ฉบับที่ 138 หนทางเพื่อความเป็นอมตะ

ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาผู้เขียนได้ฟังรายการธรรมะทางช่อง 7 ซึ่งพระธรรมโกศาจารย์ แห่งวัดประยูรวงศาวาสได้บรรยายว่า พระพุทธเจ้าเคยเทศน์ให้พระอานนท์ฟังเมื่อเสด็จพักผ่อนกลางวัน ณ ปาวาลเจดีย์ว่า ถ้าใครดำรงชีวิตโดยยึดถืออิทธิบาท 4 แล้วสามารถมีอายุยืนได้ชั่วกัลป์ แต่พระอานนท์ไหวไม่ทันว่ามีความหมายอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงทรงปลงอายุสังขารเมื่ออายุ 80 พรรษา เพราะพญามารได้เข้าทูลอารธนาขอให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน(จาก www.kanlayanatam.com ให้นิยามคำว่า 1 กัลป์ คือ 4,320,000,000 ปี มนุษย์) เรื่องนี้ฟังดูก็แปลกดีเพราะหลาย ๆ ท่าน รวมทั้งผู้เขียนเข้าใจว่า อยู่ชั่วกัลป์คือ อยู่ไปเรื่อยๆ แบบฝรั่งเรียกว่า immortal แต่ท่านพระธรรมโกศาจารย์ก็ได้เฉลยไว้ประมาณว่า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะที่บอกว่า อิทธิบาท 4 ช่วยทำให้อยู่ได้ชั่วกัลป์นั้น หมายความว่า การถือปฏิบัติอิทธิบาท 4 นี้ทำให้ชีวิตคนเรามีความหมายเมื่อยังมีลมหายใจ ซึ่งทำให้ผู้เขียนพอเข้าใจว่า คนที่แม้ยังมีลมหายใจอยู่ถ้าไม่ทำอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวมีประโยชน์ต่อสังคมเสียเลยก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว   สำหรับ อิทธิบาท 4 ซึ่งแปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จช่วยให้อายุยืนนั้น น่าจะหมายถึง การที่เรามีความพอใจที่เกิดมาเป็นคน (ฉันทะ) จึงต้องมีความพากเพียรในการประกอบการงานไม่ขาดตอน (วิริยะ) ไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตัว โดยทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ (จิตตะ) พร้อมทั้งคอยสอดส่องในเหตุและผลแห่งความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป (วิมังสา) การประพฤติดังนี้ คนเป็นเท่านั้นที่ทำได้ ในทางวิทยาศาสตร์อาจอธิบายได้ว่า เมื่อเราทำงานแล้วมีความพอใจในผลงานที่ได้ทำ ผลนั้นย่อมกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมา สารนี้ทำให้เซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายสมดุล สดชื่น แข็งแรง ดังนั้นเมื่อเทียบกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นนัยกับพระอานนท์ว่า ทรงปรารถนาจะอยู่เป็นกัลป์เพื่อทรงทำงานที่ทรงรักคือ การเผยแพร่พุทธศาสนา น่าจะสามารถทำให้พระองค์มีอายุยืนยาวได้จริงๆ แต่จะได้นานแค่ไหนนั้นคงไม่มีใครตอบได้ เพราะเราคงต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเราอยู่ได้ถึง 1 กัลป์ จะอยู่ไปทำไมและเพื่อใคร บางทีคำถามนั้นอาจจะจบลงที่ว่า ถ้าพระพุทธองค์ยังอยู่จะมีประโยชน์ต่อสรรพสัตว์มากมายแค่ไหนและนั่นคงเป็นคำตอบของการอยู่ไปทำไม และเพื่อใครจริงๆ ดังนั้นเมื่อพุทธศาสนิกชนเข้าใจแล้วว่า ชั่วกัลป์ นั้นเป็นอย่างไร แต่ฝรั่งหรือคนไทยบางคนก็ยังเข้าใจว่า ชั่วกัลป์ คือ ช่วงเวลาที่นานมากๆ นัยหนึ่งคือ นานจนเมื่อนึกถึงการมีชีวิตแล้วกลายเป็นอมตะ จึงมีการแสวงหาอะไรก็ได้มากินหรือใช้กับร่างกาย เพื่อทำให้ร่างกายนั้นอยู่ในสภาวะที่ไม่เสื่อมสลายไป(ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้) ประเด็นเรื่องความเป็นอมตะนั้น ใน www.quackwatch.com มีผู้เขียนบทความน่าสนใจเรื่องหนึ่งชื่อ Position Statement on Human Aging โดยกล่าวในแง่ว่า ในปัจจุบันมีคนเชื่อว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์นั้น ทำให้มีกระบวนการหรือสินค้าที่ป้องกันความแก่(antiaging) มาขายให้แก่คนที่อยากอยู่ยั้งยืนยงชั่วกัลปาวสานได้ ก่อนอื่นท่านผู้อ่านต้องเข้าใจก่อนว่า ทำไมเซลล์ในร่างกายเราถึงแก่ได้ คำอธิบายคือ เซลล์ร่างกายเรานั้นมีการแบ่งเซลล์เมื่อถึงความเหมาะสมหนึ่งคือ อิ่มพลังงาน มีทรัพยากรในเซลล์พอ หรือมีการกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์จากภายนอกเซลล์ ในการแบ่งเซลล์นั้นต้องมีการเพิ่มจำนวนโครโมโซม(ดีเอ็นเอที่ห่อหุ้มด้วยโปรตีน) เป็นสองเท่าของของเดิมก่อน แล้วจึงแยกโครโมโซมออกจากกัน จากนั้นก็มีการแบ่งส่วนที่เหลือของเซลล์ออกเพื่อให้เป็นสองเซลล์ ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งของการเพิ่มจำนวนโครโมโซมคือ ดีเอ็นเอที่เป็นหน่วยพันธุกรรมของเราแต่ละแท่งนั้น มีบริเวณส่วนปลายที่เรียกว่า ทีโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งมักจะขาดแหว่งไปทุกครั้งที่มีการแบ่งเซลล์ ในขณะที่เซลล์ก็พยายามซ่อมให้เท่าเดิม ยามที่เซลล์ยังเยาว์อยู่ก็ซ่อมได้ดี แต่เมื่อเซลล์มีอายุเพิ่มขึ้นการซ่อมนั้นก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง จนสุดท้ายนานเข้าก็ซ่อมไม่ได้เลย ทำให้การแบ่งเซลล์ต้องหยุด แล้วเซลล์ก็เริ่มแก่ จึงมีผู้ตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าสามารถทำให้การซ่อมทีโลเมียร์สมบูรณ์ได้ เซลล์ก็ไม่น่าแก่ (ความจริงปรากฏการณ์นี้เกิดกับเซลล์มะเร็ง ซึ่งแบ่งตัวได้ตลอดเวลา แต่เป็นการแบ่งแล้วไม่พัฒนาเซลล์ให้ทำงาน) ในบทความของ quackwatch ที่ผู้เขียนเข้าไปดูนั้น กล่าวถึงอายุไขของมนุษย์ว่า เคยมีชาวฝรั่งเศสชื่อ Madame Jeanne Calment ตายเมื่ออายุได้ 122 ปี ในขณะที่ปัจจุบันคนอเมริกันมีอายุไขเฉลี่ยที่ 77 ปี (ใกล้กับความหมายของ 1 กัลป์ ที่กล่าวในตอนต้น) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 30 ปี จากเดิมคือ 47 ปี เมื่อ ค.ศ. 1900 ดังนั้นในศตวรรษที่ 21 นี้คนอเมริกันควรมีอายุไขเฉลี่ย 90 ปี ถ้าวิทยาการทางการแพทย์ยังพัฒนาไปข้างหน้าดังในปัจจุบัน ในสหรัฐอเมริกามีนักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มที่ทำการศึกษาถึงกระบวนการที่ทำให้ร่างกายมนุษย์แก่ ซึ่งว่าไปแล้วมันน่าจะหมายถึง การแก่ของเซลล์ต่างๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ผลรวมของความแก่ทำให้มนุษย์ตาย ความเข้าใจในกระบวนการนี้น่าจะช่วยในการชะลอให้ความแก่เกิดช้าที่สุด แต่ไม่ได้หมายถึงการทำให้มนุษย์หยุดความแก่ได้ ในประวัติศาสตร์จีนก็มีตัวพ่อที่พยายามหาทางต่อสู้กับความแก่คือ จิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ตายเน่าเป็นเหยื่อให้แบคทีเรียกินไปในที่สุด ส่วนอียิปต์โบราณก็พยายามทำมัมมี่ ซึ่งสุดท้ายก็เหลวกลายเป็นศพแห้งอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่พอจะกล่าวว่าสำเร็จเกี่ยวกับมัมมี่ก็คือ มีผู้สร้างหนังเอาความหวังในการทำมัมมี่ของคนโบราณมาหารับประทานไปหลายเรื่อง ความเป็นอมตะนั้นเป็นความฝันอันเลื่อนเปื้อนที่สุด ในหลักศาสนาพุทธแล้ว ใครต้องการเป็นอมตะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากครอบครัวซึ่งไม่เคยมีคนตาย(ซึ่งเป็นไปไม่ได้แม้จะแอบไปตั้งนามสกุลใหม่ก็ถือว่ายังมีโคตรเง่าอยู่) ดังนั้นความหวังสู้ความแก่ หวังเป็นอมตะ โดยไปซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีการโฆษณาในอินเตอร์เน็ตว่า ชะลอหรือหยุดความแก่ได้ ก็เป็นเพียงหวังลมๆ แล้งๆ ในอินเตอร์เน็ตท่านผู้อ่านจะพบข้อมูลในการโฆษณาว่า มีผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถกำจัดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นต้นตอของความแก่ของเซลล์ได้ ในความเป็นจริงแล้ว อนุมูลอิสระเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งในหลายสาเหตุที่จะทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโตแล้วเข้าสู่ภาวะ Senescence(biological aging) ซึ่งเป็นการหยุดการแบ่งเซลล์และอยู่เฉยเหมือนคนที่เกษียณแล้ว ไม่ต้องทำงาน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รอยย่นบนใบหน้า เมื่อใดที่สภาวะนี้เกิดทั่วร่างกายคนผู้นั้นก็ไม่ใช่คนเป็นแล้ว ดังนั้นการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ เป็นการลดอันตรายที่เป็นผลเนื่องจากอนุมูลอิสระ แต่ไม่ใช่การชะลอความแก่เสียทีเดียว ปัจจุบันในวงการแพทย์บางประเทศซึ่งอาจรวมประเทศไทยด้วย ได้มีสาขาการแพทย์ที่เรียกว่า Geriatric Medicine ซึ่งน่าจะหมายถึงการศึกษาโดยอายุรแพทย์ที่พยายามชะลอความแก่ของคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่คือ คำแนะนำในการปรับปรุงด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การงดสูบบุหรี่ กินเหล้า เป็นต้น คำแนะนำเหล่านี้เป็นความหวังที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ดังนั้นปฏิบัติการดังกล่าวจึงควรเกิดขึ้นในสถานพยาบาลไม่ใช่บนอินเตอร์เน็ต เพราะมนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่าง ไม่มีใครเหมือนกันโดยตรง การแนะนำที่หวังจะชะลอความแก่นั้นต้องจัดพิเศษเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ยังมีการนำคำว่า antiaging medicine มาใช้ในการโฆษณาเพื่อชะลอความแก่ โดยมักเป็นการขาย วิตามินผสมยาบางขนาน ตลอดจนฮอร์โมนเพศบางชนิด โดยมักโฆษณาให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เพราะยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวว่าการใช้ ยา วิตามิน หรือฮอร์โมนเพศ นั้นทำให้แก่ช้าลง ทั้งนี้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้แก่ช้านั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนมากกว่าการจะจัดการโดยใช้ปัจจัยเดียวได้ อีกประเด็นที่มีการพยายามนำมาใช้ในการแนะนำเพื่อชะลอความแก่คือ การจำกัดปริมาณพลังงานที่ได้รับจากอาหารให้น้อยกว่าที่คนปรกติกิน เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่เรียกว่า Lean body คือมีแต่เนื้อ (หุ้มกระดูก) ปราศจากไขมัน เหมือนกับเวลาเราซื้อไก่ ส่วนที่เป็น lean คือ อกไก่ เพราะมีไขมันต่ำ ในการศึกษาเกี่ยวกับการจำกัดพลังงานในอาหารในสัตว์ทดลองนั้น ผลมักปรากฏว่า สัตว์ทดลองนั้นเป็นมะเร็ง(เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสารก่อมะเร็ง) น้อยกว่าสัตว์ปรกติที่กินตามใจปาก(ถูกกระตุ้นด้วยสารก่อมะเร็งเดียวกัน) แต่ความรู้นี้ก็ยังไม่สามารถนำไปต่อยอดขนาดทำให้สัตว์ทดลองอายุยืนกว่าปรกติได้ โดยสรุปแล้วบทความเรื่อง Position Statement on Human Aging (ซึ่งเป็นบทความที่เคยตีพิมพ์ในวารสาร Scientific American Magazine และ Journal of Gerontology: Biological Sciences) นั้นหวังให้ผู้บริโภคตระหนักว่า ความก้าวหน้าทางวิชาการในปัจจุบันยังไม่สามารถประกาศว่า ความแก่ชะลอได้ หรือยืดช่วงอายุของแต่ละคนออกไปได้ เพียงแต่มีแนวโน้มว่า การปรับปรุงสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตให้เหมาะสม เช่น การกินอาหารให้ครบถ้วนนั้น น่าจะเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เร่งให้เราแก่เร็วได้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 137 กาวติดเนื้อ(meat glue)

ในห้องปฏิบัติการของผู้เขียนมีนักวิจัยประจำอยู่สองคน คนหนึ่งไปเรียนต่อปริญญาเอกและกลับมาแล้วพร้อมลูกสองคน ในขณะที่อีกคนกำลังจะไปเรียนบ้าง ทั้งนี้เพราะสมัยนี้ใครไม่จบปริญญาเอกไม่สามารถเป็นผู้นำในการขอทุนวิจัยได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า การศึกษาระดับปริญญาโทของเรานั้นมันด้อยเกินไปในสายตาผู้ให้ทุน จึงต้องมีหลักเกณฑ์สำคัญขั้นต้นว่า ต้องจบปริญญาเอกก่อนจึงขอทุนได้ จริงแล้วในฉบับนี้ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจคุยเรื่องการขอทุนวิจัยหรอก แต่ขอกล่าวอ้างถึงนักวิจัยคนที่สองที่ผู้เขียนดูแลว่า เมื่อสอบเรียนต่อได้แล้วก็มีการไปเลี้ยงฉลองกินสเต็กกับเพื่อนๆ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีอะไร แต่ก็อาจมีอะไรได้ ขอให้ท่านผู้อ่านติดตามต่อไป   เวลาเราไปกินสเต็กหรืออาหารเนื้อสัตว์ตามร้านอาหารต่างๆ นั้น เราไม่เคยได้เข้าไปดูในครัวว่า เนื้อที่เอามาปรุงให้เรากินนั้นมีสภาพก่อนปรุงเสร็จอย่างไร ทุกคนคงคิดเอาเองว่า คงจะเป็นเนื้อที่ดี คุณภาพเป็นเลิศ ก็สเต็กจานนั้นมันออกจะแพงแบบว่าไม่อร่อยไม่ได้แล้วนี่ ปรากฏว่าเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้เขียนได้พบข่าวในอินเตอร์เน็ตภายใต้หัวข้อว่า Is meat glue safe enough to eat? ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจเนื่องจากไม่เคยเรียนวิชาเกี่ยวกับการปรุงอาหารมาก่อน แม้เคยได้ยินคำว่า meat glue มาบ้างแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ดังนั้นพอเห็นหัวข้อข่าวดังกล่าว จึงทำให้ต้องไปหา wikipedia ว่า meat glue คืออะไร ซึ่งปรากฏว่า เมื่อพิมพ์คำว่า meat glue ใน search engine ของ wikipedia ข้อมูลที่ได้กลายเป็นเรื่องของ ทรานซ์กลูตามิเนส (Transglutaminases) ซึ่ง wikipedia บอกว่า Redirected from Meat glue ทรานซ์กลูตามิเนส เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สร้างพันธะโควาเลนท์ระหว่างกลุ่มเอมีนอิสระที่อยู่ในสายโปรตีนหนึ่งกับกลุ่มแกมม่าคาร์บอกซาไมด์ที่อยู่บนอีกสายโปรตีนหนึ่ง การสร้างพันธะนี้แข็งแรงมากขนาด เอนไซม์ที่สามารถย่อยโปรตีนทั่วไปไม่สามารถย่อยพันธะที่สร้างขึ้นโดยทรานซ์กลูตามิเนสได้ (ข้อความนี้มาจาก wikipedia) แต่ก็มีการแย้งข้อมูลนี้หลังผู้เขียนเข้าไปอ่านเอกสารของผู้ผลิตเอนไซม์นี้ว่า การย่อยเนื้อสัตว์ที่ใช้ทรานซ์กลูตามิเนสนั้นไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ทั่วไป ก็คงต้องฟังหูไว้หู หลายท่านที่ไม่ได้จบด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพอาจงง ก็จงงงต่อไปเถิดครับ ส่วนคนเรียนค่อนมาทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพหรือวิทยาศาสตร์ทางอาหารคงพอเข้าใจบ้าง ที่สำคัญเอนไซม์นี้พบได้ในกระบวนการแข็งตัวของเลือดสัตว์ชั้นสูง และเอนไซม์นี้มีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหารเกี่ยวกับการเชื่อมเนื้อสัตว์ต่างชนิดเข้าด้วยกัน นานมาแล้วเอนไซม์นี้เคยสกัดได้จากเลือดสัตว์  ซึ่งทำให้มีราคาแพงมากเกินกว่าจะเอามาใช้ทางอุตสาหกรรมอาหาร จนในปี 1989 จึงมีบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า เป็นตัวพ่อ ที่เชี่ยวมากในเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ จึงสามารถผลิตเอนไซม์นี้โดยอาศัยแบคทีเรียที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในดินชื่อ Streptoverticillium mobaraense ดังนั้นราคาของเอนไซม์นี้จึงถูกลง จนสามารถนำไปใช้ในการผลิตอาหารเช่น แฮม และซูริมิซึ่งเมื่อนำไปแต้มสีต่อก็เป็นปูอัดได้ เอนไซม์ทรานซ์กลูตามิเนสนี้ เป็นสารชีวเคมีที่สามารถพบได้ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั่วไป ซึ่งปัจจุบันเป็นเอนไซม์ที่รู้จักกันดีของนักวิทยาศาสตร์ทางอาหาร ตลอดไปจนถึงพ่อครัวแม่ครัวในต่างประเทศ ผู้เขียนเข้าใจว่าป่านนี้พ่อครัวแม่ครัวในไทยคงรู้จักบ้างแล้ว ในทางการค้ามีการเอาเอนไซม์นี้ไปผสมกับองค์ประกอบอื่น จนได้สินค้าที่รู้จักกันในชื่อ meat glue หรือแปลง่ายๆ ว่า กาวติดเนื้อ   กาวติดเนื้อนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางชีวเคมีโดยแท้ เพราะสามารถทำให้ผู้ปรุงอาหารสามารถนำเอาเนื้อสัตว์ต่างชนิดชิ้นเล็กๆ มารวมกัน แล้วใช้กาวชนิดนี้โรยลงไป ขยำให้เข้ากัน จากนั้นก็ห่อด้วยแผ่นพลาสติกบางใสสำหรับห่ออาหารที่เรียกว่า wrap ให้แน่นๆ สักพักก็จะเป็นเนื้อสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่หาไม่พบในโลกนี้ เพราะคุณสามารถจะผสมเนื้อสัตว์อะไรก็ได้เข้าด้วยกัน ขอย้ำเน้นว่า เนื้อสัตว์อะไรก็ได้เข้าด้วยกัน เพื่อได้เนื้อสัตว์ที่มีรสชาติพิเศษระดับเกิดมาไม่เคยขย้ำทีเดียว   ในบทความโฆษณาของผู้ผลิตกาวนี้ได้บอกประโยชน์ของกาวติดเนื้อประการหนึ่งคือ reduce waste ซึ่งหมายถึง ลดปริมาณขยะซึ่งเกิดจากเศษเนื้อ ซึ่งคุณลักษณะนี้เจ้าด่างทั้งหลายคงไม่พึงประสงค์จะได้ยินแน่ นอกจากใช้กับเนื้อสัตว์แล้ว ยังสามารถทำให้ไข่แดงเข้มข้นขึ้น ทำให้แป้งขนมปังมีลักษณะสัมผัสที่หนึบขึ้น ไอศกรีมดูดีขึ้น ตลอดจนสามารถใช้ได้ดีกับเต้าหู้เพื่อให้ดูดีขึ้นกว่าเต้าหู้ที่ไม่ได้ใช้กาวนี้ เอนไซม์ที่ใช้ทำกาวติดเนื้อนี้ ได้รับการยอมรับในหลายประเทศให้มีสถานะภาพ GRAS (generally recognized as safe) ซึ่งเป็นสถานะภาพสำหรับสารเจือปนในอาหารที่มีการใช้มานานน้านนานจนนึกไม่ออกว่าเริ่มใช้แต่เมื่อใดในอาหาร ทำให้อนุมานว่า กินแล้วไม่เป็นพิษ กาวติดเนื้อนี้มีประโยชน์มากถ้าใช้อย่างซื่อสัตย์ เช่น การเอาเนื้อปลาชนิดเดียวกันมาเชื่อมเพื่อให้มีขนาดเหมาะสมในการนำไปทอด แต่แย่มากถ้าเนื้อที่เชื่อมกันเป็นเนื้อปลาและเนื้อสัตว์บก เพราะเนื้อสัตว์ต่างชนิดกันนั้นใช้เวลาในการทอดให้สุกต่างกัน ดังนั้นท่านอาจจะได้เนื้อที่ดิบผสมสุก หรือสุกผสมไหม้ได้ อย่างไรก็ดีบางครั้งก็สามารถนำไปใช้กับการเอาหนังไก่มาหุ้มเนื้อปลาก่อนทอด ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ทำให้เนื้อปลาไหม้ ที่น่าอนาถที่สุดคือ การนำเอาชิ้นเนื้อซึ่งได้จากการเลาะจากเนื้อชิ้นใหญ่ระหว่างการตัดแต่งเนื้อ (ซึ่งปรกติแล้วชิ้นเนื้อเล็กๆ นี้ควรจะจำหน่ายในราคาที่สุนัขชอบ) มารวมกันให้ดูกลายเป็นเนื้อชิ้นใหญ่ด้วยกาวติดเนื้อนี้แล้วขายในราคาเนื้อสำหรับทำสเต็ก ปรากฏการณ์แบบนี้ก็ยังไม่มีการยืนยันว่าเกิดในร้านอาหารเมืองไทยหรือไม่ ส่วนที่น่ากังวลสำหรับพี่น้องมุสลิมก็คือ ถ้ามีพ่อครัวใจบาปเอาเนื้อวัวผสมกับเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ขัดต่อข้อบัญญัติทางศาสนา เมื่อกินเข้าไป ถ้าไม่รู้ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้นการนำกาวติดเนื้อมาใช้ในครัวของร้านอาหาร จึงเป็นเรื่องที่ต้องควบคุมกันว่า ไม่ก่อให้เกิดการหลอกลวงผู้บริโภคเกี่ยวกับข้อบัญญัติทางศาสนา ประเด็นว่าการใช้กาวติดเนื้อนั้นทำให้อาหารมีกลิ่นผิดปรกติหรือไม่นั้น ปรากฏว่ามีคนเคยทดลองแล้วเขียนข้อมูลในเน็ตว่า ถ้ามีการใช้ปริมาณสูงกับเนื้อที่นำไปปรุงภายใต้ระบบสูญญากาศในถุงพลาสติกชนิดพิเศษ ผู้บริโภคสามารถสัมผัสกับกลิ่นที่ต่างจากเนื้อสัตว์ที่ปรุงวิธีเดียวกันแต่ไม่ใช้กาว ผู้ทดลองศึกษาคิดว่า กลิ่นนั้นอาจเกิดเนื่องมาจากโปรตีนเคซีอีน (casein) ที่เป็นองค์ประกอบในกาวติดเนื้อหรือเนื่องจากก๊าซแอมโมเนียที่หลุดออกมาจากการปรุงอาหารเป็นเวลานาน ดังนั้นผู้ทดลองจึงแนะนำว่า อย่าใช้กาวมากเกินไป และจะให้ดีเจาะถุงให้เป็นรู เพื่อให้อะไรที่เกิดเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์หลุดออกไปได้ระหว่างการปรุง ในการเก็บรักษาผงกาวนี้ ผู้ประกอบการแนะนำว่า ผงกาวนี้สามารถเก็บได้นานถึง 18 เดือนที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส หรือให้ดีแช่แข็งไปเลย ส่วนการพิสูจน์กาวว่ายังดีหรือไม่นั้น ทำได้โดยเอาผงกาวทากับเนื้อไก่บดแล้วขยำรวมกันแล้วดมดู ถ้ายังมีกลิ่นเป็นเนื้อไก่ แสดงว่าผงกาวมันเสื่อมไปแล้ว แต่ถ้ามีกลิ่นคล้าย wet dog หรือ หมาเปียกน้ำ แล้วไซร้ผงกาวยังดีอยู่ ใครไม่รู้จักกลิ่นนี้ คงต้องลองทำดู โดยสรุปงวดนี้หมาซวยไปหลายตัวแน่ สำหรับข้อมูลด้านความปลอดภัยที่บริษัทผู้ผลิตให้ไว้ในอินเตอร์เน็ตนั้น อ่านดูน่าจะไม่มีปัญหานัก เพราะกาวติดเนื้อนี้เมื่อโดนความร้อนก็จะหมดสภาพไป กลายเป็นโปรตีนธรรมดา ผู้ผลิตยืนยันว่าไม่ทำให้มือของผู้ปรุงอาหารติดกันแน่นอน และอาหารที่ใช้กาวติดเนื้อนี้ก็จะไม่มีกลิ่นผิดไปจากปรกติ ข้อควรระวังก็คือ กาวนั้นอยู่ในสภาพผง จึงอย่าหายใจเข้าไปเด็ดขาดและอย่าบังอาจกินเข้าไปโดยตรง เพราะอาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ เนื่องจากยังไม่มีการทดลองว่ามันจะก่ออันตรายหรือไม่ สิ่งที่ผู้บริโภคควรทราบก็คือ กาวติดเนื้อนี้ถ้ามองกันในมุมของนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารแล้ว มันอยู่ในสถานะของ สารช่วยการผลิต หรือ processing aid ซึ่งคงยากที่จะตรวจพบได้หลังการผลิต ดังนั้นจึงไม่มีการติดฉลากบนอาหาร แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ คงไม่มีการบังคับให้ติดฉลากบอกด้วยซ้ำว่า เนื้อสัตว์ที่ติดกาวนั้นมีองค์ประกอบเป็นเนื้อจากสัตว์อะไรบ้าง เข้าใจว่าหน่วยงานที่ควรดูแลเรื่องนี้ คงต้องการให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกเหมือน เต๋อ ฉันทวิทย์ ใน กวน มึน โฮ ที่ซาบซึ้งเมื่อได้กินเนื้อ man best friend กระมัง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 136 ความคิดที่เหมือนถูกแต่ผิด

โดย รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ สถาบันโภชนาการ  มหาวิทยาลัยมหิดลวันหนึ่งก็มีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ขอความเห็นเรื่องการบริโภค raw food ซึ่งผู้เขียนไม่เคยสนใจมาก่อน เพราะมันไม่ได้อยู่ในสารบบของความรู้ทางวิชาการที่เรียนรู้กันในมหาวิทยาลัยที่ สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา) รับรอง ดังนั้นเมื่อได้ยินคำนี้ก็นึกเอาโดยใช้ไขสันหลังมากกว่าสมองว่า มันน่าจะหมายถึงการกินอาหารดิบ ซึ่งมีทั้งพืชและเนื้อสัตว์ และก็เข้าใจเอาเองว่า คนไทยที่เรียนจนจบอย่างน้อยระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป น่าจะเคยได้รับการสอนสั่งว่า อาหารที่ยังดิบนั้น ถ้ากินเข้าไปเราจะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคต่างๆ ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และพยาธิ ตัวอย่างการกินอาหารเนื้อสัตว์ดิบแล้วป่วยเป็นโรคนั้นมีทุกวันถ้าท่านผู้อ่านตามสถิติในเว็บของกระทรวงสาธารณสุข ที่เก็บทั่วประเทศจะพบว่า มีผู้ป่วยเป็นโรคทางเดินอาหารเนื่องจากแบคทีเรีย ป่วยเป็นพยาธิใบไม้ตับเพราะกินปลาดิบ มีพยาธิตัวจี๊ดไชตามแขนขาแล้วลามไปสมอง หรือกินปลาปักเป้าน้ำจืดตายเนื่องจากพิษที่อยู่ในตัวปลาซึ่งดูไม่ปักเป้าเลย (คนไทยมักนึกภาพปลาปักเป้าว่าต้องกลม ๆ และมีหนามแหลม ทั้งที่ความจริงปลาปักเป้าน้ำจืดนั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น จึงมีคนจับมากินเพราะนึกว่าไม่มีพิษ)   ปรากฏว่าเมื่อได้คุยกับนักข่าวที่โทรศัพท์มาสัมภาษณ์ กลับเป็นเรื่องของการกิน raw food ซึ่งเป็นพฤติกรรมการกินอาหารพืชผักสด..... ฟังดูไม่น่าเป็นปัญหาอะไร เพราะเราก็กินผักผลไม้สดกันเป็นประจำ แต่ว่าปัญหาที่ผู้สื่อข่าวแจ้งคือ คนที่กิน raw food นั้นเข้าใจว่า ตนได้รับสิ่งที่กินเข้าไปมากกว่าที่ควรได้ เช่น ได้เอนไซม์จากน้ำผักปั่น ไปช่วยย่อยอาหารในท้องเรา ซึ่งเป็นความหลงผิดแบบฝรั่งเรียกว่า ignorance หรือภาษาไทยน่าจะหมายถึง เขลาเบาปัญญา (ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะเขลาเพราะขาดความรู้ เมื่อได้รับความรู้แล้ว ความเขลาก็จะหายไป) ดังนั้นจึงควรลองดูความเข้าใจของหลายคนในเน็ตว่า เขาเข้าใจกันอย่างไร เกี่ยวกับ raw food และทำไมมันจึงเป็นประเด็นขึ้นมาได้ ในบล็อกขายอาหารบล็อกหนึ่งบนเน็ตมีผู้กล่าวว่า “raw food หมายถึงอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนที่สูงกว่า 118 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 42 องศาเซลเซียส ซึ่งการปรุงอาหารด้วยความร้อนที่สูงเกินกว่า 42 องศาเซลเซียสนั้น สารอาหารส่วนใหญ่จะถูกทำลายและทำให้องค์ประกอบทางเคมีถูกเปลี่ยนไป สารอาหารที่จำเป็นจึงสลายไป ความร้อนจะทำลายเอนไซม์ วิตามิน แร่ธาตุและไขมันที่มีประโยชน์ และทำให้อาหารนั้นย่อยยากขึ้น อาหารที่ขาดสารอาหารที่จำเป็นจะไม่สามารถชดเชยความหิวของร่างกายได้ ทำให้เกิดการกินมากเกินควร เกิดอาการอยากอาหารมากเกินซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคตามมา”   ข้อความคำอธิบายดังกล่าวนั้น แสดงว่าผู้เขียนไม่เข้าใจในเรื่องของการย่อยอาหารในวิชาสรีรวิทยา เพราะความจริงที่มีการพิสูจน์มานานแสนนานแล้วว่า อาหารเนื้อสัตว์ที่ไม่เสียสภาพคือ ยังดิบ นั้นย่อยยาก การเสียสภาพของเนื้อสัตว์ด้วยความร้อนประมาณการต้ม ทอด ผัดนั้นทำให้โปรตีนเกิดการคลายตัว ส่งผลให้เอนไซม์ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กย่อยโปรตีนเป็นกรดอะมิโนเพื่อดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดี ดังนั้นการทำให้โปรตีนเสียสภาพด้วยความร้อนกำลังดี จึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นอกเหนือไปจากการฆ่าเชื้อโรค ในกรณีของการสูญเสียของสารอาหารเช่น วิตามินนั้นมีบ้างคือ วิตามิน ซี ซึ่งควรกินจากผักผลไม้สด ส่วนวิตามินชนิดอื่นไม่ใคร่มีปัญหานัก แร่ธาตุและไขมันนั้นสามารถทนความร้อนระดับการหุงต้มได้ดี ที่สำคัญความอยากกินอาหารมากหรือน้อย ขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น รสชาติการปรุง และความหิวที่สมองเป็นศูนย์ควบคุมสั่งการ ไม่ใช่อย่างที่มีผู้เขียนในบล็อกยกให้ดูเป็นตัวอย่าง นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายในอีกบล็อกว่า “การกินมังสวิรัติแบบกินสดๆ โดยที่ไม่ผ่านความร้อนเกิน 42 องศาเซลเซียส ฟังดูยุ่งยากแล้วทำไมต้องห้ามเกิน 42 ด้วย คำตอบคือ เพราะการที่อาหารโดนนำไปผ่านความร้อนที่อุณหภูมิเกิน 42 องศาเซลเซียสจนสุกนั้นเรียกว่า เป็นอาหารที่ตายแล้ว  ความร้อนจะทำลายสารอาหารถึง 95% เหลือแค่เพียง 5 % ที่ร่างกายได้รับ ร่างกายจะต้องดึงเอาเอนไซม์ในร่างกายมาย่อยอาหารปรุงสุกที่คุณกินเข้าไปอีก” ข้อความดังกล่าวนั้นผิดพลาดจากหลักการทางวิชาการหลายจุดเช่น คำว่า อาหารที่ตายแล้ว นั้นไม่มีในตำราวิชาการเล่มใดที่เป็นเรื่องเป็นราว ยกเว้นในหนังสือที่คนเขียนเขียนเอามัน มั่วไปตามเพลง   โดยเฉพาะในเรื่องการใช้เอนไซม์ในการย่อยอาหารนั้น เป็นข้อกำหนดตามธรรมชาติที่ต้องเกิดในทางเดินอาหารของเรา อาหารที่เรากินเข้าไปแบบมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้ป่วยนั้น