เขียนลงข่าวว่า   หลายคนคงสงสัย อะไรคือฟังก์ชันนัลฟู้ดและเกี่ยวอะไรกับรังนก วันนี้เรามาไขความกระจ่างกันว่าฟังก์ชันนัลฟู้ดคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องทานรังนก ฟังก์ชันนัลฟู้ด คืออาหารที่มีสารอาหารคุณค่าเต็มเปี่ยม มีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือไปจากคุณค่าทางอาหารหลักที่เราได้รับเป็นประจำทุกวัน .......ทำให้เรา ได้รับคุณค่าจากสารอาหารเพิ่มมากขึ้น พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ อาหารเสริมชั้นดีนี่เอง และรังนกคือฟังก์ชันนัลฟู้ดอีกหนึ่งทางเลือกค่ะ มีการโต้เถียงกันในวงกว้างว่ารังนกไม่มีสารอาหาร ราคาแพง แล้วทำไมเราถึงยังต้องทานและเลือกเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่คุณรัก คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ และจำได้จนขึ้นใจก็คือ รังนกน่ะมีสรรพคุณทางยาค่ะ แพทย์จีนแผนโบราณใช้รังนกเป็นอาหารในการฟื้นฟู........ เราไม่ได้พูดหรือกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ นะคะว่ารังนกเป็นฟังก์ชันนัลฟู้ดที่ดี แต่ที่พูดมาทั้งหมดน่ะ เพราะเรามีหลักฐานมาแบ่งปันกันให้ทราบแน่นอน งานวิจัยของดร. Kong และคณะในปี 1987 ระบุว่ารังนกประกอบด้วยสาร EGF (Epidermal Growth Factor) ซึ่งเป็นสารที่มีองค์ประกอบคล้ายเซลล์มนุษย์ ช่วยในการซ่อมแซมผิว ผลัดเซลล์ผิวและช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว พออ่านมาถึงตอนนี้ ความรู้อะไรเยอะแยะไปหมด น่าเบื่อจัง เอาเป็นว่ารู้กันพอหอมปากหอมคอก็พอค่ะโธ่! ที่แท้ เคล็ดลับความงามและอายุยืนของชาวจีนก็มีที่มาจากรังนกนี่เอง แบบนี้ต้องหามาลองกันซักหน่อยแล้ว   สิ่งที่ผู้เขียนสนใจก็คือ การอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าจริง ข้อมูลการเรียนการสอนด้านอาหารและโภชนาการ อาจต้องเปลี่ยนไปในเรื่องเกี่ยวกับรังนก แต่ผลปรากฏว่า ข้อมูลนั้นอ้างแบบเอาสีข้างเข้าถู ประการแรก ข้อความว่า “สาร EGF (Epidermal Growth Factor) ซึ่งเป็นสารที่มีองค์ประกอบคล้ายเซลล์มนุษย์.....” นั้นดูไม่ค่อยถูกต้อง เมื่อดูข้อมูลจาก wikipedia หรือเอกสารอื่น ๆ จะพบว่า EGF นั้นเป็นชีวโมเลกุลประเภทนำข่าวไปกระตุ้นให้เซลล์ที่มันเข้าไปติดต่อเตรียมแบ่งตัว ไม่ใช่องค์ประกอบของเซลล์ทั่วไป สาร EGF นี้ควบคุมที่จะให้เซลล์แบ่งตัวและพัฒนาเซลล์ให้ทำงาน ปรกติเซลล์ในร่างกายคนที่โตเต็มที่แล้วนั้นเลิกแบ่ง แต่มีการพัฒนาให้เป็นเซลล์ที่ทำงานตามข้อกำหนดของแต่ละอวัยวะที่มันอยู่ จะเห็นว่า เซลล์ตับ เซลล์ปอด เซลล์หัวแม่มือ ฯลฯ นั้นเมื่อนำมาส่องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเห็นมีลักษณะสัณฐานที่ต่างกัน ทั้งที่เมื่อมีการแบ่งเซลล์ใหม่ ๆ มีความเหมือนกัน ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า เซลล์มีการ Differentiation กล่าวคือ พอแบ่งตัวเสร็จเหมือนคนจบการศึกษารับปริญญาแล้ว ต้องพัฒนาตนเอง มีการแต่งตัวแต่งหน้าเพื่อทำงานเสียที และแต่ละเซลล์ที่อยู่คนละสำนักงาน(อวัยวะ) ก็แต่งตัวต่างกัน เซลล์ที่ทำงานแล้วนั้น โดยปรกติแล้ว EGF ไม่ควรกระตุ้นให้แบ่งใหม่เพราะถ้าแบ่งเกินจำเป็นและไม่แต่งหน้าแต่งตัวแล้ว เซลล์นั้นจะถูกสันนิษฐานว่า เกิดอาการผิดปรกติซึ่งอาจร้ายแรงถึงการเป็นมะเร็ง ดังนั้น EGF นั้นจึงไม่ใช่สารที่มีแต่ประโยชน์เท่านั้น อาจส่งผลก่อปัญหาได้ถ้าเซลล์ที่มีหน้าที่ปล่อยสารนี้ออกมา ไม่ถูกกาลเทศะ Wikipedia บอกว่า Epidermal growth factor can be found in human platelets, macrophages, urine, saliva, milk, and plasma. ดังนั้นคนเขียนบทความดังกล่าวจึงสรุปเลยว่า น้ำลายนก ซึ่งกลายเป็นรังนกนั้นก็ควรมีสารนี้ด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจมีหรือไม่ก็ได้ และถ้ามีอาจมีความสามารถในการกระตุ้นเซลล์มนุษย์ได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ได้ เนื่องจากยังไม่มีการพิสูจน์เรื่องนี้ทางวิทยาศาสตร์ ส่วนที่บทความดังกล่าวได้อ้างงานวิจัยของ Dr. Kong นั้น เป็นการอ้างถากๆ ทั้งนี้เพราะเรื่องนี้ผู้เขียนได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากเว็บ www.hkfsta.com.hk/articles/special/article7.htm ซึ่งเมื่อเข้าไปก็พบว่า มีบทความชื่อ Review of Scientific Research on Edible Bird's Nest เขียนโดย Shun Wan CHAN แห่งภาควิชา Applied Biology and Chemical Technology ของมหาวิทยาลัย Hong Kong Polytechnic University ว่า The first scientific evidence was given by Ng et al. (1986) in Hong Kong. Edible bird's nest aqueous extract was found to potentiate mitogenic response of human peripheral blood monocytes to stimulation with proliferative agents, Concanavalin A and Phytohemagglutinin A. It suggested that edible bird's nest might possess immunoenhancing effect by aiding cell division of immune cells. One year later, other scientific evidence was published by Kong et al. They demonstrated an epidermal growth factor (EGF)-like activity in aqueous extract of edible bird's nest that stimulated the DNA synthesis in 3T3 fibroblast in a dose dependent manner in vitro. ข้อมูลนี้สำคัญเพราะนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ Dr. Ng และคณะนั้นได้ทำการศึกษาและตีพิมพ์ผลงานวิจัยว่า สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกนั้นสามารถเสริมการทำงานของสารที่กระตุ้นการแบ่งเซลล์คือ Concanavalin A และ Phytohemagglutinin A (ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่สกัดออกมาได้จากถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฯ ที่เราบริโภคกัน สมัยที่ผู้เขียนทำวิจัยเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกก็เคยใช้สารนี้ในการกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของเซลล์เม็ดเลือดขาวหนูทดลอง) บทความดังกล่าวไม่ได้บอกว่า สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกกระตุ้นการแบ่งเซลล์เอง แต่บอกว่าเป็นการช่วยเซลล์ที่ถูกกระตุ้นแล้วให้แบ่งเร็วขึ้นมากกว่า ประการหนึ่ง อีกประการที่สำคัญคือ Dr Kong ซึ่งปรากฏในบทความของ Dr. Ng และคณะนั้นได้ถูกเขียนว่าเป็นผู้รายงานผลวิจัย (ในวารสารที่ผู้เขียนเชื่อถือ) ว่า สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกมีฤทธิ์ที่เรียกว่า epidermal growth factor (EGF)-like activity ซึ่งคำว่า like activity นั้นแปลแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า มีฤทธิ์คล้าย ซึ่งไม่ได้ระบุว่ามี เพราะอาจจะยังไม่มีการแยกสารนี้ออกมา (เหมือนกับเรื่องของซุปสกัดจากเนื้อสัตว์ที่บอกไม่ได้ว่า ผลที่ทำให้คนฉลาดขึ้นเกิดจากสารที่มีตัวตนหรือไม่) สรุปแล้วถ้าอ้างตามบทความที่ผู้เขียนค้นพบ ยังไม่มีใครออกมายืนยันว่า รังนก มีสาร EGF แต่อาจมีศักยภาพคล้ายการทำงานของสาร EGF ที่สำคัญเซลล์ที่ Dr. Kong ใช้ในการศึกษานั้นเป็นเซลล์ Fibroblast ที่ได้จากตัวอ่อนของหนูในท้องแม่ (ดูข้อมูลได้จาก Wikipedia) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความไวต่อการกระตุ้นให้แบ่งเนื่องจากเนื้อเยื่อตัวอ่อนที่อยู่ในท้องแม่นั้นโดยธรรมชาติต้องแบ่งอย่างรวดเร็วก่อนออกจากท้องแม่ ต่างจากเซลล์มนุษย์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ซึ่งมักมีความด้านต่อการกระตุ้นให้ทำอะไร ดังนั้นถ้า Dr. Kong คิดทำการศึกษาต่อ ก็คงต้องแนะนำให้ใช้เซลล์จากผิวแก้มของสาวๆ ที่กร้านแดดกร้านลมสักหน่อย จึงอาจจะนำผลมาเกี่ยวข้องกับรังนกได้ มีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มของ Dr. Herbst และ Langer ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง Epidermal growth factor receptors as a target for cancer treatment: The emerging role of IMC-C225 in the treatment of lung and head and neck cancer ในวารสาร Seminar in Oncology ชุดที่ 29 หน้า 27 เมื่อปี 2002 เป็นเชิงห่วงว่า อะไรก็ตามที่มี epidermal growth factor (EGF)-like activity นั้นอาจจะกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งที่อาจมีอยู่ในตัวผู้บริโภคแล้วเพิ่มปริมาณได้เร็วขึ้นกว่าเดิม (ทั้งนี้เพราะเซลล์มะเร็งนั้นเป็นเซลล์ที่พร้อมต่อการแบ่งตัวแบบไม่หยุดอยู่แล้ว) อย่างไรก็ดี Dr. Shun Wan CHAN แห่งมหาวิทยาลัย Hong Kong Polytechnic University ผู้เขียนบทความเรื่องรังนกนี้ ได้กล่าวว่าข้อมูลของ Dr. Herbst และ Langer ยังไม่ได้มีการยืนยันว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะเขาและคณะได้ทดลองศึกษาสารสกัดด้วยน้ำจากรังนกกับเซลล์มะเร็งที่มีอยู่คือ เซลล์มะเร็งเต้านม MCF-7 (ATCC HTB-22) และเซลล์มะเร็งตับHepG2 (ATCC HB-8065) ก็ไม่ได้พบว่าสารสกัดดังกล่าวกระตุ้นให้มีการแบ่งตัวเร็วไปจากที่เป็นอยู่ตามลักษณะของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ข้อสรุปในประเด็นสุดท้ายนี้เพื่อให้สมกับปี พ.ศ. 2555 ก็คือ ในการใช้สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกกับเซลล์มะเร็งซึ่งไวต่อการกระตุ้นให้แบ่งโดยธรรมชาติแล้วก็ยังไม่ได้ผล แล้วเซลล์ใบหน้าด้านๆ ที่ตากแดดตากลมมาอย่างน้อยเป็นสิบปีจะได้ผลอะไร คิดดูเองเถิดครับพี่น้อง ทุกท่านก็มีสมองที่มีน้ำหนักใกล้ๆ กันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าท่านจะใช้หรือไม่ใช้เท่านั้นในกรณีที่ได้รับข้อมูลการโฆษณาอาหารประเภทนี้  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 131 ความเพ้อเจ้อในเดือนธันวา

