นิตยสารออนไลน์ ฉบับที่ 128 วัคซีนสมอง (เข็มที่ 2) ความรู้พื้นฐานของชีวิต

  ถ้าต้องการปิ้งลูกชิ้น 1 ไม้ให้สุกพร้อมกันทั้งไม้ ควรใช้อุปกรณ์แบบใดและวางในลักษณะเช่นใด  1. ใช้ตัวสะท้อนพาราโบลารับแสงอาทิตย์ นำลูกชิ้นวางไว้ที่จุดโฟกัส2. ใช้แว่นขยายซึ่งเป็นเลนส์นูนทำหน้าที่รวมแสง และวางลูกชิ้นไว้ที่จุดโฟกัสของเลนส์ด้านตรงข้ามกับด้านที่แสงตกกระทบ3. ใช้แผ่นโค้งพาราโบลารับแสงอาทิตย์ และวางลูกชิ้นไว้ตามแนวจุดโฟกัส4. ใช้กล่องอบแห้งแสงอาทิตย์ และวางลูกชิ้นภายในกล่องอบแห้ง  ที่ท่านผู้อ่านเห็นนี้เป็น ข้อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพชีวภาพ วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2546 เวลา 15.00 -17.00 น ได้มาจาก http://www.unigang.com ซึ่งแสดงให้เห็นความพยายามของคนออกข้อสอบในการประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับแสงอาทิตย์และพลังงานสู่ชีวิตประจำวันของผู้เรียน แต่ความพยายามนี้น่าจะไร้ประโยชน์เพราะคงไม่มีใครทำในชีวิตจริง ยิ่งถ้าไปถามเด็กที่ไม่ได้เรียนสายสามัญเพื่อเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย เด็กคงบอกว่า ไปเซเว่น ก็ได้คำตอบแล้ว  ผู้เขียนเคยคุยกับผู้เข้าฟังการบรรยายต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาหาร โภชนาการและสุขภาพ พบว่าความรู้ทางวิชาการที่ได้จากการไปโรงเรียนนั้น หลายอย่างไรไม่ได้ช่วยให้ประชาชนเอาตัวรอดจากการถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพเลย เพราะเป็นความรู้ที่ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานในด้านการ คิดเป็น ของสมอง แต่มักเป็นความรู้ตายที่จำไว้ใช้ตอบข้อสอบ เมื่อเวลาผ่านไปก็ลืม ดังนั้นเมื่อพบผู้ประกอบการขายสินค้าสุขภาพที่มีความสามารถพิเศษในการเสกสรรปั้นแต่งข้อมูล โอกาสที่ถูกหลอกของผู้บริโภคจึงเกิดขึ้น  ดังนั้นในฉลาดซื้อฉบับนี้เราจะมาพิจารณาดูว่า ทำไมคนเราถึงยอมถูกหลอกให้ซื้ออะไรต่อมิอะไรกิน ซึ่งดูเหมือนกับเพลง รู้ว่าเขาหลอก ของศิรินทรา นิยากร ที่บรรยายว่ามันเป็นเวรกรรมที่ต้องถูกหลอกทั้งที่ก็รู้   จุดอ่อนของผู้บริโภค การหลอกลวงนั้นมีทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่คนอเมริกันซึ่งน่าจะมีความรู้ดี แต่เมื่อมีปัญหาทางสุขภาพ หลายส่วนก็ยังหลงเชื่อกระบวนการรักษาที่บางครั้งดูไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  ความรู้ทางวิทยาการการแพทย์ของมนุษย์ในปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่ผู้ที่ทนทุกข์ทรมานต่อการเผชิญกับความเจ็บป่วยเรื้อรัง ความผิดปรกติของร่างกาย หรือแม้แต่ความตายที่กำลังมาเยือน ยังจำเป็นต้องหาอะไรก็ได้ ที่ให้ความหวังว่าจะพ้นจากทุกขเวทนาที่ประสบอยู่ สภาวการณ์ดังกล่าวนี้จึงเอื้อต่อการถูกเอาเปรียบในการถูกกล่อมให้ซื้อทั้งสินค้าและบริการสุขภาพจากนักขาย ซึ่งบางครั้งเป็นผู้ที่จบการศึกษาสูงแต่ไร้คุณธรรม โดยที่เหยื่อนั้นมักมีลักษณะต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบ ขาดความระแวงระไว อาการนี้เป็นโทษสมบัติหลักของผู้เคราะห์ร้ายซึ่งมักเชื่อในข้อมูลที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ แม้แต่บนกระดาษที่พับเป็นถุงกล้วยแขก ยิ่งถ้าคนให้ข้อมูลเป็นดอกเตอร์ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นด๊อกจากไหน เชื่อได้หรือไม่ เพราะในอเมริกานั้นด๊อกห้องแถวมีเยอะมาก พวกนี้มักอ้างว่าตนเองมีประสบการณ์สูง ผู้เคราะห์ร้ายก็จะทึกทักเองว่าข้อมูลคงเป็นจริงดังโฆษณา ยิ่งถ้าเป็นการขายสินค้าหรือบริการที่รับประกันความรวดเร็ว สะดวกสบาย หายจากโรคง่าย ความเชื่อถือก็จะง่ายขึ้น ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้จึงอาจถูกจำแนกได้ว่า มีปัญหาทางจิตโดยคิดว่าตนเองนั้นอ่อนแอทั้งปัญญาและร่างกาย ทำให้ต้องหาคนที่ฉลาดกว่ามาปกป้อง สื่อสาธารณะบางประเภทก็เป็นแหล่งที่มาของข้อมูลหลอกลวง ปัญหานี้มักไม่มีใครยื่นมือเข้าไปจัดการ เพราะของชั่วร้ายหลายคนพยายามหลีกเลี่ยง แม้แต่คนที่มีหน้าที่ดูแลก็พยายามหลีก สื่อเหล่านี้มีทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์และออกอากาศด้วยกรรมวิธีต่างๆ โดยเฉพาะประเภทหนีไปอยู่บนดาวเทียมนั้น ร้อยละร้อยหารับประทานแบบหลอกลวงทั้งสิ้น โดยเมื่อได้เงินจากเหยื่อแล้วมักไม่สนใจรับผิดชอบต่อคำรับประกันว่าสินค้านั้นใช้ได้หรือไม่ ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าเราจะพึ่ง กสทช ที่เพิ่งได้มาหมาดๆ หรือไม่ เพราะคลื่นของสื่อหลายคลื่นเป็นคลื่นหลอกลวงประจำวันเชื่อในสิ่งมหัศจรรย์ ประเด็นนี้เป็นลักษณะทั่วไปของคนไทยที่มักกล่าวว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เห็นพืชหรือสัตว์หรือสิ่งของที่มีลักษณะประหลาดก็กราบไหว้บูชาได้ ดังนั้นพี่น้องชาวไทยหลายคนจึงง่ายต่อการที่จะถูกโน้มน้าวให้เชื่อในความมหัศจรรย์ของอะไรก็ตามที่อาจมีเศษทองคำเปลวติดอยู่ แล้วนำมาบูชาหรือแช่น้ำดื่ม หรือแม้แต่ซื้อหนังสือมาสวดคาถาภาษาประหลาดเพื่อปลุกเสกอะไรสักอย่างด้วยอาคมเพื่อหวังช่วยตนเอง  มั่นใจในตนเองสูง ลักษณะดังกล่าวนี้มีโอกาสได้ทั้งสองด้านในการถูกชักชวนให้ซื้อสินค้าไม่เข้าท่าคือ อาจซื้อทันทีหรือไม่ซื้อตลอดไป ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องมีศิลปะในการหลอกสูงมากที่จะขายสินค้าให้บุคคลประเภทนี้ ซึ่งถ้าขายได้ ก็จะขายได้กับคนอื่นได้ เนื่องจากลูกค้าลักษณะนี้จะทุ่มกายถวายหัวประชาสัมพันธ์สินค้าต่อในลักษณะ หมาจิ้งจอกหางด้วน ที่พยายามประโลมเล้าให้คนมีความคิดเหมือนตน ความสิ้นหวังในชีวิต ผู้เคราะห์ร้ายหลายคนประสบปัญหาโรคร้ายที่แม้แพทย์ก็บอกว่า เป็นอาการของโรคที่อยู่ในกลุ่มร้อยละ 10 ของการเจ็บป่วยที่รักษาหรือไม่รักษาก็หาย คือ คนไข้หายไปจากโลกนี้  เคยมีท่านผู้รู้ท่านหนึ่งบรรยายทางวิทยุสถานีหนึ่งว่า โรคที่มนุษย์เป็นนั้นแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกมีจำนวนร้อยละ 80 ไม่ต้องรักษาก็หายได้เอง ส่วนกลุ่มที่สองนั้นเป็นร้อยละ 10 ที่หายเมื่อได้รักษา ส่วนกลุ่มที่สามคืออีกร้อยละ 10 รักษาอย่างไรก็ตาย ดังนั้นเมื่อมีใครสักคนมาหยิบยื่นการบำบัดโรคที่เป็นความหวังว่าอาจหายได้ให้ ทุกคนในกลุ่มที่สามก็จะไขว่คว้า ซึ่งหลายครั้งก็อาจหายหรือยืดอายุได้  ผู้เขียนได้เคยเห็นตัวอย่างของคนไข้ป่วยเป็นเอดส์สองคนที่ทำงานที่เดียวกัน คนหนึ่งตายไปตามความเป็นไปของโรค ในขณะที่อีกคนขวนขวายหาอะไรต่อมิอะไรมากิน แล้ววันหนึ่งก็ดูดีขึ้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ต้องเชื่อว่า เอดส์รักษาให้หายไม่ได้ แต่อยู่กับมันอย่างมีหวังได้ ถ้าปฏิบัติตนถูก แต่จะมีสักกี่คนที่จะโชคดีอย่างนี้ เพราะส่วนมากจะถูกหลอกเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนอกจากโรคร้ายแรงแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่สิ้นหวังจากความแก่ ความที่ไม่สามารถหยุดยั้งความเหี่ยว กล่าวง่าย ๆ ว่าเอาชนะสังขารไม่ได้ ก็มักจะเป็นเหยื่ออันโอชาของผู้ขายโดยหวังว่าจะกลับมาเป็นหนุ่มสาวได้  รู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า alienation ความรู้สึกนี้คนที่เคยไปอยู่ต่างประเทศในเมืองที่ไม่มีคนไทยเลยคงเข้าใจดี เป็นความรู้สึกว่ามองไม่เห็นใครเป็นที่พึ่ง บุคคลที่รู้สึกเช่นนี้ จะต่อต้านการรักษาพยาบาลแบบแพทย์แผนปัจจุบันและมักชอบวิธีการทางธรรมชาติ ไม่ชอบการใช้ยาซึ่งเป็นสารเคมีเนื่องจากมีความรู้บ้างว่า สารเคมีนั้นมักมีความเป็นพิษเมื่อใช้ในปริมาณสูง ในขณะที่สารธรรมชาติซึ่งมักอยู่ในรูปของสมุนไพร(ไม่ใช่สารบริสุทธิ์) กว่าจะแสดงความเป็นพิษนั้นจะต้องใช้ปริมาณสูงมากๆ จนเป็นไปไม่ได้ที่จะรับสารนั้นเข้าร่างกาย ลักษณะที่เด่นชัดของเหยื่อเหล่านี้คือ มีความไม่เชื่อถืออย่างรุนแรงต่อผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข อุตสาหกรรมอาหาร บริษัทยา และหน่วยงานรัฐ ซึ่งอาจเนื่องมาจากระบบการทำงานของบุคลากรของรัฐเป็นแบบพิธีรีตองมากจนน่าเบื่อ ดังนั้นหลายครั้งที่คนกลุ่มนี้จะเป็นเหยื่อของการแพทย์นอกระบบ ซึ่งมักอยู่ในที่ห่างไกลจากตัวเมือง คนไข้เข้าถึงได้เร็ว ไม่ต้องใช้เวชระเบียนให้เบื่อหน่าย  จากตัวอย่างลักษณะของผู้ที่มีอาการภูมิต้านทานสมองบกพร่องนี้จะเห็นว่า การที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้านั้น คงต้องทำการกำจัดลักษณะดังกล่าวด้วยการวางพื้นฐานการศึกษาให้มีการกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของสมองในการรับรู้ข้อมูลว่า ข้อมูลด้านสุขภาพที่ได้รับนั้นเป็นข้อมูลถูกหรือผิดเสียก่อน เพื่อให้การบริโภคสินค้าหรือบริการด้านสุขภาพนั้นเป็นไปในทางที่ไม่มีการหลอกลวง  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 127 วัคซีนสมอง (เข็มที่ 1) โฆษณามหาหลอก

  ผู้เขียนเคยได้ดูรายการโทรทัศน์ที่มีวิทยากรออกมาให้คำจำกัดความของ โฆษณา ว่า เป็นการสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค โดยการให้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การโฆษณานั้นจะมีเป้าหมายที่แน่นอนว่า ผู้รับข้อมูลเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน หรือวัยใกล้แย้มฝาโลง เป็นต้น  เป้าหมายของการโฆษณาในแต่ละวัยนั้นจำแนกย่อยได้อีกเช่น วัยรุ่นไร้สมอง(พวกไร้สิ่งยึดเกาะทางจิตใจ ต้องหาไอดอลไว้สักการะ) วัยรุ่นขี้เกียจเรียน(ประเภทอยากเอ็นติดมหาวิทยาลัยดีๆ แต่ขี้เกียจเรียนเลยต้องกินสินค้าที่เข้าใจว่าเพิ่มความคิดให้สมอง) เป็นต้น สำหรับวัยใกล้แย้มฝาโลงก็คงต้องแบ่งเป็นหญิงและชาย เช่น ขายสินค้ากันหน้าเหี่ยว อกย้อย ไร้สมรรถนะความเป็นชาย เป็นต้น  นอกจากนี้การโฆษณายังรวมทั้งการสื่อในวัตถุประสงค์ที่ทำให้องค์กรดูมีคุณค่าเช่น บางองค์กรหารับประทานแบบผูกขาดการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งอากาศและน้ำ แต่ออกมาปลูกป่าบ้างเป็นครั้งคราว  เขาทำโฆษณากันอย่างไร  ในการทำโฆษณานั้น ผู้ที่คิดโฆษณาจะคิดตัวโฆษณาโดยอาศัยความเชื่อของผู้บริโภค และมาตรฐานการกำกับดูแลเรื่องโฆษณาในแต่ละประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ที่เป็นลักษณะร่วมของการโฆษณาคือ การให้ข้อมูลเฉพาะด้านดีของสินค้าเท่านั้น ส่วนที่เป็นปัญหาเนื่องจากสินค้าจะมีการเม้มริมฝีปากไว้ไม่ให้มันหลุดรอดออกมาให้ผู้บริโภคได้ยิน โดยหมายว่าให้ผู้บริโภคไปมีประสบการณ์ตรงเอาเอง เหมือนเป็นการสนองตอบนโยบายของหลายโรงเรียนที่พยายามให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่เด็กๆ เรียกว่า ควายเซนเตอร์ การโฆษณานั้นไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ วิทยุ แผ่นพับ เศษกระดาษปลิว หรืออื่น ๆ อาจแบ่งแบบง่าย ๆ โง่ ๆ ได้เป็น การโฆษณาตรงๆ ชนิดจะขายอะไรก็บอกเลยจะขาย ขอให้ผู้บริโภคเชื่อแล้วมาซื้อเถอะไม่ผิดหวังได้เสียเงินแน่ แต่ไอ้ที่จะได้รับการตอบแทนแบบที่ต้องการนั้นคนทำโฆษณาไม่รู้ด้วย เพราะคนทำโฆษณาไม่ได้เป็นคนทำสินค้า การโฆษณาแบบนี้บางครั้งก็ไม่ได้เป็นการหลอกลวงอะไรเช่น การโฆษณายาถ่ายพยาธิ ซึ่งต่างกับการโฆษณาขายขยะที่ถูกทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่มักอวดอ้างสรรพคุณเกินเลยความจริง  แบบที่สองเป็นการโฆษณาแบบประชาสัมพันธ์ เป็นการทำเพื่อให้คนสามารถจดจำชื่อบริษัทได้ว่ายังมี brand นี้อยู่ในโลกนะ เพราะสินค้าของบริษัทนั้นได้ติดตลาดแล้ว ไม่ต้องโฆษณาก็น่าจะอยู่ได้ แต่ไม่ไว้ใจเสียทีเดียว เนื่องจากลูกค้าขาประจำนั้นก็แก่ไปตามวันเวลา ลูกของลูกค้าอาจไม่รู้จักสินค้าหรืออาจบอกว่า เนื่องจากเป็นสินค้าที่พ่อแม่ใช้ มันเลยต้องเชยระเบิด เพราะพ่อแม่อยู่ในยุค baby boom แต่ลูกมันเป็นพวก generation XYZ ขืนใช้สินค้า brand เดียวกันกับพ่อแม่เพื่อนล้อตาย ดังนั้นบริษัทจึงต้องหาทางดึงพวกลูกทรราชเหล่านี้ให้กลับไปมี brand royalty เหมือนพ่อแม่ ด้วยวิธีการต่างๆ แม้กระทั่งการหลอกลวง ประเภทที่สาม การโฆษณาแบบดูฉลาดแฝงความโง่ ซึ่งมักเห็นตามละครซิทคอม(ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ซิทคอมที่แท้จริง เนื่องจากเป็นการเปิดเทปเสียงคนหัวเราะ ปรบมือ ถ้าเป็นซิทคอมจริงต้องมีการหมุนกล้องไปให้เห็นว่า มีคนนอกกองถ่ายเข้าไปนั่งดูแล้วเอ็นจอยไปด้วย) คนทำโฆษณามักคิดว่าต้องทำแบบนี้เพราะคนไม่ชอบดูโฆษณาตรง ต้องหาวิธีแฝงเช่น เอาถ้วยกาแฟที่มียี่ห้อไปวางบนโต๊ะอ่านข่าว เอาป้ายโฆษณาสินค้าไปแปะที่หลังคาตึกแถวเวลาถ่ายช็อตอินเสิร์ตก่อนเข้าฉากจริง เหล่านี้แสดงความขี้เท่อของการโฆษณาออกมาโดยแท้  มีประเด็นหนึ่งที่น่าประหลาดใจคือ ไม่มีการกำหนดให้การโฆษณาสินค้าต้องบอกราคากลางของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้เป็นเครื่องตัดสินใจในการซื้อสินค้านั้น ดังนั้นสินค้าที่มาจาก lot เดียวกัน จึงอาจมีราคาที่ต่างกันเมื่อซื้อต่างแหล่งขาย ยกเว้นกรณีของน้ำมันที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ ซึ่งรัฐคุมราคาไว้ให้ใกล้กัน เพราะบางทีคนละยี่ห้อก็มาจากโรงกลั่นเดียวกัน ไม่ต้องโฆษณาหลอกให้มากนักผู้บริโภคก็ตัดสินใจซื้อ โดยความรู้สึกว่า เป็นบริษัทของคนไทยหรือต่างด้าว ซึ่งคล้ายๆ เป็นการวัดใจในความรักชาติไปกลายๆ  ลักษณะโฆษณาเอาเปรียบผู้บริโภค โฆษณาที่เอาเปรียบผู้บริโภคนั้นมีมากมาย เช่น กรณีบริการอินเตอร์เน็ตบอกว่าเร็วถึง 6.0 Mb นั้น เมื่อมีผู้นำไปทดสอบจริงในบริเวณที่เป็นแหล่งที่ควรจะมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเร็ว เช่น สยามสแควร์นั้นกลับพบว่ามีความเร็วจริงแค่ 0.1 Mb บริษัทจะตอบโต้ทันทีว่า เพราะมีคนบ้าเน็ตอยู่แถวนั้นเยอะ อยากให้เร็วจริงก็ต้องไปเล่นแถวบางกระเจ้าสมุทรปราการหรือบางระมาดใกล้พุทธมณฑลสิ จะได้เร็วตามที่โฆษณาไว้  บางครั้งก็มีการโฆษณาสินค้าแบบปิดๆ เปิดๆ เช่น นำคนที่ไม่ใช่ทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มายืนหันหลังแนะนำผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน โดยบอกในโฆษณาว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญที่โดยจรรยาบรรณแล้วให้เห็นหน้าไม่ได้ ลักษณะนี้เป็นการพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า รัฐไม่ได้ดูแลหรือไม่อยากดูแลในเรื่องนี้ ปล่อยให้คนออกมาโกหกได้ในที่สาธารณะ  ความจริงแล้วในประเด็นการโกหกผ่านสื่อนั้นน่าจะมีการควบคุมอย่างจริงจัง เช่น ถ้าพรีเซนเตอร์บอกว่าดื่มสินค้านี้เป็นประจำทุกวันในโฆษณา พร้อมทำท่าเปิดตู้เย็นที่มีแต่เครื่องดื่มที่โฆษณา ทั้งที่ในสถานการณ์จริงแล้วรากแตกออกมาทุกครั้งที่ลองดื่ม ก็น่าจะมีกฎหมายสักข้อที่จะลงโทษฐานหลอกลวง หรืออย่างน้อยองค์กรทางศาสนาน่าจะออกมาประณามว่าเป็นคนผิดศีลข้อ 4  ในเรื่องการผิดศีลข้อ 4 นี้ผู้เขียนได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งชื่อ ทีวีธรรมดา ซึ่งออกอากาศทางไทยพีบีเอสแต่ต้องไปดูย้อนหลังใน youtube เพราะในเว็บของไทยพีบีเอสผู้เขียนหาไม่พบ เป็นตอนชื่อ คนหลอกคน ซึ่งมีดาราที่น่าสนใจมาออกรายการและได้เปิดประเด็นว่า การผิดศีลข้อ 4 นั้นเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพราะมันเป็นการไปก่อให้เกิดการผิดศีลข้ออื่นได้อีก ผู้เขียนลองนั่งหาตัวอย่างเอง(เพราะผู้ร่วมรายการมีเวลาน้อยที่จะยกตัวอย่าง) ก็นึกได้ว่า ตัวแทนขายรถ(ไม่ว่ายี่ห้อใด) ถ้ามีศีลข้อ 4 ควรจะบอกลูกค้าว่า รถของบริษัทนั้นมันก็ดีอยู่ถ้าไม่ขับเร็วเกินไป เช่น ถ้าเหยียบเกิน 150 กม ต่อชั่วโมงแล้ว โอกาสไปเกิดใหม่(ซึ่งอาจไม่ได้เป็นคน) จะสูงมาก ดังนั้นถ้ายังอยากเป็นคนอยู่ควรขับไม่เกิน 100 กม ต่อชั่วโมง ซึ่งก็มีสิทธิได้ใบสั่งจากตำรวจแล้ว อีกตัวอย่างคือ การโฆษณาขายเครื่องดื่มที่มีแทนนินสูง เช่น ชา นั้น น่าจะบอกผู้บริโภคว่า กินมากอาจอึแข็งได้ ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ไปอาจกลายเป็นริดสีดวงทวาร หรือถ้าไม่มีอาการอึแข็งก็หมายความว่าสินค้านั้นเป็นน้ำล้างถุงชา เพราะเขารู้กันมาตั้งแต่พระเจ้าจิ๋นซีฮ๋องเต้ยังไม่ตายว่า การดื่มชาแก่ๆ ทำให้อาการถ่ายท้องหยุดชะงัดนัก และถึงชานั้นชงไม่แก่ก็ทำให้ถ่ายลำบากบ้างพอควรในหลายคน ผู้ใหญ่สมัยก่อนจึงห้ามเด็กดื่มน้ำชากาแฟเนื่องจากมันทำให้สุขภาพไม่ดีเพราะท้องผูก และนอนไม่หลับ  อย่างไรก็ดีโฆษณาที่ดูถูกปัญญาของผู้บริโภคนั้นได้มีการถูกตอบโต้บ้างเหมือนกัน ผู้เขียนได้มีโอกาสไปพบการพิสูจน์ของผู้บริโภคที่ลุกขึ้นมาบอกว่า โฆษณานั้นไม่เป็นความจริงเลย โดยมีผู้บริโภคสตรีลุกขึ้นมาบอกในเว็บ http://www.sudtua.com/index.php?topic=5423.0;wap2 ว่า ผ้าอนามัยที่มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายยี่ห้อ และบ้างก็พัฒนาไปถึงขนาดมีกลิ่นชาเขียว  นั้น คุณเธอกล่าวว่าได้ลองมาหมดแล้ว ทั้งแบบไม่มีปีก มีปีก แบบยาวจนถึง 35 เซนติเมตร รวมถึงบางยี่ห้อที่บอกว่ามีเส้นใยพิเศษเหมือนมีชั้นล็อคสามชั้นกันการซึมเปื้อนไม่หวั่นแม้วันมามาก ปรากฏว่าไม่ว่าจะมีปีกหรือไม่มีปีกนั้นมันช่างหลุดง่ายหลุดดายเสียจริงๆ บางทีแปะเสร็จแล้วชั่วเดินออกจากห้องน้ำ ปีกก็หลุด หรือแบบที่พรีเซนเตอร์ใส่แล้วตื่นนอนมาบอกว่าแห้งสนิทศิษย์ส่ายหน้านั้น จริงๆ แล้วตรงกันข้าม เป็นต้น   ดังนั้นจะเห็นว่า ตราบใดที่รัฐ โดยเฉพาะสภาที่เราเลือกคนเข้าไปทำหน้าที่ออกกฎหมาย ยังไร้ความสำนึกในการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องการโฆษณาแล้ว รีโมทโทรทัศน์แบบขายถูกตามตลาดนัด ย่อมขายดีแน่เพราะตัวที่มากับโทรทัศน์นั้นถูกกดเปลี่ยนหนีโฆษณาที่คิดว่าผู้บริโภคโง่พังไปก่อนอายุอันควรนั่นเอง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 126 ฟังก์ชั่นนอลฟู้ด อาหารเพื่อสุขภาพ ??

  มนุษย์มิได้กินอาหารเพียงเพื่อตอบสนองต่อความหิวเท่านั้น แต่เป็นการกินเพื่อตอบสนองต่อความอยากและความชอบ นอกจากนี้อาจมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ฐานะ เงินทอง และโอกาสฉลองต่างๆ มนุษย์ก็จะเพิ่มความวิลิศมาหราในการกินขึ้นไปจากเดิม จนหลายครั้งผู้เขียนก็ยังสงสัยว่า สิ่งที่คนหลายคนกินนั้นมันเกิดเนื่องจากเหตุผลอะไร และมีความสมควรที่จะกินหรือไม่   ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่า Functional food ที่มีคนไทยแปลแบบทับศัพท์ว่า อาหารฟังก์ชั่น (ฟังดูแล้วเดิ้ลแต่ไม่ได้อะไรเลยจริงๆ) มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นกล่าวว่า คำนี้เต็ม ๆ คือ physiologically functional food ซึ่งความหมายนั้นน่าจะหมายถึง “อาหารที่มีผลดีต่ออวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้สุขภาพมนุษย์ดีเหมือนอย่างที่ควรเป็นได้” จึงน่าจะเรียกง่ายๆ ว่า อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งอาหารกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีประจักษ์พยานจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า ทำให้สุขภาพผู้บริโภค ดีเหมือนคนปรกติหรือป้องกันไม่ให้มีความผิดปรกติเกิดขึ้น แก่ระบบสรีรวิทยาของร่างกายผู้บริโภค  ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับคำนิยามของอาหารเพื่อสุขภาพที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่า เป็นอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายเหนือไปจากการกินสารอาหารพื้นฐาน (ซึ่งตรงกับคำว่า nutrient) ที่ร่างกายต้องการ  ทั้งนี้เพราะเราไม่สามารถกินสารอาหารพื้นฐาน ซึ่งได้แก่ แป้ง โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ และวิตามิน โดยปราศจากสารที่ไม่ได้เป็นสารอาหารพื้นฐานที่ร่างกายต้องการ(ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า anutrient เช่น พฤกษเคมี หรือ phytochemical)  ตัวอย่างเช่น ในการกินข้าวเหนียวดำ เราได้แป้งซึ่งเป็น nutrient แน่นอน แต่ก็ยังได้ แอนโทไซยานิน (anthocyanin) ซึ่งเป็น anutrient อย่างเลี่ยงไม่ได้และไม่ควรเลี่ยง  ดังนั้นถ้าพยายามลองใช้คำจำกัดความของผู้ที่พยายามทำให้อาหารเพื่อสุขภาพดูวิเศษกว่าที่ควรเป็น มาอธิบายความหมายของ ข้าวเหนียวดำมูน (กะทิ) ถั่วแดงต้มน้ำตาล และอื่น ๆ ซึ่งเป็นอาหารธรรมดาที่เรากินทุกวัน เราก็น่าจะประมวลได้ว่าอาหารเหล่านี้ต่างเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่เกิดตามธรรมชาติ ในขณะที่อาหารเพื่อสุขภาพที่ไม่เป็นธรรมชาตินั้น เป็นการดัดแปลงเอาอาหารที่มีประโยชน์อย่างเดียวมาเติมสิ่งที่เป็นประโยชน์ ซึ่งมักสกัดมาจากแหล่งอาหารธรรมชาติอื่นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดูดีขึ้น เช่น กรณีทำให้ขนมจีนสีขาวซึ่งมีแต่แป้งกลายเป็นขนมจีนสีดอกอัญชัญ ซึ่งเมื่อทดสอบฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์แล้วได้ผลดี ขนมจีนสีดอกอัญชัน(รวมทั้งสีอื่นที่ได้จากธรรมชาติ) ก็น่าจะเป็นอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการก่อกลายพันธุ์ และจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่งได้  จะเห็นว่าอาหารเพื่อสุขภาพนั้นไม่ได้อยู่ไกลตัวเรานัก เพียงแต่ขอให้มีปัญญาในการประดิษฐ์อาหารให้แปลกออกไปจนเป็นอาหารที่ทำให้ร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น ถ้ารู้ว่าอาหารจานใดขาดสารที่มีประโยชน์กลุ่มใดก็หามาเติมให้ครบ แต่ถ้าครบอยู่แล้วก็ควรได้แค่นั้น ไม่ควรเติมจนได้เกินนักเพราะอะไรที่กินเกินไปมักก่อโทษแก่ร่างกายได้   ฟังก์ชั่นนอลฟู้ดกับการจัดการสไตล์ญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่นมีคำว่า FOSHU (Foods for Specified Health Use) และอาจมีคำอื่นอีกเช่น Designed food และ Nutraceutical food ซึ่งน่าจะหมายถึงอาหารเพื่อสุขภาพเช่นกัน  ตัวอย่างเช่น ถ้าหวังจะให้คนท้องได้สารอาหารไปเพิ่มให้เด็กในท้องมีสุขภาพปรกติ ต้องผลิตอาหารที่มีแคลเซียมสูง เหล็กสูง โฟลิกสูง และสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับคนท้องที่ไม่ค่อยมีโอกาส(อาจรวมถึงปัญญา) กินอาหารลักษณะนี้เพื่อช่วยให้ตัวอ่อนในครรภ์เจริญเติบโตเต็มที่  ส่วนคนที่ขับถ่ายไม่สะดวก ก็ควรได้กินอาหารที่มีการประดิษฐ์ให้มีกากใยอาหารสูงและมีเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์เฉพาะ ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยทำให้ขับถ่ายดีผสมกัน