ต้องการการย่อยด้วยเอนไซม์แทบทั้งสิ้น และมันก็ไม่ทำให้ร่างกายมีปัญหาใดในการสร้างเอนไซม์มาย่อยอาหาร คนในบล็อกที่คิดว่าตนเองรู้เรื่องเกี่ยวกับอาหารดีกล่าวอีกว่า “ปกติร่างกายจะสร้างเอนไซม์ได้เอง  แต่ความจริงแล้วเอนไซม์ก็เปรียบเสมือนเงินในธนาคารที่ใช้แล้วหมดไป เอนไซม์จะหมดไปเรื่อยๆ ตามอายุของเรา ลองสังเกตดูสิ พวกคนมีอายุชอบบ่นว่าพออ้วนแล้วลดยาก เป็นเพราะว่าเอนไซม์เริ่มน้อยลง ส่งผลให้ระบบเผาผลาญไขมันทำงานช้าด้วย” ประโยคในข้อความดังกล่าวนั้นมีความถูกต้องบ้างว่า เอนไซม์นั้นจะมีน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็ไม่ถูกนักเพราะเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารนั้นสร้างใหม่ทุกมื้อ การที่มนุษย์แก่จนถึง 70-80 ปีแล้ว เซลล์ตับอ่อนที่สร้างเอนไซม์สำหรับย่อยอาหารในลำไส้เล็กก็แก่ด้วย สร้างเอนไซม์ได้น้อยลง อาหารกินเข้าไปก็ใช้ได้น้อยลง จึงลดการซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ถึงวันหนึ่งไม่มีเอนไซม์ย่อยอาหารเพราะตับอ่อนแก่เกินไป เราก็ตาย แต่ก็มีบางคนที่ยังแข็งแรง ร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงแม้อายุมาก เรื่องนี้ไม่น่าประหลาดใจเพราะความหนุ่มแก่นั้นขึ้นกับพันธุกรรมและการปฏิบัติตนให้มีการทำงานหรือออกกำลังเป็นประจำ ตัวอย่างที่มีการเผยแพร่ทางโทรทัศน์บางรายการคือ การไปสัมภาษณ์ ตาหรือยาย ที่มีอาชีพปีนตาล ซึ่งยังสามารถในการโยนตัวจากยอดตาลหนึ่งไปอีกยอดหนึ่ง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ของการฝึกฝนร่างกายให้ทำงานหนักตลอดเวลา จนไม่อ้วน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะและขาดการออกกำลังกายจะอ้วน เพราะไขมันในอาหารที่กินเข้าไปขาดการเผาผลาญ จึงสะสมทำให้ตัวใหญ่ขึ้น กรณีนี้ไม่ได้หมายถึงการลดลงของเอนไซม์ แต่เป็นการไม่ออกกำลังกาย ร่างกายจึงไม่เผาไขมันเป็นพลังงาน เพราะไม่รู้จะเผาไปทำไมเนื่องจากร่างกายไม่ต้องการใช้พลังงาน ที่สำคัญการรับประทาน raw food นั้นเท่าที่อ่านจากเว็บทั้งไทยและอังกฤษนั้น ได้มุ่งเน้นถึงผักและผลไม้ โดยไม่ได้พูดถึงอาหารหมู่อื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะถูกต้อง ยกเว้นในบางกรณี เช่น การลดน้ำหนัก ซึ่งต้องการการลดการรับพลังงานจากอาหารแป้งและไขมันในช่วงที่เหมาะสม ส่วนโปรตีนนั้นร่างกายยังคงต้องการในปริมาณที่แต่ละคนต้องการ วัดได้ด้วยการสังเกตว่า ถ้าปริมาณอาหารที่กินนั้นถูกต้อง สุขภาพของผู้บริโภคควรจะดี ไม่เป็นหวัด สามารถทำงานและออกแรงได้เป็นอย่างดี จากความคิดของผู้กิน raw food ที่ว่า “การรับประทานอาหารแบบ raw Food นอกจากจะช่วยให้ร่างกายไม่ต้องรับสารพิษเข้าไปสะสมแล้ว ยังดีต่อการลดน้ำหนักอีกด้วยเพราะไม่มีแคลอรี สามารถทานได้มากเท่าที่ต้องการ มีวิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุต่างๆ อยู่ด้วย แถมยังเตรียมง่าย ไม่ต้องเสียเวลาปรุง” มีทั้งส่วนถูกและคลาดเคลื่อน เพราะถ้าการกิน raw food นั้นหมายถึงผักและผลไม้อย่างเดียว ร่างกายย่อมไม่แข็งแรงเพราะขาดสารอาหารหลักที่มนุษย์ต้องการคือ โปรตีน คงต้องเน้นย้ำว่า ในวิชาที่สอนเกี่ยวกับสุขภาพของมนุษย์นั้นกล่าวว่า เราต้องการสารอาหาร 5 ประเภทคือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ เพื่อช่วยในการสร้างและซ่อมแซมร่างกาย ส่วนน้ำและใยอาหารนั้นก็ขาดไม่ได้ แม้ไม่ใช่สารอาหารที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมร่างกายโดยตรง หลายคนอาจถามว่าแล้ว พฤกษเคมี หรือสารต้านอนุมูลอิสระหายไปไหน ความจริงแล้ว สารพฤกษเคมีและสารต้านอนุมูลอิสระนั้นร่างกายจะได้รับเมื่อกินผักผลไม้ มากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับชนิดและปริมาณของผักผลไม้ในแต่ละมื้อ โดยไม่จำเป็นต้องไปซื้อชนิดเป็นเม็ดมากินเหมือนสัตว์ปีกกินอาหารที่คนให้ โดยสรุปแล้ว ถ้าคำว่า raw food หมายถึงการกินผักผลไม้สดไม่ผ่านความร้อน ปัญหาไม่น่าจะเกิดขึ้นถ้าจัดมื้ออาหารให้มีโปรตีนและไขมันพอที่ร่างกายต้องการ  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 135 พืชชั้นต่ำรับประทานโดยสัตว์ชั้นสูง

ขึ้นชื่อว่าสินค้าใดที่กินแล้วทำให้สวยขึ้น ผอมลง หรือแม้แต่ฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ไม่ว่าสินค้านั้นจะอยู่ที่ใด นักการค้าหากำไรในประเทศนี้ย่อมไม่รอให้เสียจังหวะการนำมาบริการลูกค้า เพราะขืนช้าเท่ากับพลาดโอกาสโกยสินทรัพย์เข้ากระเป๋า เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทตอบสนองความต้องการแบบนี้ เกิดเร็ว ตายเร็ว ผู้เขียนไม่ประหลาดใจเลยที่หนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับหนึ่งมีบทความกึ่งโฆษณาเกี่ยวกับการใช้สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาลในการลดน้ำหนัก บทความกล่าวว่า สาหร่ายสีน้ำตาล หรือ ลามินาเลีย ดิจิตาตา นั้นมีสรรพคุณในการดูดซับสารพิษและสามารถถูกนำมาใช้เสริมความงามสาวๆ ที่พึ่งวิธีเติมสวยด้วยธรรมชาติ เนื่องจากเป็นข่าวธุรกิจหารับประทานด้านความสวยความงามจึงต้องดึงเอาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเลเซอร์มาเล่าถึงที่มาของสาหร่ายสีน้ำตาลว่า   “นับย้อนหลังไป ณ ทะเลแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ผู้คนนิยมนำน้ำทะเลของที่นี่มาใช้ในการบำบัดเวลาชาวบ้านเป็นแผล ก็จะเอาสาหร่ายมาโปะแล้วแผลก็หาย นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจึงนำน้ำมาทำวิจัยพบว่า น้ำทะเลแห่งนี้มีองค์ประกอบเดียวกับพลาสมาในร่างกายมนุษย์ จึงช่วยใน การสมานแผล" (คำว่าพลาสมาในร่างกายมนุษย์นั้นหมอท่านนี้น่าจะหลงลืมวิชาสรีรวิทยาที่เรียนมาในโรงเรียนแพทย์ไปแล้วว่ามีลักษณะอย่างไร ซึ่งผู้เขียนคงไม่ขออธิบายให้ยาวเยิ่นเย้อ แต่ฟันธงว่า มันคนละเรื่องเลย เป็นการกล่าวในลักษณะที่เกินเลยให้ผู้เบาปัญญาฟังเท่านั้นเอง) แพทย์ท่านนั้นยังได้กล่าวอีกว่า “ภายใต้ท้องทะเลแห่งนี้ยังมีสาหร่ายชนิดหนึ่ง คือ ลามินาเลีย ดิจิตาตา หรือสาหร่ายสีน้ำตาล ซึ่งมีคุณค่า หายาก และมีเฉพาะที่ทะเลแห่งนี้ (ซึ่งความจริงไม่จริง ผู้เขียนพบข้อมูลในวิกิพีเดีย ซึ่งจะกล่าวต่อไปว่า สาหร่ายนี้หาได้ที่ไหนบ้าง) เมื่อลองนำสาหร่ายมาสกัด สารประกอบ พบว่ามีความเข้มข้นมากกว่าน้ำทะเลแห่งนั้นถึง 10,000 เท่า และสามารถซึมในร่างกายมนุษย์ ประมาณ 92-95% โดยสามารถซึมถึงชั้นไฮโปเดอมิส ซึ่งเป็นชั้นใต้ชั้นหนังแท้ของมนุษย์ หากเปรียบกับวิตามินที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น อย่างมากคือ 40% และการซึมผ่านลงไปสามารถอยู่ได้แค่ชั้นหนังแท้ แต่สารสกัดจากธรรมชาติตัวนี้สามารถซึมลงไปลึกกว่านั้น” (ประเด็นที่เหยื่อทั้งหลายควรสำนึกคือ แพทย์ท่านนี้ไม่ได้บอกว่า สารประกอบนั้นคืออะไร และสำนวนภาษาไทยที่ใช้บรรยายแสดงถึงความพิการในการใช้ภาษาไทยเขียนเรียงความด้วย) ที่ตลกกว่านั้นคือ แพทย์ท่านนี้ยังได้กล่าวอีกว่า “นอกจากสรรพคุณในการสมานแผล แล้ว สาหร่าย ทะเลยังขึ้นชื่อเรื่องการดูดซับสารพิษต่างๆ เห็นได้จากช่วงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ระเบิดจากสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นต้องหาสาหร่ายทะเลมากินเพื่อขับสารพิษ เพราะสาหร่ายมีธาตุไอโอดีนสูงมาก ซึ่งไอโอดีนนี่เองจะช่วยป้องกันร่างกายมนุษย์จากพวกกัมมันตภาพรังสีและสาร พิษต่างๆ แต่ว่าคนญี่ปุ่นกลับไม่สามารถใช้คุณค่าจากสาหร่ายในทะเลของตัวเองได้ เพราะปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี จึงทำให้หลายคนแย่งกันซื้อผลิตภัณฑ์ของแล็บที่ฝรั่งเศสกันอย่างคึกคัก   โดยพวกเขานำมารับประทาน ทาตัว และแช่น้ำอาบ เพื่อดีท็อกซ์สารพิษออกจากร่างกายให้มากที่สุด” ท่านผู้อ่านน่าจะพอมีสติระลึกรู้ว่า คนญี่ปุ่น (รวมทั้งจีนและเกาหลี) นั้นกินสาหร่ายมาเป็นเวลานานตั้งแต่จิ๋นซีฮ่องเต้ยังไม่เกิดแล้ว ไม่ว่าโรงไฟฟ้าปรมาณูจะระเบิดหรือไม่ เขาก็จะกินสาหร่ายเป็นประจำ คงไม่ใช่พอมีอุบัติเหตุแล้วจึงไปสรรหามากิน ที่สำคัญก็คือ แพทย์ท่านนี้ได้อ้างถึงสรรพคุณสำคัญของสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล ที่อาจโดนใจสาวไทยมากที่สุด คือ ช่วยปรับสมดุลแห่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกายมนุษย์ โดยอ้างอิงจากสถาบันขายเครื่องสำอางในประเทศฝรั่งเศสว่า “สารสกัดจากสาหร่าย ช่วยปรับสมดุลแห่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกายมนุษย์ ให้ผลในการสลายไขมัน ช่วยลดน้ำหนักและลดสัดส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปราศจากผลข้างเคียง  เพราะสารสกัดทำให้เกิดการสลายตัวของไขมันเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก” ดังที่ทราบโดยทั่วกันแล้วว่า ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตนั้น ลับ ลวง พราง มากกว่าข้อมูลการปฏิวัติเสียอีก ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ลองเข้าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่า มีใครที่กล่าวถึงสาหร่ายสีน้ำตาลที่ต่างจากข้อมูลที่เชิญชวนการใช้สาหร่ายเพื่อความงามบ้าง ก็พบว่าในวันที่ 3 พฤศจิกายน Sarah Terry ได้เขียนบทความเกี่ยวกับสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลในเว็บ www.livestrong.com ซาร่าได้กล่าวว่า สาหร่ายสีน้ำตาลนี้ เป็นพืชทะเลมีชื่อสามัญว่า kelp และชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Laminaria digitata ซึ่งโดยทั่วไปแล้วใช้เป็นแหล่งอาหารที่มี โปรตีน วิตามินหรือเกลือแร่ แต่สำหรับประเด็นที่ว่า มีการนำสารสกัดจากสาหร่ายชนิดนี้ไปใช้ในการเป็นอาหารลดน้ำหนักนั้น Sarah ได้กล่าวเตือนว่า ควรปรึกษาจากแพทย์ก่อน เพื่อให้ทราบขนาดที่ควรบริโภคและความเสี่ยงของอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ความจริงสาหร่ายสีน้ำตาลซึ่งอยู่ใน genus Laminaria นั้นมีหลายชนิด แต่ที่นิยมนำมาบริโภคคือ Laminaria digitata ซึ่งทางหน่วยงานด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐมิชิแกนได้ทำการศึกษาว่าเป็นแหล่งอาหารที่ดีในเรื่องวิตามิน โดยเฉพาะ มีกรดโฟลิกค่อนข้างสูง  แร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม โปแตสเซียมและแคลเซียม ดังนั้นศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยพิตสเบิร์ก จึงได้ศึกษาบ้างและสามารถเตรียมสารสกัดจากสาหร่ายนี้เพื่อศึกษาผลด้านการแพทย์เป็นการเฉพาะ ความที่สาหร่ายชนิดนี้มีไอโอดีนสูงจึงสามารถเพิ่มการเผาผลาญในร่างกายสิ่งมีชีวิตโดยผ่านการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมน นอกเหนือไปจากการใช้แก้ปัญหาการขาดไอโอดีนที่ก่อให้เกิดอาการคอพอกในบางพื้นที่ของโลกเรา แต่ช้าก่อนนะจอร์จ ซาร่าได้กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือ ทางศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยพิตสเบิร์กได้เตือนว่า คุณสมบัติการเพิ่มการเผาผลาญในร่างกายนั้นไม่ได้มีผลเลยไปถึงการใช้สารสกัดในการลดน้ำหนักผู้ป่วยโรคอ้วนเพราะยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าวารสาร Drug Digest ได้กล่าวว่าสาหร่ายนี้มีองค์ประกอบบางชนิดที่ออกฤทธิ์เป็นยาระบายช่วยในการขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกาย ลดความดันโลหิต ต้านไวรัสและต้านมะเร็งได้ (ในสองกรณีหลังนี้เป็นข้อมูลที่ซาร่าได้อ้างศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยพิตสเบิร์ก ซึ่งท่านผู้อ่านก็ต้องใช้กาลามสูตรให้จงหนัก) ที่สำคัญซาร่าได้ระบุว่า หน่วยงานด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐมิชิแกนก็ได้ตือนว่า การบริโภคสาหร่ายชนิดนี้มากเกินไปจะทำให้ได้ไอโอดีนในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ต่อมไทรอยด์ของผู้บริโภคทำงานผิดปรกติได้ ดังนั้นคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์อยู่แล้วจึงต้องคิดให้จงหนักในการบริโภคสาหร่ายนี้ โดยเฉพาะในรูปสารสกัด ผลข้างเคียงของการกินสาหร่ายที่เพี้ยนผิดไปจากการกินเป็นอาหารคือ สิวขึ้นผิดปรกติ ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ ลิ้นปร่า ที่สำคัญคือ การได้รับโปแตสเซียมในสารสกัดสาหร่ายเกินขนาดนั้นไม่ได้เป็นของดีกับคนธรรมดาทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจมีผลขัดขวางการออกฤทธิ์ของยาบางชนิด ข้อมูลต่าง ๆ อาจอ่านเพิ่มได้จาก http://www.livestrong.com/article/295828-laminaria-extract-weight-loss/#ixzz1qIChxISq ส่วนในวิกิพีเดียก็ได้กล่าวว่า สาหร่ายชนิดนี้มีแหล่งธรรมชาติทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่กรีนแลนด์จึงแหลมคอด และบริเวณตอนเหนือของรัสเซียและไอซ์แลนด์ไปจนถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ ซึ่งแสดงว่าเป็นสาหร่ายที่ชอบน้ำเย็น ๆ ดังนั้นการหารับประทานจึงต่อเสียเงินนำเข้าจากต่างประเทศเป็นพิเศษ ไม่สามารถช้อนขึ้นมากินได้จากคูคลองเหมือนสาหร่ายที่ใช้เลี้ยงเป็ดที่บางบริษัทได้ช้อนมาอัดเม็ดขายในราคาโลละเป็นหมื่น ปรกติแล้วสาหร่ายชนิดนี้ได้ถูกใช้เป็น fertiliser ซึ่งแปลว่า ปุ๋ย ในศตรวรรษที่ 18 สาหร่ายประเภทนี้จะถูกทำให้แห้งแล้วเผาเพื่อเอาธาตุโปแตสเซียมเพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการผลิตแก้วทางอุตสาหกรรม จากนั้นในศตวรรษที่ 19 จึงมีการเตรียมสารสกัดจากสาหร่ายนี้เพื่อใช้แก้ปัญหาขาดไอโอดีน พอถึงศตวรรษที่ 20 สาหร่ายชนิดนี้ก็ถูกละเลยเนื่องจากแร่ธาตุทั้งโปแตสเซียมและไอโอดีนนั้นหาได้จากแหล่งอื่นที่ราคาถูกกว่า ที่ยังคงมีการใช้อยู่ก็คือ ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนสารสกัดกรดอัลจินิก (alginic acid) จากสาหร่ายนี้ใช้ในการผลิตยาสีฟัน และเป็นสารเจือปนในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งรวมถึงการผลิตหัวน้ำซุปของจีนและญี่ปุ่น ดังนั้นผู้ที่หวังว่าจะกินสารสกัดจากสาหร่ายเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักนั้น ก็ขอให้ใช้กาลามสูตรจนเกิดปัญญาก่อนจึงตัดสินใจว่าจะกินหรือไม่ เพื่อถึงซึ่งประโยชน์แห่งความสวยงามโดยไม่ประมาทเถิด