  บทความในฉบับนี้ยังคงเป็นควันหลงจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตคนอายุต่ำกว่าเจ็ดสิบปี ดังนั้นจึงยังไม่มีข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาเล่าให้ฟัง เพราะผู้เขียนเพิ่งได้เข้าไปที่ทำงาน ยังไม่ค่อยมีเวลาหาข้อมูลที่เกี่ยวกับอาหารและโภชนาการทางเน็ตสักเท่าใด จึงเป็นข้อมูลจากความรู้สึกล้วน ๆ มีคนกล่าวว่า คนไทยรักโลก รักสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ด้วยปาก คนที่ทำจะไม่พูด ส่วนคนที่พูดจะไม่ทำ (ยกเว้นเวลาสร้างภาพ) ซึ่งผู้เขียน ณ วันนี้แล้วคิดว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้น่าจะจริง เพราะเหตุน้ำท่วมใหญ่ปีนี้ นอกจากปัญหาการบริหารน้ำได้ไม่ดีแน่ๆ แล้ว การไหลลงของน้ำในลักษณะน้ำหลากอย่างรุนแรงก็เป็นการฟ้องที่ชัดเจนว่าเราขาดแคลนป่าไม้ ทั้งที่มีนโยบายปิดป่าไปตั้งนานแล้ว หรือว่าเป็นการปิดป่าแบบปิดประตูตีแมวก็ไม่รู้ ผู้เขียนลี้ภัยไปท่องเที่ยวที่หัวหินเสียหนึ่งเดือน รู้สึกประหลาดใจในความแล้งของภูเขาในส่วนอำเภอหัวหินเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างขับรถไปดูโน่นดูนี่ ก็เห็นการทำไร่ต่างๆ เต็มไปหมด แม้เนินเขาที่ไม่น่าออกโฉนดได้ก็ยังมีไร่สับปะรด ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ที่ประทับใจคือ สับปะรดพันธุ์ฉีกตา ซึ่งแปลกดีเพราะสามารถกินโดยไม่ต้องปอก แต่ความอร่อยก็งั้น ๆ ที่น่ากังวลคือ เศษดินที่อยู่ตรงตาที่ฉีกว่าจะเป็นสาเหตุของท้องร่วงหรือไม่ เรื่องการออกโฉนดได้ในที่ที่ไม่ควรออกได้นั้น ปรากฏการณ์น้ำท่วมคราวนี้เห็นได้ชัดมากกับการพบคลองตันในเขตบางขุนเทียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนประหลาดใจในหน่วยราชการที่ออกโฉนดแก่ผู้ขอโดยไม่ลืมหูลืมตา และคนกรุงเทพมหานครก็ควรตั้งตาดูว่า หลังน้ำท่วมแล้วจะมีการเช็คบิลกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือจะปล่อยให้ยายนวลถูกลอยอีก (ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล) ตามระเบียบ หลายครั้งที่ไปเที่ยวตามต่างจังหวัด เวลาไปพักตามรีสอร์ทที่มีสภาพป่าเขา ผู้เขียนมักรู้สึกสงสัยว่า การที่เรามาพักในที่แบบนี้เป็นการสนับสนุนการกระทำผิดในเรื่องการรุกป่าหรือไม่ แต่เรื่องแบบนี้คงพูดไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องไม่เห็นใครสนใจกัน เพราะต่างคนต่างก็รักป่าจนน้ำลายไหล เมื่อเราพูดถึงการประหยัดพลังงาน วันหนึ่งได้ไปกินข้าว (แบบจำใจ) ที่ร้านอาหารในสยามสแควร์ซึ่งราคานั้นเป็นสี่เท่าของร้านที่กินประจำที่สถาบันโภชนาการ เรื่องของราคานั้นไม่เท่าไร แต่ที่รู้สึกว่าคนไทยรักษ์พลังงานแต่ปากก็คือ เมื่อสั่งน้ำแข็งใส่น้ำชา สาวเสิร์ฟก็เอาน้ำชาร้อนๆ ควันพุ่งเทลงในแก้วน้ำแข็ง ซึ่งถ้ามองในแง่การประหยัดพลังงานแล้วมันเป็นความเลวร้ายมากที่เอาน้ำร้อนราดบนน้ำแข็ง มองในแง่ที่ดีคือ คนเสิร์ฟคงเข้าใจว่าได้ทำการฆ่าเชื้อโรคในน้ำแข็งด้วยการลวกน้ำร้อน การขึ้นลิฟต์ในสถานที่ทำงานเพียงสองสามชั้นทั้งที่มีการติดป้ายว่า ลิฟต์สำหรับขนของหนักและผู้พิการ ก็เป็นตัวอย่างการประหยัดพลังงานด้วยปาก ยิ่งถ้าเป็นสถานบริการต่างๆ แล้ว การขึ้นลิฟต์เพียงชั้นเดียวนั้น เป็นการเอาให้คุ้มกับเงินที่จ่ายไปกับบริการของสถานที่ ขณะที่เขียนบทความนี้ผู้เขียนยังต้องลี้ภัยน้ำท่วมมานอนที่คอนโดของพี่ภรรยา บนถนนราชดำริ ดังนั้นคงไม่ต้องประหลาดใจที่ต้องเล่าให้ฟังว่า ได้เห็นความหรูหรา ฟุ่มเฟือยของการใช้พลังงานไฟฟ้าของคนไทยที่ทำตัวเลียนแบบชาติที่ไม่ยอมลงนามในคำประกาศลดภาวะโลกร้อนที่เรียกว่า พิธีสารโตเกียว ตัวอย่างเช่น ตึกข้าง ๆ ที่ผู้เขียนอาศัยอยู่มีลักษณะเป็นกึ่งโรงแรมกึ่งคอนโด (ซึ่งชั้นหนึ่งมีสองหน่วยราคาซื้อต่อปัจจุบันคือ หน่วยละแปดสิบเจ็ดล้านบาท) เวลาตอนกลางคืนผู้เขียนมองออกนอกหน้าต่างก็เห็นหลายห้องเปิดไฟทั้งไม่มีคนอยู่จนเช้า บางห้องก็เปิดโทรทัศน์ตลอดเวลา อาจเปิดเป็นเพื่อนเพราะอยู่คนเดียวเลยกลัวผี ดังนั้นถ้าคนซึ่งอยู่ในป่าเขา สายไฟฟ้ายังลากไปไม่ถึงมาเห็นพฤติกรรมการใช้ไฟของคนมีสตางค์ บ้านเมืองนี้คงร่มเย็นยาก คนไทยเป็นคนฉวยโอกาสและขาดระเบียบเป็นที่สุด ยิ่งพอน้ำหลากมาจะท่วมกรุง คนไทยก็แสดงธาตุแท้ของการ เอาไว้ก่อนพ่อแม่มันสอนไว้ เช่น การกวาดซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคนเดียวหลายๆ กล่อง ไม่แบ่งปันให้คนข้างหลัง ย้อนกลับไปสมัยเราขาดแคลนน้ำมันปาล์ม ผู้เขียนไปซื้ออาหารที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ปิดป้ายประกาศว่า ครอบครัวหนึ่งซื้อน้ำมันปาล์มได้หกขวด สิ่งที่เห็นกับตาคือ การกวาดน้ำมันปาล์มลงจากชั้นสู่รถเข็นมากที่สุดเท่าที่ทำได้แล้วก็ให้เหล่าบริวารของอาเจ้ (ทั้งไทยและจีน) เอารถเข็นเข้ามารับไปที่ละหกขวดเพื่อไปจ่ายเงิน ซึ่งเป็นการเวียนเทียนนอกเทศกาลทางพุทธศาสนา โดยพนักงานของห้างสรรพสินค้านั้นได้แต่มอง พอถามว่า ทำไมไม่ห้าม พนักงานของห้างก็กล่าวว่าไม่กล้ากลัวโดนมธุรสวาจา ภาษาดอกไม้ทองของอาเจ้ทั้งหลาย ดังนั้นอย่างที่รู้ๆ กันว่า ถ้าประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าปรมาณูแบบที่หลายๆ คนต้องการให้มี โดยอ้างว่า เวียดนามก็ทำสัญญาแล้ว เขมรก็วางแผนแล้ว ไทยก็คงต้องมีบ้าง โดยไม่ดูตัวเองว่า คนไทยที่มีคุณภาพคือ มีจิตใจดีมีวัฒนธรรมความเป็นคนสูงนั้น ค่อนข้างน้อยมาก แล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุแบบที่เกิดกับเมืองฟูกูชิมะของญี่ปุ่นแล้ว การอพยพ หนีภัย แจกสิ่งของคงดูไม่จืดแน่ ย้อนกลับมาที่น้ำท่วมบ้านเราอีกที ผู้เขียนอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และในเน็ตพบว่า ยังไม่เห็นมีใครเขียนถึงเรื่องดังกล่าวคือ ความเรื่องมากของผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะพวกที่ไปลี้ภัยในมหาวิทยาลัยต่างๆ สิ่งได้ฟังมาคือ มีการเสนอความต้องการว่า ทำไมอาหารน้อย ทำไมอาหารไม่อร่อย ทำไมไม่เปิดแอร์ (บางมหาวิทยาลัยใช้บริเวณส่วนกลางของหอพัก ซึ่งไม่มีเครื่องปรับอากาศ เพราะให้เข้าไปอยู่ในห้องพักนักศึกษาไม่ได้เนื่องจากยังมีของใช้ส่วนตัวของนักศึกษาอยู่) โดยที่ผู้อพยพไม่ได้มองว่า ค่าใช้จ่ายในเรื่องดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเป็นเงิน ซึ่งอาจเป็นเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน ประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้น่าจะแสดงให้เห็นว่า คนไทยขาดการชี้นำและอบรมให้รู้จักรับภัยธรรมชาติ เพราะเราคิดกันว่า ประเทศไทยไม่ควรมีภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงดอก อย่างสึนามิที่มีมาก็คงอีกร้อยปีกระมังถึงจะเกิดอีก ที่มีการซ้อมก็เริ่มซาๆ ไป สักวันหนึ่งหอเตือนภัยก็คงเหมือนเสาโด่ธรรมดาที่เตือนภัยไม่ได้ เพราะขาดการบำรุงรักษาเยาวชนไทยเราขาดการศึกษาในสิ่งที่ควรมีประจำตัวหลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่ความซาบซึ้งในความรู้เรื่องการกินอาหารให้ถูกหลักการทางโภชนาการ ความรู้ในวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมที่ถูกชำแหละให้ไปอยู่ในวิชาประหลาดๆ ที่ดูดีแต่เลว เพราะสอนแล้วก็ทำกันไม่ได้ ซึ่งผิดกับข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตของรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่มักสอนทุกเรื่อง ตั้งแต่อาหารโภชนาการจนถึงแผ่นดินไหว และการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูว่า เด็กควรทำตัวอย่างไร ในวันหนึ่งถ้าเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพเกินหกริกเตอร์ อะไรจะเกิดขึ้น ผู้เขียนนึกภาพไม่ออกว่าผู้เขียนจะทำตัวอย่างไร เพราะไม่เคยเรียนรู้หรือฝึกปฏิบัติ แม้แต่การหนีไฟที่อาจเกิดที่ทำงาน ผู้เขียนจำได้ว่าไม่เคยซ้อม ซึ่งว่าไปก็ดูเป็นความประมาท เพราะเมื่อถามตัวเองว่า ถ้าเกิดปัญหาสาธารณภัยขึ้นมา เราจะคว้าอะไรออกไปกับตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะออกวิ่งแต่ตัวเปล่าโดยไม่เอาบัตรประจำตัวประชาชนไว้แสดงกับเจ้าหน้าที่ราชการ ซึ่งมักไม่สามารถจะตรวจสอบว่า คนที่ประสบภัยคือใคร ทั้งที่เวลาทำบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดนั้น มีทั้งรูปถ่ายปัจจุบันและลายนิ้วมือตั้งหลายนิ้ว แค่ใส่ชื่อในคณิตกรณ์หรือคอมพิวเตอร์นั้น ถ้าระบบดีจริงก็ควรตรวจหาได้ว่า ใครเป็นใคร อาจต้องรอให้มีการพิมพ์ลายนิ้วอย่างอื่นเพิ่มกระมัง ถึงจะสามารถพิสูจน์สถานภาพของผู้เคราะห์ร้ายจากการสืบค้นด้วยคณิตกรณ์ นอกจากบัตรประจำตัวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแสดงตัวตนแล้ว ถ้ามีการเตรียมพร้อมให้ดีก็ควรมีอาหารแห้งที่ไม่ใช่ บะหมี่อาม่า เพราะหลายคนอาจจดจำความขมขื่นในการกิน อาม่า ไปจนวันตาย ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า มหาวิทยาลัยในเมืองไทยขาดการทำวิจัยถึงการผลิตอาหารในยามวิกฤตที่มนุษย์สามารถกินได้แบบที่ยังคงความเป็นมนุษย์ไว้ เช่น อาจมีข้าวหลามไส้หมูสับพร้อมผักในภาชนะพลาสติกปลอดเชื้อ ซึ่งไม่ต้องใช้ความร้อนก่อนบริโภค เหตุที่ควรเป็นข้าวหลามก็เพราะมันอร่อยกว่าข้าวสวย และไขมันของกะทิก็ยังช่วยถนอมอาหารได้พอควร ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์ทางวิทยุในเรื่องประเด็นอาหารในช่วงวิกฤตน้ำท่วมว่า ควรเป็นอย่างไร (โดยไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องมีประสบการณ์ เนื่องจากคิดว่ารัฐบาล เอาอยู่) ซึ่งในหลักการแล้ว อาหารที่ดีควรจะบูดเสียยาก เช่น ข้าวผัด ทั้งนี้เพราะน้ำมันที่เคลือบเมล็ดข้าวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ดี ผู้เขียนจำได้ว่า ครั้งหนึ่งที่ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แล้วเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น ทางกรุงเทพมหานครได้ส่งข้าวหลามไปช่วยชาวญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นก็ยังประทับใจไม่ลืมการจัดของยังชีพที่มีแต่ อาม่า และอะไร ๆ ที่มีแค่ยังชีพได้นั้น เป็นการช่วยที่คนได้รับคงลืมไม่ลงในความยากลำบาก ณ วันนี้น้ำลดเกือบหมด (บ้านผู้เขียนที่ถนนศาลาธรรมสพน์ ยังมีน้ำขังอยู่นิดหน่อยและยังขึ้นลงตามปริมาณน้ำในคลองหลังหมู่บ้าน) ถามว่า อนาคตจะเป็นอย่างนี้อีกหรือไม่ ร้อยทั้งร้อย ทุกคนตอบแบบมั่นใจว่า ปีหน้ามีแน่และอาจจัดหนักกว่าปีนี้ ตราบใดที่การบริหารน้ำของประเทศยังเป็นระบบแบบที่เป็นอยู่ ดังนั้นเราควรเตรียมตัวอย่างไรกับอาหารที่จะกักตุนเวลาน้ำท่วม หลายท่านอาจเคยดูรายการทีวีที่ออกมาแนะนำเรื่องการเตรียมอาหารเพื่อสู้น้ำท่วมต่างๆ นานา ซึ่งไม่มีอะไรผิดเลย ถ้าท่านจะปักหลักอยู่กับน้ำอย่างมีความสุข แต่ผู้เขียนได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีคุณพ่อที่เกษียณจากกรมชลประทานเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อสอนว่าชาวไทยชนบทนั้นไม่เคยคิดจะสู้กับน้ำท่วมเลย เพราะประเทศเราต้องมีการท่วมเป็นประจำ ดังนั้นต้องรับน้ำเข้าบ้านแล้วส่งต่อให้ไปไกลๆ เลย การต่อสู้ไม่ว่าด้วยถุงใหญ่หรือถุงเล็กนั้น อย่างไรก็แพ้ ดังนั้นถ้าเป็นแบบนี้ ก็คงต้องใช้หลักการที่มีคนกล่าวในยูทูปว่า น้ำท่วมให้แจว ไปหาที่อยู่ที่อื่น เหมือนที่มีนักวิชาการของศูนย์ที่ผู้เขียนไม่ต้องการจะเอ่ยนามแนะนำในตอนแรกของการเกิดน้ำท่วมคราวนี้ว่า ให้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะท่องเที่ยวไทยเป็นการพักร้อนที่ได้เงินเดือนฟรีสำหรับข้าราชการหรือพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างผู้เขียน สรุปท้ายบทความนี้คงต้องกล่าวว่า ช่วงเวลาหนึ่งเดือนกว่านั้น เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตไร้ความหมายเกือบที่สุดของชีวิต ข้อดีที่เกิดขึ้นคือ การทบทวนว่าเราโชคดีหรือโชคร้ายที่มีโอกาสได้อยู่กันแบบครอบครัวทั้งวันทั้งคืน เมื่อต้องอพยพไปอยู่ในต่างถิ่น ผู้เขียนยังโชคดีกว่าที่ไม่ต้องเข้าศูนย์พักพิง ซึ่งหลายท่านต้องเข้า ดังนั้นความดีความชอบที่เกิดในช่วงอุทกภัยนี้ควรจะยกให้ใคร เกือบทุกท่านคงตอบได้นะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 130 วิกฤตที่ขาดโอกาสของคนไทย