พร้อมมีลักษณะสัมผัสที่คนทั่วไปชอบ ในขณะที่นักกีฬาซึ่งเสียเหงื่อมากระหว่างการออกกำลังกาย ต้องการการชดเชยของเกลือแร่ ก็มีการประดิษฐ์เครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อช่วยให้ไม่เป็นตะคริว และผู้ที่มีอาการความดันโลหิตสูงหรือไตไม่แข็งแรง ต้องกินอาหารที่ประดิษฐ์ให้มีเกลือต่ำ เป็นต้น  ดังที่ได้เกริ่นในตอนต้นแล้วว่าในประเทศไทยนั้น คำจำกัดความจริงๆ ของอาหารเพื่อสุขภาพยังไม่มีเป็นทางการ ดังนั้นการคุ้มครองผู้บริโภคจึงไม่เป็นทางการด้วย เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักขึ้นทะเบียนเป็นอาหารทั่วไป แล้วไปโฆษณาเต็มที่เวลาขายตรง(ใครจะไปตามจับทัน หน่วยงานขาดบุคลากร งบประมาณและเครื่องมือ นี่คือคำอธิบายที่ได้รับเวลาถามหน่วยงานที่ควรเป็นผู้ดูแลว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกมาขายพร้อมโฆษณาเกินจริงได้อย่างไร) ผู้เขียนจึงขอนำหลักการดูแลอาหารประเภทนี้แบบคร่าว ๆ จากญี่ปุ่น (www.cspinet.org) มาเล่าให้ฟัง  การขออนุญาตให้อาหารที่เรียกว่า FOSHU ได้มีการขายแบบถูกต้องนั้น ต้องมีหลักการที่ทำให้ผู้บริโภครู้ว่า กำลังกินอะไรอยู่ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยื่นขออนุญาตจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการขายผลิตภัณฑ์ โดยต้องยื่นข้อมูลประกอบด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า อาหารดังกล่าวนั้นมีผลจริงจากการทดลองโดยนักวิชาการจริงๆ เพื่อให้รู้ว่าอาหารที่ขอขึ้นทะเบียนขายนั้นมีประโยชน์ตามการอ้างในโฆษณาหรือไม่ นอกจากนี้ต้องมีการแสดงข้อมูลความปลอดภัยของอาหารนั้นๆ ตลอดจนมีวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบอาหาร ซึ่งต้องอยู่ในลักษณะของบทความทางวิทยาศาสตร์ที่มีการตีพิมพ์เป็นสากล ไม่ใช้เอาบทความที่เขียนเองอ่านเองโดยผู้ผลิตอาหารมาอ้าง ส่วนฉลากของอาหารเพื่อสุขภาพนั้น ต้องมีการแสดงข้อมูลที่ไม่ทำให้ผู้บริโภคฉลาดน้อยกว่าเดิม และหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องตรวจสอบและให้เครื่องหมายเฉพาะที่หมายความว่า ผ่านการตรวจสอบอย่างดีแล้ว ซึ่งก็ควรหมายความต่อว่า ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นเนื่องจากฉลาก ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบควรได้รับผลของความเลินเล่อให้ฉลากมั่วออกไปสู่ตาผู้บริโภคแบบเต็มๆ   จ่ายแพงไปทำไม สรุปแล้วอาหารที่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพนั้น ต้องมีสภาพทางกายภาพเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่แท้จริงคือ ไม่อยู่ในรูปแคปซูล หรือเป็นผงเหมือนยา และเป็นอาหารที่ได้หรือดัดแปลงจากวัตถุดิบตามธรรมชาติ มนุษย์ธรรมดาสามารถบริโภคเป็นอาหารได้เป็นประจำไม่มีข้อจำกัดเหมือนยา และมีส่วนประกอบที่ให้ผลโดยตรงในการส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้ปรกติและป้องกันโรคต่างๆ ได้ โดยมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพโดยผู้ชำนาญการเฉพาะ  สำหรับท่านผู้อ่านที่มีฝีมือในการปรุงอาหารอยู่แล้ว ความจำเป็นต้องเสียเงินไปซื้ออาหารเพื่อสุขภาพนั้นควรจะหมดไป เพราะท่านสามารถดัดแปลงอาหารทั่วไปที่บริโภคในแต่ละมื้อให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ เช่น กรณีของส้มตำ ถ้ามีความสะอาดดีพอก็จะเป็นอาหารที่เพิ่มกากใย ให้สารต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงโรคหลายโรคได้ สำหรับนมไขมันต่ำก็น่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคนที่มีไขมันในเลือดสูงและ/หรือสำหรับคนต้องการแคลเซียมสูง ในกรณีที่ต้องการควบคุมความดันโลหิตสูง ก็ทำได้โดยกินอาหารมีเกลือต่ำ เช่น อาจผัดผักโดยไม่ใส่เกลือหรือน้ำปลาหรือใช้น้ำปลามีโซเดียมต่ำ เป็นต้น  ดังนี้แล้วเราก็จะประหยัดเงิน ไม่ต้องไปซื้ออาหารอะไรก็ไม่รู้ ที่มีใครก็ไม่รู้ มาบอกอะไรก็ไม่รู้ กินให้ไม่รู้อะไร

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 125 รวมเด็ดสะเก็ดข่าวอาหารและโภชนาการ ตอน 2

  ในฉบับนี้ผู้เขียนขอเล่าถึงคำถามที่มักต้องตอบเพื่อไขข้อข้องใจของผู้สนใจต่อจากที่ค้างในฉบับที่แล้วอีก 5 ประเด็น   กลูตาไทโอนทำให้ผิวขาวจริงหรือไม่  คำตอบคือถ้ากลูตาไทโอนปรากฏอยู่ในเลือดในระดับสูงกว่าปรกติมากๆ โอกาสที่ผู้นั้นจะมีผิวขาวกว่าเดิมก็มี แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ความเข้มข้นของกลูตาไทโอนในเลือดสูงขึ้นมาได้  ผู้ค้าสินค้าที่ผสมกลูตาไทโอน ไม่ว่ากินหรือทา ต่างก็นั่งยัน นอนยัน ว่าสินค้านั้นได้ผลทั้งสิ้น คือ ขาวแน่ แต่ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน มักบอกแต่ว่าลูกค้าบอกว่าขาวจริง ซึ่งอาจเป็นด้วยอุปทาน หรือกลัวเสียค่าโง่ที่ซื้อของไปแล้วไม่ได้ตามต้องการ เลยแกล้งบอกว่าได้ผล เพื่อให้มีคนโดนหลอกเหมือนตนเองบ้าง ทั้งนี้เพราะกลูตาไทโอนนั้น องค์ประกอบทางเคมีเป็นกรดอะมิโนสามชนิด คือ กลูตามิก ซิสเตอีนและกลัยซีน ต่อกันเป็นสายสั้นนิดเดียว(ไตรเป็บไตด์) เมื่อลงสู่ลำไส้เล็กของมนุษย์หลังการกลืนแล้ว ผู้เขียนยังหาหลักฐานยืนยันจากบทความที่เป็นผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ว่า มีการเพิ่มขึ้นของกลูตาไทโอนในเลือดแต่อย่างใด ผู้เขียนเข้าใจว่า กลูตาไทโอนนั้นถูกย่อยออกเป็นกรดอะมิโนทั้งสามชนิด ก่อนถูกดูดซึมเข้าเลือดไปตับ หลังจากนั้นการจะสร้างหรือไม่สร้างกลูตาไทโอนจากกรดอะมิโนทั้งสามนั้นเป็นไปตามบุญตามกรรม ดังนั้นวิธีเดียวที่จะทำให้กลูตาไทโอนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือ การฉีดเข้าเส้นเลือด ซึ่งเป็นความเสี่ยงอันตรายต่อการเสียชีวิต ถ้าเป็นการฉีดจากผู้ไม่ชำนาญหรือปริมาณที่สูงเกินไปจนร่างกายรับไม่ได้ ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ไม่ควรแลกความขาวของผิวกับความเสี่ยงที่ไม่ได้อยู่ดูโลกแตกในปี 2012 เลย ที่สำคัญถ้าผิวขาวขึ้นจริง ท่านก็จะต้องเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังสูงขึ้นเป็นรางวัลแด่คนช่างฝัน   การกินคลอลาเจนแล้วผิวจะเต่งตึงขึ้นหรือไม่  คำตอบก็คือ ขึ้นกับว่าอายุท่านแก่มากแค่ไหน ถ้ายังแค่ห่ามๆ เซลล์ร่างกายพอมีความสามารถในการสร้างคลอลาเจนได้จากกรดอะมิโนพิเศษคือ ไฮดรอกซีโพรลีนและไฮดรอกซีไลซีน(ซึ่งถูกย่อยออกจากคอลลาเจนที่กินเข้าไป) ผลที่มองเห็นว่ามีความเต่งตึงก็คงพอมี แต่คงไม่ต่างจากการกินโปรตีนทั่วไปสักเท่าไร ทั้งนี้เพราะกรดอะมิโนพิเศษที่ใช้ในการสร้างคลอลาเจนนั้นร่างกายมนุษย์เราผลิตได้เองจากกรดอะมิโนธรรมดาคือ โพรลีนและไลซีน ในร่างกายเราโดยอาศัยวิตามินซีเป็นผู้ช่วยสำคัญ ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่ผู้ซึ่งนิยมบริโภคผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงจะมีผิวสวยในราคาต้นทุนที่ถูกกว่า  แต่ถ้าท่านอยู่ในวัยที่สุกงอมคาต้นแล้ว กินอย่างไรก็ไร้ค่า วิธีเดียวคือ เสี่ยงตายฉีดคลอลาเจนเข้าใต้ผิวหนังส่วนที่ต้องการให้ตึง แล้วก็นั่งนับวันที่มันจะมีอาการบวมติดเชื้อตามมาได้เลย ถ้าคนฉีดไม่มีความสามารถจริง  *************** กินข้าวกล้องงอกแล้วดีหรือไม่ คำตอบคือ ดีแน่ เพราะข้าวกล้องโดยธรรมชาติแล้วอุดมไปด้วยวิตามินบีต่างๆ วิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของใยอาหารที่ช่วยการขับถ่ายให้สะดวกด้วย นอกจากนี้เมื่อข้าวกล้องถูกนำมาทำเป็นข้าวกล้องงอก สิ่งที่ตามมาคือ การเป็นแหล่งของสารกาบา (gamma-aminobutyric acid) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีคือ ได้ทั้งสารที่มีประโยชน์จากการเป็นข้าวกล้อง และสารกาบาซึ่งเชื่อว่าช่วยให้เกิดการผ่อนคลายของสมอง แต่........  เมื่อเข้าค้นหาข้อมูลว่า การกินอาหารที่มีกาบาแล้วมีผลต่อการทำงานของสมองหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่า อาหารที่มีกาบาสูงช่วยให้สมองมีการผ่อนคลาย ตัวอย่างเช่นข้อมูลจาก Wikipedia กล่าวว่า “GABA does not penetrate the blood-brain barrier; it is synthesized in the brain. It is synthesized from glutamate using the enzyme L-glutamic acid decarboxylase and pyridoxal phosphate (which is the active form of vitamin B6) as a cofactor via a metabolic pathway called the GABA shunt. This process converts glutamate, the principal excitatory neurotransmitter, into the principal inhibitory neurotransmitter (GABA)” นั่นก็คือ กินกาบาเข้าสู่ร่างกายได้ แต่ไม่เข้าสมอง เพราะไม่สามารถผ่านกำแพงสำคัญคือ blood-brain barrier ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ป้องกันสมองจากสารอันตรายต่างๆ และที่สำคัญกาบาที่ช่วยให้สมองผ่อนคลายนั้นเป็นกาบาที่สมองสร้างขึ้นเองจากสารกลูตาเมต โดยสรุป ณ เวลานี้ กินข้าวกล้องงอกได้กาบา แต่ดูจะไม่มีประโยชน์ในด้านทำให้หลับสบายเพราะเข้าไปไม่ถึงสมองนั่นเอง  ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่หวังว่ากินข้าวกล้องงอกแล้วจะได้ประโยชน์จากสารกาบา  ให้ลูกกินน้ำมันปลาดีไหมจะได้ฉลาด  คำตอบน่าจะต้องเข้าใจพื้นฐานของคำว่า ฉลาด ก่อนว่าหมายความว่าอย่างไร  ใน Cambridge Advanced Leraners’s Dictionary ให้ความหมายของคำว่า clever หรือ ฉลาดว่า having or showing the ability to learn and understand things quickly and easily ดังนั้นคนฉลาดจึงน่าจะหมายถึงคนที่เข้าใจอะไรได้เร็วหรือเรียนอะไรได้เร็วกว่าคนอื่น ซึ่งอาจเนื่องจากสมองมีระบบประสาทที่มีใยประสาทเชื่อมต่อกันอย่างดี สามารถประมวลผลความรู้ก่อให้เกิดเป็นปัญญาเร็วกว่าคนอื่น  นักวิจัยด้านการพัฒนาการทำงานของสมองกล่าวว่า ช่วงสามปีแรกของเด็กจะเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาสมอง ซึ่งขึ้นกับสภาวะโภชนาการที่ดี มีสารอาหารครบ อย่างไรก็ดียังไม่มีการระบุว่า สารอาหารอะไรที่มีความวิเศษที่จะเสกให้เด็กมีปัญญาเลิศเกินคนอื่น เพราะส่วนใหญ่เด็กที่จัดว่าฉลาดเช่น เข้าเรียนแพทย์โดยไม่ต้องกวดวิชา มักอยู่ในสังคมระดับที่พ่อแม่มีอันจะกิน ซื้อหาความรู้มาประดับสมองเด็กได้ ในขณะที่เด็กซึ่งอาจดูฉลาดแต่อยู่ในสภาวะแวดล้อมเลวร้ายเช่น ชุมโจร ก็อาจฉลาดได้สุด ๆ ในด้านการก่อความเลวร้ายได้  ผู้เขียนเคยฟังการบรรยายของแพทย์ท่านหนึ่งแล้วประมวลได้ว่า ในกรณีของน้ำมันปลาซึ่งมีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 นั้นช่วยให้เด็กมีระบบเส้นใยประสาทสมองเชื่อมกันได้ดี ถ้าแม่กินตั้งแต่เด็กยังไม่เกิด โดยแนะนำให้กินในรูปอาหารมากกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเมื่อเด็กออกมาจากท้องแม่แล้ว ความฉลาดจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเด็กที่ฉลาดนั้นมักจะขยันด้วยแล้วจึงได้ดี ในขณะที่เด็กบางคนท่าดีว่าจะฉลาดแต่เมื่อไม่ขยันในการเรียน ก็มักไม่ได้ดี อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว นอกจากจะพยายามส่งเสริมให้ลูกหลานฉลาดแล้ว ต้องปรับแต่งให้เด็กเป็นคนดีด้วย รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่หวังเอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โดยทำผิดทำนองคลองธรรม เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะไม่มีแผ่นดินอยู่ ดังมีตัวอย่างที่ปรากฏแล้วหลายตัวอย่าง ****************************** การดื่มน้ำชาและกาแฟเป็นประโยชน์หรือโทษแก่ร่างกาย คำตอบคือ เป็นทั้งประโยชน์ถ้าดื่มเป็นและโทษถ้าดื่มไม่เป็น โดยก่อนอื่นท่านผู้อ่านต้องเข้าใจว่า เราดื่มน้ำชาและกาแฟด้วยวัตถุประสงค์อะไร  เครื่องดื่มทั้งสองชนิดว่าไปแล้วเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้การเข้าสังคมเป็นไปได้อย่างราบรื่น ดีกว่าการดื่มเหล้าและเบียร์แบบฟ้ากับเหว เพราะน้ำชาและกาแฟนั้นจะช่วยให้ผู้ดื่มสดชื่นจากแคฟเฟอีน อีกทั้งแคฟเฟอีนก็ช่วยในการกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่ประเด็นนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ที่ช่วยการเรียกน้ำย่อย อย่างไรก็ดีการดื่มน้ำชาและกาแฟไม่ทำให้ไร้สติสัมปชัญญะ ต่างจากเหล้าและเบียร์ อีกทั้งน้ำชาและกาแฟชงสดๆ (แต่ไม่ร้อนเกินไป) จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านมะเร็งอยู่ด้วย ดังนั้นการดื่มน้ำชาและกาแฟไม่เกินวันละสามครั้งหลังอาหาร ก็ควรจะเป็นประโยชน์แก่สุขภาพ แต่ถ้ามากไปและไม่เป็นเวลา อาการปวดหัวไมเกรนและโรคกระเพาะอาจถามหาได้ เพราะน้ำย่อยอาหารที่กาแฟเหนี่ยวนำออกมา ถ้าไม่มีอะไรย่อย ก็จะย่อยกระเพาะอาหารจนทำให้เป็นแผลในกระเพาะได้ กรณีนี้จะยกเว้นกับคนส่วนน้อยบางคนที่สามารถกินกาแฟได้ทุกช่วงเวลาโดยไม่เป็นอะไร

