ฉบับที่ 143 เรื่องของกะปิ

  บทความนี้เขียนในเดือนธันวาคม 2555 ซึ่งปรกติแล้วอากาศควรจะเย็นๆ แต่ปีนี้ถึงน้ำไม่ท่วม แต่เหงื่อก็ท่วมกายได้ เพราะเมืองไทยมีอากาศละม้ายสมัยที่พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะยังไม่ออกผนวช และยังทรงมีปราสาทสามฤดูคือ ฤดูหนึ่งก็พักที่ปราสาทหลังหนึ่ง เปลี่ยนฤดูก็เปลี่ยนไปพักอีกหลังหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าทรงมีความสุขมากแต่ก็ยังทุกข์จนต้องออกผนวช ส่วนคนกรุงเทพมหานครวันนี้ มีปราสาท (บ้าน) หลังเดียว แต่มีโอกาสที่ในหนึ่งวัน (เปรียบเสมือน) มีสามฤดูเลยทีเดียวคือ ตอนเช้ารู้สึกเย็น ๆ บ่ายร้อนจะเหงื่อไหล แล้วค่ำ ๆ ก็มีฝนตก   วันที่เขียนบทความนี้เป็นวันที่ละครเรื่อง รากบุญ กำลังจะอวสาน ซึ่งก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่ว่า (คน)ทำดีได้ดี (คน)ทำชั่วได้ชั่ว เพราะเจติยาจะได้รับผลดีจากการทำดีเสียที โดยที่น้าพิสัยก็ต้องตายเสียที ซึ่งก็เป็นตามคำสาปแช่งของผู้ชมทั่วไป เพราะทั้งเรื่องไม่ทำอะไรที่ระบุได้ว่าเป็นความดีเลย นี่ก็คือละคร   ความจริงผู้เขียนไม่ค่อยได้ดูละครโทรทัศน์สักเท่าไร เพราะทนความเร้าร้อนทางโลกีย์วิสัยที่ผู้สร้างประเคนให้คนดูอย่างเกินพิกัด แต่บังเอิญเรื่องรากบุญนั้นเป็นละครที่สอนเรื่องการทำความดี และที่สำคัญนักแสดงแสดงได้ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ประกอบกับผู้กำกับละครทำได้ในแบบของหนังฝรั่งคือ ไม่เยิ่นเย้อ ผู้เขียนจึงติดตามขนาดเอาไปฝัน (ซึ่งไม่เหมือนฝันของ ส.ส.ชาย ในสภา) ว่า กล่องรากบุญได้ขอให้ผู้เขียนทำความดี 3 ประการ(ซึ่งพอตื่นขึ้นก็เสียดายที่จำไม่ได้) โดยแลกกับพร (ที่กล่องรากบุญบังคับให้ขอว่า) อาหารที่มีอยู่ในบ้านจะไม่มีวันหมดอายุ กินได้ตลอดชาติไม่ต้องโยนทิ้ง   ในฝันนั้น ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าตอบรับคำขอไปหรือเปล่า แต่พอตื่นเช้าขึ้นมาเช็คเมล์ก็พบนัดขอสัมภาษณ์ให้ความเห็นว่าผู้บริโภคควรทำไงดี เกี่ยวกับข่าวเรื่องกะปิจากปักษ์ใต้อันตรายเพราะใส่สี ผู้เขียนจึงตอบรับ โดยหวังว่า มันน่าจะเป็นการทำความดีตามที่กล่องรากบุญน่าจะมาขอในฝัน   ข่าวเรื่องกะปิอันตรายนั้นมีในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมทั้งฉบับที่ออนไลน์ให้อ่านในอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีข้อความคล้ายๆ กันว่า อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เปิดเผยข้อมูลการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์กะปิของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดตรัง ในปี พ.ศ. 2552-2554 ซึ่งเก็บตัวอย่างกะปิจากจังหวัดกระบี่ ตรัง ระนอง รวม 88 ตัวอย่างมีการใช้สี 52 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 59 โดยเป็นสีคือ สีโรดามีนบี ที่ไม่มี อย. ชาติใดในโลกยอมให้ใช้ในอาหาร 49 ตัวอย่าง ซึ่งเมื่อสีนี้สะสมอยู่ในร่างกายในปริมาณที่มากพออาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ส่วนสีอื่น ๆ ที่เหลือเป็นสีเหลืองซันเซ็ตเยลโลว์เอฟซีเอฟ สีแดงเอโซรูบีน และสีแดงปองโซ 4 อาร์ นอกจากนี้ผู้ผลิตกะปิยังแถมกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิกเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริโภคโดยไม่คิดมูลค่าเพิ่ม ก่อนอื่นผู้เขียนขออธิบายถึงสีอื่น ๆ  ที่ไม่ใช่สีโรดามีนบีว่า เป็นสีที่อยู่ในบัญชีอนุญาตให้ใช้ในอาหาร (บางชนิด) ได้ โดยมีการจำกัดปริมาณไว้ที่ระดับที่ไม่ควรก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค แต่บังเอิญกะปิเป็นอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ ซึ่งในสากลโลกนี้เขาไม่ยอมให้ใส่สีอะไรลงไปเพราะเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่ง อย. บ้านเราก็มีประกาศห้ามใส่สีในเนื้อสัตว์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นถึงสีเหล่านี้ใส่ในอาหารบางชนิดได้ แต่ก็ไม่ควรตรวจพบในกะปิ สำหรับสารกันบูดคือ กรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิก (ซึ่งความจริงเวลาใส่ในอาหารจะอยู่ในสถานะที่เป็นเกลือ เราจึงเรียกว่า เกลือเบนโซเอตและเกลือซอร์เบต) นั้น สำหรับกะปิแล้วก็ไม่ควรตรวจพบเพราะ กะปิเป็นอาหารที่ถูกหมักในสภาวะมีเกลือเป็นสารถนอมอาหาร เชื้อโรคที่เป็นอันตรายนั้นไม่ควรทนความเค็มได้ แต่การที่ผู้ผลิตต้องเติมสารกันบูดสองชนิดนี้ลงไปเพราะกะปิที่เขาผลิตนั้นไม่แห้งจริง โดยเจตนาทำให้มีความชื้นสูง(เพราะหนักกิโลดี) ดังนั้นพอกะปิมีความชื้นสูง แบคทีเรียและรา ก็สามารถเจริญเติบโตและก่ออันตรายแก่ผู้บริโภคได้ สำหรับประเด็นสีโรดามีนบีนั้น เป็นสีที่มีความสามารถในการเรืองแสงชนิดที่เรียกว่า ฟลูออเรสเซนต์ ดังนั้นจึงมีการใช้มากในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่ต้องย้อมสีเซลล์หรือเนื้อเยื่อ ประโยชน์อีกอย่างคือ ใช้เป็นตัวติดตามการไหลของของเหลวเช่น น้ำ เพื่อติดตามตรวจสอบสภาวะการไหลว่ามีการติดขัดที่จุดใดในระบบ ซึ่งมีทั้งระบบในอาคารตลอดจนถึงแม่น้ำ ลำคลอง   ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ คือ สีชนิดนี้มีราคาที่น่าจะถูก เพราะผู้บริโภคไทยมีประสบการณ์ของปัญหาเนื่องจากสีโรดามีนบีในอาหารมานานจนผู้เขียนจำไม่ได้ว่านานแค่ไหน เนื่องจากตั้งแต่จำความได้เมื่อจบปริญญาตรีก็ได้ยินข่าวเรื่องสีชนิดนี้ปนเปื้อนในอาหารแล้ว เวลาผ่านไป 30 ปีจนจะเกษียณอายุจากการทำงานในปีหน้า ปัญหานี้ก็ยังไม่จบ และก็มองไม่เห็นทางจบเสียด้วยซ้ำ เพราะการขายสารเคมีในสยามประเทศนี้ปราศจากการตรวจสอบติดตามแบบที่ฝรั่งใช้คำว่า Chemical inventory ซึ่งหมายความว่า เมื่อสารเคมีถูกขายไปเพื่อการใดการหนึ่งแล้ว ผู้ซื้อต้องรายงานต่อทางการว่า ณ เวลาใดๆ สารนั้นถูกใครใช้ทำอะไร เหลือเท่าไร ถ้าสนใจเรื่องนี้ขอเชิญไปลองอ่านได้ที่ http://www.ehs.berkeley.edu/hs/197-chemical-inventory-program.html   ที่ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจดีก็คือ ประเทศเวียดนามก็มีประสบการณ์เนื่องจากสีชนิดนี้เช่นกัน โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารของเวียดนามก็พบสีโรดามีนบีในพริกป่น ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารในเวียดนาม โดยทางผู้ประกอบการที่ถูกจับกล่าวว่า ได้ใช้สีนี้ผสมในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ก่อนผสมลงในพริก เพื่อปรับปรุงสีและลักษณะปรากฏของพริกป่นให้ดีขึ้น พริกป่นเหล่านี้จะใช้เป็นเครื่องเทศในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารทะเลแห้ง (http://www.udo.moph.go.th/post-to-day-2/upload/ 613873892/2006110045.pdf)   ส่วนในประเทศมาเลเซียซึ่งคนไทยนิยมไปซื้อของกินที่ชายแดนเข้ามากินในประเทศไทย (โดยไม่ได้ดูว่ามันมาจากจีนหรือเปล่า) ก็มีข่าวในเว็บ http://thestar.com.my (เว็บ the star online) ว่าสีโรดามีนบีซึ่งถูกห้ามใช้ในประเทศนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1952 คือ 60 ปี มาแล้ว ก็ยังมีการใช้ในอาหารที่เรียกว่า belacan (shrimp paste) ซึ่งคงไม่ต่างจากกะปิไทย ดังนั้นการที่กะปิปักษ์ใต้มีการเติมสีนั้น อาจเป็นได้ว่าผู้ผลิตไทยได้ละเมิดลิขสิทธิ์การผลิตอาหารอันตรายจากมาเลเซียเข้าแล้ว หรืออาจเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่อาเชียนก็ไม่รู้ ความจริงการผลิตกะปิใส่สีในบ้านเรานั้นไม่ได้มีเฉพาะปักษ์ใต้ ทั้งนี้เพราะผู้เขียนจำได้ว่าเมื่อสักยี่สิบกว่าปีมาแล้ว เมื่อผู้เขียนได้เป็นผู้แทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการในอนุกรรมการกำหนดคุณภาพและมาตรฐานอาหารหรือที่เรียกว่า อ3. นั้น ประเด็นเรื่องกะปิใส่สีก็เข้ามาในการพิจารณาว่าเป็นปัญหา   ปัญหาเกิดเนื่องจากจังหวัดชายทะเลของเราที่เคยทำกะปิจากเคย (สัตว์ที่มีลักษณะคล้ายกุ้ง ในกลุ่มกุ้ง-กั้ง-ปู ซึ่งเป็นอาหารของปลาใหญ่ต่างๆ เช่น ปลาวาฬ ปลากระเบนราหู นกบางชนิด รวมทั้งคนซึ่งเอาเคยมาทำกะปิ)นั้นหาเคยไม่ได้ ต้องทำกะปิจากปลาเล็กปลาน้อย (ที่ขายไม่ได้) จึงได้กะปิมีสีไม่น่าดู (แถมเหม็นคาวต่างหาก) จึงต้องแต่งสีเพื่อหลอกผู้บริโภค และสีหนึ่งที่ใช้ก็คือ สีโรดามีนบี ผู้เขียนจำได้ว่า มีการพยายามเสนอให้มีการอนุญาตให้สามารถเติมสีในกะปิได้ โดยใช้สีอาหารที่ อย. อนุญาต แต่สุดท้ายดูเหมือนจะไม่สำเร็จเพราะอนุกรรมการยอมรับการหลอกลวงผู้บริโภคไม่ได้   ความจริงกะปิที่ดีซึ่งทำจากเคยนั้นจะมีลักษณะค่อนข้างแห้ง เพราะมีเกลือสูง และถ้าได้รับการตากแดดอย่างเต็มที่ สีกะปิดีจะออกม่วงอ่อนอมขาวเพราะเกล็ดเกลือ เมื่อเอาไปอังไฟโดยห่อใบตองก่อน จะมีกลิ่นหอมเหมือนกุ้งเผาออกเค็ม แต่ถ้าเป็นกะปิทำจากปลาจะมีกลิ่น (เหม็น) คาวปลาซึ่งบางคนอาจชอบ แต่ผู้เขียนรับประทานไม่ลง   ที่สำคัญซึ่งผู้บริโภคควรรับทราบก็คือ การผลิตกะปินั้นส่วนใหญ่สกปรก แม่ผู้เขียนเคยเล่าว่า ในสมัยโบราณกะปิไทยมีการผลิตคล้ายการผลิตไวน์ในฝรั่งเศส กล่าวคือ ใช้เท้าย่ำไปบนวัตถุดิบจนกว่าจะละเอียดเนียนเท้าจึงเอาไปตากแดดให้แห้งบนพื้นคอนกรีต ซึ่งในการย่ำกะปินั้นถ้าผู้ย่ำเป็นแม่ลูกอ่อน ก็จะอุ้มลูกไปด้วยในการย่ำ ลูกก็จะดูดนมแม่ไปพลาง ถ่ายอึ ถ่ายฉี่ไปพลาง ลงบนกองกะปิที่กำลังย่ำ   ในปัจจุบันนี้ ถึงกะปิถูกผลิตด้วยเครื่องจักรแต่ก็ยังสกปรกอยู่ จึงสามารถตรวจพบแบคทีเรียกลุ่ม คลอสตริเดียมเพอร์ฟิงเจ็น (Clostridium perfringen) จึงทำให้ผู้บริโภคกะปิดิบมักเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงเนื่องจากเชื้อโรคนี้ แต่มักไม่ตายได้อยู่กินกะปิสกปรกอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตจึงนิยมใส่สารกันบูดลงในกะปิที่ทำให้ไม่แห้ง (เพื่อให้หนักกิโล) เป็นการป้องกันการเกิดอุบัติการณ์ปวดท้องของผู้บริโภค   ดังนั้นสำหรับผู้เขียนแล้ว เมื่อจะบริโภคอาหารอะไรที่มีกะปิ ก็จะต้องดูว่าอาหารนั้นทำจากเคยหรือปลา โดยการดมกลิ่นซึ่งต่างกันชัดมาก และที่สำคัญอาหารที่ทำจากกะปิไม่ว่าจากสัตว์อะไร ผู้เขียนจะต้องทำให้สุกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกมะนาว ข้าวผัดกะปิ หรือแม้น้ำปลาหวาน ทั้งนี้เนื่องจากผู้เขียนเป็นคนธาตุอ่อนมาแต่เกิด กินกะปิดิบนิดหน่อยก็ท้องเสียแล้ว จึงทำให้กลายเป็นคนไม่ค่อยชอบกินข้าวเย็นนอกบ้าน เกิดผลพลอยได้คือ ไม่เปลืองสตางค์มากเกินไปกับการกินอาหารมื้อเย็นอย่างคนทั่วไป