  บทความฉบับนี้เกิดขึ้นอย่างทุลักทุเลที่สุดในชีวิตของผู้เขียน เพราะต้องกลายเป็นผู้ประสบอุทกภัยที่เป็นฝันร้ายสุดๆ ในชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเลยว่า คำประกาศของหน่วยงานที่รัฐจัดตั้งขึ้นจะทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนต้องเปลี่ยนแปลงไปแบบคาดไม่ถึง เพราะประชาชนส่วนมากเชื่อว่า น้ำคงท่วมไม่มาก แค่ตาตุ่ม หรือหัวเข่า ซึ่งถ้าเป็นจริงมันก็แค่ชิล ๆ แต่ปรากฏว่า ก็แค่ตาตุ่มหรือหัวเข่าจริงเพียงแต่ว่ามันแค่ตาตุ่มหรือหัวเข่าเมื่อคนให้ข่าวเอามือเดินต่างเท้าเท่านั้น เพราะเมื่อวัดระดับน้ำท่วมจริงมันดันกลายเป็นเมตรครึ่งไปได้อย่างไร สุดท้ายผู้เขียนเลยต้องอพยพไปอยู่หัวหินแบบเตรียมตัวเกือบไม่ทัน เพราะรอน้องน้ำตั้งนานก็ไม่มา แต่พอหล่อนมาก็เหมือนปลาวาฬไปเลยคือ เร็วมาก เพราะหล่อนข้ามคันกั้นน้ำคลองมหาสวัสดิ์พรวดเดียวถึงถนนศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา ที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ จนวันนี้เป็นเช้าวันที่สิบเอ็ดซึ่งตรงกับวันลอยกระทงแล้ว เมื่อตรวจสอบข่าวน้ำท่วมที่บ้านผู้เขียนก็พบว่า ยังไม่เห็นแนวโน้มการลดลงของระดับน้ำเลย มีแต่จะเพิ่มเพราะน้ำทะเลหนุนในวันลอยกระทงวันนี้ มีแพทย์ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ทางทีวีช่อง TNN ที่รับสัญญาณผ่านจานดาวเทียมทำนายว่า การระบายน้ำที่ท่วมบ้านประชาชนนั้นจะทำได้ดีทันทีที่ลอยกระทงผ่านไป เพราะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและท่าจีนจะลดต่ำกว่าตลิ่งเป็นเวลาหลายวัน ซึ่งจะทำให้การระบายน้ำทำได้วันละหลายร้อยล้านลูกบาศ์กเมตร นี่เป็นข่าวที่ให้ความหวังเดียวในเรื่องน้ำลด ตั้งแต่ผู้เขียนมาอยู่หัวหิน ว่าไปช่วงวิบัติภัยที่เกิดขึ้นกับคนไทยนี้เป็นโอกาสที่ทำให้ผู้เขียนได้ทำอะไรๆ ที่ไม่เคยทำเป็นครั้งแรก เช่น การเขียนบทความนี้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดวางตัก (lab top) ซึ่งแต่แรกผู้เขียนรู้สึกว่า มันน่าจะยากเพราะลักษณะการใช้งานมันไม่คล่องนิ้วเหมือนชนิดวางโต๊ะ (desk top) แต่พอใช้ๆ ไป มันก็แก้ขัดได้ไม่เลวนัก สิ่งใหม่ประการที่สองที่ได้ทำคือ การดูทีวีผ่านจานรับสัญญาณดาวเทียมแบนจานใหญ่เท่ากระทะเจียวไข่ ซึ่งให้สัญญาณราวห้าสิบช่อง ทำให้สามารถตามข่าวน้ำท่วมได้ทั้งทางฟรีทีวี และทีวีข่าวอย่าง สปริงนิวส์ ทีเอ็นเอ็น หรือ เนชั่น ได้ทั้งวันเสียที การดูทีวีผ่านดาวเทียมนั้น ความจริงผู้เขียนก็ทำใจอยู่แล้วว่า นอกจากจะได้ดูข่าวที่ไวกว่าฟรีทีวีแล้วอาจต้องดูขยะที่เป็นการขายสินค้าหลอกลวงผู้บริโภค แต่ก็ไม่เคยนึกว่า การหลอกลวงนั้นมันจะโจ่งครึ่มแบบที่ได้เห็น ยกตัวอย่างรายการขายสินค้าที่เป็นสารสกัดจากผักผลไม้ ซึ่งท่านผู้อ่านคงเดาได้ว่า ผู้ขายสินค้านั้นต้องเรียกว่า น้ำเอนไซม์ ซึ่งเป็นการขายสินค้าโดยมีพิธีกรผู้หญิงสัมภาษณ์ลูกจ้างของบริษัทขายสินค้านั้นโดยเรียกเขาผู้นั้นว่า อาจารย์ ซึ่งผู้เขียนขอแปลงเป็น อาชาม แล้วกัน เพราะข้อมูลเกี่ยวกับเอนไซม์ที่เขาผู้นั้นกล่าว เป็นเรื่องมั่วที่สุดทางชีวเคมีที่เคยได้ยินมา ข้อมูลมั่ว ๆ ที่เคยได้ยินผ่านมา และที่มาได้ยินในวันนั้นทางทีวีดาวเทียมก็มีหลายประการเช่น การบอกว่าในน้ำสกัดผักที่บรรจุขวดขายนั้นมี เอนไซม์บริสุทธิ์ บรรจุอยู่ ทั้งที่ความจริงแล้วของเหลวที่อยู่ในขวดนั้นเป็นเพียงสารสกัดน้ำชนิดหยาบ (crude water extract) จากผักผลไม้เท่านั้น ที่สำคัญก็คือ เอนไซม์หลายชนิดของสิ่งมีชีวิต เมื่อถูกสกัดออกมาจากเซลล์ ไม่ว่าจากพืชหรือสัตว์แล้ว มักไม่ค่อยอยู่ตัวในสภาวะที่เป็นอุณหภูมิห้อง ดังจะเห็นได้จากการเรียนวิชาปฏิบัติการทางชีวเคมีในระดับมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับเอนไซม์นั้น ส่วนใหญ่จะต้องทำให้สภาวะแวดล้อมเย็นโดยการแช่สารละลายที่สกัดได้ในอ่างควบคุมอุณหภูมิไม่เกินสี่องศาเซลเซียส มีเอนไซม์เพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถทนอุณหภูมิห้องได้ เมื่อถูกสกัดออกมาเป็นสารละลาย ยกตัวอย่างให้เห็นได้คือ ยางมะละกอ หรือน้ำสับปะรด ซึ่งมีเอนไซม์กลุ่มที่สามารถช่วยย่อยโปรตีนของเนื้อสัตว์ให้เกิดอาการยุ่ยเคี้ยวได้ง่ายที่อุณหภูมิห้อง และมีเอนไซม์บางชนิดที่สกัดได้จากตับอ่อนสัตว์ที่ได้จากโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งเอนไซม์นั้นจะถูกนำไปทำให้เป็นผงด้วยกรรมวิธีค่อนข้างพิเศษหน่อยที่ไม่มีความร้อนเข้าไปเกี่ยวข้อง จากนั้นจึงนำมาผสมกับส่วนผสมปั้นเป็นเม็ด นำมาขายเป็นยาช่วยย่อยแก่ผู้มีปัญหาการย่อยอาหารไม่ค่อยดี ซึ่งมักมีอาการท้องอืดหลังมื้ออาหาร ดังนั้นของเหลวในขวดที่มีสัญลักษณ์ผ่านการขึ้นทะเบียนของ อย แล้วนั้น จึงไม่น่าเชื่อว่ามีเอนไซม์จริง โดยประเด็นการผ่านการจดทะเบียนจาก อย นั้นเป็นเรื่องเก่าแล้วว่า ทำไม อย ถึงยอมให้ขึ้นทะเบียน เพราะคำตอบที่เคยได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ อย คือ สินค้านั้นขึ้นทะเบียนเป็น เครื่องดื่มธรรมดา แต่เวลามาโฆษณาขายทางทีวีนั้นผู้ขายก็ได้ยกระดับสินค้าจนดูกลายเป็นสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ อีกทั้งการโฆษณาผ่านทีวีในลักษณะนี้ไม่ได้มีการขออนุณาตทาง อย แน่นอน เพราะไม่มีสัญลักษณ์การผ่านการขออนุญาตตลอดการแพร่ภาพทางทีวี (ฆอ.) กลับมาที่อาชามที่มาขายเอนไซม์ในขวดดีกว่าว่า คนเหล่านี้จะมีลักษณะเหมือนๆ กันคือ อาจเคยเรียนวิชาชีวเคมีมาจากสถานศึกษาที่สอนวิชานี้แบบไม่จริงจัง คือ สักแต่สอนให้ได้ชื่อว่ามีวิชานี้ในหลักสูตร เหตุที่ผู้เขียนกล้ากล่าวเช่นนี้เพราะ เวลาผู้เขียนออกข้อสอบคัดเลือกนักศึกษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาโทที่ผู้เขียนรับผิดชอบนั้น ความรู้ทางชีวเคมีเป็นความรู้หลักที่ต้องตรวจสอบ ซึ่งนักศึกษาที่มาจากมหาวิทยาลัยที่มีคนสอนวิชาชีวเคมีไม่ดีนั้นจะตอบไม่ได้เลยในเรื่องเกี่ยวกับเอนไซม์ เรื่องแบบนี้ถ้าท่านผู้อ่านไม่เชื่อก็ลองถามลูกหลานที่เคยเรียนวิชาชีวเคมีในระดับปริญญาตรีว่า เอนไซม์ คืออะไร มีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไรในชีวิตประจำวัน แล้วท่านผู้อ่านจะได้เห็นตัวอย่างของความสูญเปล่าทางการศึกษาที่แท้จริงว่า นักศึกษาร้อยละกว่าเก้าสิบห้าขึ้นไป เรียนวิชาชีวเคมีในระดับปริญญาตรีเพียงเพื่อผ่าน ทั้งที่ชีวเคมีเป็นวิชาที่สำคัญที่สุดในชีวิตประจำวันของมนุษย์วิชาหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกานั้น วิชาชีวเคมีมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลเร็วมาก และเป็นวิชาบังคับที่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพทุกสาขาและวิทยาศาสตร์กายภาพบางสาขาต้องเรียน และเมื่อเรียนแล้วเวลาผ่านไปประมาณห้าปี แล้วนักศึกษาผู้นั้นยังไม่จบการศึกษา หลายมหาวิทยาลัยมีข้อบังคับว่า นักศึกษาผู้นั้นต้องกลับไปเรียนวิชาชีวเคมีพื้นฐานระดับบัณฑิตศึกษาใหม่ ในขณะที่เมืองไทย แค่ผ่านก็พอ จากนั้นความรู้ที่อาจได้บ้างก็คืนอาจารย์ไป ดังนั้นเมื่อดูทีวีผ่านดาวเทียมมีอาชามมาอธิบายว่า เอนไซม์ในขวดที่บรรจุน้ำสกัดผักผลไม้นั้นสามารถทะลุทะลวงให้เส้นเลือดในสมองที่บีบตัวขณะเกิดอาการไมเกรนเนื่องจากมีขยะในเส้นเลือดหายไป ทำให้อาการปวดหัวไมเกรนดีขึ้น ผู้เขียนก็ได้แต่ปลงอนิจจังว่า การหลอกลวงแบบที่เอาคนที่ไม่มีความรู้มาอธิบายขายสินค้าเฮงซวยนี้ มันคงแก้ไขอะไรไม่ได้แน่ เพราะแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ช่วงเวลาที่แม่บ้านดูทีวีหลังทำงานบ้านเสร็จในตอนสายๆ หรือบ่ายๆ ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นไม่ต่างกับในไทย ท่านผู้อ่านที่มีความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ถ้าเป็นคนช่างสังเกตหน่อยจะเห็นว่า ข้อมูลการหลอกลวงในการขายสินค้าเกี่ยวกับอาหารส่วนใหญ่นั้น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิชาชีวเคมีแทบทั้งนั้น เพราะสารชีวเคมีนั้นมีความเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ และเรื่องราวเกี่ยวกับชีวเคมีนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างลึกซึ้ง ซึ่งหาคนสอนให้เด็กไทยเข้าใจได้ค่อนข้างยาก จริงอยู่เรามีนักวิทยาศาสตร์สาขาชีวเคมีในระดับพอคุยได้ว่าตัดแต่งพันธุกรรมได้ แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มักจะเข้าใจในวิชาชีวเคมีก็ต่อเมื่อไปเรียนวิชานี้อีกครั้งในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะแสดงว่าการเรียนการสอนวิชาชีวเคมีในประเทศไทยนั้น ยังมีปัญหา ประเด็นปัญหาที่สำคัญในการสอนชีวเคมีในประเทศไทย คือ ทำอย่างไรจึงจะให้นักศึกษาที่ผ่านวิชานี้เข้าใจในความรู้ที่สามารถใช้ป้องกันการถูกอาชามต่างๆ มาหลอกลวงขายสินค้าเฮงซวยที่เกี่ยวข้องกับชีวเคมีได้ ท่านผู้อ่านอาจนึกไม่ถึงว่า แค่การซักผ้านั้นก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวเคมีในชีวิตประจำวันที่เราควรเข้าใจให้ดี ทั้งนี้เพราะมีการหลอกลวงหรือพูดผิดๆ ถูกๆ ในการโฆษณาขายผงซักฟอกเป็นประจำทางจอทีวีโดยที่ไม่มีนักชีวเคมีระดับตัดแต่งพันธุกรรมได้มาช่วยให้ประชาชนเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ผงซักฟอกที่ดีนั้นควรดูจากอะไร หรือทำอย่างไรจึงจะให้เด็กไทยที่ต้องจบการศึกษาภาคบังคับมีความรู้ด้านชีวเคมีในชีวิตประจำวันเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกหลอกลวงได้ ผู้เขียนมักออกข้อสอบถามนักศึกษาว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับการซักผ้าที่เปื้อนเหงื่อจากการออกกำลังกายโดยไม่ใช้ผงซักฟอกหรือสบู่ในการซักผ้าชิ้นนั้น คำตอบซึ่งมักถูกคือ ผ้าชิ้นนั้นมีกลิ่นเหม็น แต่พอถามต่อว่า แล้วทำไมเมื่อใช้ผงซักฟอก(โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็น ซิลเวอร์นาโน) แล้วทำไมผ้าชิ้นนั้นจึงไม่เหม็น ทั้งที่อาจตากให้แห้งในตอนกลางคืน คำตอบที่ได้มักอยู่ในระดับที่ต้องให้คะแนนเท่ากับ ศูนย์ ตัวอย่างความไม่รู้ในเรื่องการซักผ้าให้สะอาดนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เด็กที่ผ่านการศึกษาภาคบังคับนั้น ขาดตกบกพร่องในเรื่องความรู้เกี่ยวกับชีวเคมีที่ควรรู้ ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่สินค้าที่มีกลูตาไทโอน โคเอนไซม์คิวเท็น คอลลาเจน น้ำมันปลาจากทะเลลึก จึงยังขายได้เป็นล่ำเป็นสัน โดยที่ประชาชนมิได้รู้ตัวเลยว่า สิ่งที่กินเข้าไปนั้นมันของเสียเปล่า กินหรือไม่กินค่าก็เท่ากัน คุณภาพของประชาชนขึ้นกับคุณภาพของการศึกษาที่ประชาชนได้รับนั้น เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้แล้วในยุคสมัยที่มีคนโพสต์ในเน็ตว่า ความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมนั้นเกิดจากการที่เราเลือกผู้บริหารประเทศได้ในระดับที่เป็นอยู่นี้ ซึ่งเป็นยุคที่เด็กเน็ตเขาเรียกว่า ยุคเอาปัญญาชนไปกรอกถุงทราย เอาปัญญาควายไป…