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 134 ลดน้ำหนักอาจได้ของแถม

ใครก็ตามที่เคยจำกัดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คงเคยมีประสบการณ์ในการจำกัดพลังงานในอาหารให้น้อยลงพร้อมกับการออกกำลังกาย ซึ่งทั้งสองประการนั้นเป็นวิธีการมาตรฐานเพื่อให้ถึงซึ่งสิ่งที่ปรารถนา แต่สำหรับบางท่านที่ทำไงก็เฉือนก้อนไขมันออกจากร่างกายไม่ได้สักที ก็คงต้องหาทางอื่นซึ่งอาจทำให้มีโอกาสถูกทำร้ายจากบริการลดน้ำหนักเชิงพาณิชย์ที่มีการใช้สารอันตราย ได้แก่สาร HCG ในการเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก โดยสารนี้อาจพรางตัวมาในลักษณะของการขายสินค้าของการแพทย์ทางเลือกต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งศรัทธาในกระบวนการดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) ของสหรัฐอเมริกาได้ทำการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการขาย human chorionic gonadotropin หรือ HCG ในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักในรูปของ ยาน้ำ ยาเม็ด หรือยาพ่น ผ่านทางอินเตอร์เน็ตและในร้านขายยาแบบไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ว่า อย. อเมริกัน และ Federal Trade Commission(ซึ่งดูแลเกี่ยวกับความยุติธรรมในการค้าและมีบทบาทเกี่ยวกับอาหารเสริมต่างๆ) ไม่เคยรับรองการใช้สารนี้ และได้เคยจดหมายเตือนไปยังบริษัทที่ขายอาหารหรือผลิตภัณฑ์ผสมสารนี้ ในฐานความผิดเกี่ยวกับการโฆษณา เพราะบริษัทเหล่านี้พยายามทำโฆษณาให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้าของตนสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการทำงานของร่างกาย(ซึ่งหมายถึงการบำบัดโรค) ตัวอย่างคนขี้ฉ้อเหล่านี้ ได้แก่   นาย Richard Matmer เจ้าของบริษัท Nutri Fusion Systems LLC ที่อยู่คือ เมือง Sandy รัฐยูทาห์  กล่าวโฆษณาสินค้าของตนคือ "HCG Fusion 30" และ "HCG Fusion 43” ทางอินเตอร์เน็ตว่า หลังจากการลดน้ำหนักที่เกินได้แล้ว ร่างกายต้องปรับสภาพสู่จุดสมดุลของน้ำหนักใหม่ ซึ่ง HCG ในรูป Fusion drop (ใช้หยดใส่ปาก) นั้นจะช่วยในการเผาผลาญไขมันที่พุงแทนการใช้พลังงานจากอาหาร ส่วนนาย Tom Hall จากบริษัท  Natural Medical Supply แห่งเมือง American Fork รัฐยูทาห์ ก็ได้กล่าวอ้างว่า ถ้าผู้บริโภคต้องการลดน้ำหนักก็ต้องกินสินค้าของเขาซึ่งเป็นสูตรผสม HCG ที่ปรกติแล้วเมื่ออยู่ในร่างกายชายหญิงทำหน้าที่นำเอาไขมันที่สะสมมาใช้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะไขมันจากสะโพก ต้นขา แก้มก้น โคนแขน และคาง เป็นต้น จนเหลือแต่กล้ามเนื้อที่ดูมีสุขภาพดี สินค้าของเขาความสามารถช่วยลดไขมันได้ถึง 1 ถึง 2 ปอนด์ต่อวัน แถมด้วยการเอาสารพิษที่อาจมีสะสมออกมาด้วย อาหารประหลาดมหัศจรรย์นี้สามารถช่วยให้ไม่หิวนักจนอยู่ได้ด้วยพลังงานแค่ 500 แคลอรี จากอาหารที่ขายพร้อมกัน สำหรับนาย Kevin Wright ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท Rightway Nutrition ในเมือง Bluffdale รัฐยูทาห์ ซึ่งขาย HCG Platinum LLC ได้โฆษณาชวนโง่ว่า สินค้านั้นช่วยลดน้ำหนักได้วันละปอนด์เพราะมีสมญาว่าเป็น “Fat burning” คือทำลายไขมันที่ร่างกายสะสม และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง พร้อมกับสามารถควบคุมความอยากอาหาร เป็นต้น ฝ่ายนาย Greg Grimshaw เจ้าของกิจการขายของบนอินเตอร์เน็ตเว็บ hcg-miracleweightloss.com ซึ่งมีที่ตั้งร้านขายของที่เมือง Orofino รัฐไอดาโฮ ซึ่งเหนือขึ้นไปจากรัฐยูทาห์ก็โฆษณาว่า สินค้าของเขาลดน้ำหนักได้ 30 ปอนด์ใน 30 วัน โดย HCG สามารถไปปรับระบบการทำงานของสมองส่วนไฮโปทาลามัสจนทำให้มีการลดน้ำหนักได้ถาวร ในขณะที่กล้ามเนื้อยังอยู่ดี และนาย Clint Ethington ซึ่งเป็น CEO บริษัท HCG Diet Direct เมือง Tuscon รัฐอริโซนา ซึ่งอยู่ตอนใต้รัฐยูทาห์นั้น ขาย “Ultimate Weight Loss & Metabolism Formula” ซึ่งปรับสมดุลร่างกายในแนวโฮมิโอพาธีย์โดยใช้อาหาร ซึ่งลดน้ำหนักได้วันละปอนด์เช่นด้วยกับสินค้าบริษัทอื่น และมีการปรับความสามารถตามธรรมชาติของร่างกายที่จะปรับเปลี่ยนให้เกิดสมดุลของร่างกายในการสะสมไขมัน มีข้อสังเกตว่า บริษัทที่ถูกเตือนเหล่านี้ถ้าไม่อยู่ในรัฐยูทาห์ (ซึ่งผู้เขียนไปเรียนหนังสือที่รัฐนี้) ก็อยู่รัฐทางเหนือหรือใต้ของยูทาห์ สำหรับรายละเอียดของจดหมายว่าเขียนสละสลวยด้วยภาษากฎหมายอย่างไรนั้น ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปอ่านได้ที่ www.fda.gov/hcgdiet สินค้าที่มีสาร HCG ผสมนั้นมักเป็นอาหารลดน้ำหนัก ซึ่งมักให้พลังงานเพียงมื้อละ 500 แคลอรีต่อวัน (ในขณะที่อาหารสำหรับคนทั่วไปควรให้พลังงานประมาณ 2,000 แคลอรี) โดยอาหารลดน้ำหนักเหล่านี้มักถูกโฆษณาว่าลดน้ำหนักได้ราววันละปอนด์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการใช้พลังงานของร่างกายให้ต่ำลง ซึ่งทาง อย. อเมริกันได้ฟันธงว่า ในความเป็นจริงการที่น้ำหนักตัวลดได้นั้นเป็นเพราะกินอาหารพลังงานน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่เพราะ HCG สาร HCG นี้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นยาในสหรัฐอเมริกาที่ต้องขายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น โดยเป็นยาที่ใช้ในสตรีที่มีบุตรยาก และอาการอื่นๆ แต่ไม่เคยมีการอนุญาตให้มีการใช้ในการลดน้ำหนัก ที่สำคัญก็คือ ที่ขวดใส่ยาจะมีคำเตือนว่า ยานี้ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนบอกว่าสามารถช่วยการลดน้ำหนักของผู้บริโภคที่เกิดจากการลดพลังงานในอาหารที่กิน ไม่มีผลในการจัดระเบียบการกระจายไขมันในร่างกาย และไม่ลดความอยากอาหารโดยเฉพาะเมื่อกินอาหารลดพลังงาน อันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้บริโภคอาหารอันตรายนี้โดยตรงคือ การที่มันให้พลังงานแค่ 500 แคลอรี ซึ่งต่ำกว่าครึ่งที่ร่างกายต้องการนั้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว เกิดความไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกายซึ่งส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ผู้บริโภคอาจขาดวิตามินที่สำคัญต่าง ๆ และอาจมีการเต้นของหัวใจผิดปรกติ ที่น่ากังวลในประเทศไทยนั้นคือ นักโภชนาการส่วนใหญ่มักใช้วิธีการลดพลังงานในอาหารของผู้รับบริการลดน้ำหนักแต่ละมื้อ มากกว่าการแนะนำให้เพิ่มการออกกำลังกายให้หนักขึ้น เพราะมนุษย์นั้นมีความลำบากในการก้าวข้ามความไม่ชอบผลลัพธ์บางอย่างของการออกกำลังกายได้แก่ ความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ การมีเหงื่อออกจนชุ่ม (ซึ่งอาจทำให้บางคนมีกลิ่นตัวรุนแรงจนตนเองยังทนไม่ไหว) ความกระหายน้ำและอื่น ๆ จึงต้องเสี่ยงต่อการกินอาหารพลังงานต่ำจนอาจถึงตายได้ ใน Wikipedia.org ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ HCG ว่าเป็นฮอร์โมน(สารที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อกระตุ้นให้อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงาน) ที่สตรีหลั่งออกมาเมื่อตั้งครรภ์ ซึ่งเข้าใจกันว่ามีบทบาทในการทำให้ตัวอ่อนเพิ่มขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าฮอร์โมนชนิดนี้พบว่าสูงขึ้นในใครก็ตามที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ชาย ผู้เขียนจึงขอฟันเสาธงเลยว่ามะเร็งได้มาเยือนแล้ว โดยธรรมชาติแล้ว HCG จะเป็นตัวทำให้ส่วนของรังไข่ที่เรียกว่า corpus luteum ซึ่งเป็นรอยที่เกิดขึ้นหลังจากไข่หลุดจากรังไข่แล้วสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีหน้าที่ทำให้มดลูกเตรียมความพร้อมต่างๆ ให้ตัวอ่อนได้เจริญตามปรกติ ที่สำคัญ HCG นี้มีสมบัติพิเศษติดตัวมาคือ สามารถกันไม่ให้ระบบภูมิต้านทานคือเม็ดเลือดขาวเข้าวุ่นวายกับตัวอ่อนในมดลูก เพราะตัวอ่อนนี้ว่าไปเปรียบเสมือนสิ่งแปลกปลอมที่อาจกล่าวว่า มันคือเนื้องอกที่ใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งที่สตรีนิยมให้เกิดในร่างกาย ประเด็นการป้องกันระบบภูมิต้านทานของ HCG นี้น่าสนใจเพราะในกรณีที่มีฮอร์โมนนี้เกิดขึ้นในร่างกายโดยไม่ตั้งครรภ์นั้น มีคำถามว่า ฮอร์โมนนี้จะไปช่วยป้องกันเซลล์มะเร็งที่เกิดเองตามธรรมชาติหรือถูกกระตุ้นให้เกิดเนื่องจากสารก่อมะเร็งที่เข้าสู่ร่างกายรอดพ้นจากการถูกกำจัดโดยเม็ดเลือดขาวหรือไม่ ที่น่าสนใจไปกว่าคือ การกิน HCG เข้าไปนั้น ฮอร์โมนนี้สามารถเข้าสู่กระแสโลหิตของผู้บริโภคจริงหรือไม่ ถ้าจริงฮอร์โมนนี้ไปมีผลต่อระบบภูมิต้านทานหรือไม่ แต่ในกรณีที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าระบบโลหิต นั่นก็หมายความว่าผู้บริโภคเสียค่าโง่ไปแล้ว สรุปแล้วผู้บริโภคฮอร์โมนประเภทนี้ในอาหารลดน้ำหนักมีแต่เจ๊งกับเจ๊งเท่านั้น ปัจจุบันทาง อย. ของสหรัฐอเมริกาได้ออกคำเตือนให้ผู้บริโภคที่กำลังใช้อาหารลดน้ำหนักสูตรเติม HCG นั้น หยุดการใช้ทันที โดยวิธีการง่ายๆ คือ โยนลงถังขยะ(อย อเมริกาใช้คำว่า throw it out) แล้วเลิกเชื่อคำแนะนำในการลดน้ำหนักแบบหักดิบโง่ ๆ คือกินอาหารพลังงานต่ำมาก ๆ เสียที และถ้าใครในสหรัฐอเมริกามีปัญหาเกี่ยวกับการใช้อาหารลดน้ำหนักผสม HCG ก็ให้ติดต่อ FDA’s MedWatch program ได้ ส่วนถ้าท่านอยู่ในเมืองไทย ก็ติดต่อมาที่สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เราคงพอช่วยคลายทุกข์ได้บ้างครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 133 ซื้ออย่างฉลาด ด้วยระบบแนะนำสินค้า