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 142 เดอะ จีเอ็มโอ สไตรค์แบค (The GMO strikes back)

แล้วผลการลงคะแนนเสียงในสหรัฐอเมริกาก็ปรากฏออกมาว่า นอกจากโอบามาจะได้เป็นใหญ่ในประเทศมหาอำนาจต่อไปแล้ว จีเอ็มโอก็ยังไม่เคยสยบต่อใครเลย ดูได้จากการที่ proposition 37 ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีผู้พยายามเสนอให้อาหารที่มีองค์ประกอบเป็นจีเอ็มโอหรือสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมต้องแสดงฉลากให้ชัดเจน ต้องตกกระป๋องไปอย่างที่หลายคนคาดไว้ในลักษณะที่ว่า แข็งเท่าเหล็กเงินง้างได้ดั่งใจ ดังที่ได้เคยกล่าวไว้ใน ฉลาดซื้อ ฉบับที่ผ่านมาว่า การต่อสู้เพื่อไม่ให้การติดฉลากจีเอ็มโอผ่านสภาของรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น มีการใช้เงินราว 45 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อทำรณรงค์ให้คนในรัฐนี้เชื่อใจว่า จีเอ็มโอไม่อันตราย การรณรงค์นี้เป็นไปตามกฎหมายของสหรัฐ จึงไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งดูแปลกดีเหมือนกันถ้าปรากฏการณ์ทำนองนี้มาเกิดขึ้นในบ้านเรา เมื่อวันที่ 29 สิงหา 2012 www.naturalnews.com นี้ได้แสดงโปสเตอร์ที่บอกให้ประชาชนอเมริกันรู้ว่า บริษัทใดบ้างที่มีส่วนในการลงขันเพื่อยับยั้งร่างกฎหมายนี้ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่หรือทั้งหมดยังไม่ได้มาขายในบ้านเรา ขอให้ท่านผู้อ่านดูโปสเตอร์ที่ผู้เขียนได้นำมาจากอินเตอร์เน็ต แล้วแสดงให้ท่านผู้อ่านดูนี้ อาจไม่ชัดนัก ถ้าท่านผู้อ่านต้องการดูชัดๆ ท่านสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.cornucopia.org/2012/09/california-proposition-37-your-right-to-know-what-is-in-your-food   ความจริงผลการลงคะแนนไม่รับกฎหมายติดฉลากจีเอ็มโอนี้ ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายที่ผู้เขียนและผู้ที่มีความสงสัยในอาหารจีเอ็มโอคาดไว้แต่แรก ทั้งนี้เพราะธุรกิจอาหารจีเอ็มโอนั้นมหาศาลจนสามารถทำให้ผู้บริหารประเทศไม่ว่าระดับใดมีปัญหาได้ อีกทั้งหัวข้อข่าวที่พาดหัวข่าวในอินเตอร์เน็ตก็ออกมาในทำนองเดียวกันว่า “Proposition 37 appears to have failed in California, but GMO labeling awareness achieves victory” ซึ่งความหมายง่ายๆ ก็คือ ถึงแพ้ในการโหวต แต่ผู้ต่อต้านจีเอ็มโอก็ชนะในการสร้างกระแสให้ผู้บริโภคคำนึงว่า เวลาซื้ออาหารให้สำนึกว่า อาจมีจีเอ็มโอได้ เพราะไม่มีการติดฉลาก ดังนั้นในความพ่ายแพ้นั้น ก็เสมือนฝ่ายไม่ไว้ใจจีเอ็มโอ จะชนะ ที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปเริ่มระแวงในอาหารที่ยังไม่ผ่านการประเมินความปลอดภัยอย่างที่หลายฝ่ายคิดว่าควรต้องทำ การประเมินความปลอดภัยของอาหารนั้นมีหลายระดับ ในกรณีที่เป็นสารเจือปนในอาหารนั้น กว่าจะได้ผ่านมาเข้าปากผู้บริโภคนั้น ต้องเข้าปากสัตว์ทดลองเป็นพันตัวขึ้นไป ทั้งสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ จำนวนของสัตว์นั้นขึ้นกับว่าสารเคมีใหม่นั้น มีลักษณะทางเคมีและกายภาพน่าสงสัยแค่ไหน และมีการใช้ปริมาณเท่าใด ที่สำคัญการประเมินนั้นจะเริ่มจากการทดสอบในสัตว์ระยะสั้นแบบชั่วคราวไม่กี่วันถึงเป็นเดือน และแบบค้างยาวตลอดชาติของสัตว์นั้น จนได้ข้อมูลว่า ปริมาณเท่าใดของสารเคมีที่ศึกษาให้สัตว์กินทุกวันตลอดชีวิตแล้วสัตว์ไม่มีอาการอะไรเลย (ซึ่งรวมถึงมะเร็งและเนื้องอก) สารนั้นถึงจะถูกนำมาคำนวณว่าคนควรได้รับสักเท่าไร อีกทั้งยังมีการประเมินแบบถึงลูกหลานเพื่อดูศักยภาพการก่อพิษในตัวอ่อนและระบบสืบพันธุ์ด้วย   ส่วนอาหารที่มีความเป็นอาหารมากกว่า สารเจือปนในอาหาร เช่น อาหารที่มาทดแทนการใช้แป้ง ไขมัน หรืออื่นๆ เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะผู้บริโภคบางกลุ่ม จะต้องการการทดลองในสัตว์ทดลองระดับหนึ่งเพื่อประกันว่าจะไม่เกิดปัญหาสุขภาพ จากนั้นจึงมีการศึกษาทดลองในอาสาสมัครที่มีการควบคุมการศึกษาโดยผู้ชำนาญการ ในการศึกษาอาหารประเภทนี้ จะมีลักษณะการออกแบบการทดลองเฉพาะ   ในขณะที่อาหารที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอนั้น การประเมินความปลอดภัยทำเพียงแค่มองๆ ดม  หรือวิเคราะห์ทางเคมีว่า มีอะไรเหมือนกับอาหารปรกติเท่านั้น แล้วก็บอกว่าปลอดภัย (substantial equivalence) แต่ไม่เคยลองนำอาหารมาสกัดหาสารซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการตัดแต่งพันธุกรรมที่อาจก่ออันตรายต่อสิ่งมีชีวิตมาศึกษาในสัตว์ทดลอง ทั้งนี้เพราะพืชหรือสัตว์ที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมแล้วนั้นถือว่า ได้กลายพันธุ์ไปแล้ว เพราะหน่วยพันธุกรรมสามารถสร้างสิ่งที่ไม่เคยสร้างได้ขึ้นมา   ที่สำคัญในทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพนั้น ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดปฏิเสธได้ว่า การทำงานของยีนใดยีนหนึ่งมีความสัมพันธ์กับอีกหลายยีน การที่ยีนหนึ่งทำงานจะมีผลกระทบให้อีกยีนทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้ พูดไปพวกจงรักจีเอ็มโอก็จะบอกว่า เอาหลักฐานมาดูสิ   ในความเป็นจริงแล้ว วารสารวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติที่เป็นที่ยอมรับคือ Environment International ชุดที่ 37 ปีที่พิมพ์คือ  2011 หน้าที่ 734 ถึง หน้าที่ 742 ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการประเมินความปลอดภัยของอาหารจีเอ็มโอที่น่าสนใจคือ บทความชื่อ A literature review on the safety assessment of genetically modified plants เขียนโดย José L. Domingo และ Jordi Giné Bordonaba ซึ่งเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยชื่อ Universitat Rovira i Virgili ประเทศสเปน   ในบทความดังกล่าวนั้นได้สรุปว่า แทบจะยังไม่พบปัญหาอะไรเลยในทางสุขภาพที่เกิดเนื่องจากพืชจีเอ็มโอเมื่อศึกษาในสัตว์ทดลองถ้างานวิจัยนั้นทำโดยนักวิจัยของบริษัทที่ผลิตจีเอ็มโอ (ข้อความที่กล่าวไว้คือ Nevertheless, it should be noted that most of these studies have been conducted by biotechnology companies responsible of commercializing these GM plants) และที่สำคัญซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปคือ บริษัทที่ผลิตสินค้าจีเอ็มโอไม่ค่อยชอบให้ทุนนักวิจัยอิสระทำวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารจีเอ็มโอเลย อาจเนื่องจากไม่สามารถรับประกันได้ว่าผลจะออกหัวหรือก้อย   ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ Séralini และคณะชื่อ Genetically modified crops safety assessments: present limits and possible improvements ซึ่งได้ทุนจาก the French Ministry of Research และ The Regional Council of Basse-Normandie ทำวิจัยแบบที่เรียกว่า meta-analysis (หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า การวิเคราะห์อภิมาน) และตีพิมพ์ใน Environmental Sciences Europe ชุดที่ 23 หน้า 1-10 ปี 2011 วารสารดังกล่าวเป็นวารสารวิชาการของ Springer Open Journal ซึ่ง Springer ไม่ใช่บริษัทที่กระจอก แต่เป็นบริษัทที่พิมพ์วารสารที่อยู่ในระดับน่าเชื่อถือของยุโรปทีเดียว การวิเคราะห์อภิมานนั้น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้วิธีการทางสถิติมาสังเคราะห์งานวิจัยหลายๆ เรื่องที่ศึกษาปัญหาวิจัยเดียวกัน โดยใช้งานวิจัยแต่ละเรื่องเป็นหน่วยตัวอย่างของการวิเคราะห์ งานวิจัยแต่ละเรื่องนั้นจะถูกแปลงให้เป็นหน่วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถสรุปผลรวมเข้าด้วยกันได้ หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า การวิเคราะห์อภิมานเป็นการวิจัยงานวิจัย (Research of Research) โดยใช้วิธีการทางสถิติมาวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปอย่างมีระบบจากงานวิจัยหลายๆ เรื่องที่ศึกษาปัญหาวิจัยเดียวกัน ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ meta-analysis สามารถไปอ่านได้ที่ http://rci2010.files.wordpress.com/2011/ 06/mata.pdf ข้อสรุปหนึ่งที่ Séralini และคณะกล่าวไว้คือ จากการที่หนู rat ได้กินข้าวโพด MON 863 (ซึ่งเป็นข้าวโพดจีเอ็มโอ) นาน 90 วัน แล้วดูเหมือนว่า ตับและไตจะมีปัญหาในระดับหนึ่ง ผู้ที่สนใจอ่านผลงานวิจัยนี้เชิญได้ที่ http://www.enveurope.com/content/pdf/2190-4715-23-10.pdf เพื่อจะได้ทราบว่า ผู้เขียนไม่ได้อ้างเรื่องนี้ขึ้นมาลอยๆ เพราะ ความจริงก็คือความจริง เพียงแต่ว่าเราจะเอาความจริงมาใช้ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งขึ้นกับผู้กำกับการบริโภคอาหารที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมจะเอางานวิจัยลักษณะนี้มาใช้หรือไม่เท่านั้น   สำหรับผู้เขียนแล้วก็ยังนึกดีใจว่า รัฐบาลของเราไม่ว่าจะชุดไหนก็ตาม ยังคงไว้ซึ่งหลักการว่า ไม่รับจีเอ็มโอเพื่อให้ผลิตผลการเกษตรของเรา ยังขายได้ในประเทศที่ไม่ต้อนรับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 141 ไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย