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 129 วัคซีนสมอง (เข็มที่ 3) มหัศจรรย์น้ำผัก

  ผู้เขียนเป็นคนตื่นนอนเช้าราวตีสี่ถึงตีห้า ไม่ใช่ว่าขยันอะไรหนักหนา แต่เป็นเพราะมักเกิดอาการหิวในช่วงเช้าตรู่ และถ้าไม่ได้กินอาหารจะเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหัวไมเกรนเอาง่ายๆ ยกเว้นกรณีเดียวคือ พอตื่นมาแล้วได้ออกกำลังไม่ว่าจะทำงานบ้านหรือเล่นกีฬา ก็สามารถเลื่อนไปกินอาหารเช้าได้ราว 7 โมงเช้า ความที่นอนตื่นเช้า เลยมักมีโอกาสได้ดูอะไรหลายๆ อย่างทางโทรทัศน์ที่เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการโฆษณาขายสินค้าหลอกลวงผู้บริโภคต่างๆ ยังไม่ตื่น ความจริงสินค้าหลายอย่างที่โฆษณาขายนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่คำพูดที่ใช้โฆษณานั้นเป็นตัวก่อปัญหา เนื่องจากเป็นคำโฆษณาที่ไร้ปัญญาหรือเจตนาจะหลอกลวงผู้บริโภคเอาดื้อๆ โดยคนที่โฆษณานั้นส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มีอาชีพตบตาคนทั่วไปเป็นอาจิณคือ  นักแสดง นั่นเอง สินค้าที่กระทบใจผู้เขียนว่า ไม่ควรมีการโฆษณาเพ้อเจ้อขนาดนี้คือ เครื่องสกัดน้ำผลไม้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันก็คือเครื่องปั่นแยกกากเพื่อให้เราคั้นน้ำผลไม้กินได้สะดวกขึ้นนั่นเอง ผู้เขียนเคยซื้อไว้ชุดหนึ่งให้นักศึกษาใช้ในห้องปฏิบัติการที่สถาบันราคาประมาณ 300 บาท ซึ่งเป็นของลดราคาแต่คุณภาพปรกติ และปัจจุบันก็ยังใช้อยู่เรื่อยๆ ตามความจำเป็นในการทำวิจัย ส่วนเครื่องสกัดน้ำผักผลไม้เพื่อให้ได้เอนไซม์มากินบำรุงร่างกายที่มีโฆษณาขายทางโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ทนั้น มีตัวอย่างราคาที่พบในการโฆษณาทั่วไปเช่น “ราคาช่วงแนะนำ 15,900 บาท เหลือ 14,900 บาท กรุงเทพ ปริมณฑล จัดส่งฟรี ต่างจังหวัดค่าขนส่ง ทั่วประเทศ 300 บาท พร้อมบริการหลังการขายที่ครบครัน ทั้งอะไหล่ และบริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ XXXHome Product โทร. 081 8357YYY, 02 4131ZZZ และ Fax. 02 8698AAA ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทเครื่องคั้นแยกกากน้ำผัก ผลไม้ เพื่อสุขภาพ แบรนด์ดังของอเมริกา สั่งผลิตและติดแบรนด์ของตนเอง ตัวอย่างเช่น OBAMA (ชื่อสมมุติ) รุ่น VRT 330 (HD) และ VRT350 และอีกหลายแบรนด์ดัง สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย YAHOM (นี่ก็ชื่อสมมุติ) รุ่น HU-100 เป็นรุ่น TOP สุด เทียบเท่า OBAMA VRT350 ในประเทศสหรัฐอเมริกา” และมีอีกเครื่องหนึ่งโฆษณาในเว็บเดียวกันว่า “มีราคาช่วงแนะนำ คือ 22,500 บาท กรุงเทพฯ ปริมณฑล จัดส่งฟรี” พร้อมกำกับคำโฆษณาว่าเหมาะสำหรับใช้สกัดน้ำผักจากต้นอ่อนข้าวสาลี ซึ่งฝรั่งนิยมดื่มกัน เข้าใจว่ามันคงมีกลิ่นรสคล้ายน้ำสกัดจากหญ้า เพราะข้าวสาลีก็เป็นหญ้า ดังนั้นเครื่องนี้คงเหมาะกับคนที่สมองมีปัญญาคิดในระดับใด ท่านผู้อ่านคงพอเดาได้ ความจริงการดื่มน้ำผักและน้ำผลไม้เป็นเรื่องที่ดี น่าสนับสนุน แต่ผู้ดื่มก็ควรดื่มอย่างมีสติ รู้จักใช้ปัญญาคิดว่า ต้องการดื่มเพราะอะไร ซึ่งมันไม่ถึงกับมีเหตุผลเป็นร้อยแปดพันประการดอก ทั่วไปแล้วน้ำผักน้ำผลไม้นั้น ควรดื่มเพื่อแก้กระหาย ซึ่งดีกว่าการดื่มน้ำอัดลมใส่สี ผลประโยชน์ทางอ้อมที่ได้คือ สารที่เป็นประโยชน์พวกไวตามินบางชนิดและเกลือแร่หลายตัว ที่สำคัญก็คือ ผักและผลไม้หลายชนิดที่นำมาทำเป็นเครื่องดื่มในปัจจุบันนั้น เป็นพืชสมุนไพร มีศักยภาพในการกระตุ้นระบบทำลายสารพิษได้ดี เพียงแต่ต้องปรุงให้ดีหน่อย เพื่อกลบกลิ่นรสที่รุนแรงเกินห้ามใจ (ห้ามใจให้กินนะครับไม่ใช่ห้ามใจไม่ให้กิน) แต่ในบางเว็บไซต์ได้ผลิตน้ำผักและผลไม้ในแบบฉบับที่ไม่รู้ไปเรียนมาจากตำราเล่มไหน เช่น ผลิตน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้กว่า 20 ชนิด หมักนานกว่า 6 ปี เป็นอย่างต่ำ โดยใช้สูตรและวิธีการหมักตามธรรมชาติของ XXX แห่งชมรม YYY ภายใต้การดูแลของมูลนิธิ ZZZ  เป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่ใช้เวลาในการหมักบ่มเพื่อสกัดเอาเอนไซม์และสาร อาหาร แร่ธาตุ วิตามิน ออกมาจาก…(บลา ๆๆๆๆๆ)…. ซึ่งดูไปดูมามันคือ น้ำส้ม (หมัก) ผลไม้รวมเสียมากกว่า แต่สิ่งที่รับได้ยากและเป็นเครื่องบ่งชี้ความมั่วซั่วของเว็บไซต์คือ การอ้างสรรพคุณว่า น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ มีประโยชน์ในการปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย  ทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น ทำให้แต่ละเซลล์ในร่างกายได้สารอาหารอย่างสมดุล  สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย( ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ )  อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ คือ วิตามินบีรวม, บี 1, บี 2, บี12 สิ่งที่บ่งชี้ความมั่วนั้นมีหลายประเด็น แค่ประเด็นว่า น้ำผลไม้ให้โปรตีน ก็ลำบากใจที่จะรับแล้ว ทั้งนี้เพราะผลไม้ที่ให้โปรตีนนั้น ตั้งแต่ผู้เขียนหารับประทานโดยการสอนหนังสือมานั้น ก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าได้แก่อะไรบ้าง ถ้าเป็นถั่วบางชนิดพอพูดได้ว่า มีโปรตีนสูง แต่ผลไม้ที่เป็นแหล่งของโปรตีนนั้น นึกไม่ออกเอาทีเดียว ดังนั้นสิ่งที่ผู้บริโภคควรหาความรู้ไว้ประจำตัวก็คือ สารอาหารที่ร่างกายต้องการมี 5 กลุ่มคือ แป้ง โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุและไวตามิน นั้นมีอยู่ในอาหารอะไร ซึ่งข้อมูลประเภทนี้หาได้ตามหนังสือเรียนชั้นมัธยมทั่วไป การออกมาบอกว่า ผลไม้ให้โปรตีนนั้นมันส่ออะไรบางอย่างที่ท่านผู้อ่านควรคิดได้เองว่าควรเชื่อเว็บสังคโลกนี้หรือไม่ อีกตัวอย่างของการนำเอาผลไม้มาผสมปนกันแล้วหมักได้เป็นน้ำ มหามนตรา (ชื่อสมมุติ) ซึ่งแนะนำให้ “ควรดื่ม มหามนตรา อย่างน้อย 30 นาทีก่อนทานอาหาร เพราะเมื่อกระเพาะไม่เต็มไปด้วยอาหาร มหามนตรา สามารถซึมเข้าสู่ระบบต่างๆ ของร่างกายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ยิ่งตอนเช้าหลังจากตื่นนอน ให้ มหามนตรา เป็นสิ่งแรกที่ท่านดื่ม ยกเว้นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคกระเพาะควรดื่ม มหามนตรา หลังอาหาร หลังจากเปิดใช้แล้วให้รีบปิดฝาคืนเพื่อมิให้จุลินทรีย์ในอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับน้ำผลไม้ในขวด  และไม่ควรแช่ตู้เย็นเพราะจะทำให้จุลินทรีย์ดีๆ ที่จะเข้าไปช่วยท่านเข้าจำศีลและเมื่อท่านดื่มเข้าไปเขาจะใช้เวลาในตื่นกลับมา บางขวดอาจจะยังมีแรงดันอยู่บ้างเนื่องจากความตื่นตัวของจุลินทรีย์ที่ดีที่มีอยู่ใน มหามนตรา ขอท่านอย่าได้ตกใจ ถือได้ว่าเป็นเรื่องปรกติ” โดยมีเป้าหมายของลูกค้าคือ ผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพ อาทิ เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด โรคกระเพาะ เบาหวาน มะเร็ง เอดส์ ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ โรคหัวใจ พาร์กินสัน เป็นต้นโลหิตต่ำ โรคหัวใจ พาร์กินสัน เป็นต้นการโฆษณาแบบนี้ทำให้ท่านผู้บริโภคได้ดื่ม (น้ำผลไม้ปนเชื้อจุลินทรีย์อะไรก็ได้แบบไม่ระบุเจาะจง) ที่มีลักษณะเหมือนจะเป็นน้ำหมักชีวภาพที่มหาวิทยามหิดล ศาลายาได้ผลิตจากของเหลือพวกผักผลไม้ แล้วจ่ายแจกฟรีให้บุคลากรนำไปใช้เป็นปุ๋ยน้ำรดต้นไม้ เนื่องจากมันมีความคล้ายหรือใช่เลยว่าเป็น น้ำอีเอ็ม นั่นเอง ความพยายามของผู้ประกอบการในการขายสินค้าที่ตนเองก็ไม่รู้จักจริงว่ามันมีประโยชน์ตามที่คิดหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่เห็นได้จากโทรทัศน์ทั่วโลก ไม่ต่างกัน เพราะถ้าที่ไหนมีคนที่คิดว่าตนเองไม่แข็งแรง (ซึ่งก็อาจจริง) ณ ที่นั้นก็จะมีคนพยายามหยิบยื่น สิ่งที่อาจใช่หรือไม่ใช่ ขายให้ หลายครั้งในตอนเช้ามืดที่ผู้เขียนเห็นดาราออกมาให้ข้อมูลว่า ผู้บริโภคควรบริโภคน้ำผักเพื่อให้ได้เอนไซม์ที่ช่วยให้สุขภาพดี ผู้เขียนมักจะถามตัวเองว่า มันเป็นเอนไซม์ตัวไหนหว่าที่อยู่ในผักแล้วมนุษย์ต้องการ ในวิชาชีวเคมีที่ผู้เขียนเรียนจบมาจากจุฬาเมื่อสามสิบปีก่อนสอนว่า ส่วนใหญ่ของเอนไซม์ที่อยู่ในอาหารคนนั้นมักถูกทำลายด้วยความร้อน การปั่นผักนั้นแม้ไม่ใช่ความร้อน แต่แรงอัด กระแทก ปั่นของเครื่องมักทำให้เอนไซม์เสียคุณภาพ ดังนั้นเวลานักศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับเอนไซม์ ไม่ว่าจากพืชหรือสัตว์ จะต้องเป็นคนสุภาพในการสกัดเอนไซม์ ไม่ลงมือลงไม้แบบรุนแรงเพราะเอนไซม์จะเสียสภาพใช้งานไม่ได้ ทำไมนักแสดงละครและภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่รับโฆษณาเครื่องปั่นน้ำผักผลไม้ จึงมักกล่าวสนับสนุนให้คนซื้อเครื่องที่โฆษณาไปผลิตเอนไซม์จากพืชกิน คำตอบน่าจะง่าย ๆ ว่า เขาไม่เคยเรียนชีวเคมีมา คนที่เขียนบทให้เขาพูดก็ไม่เคยเรียนมา เจ้าของบริษัทก็ไม่เคยเรียนมา คนประดิษฐ์อุปกรณ์นี้อาจเคยเรียนมาแต่สอบตกชีวเคมีแบบไม่เหลือความรู้เลย ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นอันตรายต่อกระเป๋าผู้บริโภค เพราะการซื้อเครื่องปั่นสักเครื่อง เพื่อใช้ทำน้ำผักน้ำผลไม้ดื่มนั้นเป็นการดี แต่ไม่ควรต้องจ่ายในราคาหลายพันบาทจนถึงหลายหมื่นบาทขึ้นไป เพียงเพราะหลงเชื่อดาราที่ไร้ความรู้มาบอกเท่านั้น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

นิตยสารออนไลน์ ฉบับที่ 128 วัคซีนสมอง (เข็มที่ 2) ความรู้พื้นฐานของชีวิต