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 124 รวมเด็ดสะเก็ดข่าว อาหารและโภชนาการ

  ผู้เขียนถามตัวเองว่า เรารู้อะไรและไม่รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการ คำตอบที่ได้คือ รู้น้อยมาก เพราะหลายครั้งที่มีคนตั้งคำถามขึ้นมา เราต้องเสียเวลาหาคำตอบจากแหล่งที่ให้ความรู้คือ ตำราและอินเตอร์เน็ต ในกรณีของอินเตอร์เน็ตนั้น เป็นแหล่งที่คนทั้งที่เป็นผู้รู้และคิดว่าตนเป็นผู้รู้ขึ้นมาแสดงความรู้กัน จึงทำให้เราซึ่งเป็นผู้แสวงหาความรู้ต้องสามารถตีความได้ว่า ข้อมูลที่กำลังอ่านหรือฟังจากอินเตอร์เน็ตนั้นเชื่อถือได้เพียงใด โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกี่ยวพันกับการค้าสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ  เวลาผู้เขียนมีโอกาสบรรยายความรู้ทางอาหาร โภชนาการและพิษวิทยาในที่ประชุมต่างๆ มักมีคำถามที่ผู้ฟังกังขา(ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในประเด็นที่ได้บรรยาย) ถามเป็นประจำ ซึ่งเป็นการแสดงว่า ผู้ถามเริ่มเป็นนักแสวงหาความรู้ที่ดี กล่าวคือไม่เชื่ออะไรง่ายๆ พยายามหาความคิดที่สอง ซึ่งฝรั่งเรียกว่า second thought  คำถามที่มักอยู่ในการบรรยายช่วง ถาม-ตอบ คือ • น้ำมันมะพร้าวกินดีไหม • น้ำประปาต้มแล้วดื่มได้หรือไม่• สมุนไพรเป็นของธรรมชาติแล้วมีอันตรายได้หรือ• น้ำคลอโรฟิลล์กินดีหรือไม่• กินน้ำต้มใบแปะก๊วยแล้วสมองจะดีขึ้นใช่ไหม• กินรังนกแล้วสุขภาพดีขึ้นจริงหรือไม่• กลูตาไทโอนช่วยทำให้ผิวขาวจริงหรือ• กินคลอลาเจนแล้วผิวจะเต่งตึงขึ้นหรือไม่• กินข้าวกล้องงอกแล้วดีหรือไม่• ทำอย่างไรลูกจึงจะฉลาด ควรให้กินน้ำมันปลาดีไหม• ดื่มน้ำชาและกาแฟ เป็นประโยชน์หรือโทษแก่ร่างกาย ฯลฯ  ผู้เขียนจะขอตอบคำถามเหล่านี้ให้ท่านผู้อ่านเข้าใจแบบง่าย ๆ อีกสักครั้ง เผื่อคราวหน้าได้พบปะกัน จะได้มีประเด็นนอกเหนือไปจากนี้เสียที   น้ำมันมะพร้าวดีจริงไหม?  กรณีน้ำมันมะพร้าวนั้น ผู้เขียนเคยเขียนลงในฉลาดซื้อเมื่อไม่กี่เดือนมานี้แล้ว และความจริงเรื่องเกี่ยวกับไขมันที่ใช้ในการบริโภคก็ได้เคยเขียนมา 3 ตอนในฉลาดซื้อเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ซึ่งสรุปแล้วการกินน้ำมันมะพร้าว สิ่งที่ได้ก็เหมือนกับกินน้ำมันทั่วไปคือ ให้พลังงาน กินมากก็อ้วน ข้อดีคือ น้ำมันมะพร้าวให้พลังงานเร็ว ทางการแพทย์จึงนำไปประกอบเป็นอาหารการแพทย์สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการพลังงานในการฟื้นตัว ที่สำคัญน้ำมันมะพร้าวใช้ทอดอาหารดี เพราะเป็นน้ำมันอิ่มตัว มีองค์ประกอบบางชนิดที่ทำให้อาหารที่ทอดมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ความสามารถในการฆ่าเชื้อนั้นเป็นคุณสมบัติทั่วไปของน้ำมันพืช สังเกตได้ว่าในการทำศึกสมัยโบราณ เวลาตัดหัวแม่ทัพข้าศึกได้ จะทำการแช่หัวไม่ให้เน่าในน้ำมันหรือน้ำผึ้ง โดยอาศัยว่า สารละลายทั้งสองชนิดยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ดี   จริงหรือไม่อย่าดื่มน้ำประปาต้ม?  เรื่องของน้ำประปานั้น เป็นประเด็นสำคัญเพราะมีนักเขียนทั้งในเน็ตและหนังสือไปพบข้อความของนักเขียนต่างชาติที่บอกว่า เนื่องจากน้ำประปามีสารคลอรีนปนอยู่ ขณะที่ทำการต้มน้ำนั้นคลอรีนสามารถทำปฏิกิริยากับสารประกอบอินทรีย์ที่มีแขวนลอยอยู่ในน้ำกลายเป็นสารประกอบใหม่กลุ่มที่เรียกว่า ฮาโลมีเทน (halomethane) ซึ่งมีสมาชิกหลายชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง จึงแนะนำให้ผู้บริโภคซื้อเครื่องกรองน้ำมากรองเอาคลอรีนออกจากน้ำก่อนต้ม  ความจริงแล้วมันก็จริงอย่างที่เขาเขียนกัน เพียงแต่ว่าปรกติแล้วปริมาณคลอรีนที่ใช้ในการฆ่าเชื้อนั้นค่อนข้างต่ำและถ้าทิ้งน้ำประปาไว้ในตุ่มดินก่อนนำน้ำมาดื่ม คลอรีนก็จะระเหยไปบ้าง ส่วนสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นหลังการต้มน้ำประปาโดยปรกติแล้วเกิดในปริมาณต่ำมากๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับเป็นส่วนในพันล้านส่วน โดยสรุปแล้วยังคงแนะนำให้ต้มน้ำประปาดื่มต่อไปถ้ายังกังวลว่าอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ ส่วนสารพิษที่เกิดขึ้นในปริมาณต่ำร่างกายมักทำลายทิ้งได้เอง   สมุนไพรไม่น่าอันตรายเพราะมาจากธรรมชาติ?   สำหรับประเด็นความกังวลของผู้รักสุขภาพ(ที่มักแสวงหาอาหารหรือสมุนไพรมากินบำรุงร่างกาย) เกี่ยวกับอันตรายจากการแสวงหาของกินนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะมีหลายคนที่เข้าใจว่า อะไรก็ตามที่เป็นธรรมชาติแล้วน่าจะปลอดภัย ทั้งที่คำสองคำนั้นเขียนก็ต่างกัน ความหมายยิ่งคนละเรื่องเลย ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่จะบริโภคสิ่งที่เป็นสมุนไพร(ซึ่งมีคำจำกัดความกว้างมาก) ก็ให้พึงระลึกก่อนว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเขากินกันมาหลายชั่วคนแล้วหรือไม่ และที่สำคัญสิ่งที่กินนั้นมันใช่สิ่งที่ต้องการกินหรือไม่ (เพราะสมุนไพร เช่น รากไม้นั้นดูเหมือนกันไปหมด) ถ้ากติกาทั้งสองข้อนี้ไม่ผ่าน ก็กินอะไรที่หากินได้ง่าย ๆ ไปก่อนเถิด เพราะผู้เขียนยังเชื่อในหลักการว่า การกินอาหารครบห้าหมู่ในสัดส่วนที่ถูกต้องตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมแล้ว สุขภาพควรแข็งแรงดี   น้ำคลอโรฟิลล์ดีจริงหรือ?  คำถามยอดฮิตของวัยรุ่นแย้มฝาโลงคือ การดื่มน้ำคลอโรฟิลล์แล้วทำให้สุขภาพดีจริงหรือไม่ คำตอบคือ จริง เพราะคลอโรฟิลล์ช่วยจับสารพิษบางประเภทออกจากร่างกายได้ อีกทั้งคลอโรฟิลล์เป็นแหล่งของธาตุ “แมกนีเซียม” ที่จำเป็นมากต่อร่างกาย อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว เราได้คลอโรฟิลล์จากผักใบเขียว การดื่มน้ำใบบัวบกแก้ร้อนใน หรือน้ำใบเตยก็ได้คลอโรฟิลล์ตามวัตถุประสงค์ให้สุขภาพดีแล้ว อีกทั้งแมกนีเซียมก็มีมากมายในน้ำประปาโดยอยู่ในรูปแมกนีเซียมคลอไรด์ซึ่งทำให้น้ำกระด้างถาวร ผู้บริโภคจึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อผงคลอโรฟิลล์มาชงดื่มให้เปลืองเงินโดยไม่จำเป็น   จริงหรือไม่ น้ำชาจากใบแปะก๊วยช่วยให้ความจำดี?  ประเด็นการดื่มน้ำชาที่ได้จากการชงใบแปะก๊วยนั้น ผู้เขียนได้รับคำถามนี้จากสมาชิกชาวสวนลุมพินีที่ไปออกกำลังกายและบังเอิญผ่านเข้าไปฟังการบรรยายกลางสวนที่ผู้เขียนได้รับเชิญนานมาแล้ว คำตอบแบบฟันธงก็คือ สารสกัดจากใบแปะก๊วยด้วยน้ำร้อนนั้นเป็นสารคนละกลุ่มที่ช่วยให้เส้นเลือดสมองขยายได้ สารที่ช่วยให้เส้นเลือดที่สมองขยายตัวได้นั้นต้องสกัดด้วยตัวทำละลายไขมัน ได้แก่ เฮ็กเซน ไม่ใช่น้ำร้อน อย่างไรก็ตามถึงได้กินสารสกัดใบแปะก๊วยที่ได้จากการใช้เฮ็กเซนสกัดก็ตาม การขยายตัวของเส้นเลือดสมองนั้นเป็นการขยายจากเส้นเลือดที่เกิดอาการตีบให้ขยายออกเท่าเดิม จึงคิดและจำได้เหมือนที่เคยเป็น ไม่ใช่ขยายจากเดิมออกไปแล้วจำหรือคิดได้มากขึ้น จึงขอแสดงความเสียใจต่อนักศึกษา(ขี้คร้านทั้งหลาย) ผู้ตั้งความหวังว่า การกินสารสกัดจากใบแปะก๊วยทำให้เส้นเลือดเลี้ยงสมองขยายขนาดได้ แล้วเลือดจะไปเลี้ยงสมองมากขึ้นทำให้ฉลาดขึ้นเวลาใกล้สอบ  ความฉลาดนั้นเกิดจากการอ่านมากรู้มากและรู้จักคิด ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับพันธุกรรมด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังอีกว่า ถ้าท่านบริโภคสารสกัดจากใบแปะก๊วย(จริงๆ) เองโดยไม่อยู่ในความดูแลของแพทย์ เวลาต้องเข้ารับการผ่าตัดต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน มิเช่นนั้นอาจมีอันตรายจากการเสียเลือดมากกว่าปรกติ เพราะมีตัวอย่างผู้บริโภคสารสกัดใบแปะก๊วยในต่างประเทศที่เสียเลือดมากกว่าปรกติจนเสียชีวิตขณะรับการผ่าตัดมาแล้ว   รังนกมีประโยชน์มากจริงหรือ? ในการบรรยายเกี่ยวกับความรู้ด้านอาหารและสุขภาพนั้น เมื่อเปิดเวทีให้มีการถาม ประเด็นที่ไม่เคยขาดไปจากความสนใจของผู้ฟังคือ เรื่องการกินรังนก ซึ่งผู้เขียนก็ยังยืนยันว่ามันคือ เสมหะหรือเสลดของนก ซึ่งเป็นสารคัดหลั่งจำพวกคอลลาเจน ที่เป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ ที่ไม่น่าจะมีสรรพคุณใดๆ ต่อสุขภาพของผู้บริโภค ยกเว้นว่า อร่อย เมื่อต้มกับน้ำตาลในความรู้สึกของผู้บริโภคบางท่าน ซึ่งไม่รวมผู้เขียน เนื่องจากอาหารประเภทนี้ ไม่ได้ต่างไปจากการกินหูฉลาม ซึ่งเป็นการทำร้ายสัตว์โลกผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขในภาวะโลกกำลังวิกฤตเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะกินเพราะติดในกิเลสที่ต้องการเสพ ก็กินไปเถิด แต่ถ้าหวังประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพ ก็ควรรอว่าเมื่อไรจะมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับกันเสียที  สำหรับประเด็นอื่น ๆ จะขอยกยอดไปเล่าให้ฟังกันในฉบับหน้านะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 123 ฝันร้ายก่อน 2012

  มีนาคม 2554 ที่ผ่านไปแล้วนั้น กลุ่มคนที่ฝันร้ายที่สุดในโลกคงไม่เกินชาวญี่ปุ่น ที่ประสบปัญหาอุบัติภัยในการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติที่น่าวิตกครั้งหนึ่งของมนุษย์ชาติ ส่งผลให้อนาคตของการใช้พลังงานปรมาณูในการผลิตไฟฟ้าในหลาย ๆ ประเทศไม่แน่นอนไปเลย  การเกิดปัญหาเกี่ยวกับสารกัมมันตภาพรังสีในประเทศญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะคนญี่ปุ่นมีปูมหลังที่หวาดกลัวสารรังสีมาตั้งแต่สมัยโดนทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ จนเวลาผ่านมาราว 66 ปี และคนในยุคนั้นเหลือน้อยเต็มที่ ความหวาดกลัวได้หายไปเกือบหมด ดูได้จากก่อนเกิดปัญหาที่ฟูกูชิมา หลายจังหวัดของญี่ปุ่นที่ไม่มีโรงไฟฟ้าปรมาณูได้ดำริจะขอจัดตั้งบ้าง เนื่องจากเห็นประโยชน์ของโรงไฟฟ้าชนิดนี้ว่า เป็นพลังงาน (เหมือน) สะอาด และราคา (เหมือน) ถูก ทั้งนี้เพราะชาวญี่ปุ่นปัจจุบันเป็นกลุ่มชนที่ฟุ่มเฟือย ใช้พลังงานมากที่สุดในโลกก็ว่าได้  จะถือว่าเป็นโชคดีหรือเคราะห์ร้ายก็ตาม ที่โรงไฟฟ้าพลังงานปรมาณูที่ฟูกูชิมาเกิดมีปัญหาเนื่องจากแผ่นดินไหวและเกิดสึนามิขึ้นมา โครงการสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูทั่วโลกจึงหัวทิ่มไปหมด ถึงขนาดที่ประเทศเยอรมันที่กำลังจะต่ออายุโรงไฟฟ้าที่เตรียมยกเลิกแล้วต้องยกเลิกจริงไปเลย เพราะเป็นโรงไฟฟ้ารุ่นเก่า  จึงมีคำถามว่า แล้วคนไทยจะรนหาที่ไปทำไมในเรื่องโรงไฟฟ้าปรมาณู หรือมันตอบสนองความต้องการของใครกันแน่  ถามใหม่ว่า ถ้าประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าปรมาณู ถึงมันจะเป็นเจ็นเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งปลอดภัยสุด ๆ ตามที่เขาบอกแล้วก็ตาม โอกาสจะเกิดปัญหาแบบฟูกูชิมามีได้หรือไม่ คำตอบแบบใช้ไขสันหลังแบบเน้น ๆ คือ มีแน่นอน และเมื่อได้คำตอบนี้แล้ว คนไทยจะทำอย่างไรถ้าเกิดอุบัติภัยเช่นนี้  ผู้เขียนตอบตนเองต่อคำถามดังกล่าวว่า ไม่รู้แฮะ เพราะไม่เคยคิด เหมือนเราไม่เคยคิดเรื่องสึนามิมาก่อน ดังนั้นผู้เขียนจึงลองสร้างสถานการณ์ว่า ถ้าเมืองไทยมีโรงไฟฟ้าปรมาณูตั้งอยู่ที่ ศาลายา นครปฐม สิ่งแรกที่ผู้เขียนจะทำคือ ขายบ้านซึ่งอยู่ถนนพุทธมณฑลสาย 2 ทิ้ง ย้ายไปอยู่ที่ใดก็ได้ที่มีภูเขาที่สามารถบังกระแสลมจากศาลายา ทั้งนี้เพราะเป็นที่ทราบดีว่า ถ้าไม่สามารถควบคุมการทำงานของแกนกลางที่ให้พลังงานของโรงไฟฟ้าปรมาณูได้ สารรังสีที่สามารถลอยไปกับลมสองชนิดหลักคือ ไอโอดีน 131 และซีเซียม 137 มีการกระจายแน่ในเริ่มแรก ภูเขาจึงอาจช่วยได้บ้าง   แล้วเราควรเตรียมร่างกายอย่างไรถ้ามีการตอกเสาเข็มสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณู แต่ย้ายบ้านไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องทำร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง มีระบบภูมิต้านทานดี เพราะอันตรายของสารรังสีที่สำคัญคือ การก่อมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งน่ากลัวเนื่องจากเม็ดเลือดขาวนั้นเป็นระบบที่คอยกำจัดเซลล์มะเร็ง แล้วเมื่อกลายเป็นมะเร็งเสียเอง ทุกอย่างก็จบกัน ดังนั้นที่สำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้ระบบเม็ดเลือดขาวแข็งแรงสามารถต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงในร่างกายเนื่องจากสารกัมมันตภาพรังสีได้  สารกัมมันตภาพรังสีนั้น ไม่ว่าชนิดใดก็ไม่ควรให้ปนในอาหารที่เข้าสู่ร่างกาย เพราะการแผ่รังสีภายในร่างกายนั้นสามารถทำให้เซลล์ของระบบต่าง ๆ กลายเป็นมะเร็งได้ทุกระบบ แต่ที่เสี่ยงที่สุดคือ ระบบที่มีความพร้อมในการแบ่งตัวตลอดเวลา คือ ระบบเม็ดเลือดขาว อย่างไรก็ดี แม้เม็ดเลือดขาวจะเสี่ยงต่อการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็ง เม็ดเลือดขาวเองก็มีระบบซ่อมแซมหน่วยพันธุกรรมของตัวเองเหมือนเซลล์อื่น ๆ เพียงแต่ต้องกินสารอาหารที่มีประโยชน์ครบ  เคยมีงานวิจัยที่พบว่า คนที่รอดตายจากการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมานั้น ถ้าใครมีพฤติกรรมการบริโภคผักและผลไม้สูงจะมีชีวิตที่ยืนยาวและลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากกว่าคนที่ไม่ชอบผักและผลไม้  การศึกษาในหนูทดลองที่ถูกฉายรังสีแกมม่า (ซึ่งสามารถได้รับจากไอโอดีน 131 และสารกัมมันตภาพรังสีอีกหลายชนิด) นั้น ถ้าสัตว์ได้รับวิตามินเอ (หรืออาจเป็นเบต้าแคโรตีนก็ได้) วิตามินอี และวิตามินซี ก่อนการทดลอง การแตกหักของเซลล์เม็ดเลือดขาว (ซึ่งเป็นดัชนีชีวัดอันตรายจากรังสี) จะลดลง ดังนั้นการที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง และได้รับสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระเพียงพอ จึงสำคัญมากๆ เพราะอันตรายที่รังสีเช่น แกมม่า ก่อให้เกิดในร่างกายเรานั้น ประเด็นหลักคือ การก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งถ้ากินอาหารมีผักผลไม้สีสดแล้วเราย่อมได้สารต้านอนุมูลอิสระมากพอ แต่ที่สำคัญอย่าไปหลงเชื่อกินสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นเม็ดๆ เพราะท่านอาจได้รับชนิดของสารต้านอนุมูลอิสระไม่ครบเท่าจากการกินอาหารทั่วไป   หลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกานั้นได้มีการเตรียมตัวรับสถานการณ์กันค่อนข้างดี เพราะหลายรัฐมีโรงไฟฟ้าประเภทนี้และในอดีตหลายรัฐก็มีปัญหาบ้างไม่มากก็น้อย ประชาชนจึงมักได้รับการอธิบายและอาจมีการฝึกรับมือเมื่อเกิดปัญหาว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ในเอกสารเรื่อง Radioactive contamination of food: A primer for consumers (ซึ่งสามารถค้นหาได้จาก google แล้ว download มาอ่านนั้น) ได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนว่าควรปฏิบัติอย่างไร โดยอาศัยพื้นฐานจากข้อปฏิบัติของรัฐเวอร์มอนต์  โดยทั่วไปแล้วเมื่อเกิดปัญหาแบบที่ฟูกูชิมา ประชาชนจะได้รับคำแนะนำให้ตามข่าวอยู่แต่ในบ้าน หรืออาจต้องอพยพตามความรุนแรงของสถานการณ์ (โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีขโมยออกปฏิบัติการเหมือนในบางประเทศที่น้ำท่วมแล้วชาวบ้านยอมตายคาบ้าน) ผักผลไม้หรือพืชที่ปลูกไว้อื่นๆ ถ้าสามารถคลุมด้วยผ้าใบกันน้ำได้ จะช่วยให้มีอาหารกินได้นานขึ้น  อาหารประเภทที่มีความปลอดภัยในสถานการณ์ดังกล่าวคือ อาหารกระป๋อง สำหรับนมที่จะให้เด็กนั้นต้องมาจากวัวที่ได้รับการดูแลไม่ให้สัมผัสสารรังสีคือ อยู่ในโรงเลี้ยงและกินอาหารที่ได้รับการตรวจสอบ (หรือไม่ก็ดูฉลากว่ามาจากประเทศที่ไม่มีปัญหาการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี) เหตุที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะ เด็กและวัยรุ่นที่กำลังเติบโตนั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงสุด ส่วนประเภทแก่เฒ่าเขี้ยวลากดินแล้วนั้น เซลล์มันไม่ค่อยแบ่งแล้ว ความเสี่ยงก็ต่ำลง  อาหารประเภทผักผลไม้ ไม่ว่าปลูกเองหรือซื้อมาควรล้างให้มากเป็นพิเศษ หรือถ้าปอกเปลือกได้ก็ต้องปอกเปลือก แต่ในกรณีสารรังสีซึมเข้าไปอยู่ในเนื้ออาหารแล้ว ก็ตัวใครตัวมันครับ อย่างไรก็ตามในหลักการแล้ว อย. จะต้องดูแลเรื่องนี้  เนื้อสัตว์ต่างๆ ควรมาจากฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์แบบปกปิดมิดชิด ซึ่งก็คือฟาร์มขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันบ้านเราก็มีหลายแห่ง อาหารเนื้อสัตว์จากฟาร์มเล็กจะค่อนข้างมีปัญหาจึงควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงยากให้ลดความเสี่ยงโดยอาศัยหลักการที่ว่า ปรกติแล้วสารรังสีที่ให้รังสีแกมมาเช่น ไอโอดีน 131 นั้นมีอายุค่อนข้างสั้น กล่าวคือ เวลาผ่านไป 8 วัน ปริมาณจะลดลงครึ่งหนึ่ง ดังนั้นอาหารที่ปนเปื้อนสารรังสีไอโอดีน 131 จึงมักจะมีความเสี่ยงลดลงถ้าเก็บไว้ในที่ปลอดภัยสักระยะหนึ่งจึงนำมาบริโภค (หมายความว่าเมื่อไม่มีอย่างอื่นกินแล้ว) ส่วนปลาหน้าดินที่เลี้ยงในบ่อที่อยู่ในบริเวณมีสารรังสีปนเปื้อนนั้น จะมีการปนเปื้อนมากกว่าปลาที่หากินผิวน้ำ ดังนั้นเราอาจต้องลืมผัดเผ็ดปลาดุกสักพักหนึ่งถ้าโรงไฟฟ้าปรมาณูในบ้านเรา(ถ้ามี) เกิดปัญหา สุดท้ายแล้วสิ่งที่ควรพิจารณามากที่สุดคือ ทำไมเราต้องมีโรงไฟฟ้าปรมาณู ทำไมเราไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ การใช้ไฟเปลืองเกินจำเป็น หรือถ้ามันต้องใช้ไฟฟ้ามาก ทำไมไม่มองพลังงานที่สะอาดจริง ๆ เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือแม้แต่พลังงานน้ำที่ทำในขนาดเล็กพอเพียงใช้ในชุมชน ไม่ใช่ทำเขื่อนกั้นน้ำเบ้อเริ่มบนรอยแยกของเปลือกโลกแล้วทำให้คนท้ายน้ำใส่ชูชีพนอนตลอดเวลา คนไทยเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางจริยธรรมสูงมาก แค่น้ำมันปาล์มขาดตลาดก็แย่งกันกักตุนแล้ว เมื่อใดที่ข้าวสารขาดตลาดจะเกิดภาวะวุ่นวายเพียงใด และถ้าเกิดอุบัติภัยขนาดใหญ่เช่นที่ฟูกูชิมาคนไทยจะต่างคนต่างหาทางเอาตัวรอดเพียงใด ดังนั้นเมื่อใดที่รัฐบาลสามารถทำให้คนไทยมีความเป็นระเบียบ หัดเข้าคิวทำกิจกรรมในสถานการณ์ปรกติได้ ค่อยคิดเรื่องมีโรงไฟฟ้าปรมาณูดีกว่ามั้ง  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 122 เจ็นนิสตีน ดาบสองคม ???? ตอนที่ 2

  ในฉบับที่แล้วผู้เขียนได้เกริ่นเรื่องของเจ็นนิสตีนในถั่วเหลืองว่าอาจก่อปัญหาได้ถ้ากินไม่เป็น และได้หยุดประเด็นไว้เพราะต้องการให้ท่านผู้อ่านทำความรู้จักกับสารในกลุ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนเสียก่อน เพื่อไปสรุปตอนท้ายว่า ตกลงเจ็นนิสตีนมีปัญหาแล้วผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองจะมีปัญหาหรือไม่  เอสโตรเจนในร่างกายสตรีนั้น เมื่อมีการไปจับตรงบริเวณตัวรับฮอร์โมนบนเซลล์ เซลล์นั้นจะทำการเพิ่มขนาดทุกอย่าง รอเพียงคำสั่งอีกนิดเดียว ก็อาจมีการแบ่งเซลล์ได้ หรือทำหน้าที่ผลิตน้ำนมถ้าเป็นเซลล์ต่อมน้ำนม (mammalian gland cell)  อย่างที่ว่ารอคำสั่งอีกนิดเดียว คำสั่งที่จะบอกให้เซลล์ต่อมน้ำนมเริ่มพัฒนาเพื่อทำการผลิตน้ำนมคือ การฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก ซึ่งแสดงว่าเกิดการตั้งครรภ์แล้ว ร่างกายต้องเตรียมตัวผลิตน้ำนม ดังนั้นต่อมน้ำนมจึงต้องทำตัวให้พร้อมเหมือนการขยายโรงงานผลิตนมนั้นเอง การขยายตัวแบบนี้ถือว่าปรกติ  ปรกติแล้วเมื่อสตรีมีการตกไข่ในแต่ละเดือน เอสโตรเจนในร่างกายจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีเอสโตรเจนมาจับที่เซลล์ต่อมน้ำนมแล้วกระตุ้นให้เซลล์นี้เพิ่มขนาด เพื่อพัฒนาไปสร้างน้ำนม ในกรณีเจ้าของร่างกายเป็นสาวทั้งแท่งในลักษณะดอกไม้ไกลมือชายนั้น การเตรียมตัวนี้อาจนำไปสู่การแบ่งเซลล์แบบไม่ตั้งใจ ซึ่งถือว่าผิดกฎ กติกาและมารยาทอย่างแรง จึงทำให้ส่วนใหญ่ลงท้ายด้วยการเป็นมะเร็ง  อีกกรณีหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจคือ มีการศึกษาพบว่า สตรีที่เคยแท้งลูก ไม่ว่าด้วยความเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม มักมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้นกว่าสตรีที่ไม่เคยแท้งลูก จึงมีความเข้าใจกันว่าเป็น เพราะเซลล์ต่อมน้ำนมนั้นได้พัฒนาเพื่อผลิตน้ำนมแล้ว แต่บังเอิญการตั้งครรภ์หยุดไปก่อน เซลล์นั้นจึงงง ทำอะไรไม่ถูกจนถึงขั้นทำการแบ่งตัวเสียให้รู้แล้วรู้รอดกลายเป็นมะเร็งไปเลย สิ่งที่ทำให้คิดขณะนี้ก็คือ สตรีผู้ไปใช้บริการสุสานเก็บเด็กที่วัดไผ่เงินทั้ง 2002 คนนั้น ป่านนี้ปรกติสุขดีอยู่หรือ   เจ็นนิสตีนกับมะเร็งเต้านม   ผู้เขียนได้เขียนถึงเรื่องของเอสโตรเจนและผลของการจับระหว่างเอสโตรเจนต่อบริเวณรับที่อยู่บนผนังเซลล์ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจภาพว่า ขณะที่เกิดการจับตัวกันนั้น