  ผู้เขียนเป็นนักซื้อ(shopper) ที่ไม่ดีเพราะเท้าไม่ติดดิน เนื่องจากเวลามีดินติดเท้ามักมีความรู้สึกว่ามันไม่สะอาด แต่ถ้าต้องลุยลงสนามเพื่อทำอะไรสักอย่างที่เลอะดินก็มักไม่ปฏิเสธเพราะเป็นเรื่องจำเป็นต้องสกปรก แต่ถ้าต้องสกปรกแบบไม่จำเป็น เช่น การเดินไปซื้อกับข้าวหรือวัตถุดิบในการปรุงอาหารจากตลาดทั่วไปของพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผู้เขียนมักปฏิเสธเพราะมีภาพพจน์ที่ไม่ดีเรื่องความแฉะของตลาดแบบนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วตลาดหลายๆ แห่งในกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่อื่นๆ ค่อนข้างแห้งและสะอาดแล้วดังนั้นผู้เขียนจึงยอมถูกกล่าวหาว่า นิยมชมชอบตลาดติดแอร์ ในแต่ละครั้งที่เดินในตลาดติดแอร์นั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดอยู่ตลอดเวลาคือ การตัดสินใจซื้อสินค้าอาหารนั้น เราควรใช้อะไรเป็นเกณฑ์ หลายคนรวมทั้งผู้เขียนในบางครั้งใช้ราคาต่อหน่วยน้ำหนักเป็นตัวตัดสินใจ เช่น กรณีกาแฟที่ขายในรูป 3 in 1 ซึ่งยี่ห้อไหนก็ไม่อร่อยเท่ากัน เหมาะต่อการดื่มเพื่อเลิกกาแฟหรือดื่มเพื่อบอกกระเพาะอาหารว่า ดื่มกาแฟแล้วนะเลิกอยากสักที ส่วนสินค้าอื่นบางชนิดที่ไม่ใช่อาหารเช่น ตู้เย็น อาจใช้เครื่องหมายการค้าเป็นตัวตัดสิน แต่เวลาที่ผ่านไปเครื่องหมายการค้าที่เชื่อถือนั้นบางครั้งก็ต้องเลิกเชื่อ เพราะข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่ไม่เคยเชื่อถือนั้นดีขึ้น จะเห็นว่าเกณฑ์ในการซื้อสินค้าของผู้เขียนไม่ได้เรื่อง ขาดรูปแบบที่ดี ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์สักเท่าไร การดูฉลากของอาหารนั้นก็ไม่ได้ช่วยสักเท่าไร เพราะขนาดผู้เขียนทำงานในหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องคุณภาพทางโภชนาการ บางครั้งก็งงกับตัวฉลากและรู้สึกว่าเป็นการสิ้นเปลืองในการทำฉลากอาหารตามวิธีการปัจจุบัน จนวันหนึ่งในปีที่แล้ว (พ.ศ. 2554) ก่อนจะรู้จักกับประสบการณ์น้ำท่วมหลายเดือน ผู้เขียนก็ได้ดูข่าวทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่มีรายงานข่าวถึงระบบที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ข่าวนั้นสั้นมากจนต้องเข้าไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แล้วนำไปสอนนักศึกษา ซึ่งก็ไม่ได้รับความสนใจจากนักศึกษาเท่าไร จนปีนี้เมื่อนำมาใช้สอนอีกครั้งปรากฏว่าได้รับการตอบสนองที่ดีขึ้น จึงคิดว่าน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง   ระบบการแนะนำสินค้าอาหาร ระบบการแนะนำในการซื้อสินค้าอาหารนั้น อาจมีหลายระบบ แต่ผู้เขียนหาพบเพียงสองระบบคือ ระบบ Guiding Stars และ NuVal โดยระบบแรกคือ Guiding Stars นั้นได้แบ่งระดับความน่าซื้อสินค้าไว้ด้วยการติดดาวซึ่งมีมากสุด 3 ดวง เมื่อเข้าไปในเว็บของ Guiding Stars นั้นก็ไม่ใคร่ได้ข้อมูลที่น่าสนใจสักเท่าไร ดังนั้นในฉบับนี้จึงจะขอกล่าวถึงเฉพาะระบบ NuVal ว่าเป็นอย่างไร ก่อนอื่นคงต้องเล่าให้ฟังว่า การแนะนำว่าสินค้าห่อใดควรซื้อหรือไม่นั้นเป็นระบบที่ร้านค้าในรูปของ Chain Stores จ้างหน่วยงานเอกชนทำการจัดระดับความน่าซื้อสินค้าอาหารต่างๆ โดยการให้ระดับความน่าสนใจ เช่น ดาว หรือตัวเลข ซึ่งในกรณีของ NuVal นั้นให้ตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดย 100 นั้นแสดงว่าอาหารนั้นมีความน่าซื้อที่สุดเมื่อคำนึงถึงสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับโดยคำนึงถึงสุขภาพที่ดี NuVal นั้นคำนึงถึงทั้งประโยชน์และโทษของสินค้าที่ผู้บริโภคได้ในแง่โภชนาการ สิ่งที่มีประโยชน์คือ สารอาหารทั่วไป ส่วนที่เป็นโทษนั้น เช่น น้ำตาลและเกลือแกง (เมื่อมากไป) โคเลสเตอรอล ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นไขมันเลว โดยข้อมูลทั้งดีและไม่ดีนั้นจะถูกนำมาผสมผสานเพื่อการตัดสินใจให้ระดับความน่าซื้อเป็นตัวเลขที่ประชาชน (ซึ่งเชื่อในหลักการของระบบนี้) ใช้ตัดสินใจซื้อได้ในเวลาไม่กี่วินาทีโดยไม่ต้องอ่านฉลาก (ซื่งมักแสดงด้วยตัวหนังสือเล็กจิ๋ว) นานนัก กระบวนการตัดสินใจให้ตัวเลขลำดับนั้นเป็น อัลกอริธึม (Algorithm) โดยที่อัลกอริธึมนั้นเป็นกระบวนการนำหลักเหตุผลและคณิตศาสตร์มาช่วยเลือกวิธีการหรือขั้นตอนการดำเนินงานต่อไปจนกระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้าย เป็นวิธีการที่ใช้แยกย่อยและเรียงลำดับขั้นตอนของกระบวนการในการทำงานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและแก้ไขปัญหา โดยผู้ที่เข้ามาดำเนินการในองค์กรเอกชนนี้เป็นทั้งนักวิชาการในวงการโภชนาการ สาธารณสุข และด้านการแพทย์ต่าง ๆ ฐานข้อมูลความรู้หลักที่ใช้ของ NuVal นั้นได้มาจาก  Institute of Medicine’s Dietary Reference Intakes ซึ่งให้ข้อมูลว่าสารอาหารอะไรที่มนุษย์ควรกินเข้าไป และข้อแนะนำการบริโภคอาหารของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า Dietary Guidelines for Americans ในการคำนวณหาตัวเลขนั้นหลังจากได้ข้อมูลแล้ว ข้อมูลที่ดีของอาหารที่สนใจจะเป็นตัวตั้งที่หารด้วยข้อมูลที่ไม่ค่อยดีของอาหารนั้น เพื่อให้เห็นภาพชัด ก็จะขอเสนอภาพที่ NuVal แสดงไว้ในเว็บ จะเห็นว่า ตัวตั้งหรือ numerator นั้นคือ สารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น ใยอาหาร วิตามินโฟเลท วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี วิตามินบี 12 วิตามินบี 6 โปแตสเซียม แคลเซียม สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก กรดไขมันโอเมกา 3 ไบโอฟลาโวนอยด์ แคโรตีนอยด์ เป็นต้น ส่วนตัวหารนั้นที่ยกตัวอย่างชัดๆ คือ ไขมันทรานซ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดปัญหาในการทำงานของหัวใจ เกลือแกงซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต น้ำตาลซึ่งเป็นต้นเหตุของเบาหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับ คุณภาพของโปรตีน ไขมัน พลังงานที่ได้ ค่าดัชนีน้ำตาล คือ ค่าที่บอกถึงอัตราการเพิ่มของกลูโคสในกระแสเลือดภายหลังจากการรับประทานอาหาร เป็นต้น ข้อมูลที่ได้จากเว็บของ NuVal นั้นไม่ละเอียดถึงขั้นว่า การนำข้อมูลมาใช้นั้นใช้หน่วยน้ำหนักอย่างไร หรือมีชนิดข้อมูลเท่าไร ทั้งนี้คงเป็นเพราะระบบของ NuVal นั้นมีลิขสิทธิ์ที่วิธีการประเมินให้ตัวเลขนั้นจึงลับพอควรแต่ก็อาจเข้าถึงได้ถ้าสนใจเป็นลูกค้าจริง ตัวอย่างสินค้าที่ได้ค่า NuVal แบบเสียไม่ได้คือ 1 นั้นได้แก่ น้ำอัดลมรสองุ่น ซึ่งบ้านเรามีขายหลายยี่ห้อ ส่วนสินค้าที่ได้ค่า NuVal สูง ๆ ได้แก่ หอมใหญ่เหลือง (yellow onion) และแอปเปิ้ลการา ได้ค่าระดับ 93 และ 93 ตามลำดับ ที่น่าสังเกตคือ สินค้าเกษตรนั้นมักได้ค่า NuVal สูง ทั้งนี้เพราะยังไม่มีการนำข้อมูลเกี่ยวกับพิษวิทยามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ความจริงแล้วผักผลไม้ดิบนั้นส่วนใหญ่มีสารพิษเกิดตามธรรมชาติปนอยู่แทบทั้งนั้น การทำลายสารพิษจะต้องใช้กระบวนการปรุงอาหาร เช่น ความร้อนเป็นวิธีการกำจัดสารพิษที่เกิดตามธรรมชาติดังนั้นเรื่องของสารพิษจึงยังเป็นจุดด้อยของ NuVal การขาดการนำขอมูลของการปนเปื้อนของสารพิษมาประกอบการให้ลำดับตัวเลข ทั้งที่สารพิษนั้นมีแน่ๆ นั้น อาจเป็นเพราะสารพิษที่เป็นองค์ประกอบของอาหารดิบ หรือที่อาจปนเปื้อนลงในอาหาร(ซึ่งรวมถึงแบคทีเรีย) นั้นเป็นข้อมูลด้านความปลอดภัยซึ่งต้องมีการวิเคราะห์เป็นครั้งๆ ไป (ไม่สามารถวิเคราะห์ครั้งเดียวแล้วใช้ไปตลอดชาติเหมือนองค์ประกอบทางอาหาร) จึงจะบอกได้ว่า มีหรือไม่มี ทั้งที่กฎหมายของทุกประเทศนั้นมักกำหนดให้ไม่มีหรือมีสารพิษในระดับไม่ก่ออันตราย แต่ข้อมูลประเภทนี้ในทางพิษวิทยาแล้วเป็นข้อมูลที่ต้องระบุเป็นความเสี่ยง ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนักในการตั้งระบบขึ้นด้วยองค์กรเอกชน แม้ในประเทศที่นำหน้าในเรื่องพิษวิทยาอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังทำได้เท่าที่ NuVal ทำ ประเด็นที่ผู้เขียนตั้งคำถามในเรื่องการดำเนินการของระบบแนะนำการซื้อสินค้าอาหารนั้นคือ ผู้ประกอบการที่สินค้าถูกให้คะแนนต่ำคงไม่พอใจ แล้วสามารถฟ้องร้องว่า NuVal หมิ่นประมาทสินค้าหรือบริษัทหรือไม่ ทั้งนี้เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่การค้าความนั้นเป็นอาชีพที่ได้เงินมากที่สุด หมอความนั้นค่อนข้างรวยกว่าหมอรักษาคน ผู้เขียนเข้าใจเอาเองว่า บริษัทเจ้าของ NuVal นั้นคงมีนักกฎหมายประเภทเซียนเหยียบเมฆเรียกพี่อยู่หลายคนแน่ๆ จึงยังอยู่รอดปลอดภัยได้ บทความนี้เขียนขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ให้ผู้อ่านวารสารฉลาดซื้อได้ทราบความก้าวหน้าของการทำฉลากอาหารในสหรัฐอเมริกา ไม่ได้หวังว่าบ้านเราจะมีการนำมาใช้เพราะเป็นการเพิ่มราคาของสินค้าอาหารให้สูงขึ้น เนื่องจากเป็นระบบที่แพงเหมาะกับประเทศที่ประชาชนมีความสนใจรักษาสุขภาพ หรือเป็นประเทศที่มีสุขภาพเป็นปัญหา เช่น สหรัฐอเมริกา

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 132 วัคซีนสมอง เข็มพิเศษ : อัพเดตเรื่องรังนก

  ช่วงปีใหม่ 2555 นี้ ผู้เขียนมีความสุข สนุก กับการจัดการบ้านที่ถูกน้องน้ำจัดการชั้นล่างเสียกระจุยตามความกรุณาของรัฐบาลที่ให้หยุดวันที่ 3 มกราคม เพิ่ม ผู้เขียนจึงจัดหนักในการซ่อมแซมบ้านจนเมื่อยล้า แบบว่าเกิดมาไม่เคยเป็นเช่นนี้ นับว่าเป็นความกรุณาอย่างสูงของฟ้าดินทีเดียว เมื่อเซ็งต่อการจัดการบ้าน ผู้เขียนจึงเข้าเน็ตเพื่อหาความรู้ ความบันเทิงตามภาษาคนกรุง ซึ่งไม่รู้จะไปไหนดี ก็พบบทความหนึ่งซึ่งเอาขึ้นเน็ตในเว็บนานาสาระที่น่าจะฮิตที่สุดของไทย ผู้เขียนมักเข้าเว็บนี้เพื่อไปอ่านหนังสือพิมพ์ บทความนี้น่าสนใจเพราะเป็นเรื่องอาหารการกินที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต แต่อาจมีผลทางจิตใจของสาวกมืออาชีพ บอกกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อมคือ เรื่องของรังนก ซึ่งเป็นประเด็นว่า ถ้าผู้บริโภคได้รับข้อมูลแล้วต้องมีหูที่หนัก(โดยไม่ต้องห้อยห่วงเหล็ก) อย่าหูเบาเด็ดขาด เพราะมันเป็นเรื่องของการโฆษณานั่นเอง ผู้เขียนนั้นโดยส่วนตัวไม่เคยพิศวาสการกินรังนก เพราะไม่ชอบลักษณะสัมผัส ที่สำคัญคือ เมื่อนึกว่ามันคือ น้ำลายนกที่ถ่มออกมาสร้างรังแล้ว น้ำลายตัวเองถ่มออกมายังกลืนกลับไม่ได้ (ต่างกับคนบางคนที่เวลาหาเสียงเวลาได้รับเลือกแล้วพูดอีกอย่าง ซึ่งเรียกว่าเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง) ดังนั้นพอเป็นน้ำลายนกก็เลยขอผ่าน และพยายามไม่สนใจกับข่าวคราวที่มีการโฆษณาสินค้านี้ แบบว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ใครชอบจะกินก็ไม่ว่ากระไร แต่พอเห็นบทความดังกล่าวก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะดูเป็นความรู้ใหม่ที่ไม่เคยพบ ผู้เขียนขอสำเนาเพียงบางส่วนมาให้ดูแล้วจะแสดงข้อมูลว่า เป็นบทความที่ดูจะไม่ตรงไปตรงมาเมื่อไปค้นข้อมูลที่พบได้ในเน็ต เว็บโปรดของผู้เขียนลงข่าวว่า   หลายคนคงสงสัย อะไรคือฟังก์ชันนัลฟู้ดและเกี่ยวอะไรกับรังนก วันนี้เรามาไขความกระจ่างกันว่าฟังก์ชันนัลฟู้ดคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องทานรังนก ฟังก์ชันนัลฟู้ด คืออาหารที่มีสารอาหารคุณค่าเต็มเปี่ยม มีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือไปจากคุณค่าทางอาหารหลักที่เราได้รับเป็นประจำทุกวัน .......ทำให้เรา ได้รับคุณค่าจากสารอาหารเพิ่มมากขึ้น พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ อาหารเสริมชั้นดีนี่เอง และรังนกคือฟังก์ชันนัลฟู้ดอีกหนึ่งทางเลือกค่ะ มีการโต้เถียงกันในวงกว้างว่ารังนกไม่มีสารอาหาร ราคาแพง แล้วทำไมเราถึงยังต้องทานและเลือกเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่คุณรัก คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ และจำได้จนขึ้นใจก็คือ รังนกน่ะมีสรรพคุณทางยาค่ะ แพทย์จีนแผนโบราณใช้รังนกเป็นอาหารในการฟื้นฟู........ เราไม่ได้พูดหรือกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ นะคะว่ารังนกเป็นฟังก์ชันนัลฟู้ดที่ดี แต่ที่พูดมาทั้งหมดน่ะ เพราะเรามีหลักฐานมาแบ่งปันกันให้ทราบแน่นอน งานวิจัยของดร. Kong และคณะในปี 1987 ระบุว่ารังนกประกอบด้วยสาร EGF (Epidermal Growth Factor) ซึ่งเป็นสารที่มีองค์ประกอบคล้ายเซลล์มนุษย์ ช่วยในการซ่อมแซมผิว ผลัดเซลล์ผิวและช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว พออ่านมาถึงตอนนี้ ความรู้อะไรเยอะแยะไปหมด น่าเบื่อจัง เอาเป็นว่ารู้กันพอหอมปากหอมคอก็พอค่ะโธ่! ที่แท้ เคล็ดลับความงามและอายุยืนของชาวจีนก็มีที่มาจากรังนกนี่เอง แบบนี้ต้องหามาลองกันซักหน่อยแล้ว   สิ่งที่ผู้เขียนสนใจก็คือ การอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าจริง ข้อมูลการเรียนการสอนด้านอาหารและโภชนาการ อาจต้องเปลี่ยนไปในเรื่องเกี่ยวกับรังนก แต่ผลปรากฏว่า ข้อมูลนั้นอ้างแบบเอาสีข้างเข้าถู ประการแรก ข้อความว่า “สาร EGF (Epidermal Growth Factor) ซึ่งเป็นสารที่มีองค์ประกอบคล้ายเซลล์มนุษย์.....” นั้นดูไม่ค่อยถูกต้อง เมื่อดูข้อมูลจาก wikipedia หรือเอกสารอื่น ๆ จะพบว่า EGF นั้นเป็นชีวโมเลกุลประเภทนำข่าวไปกระตุ้นให้เซลล์ที่มันเข้าไปติดต่อเตรียมแบ่งตัว ไม่ใช่องค์ประกอบของเซลล์ทั่วไป สาร EGF นี้ควบคุมที่จะให้เซลล์แบ่งตัวและพัฒนาเซลล์ให้ทำงาน ปรกติเซลล์ในร่างกายคนที่โตเต็มที่แล้วนั้นเลิกแบ่ง แต่มีการพัฒนาให้เป็นเซลล์ที่ทำงานตามข้อกำหนดของแต่ละอวัยวะที่มันอยู่ จะเห็นว่า เซลล์ตับ เซลล์ปอด เซลล์หัวแม่มือ ฯลฯ นั้นเมื่อนำมาส่องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเห็นมีลักษณะสัณฐานที่ต่างกัน ทั้งที่เมื่อมีการแบ่งเซลล์ใหม่ ๆ มีความเหมือนกัน ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า เซลล์มีการ Differentiation กล่าวคือ พอแบ่งตัวเสร็จเหมือนคนจบการศึกษารับปริญญาแล้ว ต้องพัฒนาตนเอง มีการแต่งตัวแต่งหน้าเพื่อทำงานเสียที และแต่ละเซลล์ที่อยู่คนละสำนักงาน(อวัยวะ) ก็แต่งตัวต่างกัน เซลล์ที่ทำงานแล้วนั้น โดยปรกติแล้ว EGF ไม่ควรกระตุ้นให้แบ่งใหม่เพราะถ้าแบ่งเกินจำเป็นและไม่แต่งหน้าแต่งตัวแล้ว เซลล์นั้นจะถูกสันนิษฐานว่า เกิดอาการผิดปรกติซึ่งอาจร้ายแรงถึงการเป็นมะเร็ง ดังนั้น EGF นั้นจึงไม่ใช่สารที่มีแต่ประโยชน์เท่านั้น อาจส่งผลก่อปัญหาได้ถ้าเซลล์ที่มีหน้าที่ปล่อยสารนี้ออกมา ไม่ถูกกาลเทศะ Wikipedia บอกว่า Epidermal growth factor can be found in human platelets, macrophages, urine, saliva, milk, and plasma. ดังนั้นคนเขียนบทความดังกล่าวจึงสรุปเลยว่า น้ำลายนก