  ถ้าต้องการปิ้งลูกชิ้น 1 ไม้ให้สุกพร้อมกันทั้งไม้ ควรใช้อุปกรณ์แบบใดและวางในลักษณะเช่นใด  1. ใช้ตัวสะท้อนพาราโบลารับแสงอาทิตย์ นำลูกชิ้นวางไว้ที่จุดโฟกัส2. ใช้แว่นขยายซึ่งเป็นเลนส์นูนทำหน้าที่รวมแสง และวางลูกชิ้นไว้ที่จุดโฟกัสของเลนส์ด้านตรงข้ามกับด้านที่แสงตกกระทบ3. ใช้แผ่นโค้งพาราโบลารับแสงอาทิตย์ และวางลูกชิ้นไว้ตามแนวจุดโฟกัส4. ใช้กล่องอบแห้งแสงอาทิตย์ และวางลูกชิ้นภายในกล่องอบแห้ง  ที่ท่านผู้อ่านเห็นนี้เป็น ข้อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพชีวภาพ วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2546 เวลา 15.00 -17.00 น ได้มาจาก http://www.unigang.com ซึ่งแสดงให้เห็นความพยายามของคนออกข้อสอบในการประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับแสงอาทิตย์และพลังงานสู่ชีวิตประจำวันของผู้เรียน แต่ความพยายามนี้น่าจะไร้ประโยชน์เพราะคงไม่มีใครทำในชีวิตจริง ยิ่งถ้าไปถามเด็กที่ไม่ได้เรียนสายสามัญเพื่อเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย เด็กคงบอกว่า ไปเซเว่น ก็ได้คำตอบแล้ว  ผู้เขียนเคยคุยกับผู้เข้าฟังการบรรยายต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาหาร โภชนาการและสุขภาพ พบว่าความรู้ทางวิชาการที่ได้จากการไปโรงเรียนนั้น หลายอย่างไรไม่ได้ช่วยให้ประชาชนเอาตัวรอดจากการถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพเลย เพราะเป็นความรู้ที่ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานในด้านการ คิดเป็น ของสมอง แต่มักเป็นความรู้ตายที่จำไว้ใช้ตอบข้อสอบ เมื่อเวลาผ่านไปก็ลืม ดังนั้นเมื่อพบผู้ประกอบการขายสินค้าสุขภาพที่มีความสามารถพิเศษในการเสกสรรปั้นแต่งข้อมูล โอกาสที่ถูกหลอกของผู้บริโภคจึงเกิดขึ้น  ดังนั้นในฉลาดซื้อฉบับนี้เราจะมาพิจารณาดูว่า ทำไมคนเราถึงยอมถูกหลอกให้ซื้ออะไรต่อมิอะไรกิน ซึ่งดูเหมือนกับเพลง รู้ว่าเขาหลอก ของศิรินทรา นิยากร ที่บรรยายว่ามันเป็นเวรกรรมที่ต้องถูกหลอกทั้งที่ก็รู้   จุดอ่อนของผู้บริโภค การหลอกลวงนั้นมีทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่คนอเมริกันซึ่งน่าจะมีความรู้ดี แต่เมื่อมีปัญหาทางสุขภาพ หลายส่วนก็ยังหลงเชื่อกระบวนการรักษาที่บางครั้งดูไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  ความรู้ทางวิทยาการการแพทย์ของมนุษย์ในปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่ผู้ที่ทนทุกข์ทรมานต่อการเผชิญกับความเจ็บป่วยเรื้อรัง ความผิดปรกติของร่างกาย หรือแม้แต่ความตายที่กำลังมาเยือน ยังจำเป็นต้องหาอะไรก็ได้ ที่ให้ความหวังว่าจะพ้นจากทุกขเวทนาที่ประสบอยู่ สภาวการณ์ดังกล่าวนี้จึงเอื้อต่อการถูกเอาเปรียบในการถูกกล่อมให้ซื้อทั้งสินค้าและบริการสุขภาพจากนักขาย ซึ่งบางครั้งเป็นผู้ที่จบการศึกษาสูงแต่ไร้คุณธรรม โดยที่เหยื่อนั้นมักมีลักษณะต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบ ขาดความระแวงระไว อาการนี้เป็นโทษสมบัติหลักของผู้เคราะห์ร้ายซึ่งมักเชื่อในข้อมูลที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ แม้แต่บนกระดาษที่พับเป็นถุงกล้วยแขก ยิ่งถ้าคนให้ข้อมูลเป็นดอกเตอร์ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นด๊อกจากไหน เชื่อได้หรือไม่ เพราะในอเมริกานั้นด๊อกห้องแถวมีเยอะมาก พวกนี้มักอ้างว่าตนเองมีประสบการณ์สูง ผู้เคราะห์ร้ายก็จะทึกทักเองว่าข้อมูลคงเป็นจริงดังโฆษณา ยิ่งถ้าเป็นการขายสินค้าหรือบริการที่รับประกันความรวดเร็ว สะดวกสบาย หายจากโรคง่าย ความเชื่อถือก็จะง่ายขึ้น ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้จึงอาจถูกจำแนกได้ว่า มีปัญหาทางจิตโดยคิดว่าตนเองนั้นอ่อนแอทั้งปัญญาและร่างกาย ทำให้ต้องหาคนที่ฉลาดกว่ามาปกป้อง สื่อสาธารณะบางประเภทก็เป็นแหล่งที่มาของข้อมูลหลอกลวง ปัญหานี้มักไม่มีใครยื่นมือเข้าไปจัดการ เพราะของชั่วร้ายหลายคนพยายามหลีกเลี่ยง แม้แต่คนที่มีหน้าที่ดูแลก็พยายามหลีก สื่อเหล่านี้มีทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์และออกอากาศด้วยกรรมวิธีต่างๆ โดยเฉพาะประเภทหนีไปอยู่บนดาวเทียมนั้น ร้อยละร้อยหารับประทานแบบหลอกลวงทั้งสิ้น โดยเมื่อได้เงินจากเหยื่อแล้วมักไม่สนใจรับผิดชอบต่อคำรับประกันว่าสินค้านั้นใช้ได้หรือไม่ ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าเราจะพึ่ง กสทช ที่เพิ่งได้มาหมาดๆ หรือไม่ เพราะคลื่นของสื่อหลายคลื่นเป็นคลื่นหลอกลวงประจำวันเชื่อในสิ่งมหัศจรรย์ ประเด็นนี้เป็นลักษณะทั่วไปของคนไทยที่มักกล่าวว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เห็นพืชหรือสัตว์หรือสิ่งของที่มีลักษณะประหลาดก็กราบไหว้บูชาได้ ดังนั้นพี่น้องชาวไทยหลายคนจึงง่ายต่อการที่จะถูกโน้มน้าวให้เชื่อในความมหัศจรรย์ของอะไรก็ตามที่อาจมีเศษทองคำเปลวติดอยู่ แล้วนำมาบูชาหรือแช่น้ำดื่ม หรือแม้แต่ซื้อหนังสือมาสวดคาถาภาษาประหลาดเพื่อปลุกเสกอะไรสักอย่างด้วยอาคมเพื่อหวังช่วยตนเอง  มั่นใจในตนเองสูง ลักษณะดังกล่าวนี้มีโอกาสได้ทั้งสองด้านในการถูกชักชวนให้ซื้อสินค้าไม่เข้าท่าคือ อาจซื้อทันทีหรือไม่ซื้อตลอดไป ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องมีศิลปะในการหลอกสูงมากที่จะขายสินค้าให้บุคคลประเภทนี้ ซึ่งถ้าขายได้ ก็จะขายได้กับคนอื่นได้ เนื่องจากลูกค้าลักษณะนี้จะทุ่มกายถวายหัวประชาสัมพันธ์สินค้าต่อในลักษณะ หมาจิ้งจอกหางด้วน ที่พยายามประโลมเล้าให้คนมีความคิดเหมือนตน ความสิ้นหวังในชีวิต ผู้เคราะห์ร้ายหลายคนประสบปัญหาโรคร้ายที่แม้แพทย์ก็บอกว่า เป็นอาการของโรคที่อยู่ในกลุ่มร้อยละ 10 ของการเจ็บป่วยที่รักษาหรือไม่รักษาก็หาย คือ คนไข้หายไปจากโลกนี้  เคยมีท่านผู้รู้ท่านหนึ่งบรรยายทางวิทยุสถานีหนึ่งว่า โรคที่มนุษย์เป็นนั้นแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกมีจำนวนร้อยละ 80 ไม่ต้องรักษาก็หายได้เอง ส่วนกลุ่มที่สองนั้นเป็นร้อยละ 10 ที่หายเมื่อได้รักษา ส่วนกลุ่มที่สามคืออีกร้อยละ 10 รักษาอย่างไรก็ตาย ดังนั้นเมื่อมีใครสักคนมาหยิบยื่นการบำบัดโรคที่เป็นความหวังว่าอาจหายได้ให้ ทุกคนในกลุ่มที่สามก็จะไขว่คว้า ซึ่งหลายครั้งก็อาจหายหรือยืดอายุได้  ผู้เขียนได้เคยเห็นตัวอย่างของคนไข้ป่วยเป็นเอดส์สองคนที่ทำงานที่เดียวกัน คนหนึ่งตายไปตามความเป็นไปของโรค ในขณะที่อีกคนขวนขวายหาอะไรต่อมิอะไรมากิน แล้ววันหนึ่งก็ดูดีขึ้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ต้องเชื่อว่า เอดส์รักษาให้หายไม่ได้ แต่อยู่กับมันอย่างมีหวังได้ ถ้าปฏิบัติตนถูก แต่จะมีสักกี่คนที่จะโชคดีอย่างนี้ เพราะส่วนมากจะถูกหลอกเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนอกจากโรคร้ายแรงแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่สิ้นหวังจากความแก่ ความที่ไม่สามารถหยุดยั้งความเหี่ยว กล่าวง่าย ๆ ว่าเอาชนะสังขารไม่ได้ ก็มักจะเป็นเหยื่ออันโอชาของผู้ขายโดยหวังว่าจะกลับมาเป็นหนุ่มสาวได้  รู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า alienation ความรู้สึกนี้คนที่เคยไปอยู่ต่างประเทศในเมืองที่ไม่มีคนไทยเลยคงเข้าใจดี เป็นความรู้สึกว่ามองไม่เห็นใครเป็นที่พึ่ง บุคคลที่รู้สึกเช่นนี้ จะต่อต้านการรักษาพยาบาลแบบแพทย์แผนปัจจุบันและมักชอบวิธีการทางธรรมชาติ ไม่ชอบการใช้ยาซึ่งเป็นสารเคมีเนื่องจากมีความรู้บ้างว่า สารเคมีนั้นมักมีความเป็นพิษเมื่อใช้ในปริมาณสูง ในขณะที่สารธรรมชาติซึ่งมักอยู่ในรูปของสมุนไพร(ไม่ใช่สารบริสุทธิ์) กว่าจะแสดงความเป็นพิษนั้นจะต้องใช้ปริมาณสูงมากๆ จนเป็นไปไม่ได้ที่จะรับสารนั้นเข้าร่างกาย ลักษณะที่เด่นชัดของเหยื่อเหล่านี้คือ มีความไม่เชื่อถืออย่างรุนแรงต่อผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข อุตสาหกรรมอาหาร บริษัทยา และหน่วยงานรัฐ ซึ่งอาจเนื่องมาจากระบบการทำงานของบุคลากรของรัฐเป็นแบบพิธีรีตองมากจนน่าเบื่อ ดังนั้นหลายครั้งที่คนกลุ่มนี้จะเป็นเหยื่อของการแพทย์นอกระบบ ซึ่งมักอยู่ในที่ห่างไกลจากตัวเมือง คนไข้เข้าถึงได้เร็ว ไม่ต้องใช้เวชระเบียนให้เบื่อหน่าย  จากตัวอย่างลักษณะของผู้ที่มีอาการภูมิต้านทานสมองบกพร่องนี้จะเห็นว่า การที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้านั้น คงต้องทำการกำจัดลักษณะดังกล่าวด้วยการวางพื้นฐานการศึกษาให้มีการกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของสมองในการรับรู้ข้อมูลว่า ข้อมูลด้านสุขภาพที่ได้รับนั้นเป็นข้อมูลถูกหรือผิดเสียก่อน เพื่อให้การบริโภคสินค้าหรือบริการด้านสุขภาพนั้นเป็นไปในทางที่ไม่มีการหลอกลวง  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 127 วัคซีนสมอง (เข็มที่ 1) โฆษณามหาหลอก

  ผู้เขียนเคยได้ดูรายการโทรทัศน์ที่มีวิทยากรออกมาให้คำจำกัดความของ โฆษณา ว่า เป็นการสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค โดยการให้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การโฆษณานั้นจะมีเป้าหมายที่แน่นอนว่า ผู้รับข้อมูลเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน หรือวัยใกล้แย้มฝาโลง เป็นต้น  เป้าหมายของการโฆษณาในแต่ละวัยนั้นจำแนกย่อยได้อีกเช่น วัยรุ่นไร้สมอง(พวกไร้สิ่งยึดเกาะทางจิตใจ ต้องหาไอดอลไว้สักการะ) วัยรุ่นขี้เกียจเรียน(ประเภทอยากเอ็นติดมหาวิทยาลัยดีๆ แต่ขี้เกียจเรียนเลยต้องกินสินค้าที่เข้าใจว่าเพิ่มความคิดให้สมอง) เป็นต้น สำหรับวัยใกล้แย้มฝาโลงก็คงต้องแบ่งเป็นหญิงและชาย เช่น ขายสินค้ากันหน้าเหี่ยว อกย้อย ไร้สมรรถนะความเป็นชาย เป็นต้น  นอกจากนี้การโฆษณายังรวมทั้งการสื่อในวัตถุประสงค์ที่ทำให้องค์กรดูมีคุณค่าเช่น บางองค์กรหารับประทานแบบผูกขาดการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งอากาศและน้ำ แต่ออกมาปลูกป่าบ้างเป็นครั้งคราว  เขาทำโฆษณากันอย่างไร  ในการทำโฆษณานั้น ผู้ที่คิดโฆษณาจะคิดตัวโฆษณาโดยอาศัยความเชื่อของผู้บริโภค และมาตรฐานการกำกับดูแลเรื่องโฆษณาในแต่ละประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ที่เป็นลักษณะร่วมของการโฆษณาคือ การให้ข้อมูลเฉพาะด้านดีของสินค้าเท่านั้น ส่วนที่เป็นปัญหาเนื่องจากสินค้าจะมีการเม้มริมฝีปากไว้ไม่ให้มันหลุดรอดออกมาให้ผู้บริโภคได้ยิน โดยหมายว่าให้ผู้บริโภคไปมีประสบการณ์ตรงเอาเอง เหมือนเป็นการสนองตอบนโยบายของหลายโรงเรียนที่พยายามให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่เด็กๆ เรียกว่า ควายเซนเตอร์ การโฆษณานั้นไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ วิทยุ แผ่นพับ เศษกระดาษปลิว หรืออื่น ๆ อาจแบ่งแบบง่าย ๆ โง่ ๆ ได้เป็น การโฆษณาตรงๆ ชนิดจะขายอะไรก็บอกเลยจะขาย ขอให้ผู้บริโภคเชื่อแล้วมาซื้อเถอะไม่ผิดหวังได้เสียเงินแน่ แต่ไอ้ที่จะได้รับการตอบแทนแบบที่ต้องการนั้นคนทำโฆษณาไม่รู้ด้วย เพราะคนทำโฆษณาไม่ได้เป็นคนทำสินค้า การโฆษณาแบบนี้บางครั้งก็ไม่ได้เป็นการหลอกลวงอะไรเช่น การโฆษณายาถ่ายพยาธิ ซึ่งต่างกับการโฆษณาขายขยะที่ถูกทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่มักอวดอ้างสรรพคุณเกินเลยความจริง  แบบที่สองเป็นการโฆษณาแบบประชาสัมพันธ์ เป็นการทำเพื่อให้คนสามารถจดจำชื่อบริษัทได้ว่ายังมี brand นี้อยู่ในโลกนะ เพราะสินค้าของบริษัทนั้นได้ติดตลาดแล้ว ไม่ต้องโฆษณาก็น่าจะอยู่ได้ แต่ไม่ไว้ใจเสียทีเดียว เนื่องจากลูกค้าขาประจำนั้นก็แก่ไปตามวันเวลา