เช้าวันนี้ (อังคารที่ 9 ตุลาคม 2555) เป็นวันที่พายุ แกมี ซึ่งมีสัญชาติเกาหลีได้เคลื่อนผ่านประเทศไทยเตรียมเข้าไปเยี่ยมเยียนเพื่อนพม่า ดังนั้นปริมาณฝนตกในประเทศไทยจึงลดลงอย่างน่าดีใจ โดยเฉพาะผู้เคยเป็นโรคประสาทจากน้ำท่วมปี 54 พายุลูกนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าที่คาดกันเนื่องจากไปพักผ่อนกับเพื่อนในเวียดนามเสียนาน แถมเมื่อเข้ากัมพูชาก็ไปติดใจในโบราณวัตถุสมัยขอมเสียจนดูเหมือนไม่อยากเข้าไทย ผู้เขียนเป็นคนนอนตื่นเช้าจึงได้มีโอกาสดูข่าวทางโทรทัศน์ช่อง 3 ช่อง 7 และ ช่อง 9 ก่อนไปทำงานเป็นประจำ เช้านี้ได้ฟังข่าว (ซึ่งภายหลังไปตามรายละเอียดจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ 2 ฉบับในอินเตอร์เน็ต) กล่าวว่า สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเขตภัยพิบัติพิเศษ บริเวณพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศคือ เมืองกูมิ หลังเกิดอุบัติเหตุสารเคมีคือ กรดไฮโดรฟลูออริก 8 ตัน รั่วไหลเนื่องจากการระเบิดขณะทำการขนย้ายในโรงงานแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ส่งผลให้มีคนงานเสียชีวิต 5 ศพ และมีประชาชนเจ็บป่วยกว่า 3,000 คน ด้วยอาการคลื่นไส้ มีผื่นคันตามร่างกาย รวมถึงเจ็บคอและเจ็บหน้าอก อุบัติเหตุนี้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมกว่า 500 เอเคอร์ คร่าชีวิตสัตว์ 3,200 ตัว และทำให้บริษัท 80 แห่ง จำเป็นต้องปิดตัวลง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 17.7 พันล้านวอน (ราว 492 ล้านบาท ) ข่าวกล่าวอีกว่า ประชาชนกว่า 300 คน จากหมู่บ้านบองซานรี และอิมเชินรี ต้องย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยชั่วคราว ท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ในแถลงการณ์ดังกล่าวของรัฐบาลเกาหลีใต้ยังกล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่เมืองกูมิ (ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ห่างจากรุงโซลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 200 กม) ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนี้จะได้รับความช่วยเหลือด้านการเงิน ที่ครอบคลุมถึงการได้ลดภาษีเป็นการชั่วคราว และค่าชดเชยจากส่วนราชการในจำนวนที่เหมาะสม จากข่าวดังกล่าวซึ่งดูเหมือนจะธรรมดามาก เพราะนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ของบ้านเราก็มีการรั่วไหลของสารเคมี (ซึ่งเป็นสารที่มีการพิสูจน์แล้วว่าก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง) เป็นประจำ (โดยเฉพาะตอนน้ำท่วมปลายปี 54 นั้น ตอนเข้าไปล้างบ้านผู้เขียนยังพบคราบน้ำมันสีดำลอยอยู่รอบบ้าน ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าคงเป็นสารเคมีจากนิคมอุตสาหกรรมที่ เอาอยู่ ทั้งหลาย) แต่เราก็ยังรู้สึกเฉยๆ ประเด็นสำคัญคือ มีผู้อ่านหรือฟังข่าวสักกี่คนที่รู้ว่า กรดกัดแก้วที่มีชื่อเคมีว่า ไฮโดรฟลูออริก (hydrofluoric acid) นั้นอันตรายเพียงใด ที่สำคัญใกล้บ้านท่านมีใครขายกรดชนิดนี้บ้างหรือไม่ ผู้เขียนเข้าไปในอินเตอร์เน็ตแล้วค้นหาใน Google โดยใช้คำว่า กรดกัดแก้ว ปรากฏว่ามีเว็บเพจขึ้นมา 939,000 รายการ ซึ่งบางรายการก็เป็นความเข้าใจผิดของ Google ที่สับสนระหว่างกรดกัดแก้วและกรดอื่นๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ มีการขายกรดอันตรายต่างๆ ในเว็บ โดยดูไม่ออกว่าหน่วยราชการใดดูแล ในเว็บหนึ่งประกาศว่า  มีสินค้าต่อไปนี้จำหน่ายคือ ปรอท เคมีอุตสาหกรรมสิ่งทอ, กระดาษ ชุบโลหะ, อาหาร, อีเลคโทรนิค, ดอกไม้ไฟ กำจัดน้ำเสีย, น้ำมันพืช, อาหารสัตว์ มีเครื่องหมายรับรองฮาลาล รายการสารเคมีจำนวนกว่าร้อยชนิด ที่สำคัญคือ กรดกัดแก้ว (Hydrofluoric Acid), กรดเกลือ 35% (Hydrochloric Acid), กรดกำมะถัน 98% (Sulfuric Acid), คลอรีน 65-70 % (Calcium Hyprochlorite), โซดาไฟน้ำ 50%, ไนตริก แอซิด 68%, โปตัสเซียม ไฮดร๊อกไซด์ 48%, โปตัสเซียม ไฮดร๊อกไซด์ 95%, โปตัสเซียมเปอร์มังกาเนต, ฟอสฟอริคแอซิด 85%, ฟอร์มิคแอซิด, ฟอร์มาลีน 40% และ แอมโมเนียน้ำ 27% เป็นต้น สารเคมีที่ยกตัวอย่างให้ดูนี้บางชนิดสามารถใช้ทำลายซากสัตว์ (รวมทั้งคน) ให้หายไปจากโลกนี้โดยไม่มีหลักฐานได้ มีตัวอย่างในภาพยนต์จากฝรั่งเศสชื่อ Nikita (La Femme Nikita) ซึ่งฮอลลิวูดนำมาสร้างในภาคอเมริกันชื่อ Point of No Return (เข้าใจว่ามาฉายในเมืองไทยในชื่อว่า The Assassin) ในภาพยนต์เรื่อง Nikita นั้นมีตอนหนึ่งที่ Nikita ซึ่งเป็นนักฆ่าได้ทำลายศพของฝ่ายตรงข้ามในอ่างอาบน้ำที่ทำด้วยกระเบื้องโดยการเอาน้ำกรดเข้มข้นราดลงไปบนศพจนเกิดควัน จากการที่กรดเผาไหม้ศพคนจนกลายเป็นของเหลว จากนั้น Nikita ก็เปิดน้ำก๊อกราดศพละลายลงท่อระบายน้ำไป วิธีการทำลายศพด้วยกรดเข้มข้นนั้นไม่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการเคมี ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่มีหน้าที่วิเคราะห์แร่ธาตุหรือสารเคมีบางชนิดในอาหาร จำเป็นต้องทำลายเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อให้หมดไป เพื่อให้ทำการวิเคราะห์ได้ตามต้องการ กรดที่นักวิทยาศาสตร์ใช้นั้นเข้มข้น รุนแรง และภาชนะที่ใช้นั้นก็ต้องเป็นแก้วชั้นดีเท่านั้น การวิเคราะห์ถึงจะสำเร็จได้ตามประสงค์ แต่สิ่งเหล่านี้ใช้ไม่ได้กับกรดกัดแก้ว สมัยที่ผู้เขียนจบวิทยาศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใหม่ๆ ได้ไปทำงานเป็นนักวิเคราะห์ที่ศูนย์วิจัย โรงพยาบาลรามาธิบดี มีหน้าที่ในการวิเคราะห์องค์ประกอบของอาหารต่างๆ จนวันหนึ่งก็มีตัวอย่าง ก้อนหิน ระบุให้วิเคราะห์แร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งปัญหาที่สำคัญคือ การย่อยสลายองค์ประกอบหลักที่เป็นหินนั้นใช้กรดธรรมดาไม่ได้ ผู้เขียนจึงไปเปิดคู่มือการวิเคราะห์หินก็พบว่า กรดที่ใช้ย่อยสลายหินได้คือ กรดกัดแก้ว ซึ่งเป็นกรดที่สามารถกัดให้ภาชนะที่เป็นแก้วกร่อนได้ ในการวิเคราะห์แร่ธาตุในอาหารนั้น ภาชนะที่ใช้โดยปรกติจะทำจากแก้วเนื้อดี แต่กรณีการวิเคราะห์จากก้อนหินโดยอาศัยกรดกัดแก้วเป็นตัวช่วยนั้น ภาชนะที่ใช้ต้องทำจากโลหะที่ชื่อ เซอร์โคเนียม (Zirconium) เท่านั้น การย่อยสลายถึงจะสามารถทำได้โดยปลอดภัย ดังนั้นถ้าเป็นไปตามข่าวที่เกิดในเกาหลี สิ่งที่จะเป็นหายนะตามมาสำหรับคนเกาหลีในบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุก็คือ คงมีหลายคนติดเชื้อโรคจนตายในภายหลัง เพราะผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ได้สูดดมกรดกัดแก้วเข้าปอดไปในปริมาณที่คงไม่ตายทันที เพราะสามารถถูกอพยพไปอยู่เมืองอื่นได้ แต่สุขภาพของร่างกายโดยเฉพาะปอดคงไม่ปลอดภัย เนื่องจากกรดกัดแก้วคงกัดเนื้อเยื่อปอดทำให้เกิดแผลจนสามารถติดเชื้อโรคในอากาศซึ่งปรกติไม่สามารถทำอันตรายคนที่มีปอดแข็งแรงได้ ความช่วยเหลือด้านการเงิน ที่ครอบคลุมถึงการได้ลดภาษีเป็นการชั่วคราว และค่าชดเชยจากส่วนราชการในจำนวนที่เหมาะสมนั้น จริงแล้วไม่คุ้มกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อประชาชนเลย ทั้งนี้เพราะอุบัติเหตุของโรงงานอุตสาหกรรมนั้นเป็นสิ่งที่คาดคะเนได้ แต่ที่สำคัญกว่าคือ ประชาชนได้ทราบหรือไม่ว่า โรงงานที่อยู่ในละแวกบ้านของตนนั้นมีสารเคมีที่ก่ออันตรายร้ายแรง สมัยที่ผู้เขียนจบการศึกษากลับมาทำงานใหม่ๆ นั้น เป็นจังหวะเริ่มแรกของการสร้างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งมีการออกแบบและข้อกำหนดต่างๆ เพื่อความปลอดภัยค่อนข้างน่าเชื่อถือ มีอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพมาเล่าให้ฟังว่าได้ไปซื้อที่แถวนิคมไว้บ้างเพื่อเก็งกำไร ซึ่งก็คงได้กำไรอย่างที่ตั้งใจเพราะคนไทยมักมองว่า สถานที่ใดถ้าจะต้องมีคนเข้าไปทำงานเยอะมักมีราคาดี เนื่องจากเป็นทำเลค้าขาย โดยไม่ได้ดูว่า นิคมอุตสาหกรรมนั้นต้องใช้สารเคมีมากๆ ยิ่งถ้าเป็นอุตสาหกรรมด้านปิโตรเคมีนั้น สารเคมีที่เอามาใช้มักก่อมะเร็งได้แทบทั้งนั้น ในหลักการด้านพิษวิทยาที่ผู้เขียนเรียนมาสอนให้รู้ว่า โรงงานอะไรก็ตามที่ผลิตสารพวกโพลีเมอร์มักใช้สารที่เป็นโมโนเมอร์มาผลิต สำหรับตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นโพลีเมอร์แล้วนั้นความเป็นอันตรายมักหมดไปเนื่องจากกลายเป็นสารเฉื่อย ไม่ค่อยทำปฏิกิริยากับใครแล้ว แต่สารตั้งต้นคือ โมโนเมอร์ นั้นโดยธรรมชาติต้องไวมากๆ จึงจะถูกผลิตเป็นโพลีเมอร์ได้ ความไวนั้นรวมไปถึงการที่สามารถทำปฏิกิริยากับ ดีเอ็นเอ หรือหน่วยพันธุกรรมในเซลล์ของร่างกายมนุษย์ด้วย ดังนั้นประเด็นสำคัญที่อยากให้ผู้อ่านเก็บไว้คิดคือ ถ้าบริเวณโดยรอบบ้านท่านนั้นมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ก็ควรรู้ว่าเขาใช้สารเคมีอันตรายหรือไม่ ถ้ามีการใช้แล้วเกิดปัญหาเช่น ไฟไหม้หรือระเบิด ท่านจะทำอย่างไร บางครั้งไม่จำเป็นต้องเป็นโรงงานอุตสาหกรรม แค่บ้านจัดสรรบางแห่งที่ราคาไม่แพง ก็มีคนซื้อบ้านไว้เก็บสารเคมีอันตรายเช่นกัน ดังนั้นถ้าท่านเห็นว่าเพื่อนบ้านไม่ค่อยอยู่บ้านแต่มีถังอะไรไม่รู้กองอยู่เต็ม ก็ไม่ควรเมินเฉย หาเวลาคุยกัยหน่วยงานของรัฐที่ดูแลความสงบของบ้านเมือง ไม่ว่าเป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล ฯลฯ และถ้าพบว่าไม่ไหวจริงหรือไม่รู้จะทำอย่าง ก็ลองติดต่อที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคดู อาจมีทางป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างได้หวังรอค่าชดเชยเลย เพราะไม่คุ้มเหมือนตัวอย่างที่เกิดไฟไหม้คลังสินค้าของท่าเรือคลองเตยเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน คนที่เหลือรอดชีวิตนั้น ตอนนี้ดูไม่จืดเลย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 140 ติดฉลากจีเอ็มโอ มีหรือในอเมริกา