เอสโตรเจนจะส่งสัญญาณทำให้เซลล์ต่อมน้ำนมขยายตัวและเข้าใจว่ามีการอุ้มน้ำจึงเกิดอาการเจ็บคัดหน้าอกของสตรี อีกทั้งเอสโตรเจนนั้นมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการบีบตัวของมดลูกด้วย จึงทำให้สตรีบางคนที่มีประจำเดือนเกิดอาการปวดท้องเกร็งอย่างแรง บางคนถึงกับเป็นลม ดังนั้นถ้ามีสารใดสารหนึ่งสามารถเข้าไปจับตัวกับบริเวณรับของเอสโตรเจนบนผนังเซลล์ที่หน้าอกและมดลูก และสารนั้นไม่ออกฤทธิ์ใด ๆ หรือออกฤทธิ์แต่น้อย ความเจ็บปวดทรมานในช่วงเวลามีประจำเดือนก็จะลดลง  ในความเป็นจริงแล้วสารที่สามารถจับกับบริเวณรับของเอสโตรเจนได้ก็ควรมีลักษณะโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายเอสโตรเจน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์สุขภาพเราทราบกันดีว่า เจ็นนิสตีน ที่อยู่ในถั่วเหลืองนั้นมีฤทธิ์เป็นเอสโตรเจนจึงเรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) แต่เจ็นนิสตีนออกฤทธิ์เป็นเอสโตรเจนที่มีฤทธิ์ต่ำกว่ามาก ดังนั้นเมื่อสตรีใดบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเข้าไปก่อนเริ่มมีประจำเดือนสัก 2-3 วัน เพื่อให้เจ็นนีสตีนได้เข้าไปแย่งจับบริเวณรับของเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นในช่วงมีประจำเดือนแล้ว อาการคัดเต้านมและปวดมดลูกก็ควรลดลง  เจ็นนิสตีนนี้มีประวัติที่ยาวนานพอควร นอกจากข้อมูลการลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมแล้วก็ยังมีข้อมูลที่กล่าวว่า สามารถป้องกันการเป็นซ้ำ (recurrent) ของมะเร็งเต้านมได้อีก โดยอาศัยคุณสมบัติของสารนี้ในการตัดท่อน้ำเลี้ยงของเซลล์มะเร็ง  เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เซลล์มะเร็งนั้นเมื่อเกิดขึ้นหรือหลุดจากอวัยวะหนึ่งไปเกาะติดที่อีกอวัยวะหนึ่ง จะต้องมีการสร้างเส้นเลือดฝอยจากเส้นเลือดแดงไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง การทั้งนี้ไม่ใช่เป็นความเต็มใจของร่างกายที่จงใจจะสร้างท่อน้ำเลี้ยงให้เซลล์มะเร็งเป็นกรณีพิเศษ แต่เกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์มะเร็งส่งสารจำเพาะ ที่สามารถไปกระตุ้นให้เส้นเลือดใหญ่เคลิบเคลิ้มสร้างเส้นเลือดฝอยเพื่อส่งอาหารไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งเป็นกรณีเฉพาะ เรื่องนี้มีการพิสูจน์โดยการฝังเซลล์มะเร็งในสัตว์ทดลอง ทิ้งไว้ระยะหนึ่ง ก็พบว่ามีเส้นเลือดฝอยมากมายไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง ดังนั้นในหลักการที่จะป้องกันการเกิดซ้ำหรือการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งแล้ว ประการหนึ่งคือ  การใช้สารเคมีทั้งสังเคราะห์ หรือธรรมชาติไปทำลายท่อน้ำเลี้ยงเซลล์มะเร็ง มะเร็งก็จะฝ่อไป หลักการดังกล่าวนี้เป็นทฤษฎีที่ตั้งขึ้นโดย Dr. Judah Folkman ซึ่งเป็นแพทย์นักวิจัยของโรงพยาบาลเด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาดในบอสตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเจ็นนิสตินก็เป็นสารไอโซเฟลโวนชนิดหนึ่งที่มีผู้ศึกษาพบว่ามีคุณสมบัติในการตัดท่อน้ำเลี้ยงเซลล์มะเร็งด้วยเช่นกัน  จากคุณสมบัติที่เจ็นนิสตีนสามารถตัดท่อน้ำเลี้ยงของเซลล์มะเร็งได้ ทำให้ผู้เขียนมีจินตนาการต่อไปว่า ถ้างั้นเจ็นนิสตีนจะมีผลต่อตัวอ่อนในมดลูกของสาว ๆ หรือไม่ ทั้งนี้เพราะสมัยเรียนวิชา histology อาจารย์ที่สอนได้พูดเป็นเชิงว่า “Fetus acts as a big tumor.” แปลเป็นไทยคือ ตัวอ่อนในท้องแม่นั้นทำตัวเป็นเนื้องอกก้อนเบ้อเริ่มเลย  เหตุผลที่อาจารย์ให้ไว้คือ เวลาท้องนั้นตัวอ่อนจะดูดสารอาหารทุกอย่างที่ต้องกันจากแม่ไปสู่ตัวเองโดยผ่านทางรก ซึ่งในรกนั้นจะมีเส้นเลือดมากมายที่ลำเลียงทั้งน้ำ อาหารและอากาศ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ผู้เขียนจินตนาการว่า เจ็นนิสตีนจะมีผลกับระบบเส้นเลือดในรกที่มาเลี้ยงตัวอ่อนหรือไม่ เพราะถ้าตัวอ่อนเปรียบเหมือนก้อนเนื้องอกแล้ว เส้นเลือดที่มาเลี้ยงตัวอ่อนก็น่าจะอ่อนไหวต่อการทำงานของเจ็นนิสตีนในการยับยั้งการส่งสารอาหาร น้ำและออกซิเจน คล้ายการที่เจ็นนิสตีนยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกหรือมะเร็ง  จินตนาการดังกล่าวของผู้เขียนดูเหมือนจะมีความหมายพอควร เมื่อนักศึกษาของผู้เขียนนำบทความวิชาการเกี่ยวกับผลของเจ็นนิสตีนต่อการสุกของไข่ การปฏิสนธิ และการพัฒนาของตัวอ่อนในหนูเม้าส์มาเม้าท์กันในการสัมนาวิชาการ ดังที่อ้างถึงในฉลาดซื้อฉบับที่แล้ว ในบทความดังกล่าว ผู้วิจัยได้พบว่า สารเจ็นนิสตีนในขนาดที่ค่อนข้างสูงเมื่อผสมน้ำให้หนูกินนานติดต่อกัน 4 วัน ส่งผลให้ไข่ของหนูที่แยกออกมาจาหนูไปเลี้ยงในหลอดทดลองสุกช้าไปจากที่ควรเป็น การผสมของไข่นั้นกับสเปิร์ม (ในหลอดทดลอง) และการเจริญของตัวอ่อน (ที่ได้จากการผสมในหลอดทดลอง) ซึ่งถูกย้ายไปฝังตัวในหนูแม่เลี้ยงก็ช้าไปจากเดิม นอกจากนี้ตัวอ่อนที่เกิดก็มีน้ำหนักที่น้อยจากที่ควรเป็น และสุดท้ายนักวิจัยได้กล่าวสรุปเป็นเชิงว่า เจ็นนิสตีน เป็นปัจจัยที่ก่อปัญหาให้กับตัวอ่อนในท้องแม่   ท่านผู้อ่านต้องตั้งหลักในการคิดให้ดีว่า การศึกษาที่ยกเป็นตัวอย่างนั้นเป็นการใช้สารเจ็นนิสตีนบริสุทธิ์ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง และมีการศึกษาซึ่งส่วนใหญ่เป็นนอกร่างกายหนูคือ ใช้หลอดทดลองค่อนข้างเยอะ ดังนั้นการแปลผลโดยตรงจากเจ็นนิสตีนถึงผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองนั้นคงเป็นไปไม่ง่ายนัก เพราะคงไม่มีใครกินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองจนได้เจ็นนิสตีนในปริมาณสูง ที่ได้กล่าวนี้เพื่อไม่ให้ท่านผู้อ่านตื่นตระหนก ถ้าบังเอิญไปพบข้อความที่มีการนำงานวิจัยนี้บางส่วนไปโพสต์บนอินเตอร์เน็ท แล้วกล่าวว่าการกินถั่วเหลืองทำให้มีลูกยาก สิ่งที่ควรสังเกตในงานวิจัยนี้คือ การได้รับเจ็นนิสตินบริสุทธิ์เช่นในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งมีวางขายในต่างประเทศแล้วนั้น อาจส่งผลไม่พึงปรารถนาต่อสตรีที่เตรียมพร้อมจะตั้งครรภ์แล้วบังเอิญกินสารนี้อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่คงไม่ถึงกับบอกผู้บริโภคให้ยุติการกินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองซึ่งว่าไปมีประโยชน์ในการต้านมะเร็งบางชนิดได้ ซึ่งข้อมูลเหล่าทำให้ผู้เขียนขอให้ท่านผู้อ่านย้อนกลับไปอ่านตอนต้นของบทความในฉลาดซื้อฉบับที่แล้วในเรื่อง ความเหมาะสมของการดำรงชีวิตที่อยู่ในทางสายกลาง เพื่อเป็นข้อสรุปของบทความในฉลาดซื้อชุดที่เกี่ยวกับเจ็นนิสตินนี้  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 121 เจ็นนิสตีน ดาบสองคม ???? ตอนที่ 1

  เวลาผู้เขียนสอนหรือไปบรรยายนอกสถานที่เรื่องเกี่ยวกับอาหารต้านมะเร็ง หรืออาหารที่ลดความเสี่ยงของมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม อาหารที่มักจะถูกยกขึ้นเป็นตัวอย่างในประเด็นนี้คือ ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง ทั้งนี้เพราะมีข้อมูลการศึกษาทางระบาดวิทยาว่า อัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของสตรีเนื่องจากมะเร็งเต้านมในเอเชียนั้นต่ำกว่าสตรีชาวตะวันตกมาก เนื่องจากสตรีเอเชียมีการบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณที่สูงกว่า  นักวิทยาศาสตร์ตะวันตกได้เริ่มศึกษาในระดับลึกว่า สารเคมีธรรมชาติอะไรที่มีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของมะเร็งที่อยู่ในถั่วเหลือง สุดท้ายก็มีการลงความเห็นว่า เจ็นนิสตีน (Genistein) คือสารเคมีที่เป็นความหวังในการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม (โดยมี Daidzein และ Glycitein เป็นสารที่มีผลเช่นกัน แต่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้) และก็เป็นอย่างที่มักเป็นในแบบของชาวตะวันตกคือ อะไรที่คิดว่า “ดี” ก็ต้องกินมันให้มากๆ จะได้ดีมากๆ โดยไม่คำนึงว่า มีชายในอดีตคนหนึ่งเคยกล่าวเป็นเชิงว่า “สารเคมีในโลกนี้เป็นได้ทั้งสารพิษและยา โดยที่ขนาดของสารที่ใช้เท่านั้นถึงจะบอกว่าสารนั้นจะเป็นอะไรกันแน่”  ถ้าผู้เขียนจะบอกว่าชายคนดังกล่าวชื่อ  Philippus Aureolus Theophrastus Bombastus von Hohenheim ซึ่งเกิดในเมือง Einsiedeln ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1493 และตายวันที่ 24 กันยายน ปี ค.ศ. 1541 ในเมือง Salzburg ประเทศออสเตรีย ข้อมูลดังกล่าวนี้ร้อยทั้งร้อยคนก็นึกไม่ออกว่าเป็น ใคร สำคัญอย่างไร แต่ถ้าบอกว่าชายดังกล่าวมีสมญานามว่า Paracelsus ทุกคนที่เรียนในสาขาพิษวิทยาต้องร้องอ๋อ เพราะชายผู้นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาของพิษวิทยาสมัยใหม่  ในความเป็นจริงแล้วยังมีชายอีกคนหนึ่งที่ได้ค้นพบหลักการสำคัญของชีวิตประมาณเดียวกันกับที่ Paracelsus ได้กล่าวไว้คือ ทางสายกลาง ซึ่งแนะนำว่าไม่ควรทำกิจอะไรในชีวิตมากไปหรือน้อยไป ควรทำกิจนั้นแต่พอดี ซึ่งจะทำให้มนุษย์เป็นสุข การค้นพบนี้พบมานานถึง 2554 ปี บวกกับอีก 45 ปี (ซึ่งเป็นช่วงที่ชายผู้ยิ่งใหญ่นั้นอายุ 35 ปี) ท่านผู้อ่านคงนึกออกว่าชายผู้นี้คือ พระพุทธเจ้า  เหล่าพุทธศาสนิกชนได้น้อมนำเอาคำกล่าวของพระพุทธเจ้ามาเป็นเครื่องช่วยในการกำหนดการดำเนินชีวิต ซึ่งควรรวมถึงการบริโภคเจนนิสตีนเพื่อป้องกันโรคมะเร็งเต้านมด้วย  เหตุที่ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้เพราะในวิชาสัมมนาของนักศึกษาที่ผู้เขียนดูแลที่สถาบันโภชนาการนั้น นักศึกษาผู้หนึ่งได้นำเอาบทความผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวทางคำกล่าวของพระพุทธเจ้าและ Paracelsus ว่า อะไรที่บริโภคมากไปอาจก่อปัญหาสุขภาพได้ บทความนั้นชื่อ Impact of genistein on maturation of mouse oocytes, fertilization, and fetal development ซึ่งกล่าวเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ผลของเจ็นนิสตีนต่อการสุกของไข่ การปฏิสนธิ และการพัฒนาของตัวอ่อนในหนูเม้าส์ งานวิจัยนี้เป็นของ Wen-Hsiung Chan ตีพิมพ์ในวารสาร Reproductive Toxicology ชุดที่ 28 หน้า 52–58 ในปี 2009 นี้เอง บทความดังกล่าวนั้นมีข้อมูลอย่างไร ขอพักไว้ก่อน เพราะผู้เขียนคิดว่า น่าจะเล่าเรื่องความสำคัญของเจ็นนิสตีนให้ท่านเข้าใจพื้นฐานว่า สารนี้มีประโยชน์เมื่อกินเป็น แต่เกิดโทษได้เมื่อกินไม่เป็นเสียก่อน   เจ็นนิสตีน คืออะไรและสำคัญอย่างไร ในชั้นเรียนที่ผู้เขียนสอนถึงเรื่อง อาหารกับมะเร็งนั้น ในขั้นต้นของการสอนผู้เขียนมักตั้งประเด็นถามนักศึกษาหญิงก่อนว่า ใครบ้างเคยมีประสบการณ์ปวดมดลูกและเต้านมระหว่างการมีประจำเดือน และถ้าอยากบรรเทาอาการนี้ ขอแนะนำให้เพิ่มปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่มีถั่วเหลืองเป็นองค์ประกอบมากขึ้นจากเดิม โดยเริ่มในช่วงก่อนมีรอบเดือนสัก 2-3 วัน ผลตอบรับค่อนข้างดีว่า ลูกศิษย์ของผู้เขียนมีปัญหาการปวดช่วงมีรอบเดือนมีอาการลดลงหรือหายปวดไปเลย หลักการในการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นมีพื้นฐานว่า ถั่วเหลืองเป็นพืชชนิดหนึ่งที่เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีสารเคมีธรรมชาติชื่อ เจ็นนิสตีน ในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังพบว่ามีในพืชชนิดอื่นซึ่งคนไทยอาจไม่ได้บริโภคคือ lupin, fava beans, kudzu, และ psoralea เจ็นนิสตีนนั้นเป็นสารธรรมชาติที่จัดอยู่ในประเภทที่เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เป็นสารที่ออกฤทธิ์ได้ในลักษณะเดียวกับเอสโตรเจนธรรมชาติที่มีมากในสตรีและ(ควรจะ) เล็กน้อยในบุรุษ ก่อนจะอธิบายว่า เจ็นนิสตีนออกฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจนนั้นเป็นอย่างไร และเจ็นนิสตีนออกฤทธิ์มากกว่าหรือน้อยกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติ ท่านผู้อ่านบางท่านโดยเฉพาะท่านชายควรทราบว่า ธรรมดาแล้วเอสโตรเจนในตัวมนุษย์หรือสัตว์ชั้นสูงนั้นเป็นฮอร์โมนเพศ ซึ่งควบคุมการแสดงลักษณะประจำของเพศหญิง ที่แน่ๆ คือทำให้เพศหญิงมีประจำเดือนและหน้าอก ดังนั้นจึงไม่ประหลาดที่จะกล่าวว่า ถ้าผู้ชายกินฮอร์โมนนี้มากหน่อย หน้าอกก็จะออกมาคล้ายของหญิงฮอร์โมนนี้ถ้าบังเอิญมีมากในเพศชาย ก็จะทำให้ชายผู้นั้นมีความละเอียดในการปฏิบัติตนคล้ายหญิง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นกระเทยหรือมีความรู้สึกอยากข้ามเพศ ในทางตรงข้ามถ้าเพศหญิงมีน้อยไปหน่อย ก็จะทำให้เพศหญิงผู้นั้นออกห้าวได้คล้ายชาย และก็ไม่จำเป็นต้องข้ามเพศนะครับ เพียงแต่เป็นความหลากหลายเท่านั้น  พืชอาหารที่มีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนอีกชนิดหนึ่ง คือ มะพร้าวอ่อน ดังมีข่าวเมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่า... “อาจารย์ มอ.