ลูกของลูกค้าอาจไม่รู้จักสินค้าหรืออาจบอกว่า เนื่องจากเป็นสินค้าที่พ่อแม่ใช้ มันเลยต้องเชยระเบิด เพราะพ่อแม่อยู่ในยุค baby boom แต่ลูกมันเป็นพวก generation XYZ ขืนใช้สินค้า brand เดียวกันกับพ่อแม่เพื่อนล้อตาย ดังนั้นบริษัทจึงต้องหาทางดึงพวกลูกทรราชเหล่านี้ให้กลับไปมี brand royalty เหมือนพ่อแม่ ด้วยวิธีการต่างๆ แม้กระทั่งการหลอกลวง ประเภทที่สาม การโฆษณาแบบดูฉลาดแฝงความโง่ ซึ่งมักเห็นตามละครซิทคอม(ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ซิทคอมที่แท้จริง เนื่องจากเป็นการเปิดเทปเสียงคนหัวเราะ ปรบมือ ถ้าเป็นซิทคอมจริงต้องมีการหมุนกล้องไปให้เห็นว่า มีคนนอกกองถ่ายเข้าไปนั่งดูแล้วเอ็นจอยไปด้วย) คนทำโฆษณามักคิดว่าต้องทำแบบนี้เพราะคนไม่ชอบดูโฆษณาตรง ต้องหาวิธีแฝงเช่น เอาถ้วยกาแฟที่มียี่ห้อไปวางบนโต๊ะอ่านข่าว เอาป้ายโฆษณาสินค้าไปแปะที่หลังคาตึกแถวเวลาถ่ายช็อตอินเสิร์ตก่อนเข้าฉากจริง เหล่านี้แสดงความขี้เท่อของการโฆษณาออกมาโดยแท้  มีประเด็นหนึ่งที่น่าประหลาดใจคือ ไม่มีการกำหนดให้การโฆษณาสินค้าต้องบอกราคากลางของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้เป็นเครื่องตัดสินใจในการซื้อสินค้านั้น ดังนั้นสินค้าที่มาจาก lot เดียวกัน จึงอาจมีราคาที่ต่างกันเมื่อซื้อต่างแหล่งขาย ยกเว้นกรณีของน้ำมันที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ ซึ่งรัฐคุมราคาไว้ให้ใกล้กัน เพราะบางทีคนละยี่ห้อก็มาจากโรงกลั่นเดียวกัน ไม่ต้องโฆษณาหลอกให้มากนักผู้บริโภคก็ตัดสินใจซื้อ โดยความรู้สึกว่า เป็นบริษัทของคนไทยหรือต่างด้าว ซึ่งคล้ายๆ เป็นการวัดใจในความรักชาติไปกลายๆ  ลักษณะโฆษณาเอาเปรียบผู้บริโภค โฆษณาที่เอาเปรียบผู้บริโภคนั้นมีมากมาย เช่น กรณีบริการอินเตอร์เน็ตบอกว่าเร็วถึง 6.0 Mb นั้น เมื่อมีผู้นำไปทดสอบจริงในบริเวณที่เป็นแหล่งที่ควรจะมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเร็ว เช่น สยามสแควร์นั้นกลับพบว่ามีความเร็วจริงแค่ 0.1 Mb บริษัทจะตอบโต้ทันทีว่า เพราะมีคนบ้าเน็ตอยู่แถวนั้นเยอะ อยากให้เร็วจริงก็ต้องไปเล่นแถวบางกระเจ้าสมุทรปราการหรือบางระมาดใกล้พุทธมณฑลสิ จะได้เร็วตามที่โฆษณาไว้  บางครั้งก็มีการโฆษณาสินค้าแบบปิดๆ เปิดๆ เช่น นำคนที่ไม่ใช่ทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มายืนหันหลังแนะนำผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน โดยบอกในโฆษณาว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญที่โดยจรรยาบรรณแล้วให้เห็นหน้าไม่ได้ ลักษณะนี้เป็นการพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า รัฐไม่ได้ดูแลหรือไม่อยากดูแลในเรื่องนี้ ปล่อยให้คนออกมาโกหกได้ในที่สาธารณะ  ความจริงแล้วในประเด็นการโกหกผ่านสื่อนั้นน่าจะมีการควบคุมอย่างจริงจัง เช่น ถ้าพรีเซนเตอร์บอกว่าดื่มสินค้านี้เป็นประจำทุกวันในโฆษณา พร้อมทำท่าเปิดตู้เย็นที่มีแต่เครื่องดื่มที่โฆษณา ทั้งที่ในสถานการณ์จริงแล้วรากแตกออกมาทุกครั้งที่ลองดื่ม ก็น่าจะมีกฎหมายสักข้อที่จะลงโทษฐานหลอกลวง หรืออย่างน้อยองค์กรทางศาสนาน่าจะออกมาประณามว่าเป็นคนผิดศีลข้อ 4  ในเรื่องการผิดศีลข้อ 4 นี้ผู้เขียนได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งชื่อ ทีวีธรรมดา ซึ่งออกอากาศทางไทยพีบีเอสแต่ต้องไปดูย้อนหลังใน youtube เพราะในเว็บของไทยพีบีเอสผู้เขียนหาไม่พบ เป็นตอนชื่อ คนหลอกคน ซึ่งมีดาราที่น่าสนใจมาออกรายการและได้เปิดประเด็นว่า การผิดศีลข้อ 4 นั้นเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพราะมันเป็นการไปก่อให้เกิดการผิดศีลข้ออื่นได้อีก ผู้เขียนลองนั่งหาตัวอย่างเอง(เพราะผู้ร่วมรายการมีเวลาน้อยที่จะยกตัวอย่าง) ก็นึกได้ว่า ตัวแทนขายรถ(ไม่ว่ายี่ห้อใด) ถ้ามีศีลข้อ 4 ควรจะบอกลูกค้าว่า รถของบริษัทนั้นมันก็ดีอยู่ถ้าไม่ขับเร็วเกินไป เช่น ถ้าเหยียบเกิน 150 กม ต่อชั่วโมงแล้ว โอกาสไปเกิดใหม่(ซึ่งอาจไม่ได้เป็นคน) จะสูงมาก ดังนั้นถ้ายังอยากเป็นคนอยู่ควรขับไม่เกิน 100 กม ต่อชั่วโมง ซึ่งก็มีสิทธิได้ใบสั่งจากตำรวจแล้ว อีกตัวอย่างคือ การโฆษณาขายเครื่องดื่มที่มีแทนนินสูง เช่น ชา นั้น น่าจะบอกผู้บริโภคว่า กินมากอาจอึแข็งได้ ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ไปอาจกลายเป็นริดสีดวงทวาร หรือถ้าไม่มีอาการอึแข็งก็หมายความว่าสินค้านั้นเป็นน้ำล้างถุงชา เพราะเขารู้กันมาตั้งแต่พระเจ้าจิ๋นซีฮ๋องเต้ยังไม่ตายว่า การดื่มชาแก่ๆ ทำให้อาการถ่ายท้องหยุดชะงัดนัก และถึงชานั้นชงไม่แก่ก็ทำให้ถ่ายลำบากบ้างพอควรในหลายคน ผู้ใหญ่สมัยก่อนจึงห้ามเด็กดื่มน้ำชากาแฟเนื่องจากมันทำให้สุขภาพไม่ดีเพราะท้องผูก และนอนไม่หลับ  อย่างไรก็ดีโฆษณาที่ดูถูกปัญญาของผู้บริโภคนั้นได้มีการถูกตอบโต้บ้างเหมือนกัน ผู้เขียนได้มีโอกาสไปพบการพิสูจน์ของผู้บริโภคที่ลุกขึ้นมาบอกว่า โฆษณานั้นไม่เป็นความจริงเลย โดยมีผู้บริโภคสตรีลุกขึ้นมาบอกในเว็บ http://www.sudtua.com/index.php?topic=5423.0;wap2 ว่า ผ้าอนามัยที่มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายยี่ห้อ และบ้างก็พัฒนาไปถึงขนาดมีกลิ่นชาเขียว  นั้น คุณเธอกล่าวว่าได้ลองมาหมดแล้ว ทั้งแบบไม่มีปีก มีปีก แบบยาวจนถึง 35 เซนติเมตร รวมถึงบางยี่ห้อที่บอกว่ามีเส้นใยพิเศษเหมือนมีชั้นล็อคสามชั้นกันการซึมเปื้อนไม่หวั่นแม้วันมามาก ปรากฏว่าไม่ว่าจะมีปีกหรือไม่มีปีกนั้นมันช่างหลุดง่ายหลุดดายเสียจริงๆ บางทีแปะเสร็จแล้วชั่วเดินออกจากห้องน้ำ ปีกก็หลุด หรือแบบที่พรีเซนเตอร์ใส่แล้วตื่นนอนมาบอกว่าแห้งสนิทศิษย์ส่ายหน้านั้น จริงๆ แล้วตรงกันข้าม เป็นต้น   ดังนั้นจะเห็นว่า ตราบใดที่รัฐ โดยเฉพาะสภาที่เราเลือกคนเข้าไปทำหน้าที่ออกกฎหมาย ยังไร้ความสำนึกในการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องการโฆษณาแล้ว รีโมทโทรทัศน์แบบขายถูกตามตลาดนัด ย่อมขายดีแน่เพราะตัวที่มากับโทรทัศน์นั้นถูกกดเปลี่ยนหนีโฆษณาที่คิดว่าผู้บริโภคโง่พังไปก่อนอายุอันควรนั่นเอง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 126 ฟังก์ชั่นนอลฟู้ด อาหารเพื่อสุขภาพ ??

  มนุษย์มิได้กินอาหารเพียงเพื่อตอบสนองต่อความหิวเท่านั้น แต่เป็นการกินเพื่อตอบสนองต่อความอยากและความชอบ นอกจากนี้อาจมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ฐานะ เงินทอง และโอกาสฉลองต่างๆ มนุษย์ก็จะเพิ่มความวิลิศมาหราในการกินขึ้นไปจากเดิม จนหลายครั้งผู้เขียนก็ยังสงสัยว่า สิ่งที่คนหลายคนกินนั้นมันเกิดเนื่องจากเหตุผลอะไร และมีความสมควรที่จะกินหรือไม่   ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่า Functional food ที่มีคนไทยแปลแบบทับศัพท์ว่า อาหารฟังก์ชั่น (ฟังดูแล้วเดิ้ลแต่ไม่ได้อะไรเลยจริงๆ) มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นกล่าวว่า คำนี้เต็ม ๆ คือ physiologically functional food ซึ่งความหมายนั้นน่าจะหมายถึง “อาหารที่มีผลดีต่ออวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้สุขภาพมนุษย์ดีเหมือนอย่างที่ควรเป็นได้” จึงน่าจะเรียกง่ายๆ ว่า อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งอาหารกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีประจักษ์พยานจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า ทำให้สุขภาพผู้บริโภค ดีเหมือนคนปรกติหรือป้องกันไม่ให้มีความผิดปรกติเกิดขึ้น แก่ระบบสรีรวิทยาของร่างกายผู้บริโภค  ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับคำนิยามของอาหารเพื่อสุขภาพที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่า เป็นอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายเหนือไปจากการกินสารอาหารพื้นฐาน (ซึ่งตรงกับคำว่า nutrient) ที่ร่างกายต้องการ  ทั้งนี้เพราะเราไม่สามารถกินสารอาหารพื้นฐาน ซึ่งได้แก่ แป้ง โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ และวิตามิน โดยปราศจากสารที่ไม่ได้เป็นสารอาหารพื้นฐานที่ร่างกายต้องการ(ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า anutrient เช่น พฤกษเคมี หรือ phytochemical)  ตัวอย่างเช่น ในการกินข้าวเหนียวดำ เราได้แป้งซึ่งเป็น nutrient แน่นอน แต่ก็ยังได้ แอนโทไซยานิน (anthocyanin) ซึ่งเป็น anutrient อย่างเลี่ยงไม่ได้และไม่ควรเลี่ยง  ดังนั้นถ้าพยายามลองใช้คำจำกัดความของผู้ที่พยายามทำให้อาหารเพื่อสุขภาพดูวิเศษกว่าที่ควรเป็น มาอธิบายความหมายของ ข้าวเหนียวดำมูน (กะทิ) ถั่วแดงต้มน้ำตาล และอื่น ๆ ซึ่งเป็นอาหารธรรมดาที่เรากินทุกวัน เราก็น่าจะประมวลได้ว่าอาหารเหล่านี้ต่างเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่เกิดตามธรรมชาติ ในขณะที่อาหารเพื่อสุขภาพที่ไม่เป็นธรรมชาตินั้น เป็นการดัดแปลงเอาอาหารที่มีประโยชน์อย่างเดียวมาเติมสิ่งที่เป็นประโยชน์ ซึ่งมักสกัดมาจากแหล่งอาหารธรรมชาติอื่นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดูดีขึ้น เช่น กรณีทำให้ขนมจีนสีขาวซึ่งมีแต่แป้งกลายเป็นขนมจีนสีดอกอัญชัญ ซึ่งเมื่อทดสอบฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์แล้วได้ผลดี ขนมจีนสีดอกอัญชัน(รวมทั้งสีอื่นที่ได้จากธรรมชาติ) ก็น่าจะเป็นอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการก่อกลายพันธุ์ และจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่งได้  จะเห็นว่าอาหารเพื่อสุขภาพนั้นไม่ได้อยู่ไกลตัวเรานัก เพียงแต่ขอให้มีปัญญาในการประดิษฐ์อาหารให้แปลกออกไปจนเป็นอาหารที่ทำให้ร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น ถ้ารู้ว่าอาหารจานใดขาดสารที่มีประโยชน์กลุ่มใดก็หามาเติมให้ครบ แต่ถ้าครบอยู่แล้วก็ควรได้แค่นั้น ไม่ควรเติมจนได้เกินนักเพราะอะไรที่กินเกินไปมักก่อโทษแก่ร่างกายได้   ฟังก์ชั่นนอลฟู้ดกับการจัดการสไตล์ญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่นมีคำว่า FOSHU (Foods for Specified Health Use) และอาจมีคำอื่นอีกเช่น Designed food และ Nutraceutical food ซึ่งน่าจะหมายถึงอาหารเพื่อสุขภาพเช่นกัน  ตัวอย่างเช่น ถ้าหวังจะให้คนท้องได้สารอาหารไปเพิ่มให้เด็กในท้องมีสุขภาพปรกติ ต้องผลิตอาหารที่มีแคลเซียมสูง เหล็กสูง โฟลิกสูง และสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับคนท้องที่ไม่ค่อยมีโอกาส(อาจรวมถึงปัญญา) กินอาหารลักษณะนี้เพื่อช่วยให้ตัวอ่อนในครรภ์เจริญเติบโตเต็มที่  ส่วนคนที่ขับถ่ายไม่สะดวก ก็ควรได้กินอาหารที่มีการประดิษฐ์ให้มีกากใยอาหารสูงและมีเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์เฉพาะ ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยทำให้ขับถ่ายดีผสมกัน พร้อมมีลักษณะสัมผัสที่คนทั่วไปชอบ ในขณะที่นักกีฬาซึ่งเสียเหงื่อมากระหว่างการออกกำลังกาย ต้องการการชดเชยของเกลือแร่ ก็มีการประดิษฐ์เครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อช่วยให้ไม่เป็นตะคริว และผู้ที่มีอาการความดันโลหิตสูงหรือไตไม่แข็งแรง ต้องกินอาหารที่ประดิษฐ์ให้มีเกลือต่ำ เป็นต้น  ดังที่ได้เกริ่นในตอนต้นแล้วว่าในประเทศไทยนั้น คำจำกัดความจริงๆ ของอาหารเพื่อสุขภาพยังไม่มีเป็นทางการ ดังนั้นการคุ้มครองผู้บริโภคจึงไม่เป็นทางการด้วย เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักขึ้นทะเบียนเป็นอาหารทั่วไป แล้วไปโฆษณาเต็มที่เวลาขายตรง(ใครจะไปตามจับทัน หน่วยงานขาดบุคลากร งบประมาณและเครื่องมือ นี่คือคำอธิบายที่ได้รับเวลาถามหน่วยงานที่ควรเป็นผู้ดูแลว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกมาขายพร้อมโฆษณาเกินจริงได้อย่างไร) ผู้เขียนจึงขอนำหลักการดูแลอาหารประเภทนี้แบบคร่าว ๆ จากญี่ปุ่น (www.cspinet.org) มาเล่าให้ฟัง  การขออนุญาตให้อาหารที่เรียกว่า FOSHU ได้มีการขายแบบถูกต้องนั้น ต้องมีหลักการที่ทำให้ผู้บริโภครู้ว่า กำลังกินอะไรอยู่ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยื่นขออนุญาตจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการขายผลิตภัณฑ์ โดยต้องยื่นข้อมูลประกอบด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า อาหารดังกล่าวนั้นมีผลจริงจากการทดลองโดยนักวิชาการจริงๆ เพื่อให้รู้ว่าอาหารที่ขอขึ้นทะเบียนขายนั้นมีประโยชน์ตามการอ้างในโฆษณาหรือไม่ นอกจากนี้ต้องมีการแสดงข้อมูลความปลอดภัยของอาหารนั้นๆ ตลอดจนมีวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบอาหาร ซึ่งต้องอยู่ในลักษณะของบทความทางวิทยาศาสตร์ที่มีการตีพิมพ์เป็นสากล ไม่ใช้เอาบทความที่เขียนเองอ่านเองโดยผู้ผลิตอาหารมาอ้าง ส่วนฉลากของอาหารเพื่อสุขภาพนั้น ต้องมีการแสดงข้อมูลที่ไม่ทำให้ผู้บริโภคฉลาดน้อยกว่าเดิม และหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องตรวจสอบและให้เครื่องหมายเฉพาะที่หมายความว่า ผ่านการตรวจสอบอย่างดีแล้ว ซึ่งก็ควรหมายความต่อว่า ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นเนื่องจากฉลาก ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบควรได้รับผลของความเลินเล่อให้ฉลากมั่วออกไปสู่ตาผู้บริโภคแบบเต็มๆ   จ่ายแพงไปทำไม สรุปแล้วอาหารที่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพนั้น ต้องมีสภาพทางกายภาพเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่แท้จริงคือ ไม่อยู่ในรูปแคปซูล หรือเป็นผงเหมือนยา และเป็นอาหารที่ได้หรือดัดแปลงจากวัตถุดิบตามธรรมชาติ มนุษย์ธรรมดาสามารถบริโภคเป็นอาหารได้เป็นประจำไม่มีข้อจำกัดเหมือนยา และมีส่วนประกอบที่ให้ผลโดยตรงในการส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้ปรกติและป้องกันโรคต่างๆ ได้ โดยมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพโดยผู้ชำนาญการเฉพาะ  สำหรับท่านผู้อ่านที่มีฝีมือในการปรุงอาหารอยู่แล้ว ความจำเป็นต้องเสียเงินไปซื้ออาหารเพื่อสุขภาพนั้นควรจะหมดไป เพราะท่านสามารถดัดแปลงอาหารทั่วไปที่บริโภคในแต่ละมื้อให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ เช่น กรณีของส้มตำ ถ้ามีความสะอาดดีพอก็จะเป็นอาหารที่เพิ่มกากใย ให้สารต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงโรคหลายโรคได้ สำหรับนมไขมันต่ำก็น่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคนที่มีไขมันในเลือดสูงและ/หรือสำหรับคนต้องการแคลเซียมสูง ในกรณีที่ต้องการควบคุมความดันโลหิตสูง ก็ทำได้โดยกินอาหารมีเกลือต่ำ เช่น อาจผัดผักโดยไม่ใส่เกลือหรือน้ำปลาหรือใช้น้ำปลามีโซเดียมต่ำ เป็นต้น  ดังนี้แล้วเราก็จะประหยัดเงิน ไม่ต้องไปซื้ออาหารอะไรก็ไม่รู้ ที่มีใครก็ไม่รู้ มาบอกอะไรก็ไม่รู้ กินให้ไม่รู้อะไร

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 125 รวมเด็ดสะเก็ดข่าวอาหารและโภชนาการ ตอน 2

  ในฉบับนี้ผู้เขียนขอเล่าถึงคำถามที่มักต้องตอบเพื่อไขข้อข้องใจของผู้สนใจต่อจากที่ค้างในฉบับที่แล้วอีก 5 ประเด็น   กลูตาไทโอนทำให้ผิวขาวจริงหรือไม่  คำตอบคือถ้ากลูตาไทโอนปรากฏอยู่ในเลือดในระดับสูงกว่าปรกติมากๆ โอกาสที่ผู้นั้นจะมีผิวขาวกว่าเดิมก็มี แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ความเข้มข้นของกลูตาไทโอนในเลือดสูงขึ้นมาได้  ผู้ค้าสินค้าที่ผสมกลูตาไทโอน ไม่ว่ากินหรือทา ต่างก็นั่งยัน นอนยัน ว่าสินค้านั้นได้ผลทั้งสิ้น คือ ขาวแน่ แต่ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน มักบอกแต่ว่าลูกค้าบอกว่าขาวจริง ซึ่งอาจเป็นด้วยอุปทาน หรือกลัวเสียค่าโง่ที่ซื้อของไปแล้วไม่ได้ตามต้องการ เลยแกล้งบอกว่าได้ผล เพื่อให้มีคนโดนหลอกเหมือนตนเองบ้าง ทั้งนี้เพราะกลูตาไทโอนนั้น องค์ประกอบทางเคมีเป็นกรดอะมิโนสามชนิด คือ กลูตามิก ซิสเตอีนและกลัยซีน ต่อกันเป็นสายสั้นนิดเดียว(ไตรเป็บไตด์) เมื่อลงสู่ลำไส้เล็กของมนุษย์หลังการกลืนแล้ว ผู้เขียนยังหาหลักฐานยืนยันจากบทความที่เป็นผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ว่า มีการเพิ่มขึ้นของกลูตาไทโอนในเลือดแต่อย่างใด ผู้เขียนเข้าใจว่า กลูตาไทโอนนั้นถูกย่อยออกเป็นกรดอะมิโนทั้งสามชนิด ก่อนถูกดูดซึมเข้าเลือดไปตับ หลังจากนั้นการจะสร้างหรือไม่สร้างกลูตาไทโอนจากกรดอะมิโนทั้งสามนั้นเป็นไปตามบุญตามกรรม ดังนั้นวิธีเดียวที่จะทำให้กลูตาไทโอนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือ การฉีดเข้าเส้นเลือด ซึ่งเป็นความเสี่ยงอันตรายต่อการเสียชีวิต ถ้าเป็นการฉีดจากผู้ไม่ชำนาญหรือปริมาณที่สูงเกินไปจนร่างกายรับไม่ได้ ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ไม่ควรแลกความขาวของผิวกับความเสี่ยงที่ไม่ได้อยู่ดูโลกแตกในปี 2012 เลย ที่สำคัญถ้าผิวขาวขึ้นจริง ท่านก็จะต้องเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังสูงขึ้นเป็นรางวัลแด่คนช่างฝัน   การกินคลอลาเจนแล้วผิวจะเต่งตึงขึ้นหรือไม่  คำตอบก็คือ ขึ้นกับว่าอายุท่านแก่มากแค่ไหน ถ้ายังแค่ห่ามๆ เซลล์ร่างกายพอมีความสามารถในการสร้างคลอลาเจนได้จากกรดอะมิโนพิเศษคือ ไฮดรอกซีโพรลีนและไฮดรอกซีไลซีน(ซึ่งถูกย่อยออกจากคอลลาเจนที่กินเข้าไป) ผลที่มองเห็นว่ามีความเต่งตึงก็คงพอมี แต่คงไม่ต่างจากการกินโปรตีนทั่วไปสักเท่าไร ทั้งนี้เพราะกรดอะมิโนพิเศษที่ใช้ในการสร้างคลอลาเจนนั้นร่างกายมนุษย์เราผลิตได้เองจากกรดอะมิโนธรรมดาคือ โพรลีนและไลซีน ในร่างกายเราโดยอาศัยวิตามินซีเป็นผู้ช่วยสำคัญ ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่ผู้ซึ่งนิยมบริโภคผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงจะมีผิวสวยในราคาต้นทุนที่ถูกกว่า  แต่ถ้าท่านอยู่ในวัยที่สุกงอมคาต้นแล้ว กินอย่างไรก็ไร้ค่า วิธีเดียวคือ เสี่ยงตายฉีดคลอลาเจนเข้าใต้ผิวหนังส่วนที่ต้องการให้ตึง แล้วก็นั่งนับวันที่มันจะมีอาการบวมติดเชื้อตามมาได้เลย ถ้าคนฉีดไม่มีความสามารถจริง  *************** กินข้าวกล้องงอกแล้วดีหรือไม่ คำตอบคือ ดีแน่ เพราะข้าวกล้องโดยธรรมชาติแล้วอุดมไปด้วยวิตามินบีต่างๆ วิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของใยอาหารที่ช่วยการขับถ่ายให้สะดวกด้วย นอกจากนี้เมื่อข้าวกล้องถูกนำมาทำเป็นข้าวกล้องงอก สิ่งที่ตามมาคือ การเป็นแหล่งของสารกาบา (gamma-aminobutyric acid) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีคือ ได้ทั้งสารที่มีประโยชน์จากการเป็นข้าวกล้อง และสารกาบาซึ่งเชื่อว่าช่วยให้เกิดการผ่อนคลายของสมอง แต่........  เมื่อเข้าค้นหาข้อมูลว่า การกินอาหารที่มีกาบาแล้วมีผลต่อการทำงานของสมองหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่า อาหารที่มีกาบาสูงช่วยให้สมองมีการผ่อนคลาย ตัวอย่างเช่นข้อมูลจาก Wikipedia กล่าวว่า “GABA does not penetrate the blood-brain barrier; it is synthesized in the brain. It is synthesized from glutamate using the enzyme L-glutamic acid decarboxylase and pyridoxal phosphate (which is the active form of vitamin B6) as a cofactor via a metabolic pathway called the GABA shunt. This process converts glutamate, the principal excitatory neurotransmitter, into the principal inhibitory neurotransmitter (GABA)” นั่นก็คือ กินกาบาเข้าสู่ร่างกายได้ แต่ไม่เข้าสมอง เพราะไม่สามารถผ่านกำแพงสำคัญคือ blood-brain barrier ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ป้องกันสมองจากสารอันตรายต่างๆ และที่สำคัญกาบาที่ช่วยให้สมองผ่อนคลายนั้นเป็นกาบาที่สมองสร้างขึ้นเองจากสารกลูตาเมต โดยสรุป ณ เวลานี้ กินข้าวกล้องงอกได้กาบา แต่ดูจะไม่มีประโยชน์ในด้านทำให้หลับสบายเพราะเข้าไปไม่ถึงสมองนั่นเอง  ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่หวังว่ากินข้าวกล้องงอกแล้วจะได้ประโยชน์จากสารกาบา  ให้ลูกกินน้ำมันปลาดีไหมจะได้ฉลาด  คำตอบน่าจะต้องเข้าใจพื้นฐานของคำว่า ฉลาด ก่อนว่าหมายความว่าอย่างไร  ใน Cambridge Advanced Leraners’s Dictionary ให้ความหมายของคำว่า clever หรือ ฉลาดว่า having or showing the ability to learn and understand things quickly and easily ดังนั้นคนฉลาดจึงน่าจะหมายถึงคนที่เข้าใจอะไรได้เร็วหรือเรียนอะไรได้เร็วกว่าคนอื่น ซึ่งอาจเนื่องจากสมองมีระบบประสาทที่มีใยประสาทเชื่อมต่อกันอย่างดี สามารถประมวลผลความรู้ก่อให้เกิดเป็นปัญญาเร็วกว่าคนอื่น  นักวิจัยด้านการพัฒนาการทำงานของสมองกล่าวว่า ช่วงสามปีแรกของเด็กจะเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาสมอง ซึ่งขึ้นกับสภาวะโภชนาการที่ดี มีสารอาหารครบ อย่างไรก็ดียังไม่มีการระบุว่า สารอาหารอะไรที่มีความวิเศษที่จะเสกให้เด็กมีปัญญาเลิศเกินคนอื่น เพราะส่วนใหญ่เด็กที่จัดว่าฉลาดเช่น เข้าเรียนแพทย์โดยไม่ต้องกวดวิชา มักอยู่ในสังคมระดับที่พ่อแม่มีอันจะกิน ซื้อหาความรู้มาประดับสมองเด็กได้ ในขณะที่เด็กซึ่งอาจดูฉลาดแต่อยู่ในสภาวะแวดล้อมเลวร้ายเช่น ชุมโจร ก็อาจฉลาดได้สุด ๆ ในด้านการก่อความเลวร้ายได้  ผู้เขียนเคยฟังการบรรยายของแพทย์ท่านหนึ่งแล้วประมวลได้ว่า ในกรณีของน้ำมันปลาซึ่งมีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 นั้นช่วยให้เด็กมีระบบเส้นใยประสาทสมองเชื่อมกันได้ดี ถ้าแม่กินตั้งแต่เด็กยังไม่เกิด โดยแนะนำให้กินในรูปอาหารมากกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเมื่อเด็กออกมาจากท้องแม่แล้ว ความฉลาดจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเด็กที่ฉลาดนั้นมักจะขยันด้วยแล้วจึงได้ดี