ในสหรัฐอเมริกา มลรัฐที่เคยมีผู้ว่าการเป็นคนเหล็ก (Arnold Alois Schwarzenegger) คือ แคลิฟอร์เนีย กำลังมีการต่อสู้ทางความคิด แบบว่าใช้เงินกันน่าดูของกลุ่มคนสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือ บริษัทที่ผลิตสินค้าที่เป็นอุตสาหกรรมเกษตรที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม ส่วนอีกฝ่ายคือ เกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์ร่วมหัวจมท้ายกับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและองค์กรเอกชน ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายหาเรื่องให้คนกลางคือ ผู้บริโภค เกิดอาการเวียนหัวคือ Proposition 37 (ซึ่งเป็นรัฐบัญญัติชื่อ “California Right to Know Genetically Engineered Food Act” คนอเมริกันเรียกกันง่าย ๆ ว่า Prop 37) ซึ่งกล่าวถึงการ ติดฉลากอาหารที่ตัดแต่งพันธุกรรมจะมีการลงมติว่า ประกาศได้หรือไม่ประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้ ทำไมเรื่องนี้จึงน่าสนใจ ท่านผู้อ่านบางท่านอาจไม่ทราบว่า สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ประเทศเดี่ยวที่ใครแบ่งแยกไม่ได้เหมือนประเทศไทย การรวมตัวเป็นสหรัฐนั้น มีกฎหมายกลางซึ่งใช้บังคับทั้งประเทศ มีกฎหมายรัฐที่ใช้บังคับทั้งรัฐ แถมกฎหมายท้องถิ่นที่ใช้เฉพาะท้องถิ่นอีกด้วย ดังนั้นแต่ละรัฐจึงเปรียบเสมือนแต่ละประเทศที่มักมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เหมือนกระทรวง (ซึ่งใช้คำว่า Department of ต่างๆ ไม่ใช่ Ministry of เช่นบ้านเราซึ่งเข้าใจว่าเลียนแบบอังกฤษ) เช่น เมื่อมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของสหรัฐอเมริกา ก็ย่อมมีหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่เดียวกันในระดับรัฐ และมีอำนาจออกกฎหมายที่ใช้เฉพาะในรัฐได้ ขอเพียงอย่างเดียวกฎหมายนั้นต้องไม่แย้งกฎหมายกลางที่ออกตามรัฐธรรมนูญในลักษณะที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น   ดังนั้นในประเด็นของอาหารที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม ที่ไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดจาก อย. ของสหรัฐอเมริกาให้มีการติดฉลากอาหารประเภทนี้เหมือนประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศไทย (ผู้เขียนภูมิใจมากที่ได้เขียนอย่างนี้) จะด้วยเหตุผลใดคงไม่เกินท่านผู้อ่านจะเดาได้ เพราะระบบรัฐสภาของสหรัฐนั้นว่าไปเปิดเผยทุกอย่างจนออกนอกหน้า กล่าวคือ ในการออกกฎหมายอะไรก็ตาม จะมีการประกาศให้รู้กันล่วงหน้าเป็นเวลานานพอควร นานจนกฎหมายบางฉบับแท้งคาปากกาไปเลย เพราะมีการวิ่งเต้นล้มกฎหมายได้อย่างถูกต้อง โดยบุคคลที่ทำอาชีพเป็น lobbyist บทความในฉลาดซื้อฉบับนี้ จึงขอยกเอาเรื่องของ การติดฉลากอาหารตัดแต่งพันธุกรรมในรัฐแคลิฟอร์เนียมาเป็นตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามในอนาคตว่า ฝีมือ lobbyist นั้นจะแน่สักแค่ไหน ข้อมูลจากวารสาร Nature ฉบับออนไลน์ (http://www.nature.com) วันที่ 20 August 2012 ได้ออกข่าวระบุว่า ปฏิบัติการเพื่อให้มีกฏหมายติดฉลากอาหารตัดแต่งพันธุกรรม (Prop 37) นั้นเป็น expensive war ทั้งนี้เพราะ ฝ่ายผู้ประกอบการได้เริ่มต้นตั้งงบประมาณในการรณรงค์คัดค้านกฎหมายฉบับนี้ด้วยวงเงินราว 13 ล้านเหรียญดอลลาร์ หรือประมาณ 400 ล้านบาท ส่วนฝ่ายผู้สนับสนุนกฏหมายนี้คือ องค์กรอิสระที่ต่อต้านการใช้กระบวนการตัดแต่งพันธุกรรมกับอาหารนั้นก็ตั้งงบไว้ในการรนณรงค์ครั้งนี้ 2.5 ล้านเหรียญดอลลาร์ ซึ่งคงได้จากการบริจาคล้วนๆ ความสำคัญของ Prop 37 นี้ก็คือ มันเป็นตัวแทนของปรัชญาพื้นฐานของสิทธิของผู้บริโภคที่มีสิทธิจะรู้ถึงคุณลักษณะของสินค้าที่จะบริโภค โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นว่า การตัดแต่งพันธุกรรมนั้นมีอันตรายหรือไม่ ในขณะที่ผู้ผลิตก็กล่าวอ้างว่า การติดฉลากนั้นจะกระทบถึงผู้บริโภคแน่เพราะมันต้องใช้เงิน ซึ่งส่งผลถึงการเพิ่มราคาสินค้า การพยายามให้มีการติดฉลากอาหารที่มีองค์ประกอบผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมนั้นมีมาแล้วใน 19 รัฐ แต่ก็แท้งหมดทุกครั้ง เพราะมีการต่อต้านจากผู้ประกอบการ แต่สำหรับแคลิฟอร์เนียในครั้งนี้ดูเหมือนจะเสร็จแน่ เนื่องจากมีการรณรงค์อย่างจริงจังในการออกกฎหมายนี้ และถ้ากฎหมายนี้ผ่านได้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย อีกหลายรัฐคงเอาบ้าง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องอาหารตัดแต่งพันธุกรรมของชาวอเมริกันเลยทีเดียว การติดฉลากอาหารผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมนี้ ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกามักอยู่ในกลุ่มหลัง ถึงขนาดเรียกกฏหมายในลักษณะนี้ว่า เป็นกฎหมายที่ต่อต้านการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์หลายคนมีความรู้สึกว่า กฎหมายลักษณะนี้จะทำให้เกิดความท้อแท้ในการจะพัฒนาความรู้ในการดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ขายผู้บริโภค ที่สำคัญนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐส่วนใหญ่ไม่คิดว่า การตัดแต่งพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการนั้น เป็นการทำให้เกิดชีวิตแบบใหม่ เพราะสิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงนั้นได้มีการกลายพันธุ์ไปแล้ว และที่สำคัญและมักหลงลืมกันก็คือ การทำงานของหน่วยพันธุกรรม (gene) ลักษณะหนึ่งมักมีผลต่อการทำงานของหน่วยพันธุกรรมอื่นด้วยในเซลล์เดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น การตัดแต่งพันธุกรรมของถั่วเหลืองให้ต่อต้านสารกำจัดวัชพืชนั้น ได้ทำให้ถั่วเหลืองมีการสร้างสารไอโซเฟลโวน (isoflavone) เช่น เจ็นนิสติน (genistin) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ผู้บริโภคหวังว่าต้องได้จากการบริโภคถั่วเหลือง(เพื่อลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม) ลดลงไปถึงระดับที่นักตัดแต่งพันธุกรรมเรียกว่า ต่ำปรกติ (หมายความว่า ถึงต่ำก็ยังอยู่ในช่วงที่เรียกว่าไม่ผิดปกติ) นักตัดแต่งพันธุกรรมพืชมักกล่าวว่า การที่พืชทางเศรษฐกิจสามารถต้านสารกำจัดวัชพืชนั้น เป็นผลดีต่อเกษตรกร เพราะช่วยประหยัดเวลาในการใช้สารเคมี เนื่องจากไม่ต้องกังวลว่า สารกำจัดวัชพืชจะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นพืชที่ต้องการ แต่ในกรณีนี้นักต่อต้านการใช้พืชตัดแต่งพันธุกรรมกลับคิดว่า เกษตรกรพันธุ์ใหม่มีความมักง่ายที่จะไม่สนใจว่า สารเคมีที่ตกค้างบนพืชนั้นเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ส่งผลให้ผลิตผลการเกษตรนั้นมีสารตกค้างในปริมาณที่สูงขึ้น อีกทั้งความสามารถในการใช้สารเคมีได้ตามสบายยังส่งผลถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้ออาหารที่แพงขึ้นด้วย โดยผู้ขายสารเคมียิ้มสบาย ทำไมการติดฉลากอาหารที่มีองค์ประกอบผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมจึงสำคัญสำหรับผู้บริโภคในรัฐแคลิฟอร์เนีย คำตอบก็คือ ปัจจุบันมีนักวิชาการได้ประเมินว่า อาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น มีองค์ประกอบที่ได้จากพืชตัดแต่งพันธุกรรม มากกว่าร้อยละ 70 (ข้อมูลเหล่านี้ดูได้จาก Youtube) ตัวเลขที่แน่นอนนั้นยังไม่ยืนยัน แต่ที่แน่ๆ คือ มีการทำการทำโพลล์ (poll หรือคำเติมคือ opinion poll) หลายการสำรวจเช่น ของ Thomson Reuters ในปี 2010 พบว่า คนอเมริกันทั่วไปกว่าร้อยละ 90 ต้องการฉลากดังกล่าว อย่างไรก็ดี การดูข้อมูลจากการทำโพลล์นั้นมักต้องติดตามให้ทันสมัยเพราะข้อมูลเปลี่ยนไปมาได้ตลอด ที่สำคัญก็ต้องดูว่าเป็นโพลล์ของสำนักไหน เพราะคนทำโพลล์ก็ต้องกินข้าว อยู่บ้าน มีรถขับ และอยากได้เฟอร์นิเจอร์ประดับกายอื่นๆ เหมือนกัน จะหวังคนทำโพลล์ถือศีลครบห้าข้อตลอดนั้น ชาติหน้าบ่าย ๆ ค่อยหวังแล้วกัน ดังนั้นการเต้าโพลล์จึงเป็นของธรรมดาในประเทศทุนนิยม ในรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น เคยมีการทำโพลล์ว่าคนในรัฐนี้ร้อยละ 67 สนับสนุนการขึ้นภาษีบุหรี่ ดังนั้นบริษัทผลิตบุหรี่จึงทุ่มเงินราว 50 ล้านเหรียญเพื่อรณรงค์ต่อต้านกฎหมายนี้ และประสบความสำเร็จเสร็จที่สุดว่ากฎหมายเพิ่มภาษีบุหรี่ต้องตกไป จึงมีนักข่าวหลายคนคาดว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นกับกฎหมายการติดฉลากอาหารตัดแต่งพันธุกรรมได้ ต้องคอยดูกัน ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจไม่เคยทราบหลักการติดฉลากอาหารตัดแต่งพันธุกรรมของไทยว่า เรามีข้อกำหนดอย่างไร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 251) พ.ศ.2545 เรื่อง การแสดงฉลากอาหารที่ได้จากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรมหรือพันธุวิศวกรรม มีอาหารในหมวดที่ต้องแสดงฉลาก 22 ชนิด ซึ่งอาหารที่ควบคุมจะเป็นอาหารประเภทถั่วเหลืองและข้าวโพด ในประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า “ให้ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ข้าวโพดและผลิตภัณฑ์จากข้าวโพดที่ได้จากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม หรือพันธุวิศวกรรมเป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก ซึ่งหมายความว่า อาหารที่มีถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ข้าวโพดและผลิตภัณฑ์จากข้าวโพดที่มีสารพันธุกรรมหรือโปรตีนที่เป็นผลจากการดัดแปรพันธุกรรมนั้นอยู่ตั้งแต่ร้อยละ 5 ของแต่ละส่วนประกอบที่เป็นส่วนประกอบหลัก 3 อันดับแรกต้องติดฉลากบอกปริมาณ” จึงมีคำถามว่า ถ้าองค์ประกอบชนิดที่ 4 เป็นอาหารที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมและมีปริมาณเกินร้อยละ 5 ขึ้นไปด้วย จะต้องแสดงฉลากขององค์ประกอบที่ 4 หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ (โดยอธิบายในเชิงว่าคงไม่มีอาหารอะไรที่จะมีองค์ประกอบลำดับที่ 4 มีปริมาณเกินร้อยละ 5) การออกประกาศติดฉลากของอาหารตัดแต่งพันธุกรรมของไทยนั้น เป็นการทำตามธรรมเนียมของประเทศที่เป็นสมาชิกที่ดีของ WTO ที่พึงกระทำตามที่ Codex ขององค์การสหประชาชาติกำหนด ในขณะที่สหรัฐอเมริกานั้นใหญ่โตเกินว่า Codex จะกล้าวอแว ดังนั้นการที่จะมีการออกกฎหมายการติดฉลากอาหารตัดแต่งพันธุกรรมเพียงในรัฐเดียวของมหาประเทศนี้ จึงเป็นเรื่องที่ควรจับตามองจากคนทั้งโลก