หาดใหญ่ วิจัยพบฮอร์โมนเอสโตรเจนในน้ำมะพร้าวอ่อน เตรียมพัฒนาเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง และยาชะลออัลไซเมอร์ หวังช่วยหญิงวัยทองทั่วโลกที่มีโรคแทรกซ้อนหลังหมดประจำเดือน เร่งจดสิทธิบัตรให้เร็วที่สุดหวั่นซ้ำรอยต่างชาติตัดหน้าจดกวาวเครือ” แต่ไม่มีข้อมูลว่า สารที่ออกฤทธิ์นั้นชื่ออะไร เข้าใจว่าคงไม่ใช่เจ็นนิสตีน  เพราะเจ็นนิสตีนนั้นเป็นไฟโตเอสโตรเจนที่ออกฤทธิ์น้อยกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติในสตรี แต่มีความสามารถในการจับตัวรับเอสโตรเจน (estrogen receptor) บนผนังเซลล์ต่อมน้ำนมดีกว่าเอสโตรเจนที่สตรีผลิตในช่วงเริ่มมีประจำเดือน ผลดังกล่าวนี้จึงช่วยให้ความปวดประจำเดือนลดลงได้ เอสโตรเจนนั้นจัดเป็นสารสเตียรอยด์ (steroid) กลุ่มที่เรียกว่า อะนาบอลิกเสตียรอยด์ (anabolic steroid) โดยที่คำว่าอะนาบอลิกนั้นเป็นศัพท์ที่มีความหมายว่า “มีการสร้างขึ้น” ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า คะตาบอลิก (catabolic) ที่หมายถึงมีการ “ทำให้สลายไป” ดังนั้นเอสโตรเจนจึงมีผลทำให้อะไรต่ออะไรมันใหญ่ขึ้น ซึ่งในความหมายทางชีววิทยาแล้ว เอสโตรเจนมีความสามารถในการกระตุ้นให้เซลล์ที่มันเข้าจับกับบริเวณรับบนเซลล์นั้นเตรียมแบ่งตัว หรือถ้าหมดสภาวะจะแบ่งตัวแล้วก็สามารถทำให้เซลล์ขยายตัวได้ ไม่นานมานี้เวลาเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ต้องการผลิตไก่ตอน จะใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจนคือ Hexoestrol ฉีดฝังเข้าตัวไก่ ฮอร์โมนนี้จะไปควบคุมให้ไก่หมดสภาพความเป็นแมนไปทันที โดยจะมีลักษณะเนื้อแน่นเหมือนชายแต่นุ่มนิ่มแล้วโตเร็วเหมือนหญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่งผลให้ข้าวมันไก่ตอนจานละห้าสิบบาทอร่อยกว่าข้าวมันไก่ต้มจานละยี่สิบบาท อย่างไรก็ดีปัจจุบันนี้ฮอร์โมนสังเคราะห์ Hexoestrol นี้ได้ถูกประกาศห้ามใช้โดยกรมปศุสัตว์แล้ว ดังนั้นการทำไก่ตอนจึงต้องทำโดยวิธีเดิมๆ คือ ตัดกล่องดวงใจไก่หรืออัณฑะทิ้งไป ไก่ก็จะขาดฮอร์โมนเพศชาย มีแต่ฮอร์โมนเพศหญิงที่แสดงอำนาจครอบงำให้เป็นไก่นะยะไปแทน แต่ไก่ตอนลักษณะนี้มักไม่ค่อยอร่อย จึงปรากฏว่า การทำไก่ตอนแบบทูอินวันคือ ทั้งตัดและฝังฮอร์โมนมีอยู่ทั่วไป ใครจะไปจับถ้าทำไม่ประเจิดประเจ้อ เพราะไม่ใช่ยาอีสักหน่อย  ผู้เขียนขอกั๊กเรื่องเจ็นนิสตีนไว้เพียงแค่นี้แล้วต่อฉบับหน้านะครับ  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 120 น้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็น (อีกสักที)

นานมาแล้วเมื่อผู้เขียนยังไม่ทราบว่าในอนาคตคนไทยจะชอบใส่เสื้อสีซ้ำซาก ผู้เขียนเคยสังเกตว่า เมื่อสุนัขที่เลี้ยงไว้ในบ้านไปกัดกับสุนัขบ้านอื่น หรือเวลาเป็นขี้เรื้อนเนื่องจากไปสำส่อนนอกบ้านมา คุณตาของผู้เขียนใช้กำมะถันผสมกับน้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นน้ำมันที่ใช้ในตะเกียงที่จุดเวลาไฟฟ้าดับ (เป็นประจำในยุคกึ่งพุทธกาล) ทาที่แผลหรือตรงที่เป็นขี้เรื้อน ของสุนัข แผลเหล่านั้นก็หายดีภายในเวลาไม่นานนัก  น้ำมันมะพร้าวที่ผู้เขียนกล่าวถึง คือ น้ำมันมะพร้าวปรกติที่มีการนำมาใช้ในการทอดกล้วยแขก ซึ่งจะให้กลิ่นรสเฉพาะตัวที่ผู้เขียนคิดว่า กล้วยแขกสมัยก่อนหอมดีกว่าปัจจุบัน โดยที่ในสมัยนั้นผู้เขียนยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่า ทำไมน้ำมันมะพร้าวถึงมีสรรพคุณในการรักษาแผลได้  เพิ่งมาเริ่มเข้าใจเอาเมื่อเวลาผ่านไปถึง 50 กว่าปี จากการโฆษณาขายน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่มีการกล่าวถึง ไขมันชื่อ กรดลอริก (lauric acid) ซึ่งเป็นหนึ่งในไขมันอิ่มตัวขนาดกลาง (medium chain triglyceride หรือ MCT) ที่มีการอ้างถึงในเอกสารทั้งที่เป็นสิ่งตีพิมพ์และในเน็ตว่า ฆ่าเชื้อได้ดี  จากการที่ผู้เขียนเข้าไปหาความรู้ใน wikipedia.org ทำให้พบคำตอบว่า เป็นความจริง แต่ความเป็นจริงนั้นไม่น่าประหลาดใจสักเท่าไร เพราะกรดไขมันอีกหลายชนิดก็มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของจุลชีพได้ ตัวอย่างเช่น กรดซอร์บิก ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวขนาดเล็กได้จากผลดิบของพืชชื่อ rowans ซึ่งขึ้นในที่หนาวเช่น แถบเทือกเขาหิมาลัย ญี่ปุ่น ยุโรปและอเมริกาเหนือ กรดซอร์บิกนี้ใช้ป้องกันเชื้อราและยีสต์ในอาหาร ปัจจุบันมีการสังเคราะห์ในรูปเกลือโซเดียมและโปแตสเซียม ส่วนกรดลอริกนั้นกำลังมีการพิจารณาจะใช้ในอาหารเช่นกัน  ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความสามารถในการฆ่าเชื้อได้ของกรดลอริกนั้น มีผู้แปลความว่ามันมีความสามารถเทียบได้กับภูมิต้านทานในนมเหลือง (Colostrum) ของแม่ลูกอ่อน เพราะในนมเหลืองของคนนั้นมีกรดชนิดนี้เป็นองค์ประกอบด้วย จึงทำให้มีคนเข้าใจว่าน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเหมาะกับการเป็นสารเพิ่มภูมิต้านทานในเด็กด้วย ทั้งที่ความจริงแล้ว ถ้าแม่กินกรดลอริกไม่ว่าจากแหล่งอาหารใดก็ตาม เมื่อเข้าไปอยู่ในเลือดแล้ว โอกาสอยู่ในนมก็มีสูง นมคนนั้นใช้สารอาหารในเลือดเป็นวัตถุดิบในการสร้าง อะไรที่แม่กินลูกย่อมได้กินด้วย จนมีคนกล่าวว่า แม่ที่กินเผ็ดก็ทำให้ลูกที่กินนมแม่ได้สารเผ็ดด้วย (และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกมีผมบางเมื่อโต ประเด็นนี้ยังไม่มีการพิสูจน์นะครับ) หรือแม้แต่การวิเคราะห์นมแม่ในเมืองไทยก็มีการพบว่า สมัยที่เรามีการใช้ดีดีทีฆ่ายุงก้นปล่อง ก็สามารถพบสารนี้ได้ในนมแม่ สรุปแล้วการพบกรดลอริกในนมแม่ก็ไม่น่าประหลาดอะไร ถ้าแม่กินแกงกะทิต่างๆ ก่อนให้นมลูก ดังนั้นการโฆษณาคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเรื่องการฆ่าเชื้อโรคนั้น ต้องทำเข้าใจกันให้ดีหน่อย เพราะมีการแนะนำให้นำมาใช้ในการกลั้วปาก ซึ่งก็คงเป็นจริงอย่างมีโฆษณา ถ้าผู้ใช้คิดว่ามัน เท่ห์ กว่าใช้น้ำละลายเกลือแกงกลั้วปากก่อนนอน เรื่องนี้ตังค์ใครตังค์มันครับ   กินน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแล้วไม่อ้วน? เรื่องที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยมากเวลาไปบรรยายนอกสถานที่คือ “กินน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแล้วไม่อ้วนชิมิ เพราะไขมันขนาดกลางหรือ MCT นั้นเมื่อดูดซึมแล้วจะเข้าระบบเส้นเลือดไปตับทันที ไม่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นองค์ประกอบเฉพาะที่ต้องไปทางระบบน้ำเหลืองก่อนไปตับ....”   การที่ MCT ไปตับโดยตรงนั้นเป็นสาเหตุทำให้มันถูกใช้เผาผลาญเป็นพลังงานได้เร็วกว่าไขมันในน้ำมันพืชอื่น คำโฆษณานี้ก็......ถูกต้องแล้วคร้าบ.......... แต่มันผิดอย่างมหาศาลเลยที่บอกว่า “….เหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ผู้กินน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นไม่อ้วน…………”  ประเด็นกินไขมันแล้วจะไม่อ้วนนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยข้อแม้ต่อไปนี้คือ กินน้อย ๆ หรือ กินแล้วมีการใช้แรงงานในการทำงานสูงจนไขมันถูกนำไปใช้เป็นพลังงานหมด ไม่เหลือให้นำไปใช้สร้างเป็นไขมันต่าง ๆ สะสมในร่างกายซึ่งรวมถึงโคเลสเตอรอล ในเน็ตที่มีการโฆษณาถึงคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้นใช้คำพูดดังนี้ “....แม้การลดความอ้วนด้วยวิธีควบคุมอาหารจะมีมากมาย แต่การกินน้ำมันมะพร้าวเพื่อลดน้ำหนัก คือกินไขมันเพื่อลดไขมัน ซึ่งเป็นวิธีการแบบหนามยอกต้องเอาหนามบ่งนี้ พบว่าจะทำให้น้ำหนักลดลงได้ 4-5 กิโลกรัม ภายใน 1 เดือน………..” รายละเอียดนั้นท่านผู้อ่านคงหาอ่านได้ไม่ยากนัก  สำหรับผู้เขียนยังคงเป็นกบในกะลาที่อยู่ในวังวนของความรู้ที่เรียนมา และปัจจุบันกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณาสุขก็ยังแนะนำประชาชนว่า กินไขมันให้น้อย เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง หรือถ้าต้องการความรู้นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาก็สามารถพบว่า กระทรวงด้านสุขภาพของอเมริกันมหามิตรยังคงแนะนำประชาชน ให้กินไขมันให้น้อยเท่าที่จะน้อยได้นะครับ โดยไม่เคยมีข้อมูลแนะนำให้กินน้ำมันเป็นช้อน ๆ เพื่อลดความอ้วนเลย  ในความรู้สึกของผู้เขียนแล้วตราบใดที่เรายังกินอาหารเหมือนคนธรรมดา โอกาสขาดไขมันนั้นไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็นมังสวิรัติแบบเคร่ง ก็ยังกินถั่ว ซึ่งมีไขมันพอควร ดังนั้นการส่งเสริมการขายน้ำมันอะไรก็ตามที่อวดว่า กินแล้วไม่อ้วนหรือรักษาโรคนั้น มีผู้เจอดีมาแล้วในสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องขยายความ ในสหรัฐนั้น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขายได้กว้างขวางกว่าในประเทศไทย แต่ US.FDA นั้นก็ดูแลอย่างเต็มที่ไม่ให้มีการโฆษณาที่เกี่ยวกับการรักษาโรค เพราะการรักษาโรคนั้นเป็นคุณสมบัติของยาเท่านั้น   เรื่องโกหกของน้ำมันมะพร้าว  ก่อนอื่นต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า ในสหรัฐอเมริกานั้น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นหรือ virgin coconut oil ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ใต้รัฐบัญญัติชื่อ Dietary Supplement Health and Education Act of 1994 (DSHEA)  น่าประหลาดที่รัฐบัญญัตินี้ไม่ได้ขึ้นกับ US.FDA แต่กลับอยู่ภายใต้ FTC หรือ Federal Trade Commission ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เหมือนมีหน้าที่คล้ายบางส่วนของกระทรวงพาณิชย์ผสมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของเรา ดังนั้น US.FDA จึงมีบทบาทแค่คอยจับตาดูเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นและหาทางฟ้องลงโทษสินค้าที่โฆษณาอวดอ้าง โดยเฉพาะเกี่ยวกับการรักษา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียน  สาเหตุที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ในสังกัดของ อย. อเมริกานั้น Wikipedia.org กล่าวว่า “The DSHEA, passed in 1994, was the subject of lobbying efforts by the manufacturers of dietary supplements and restricted the ability of the FDA to exert authority over supplements so long as manufacturers made no claims about their products treating, preventing or curing diseases....” ที่เหลือนั้นท่านผู้อ่านไปอ่านได้เอง ถ้าท่านผู้อ่านเข้าใจในเรื่องของ lobbyist กับนักการเมืองในสหรัฐอเมริกาแล้ว ท่านอาจขนลุกในอิทธิพลของบริษัทขนาดยักษ์ของอเมริกัน ที่มีอิทธิพลทั่วดาวเคราะห์ที่เรียกว่า โลก ใบนี้ทีเดียว  จากเว็บไซต์ quackwatch.com ที่ควบคุมโดย นายแพทย์ Stephen Barrett มีข้อมูลน่าสนใจว่า FDA Orders Dr. Joseph Mercola to Stop Illegal Claims โดยมีข้อมูลเป็นจดหมายของ US.FDA ที่เตือนในปี 2005 ให้ดอกเตอร์เมอร์โคลาและสถานบริการชื่อ Optimal Wellness Center หยุดการโฆษณาที่ผิดกฎหมายของ FDA ทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์และบนอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับสินค้าสามชนิดซึ่งหนึ่งในนั้นคือ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ข้อความโฆษณาดังกล่าวอ้างว่า สินค้าชนิดนี้ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ มีความสามารถในการต้านโรค Crohn's disease แก้อาการผิดปรกติของทางเดินอาหารและฆ่าเชื้อโรคติดต่อหลายชนิด การเตือนของ US.FDA ได้ทำซ้ำอีกครั้งในปี 2006 โดยใช้จดหมายออกจาก US.FDA โดยดูได้จากหัวกระดาษทั้งสองฉบับ ท่านผู้อ่านสามารถสืบค้นเพื่อดูตัวจดหมายที่เป็นภาพถ่ายได้ และจะเห็นได้ว่าในสหรัฐนั้น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขายได้กว้างขวางกว่าในประเทศไทย แต่ US.FDA นั้นก็ดูแลอย่างเต็มที่ไม่ให้มีการโฆษณาที่เกี่ยวกับการรักษาโรค เพราะการรักษาโรคนั้นเป็นคุณสมบัติของยาเท่านั้น ซึ่งต่างจากในประเทศไทยที่การโฆษณาสินค้าประเภทนี้ดูไร้ขอบเขตจำกัด ท่านผู้อ่านสามารถหาข้อมูลและเปรียบเทียบได้จากอินเตอร์เน็ต และขอให้ใช้ กาลามสูตร ให้จงหนักในการเชื่อหรือไม่เชื่อในข้อมูลที่ปรากฏบนอินเตอร์เน็ทหรือหนังสือบางเล่มที่บูชาน้ำมันมะพร้าวว่า นำไปสู่ความมีสุขภาพดีถาวร  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 119 เชื่อหรือไม่ นิสัยกำหนดได้ด้วยอาหาร

  ท่านผู้อ่าน “ฉลาดซื้อ” คงเคยตั้งคำถามถามตัวเองว่า ทำไมคนบางคนถึงมีพฤติกรรมได้สุดๆ อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น พูดอะไรออกมาทางโทรทัศน์ผู้ชมจะต้องผรุสวาทด่าทอกลับไปทันที หรือหนักกว่านั้นอาจทำร้ายโทรทัศน์ของตนเองฐานไม่รู้จักดูดเสียงเหมือนเวลาเราดูละครน้ำเน่า อีกตัวอย่างคือ มีนักข่าวชาวอาหรับคนหนึ่งที่ถอดรองเท้าขว้างใส่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แล้วตามต่อมาด้วยการทำรองเท้า ทำเสื้อ ทำของที่ระลึกถึงวีรเวรการขว้างรองเท้าออกมาขาย จนสุดท้ายท่านอาจถามตัวเองอีกว่า แล้วคนที่ซื้อของที่ระลึกประเภทนี้ คิดได้อย่างไรจึงซื้อ การที่คนมีพฤติกรรมแปลกออกไปจากส่วนใหญ่ของสังคมนี้ ท่านผู้อ่านอาจรู้สึกประหลาดใจถ้าผู้เขียนจะบอกว่า สงสัยแม่เขากินไม่ดีตอนท้องเขา ทั้งนี้เพราะปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า การแสดงออกของคน และสัตว์ต่างๆ เป็นไปตามสิ่งแวดล้อมบางประการที่กำหนดให้ยีนทำงาน และที่สำคัญอาจกำหนดตั้งแต่เขาผู้นั้นอยู่ในท้องแม่   นิสัยจะดีหรือร้ายกำหนดได้ตั้งแต่ในท้องแม่   ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างวิชาด้านพันธุศาสตร์และวิชาด้านอาหารจนเกิดเป็นศาสตร์ที่เรียกว่า nutrigenomic ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอนาคต นอกจากนี้วิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าไปถึงขั้นหนึ่งที่บอกว่า การทำงานของยีนที่แสดงออกมาในรูปพฤติกรรมต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงสุขภาพและการเกิดโรคต่างๆ นั้น มีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงอาหารและสารพิษ เป็นตัวกำหนดการแสดงของยีนได้ ศาสตร์ในเรื่องนี้เรียกรวมกันว่า epigenetics คำว่า epi เป็นคำแสดงถึงลักษณะที่เป็นปัจจัยที่มีผลโดยอ้อม (epi มีรากศัพท์เดิมมาจากความหมายที่ว่า อยู่เหนือขึ้นไปหรืออยู่ข้างบน) ไม่ได้เกี่ยวเนื่องโดยตรงต่อสิ่งที่ถูกกระทบ ส่วนคำว่า genetic นั้นหมายถึง ยีน รวมคำนี้เป็น epigenetic ซึ่งมีความหมายถึง ผลจากภายนอกที่กระทบต่อการทำงานของยีน จากความรู้ด้านพันธุกรรมนั้น ลักษณะที่แสดงออกซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตชั้นสูงทั้งพืชและสัตว์มีลักษณะต่างกันนั้นมีคำรวมที่เรียกว่า ฟีโนไทป์ (phenotype) ซึ่งถูกกำหนดการแสดงออกด้วยลักษณะจำเพาะของยีนที่เราเรียกว่า จีโนไทป์ (genotype) ที่อยู่บนดีเอ็นเอในนิวเคลียสของแต่ละเซลล์ ในการทำงานของยีนที่เป็นส่วนจีโนไทป์นั้นเราอาจใช้คำว่า เป็นการเปิดยีน ซึ่งแต่ละยีนนั้นจะเปิดความเป็นลักษณะเด่นหรือด้อยขึ้นอยู่ว่าได้ยีนใดจากพ่อและแม่ ดังที่เราเคยเรียนกันมาแล้วว่า ในการผสมพันธุ์ดอกไม้ ถ้าสีชมพูเป็นลักษณะเด่นจริงและสีขาวเป็นลักษณะด้อยจริง ลูกรุ่นแรกจะเป็นสีของลักษณะเด่นคือ ชมพู ทั้งหมด แต่ถ้าเอาลูกที่เป็นสีชมพูมาผสมกัน โอกาสที่จะได้ลูกเป็นสีชมพูต่อขาวคือ 3:1 ตามกฏของเมนเดล  แต่กฏของเมนเดลซึ่งเสนอโดยนักบวชชาวออสเตรียนั้น ปัจจุบันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่ผู้เขียนเรียนเมื่อราว 40 ปี ที่แล้ว เพราะการแสดงออกของหน่วยพันธุกรรมคือ ยีน บนดีเอ็นเอนั้น ถูกกำหนดให้ปิดหรือเปิดด้วยอาหารที่แม่กินตอนท้อง ที่ซ้ำร้ายมีผู้กล่าวว่าขนาดยายกินอะไรตอนท้องแม่ส่งผลไปถึงแม่ตอนท้องหลานด้วยซ้ำ ในความรู้ด้าน epigenetic นั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาในสัตว์ทดลองให้เห็นชัดว่า การกินอาหารขาดไวตามินบางชนิดคือ กรดโฟลิก (ซึ่งต้องทำงานร่วมกับไวตามินบี6 และไวตามินบี12 ในร่างกายสิ่งมีชีวิตชั้นสูง) นั้น การแสดงออกของยีนในสัตว์ที่มีหน่วยพันธุกรรมเหมือนกันกลับต่างกัน มีหนูทดลองประเภทหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่าเป็นหนู agouti มีความพิเศษที่เมื่อหนูประเภทนี้ท้องแล้วนักวิทยาศาสตร์สามารถใช้สารอาหารกำหนดสีขนของลูกหนูที่กำเนิดได้ คำว่า agouti นั้นเป็นคำอธิบายลักษณะสีขนของสัตว์ไม่ว่าจะเป็น หนู แมว สุนัข ม้า ฯลฯ ที่มีลักษณะสีขนถูกควบคุมด้วยลักษณะพันธุกรรมมากกว่าหนึ่งยีน และสามารถแสดงผลออกมาให้เห็นเป็นสีขนที่ต่างกันได้ ความแตกต่างของสีขนนี้อาจเป็นสีเดียวทั้งตัวที่ต่างกัน หรือหลายเฉดสีในตัวเดียวกัน เช่น ม้า ที่นำรูปมาให้ดู ในกรณีแม่หนู agouti นั้น ถ้าช่วงที่ท้องได้กินอาหารที่มีกรดโฟลิกน้อยหรือไม่มีเลย จะออกลูกมามีขนสีเหลืองทอง แต่ถ้าแม่หนูกินอาหารมีกรดโฟลิกครบ จะออกลูกมีขนสีน้ำตาลเข้ม   สำหรับอีกการทดลองหนึ่งได้เปลี่ยนจากกรดโฟลิกเป็นสารเจ็นนิสตีนซึ่งพบในถั่วเหลืองผสมในอาหารหนูก็ได้ผลเหมือนกันคือ ถ้าแม่หนูได้กินเจ็นนิสตีน ลูกออกมาจะมีขนสีน้ำตาลปรกติ ทั้งที่แม่ไม่ต้องกินกรดโฟลิก  และอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีการศึกษาให้หนูท้องได้กินอาหารผสมสารพิษคือ บิสฟีนอลเอ (ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนต ซึ่งเป็นพลาสติกแข็งใส นิยมทำภาชนะบรรจุอาหารรวมไปถึงขวดนมเด็กทารกนั้น) ก็ปรากฏว่า ลูกหนูที่ออกมามีขนสีเหลืองทองเช่นกัน เพราะสารบิสฟีนอลเอนั้นไปออกฤทธิ์ทำให้เสมือนแม่หนูที่ตั้งท้องนั้นไม่ได้รับกรดโฟลิกเพียงพอ ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สรุปถึงความสำคัญของกรดโฟลิกในการแสดงออกของยีนสีขน ที่สำคัญ หนู agouti ที่มีขนสีเหลืองนี้ จะมีอาการที่เป็นผลพลอยได้จากการมีขนสวยคือ เป็นเบาหวานแต่กำเนิด และมีอัตราการตายด้วยมะเร็งสูงมากกว่าหนูขนสีน้ำตาลปรกติ อาการแทรกซ้อนของการขาดกรดโฟลิกในสัตว์นั้น เป็นสิ่งที่เกิดในคนเช่นกันแต่เป็นคนละอาการ   กรดโฟลิกกับมะเร็ง เป็นที่ทราบกันดีว่าถ้าแม่ท้องแล้วกินอาหารขาดกรดโฟลิกหรือได้ต่ำเกินไป ลูกที่ออกมาจะมีความเสี่ยงต่ออาการที่เรียกว่า NTD หรือ neural tube defect เช่น อาการกระโหลกปิดไม่สนิท ซึ่งเรียกตามภาษาแพทย์ว่า Anencephaly หรืออาการที่เรียกว่า Spina bifida ซึ่งมีอาการโดยรวมเหมือนมีหางออกมาจากปลายกระดูกสันหลัง  ส่วนใหญ่ทารกที่เกิดดังกล่าวนี้อาจพิการหรือตายคลอด ขึ้นกับความรุนแรงของอาการที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เพียงแต่ทราบว่าการขาดกรดโฟลิกนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการพิการนี้   ปัจจุบันนี้เราค่อนข้างจะมั่นใจว่า การขาดกรดโฟลิกนั้นส่งผลในการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งโดยรวม เนื่องจากกรดโฟลิก(หรือบางครั้งเรียกว่า โฟเลท) นั้นเป็นไวตามินที่มีความสำคัญต่อการแบ่งเซลล์และการซ่อมแซมหน่วยพันธุกรรมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้การทำงานของกรดโฟลิก ไวตามินบี 6 และไวตามินบี 12 นั้นช่วยให้การทำงานของยีนในร่างกายเราดำเนินไปอย่างปรกติ ไม่เพี้ยนจนเป็นมะเร็ง ในต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญเกี่ยวกับกรดโฟลิกมาก และอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า ต้องแนะนำให้ประชาชนเน้นการบริโภคอาหารที่มีกรดโฟลิกเป็นประจำเพื่อป้องกันมะเร็งหรือไม่  กรดโฟลิกนั้นมีมากในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ผลไม้หลายชนิด ผักใบเขียว เมล็ดดอกทานตะวันและถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ เป็นต้น ไวตามินนี้ต้องทำงานร่วมกันกับไวตามินบี 6 และไวตามินบี 12 ในการชลอความเสื่อมสภาพของร่างกายซึ่งเป็นไปตามวัย ได้แก่ ความแก่ โรคหัวใจ และมะเร็ง เป็นต้น  การทำวิจัยเพื่อให้ได้สารอาหารที่ช่วยให้สุขภาพยีนในเซลล์ดีนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าในอนาคตเราสามารถหาสารอาหารที่ทำให้เด็ก (ซึ่งเป็นไม้อ่อนดัดได้) มีโอกาสได้รับสารอาหารที่กำหนดให้ยีนการเป็นคนดี สุภาพ มีศีลธรรม เข้าใจหน้าที่ของตนว่า เมื่อได้รับเลือกให้ทำอะไร ก็ทำหน้าที่นั้นอย่างดีให้สมบูรณ์แบบ ไม่เหมือนคนบางอาชีพที่อยู่ดี ๆ ก็ถอดเกือกที่ใส่เพื่อแสดงความทรงเกียรติมาวางบนโต๊ะ เสมือนเตรียมขว้างหน้าฝ่ายตรงข้าม หรือให้นักข่าวถ่ายรูปไปลงหนังสือพิมพ์เพื่อแสดงความ โหด มัน ฮา

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point