ซึ่งกลายเป็นรังนกนั้นก็ควรมีสารนี้ด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจมีหรือไม่ก็ได้ และถ้ามีอาจมีความสามารถในการกระตุ้นเซลล์มนุษย์ได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ได้ เนื่องจากยังไม่มีการพิสูจน์เรื่องนี้ทางวิทยาศาสตร์ ส่วนที่บทความดังกล่าวได้อ้างงานวิจัยของ Dr. Kong นั้น เป็นการอ้างถากๆ ทั้งนี้เพราะเรื่องนี้ผู้เขียนได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากเว็บ www.hkfsta.com.hk/articles/special/article7.htm ซึ่งเมื่อเข้าไปก็พบว่า มีบทความชื่อ Review of Scientific Research on Edible Bird's Nest เขียนโดย Shun Wan CHAN แห่งภาควิชา Applied Biology and Chemical Technology ของมหาวิทยาลัย Hong Kong Polytechnic University ว่า The first scientific evidence was given by Ng et al. (1986) in Hong Kong. Edible bird's nest aqueous extract was found to potentiate mitogenic response of human peripheral blood monocytes to stimulation with proliferative agents, Concanavalin A and Phytohemagglutinin A. It suggested that edible bird's nest might possess immunoenhancing effect by aiding cell division of immune cells. One year later, other scientific evidence was published by Kong et al. They demonstrated an epidermal growth factor (EGF)-like activity in aqueous extract of edible bird's nest that stimulated the DNA synthesis in 3T3 fibroblast in a dose dependent manner in vitro. ข้อมูลนี้สำคัญเพราะนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ Dr. Ng และคณะนั้นได้ทำการศึกษาและตีพิมพ์ผลงานวิจัยว่า สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกนั้นสามารถเสริมการทำงานของสารที่กระตุ้นการแบ่งเซลล์คือ Concanavalin A และ Phytohemagglutinin A (ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่สกัดออกมาได้จากถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฯ ที่เราบริโภคกัน สมัยที่ผู้เขียนทำวิจัยเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกก็เคยใช้สารนี้ในการกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของเซลล์เม็ดเลือดขาวหนูทดลอง) บทความดังกล่าวไม่ได้บอกว่า สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกกระตุ้นการแบ่งเซลล์เอง แต่บอกว่าเป็นการช่วยเซลล์ที่ถูกกระตุ้นแล้วให้แบ่งเร็วขึ้นมากกว่า ประการหนึ่ง อีกประการที่สำคัญคือ Dr Kong ซึ่งปรากฏในบทความของ Dr. Ng และคณะนั้นได้ถูกเขียนว่าเป็นผู้รายงานผลวิจัย (ในวารสารที่ผู้เขียนเชื่อถือ) ว่า สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกมีฤทธิ์ที่เรียกว่า epidermal growth factor (EGF)-like activity ซึ่งคำว่า like activity นั้นแปลแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า มีฤทธิ์คล้าย ซึ่งไม่ได้ระบุว่ามี เพราะอาจจะยังไม่มีการแยกสารนี้ออกมา (เหมือนกับเรื่องของซุปสกัดจากเนื้อสัตว์ที่บอกไม่ได้ว่า ผลที่ทำให้คนฉลาดขึ้นเกิดจากสารที่มีตัวตนหรือไม่) สรุปแล้วถ้าอ้างตามบทความที่ผู้เขียนค้นพบ ยังไม่มีใครออกมายืนยันว่า รังนก มีสาร EGF แต่อาจมีศักยภาพคล้ายการทำงานของสาร EGF ที่สำคัญเซลล์ที่ Dr. Kong ใช้ในการศึกษานั้นเป็นเซลล์ Fibroblast ที่ได้จากตัวอ่อนของหนูในท้องแม่ (ดูข้อมูลได้จาก Wikipedia) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความไวต่อการกระตุ้นให้แบ่งเนื่องจากเนื้อเยื่อตัวอ่อนที่อยู่ในท้องแม่นั้นโดยธรรมชาติต้องแบ่งอย่างรวดเร็วก่อนออกจากท้องแม่ ต่างจากเซลล์มนุษย์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ซึ่งมักมีความด้านต่อการกระตุ้นให้ทำอะไร ดังนั้นถ้า Dr. Kong คิดทำการศึกษาต่อ ก็คงต้องแนะนำให้ใช้เซลล์จากผิวแก้มของสาวๆ ที่กร้านแดดกร้านลมสักหน่อย จึงอาจจะนำผลมาเกี่ยวข้องกับรังนกได้ มีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มของ Dr. Herbst และ Langer ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง Epidermal growth factor receptors as a target for cancer treatment: The emerging role of IMC-C225 in the treatment of lung and head and neck cancer ในวารสาร Seminar in Oncology ชุดที่ 29 หน้า 27 เมื่อปี 2002 เป็นเชิงห่วงว่า อะไรก็ตามที่มี epidermal growth factor (EGF)-like activity นั้นอาจจะกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งที่อาจมีอยู่ในตัวผู้บริโภคแล้วเพิ่มปริมาณได้เร็วขึ้นกว่าเดิม (ทั้งนี้เพราะเซลล์มะเร็งนั้นเป็นเซลล์ที่พร้อมต่อการแบ่งตัวแบบไม่หยุดอยู่แล้ว) อย่างไรก็ดี Dr. Shun Wan CHAN แห่งมหาวิทยาลัย Hong Kong Polytechnic University ผู้เขียนบทความเรื่องรังนกนี้ ได้กล่าวว่าข้อมูลของ Dr. Herbst และ Langer ยังไม่ได้มีการยืนยันว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะเขาและคณะได้ทดลองศึกษาสารสกัดด้วยน้ำจากรังนกกับเซลล์มะเร็งที่มีอยู่คือ เซลล์มะเร็งเต้านม MCF-7 (ATCC HTB-22) และเซลล์มะเร็งตับHepG2 (ATCC HB-8065) ก็ไม่ได้พบว่าสารสกัดดังกล่าวกระตุ้นให้มีการแบ่งตัวเร็วไปจากที่เป็นอยู่ตามลักษณะของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ข้อสรุปในประเด็นสุดท้ายนี้เพื่อให้สมกับปี พ.ศ. 2555 ก็คือ ในการใช้สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกกับเซลล์มะเร็งซึ่งไวต่อการกระตุ้นให้แบ่งโดยธรรมชาติแล้วก็ยังไม่ได้ผล แล้วเซลล์ใบหน้าด้านๆ ที่ตากแดดตากลมมาอย่างน้อยเป็นสิบปีจะได้ผลอะไร คิดดูเองเถิดครับพี่น้อง ทุกท่านก็มีสมองที่มีน้ำหนักใกล้ๆ กันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าท่านจะใช้หรือไม่ใช้เท่านั้นในกรณีที่ได้รับข้อมูลการโฆษณาอาหารประเภทนี้  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 131 ความเพ้อเจ้อในเดือนธันวา

  บทความในฉบับนี้ยังคงเป็นควันหลงจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตคนอายุต่ำกว่าเจ็ดสิบปี ดังนั้นจึงยังไม่มีข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาเล่าให้ฟัง เพราะผู้เขียนเพิ่งได้เข้าไปที่ทำงาน ยังไม่ค่อยมีเวลาหาข้อมูลที่เกี่ยวกับอาหารและโภชนาการทางเน็ตสักเท่าใด จึงเป็นข้อมูลจากความรู้สึกล้วน ๆ มีคนกล่าวว่า คนไทยรักโลก รักสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ด้วยปาก คนที่ทำจะไม่พูด ส่วนคนที่พูดจะไม่ทำ (ยกเว้นเวลาสร้างภาพ) ซึ่งผู้เขียน ณ วันนี้แล้วคิดว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้น่าจะจริง เพราะเหตุน้ำท่วมใหญ่ปีนี้ นอกจากปัญหาการบริหารน้ำได้ไม่ดีแน่ๆ แล้ว การไหลลงของน้ำในลักษณะน้ำหลากอย่างรุนแรงก็เป็นการฟ้องที่ชัดเจนว่าเราขาดแคลนป่าไม้ ทั้งที่มีนโยบายปิดป่าไปตั้งนานแล้ว หรือว่าเป็นการปิดป่าแบบปิดประตูตีแมวก็ไม่รู้ ผู้เขียนลี้ภัยไปท่องเที่ยวที่หัวหินเสียหนึ่งเดือน รู้สึกประหลาดใจในความแล้งของภูเขาในส่วนอำเภอหัวหินเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างขับรถไปดูโน่นดูนี่ ก็เห็นการทำไร่ต่างๆ เต็มไปหมด แม้เนินเขาที่ไม่น่าออกโฉนดได้ก็ยังมีไร่สับปะรด ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ที่ประทับใจคือ สับปะรดพันธุ์ฉีกตา ซึ่งแปลกดีเพราะสามารถกินโดยไม่ต้องปอก แต่ความอร่อยก็งั้น ๆ ที่น่ากังวลคือ เศษดินที่อยู่ตรงตาที่ฉีกว่าจะเป็นสาเหตุของท้องร่วงหรือไม่ เรื่องการออกโฉนดได้ในที่ที่ไม่ควรออกได้นั้น ปรากฏการณ์น้ำท่วมคราวนี้เห็นได้ชัดมากกับการพบคลองตันในเขตบางขุนเทียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนประหลาดใจในหน่วยราชการที่ออกโฉนดแก่ผู้ขอโดยไม่ลืมหูลืมตา และคนกรุงเทพมหานครก็ควรตั้งตาดูว่า หลังน้ำท่วมแล้วจะมีการเช็คบิลกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือจะปล่อยให้ยายนวลถูกลอยอีก (ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล) ตามระเบียบ หลายครั้งที่ไปเที่ยวตามต่างจังหวัด เวลาไปพักตามรีสอร์ทที่มีสภาพป่าเขา ผู้เขียนมักรู้สึกสงสัยว่า การที่เรามาพักในที่แบบนี้เป็นการสนับสนุนการกระทำผิดในเรื่องการรุกป่าหรือไม่ แต่เรื่องแบบนี้คงพูดไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องไม่เห็นใครสนใจกัน เพราะต่างคนต่างก็รักป่าจนน้ำลายไหล เมื่อเราพูดถึงการประหยัดพลังงาน วันหนึ่งได้ไปกินข้าว (แบบจำใจ) ที่ร้านอาหารในสยามสแควร์ซึ่งราคานั้นเป็นสี่เท่าของร้านที่กินประจำที่สถาบันโภชนาการ เรื่องของราคานั้นไม่เท่าไร แต่ที่รู้สึกว่าคนไทยรักษ์พลังงานแต่ปากก็คือ เมื่อสั่งน้ำแข็งใส่น้ำชา สาวเสิร์ฟก็เอาน้ำชาร้อนๆ ควันพุ่งเทลงในแก้วน้ำแข็ง ซึ่งถ้ามองในแง่การประหยัดพลังงานแล้วมันเป็นความเลวร้ายมากที่เอาน้ำร้อนราดบนน้ำแข็ง มองในแง่ที่ดีคือ คนเสิร์ฟคงเข้าใจว่าได้ทำการฆ่าเชื้อโรคในน้ำแข็งด้วยการลวกน้ำร้อน การขึ้นลิฟต์ในสถานที่ทำงานเพียงสองสามชั้นทั้งที่มีการติดป้ายว่า ลิฟต์สำหรับขนของหนักและผู้พิการ ก็เป็นตัวอย่างการประหยัดพลังงานด้วยปาก ยิ่งถ้าเป็นสถานบริการต่างๆ แล้ว การขึ้นลิฟต์เพียงชั้นเดียวนั้น เป็นการเอาให้คุ้มกับเงินที่จ่ายไปกับบริการของสถานที่ ขณะที่เขียนบทความนี้ผู้เขียนยังต้องลี้ภัยน้ำท่วมมานอนที่คอนโดของพี่ภรรยา บนถนนราชดำริ ดังนั้นคงไม่ต้องประหลาดใจที่ต้องเล่าให้ฟังว่า ได้เห็นความหรูหรา ฟุ่มเฟือยของการใช้พลังงานไฟฟ้าของคนไทยที่ทำตัวเลียนแบบชาติที่ไม่ยอมลงนามในคำประกาศลดภาวะโลกร้อนที่เรียกว่า พิธีสารโตเกียว ตัวอย่างเช่น ตึกข้าง ๆ ที่ผู้เขียนอาศัยอยู่มีลักษณะเป็นกึ่งโรงแรมกึ่งคอนโด (ซึ่งชั้นหนึ่งมีสองหน่วยราคาซื้อต่อปัจจุบันคือ หน่วยละแปดสิบเจ็ดล้านบาท) เวลาตอนกลางคืนผู้เขียนมองออกนอกหน้าต่างก็เห็นหลายห้องเปิดไฟทั้งไม่มีคนอยู่จนเช้า บางห้องก็เปิดโทรทัศน์ตลอดเวลา อาจเปิดเป็นเพื่อนเพราะอยู่คนเดียวเลยกลัวผี ดังนั้นถ้าคนซึ่งอยู่ในป่าเขา สายไฟฟ้ายังลากไปไม่ถึงมาเห็นพฤติกรรมการใช้ไฟของคนมีสตางค์ บ้านเมืองนี้คงร่มเย็นยาก คนไทยเป็นคนฉวยโอกาสและขาดระเบียบเป็นที่สุด ยิ่งพอน้ำหลากมาจะท่วมกรุง คนไทยก็แสดงธาตุแท้ของการ เอาไว้ก่อนพ่อแม่มันสอนไว้ เช่น การกวาดซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคนเดียวหลายๆ กล่อง ไม่แบ่งปันให้คนข้างหลัง ย้อนกลับไปสมัยเราขาดแคลนน้ำมันปาล์ม ผู้เขียนไปซื้ออาหารที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ปิดป้ายประกาศว่า ครอบครัวหนึ่งซื้อน้ำมันปาล์มได้หกขวด สิ่งที่เห็นกับตาคือ การกวาดน้ำมันปาล์มลงจากชั้นสู่รถเข็นมากที่สุดเท่าที่ทำได้แล้วก็ให้เหล่าบริวารของอาเจ้ (ทั้งไทยและจีน) เอารถเข็นเข้ามารับไปที่ละหกขวดเพื่อไปจ่ายเงิน ซึ่งเป็นการเวียนเทียนนอกเทศกาลทางพุทธศาสนา โดยพนักงานของห้างสรรพสินค้านั้นได้แต่มอง พอถามว่า ทำไมไม่ห้าม พนักงานของห้างก็กล่าวว่าไม่กล้ากลัวโดนมธุรสวาจา ภาษาดอกไม้ทองของอาเจ้ทั้งหลาย ดังนั้นอย่างที่รู้ๆ กันว่า ถ้าประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าปรมาณูแบบที่หลายๆ คนต้องการให้มี โดยอ้างว่า เวียดนามก็ทำสัญญาแล้ว เขมรก็วางแผนแล้ว ไทยก็คงต้องมีบ้าง โดยไม่ดูตัวเองว่า คนไทยที่มีคุณภาพคือ มีจิตใจดีมีวัฒนธรรมความเป็นคนสูงนั้น ค่อนข้างน้อยมาก แล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุแบบที่เกิดกับเมืองฟูกูชิมะของญี่ปุ่นแล้ว การอพยพ หนีภัย แจกสิ่งของคงดูไม่จืดแน่ ย้อนกลับมาที่น้ำท่วมบ้านเราอีกที ผู้เขียนอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และในเน็ตพบว่า ยังไม่เห็นมีใครเขียนถึงเรื่องดังกล่าวคือ ความเรื่องมากของผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะพวกที่ไปลี้ภัยในมหาวิทยาลัยต่างๆ สิ่งได้ฟังมาคือ มีการเสนอความต้องการว่า ทำไมอาหารน้อย ทำไมอาหารไม่อร่อย ทำไมไม่เปิดแอร์ (บางมหาวิทยาลัยใช้บริเวณส่วนกลางของหอพัก ซึ่งไม่มีเครื่องปรับอากาศ เพราะให้เข้าไปอยู่ในห้องพักนักศึกษาไม่ได้เนื่องจากยังมีของใช้ส่วนตัวของนักศึกษาอยู่) โดยที่ผู้อพยพไม่ได้มองว่า ค่าใช้จ่ายในเรื่องดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเป็นเงิน ซึ่งอาจเป็นเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน ประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้น่าจะแสดงให้เห็นว่า คนไทยขาดการชี้นำและอบรมให้รู้จักรับภัยธรรมชาติ เพราะเราคิดกันว่า ประเทศไทยไม่ควรมีภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงดอก อย่างสึนามิที่มีมาก็คงอีกร้อยปีกระมังถึงจะเกิดอีก ที่มีการซ้อมก็เริ่มซาๆ ไป สักวันหนึ่งหอเตือนภัยก็คงเหมือนเสาโด่ธรรมดาที่เตือนภัยไม่ได้ เพราะขาดการบำรุงรักษาเยาวชนไทยเราขาดการศึกษาในสิ่งที่ควรมีประจำตัวหลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่ความซาบซึ้งในความรู้เรื่องการกินอาหารให้ถูกหลักการทางโภชนาการ ความรู้ในวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมที่ถูกชำแหละให้ไปอยู่ในวิชาประหลาดๆ ที่ดูดีแต่เลว เพราะสอนแล้วก็ทำกันไม่ได้ ซึ่งผิดกับข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตของรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่มักสอนทุกเรื่อง ตั้งแต่อาหารโภชนาการจนถึงแผ่นดินไหว และการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูว่า เด็กควรทำตัวอย่างไร ในวันหนึ่งถ้าเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพเกินหกริกเตอร์ อะไรจะเกิดขึ้น ผู้เขียนนึกภาพไม่ออกว่าผู้เขียนจะทำตัวอย่างไร เพราะไม่เคยเรียนรู้หรือฝึกปฏิบัติ แม้แต่การหนีไฟที่อาจเกิดที่ทำงาน ผู้เขียนจำได้ว่าไม่เคยซ้อม ซึ่งว่าไปก็ดูเป็นความประมาท เพราะเมื่อถามตัวเองว่า ถ้าเกิดปัญหาสาธารณภัยขึ้นมา เราจะคว้าอะไรออกไปกับตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะออกวิ่งแต่ตัวเปล่าโดยไม่เอาบัตรประจำตัวประชาชนไว้แสดงกับเจ้าหน้าที่ราชการ ซึ่งมักไม่สามารถจะตรวจสอบว่า คนที่ประสบภัยคือใคร ทั้งที่เวลาทำบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดนั้น มีทั้งรูปถ่ายปัจจุบันและลายนิ้วมือตั้งหลายนิ้ว แค่ใส่ชื่อในคณิตกรณ์หรือคอมพิวเตอร์นั้น ถ้าระบบดีจริงก็ควรตรวจหาได้ว่า ใครเป็นใคร อาจต้องรอให้มีการพิมพ์ลายนิ้วอย่างอื่นเพิ่มกระมัง ถึงจะสามารถพิสูจน์สถานภาพของผู้เคราะห์ร้ายจากการสืบค้นด้วยคณิตกรณ์ นอกจากบัตรประจำตัวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแสดงตัวตนแล้ว ถ้ามีการเตรียมพร้อมให้ดีก็ควรมีอาหารแห้งที่ไม่ใช่ บะหมี่อาม่า เพราะหลายคนอาจจดจำความขมขื่นในการกิน อาม่า ไปจนวันตาย ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า มหาวิทยาลัยในเมืองไทยขาดการทำวิจัยถึงการผลิตอาหารในยามวิกฤตที่มนุษย์สามารถกินได้แบบที่ยังคงความเป็นมนุษย์ไว้ เช่น อาจมีข้าวหลามไส้หมูสับพร้อมผักในภาชนะพลาสติกปลอดเชื้อ ซึ่งไม่ต้องใช้ความร้อนก่อนบริโภค เหตุที่ควรเป็นข้าวหลามก็เพราะมันอร่อยกว่าข้าวสวย และไขมันของกะทิก็ยังช่วยถนอมอาหารได้พอควร ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์ทางวิทยุในเรื่องประเด็นอาหารในช่วงวิกฤตน้ำท่วมว่า ควรเป็นอย่างไร (โดยไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องมีประสบการณ์ เนื่องจากคิดว่ารัฐบาล เอาอยู่) ซึ่งในหลักการแล้ว อาหารที่ดีควรจะบูดเสียยาก เช่น ข้าวผัด ทั้งนี้เพราะน้ำมันที่เคลือบเมล็ดข้าวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ดี ผู้เขียนจำได้ว่า ครั้งหนึ่งที่ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แล้วเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น ทางกรุงเทพมหานครได้ส่งข้าวหลามไปช่วยชาวญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นก็ยังประทับใจไม่ลืมการจัดของยังชีพที่มีแต่ อาม่า และอะไร ๆ ที่มีแค่ยังชีพได้นั้น เป็นการช่วยที่คนได้รับคงลืมไม่ลงในความยากลำบาก ณ วันนี้น้ำลดเกือบหมด (บ้านผู้เขียนที่ถนนศาลาธรรมสพน์ ยังมีน้ำขังอยู่นิดหน่อยและยังขึ้นลงตามปริมาณน้ำในคลองหลังหมู่บ้าน) ถามว่า อนาคตจะเป็นอย่างนี้อีกหรือไม่ ร้อยทั้งร้อย ทุกคนตอบแบบมั่นใจว่า ปีหน้ามีแน่และอาจจัดหนักกว่าปีนี้ ตราบใดที่การบริหารน้ำของประเทศยังเป็นระบบแบบที่เป็นอยู่ ดังนั้นเราควรเตรียมตัวอย่างไรกับอาหารที่จะกักตุนเวลาน้ำท่วม หลายท่านอาจเคยดูรายการทีวีที่ออกมาแนะนำเรื่องการเตรียมอาหารเพื่อสู้น้ำท่วมต่างๆ นานา ซึ่งไม่มีอะไรผิดเลย ถ้าท่านจะปักหลักอยู่กับน้ำอย่างมีความสุข แต่ผู้เขียนได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีคุณพ่อที่เกษียณจากกรมชลประทานเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อสอนว่าชาวไทยชนบทนั้นไม่เคยคิดจะสู้กับน้ำท่วมเลย เพราะประเทศเราต้องมีการท่วมเป็นประจำ ดังนั้นต้องรับน้ำเข้าบ้านแล้วส่งต่อให้ไปไกลๆ เลย การต่อสู้ไม่ว่าด้วยถุงใหญ่หรือถุงเล็กนั้น อย่างไรก็แพ้ ดังนั้นถ้าเป็นแบบนี้ ก็คงต้องใช้หลักการที่มีคนกล่าวในยูทูปว่า น้ำท่วมให้แจว ไปหาที่อยู่ที่อื่น เหมือนที่มีนักวิชาการของศูนย์ที่ผู้เขียนไม่ต้องการจะเอ่ยนามแนะนำในตอนแรกของการเกิดน้ำท่วมคราวนี้ว่า ให้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะท่องเที่ยวไทยเป็นการพักร้อนที่ได้เงินเดือนฟรีสำหรับข้าราชการหรือพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างผู้เขียน สรุปท้ายบทความนี้คงต้องกล่าวว่า ช่วงเวลาหนึ่งเดือนกว่านั้น เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตไร้ความหมายเกือบที่สุดของชีวิต ข้อดีที่เกิดขึ้นคือ การทบทวนว่าเราโชคดีหรือโชคร้ายที่มีโอกาสได้อยู่กันแบบครอบครัวทั้งวันทั้งคืน เมื่อต้องอพยพไปอยู่ในต่างถิ่น ผู้เขียนยังโชคดีกว่าที่ไม่ต้องเข้าศูนย์พักพิง ซึ่งหลายท่านต้องเข้า ดังนั้นความดีความชอบที่เกิดในช่วงอุทกภัยนี้ควรจะยกให้ใคร เกือบทุกท่านคงตอบได้นะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 130 วิกฤตที่ขาดโอกาสของคนไทย

  บทความฉบับนี้เกิดขึ้นอย่างทุลักทุเลที่สุดในชีวิตของผู้เขียน เพราะต้องกลายเป็นผู้ประสบอุทกภัยที่เป็นฝันร้ายสุดๆ ในชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเลยว่า คำประกาศของหน่วยงานที่รัฐจัดตั้งขึ้นจะทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนต้องเปลี่ยนแปลงไปแบบคาดไม่ถึง เพราะประชาชนส่วนมากเชื่อว่า น้ำคงท่วมไม่มาก แค่ตาตุ่ม หรือหัวเข่า ซึ่งถ้าเป็นจริงมันก็แค่ชิล ๆ แต่ปรากฏว่า ก็แค่ตาตุ่มหรือหัวเข่าจริงเพียงแต่ว่ามันแค่ตาตุ่มหรือหัวเข่าเมื่อคนให้ข่าวเอามือเดินต่างเท้าเท่านั้น เพราะเมื่อวัดระดับน้ำท่วมจริงมันดันกลายเป็นเมตรครึ่งไปได้อย่างไร สุดท้ายผู้เขียนเลยต้องอพยพไปอยู่หัวหินแบบเตรียมตัวเกือบไม่ทัน เพราะรอน้องน้ำตั้งนานก็ไม่มา แต่พอหล่อนมาก็เหมือนปลาวาฬไปเลยคือ เร็วมาก เพราะหล่อนข้ามคันกั้นน้ำคลองมหาสวัสดิ์พรวดเดียวถึงถนนศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา ที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ จนวันนี้เป็นเช้าวันที่สิบเอ็ดซึ่งตรงกับวันลอยกระทงแล้ว เมื่อตรวจสอบข่าวน้ำท่วมที่บ้านผู้เขียนก็พบว่า ยังไม่เห็นแนวโน้มการลดลงของระดับน้ำเลย มีแต่จะเพิ่มเพราะน้ำทะเลหนุนในวันลอยกระทงวันนี้ มีแพทย์ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ทางทีวีช่อง TNN ที่รับสัญญาณผ่านจานดาวเทียมทำนายว่า การระบายน้ำที่ท่วมบ้านประชาชนนั้นจะทำได้ดีทันทีที่ลอยกระทงผ่านไป เพราะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและท่าจีนจะลดต่ำกว่าตลิ่งเป็นเวลาหลายวัน ซึ่งจะทำให้การระบายน้ำทำได้วันละหลายร้อยล้านลูกบาศ์กเมตร นี่เป็นข่าวที่ให้ความหวังเดียวในเรื่องน้ำลด ตั้งแต่ผู้เขียนมาอยู่หัวหิน ว่าไปช่วงวิบัติภัยที่เกิดขึ้นกับคนไทยนี้เป็นโอกาสที่ทำให้ผู้เขียนได้ทำอะไรๆ ที่ไม่เคยทำเป็นครั้งแรก เช่น การเขียนบทความนี้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดวางตัก (lab top) ซึ่งแต่แรกผู้เขียนรู้สึกว่า มันน่าจะยากเพราะลักษณะการใช้งานมันไม่คล่องนิ้วเหมือนชนิดวางโต๊ะ (desk top) แต่พอใช้ๆ ไป มันก็แก้ขัดได้ไม่เลวนัก สิ่งใหม่ประการที่สองที่ได้ทำคือ การดูทีวีผ่านจานรับสัญญาณดาวเทียมแบนจานใหญ่เท่ากระทะเจียวไข่ ซึ่งให้สัญญาณราวห้าสิบช่อง ทำให้สามารถตามข่าวน้ำท่วมได้ทั้งทางฟรีทีวี และทีวีข่าวอย่าง สปริงนิวส์ ทีเอ็นเอ็น หรือ เนชั่น ได้ทั้งวันเสียที การดูทีวีผ่านดาวเทียมนั้น ความจริงผู้เขียนก็ทำใจอยู่แล้วว่า นอกจากจะได้ดูข่าวที่ไวกว่าฟรีทีวีแล้วอาจต้องดูขยะที่เป็นการขายสินค้าหลอกลวงผู้บริโภค แต่ก็ไม่เคยนึกว่า การหลอกลวงนั้นมันจะโจ่งครึ่มแบบที่ได้เห็น ยกตัวอย่างรายการขายสินค้าที่เป็นสารสกัดจากผักผลไม้ ซึ่งท่านผู้อ่านคงเดาได้ว่า ผู้ขายสินค้านั้นต้องเรียกว่า น้ำเอนไซม์ ซึ่งเป็นการขายสินค้าโดยมีพิธีกรผู้หญิงสัมภาษณ์ลูกจ้างของบริษัทขายสินค้านั้นโดยเรียกเขาผู้นั้นว่า อาจารย์ ซึ่งผู้เขียนขอแปลงเป็น อาชาม แล้วกัน เพราะข้อมูลเกี่ยวกับเอนไซม์ที่เขาผู้นั้นกล่าว เป็นเรื่องมั่วที่สุดทางชีวเคมีที่เคยได้ยินมา ข้อมูลมั่ว ๆ ที่เคยได้ยินผ่านมา และที่มาได้ยินในวันนั้นทางทีวีดาวเทียมก็มีหลายประการเช่น การบอกว่าในน้ำสกัดผักที่บรรจุขวดขายนั้นมี เอนไซม์บริสุทธิ์ บรรจุอยู่ ทั้งที่ความจริงแล้วของเหลวที่อยู่ในขวดนั้นเป็นเพียงสารสกัดน้ำชนิดหยาบ (crude water extract) จากผักผลไม้เท่านั้น ที่สำคัญก็คือ เอนไซม์หลายชนิดของสิ่งมีชีวิต เมื่อถูกสกัดออกมาจากเซลล์ ไม่ว่าจากพืชหรือสัตว์แล้ว มักไม่ค่อยอยู่ตัวในสภาวะที่เป็นอุณหภูมิห้อง ดังจะเห็นได้จากการเรียนวิชาปฏิบัติการทางชีวเคมีในระดับมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับเอนไซม์นั้น ส่วนใหญ่จะต้องทำให้สภาวะแวดล้อมเย็นโดยการแช่สารละลายที่สกัดได้ในอ่างควบคุมอุณหภูมิไม่เกินสี่องศาเซลเซียส มีเอนไซม์เพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถทนอุณหภูมิห้องได้ เมื่อถูกสกัดออกมาเป็นสารละลาย ยกตัวอย่างให้เห็นได้คือ ยางมะละกอ หรือน้ำสับปะรด ซึ่งมีเอนไซม์กลุ่มที่สามารถช่วยย่อยโปรตีนของเนื้อสัตว์ให้เกิดอาการยุ่ยเคี้ยวได้ง่ายที่อุณหภูมิห้อง และมีเอนไซม์บางชนิดที่สกัดได้จากตับอ่อนสัตว์ที่ได้จากโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งเอนไซม์นั้นจะถูกนำไปทำให้เป็นผงด้วยกรรมวิธีค่อนข้างพิเศษหน่อยที่ไม่มีความร้อนเข้าไปเกี่ยวข้อง จากนั้นจึงนำมาผสมกับส่วนผสมปั้นเป็นเม็ด นำมาขายเป็นยาช่วยย่อยแก่ผู้มีปัญหาการย่อยอาหารไม่ค่อยดี ซึ่งมักมีอาการท้องอืดหลังมื้ออาหาร ดังนั้นของเหลวในขวดที่มีสัญลักษณ์ผ่านการขึ้นทะเบียนของ อย แล้วนั้น จึงไม่น่าเชื่อว่ามีเอนไซม์จริง โดยประเด็นการผ่านการจดทะเบียนจาก อย นั้นเป็นเรื่องเก่าแล้วว่า ทำไม อย ถึงยอมให้ขึ้นทะเบียน เพราะคำตอบที่เคยได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ อย คือ สินค้านั้นขึ้นทะเบียนเป็น เครื่องดื่มธรรมดา แต่เวลามาโฆษณาขายทางทีวีนั้นผู้ขายก็ได้ยกระดับสินค้าจนดูกลายเป็นสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ อีกทั้งการโฆษณาผ่านทีวีในลักษณะนี้ไม่ได้มีการขออนุณาตทาง อย แน่นอน เพราะไม่มีสัญลักษณ์การผ่านการขออนุญาตตลอดการแพร่ภาพทางทีวี (ฆอ.) กลับมาที่อาชามที่มาขายเอนไซม์ในขวดดีกว่าว่า คนเหล่านี้จะมีลักษณะเหมือนๆ กันคือ อาจเคยเรียนวิชาชีวเคมีมาจากสถานศึกษาที่สอนวิชานี้แบบไม่จริงจัง คือ สักแต่สอนให้ได้ชื่อว่ามีวิชานี้ในหลักสูตร เหตุที่ผู้เขียนกล้ากล่าวเช่นนี้เพราะ เวลาผู้เขียนออกข้อสอบคัดเลือกนักศึกษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาโทที่ผู้เขียนรับผิดชอบนั้น ความรู้ทางชีวเคมีเป็นความรู้หลักที่ต้องตรวจสอบ ซึ่งนักศึกษาที่มาจากมหาวิทยาลัยที่มีคนสอนวิชาชีวเคมีไม่ดีนั้นจะตอบไม่ได้เลยในเรื่องเกี่ยวกับเอนไซม์ เรื่องแบบนี้ถ้าท่านผู้อ่านไม่เชื่อก็ลองถามลูกหลานที่เคยเรียนวิชาชีวเคมีในระดับปริญญาตรีว่า เอนไซม์ คืออะไร มีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไรในชีวิตประจำวัน แล้วท่านผู้อ่านจะได้เห็นตัวอย่างของความสูญเปล่าทางการศึกษาที่แท้จริงว่า นักศึกษาร้อยละกว่าเก้าสิบห้าขึ้นไป เรียนวิชาชีวเคมีในระดับปริญญาตรีเพียงเพื่อผ่าน ทั้งที่ชีวเคมีเป็นวิชาที่สำคัญที่สุดในชีวิตประจำวันของมนุษย์วิชาหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกานั้น วิชาชีวเคมีมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลเร็วมาก และเป็นวิชาบังคับที่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพทุกสาขาและวิทยาศาสตร์กายภาพบางสาขาต้องเรียน และเมื่อเรียนแล้วเวลาผ่านไปประมาณห้าปี แล้วนักศึกษาผู้นั้นยังไม่จบการศึกษา หลายมหาวิทยาลัยมีข้อบังคับว่า นักศึกษาผู้นั้นต้องกลับไปเรียนวิชาชีวเคมีพื้นฐานระดับบัณฑิตศึกษาใหม่ ในขณะที่เมืองไทย แค่ผ่านก็พอ จากนั้นความรู้ที่อาจได้บ้างก็คืนอาจารย์ไป ดังนั้นเมื่อดูทีวีผ่านดาวเทียมมีอาชามมาอธิบายว่า เอนไซม์ในขวดที่บรรจุน้ำสกัดผักผลไม้นั้นสามารถทะลุทะลวงให้เส้นเลือดในสมองที่บีบตัวขณะเกิดอาการไมเกรนเนื่องจากมีขยะในเส้นเลือดหายไป ทำให้อาการปวดหัวไมเกรนดีขึ้น ผู้เขียนก็ได้แต่ปลงอนิจจังว่า การหลอกลวงแบบที่เอาคนที่ไม่มีความรู้มาอธิบายขายสินค้าเฮงซวยนี้ มันคงแก้ไขอะไรไม่ได้แน่ เพราะแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ช่วงเวลาที่แม่บ้านดูทีวีหลังทำงานบ้านเสร็จในตอนสายๆ หรือบ่ายๆ ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นไม่ต่างกับในไทย ท่านผู้อ่านที่มีความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ถ้าเป็นคนช่างสังเกตหน่อยจะเห็นว่า ข้อมูลการหลอกลวงในการขายสินค้าเกี่ยวกับอาหารส่วนใหญ่นั้น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิชาชีวเคมีแทบทั้งนั้น เพราะสารชีวเคมีนั้นมีความเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ และเรื่องราวเกี่ยวกับชีวเคมีนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างลึกซึ้ง ซึ่งหาคนสอนให้เด็กไทยเข้าใจได้ค่อนข้างยาก จริงอยู่เรามีนักวิทยาศาสตร์สาขาชีวเคมีในระดับพอคุยได้ว่าตัดแต่งพันธุกรรมได้ แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มักจะเข้าใจในวิชาชีวเคมีก็ต่อเมื่อไปเรียนวิชานี้อีกครั้งในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะแสดงว่าการเรียนการสอนวิชาชีวเคมีในประเทศไทยนั้น ยังมีปัญหา ประเด็นปัญหาที่สำคัญในการสอนชีวเคมีในประเทศไทย คือ ทำอย่างไรจึงจะให้นักศึกษาที่ผ่านวิชานี้เข้าใจในความรู้ที่สามารถใช้ป้องกันการถูกอาชามต่างๆ มาหลอกลวงขายสินค้าเฮงซวยที่เกี่ยวข้องกับชีวเคมีได้ ท่านผู้อ่านอาจนึกไม่ถึงว่า แค่การซักผ้านั้นก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวเคมีในชีวิตประจำวันที่เราควรเข้าใจให้ดี ทั้งนี้เพราะมีการหลอกลวงหรือพูดผิดๆ ถูกๆ ในการโฆษณาขายผงซักฟอกเป็นประจำทางจอทีวีโดยที่ไม่มีนักชีวเคมีระดับตัดแต่งพันธุกรรมได้มาช่วยให้ประชาชนเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ผงซักฟอกที่ดีนั้นควรดูจากอะไร หรือทำอย่างไรจึงจะให้เด็กไทยที่ต้องจบการศึกษาภาคบังคับมีความรู้ด้านชีวเคมีในชีวิตประจำวันเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกหลอกลวงได้ ผู้เขียนมักออกข้อสอบถามนักศึกษาว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับการซักผ้าที่เปื้อนเหงื่อจากการออกกำลังกายโดยไม่ใช้ผงซักฟอกหรือสบู่ในการซักผ้าชิ้นนั้น คำตอบซึ่งมักถูกคือ ผ้าชิ้นนั้นมีกลิ่นเหม็น แต่พอถามต่อว่า แล้วทำไมเมื่อใช้ผงซักฟอก(โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็น ซิลเวอร์นาโน) แล้วทำไมผ้าชิ้นนั้นจึงไม่เหม็น ทั้งที่อาจตากให้แห้งในตอนกลางคืน คำตอบที่ได้มักอยู่ในระดับที่ต้องให้คะแนนเท่ากับ ศูนย์ ตัวอย่างความไม่รู้ในเรื่องการซักผ้าให้สะอาดนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เด็กที่ผ่านการศึกษาภาคบังคับนั้น ขาดตกบกพร่องในเรื่องความรู้เกี่ยวกับชีวเคมีที่ควรรู้ ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่สินค้าที่มีกลูตาไทโอน โคเอนไซม์คิวเท็น คอลลาเจน น้ำมันปลาจากทะเลลึก จึงยังขายได้เป็นล่ำเป็นสัน โดยที่ประชาชนมิได้รู้ตัวเลยว่า สิ่งที่กินเข้าไปนั้นมันของเสียเปล่า กินหรือไม่กินค่าก็เท่ากัน คุณภาพของประชาชนขึ้นกับคุณภาพของการศึกษาที่ประชาชนได้รับนั้น เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้แล้วในยุคสมัยที่มีคนโพสต์ในเน็ตว่า ความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมนั้นเกิดจากการที่เราเลือกผู้บริหารประเทศได้ในระดับที่เป็นอยู่นี้ ซึ่งเป็นยุคที่เด็กเน็ตเขาเรียกว่า ยุคเอาปัญญาชนไปกรอกถุงทราย เอาปัญญาควายไป…

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 129 วัคซีนสมอง (เข็มที่ 3) มหัศจรรย์น้ำผัก

  ผู้เขียนเป็นคนตื่นนอนเช้าราวตีสี่ถึงตีห้า ไม่ใช่ว่าขยันอะไรหนักหนา แต่เป็นเพราะมักเกิดอาการหิวในช่วงเช้าตรู่ และถ้าไม่ได้กินอาหารจะเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหัวไมเกรนเอาง่ายๆ ยกเว้นกรณีเดียวคือ พอตื่นมาแล้วได้ออกกำลังไม่ว่าจะทำงานบ้านหรือเล่นกีฬา ก็สามารถเลื่อนไปกินอาหารเช้าได้ราว 7 โมงเช้า ความที่นอนตื่นเช้า เลยมักมีโอกาสได้ดูอะไรหลายๆ อย่างทางโทรทัศน์ที่เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการโฆษณาขายสินค้าหลอกลวงผู้บริโภคต่างๆ ยังไม่ตื่น ความจริงสินค้าหลายอย่างที่โฆษณาขายนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่คำพูดที่ใช้โฆษณานั้นเป็นตัวก่อปัญหา เนื่องจากเป็นคำโฆษณาที่ไร้ปัญญาหรือเจตนาจะหลอกลวงผู้บริโภคเอาดื้อๆ โดยคนที่โฆษณานั้นส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มีอาชีพตบตาคนทั่วไปเป็นอาจิณคือ  นักแสดง นั่นเอง สินค้าที่กระทบใจผู้เขียนว่า ไม่ควรมีการโฆษณาเพ้อเจ้อขนาดนี้คือ เครื่องสกัดน้ำผลไม้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันก็คือเครื่องปั่นแยกกากเพื่อให้เราคั้นน้ำผลไม้กินได้สะดวกขึ้นนั่นเอง ผู้เขียนเคยซื้อไว้ชุดหนึ่งให้นักศึกษาใช้ในห้องปฏิบัติการที่สถาบันราคาประมาณ 300 บาท ซึ่งเป็นของลดราคาแต่คุณภาพปรกติ และปัจจุบันก็ยังใช้อยู่เรื่อยๆ ตามความจำเป็นในการทำวิจัย ส่วนเครื่องสกัดน้ำผักผลไม้เพื่อให้ได้เอนไซม์มากินบำรุงร่างกายที่มีโฆษณาขายทางโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ทนั้น มีตัวอย่างราคาที่พบในการโฆษณาทั่วไปเช่น “ราคาช่วงแนะนำ 15,900 บาท เหลือ 14,900 บาท กรุงเทพ ปริมณฑล จัดส่งฟรี ต่างจังหวัดค่าขนส่ง ทั่วประเทศ 300 บาท พร้อมบริการหลังการขายที่ครบครัน ทั้งอะไหล่ และบริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ XXXHome Product โทร. 081 8357YYY, 02 4131ZZZ และ Fax. 02 8698AAA ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทเครื่องคั้นแยกกากน้ำผัก ผลไม้ เพื่อสุขภาพ แบรนด์ดังของอเมริกา สั่งผลิตและติดแบรนด์ของตนเอง ตัวอย่างเช่น OBAMA (ชื่อสมมุติ) รุ่น VRT 330 (HD) และ VRT350 และอีกหลายแบรนด์ดัง สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย YAHOM (นี่ก็ชื่อสมมุติ) รุ่น HU-100 เป็นรุ่น TOP สุด เทียบเท่า OBAMA VRT350 ในประเทศสหรัฐอเมริกา” และมีอีกเครื่องหนึ่งโฆษณาในเว็บเดียวกันว่า “มีราคาช่วงแนะนำ คือ 22,500 บาท กรุงเทพฯ ปริมณฑล จัดส่งฟรี” พร้อมกำกับคำโฆษณาว่าเหมาะสำหรับใช้สกัดน้ำผักจากต้นอ่อนข้าวสาลี ซึ่งฝรั่งนิยมดื่มกัน เข้าใจว่ามันคงมีกลิ่นรสคล้ายน้ำสกัดจากหญ้า เพราะข้าวสาลีก็เป็นหญ้า ดังนั้นเครื่องนี้คงเหมาะกับคนที่สมองมีปัญญาคิดในระดับใด ท่านผู้อ่านคงพอเดาได้ ความจริงการดื่มน้ำผักและน้ำผลไม้เป็นเรื่องที่ดี น่าสนับสนุน แต่ผู้ดื่มก็ควรดื่มอย่างมีสติ รู้จักใช้ปัญญาคิดว่า ต้องการดื่มเพราะอะไร ซึ่งมันไม่ถึงกับมีเหตุผลเป็นร้อยแปดพันประการดอก ทั่วไปแล้วน้ำผักน้ำผลไม้นั้น ควรดื่มเพื่อแก้กระหาย ซึ่งดีกว่าการดื่มน้ำอัดลมใส่สี ผลประโยชน์ทางอ้อมที่ได้คือ สารที่เป็นประโยชน์พวกไวตามินบางชนิดและเกลือแร่หลายตัว ที่สำคัญก็คือ ผักและผลไม้หลายชนิดที่นำมาทำเป็นเครื่องดื่มในปัจจุบันนั้น เป็นพืชสมุนไพร มีศักยภาพในการกระตุ้นระบบทำลายสารพิษได้ดี เพียงแต่ต้องปรุงให้ดีหน่อย เพื่อกลบกลิ่นรสที่รุนแรงเกินห้ามใจ (ห้ามใจให้กินนะครับไม่ใช่ห้ามใจไม่ให้กิน) แต่ในบางเว็บไซต์ได้ผลิตน้ำผักและผลไม้ในแบบฉบับที่ไม่รู้ไปเรียนมาจากตำราเล่มไหน เช่น ผลิตน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้กว่า 20 ชนิด หมักนานกว่า 6 ปี เป็นอย่างต่ำ โดยใช้สูตรและวิธีการหมักตามธรรมชาติของ XXX แห่งชมรม YYY ภายใต้การดูแลของมูลนิธิ ZZZ  เป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่ใช้เวลาในการหมักบ่มเพื่อสกัดเอาเอนไซม์และสาร อาหาร แร่ธาตุ วิตามิน ออกมาจาก…(บลา ๆๆๆๆๆ)…. ซึ่งดูไปดูมามันคือ น้ำส้ม (หมัก) ผลไม้รวมเสียมากกว่า แต่สิ่งที่รับได้ยากและเป็นเครื่องบ่งชี้ความมั่วซั่วของเว็บไซต์คือ การอ้างสรรพคุณว่า น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ มีประโยชน์ในการปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย  ทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น ทำให้แต่ละเซลล์ในร่างกายได้สารอาหารอย่างสมดุล  สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย( ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ )  อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ คือ วิตามินบีรวม, บี 1, บี 2, บี12 สิ่งที่บ่งชี้ความมั่วนั้นมีหลายประเด็น แค่ประเด็นว่า น้ำผลไม้ให้โปรตีน ก็ลำบากใจที่จะรับแล้ว ทั้งนี้เพราะผลไม้ที่ให้โปรตีนนั้น ตั้งแต่ผู้เขียนหารับประทานโดยการสอนหนังสือมานั้น ก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าได้แก่อะไรบ้าง ถ้าเป็นถั่วบางชนิดพอพูดได้ว่า มีโปรตีนสูง แต่ผลไม้ที่เป็นแหล่งของโปรตีนนั้น นึกไม่ออกเอาทีเดียว ดังนั้นสิ่งที่ผู้บริโภคควรหาความรู้ไว้ประจำตัวก็คือ สารอาหารที่ร่างกายต้องการมี 5 กลุ่มคือ แป้ง โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุและไวตามิน นั้นมีอยู่ในอาหารอะไร ซึ่งข้อมูลประเภทนี้หาได้ตามหนังสือเรียนชั้นมัธยมทั่วไป การออกมาบอกว่า ผลไม้ให้โปรตีนนั้นมันส่ออะไรบางอย่างที่ท่านผู้อ่านควรคิดได้เองว่าควรเชื่อเว็บสังคโลกนี้หรือไม่ อีกตัวอย่างของการนำเอาผลไม้มาผสมปนกันแล้วหมักได้เป็นน้ำ มหามนตรา (ชื่อสมมุติ) ซึ่งแนะนำให้ “ควรดื่ม มหามนตรา อย่างน้อย 30 นาทีก่อนทานอาหาร เพราะเมื่อกระเพาะไม่เต็มไปด้วยอาหาร มหามนตรา สามารถซึมเข้าสู่ระบบต่างๆ ของร่างกายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ยิ่งตอนเช้าหลังจากตื่นนอน ให้ มหามนตรา เป็นสิ่งแรกที่ท่านดื่ม ยกเว้นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคกระเพาะควรดื่ม มหามนตรา หลังอาหาร หลังจากเปิดใช้แล้วให้รีบปิดฝาคืนเพื่อมิให้จุลินทรีย์ในอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับน้ำผลไม้ในขวด  และไม่ควรแช่ตู้เย็นเพราะจะทำให้จุลินทรีย์ดีๆ ที่จะเข้าไปช่วยท่านเข้าจำศีลและเมื่อท่านดื่มเข้าไปเขาจะใช้เวลาในตื่นกลับมา บางขวดอาจจะยังมีแรงดันอยู่บ้างเนื่องจากความตื่นตัวของจุลินทรีย์ที่ดีที่มีอยู่ใน มหามนตรา ขอท่านอย่าได้ตกใจ ถือได้ว่าเป็นเรื่องปรกติ” โดยมีเป้าหมายของลูกค้าคือ ผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพ อาทิ เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด โรคกระเพาะ เบาหวาน มะเร็ง เอดส์ ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ โรคหัวใจ พาร์กินสัน เป็นต้นโลหิตต่ำ โรคหัวใจ พาร์กินสัน เป็นต้นการโฆษณาแบบนี้ทำให้ท่านผู้บริโภคได้ดื่ม (น้ำผลไม้ปนเชื้อจุลินทรีย์อะไรก็ได้แบบไม่ระบุเจาะจง) ที่มีลักษณะเหมือนจะเป็นน้ำหมักชีวภาพที่มหาวิทยามหิดล ศาลายาได้ผลิตจากของเหลือพวกผักผลไม้ แล้วจ่ายแจกฟรีให้บุคลากรนำไปใช้เป็นปุ๋ยน้ำรดต้นไม้ เนื่องจากมันมีความคล้ายหรือใช่เลยว่าเป็น น้ำอีเอ็ม นั่นเอง ความพยายามของผู้ประกอบการในการขายสินค้าที่ตนเองก็ไม่รู้จักจริงว่ามันมีประโยชน์ตามที่คิดหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่เห็นได้จากโทรทัศน์ทั่วโลก ไม่ต่างกัน เพราะถ้าที่ไหนมีคนที่คิดว่าตนเองไม่แข็งแรง (ซึ่งก็อาจจริง) ณ ที่นั้นก็จะมีคนพยายามหยิบยื่น สิ่งที่อาจใช่หรือไม่ใช่ ขายให้ หลายครั้งในตอนเช้ามืดที่ผู้เขียนเห็นดาราออกมาให้ข้อมูลว่า ผู้บริโภคควรบริโภคน้ำผักเพื่อให้ได้เอนไซม์ที่ช่วยให้สุขภาพดี ผู้เขียนมักจะถามตัวเองว่า มันเป็นเอนไซม์ตัวไหนหว่าที่อยู่ในผักแล้วมนุษย์ต้องการ ในวิชาชีวเคมีที่ผู้เขียนเรียนจบมาจากจุฬาเมื่อสามสิบปีก่อนสอนว่า ส่วนใหญ่ของเอนไซม์ที่อยู่ในอาหารคนนั้นมักถูกทำลายด้วยความร้อน การปั่นผักนั้นแม้ไม่ใช่ความร้อน แต่แรงอัด กระแทก ปั่นของเครื่องมักทำให้เอนไซม์เสียคุณภาพ ดังนั้นเวลานักศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับเอนไซม์ ไม่ว่าจากพืชหรือสัตว์ จะต้องเป็นคนสุภาพในการสกัดเอนไซม์ ไม่ลงมือลงไม้แบบรุนแรงเพราะเอนไซม์จะเสียสภาพใช้งานไม่ได้ ทำไมนักแสดงละครและภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่รับโฆษณาเครื่องปั่นน้ำผักผลไม้ จึงมักกล่าวสนับสนุนให้คนซื้อเครื่องที่โฆษณาไปผลิตเอนไซม์จากพืชกิน คำตอบน่าจะง่าย ๆ ว่า เขาไม่เคยเรียนชีวเคมีมา คนที่เขียนบทให้เขาพูดก็ไม่เคยเรียนมา เจ้าของบริษัทก็ไม่เคยเรียนมา คนประดิษฐ์อุปกรณ์นี้อาจเคยเรียนมาแต่สอบตกชีวเคมีแบบไม่เหลือความรู้เลย ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นอันตรายต่อกระเป๋าผู้บริโภค เพราะการซื้อเครื่องปั่นสักเครื่อง เพื่อใช้ทำน้ำผักน้ำผลไม้ดื่มนั้นเป็นการดี แต่ไม่ควรต้องจ่ายในราคาหลายพันบาทจนถึงหลายหมื่นบาทขึ้นไป เพียงเพราะหลงเชื่อดาราที่ไร้ความรู้มาบอกเท่านั้น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point