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 139 เมาแล้วขับแต่ไม่ถูกจับ (มีหรือ)

“ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน” ถ้าถามเด็กปัจจุบันว่ากลอนแปดบทนี้ใครแต่ง อาจพบว่าเด็กบางคนร้อง เอ๋อ ไม่ใช่ อ๋อ เพราะมันคงดูเชยบรมถ้าตอบคำถามแบบนี้ได้ คงมีแต่ผู้ใหญ่ล้าสมัยแบบผู้เขียนที่พอจำได้ว่า สุนทรภู่ แต่งไว้ในนิราศภูเขาทอง สุนทรภู่นั้นเป็นกวีสุดยอดของไทย แต่มีพฤติกรรมสุดแย่คือ ติดสุรายาดองเป็นอาจิณ ตามภาษาคนไทยใจเบิกบาน ดีใจก็เหล้า เสียใจก็เหล้า บวชก็เหล้า แต่งงานก็เหล้า แถมงานเผาคนอื่นก็เหล้า (จนสุดท้ายเหล้าก็ทำให้ตนเองถูกเผา) ทั้งที่อาราธนาศีลห้าเป็นประจำจนชินชาลืมไปว่าศีลข้อ 5 ห้ามดื่มเหล้า สุนทรภู่นั้นโชคดีที่สมัยนั้นยังไม่มีกฏหมายห้ามขี้เมาขี่ม้า ขี่ช้าง หรือพายเรือ จึงไม่ต้องถูกจับตรวจลมหายใจวัดปริมาณแอลกอฮอล์เหมือนขี้เมาสมัยนี้ เราเลยอดอ่านนิราศของสุนทรภู่เกี่ยวกับการถูกตรวจวัดแอลกอฮอล์หรือการบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์เมื่อถูกศาลสั่งลงโทษ เหมือนกับข่าวที่ดาราดังหลายคนต้องกระทำโดยไม่ตั้งใจ มีข่าวว่า มีผู้หวังดีแนะนำให้ดื่มนมเปรี้ยวหลังเมาแล้วตั้งใจจะขับรถ ซึ่งกรณีดื่มนมเปรี้ยวแกล้มเหล้านี้ รมช.สาธารณสุขท่านหนึ่งได้ออกมาให้ข่าวว่า ได้สั่งการให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทดลองว่า นมเปรี้ยวสามารถลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้จริงหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่าการดื่มนมเปรี้ยวลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้เพียงเล็กน้อยประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น แต่ไม่ช่วยลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจนผ่านเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของตำรวจที่ด่านได้ ความจริงคนไทยมีภูมิปัญญาชาวบ้านเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรในคนติดเหล้าคือ รางจืด ช่วยถอนอาการเมาค้างได้ แต่ยังไม่มีใครทดสอบว่าสมุนไพรนี้ ช่วยลดปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจสำหรับนักดื่มที่ต้องการขับรถตอนกลางคืนหรือไม่   แล้ววันหนึ่งนักข่าวท่านหนึ่งที่นิยมคุยกับผู้เขียนเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เพื่อประกอบการทำข่าวเกี่ยวกับสินค้าที่อาจมีการหลอกลวงผู้บริโภคก็ได้โทรมาถามว่า มีโอกาสไหมที่จะลดปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจของขี้เมาก่อนขับรถผ่านด่านตำรวจ เพราะมีคนนำสินค้าชนิดหนึ่งมาโฆษณาขายใน youtube ว่า เมื่อบริโภคสินค้านี้แล้ว รับรองเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ในลมหายใจ บอดแน่ พร้อมทั้งส่ง URL ของคลิปใน youtube มาให้ด้วย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านก่อนว่า เมื่อท่านดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต เร็วช้าขึ้นกับแต่ละคนว่ามีเวรกรรมประมาณใด เพราะระดับความเมาขึ้นกับระดับเอนไซม์ในร่างกายที่ทำงานในการกำจัดแอลกอฮอล์ว่าสูงหรือต่ำ ที่สำคัญด้วยคือ สภาวะร่างกายโดยเฉพาะตับนั้นแข็งแรงหรืออ่อนแอ แอลกอฮอล์นั้นเป็นชื่อสามัญประจำบ้านของสารอินทรีย์ที่มีชื่อทางเคมีว่า เอ็ทธิลแอลกอฮอล์ สารนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้มนุษย์และสัตว์เมาได้ ดังนั้นมนุษย์บางคนที่กินเหล้าเมาจึงถูกสังคมประณามว่า เมาเหมือนสัตว์ที่ใช้เฝ้าบ้าน ซึ่งเป็นความไม่ยุติธรรมกับสัตว์ประเภทนี้เลย เพราะเวลาเอาเหล้าเทใส่ชามให้เขาดื่ม เขามักเลี่ยงที่ไม่ดื่ม (ยกเว้นในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องจับกรอกปาก เขาก็เมาได้เหมือนคน) ดังนั้นจึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะพูดว่า คนเมาเหมือนเขา การที่มีหน่วยงานหนึ่งยับยั้งการเผยแพร่โปสเตอร์รูปคนกินเหล้าแล้วกลายร่างเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งนั้น ถูกต้องแล้วเพราะเป็นการไปละเมิดสิทธิสัตว์ประเภทนั้น เมื่อแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมเข้าเลือดแล้ว ปราการด่านแรกในการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากเลือดคือ ตับ ดังนั้นตับจึงมักเป็นอวัยวะที่ถูกทำลายในผู้ติดเหล้า จนเกิดอาการตับแข็ง ซึ่งเป็นสภาวะรับประกันว่า ผู้ที่ตับแข็งนั้นจะไม่เป็นมะเร็งเพราะเซลล์ตับมันพังจนเป็นมะเร็งไม่ไหวแล้ว ในเซลล์ตับนั้นมีเอนไซม์แอลกอฮอล์ดีไฮดรอจีเนส ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงเอ็ทธิลแอลกอฮอล์ไปเป็นสารอีกชนิดชื่อ อะเซ็ตทัลดีไฮด์ ซึ่งจะถูกเปลี่ยนต่อไปอีกเป็นกรดน้ำส้มหรือ อะเซ็ทติกแอซิด (ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับกรดน้ำส้มสายชูที่เราใช้เติมก๋วยเตี๋ยว) ด้วยเอนไซม์อะเซ็ตทัลดีไฮด์ดีไฮดรอจีเนส จากนั้นน้ำส้มสายชูที่ได้ในตับจะถูกนำไปใช้เป็นพลังงานได้ และเนื่องจากแอลกอฮอล์ให้พลังงานมากกว่าแป้งเกือบสองเท่าตัว จึงทำให้คนติดเหล้านั้นไม่หิวข้าว แต่เป็นความอิ่มแบบขาดแคลนสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอื่น ๆ ส่งผลให้เซลล์ตับอ่อนแอ คนที่กินเหล้าในปริมาณมาก ๆ นั้น แอลกอฮอล์จะไปกดระบบประสาททำให้ซึมได้ในบางคน แต่บางคนก็ทำให้ความอดกลั้นต่อความทุกข์ยากของชีวิตหมดไป จึงระบายออกมาแบบการโวยวาย นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้มนุษย์หมดยางอายได้ สามารถทำในสิ่งที่ต้องการความยั้งคิด เช่น การเปลือยกายในที่สาธารณะ หลายท่านอาจเคยเห็นคนที่เมาปลิ้นแบบสิ้นสตินั้นมีอาการปวดหัวเมื่อสร่างเมา ซึ่งเรามักใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า แฮ้ง มาจากคำว่า hangover สาเหตุสำคัญของอาการ แฮ้ง นี้เกิดเนื่องจากร่างกายกำจัดอะเซ็ตทัลดีไฮด์ไม่ทัน เลยทำให้ปวดสมองในกระโหลกได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงใช้คุณสมบัตินี้ในการผลิตยาเลิกเหล้า โดยหาสารที่ยับยั้งการทำงานของอะเซ็ตทัลดีไฮด์ดีไฮดรอจีเนส ส่งผลให้มีการสะสมของอะเซ็ตทัลดีไฮด์ในสมองของผู้ดื่มจนปวดกระโหลกเป็นประจำ โดยไม่รู้ว่า ผบ.ทบ. (ผู้บัญชาการที่บ้าน) ได้เอายานี้ผสมเหล้าให้กิน และเมื่อมีอาการนี้บ่อยเข้า ถ้าชีวิตยังพอมีบุญอยู่บ้างก็เกิดอาการเบื่อที่จะดื่มเหล้าได้ ที่เล่ามาอย่างยืดเยื้อนี้เพื่อให้เห็นคุณสมบัติทางชีวเคมีของแอลกอฮอล์ว่า ถูกลดปริมาณได้ด้วยเอนไซม์ แอลกอฮอล์ดีไฮดรอจีเนส ดังนั้น ในสินค้าที่อ้างว่าลดปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจได้นั้น ถ้าเป็นสินค้าที่มีเอนไซม์นี้อยู่ แล้วแอลกอฮอล์ยังอยู่ในทางเดินอาหาร โอกาสลดปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจก็สูง ซึ่งในคลิปของ youtube ที่ผู้เขียนเข้าไปดูนั้น ก็พบว่า เป็นการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจหลังจากบริโภคสินค้าตามเหล้าที่ดื่มทันที ซึ่งไม่ตรงกับพฤติกรรมจริงของนักดื่มที่มัก hang around อยู่ในผับหรือบาร์จนเมา เพราะถ้าไม่ต้องการเมาจะไปดื่มเหล้าหาพระแสงด้ามอะไร สินค้าที่มีขายเพื่อลดแอลกอฮอล์ในลมหายใจนั้นคงไม่ช่วยอะไร ถ้าแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตแล้ว เพราะถึงมีเอนไซม์อะไรก็ตามที่ทำลายแอลกอฮอล์ได้ ตัวเอนไซม์เองคงไม่พ้นถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กจัดการป่นเป็นกรดอะมิโน หมดสภาพเอนไซม์ไปเลย ในการวัดแอลกอฮอล์ในลมหายใจด้วยเครื่องที่เรามักเห็นตำรวจถือในโทรทัศน์นั้น เป็นการวัดระดับแอลกอฮอล์ที่ซึมเข้าเลือด แล้วบางส่วนผสมกับเลือดไหลผ่านไปสู่ปอดและระเหยออกมา เมื่อผู้ดื่มเป่าเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ ปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจที่พ่นผ่านเครื่อง (ซึ่งมีระบบตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่างกับ GT-200) จะเป็นปริภาคโดยตรงกับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ซึ่งเป็นตัวกำหนดความเมาของผู้ดื่ม ดังนั้นผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าลดแอลกอฮอล์ในลมหายใจได้ อาจเจอปัญหาว่า มันลดได้เฉพาะในเวลาที่แอลกอฮอล์ยังไม่ซึมเข้าเลือด แต่พอซึมเข้าไปในระบบเลือดแล้ว คราวนี้ขึ้นอยู่กับว่ามันจะออกมาที่ปอดเข้าสู่ลมหายใจออกเท่าไร ตำรวจเท่านั้นที่จะตอบได้ เมื่อท่านถูกขอให้เป่าอุปกรณ์ตรวจวัดแอลกอฮอล์ ประเด็นที่สำคัญก็คือ ใน youtube นั้นมีคลิปหนึ่งที่มีผู้ไปสัมภาษณ์แพทย์ท่านหนึ่งของออสเตรเลียซึ่งได้ฟันเสาธงเลยว่า สินค้านี้เชื่อไม่ได้ และในประเทศออสเตรเลียห้ามจำหน่าย ดังนั้นผู้ที่ดื่มเหล้าจนแอลกอฮอล์ซึมเข้าเลือดไปแล้ว โอกาสที่จะหาอะไรมาทำลายแอลกอฮอล์ได้คงไม่มี ยกเว้นว่ามีใครคิดทำการทำวิจัยว่า มีสารอะไร หรืออาหารอะไร ที่สามารถกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ในตับให้เปลี่ยนแอลกอฮอล์ไปเป็นอัลดีไฮด์แล้วต่อเป็นกรดน้ำส้มได้เร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันยังไม่เคยมีใครประกาศว่าค้นพบ และในกรณีที่ทำได้ ก็ต้องเป็นการกระตุ้นก่อนที่จะดื่มสุราเมรัย เสมือนเป็นการเตรียมระบบเผาผลาญให้พร้อมเสมอที่จะเผาแอลกอฮอล์ทิ้ง ซึ่งคอสุราหลายท่านคงไม่ปรารถนานักเนื่องจากเป็นการลดความบันเทิงในอารมณ์เมานั่นเอง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 138 หนทางเพื่อความเป็นอมตะ

ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาผู้เขียนได้ฟังรายการธรรมะทางช่อง 7 ซึ่งพระธรรมโกศาจารย์ แห่งวัดประยูรวงศาวาสได้บรรยายว่า พระพุทธเจ้าเคยเทศน์ให้พระอานนท์ฟังเมื่อเสด็จพักผ่อนกลางวัน ณ ปาวาลเจดีย์ว่า ถ้าใครดำรงชีวิตโดยยึดถืออิทธิบาท 4 แล้วสามารถมีอายุยืนได้ชั่วกัลป์ แต่พระอานนท์ไหวไม่ทันว่ามีความหมายอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงทรงปลงอายุสังขารเมื่ออายุ 80 พรรษา เพราะพญามารได้เข้าทูลอารธนาขอให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน(จาก www.kanlayanatam.com ให้นิยามคำว่า 1 กัลป์ คือ 4,320,000,000 ปี มนุษย์) เรื่องนี้ฟังดูก็แปลกดีเพราะหลาย ๆ ท่าน รวมทั้งผู้เขียนเข้าใจว่า อยู่ชั่วกัลป์คือ อยู่ไปเรื่อยๆ แบบฝรั่งเรียกว่า immortal แต่ท่านพระธรรมโกศาจารย์ก็ได้เฉลยไว้ประมาณว่า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะที่บอกว่า อิทธิบาท 4 ช่วยทำให้อยู่ได้ชั่วกัลป์นั้น หมายความว่า การถือปฏิบัติอิทธิบาท 4 นี้ทำให้ชีวิตคนเรามีความหมายเมื่อยังมีลมหายใจ ซึ่งทำให้ผู้เขียนพอเข้าใจว่า คนที่แม้ยังมีลมหายใจอยู่ถ้าไม่ทำอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวมีประโยชน์ต่อสังคมเสียเลยก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว   สำหรับ อิทธิบาท 4 ซึ่งแปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จช่วยให้อายุยืนนั้น น่าจะหมายถึง การที่เรามีความพอใจที่เกิดมาเป็นคน (ฉันทะ) จึงต้องมีความพากเพียรในการประกอบการงานไม่ขาดตอน (วิริยะ) ไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตัว โดยทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ (จิตตะ) พร้อมทั้งคอยสอดส่องในเหตุและผลแห่งความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป (วิมังสา) การประพฤติดังนี้ คนเป็นเท่านั้นที่ทำได้ ในทางวิทยาศาสตร์อาจอธิบายได้ว่า เมื่อเราทำงานแล้วมีความพอใจในผลงานที่ได้ทำ ผลนั้นย่อมกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมา สารนี้ทำให้เซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายสมดุล สดชื่น แข็งแรง ดังนั้นเมื่อเทียบกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นนัยกับพระอานนท์ว่า ทรงปรารถนาจะอยู่เป็นกัลป์เพื่อทรงทำงานที่ทรงรักคือ การเผยแพร่พุทธศาสนา น่าจะสามารถทำให้พระองค์มีอายุยืนยาวได้จริงๆ แต่จะได้นานแค่ไหนนั้นคงไม่มีใครตอบได้ เพราะเราคงต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเราอยู่ได้ถึง 1 กัลป์ จะอยู่ไปทำไมและเพื่อใคร บางทีคำถามนั้นอาจจะจบลงที่ว่า ถ้าพระพุทธองค์ยังอยู่จะมีประโยชน์ต่อสรรพสัตว์มากมายแค่ไหนและนั่นคงเป็นคำตอบของการอยู่ไปทำไม และเพื่อใครจริงๆ ดังนั้นเมื่อพุทธศาสนิกชนเข้าใจแล้วว่า ชั่วกัลป์ นั้นเป็นอย่างไร แต่ฝรั่งหรือคนไทยบางคนก็ยังเข้าใจว่า ชั่วกัลป์ คือ ช่วงเวลาที่นานมากๆ นัยหนึ่งคือ นานจนเมื่อนึกถึงการมีชีวิตแล้วกลายเป็นอมตะ จึงมีการแสวงหาอะไรก็ได้มากินหรือใช้กับร่างกาย เพื่อทำให้ร่างกายนั้นอยู่ในสภาวะที่ไม่เสื่อมสลายไป(ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้) ประเด็นเรื่องความเป็นอมตะนั้น ใน www.quackwatch.com มีผู้เขียนบทความน่าสนใจเรื่องหนึ่งชื่อ Position Statement on Human Aging โดยกล่าวในแง่ว่า ในปัจจุบันมีคนเชื่อว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์นั้น ทำให้มีกระบวนการหรือสินค้าที่ป้องกันความแก่(antiaging) มาขายให้แก่คนที่อยากอยู่ยั้งยืนยงชั่วกัลปาวสานได้ ก่อนอื่นท่านผู้อ่านต้องเข้าใจก่อนว่า ทำไมเซลล์ในร่างกายเราถึงแก่ได้ คำอธิบายคือ เซลล์ร่างกายเรานั้นมีการแบ่งเซลล์เมื่อถึงความเหมาะสมหนึ่งคือ อิ่มพลังงาน มีทรัพยากรในเซลล์พอ หรือมีการกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์จากภายนอกเซลล์ ในการแบ่งเซลล์นั้นต้องมีการเพิ่มจำนวนโครโมโซม(ดีเอ็นเอที่ห่อหุ้มด้วยโปรตีน) เป็นสองเท่าของของเดิมก่อน แล้วจึงแยกโครโมโซมออกจากกัน จากนั้นก็มีการแบ่งส่วนที่เหลือของเซลล์ออกเพื่อให้เป็นสองเซลล์ ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งของการเพิ่มจำนวนโครโมโซมคือ ดีเอ็นเอที่เป็นหน่วยพันธุกรรมของเราแต่ละแท่งนั้น มีบริเวณส่วนปลายที่เรียกว่า ทีโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งมักจะขาดแหว่งไปทุกครั้งที่มีการแบ่งเซลล์ ในขณะที่เซลล์ก็พยายามซ่อมให้เท่าเดิม ยามที่เซลล์ยังเยาว์อยู่ก็ซ่อมได้ดี แต่เมื่อเซลล์มีอายุเพิ่มขึ้นการซ่อมนั้นก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง จนสุดท้ายนานเข้าก็ซ่อมไม่ได้เลย ทำให้การแบ่งเซลล์ต้องหยุด แล้วเซลล์ก็เริ่มแก่ จึงมีผู้ตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าสามารถทำให้การซ่อมทีโลเมียร์สมบูรณ์ได้ เซลล์ก็ไม่น่าแก่ (ความจริงปรากฏการณ์นี้เกิดกับเซลล์มะเร็ง ซึ่งแบ่งตัวได้ตลอดเวลา แต่เป็นการแบ่งแล้วไม่พัฒนาเซลล์ให้ทำงาน) ในบทความของ quackwatch ที่ผู้เขียนเข้าไปดูนั้น กล่าวถึงอายุไขของมนุษย์ว่า เคยมีชาวฝรั่งเศสชื่อ Madame Jeanne Calment ตายเมื่ออายุได้ 122 ปี ในขณะที่ปัจจุบันคนอเมริกันมีอายุไขเฉลี่ยที่ 77 ปี (ใกล้กับความหมายของ 1 กัลป์ ที่กล่าวในตอนต้น) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 30 ปี จากเดิมคือ 47 ปี เมื่อ ค.ศ. 1900 ดังนั้นในศตวรรษที่ 21 นี้คนอเมริกันควรมีอายุไขเฉลี่ย 90 ปี ถ้าวิทยาการทางการแพทย์ยังพัฒนาไปข้างหน้าดังในปัจจุบัน ในสหรัฐอเมริกามีนักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มที่ทำการศึกษาถึงกระบวนการที่ทำให้ร่างกายมนุษย์แก่ ซึ่งว่าไปแล้วมันน่าจะหมายถึง การแก่ของเซลล์ต่างๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ผลรวมของความแก่ทำให้มนุษย์ตาย ความเข้าใจในกระบวนการนี้น่าจะช่วยในการชะลอให้ความแก่เกิดช้าที่สุด แต่ไม่ได้หมายถึงการทำให้มนุษย์หยุดความแก่ได้ ในประวัติศาสตร์จีนก็มีตัวพ่อที่พยายามหาทางต่อสู้กับความแก่คือ จิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ตายเน่าเป็นเหยื่อให้แบคทีเรียกินไปในที่สุด ส่วนอียิปต์โบราณก็พยายามทำมัมมี่ ซึ่งสุดท้ายก็เหลวกลายเป็นศพแห้งอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่พอจะกล่าวว่าสำเร็จเกี่ยวกับมัมมี่ก็คือ มีผู้สร้างหนังเอาความหวังในการทำมัมมี่ของคนโบราณมาหารับประทานไปหลายเรื่อง ความเป็นอมตะนั้นเป็นความฝันอันเลื่อนเปื้อนที่สุด ในหลักศาสนาพุทธแล้ว ใครต้องการเป็นอมตะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากครอบครัวซึ่งไม่เคยมีคนตาย(ซึ่งเป็นไปไม่ได้แม้จะแอบไปตั้งนามสกุลใหม่ก็ถือว่ายังมีโคตรเง่าอยู่) ดังนั้นความหวังสู้ความแก่ หวังเป็นอมตะ โดยไปซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีการโฆษณาในอินเตอร์เน็ตว่า ชะลอหรือหยุดความแก่ได้ ก็เป็นเพียงหวังลมๆ แล้งๆ ในอินเตอร์เน็ตท่านผู้อ่านจะพบข้อมูลในการโฆษณาว่า มีผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถกำจัดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นต้นตอของความแก่ของเซลล์ได้ ในความเป็นจริงแล้ว อนุมูลอิสระเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งในหลายสาเหตุที่จะทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโตแล้วเข้าสู่ภาวะ Senescence(biological aging) ซึ่งเป็นการหยุดการแบ่งเซลล์และอยู่เฉยเหมือนคนที่เกษียณแล้ว ไม่ต้องทำงาน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รอยย่นบนใบหน้า เมื่อใดที่สภาวะนี้เกิดทั่วร่างกายคนผู้นั้นก็ไม่ใช่คนเป็นแล้ว ดังนั้นการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ เป็นการลดอันตรายที่เป็นผลเนื่องจากอนุมูลอิสระ แต่ไม่ใช่การชะลอความแก่เสียทีเดียว ปัจจุบันในวงการแพทย์บางประเทศซึ่งอาจรวมประเทศไทยด้วย ได้มีสาขาการแพทย์ที่เรียกว่า Geriatric Medicine ซึ่งน่าจะหมายถึงการศึกษาโดยอายุรแพทย์ที่พยายามชะลอความแก่ของคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่คือ คำแนะนำในการปรับปรุงด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การงดสูบบุหรี่ กินเหล้า เป็นต้น คำแนะนำเหล่านี้เป็นความหวังที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ดังนั้นปฏิบัติการดังกล่าวจึงควรเกิดขึ้นในสถานพยาบาลไม่ใช่บนอินเตอร์เน็ต เพราะมนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่าง ไม่มีใครเหมือนกันโดยตรง การแนะนำที่หวังจะชะลอความแก่นั้นต้องจัดพิเศษเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ยังมีการนำคำว่า antiaging medicine มาใช้ในการโฆษณาเพื่อชะลอความแก่ โดยมักเป็นการขาย วิตามินผสมยาบางขนาน ตลอดจนฮอร์โมนเพศบางชนิด โดยมักโฆษณาให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เพราะยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวว่าการใช้ ยา วิตามิน หรือฮอร์โมนเพศ นั้นทำให้แก่ช้าลง