ในขณะที่เด็กบางคนท่าดีว่าจะฉลาดแต่เมื่อไม่ขยันในการเรียน ก็มักไม่ได้ดี อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว นอกจากจะพยายามส่งเสริมให้ลูกหลานฉลาดแล้ว ต้องปรับแต่งให้เด็กเป็นคนดีด้วย รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่หวังเอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โดยทำผิดทำนองคลองธรรม เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะไม่มีแผ่นดินอยู่ ดังมีตัวอย่างที่ปรากฏแล้วหลายตัวอย่าง ****************************** การดื่มน้ำชาและกาแฟเป็นประโยชน์หรือโทษแก่ร่างกาย คำตอบคือ เป็นทั้งประโยชน์ถ้าดื่มเป็นและโทษถ้าดื่มไม่เป็น โดยก่อนอื่นท่านผู้อ่านต้องเข้าใจว่า เราดื่มน้ำชาและกาแฟด้วยวัตถุประสงค์อะไร  เครื่องดื่มทั้งสองชนิดว่าไปแล้วเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้การเข้าสังคมเป็นไปได้อย่างราบรื่น ดีกว่าการดื่มเหล้าและเบียร์แบบฟ้ากับเหว เพราะน้ำชาและกาแฟนั้นจะช่วยให้ผู้ดื่มสดชื่นจากแคฟเฟอีน อีกทั้งแคฟเฟอีนก็ช่วยในการกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่ประเด็นนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ที่ช่วยการเรียกน้ำย่อย อย่างไรก็ดีการดื่มน้ำชาและกาแฟไม่ทำให้ไร้สติสัมปชัญญะ ต่างจากเหล้าและเบียร์ อีกทั้งน้ำชาและกาแฟชงสดๆ (แต่ไม่ร้อนเกินไป) จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านมะเร็งอยู่ด้วย ดังนั้นการดื่มน้ำชาและกาแฟไม่เกินวันละสามครั้งหลังอาหาร ก็ควรจะเป็นประโยชน์แก่สุขภาพ แต่ถ้ามากไปและไม่เป็นเวลา อาการปวดหัวไมเกรนและโรคกระเพาะอาจถามหาได้ เพราะน้ำย่อยอาหารที่กาแฟเหนี่ยวนำออกมา ถ้าไม่มีอะไรย่อย ก็จะย่อยกระเพาะอาหารจนทำให้เป็นแผลในกระเพาะได้ กรณีนี้จะยกเว้นกับคนส่วนน้อยบางคนที่สามารถกินกาแฟได้ทุกช่วงเวลาโดยไม่เป็นอะไร

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 124 รวมเด็ดสะเก็ดข่าว อาหารและโภชนาการ

  ผู้เขียนถามตัวเองว่า เรารู้อะไรและไม่รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการ คำตอบที่ได้คือ รู้น้อยมาก เพราะหลายครั้งที่มีคนตั้งคำถามขึ้นมา เราต้องเสียเวลาหาคำตอบจากแหล่งที่ให้ความรู้คือ ตำราและอินเตอร์เน็ต ในกรณีของอินเตอร์เน็ตนั้น เป็นแหล่งที่คนทั้งที่เป็นผู้รู้และคิดว่าตนเป็นผู้รู้ขึ้นมาแสดงความรู้กัน จึงทำให้เราซึ่งเป็นผู้แสวงหาความรู้ต้องสามารถตีความได้ว่า ข้อมูลที่กำลังอ่านหรือฟังจากอินเตอร์เน็ตนั้นเชื่อถือได้เพียงใด โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกี่ยวพันกับการค้าสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ  เวลาผู้เขียนมีโอกาสบรรยายความรู้ทางอาหาร โภชนาการและพิษวิทยาในที่ประชุมต่างๆ มักมีคำถามที่ผู้ฟังกังขา(ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในประเด็นที่ได้บรรยาย) ถามเป็นประจำ ซึ่งเป็นการแสดงว่า ผู้ถามเริ่มเป็นนักแสวงหาความรู้ที่ดี กล่าวคือไม่เชื่ออะไรง่ายๆ พยายามหาความคิดที่สอง ซึ่งฝรั่งเรียกว่า second thought  คำถามที่มักอยู่ในการบรรยายช่วง ถาม-ตอบ คือ • น้ำมันมะพร้าวกินดีไหม • น้ำประปาต้มแล้วดื่มได้หรือไม่• สมุนไพรเป็นของธรรมชาติแล้วมีอันตรายได้หรือ• น้ำคลอโรฟิลล์กินดีหรือไม่• กินน้ำต้มใบแปะก๊วยแล้วสมองจะดีขึ้นใช่ไหม• กินรังนกแล้วสุขภาพดีขึ้นจริงหรือไม่• กลูตาไทโอนช่วยทำให้ผิวขาวจริงหรือ• กินคลอลาเจนแล้วผิวจะเต่งตึงขึ้นหรือไม่• กินข้าวกล้องงอกแล้วดีหรือไม่• ทำอย่างไรลูกจึงจะฉลาด ควรให้กินน้ำมันปลาดีไหม• ดื่มน้ำชาและกาแฟ เป็นประโยชน์หรือโทษแก่ร่างกาย ฯลฯ  ผู้เขียนจะขอตอบคำถามเหล่านี้ให้ท่านผู้อ่านเข้าใจแบบง่าย ๆ อีกสักครั้ง เผื่อคราวหน้าได้พบปะกัน จะได้มีประเด็นนอกเหนือไปจากนี้เสียที   น้ำมันมะพร้าวดีจริงไหม?  กรณีน้ำมันมะพร้าวนั้น ผู้เขียนเคยเขียนลงในฉลาดซื้อเมื่อไม่กี่เดือนมานี้แล้ว และความจริงเรื่องเกี่ยวกับไขมันที่ใช้ในการบริโภคก็ได้เคยเขียนมา 3 ตอนในฉลาดซื้อเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ซึ่งสรุปแล้วการกินน้ำมันมะพร้าว สิ่งที่ได้ก็เหมือนกับกินน้ำมันทั่วไปคือ ให้พลังงาน กินมากก็อ้วน ข้อดีคือ น้ำมันมะพร้าวให้พลังงานเร็ว ทางการแพทย์จึงนำไปประกอบเป็นอาหารการแพทย์สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการพลังงานในการฟื้นตัว ที่สำคัญน้ำมันมะพร้าวใช้ทอดอาหารดี เพราะเป็นน้ำมันอิ่มตัว มีองค์ประกอบบางชนิดที่ทำให้อาหารที่ทอดมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ความสามารถในการฆ่าเชื้อนั้นเป็นคุณสมบัติทั่วไปของน้ำมันพืช สังเกตได้ว่าในการทำศึกสมัยโบราณ เวลาตัดหัวแม่ทัพข้าศึกได้ จะทำการแช่หัวไม่ให้เน่าในน้ำมันหรือน้ำผึ้ง โดยอาศัยว่า สารละลายทั้งสองชนิดยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ดี   จริงหรือไม่อย่าดื่มน้ำประปาต้ม?  เรื่องของน้ำประปานั้น เป็นประเด็นสำคัญเพราะมีนักเขียนทั้งในเน็ตและหนังสือไปพบข้อความของนักเขียนต่างชาติที่บอกว่า เนื่องจากน้ำประปามีสารคลอรีนปนอยู่ ขณะที่ทำการต้มน้ำนั้นคลอรีนสามารถทำปฏิกิริยากับสารประกอบอินทรีย์ที่มีแขวนลอยอยู่ในน้ำกลายเป็นสารประกอบใหม่กลุ่มที่เรียกว่า ฮาโลมีเทน (halomethane) ซึ่งมีสมาชิกหลายชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง จึงแนะนำให้ผู้บริโภคซื้อเครื่องกรองน้ำมากรองเอาคลอรีนออกจากน้ำก่อนต้ม  ความจริงแล้วมันก็จริงอย่างที่เขาเขียนกัน เพียงแต่ว่าปรกติแล้วปริมาณคลอรีนที่ใช้ในการฆ่าเชื้อนั้นค่อนข้างต่ำและถ้าทิ้งน้ำประปาไว้ในตุ่มดินก่อนนำน้ำมาดื่ม คลอรีนก็จะระเหยไปบ้าง ส่วนสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นหลังการต้มน้ำประปาโดยปรกติแล้วเกิดในปริมาณต่ำมากๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับเป็นส่วนในพันล้านส่วน โดยสรุปแล้วยังคงแนะนำให้ต้มน้ำประปาดื่มต่อไปถ้ายังกังวลว่าอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ ส่วนสารพิษที่เกิดขึ้นในปริมาณต่ำร่างกายมักทำลายทิ้งได้เอง   สมุนไพรไม่น่าอันตรายเพราะมาจากธรรมชาติ?   สำหรับประเด็นความกังวลของผู้รักสุขภาพ(ที่มักแสวงหาอาหารหรือสมุนไพรมากินบำรุงร่างกาย) เกี่ยวกับอันตรายจากการแสวงหาของกินนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะมีหลายคนที่เข้าใจว่า อะไรก็ตามที่เป็นธรรมชาติแล้วน่าจะปลอดภัย ทั้งที่คำสองคำนั้นเขียนก็ต่างกัน ความหมายยิ่งคนละเรื่องเลย ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่จะบริโภคสิ่งที่เป็นสมุนไพร(ซึ่งมีคำจำกัดความกว้างมาก) ก็ให้พึงระลึกก่อนว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเขากินกันมาหลายชั่วคนแล้วหรือไม่ และที่สำคัญสิ่งที่กินนั้นมันใช่สิ่งที่ต้องการกินหรือไม่ (เพราะสมุนไพร เช่น รากไม้นั้นดูเหมือนกันไปหมด) ถ้ากติกาทั้งสองข้อนี้ไม่ผ่าน ก็กินอะไรที่หากินได้ง่าย ๆ ไปก่อนเถิด เพราะผู้เขียนยังเชื่อในหลักการว่า การกินอาหารครบห้าหมู่ในสัดส่วนที่ถูกต้องตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมแล้ว สุขภาพควรแข็งแรงดี   น้ำคลอโรฟิลล์ดีจริงหรือ?  คำถามยอดฮิตของวัยรุ่นแย้มฝาโลงคือ การดื่มน้ำคลอโรฟิลล์แล้วทำให้สุขภาพดีจริงหรือไม่ คำตอบคือ จริง เพราะคลอโรฟิลล์ช่วยจับสารพิษบางประเภทออกจากร่างกายได้ อีกทั้งคลอโรฟิลล์เป็นแหล่งของธาตุ “แมกนีเซียม” ที่จำเป็นมากต่อร่างกาย อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว เราได้คลอโรฟิลล์จากผักใบเขียว การดื่มน้ำใบบัวบกแก้ร้อนใน หรือน้ำใบเตยก็ได้คลอโรฟิลล์ตามวัตถุประสงค์ให้สุขภาพดีแล้ว อีกทั้งแมกนีเซียมก็มีมากมายในน้ำประปาโดยอยู่ในรูปแมกนีเซียมคลอไรด์ซึ่งทำให้น้ำกระด้างถาวร ผู้บริโภคจึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อผงคลอโรฟิลล์มาชงดื่มให้เปลืองเงินโดยไม่จำเป็น   จริงหรือไม่ น้ำชาจากใบแปะก๊วยช่วยให้ความจำดี?  ประเด็นการดื่มน้ำชาที่ได้จากการชงใบแปะก๊วยนั้น ผู้เขียนได้รับคำถามนี้จากสมาชิกชาวสวนลุมพินีที่ไปออกกำลังกายและบังเอิญผ่านเข้าไปฟังการบรรยายกลางสวนที่ผู้เขียนได้รับเชิญนานมาแล้ว คำตอบแบบฟันธงก็คือ สารสกัดจากใบแปะก๊วยด้วยน้ำร้อนนั้นเป็นสารคนละกลุ่มที่ช่วยให้เส้นเลือดสมองขยายได้ สารที่ช่วยให้เส้นเลือดที่สมองขยายตัวได้นั้นต้องสกัดด้วยตัวทำละลายไขมัน ได้แก่ เฮ็กเซน ไม่ใช่น้ำร้อน อย่างไรก็ตามถึงได้กินสารสกัดใบแปะก๊วยที่ได้จากการใช้เฮ็กเซนสกัดก็ตาม การขยายตัวของเส้นเลือดสมองนั้นเป็นการขยายจากเส้นเลือดที่เกิดอาการตีบให้ขยายออกเท่าเดิม จึงคิดและจำได้เหมือนที่เคยเป็น ไม่ใช่ขยายจากเดิมออกไปแล้วจำหรือคิดได้มากขึ้น จึงขอแสดงความเสียใจต่อนักศึกษา(ขี้คร้านทั้งหลาย) ผู้ตั้งความหวังว่า การกินสารสกัดจากใบแปะก๊วยทำให้เส้นเลือดเลี้ยงสมองขยายขนาดได้ แล้วเลือดจะไปเลี้ยงสมองมากขึ้นทำให้ฉลาดขึ้นเวลาใกล้สอบ  ความฉลาดนั้นเกิดจากการอ่านมากรู้มากและรู้จักคิด ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับพันธุกรรมด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังอีกว่า ถ้าท่านบริโภคสารสกัดจากใบแปะก๊วย(จริงๆ) เองโดยไม่อยู่ในความดูแลของแพทย์ เวลาต้องเข้ารับการผ่าตัดต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน มิเช่นนั้นอาจมีอันตรายจากการเสียเลือดมากกว่าปรกติ เพราะมีตัวอย่างผู้บริโภคสารสกัดใบแปะก๊วยในต่างประเทศที่เสียเลือดมากกว่าปรกติจนเสียชีวิตขณะรับการผ่าตัดมาแล้ว   รังนกมีประโยชน์มากจริงหรือ? ในการบรรยายเกี่ยวกับความรู้ด้านอาหารและสุขภาพนั้น เมื่อเปิดเวทีให้มีการถาม ประเด็นที่ไม่เคยขาดไปจากความสนใจของผู้ฟังคือ เรื่องการกินรังนก ซึ่งผู้เขียนก็ยังยืนยันว่ามันคือ เสมหะหรือเสลดของนก ซึ่งเป็นสารคัดหลั่งจำพวกคอลลาเจน ที่เป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ ที่ไม่น่าจะมีสรรพคุณใดๆ ต่อสุขภาพของผู้บริโภค ยกเว้นว่า อร่อย เมื่อต้มกับน้ำตาลในความรู้สึกของผู้บริโภคบางท่าน ซึ่งไม่รวมผู้เขียน เนื่องจากอาหารประเภทนี้ ไม่ได้ต่างไปจากการกินหูฉลาม ซึ่งเป็นการทำร้ายสัตว์โลกผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขในภาวะโลกกำลังวิกฤตเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะกินเพราะติดในกิเลสที่ต้องการเสพ ก็กินไปเถิด แต่ถ้าหวังประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพ ก็ควรรอว่าเมื่อไรจะมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับกันเสียที  สำหรับประเด็นอื่น ๆ จะขอยกยอดไปเล่าให้ฟังกันในฉบับหน้านะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point