ทั้งนี้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้แก่ช้านั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนมากกว่าการจะจัดการโดยใช้ปัจจัยเดียวได้ อีกประเด็นที่มีการพยายามนำมาใช้ในการแนะนำเพื่อชะลอความแก่คือ การจำกัดปริมาณพลังงานที่ได้รับจากอาหารให้น้อยกว่าที่คนปรกติกิน เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่เรียกว่า Lean body คือมีแต่เนื้อ (หุ้มกระดูก) ปราศจากไขมัน เหมือนกับเวลาเราซื้อไก่ ส่วนที่เป็น lean คือ อกไก่ เพราะมีไขมันต่ำ ในการศึกษาเกี่ยวกับการจำกัดพลังงานในอาหารในสัตว์ทดลองนั้น ผลมักปรากฏว่า สัตว์ทดลองนั้นเป็นมะเร็ง(เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสารก่อมะเร็ง) น้อยกว่าสัตว์ปรกติที่กินตามใจปาก(ถูกกระตุ้นด้วยสารก่อมะเร็งเดียวกัน) แต่ความรู้นี้ก็ยังไม่สามารถนำไปต่อยอดขนาดทำให้สัตว์ทดลองอายุยืนกว่าปรกติได้ โดยสรุปแล้วบทความเรื่อง Position Statement on Human Aging (ซึ่งเป็นบทความที่เคยตีพิมพ์ในวารสาร Scientific American Magazine และ Journal of Gerontology: Biological Sciences) นั้นหวังให้ผู้บริโภคตระหนักว่า ความก้าวหน้าทางวิชาการในปัจจุบันยังไม่สามารถประกาศว่า ความแก่ชะลอได้ หรือยืดช่วงอายุของแต่ละคนออกไปได้ เพียงแต่มีแนวโน้มว่า การปรับปรุงสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตให้เหมาะสม เช่น การกินอาหารให้ครบถ้วนนั้น น่าจะเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เร่งให้เราแก่เร็วได้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 137 กาวติดเนื้อ(meat glue)

ในห้องปฏิบัติการของผู้เขียนมีนักวิจัยประจำอยู่สองคน คนหนึ่งไปเรียนต่อปริญญาเอกและกลับมาแล้วพร้อมลูกสองคน ในขณะที่อีกคนกำลังจะไปเรียนบ้าง ทั้งนี้เพราะสมัยนี้ใครไม่จบปริญญาเอกไม่สามารถเป็นผู้นำในการขอทุนวิจัยได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า การศึกษาระดับปริญญาโทของเรานั้นมันด้อยเกินไปในสายตาผู้ให้ทุน จึงต้องมีหลักเกณฑ์สำคัญขั้นต้นว่า ต้องจบปริญญาเอกก่อนจึงขอทุนได้ จริงแล้วในฉบับนี้ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจคุยเรื่องการขอทุนวิจัยหรอก แต่ขอกล่าวอ้างถึงนักวิจัยคนที่สองที่ผู้เขียนดูแลว่า เมื่อสอบเรียนต่อได้แล้วก็มีการไปเลี้ยงฉลองกินสเต็กกับเพื่อนๆ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีอะไร แต่ก็อาจมีอะไรได้ ขอให้ท่านผู้อ่านติดตามต่อไป   เวลาเราไปกินสเต็กหรืออาหารเนื้อสัตว์ตามร้านอาหารต่างๆ นั้น เราไม่เคยได้เข้าไปดูในครัวว่า เนื้อที่เอามาปรุงให้เรากินนั้นมีสภาพก่อนปรุงเสร็จอย่างไร ทุกคนคงคิดเอาเองว่า คงจะเป็นเนื้อที่ดี คุณภาพเป็นเลิศ ก็สเต็กจานนั้นมันออกจะแพงแบบว่าไม่อร่อยไม่ได้แล้วนี่ ปรากฏว่าเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้เขียนได้พบข่าวในอินเตอร์เน็ตภายใต้หัวข้อว่า Is meat glue safe enough to eat? ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจเนื่องจากไม่เคยเรียนวิชาเกี่ยวกับการปรุงอาหารมาก่อน แม้เคยได้ยินคำว่า meat glue มาบ้างแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ดังนั้นพอเห็นหัวข้อข่าวดังกล่าว จึงทำให้ต้องไปหา wikipedia ว่า meat glue คืออะไร ซึ่งปรากฏว่า เมื่อพิมพ์คำว่า meat glue ใน search engine ของ wikipedia ข้อมูลที่ได้กลายเป็นเรื่องของ ทรานซ์กลูตามิเนส (Transglutaminases) ซึ่ง wikipedia บอกว่า Redirected from Meat glue ทรานซ์กลูตามิเนส เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สร้างพันธะโควาเลนท์ระหว่างกลุ่มเอมีนอิสระที่อยู่ในสายโปรตีนหนึ่งกับกลุ่มแกมม่าคาร์บอกซาไมด์ที่อยู่บนอีกสายโปรตีนหนึ่ง การสร้างพันธะนี้แข็งแรงมากขนาด เอนไซม์ที่สามารถย่อยโปรตีนทั่วไปไม่สามารถย่อยพันธะที่สร้างขึ้นโดยทรานซ์กลูตามิเนสได้ (ข้อความนี้มาจาก wikipedia) แต่ก็มีการแย้งข้อมูลนี้หลังผู้เขียนเข้าไปอ่านเอกสารของผู้ผลิตเอนไซม์นี้ว่า การย่อยเนื้อสัตว์ที่ใช้ทรานซ์กลูตามิเนสนั้นไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ทั่วไป ก็คงต้องฟังหูไว้หู หลายท่านที่ไม่ได้จบด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพอาจงง ก็จงงงต่อไปเถิดครับ ส่วนคนเรียนค่อนมาทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพหรือวิทยาศาสตร์ทางอาหารคงพอเข้าใจบ้าง ที่สำคัญเอนไซม์นี้พบได้ในกระบวนการแข็งตัวของเลือดสัตว์ชั้นสูง และเอนไซม์นี้มีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหารเกี่ยวกับการเชื่อมเนื้อสัตว์ต่างชนิดเข้าด้วยกัน นานมาแล้วเอนไซม์นี้เคยสกัดได้จากเลือดสัตว์  ซึ่งทำให้มีราคาแพงมากเกินกว่าจะเอามาใช้ทางอุตสาหกรรมอาหาร จนในปี 1989 จึงมีบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า เป็นตัวพ่อ ที่เชี่ยวมากในเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ จึงสามารถผลิตเอนไซม์นี้โดยอาศัยแบคทีเรียที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในดินชื่อ Streptoverticillium mobaraense ดังนั้นราคาของเอนไซม์นี้จึงถูกลง จนสามารถนำไปใช้ในการผลิตอาหารเช่น แฮม และซูริมิซึ่งเมื่อนำไปแต้มสีต่อก็เป็นปูอัดได้ เอนไซม์ทรานซ์กลูตามิเนสนี้ เป็นสารชีวเคมีที่สามารถพบได้ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั่วไป ซึ่งปัจจุบันเป็นเอนไซม์ที่รู้จักกันดีของนักวิทยาศาสตร์ทางอาหาร ตลอดไปจนถึงพ่อครัวแม่ครัวในต่างประเทศ ผู้เขียนเข้าใจว่าป่านนี้พ่อครัวแม่ครัวในไทยคงรู้จักบ้างแล้ว ในทางการค้ามีการเอาเอนไซม์นี้ไปผสมกับองค์ประกอบอื่น จนได้สินค้าที่รู้จักกันในชื่อ meat glue หรือแปลง่ายๆ ว่า กาวติดเนื้อ   กาวติดเนื้อนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางชีวเคมีโดยแท้ เพราะสามารถทำให้ผู้ปรุงอาหารสามารถนำเอาเนื้อสัตว์ต่างชนิดชิ้นเล็กๆ มารวมกัน แล้วใช้กาวชนิดนี้โรยลงไป ขยำให้เข้ากัน จากนั้นก็ห่อด้วยแผ่นพลาสติกบางใสสำหรับห่ออาหารที่เรียกว่า wrap ให้แน่นๆ สักพักก็จะเป็นเนื้อสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่หาไม่พบในโลกนี้ เพราะคุณสามารถจะผสมเนื้อสัตว์อะไรก็ได้เข้าด้วยกัน ขอย้ำเน้นว่า เนื้อสัตว์อะไรก็ได้เข้าด้วยกัน เพื่อได้เนื้อสัตว์ที่มีรสชาติพิเศษระดับเกิดมาไม่เคยขย้ำทีเดียว   ในบทความโฆษณาของผู้ผลิตกาวนี้ได้บอกประโยชน์ของกาวติดเนื้อประการหนึ่งคือ reduce waste ซึ่งหมายถึง ลดปริมาณขยะซึ่งเกิดจากเศษเนื้อ ซึ่งคุณลักษณะนี้เจ้าด่างทั้งหลายคงไม่พึงประสงค์จะได้ยินแน่ นอกจากใช้กับเนื้อสัตว์แล้ว ยังสามารถทำให้ไข่แดงเข้มข้นขึ้น ทำให้แป้งขนมปังมีลักษณะสัมผัสที่หนึบขึ้น ไอศกรีมดูดีขึ้น ตลอดจนสามารถใช้ได้ดีกับเต้าหู้เพื่อให้ดูดีขึ้นกว่าเต้าหู้ที่ไม่ได้ใช้กาวนี้ เอนไซม์ที่ใช้ทำกาวติดเนื้อนี้ ได้รับการยอมรับในหลายประเทศให้มีสถานะภาพ GRAS (generally recognized as safe) ซึ่งเป็นสถานะภาพสำหรับสารเจือปนในอาหารที่มีการใช้มานานน้านนานจนนึกไม่ออกว่าเริ่มใช้แต่เมื่อใดในอาหาร ทำให้อนุมานว่า กินแล้วไม่เป็นพิษ กาวติดเนื้อนี้มีประโยชน์มากถ้าใช้อย่างซื่อสัตย์ เช่น การเอาเนื้อปลาชนิดเดียวกันมาเชื่อมเพื่อให้มีขนาดเหมาะสมในการนำไปทอด แต่แย่มากถ้าเนื้อที่เชื่อมกันเป็นเนื้อปลาและเนื้อสัตว์บก เพราะเนื้อสัตว์ต่างชนิดกันนั้นใช้เวลาในการทอดให้สุกต่างกัน ดังนั้นท่านอาจจะได้เนื้อที่ดิบผสมสุก หรือสุกผสมไหม้ได้ อย่างไรก็ดีบางครั้งก็สามารถนำไปใช้กับการเอาหนังไก่มาหุ้มเนื้อปลาก่อนทอด ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ทำให้เนื้อปลาไหม้ ที่น่าอนาถที่สุดคือ การนำเอาชิ้นเนื้อซึ่งได้จากการเลาะจากเนื้อชิ้นใหญ่ระหว่างการตัดแต่งเนื้อ (ซึ่งปรกติแล้วชิ้นเนื้อเล็กๆ นี้ควรจะจำหน่ายในราคาที่สุนัขชอบ) มารวมกันให้ดูกลายเป็นเนื้อชิ้นใหญ่ด้วยกาวติดเนื้อนี้แล้วขายในราคาเนื้อสำหรับทำสเต็ก ปรากฏการณ์แบบนี้ก็ยังไม่มีการยืนยันว่าเกิดในร้านอาหารเมืองไทยหรือไม่ ส่วนที่น่ากังวลสำหรับพี่น้องมุสลิมก็คือ ถ้ามีพ่อครัวใจบาปเอาเนื้อวัวผสมกับเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ขัดต่อข้อบัญญัติทางศาสนา เมื่อกินเข้าไป ถ้าไม่รู้ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้นการนำกาวติดเนื้อมาใช้ในครัวของร้านอาหาร จึงเป็นเรื่องที่ต้องควบคุมกันว่า ไม่ก่อให้เกิดการหลอกลวงผู้บริโภคเกี่ยวกับข้อบัญญัติทางศาสนา ประเด็นว่าการใช้กาวติดเนื้อนั้นทำให้อาหารมีกลิ่นผิดปรกติหรือไม่นั้น ปรากฏว่ามีคนเคยทดลองแล้วเขียนข้อมูลในเน็ตว่า ถ้ามีการใช้ปริมาณสูงกับเนื้อที่นำไปปรุงภายใต้ระบบสูญญากาศในถุงพลาสติกชนิดพิเศษ ผู้บริโภคสามารถสัมผัสกับกลิ่นที่ต่างจากเนื้อสัตว์ที่ปรุงวิธีเดียวกันแต่ไม่ใช้กาว ผู้ทดลองศึกษาคิดว่า กลิ่นนั้นอาจเกิดเนื่องมาจากโปรตีนเคซีอีน (casein) ที่เป็นองค์ประกอบในกาวติดเนื้อหรือเนื่องจากก๊าซแอมโมเนียที่หลุดออกมาจากการปรุงอาหารเป็นเวลานาน ดังนั้นผู้ทดลองจึงแนะนำว่า อย่าใช้กาวมากเกินไป และจะให้ดีเจาะถุงให้เป็นรู เพื่อให้อะไรที่เกิดเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์หลุดออกไปได้ระหว่างการปรุง ในการเก็บรักษาผงกาวนี้ ผู้ประกอบการแนะนำว่า ผงกาวนี้สามารถเก็บได้นานถึง 18 เดือนที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส หรือให้ดีแช่แข็งไปเลย ส่วนการพิสูจน์กาวว่ายังดีหรือไม่นั้น ทำได้โดยเอาผงกาวทากับเนื้อไก่บดแล้วขยำรวมกันแล้วดมดู ถ้ายังมีกลิ่นเป็นเนื้อไก่ แสดงว่าผงกาวมันเสื่อมไปแล้ว แต่ถ้ามีกลิ่นคล้าย wet dog หรือ หมาเปียกน้ำ แล้วไซร้ผงกาวยังดีอยู่ ใครไม่รู้จักกลิ่นนี้ คงต้องลองทำดู โดยสรุปงวดนี้หมาซวยไปหลายตัวแน่ สำหรับข้อมูลด้านความปลอดภัยที่บริษัทผู้ผลิตให้ไว้ในอินเตอร์เน็ตนั้น อ่านดูน่าจะไม่มีปัญหานัก เพราะกาวติดเนื้อนี้เมื่อโดนความร้อนก็จะหมดสภาพไป กลายเป็นโปรตีนธรรมดา ผู้ผลิตยืนยันว่าไม่ทำให้มือของผู้ปรุงอาหารติดกันแน่นอน และอาหารที่ใช้กาวติดเนื้อนี้ก็จะไม่มีกลิ่นผิดไปจากปรกติ ข้อควรระวังก็คือ กาวนั้นอยู่ในสภาพผง จึงอย่าหายใจเข้าไปเด็ดขาดและอย่าบังอาจกินเข้าไปโดยตรง เพราะอาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ เนื่องจากยังไม่มีการทดลองว่ามันจะก่ออันตรายหรือไม่ สิ่งที่ผู้บริโภคควรทราบก็คือ กาวติดเนื้อนี้ถ้ามองกันในมุมของนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารแล้ว มันอยู่ในสถานะของ สารช่วยการผลิต หรือ processing aid ซึ่งคงยากที่จะตรวจพบได้หลังการผลิต ดังนั้นจึงไม่มีการติดฉลากบนอาหาร แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ คงไม่มีการบังคับให้ติดฉลากบอกด้วยซ้ำว่า เนื้อสัตว์ที่ติดกาวนั้นมีองค์ประกอบเป็นเนื้อจากสัตว์อะไรบ้าง เข้าใจว่าหน่วยงานที่ควรดูแลเรื่องนี้ คงต้องการให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกเหมือน เต๋อ ฉันทวิทย์ ใน กวน มึน โฮ ที่ซาบซึ้งเมื่อได้กินเนื้อ man best friend กระมัง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 136 ความคิดที่เหมือนถูกแต่ผิด

โดย รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ สถาบันโภชนาการ  มหาวิทยาลัยมหิดลวันหนึ่งก็มีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ขอความเห็นเรื่องการบริโภค raw food ซึ่งผู้เขียนไม่เคยสนใจมาก่อน เพราะมันไม่ได้อยู่ในสารบบของความรู้ทางวิชาการที่เรียนรู้กันในมหาวิทยาลัยที่ สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา) รับรอง ดังนั้นเมื่อได้ยินคำนี้ก็นึกเอาโดยใช้ไขสันหลังมากกว่าสมองว่า มันน่าจะหมายถึงการกินอาหารดิบ ซึ่งมีทั้งพืชและเนื้อสัตว์ และก็เข้าใจเอาเองว่า คนไทยที่เรียนจนจบอย่างน้อยระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป น่าจะเคยได้รับการสอนสั่งว่า อาหารที่ยังดิบนั้น ถ้ากินเข้าไปเราจะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคต่างๆ ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และพยาธิ ตัวอย่างการกินอาหารเนื้อสัตว์ดิบแล้วป่วยเป็นโรคนั้นมีทุกวันถ้าท่านผู้อ่านตามสถิติในเว็บของกระทรวงสาธารณสุข ที่เก็บทั่วประเทศจะพบว่า มีผู้ป่วยเป็นโรคทางเดินอาหารเนื่องจากแบคทีเรีย ป่วยเป็นพยาธิใบไม้ตับเพราะกินปลาดิบ มีพยาธิตัวจี๊ดไชตามแขนขาแล้วลามไปสมอง หรือกินปลาปักเป้าน้ำจืดตายเนื่องจากพิษที่อยู่ในตัวปลาซึ่งดูไม่ปักเป้าเลย (คนไทยมักนึกภาพปลาปักเป้าว่าต้องกลม ๆ และมีหนามแหลม ทั้งที่ความจริงปลาปักเป้าน้ำจืดนั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น จึงมีคนจับมากินเพราะนึกว่าไม่มีพิษ)   ปรากฏว่าเมื่อได้คุยกับนักข่าวที่โทรศัพท์มาสัมภาษณ์ กลับเป็นเรื่องของการกิน raw food ซึ่งเป็นพฤติกรรมการกินอาหารพืชผักสด..... ฟังดูไม่น่าเป็นปัญหาอะไร เพราะเราก็กินผักผลไม้สดกันเป็นประจำ แต่ว่าปัญหาที่ผู้สื่อข่าวแจ้งคือ คนที่กิน raw food นั้นเข้าใจว่า ตนได้รับสิ่งที่กินเข้าไปมากกว่าที่ควรได้ เช่น ได้เอนไซม์จากน้ำผักปั่น ไปช่วยย่อยอาหารในท้องเรา ซึ่งเป็นความหลงผิดแบบฝรั่งเรียกว่า ignorance หรือภาษาไทยน่าจะหมายถึง เขลาเบาปัญญา (ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะเขลาเพราะขาดความรู้ เมื่อได้รับความรู้แล้ว ความเขลาก็จะหายไป) ดังนั้นจึงควรลองดูความเข้าใจของหลายคนในเน็ตว่า เขาเข้าใจกันอย่างไร เกี่ยวกับ raw food และทำไมมันจึงเป็นประเด็นขึ้นมาได้ ในบล็อกขายอาหารบล็อกหนึ่งบนเน็ตมีผู้กล่าวว่า “raw food หมายถึงอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนที่สูงกว่า 118 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 42 องศาเซลเซียส ซึ่งการปรุงอาหารด้วยความร้อนที่สูงเกินกว่า 42 องศาเซลเซียสนั้น สารอาหารส่วนใหญ่จะถูกทำลายและทำให้องค์ประกอบทางเคมีถูกเปลี่ยนไป สารอาหารที่จำเป็นจึงสลายไป ความร้อนจะทำลายเอนไซม์ วิตามิน แร่ธาตุและไขมันที่มีประโยชน์ และทำให้อาหารนั้นย่อยยากขึ้น อาหารที่ขาดสารอาหารที่จำเป็นจะไม่สามารถชดเชยความหิวของร่างกายได้ ทำให้เกิดการกินมากเกินควร เกิดอาการอยากอาหารมากเกินซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคตามมา”   ข้อความคำอธิบายดังกล่าวนั้น แสดงว่าผู้เขียนไม่เข้าใจในเรื่องของการย่อยอาหารในวิชาสรีรวิทยา เพราะความจริงที่มีการพิสูจน์มานานแสนนานแล้วว่า อาหารเนื้อสัตว์ที่ไม่เสียสภาพคือ ยังดิบ นั้นย่อยยาก การเสียสภาพของเนื้อสัตว์ด้วยความร้อนประมาณการต้ม ทอด ผัดนั้นทำให้โปรตีนเกิดการคลายตัว ส่งผลให้เอนไซม์ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กย่อยโปรตีนเป็นกรดอะมิโนเพื่อดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดี ดังนั้นการทำให้โปรตีนเสียสภาพด้วยความร้อนกำลังดี จึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นอกเหนือไปจากการฆ่าเชื้อโรค ในกรณีของการสูญเสียของสารอาหารเช่น วิตามินนั้นมีบ้างคือ วิตามิน ซี ซึ่งควรกินจากผักผลไม้สด ส่วนวิตามินชนิดอื่นไม่ใคร่มีปัญหานัก แร่ธาตุและไขมันนั้นสามารถทนความร้อนระดับการหุงต้มได้ดี ที่สำคัญความอยากกินอาหารมากหรือน้อย ขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น รสชาติการปรุง และความหิวที่สมองเป็นศูนย์ควบคุมสั่งการ ไม่ใช่อย่างที่มีผู้เขียนในบล็อกยกให้ดูเป็นตัวอย่าง นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายในอีกบล็อกว่า “การกินมังสวิรัติแบบกินสดๆ โดยที่ไม่ผ่านความร้อนเกิน 42 องศาเซลเซียส ฟังดูยุ่งยากแล้วทำไมต้องห้ามเกิน 42 ด้วย คำตอบคือ เพราะการที่อาหารโดนนำไปผ่านความร้อนที่อุณหภูมิเกิน 42 องศาเซลเซียสจนสุกนั้นเรียกว่า เป็นอาหารที่ตายแล้ว  ความร้อนจะทำลายสารอาหารถึง 95% เหลือแค่เพียง 5 % ที่ร่างกายได้รับ ร่างกายจะต้องดึงเอาเอนไซม์ในร่างกายมาย่อยอาหารปรุงสุกที่คุณกินเข้าไปอีก” ข้อความดังกล่าวนั้นผิดพลาดจากหลักการทางวิชาการหลายจุดเช่น คำว่า อาหารที่ตายแล้ว นั้นไม่มีในตำราวิชาการเล่มใดที่เป็นเรื่องเป็นราว ยกเว้นในหนังสือที่คนเขียนเขียนเอามัน มั่วไปตามเพลง   โดยเฉพาะในเรื่องการใช้เอนไซม์ในการย่อยอาหารนั้น เป็นข้อกำหนดตามธรรมชาติที่ต้องเกิดในทางเดินอาหารของเรา อาหารที่เรากินเข้าไปแบบมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้ป่วยนั้น ต้องการการย่อยด้วยเอนไซม์แทบทั้งสิ้น และมันก็ไม่ทำให้ร่างกายมีปัญหาใดในการสร้างเอนไซม์มาย่อยอาหาร คนในบล็อกที่คิดว่าตนเองรู้เรื่องเกี่ยวกับอาหารดีกล่าวอีกว่า “ปกติร่างกายจะสร้างเอนไซม์ได้เอง  แต่ความจริงแล้วเอนไซม์ก็เปรียบเสมือนเงินในธนาคารที่ใช้แล้วหมดไป เอนไซม์จะหมดไปเรื่อยๆ ตามอายุของเรา ลองสังเกตดูสิ พวกคนมีอายุชอบบ่นว่าพออ้วนแล้วลดยาก เป็นเพราะว่าเอนไซม์เริ่มน้อยลง ส่งผลให้ระบบเผาผลาญไขมันทำงานช้าด้วย” ประโยคในข้อความดังกล่าวนั้นมีความถูกต้องบ้างว่า เอนไซม์นั้นจะมีน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็ไม่ถูกนักเพราะเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารนั้นสร้างใหม่ทุกมื้อ การที่มนุษย์แก่จนถึง 70-80 ปีแล้ว เซลล์ตับอ่อนที่สร้างเอนไซม์สำหรับย่อยอาหารในลำไส้เล็กก็แก่ด้วย สร้างเอนไซม์ได้น้อยลง อาหารกินเข้าไปก็ใช้ได้น้อยลง จึงลดการซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ถึงวันหนึ่งไม่มีเอนไซม์ย่อยอาหารเพราะตับอ่อนแก่เกินไป เราก็ตาย แต่ก็มีบางคนที่ยังแข็งแรง ร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงแม้อายุมาก เรื่องนี้ไม่น่าประหลาดใจเพราะความหนุ่มแก่นั้นขึ้นกับพันธุกรรมและการปฏิบัติตนให้มีการทำงานหรือออกกำลังเป็นประจำ ตัวอย่างที่มีการเผยแพร่ทางโทรทัศน์บางรายการคือ การไปสัมภาษณ์ ตาหรือยาย ที่มีอาชีพปีนตาล ซึ่งยังสามารถในการโยนตัวจากยอดตาลหนึ่งไปอีกยอดหนึ่ง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ของการฝึกฝนร่างกายให้ทำงานหนักตลอดเวลา จนไม่อ้วน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะและขาดการออกกำลังกายจะอ้วน เพราะไขมันในอาหารที่กินเข้าไปขาดการเผาผลาญ จึงสะสมทำให้ตัวใหญ่ขึ้น กรณีนี้ไม่ได้หมายถึงการลดลงของเอนไซม์ แต่เป็นการไม่ออกกำลังกาย ร่างกายจึงไม่เผาไขมันเป็นพลังงาน เพราะไม่รู้จะเผาไปทำไมเนื่องจากร่างกายไม่ต้องการใช้พลังงาน ที่สำคัญการรับประทาน raw food นั้นเท่าที่อ่านจากเว็บทั้งไทยและอังกฤษนั้น ได้มุ่งเน้นถึงผักและผลไม้ โดยไม่ได้พูดถึงอาหารหมู่อื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะถูกต้อง ยกเว้นในบางกรณี เช่น การลดน้ำหนัก ซึ่งต้องการการลดการรับพลังงานจากอาหารแป้งและไขมันในช่วงที่เหมาะสม ส่วนโปรตีนนั้นร่างกายยังคงต้องการในปริมาณที่แต่ละคนต้องการ วัดได้ด้วยการสังเกตว่า ถ้าปริมาณอาหารที่กินนั้นถูกต้อง สุขภาพของผู้บริโภคควรจะดี ไม่เป็นหวัด สามารถทำงานและออกแรงได้เป็นอย่างดี จากความคิดของผู้กิน raw food ที่ว่า “การรับประทานอาหารแบบ raw Food นอกจากจะช่วยให้ร่างกายไม่ต้องรับสารพิษเข้าไปสะสมแล้ว ยังดีต่อการลดน้ำหนักอีกด้วยเพราะไม่มีแคลอรี สามารถทานได้มากเท่าที่ต้องการ มีวิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุต่างๆ อยู่ด้วย แถมยังเตรียมง่าย ไม่ต้องเสียเวลาปรุง” มีทั้งส่วนถูกและคลาดเคลื่อน เพราะถ้าการกิน raw food นั้นหมายถึงผักและผลไม้อย่างเดียว ร่างกายย่อมไม่แข็งแรงเพราะขาดสารอาหารหลักที่มนุษย์ต้องการคือ โปรตีน คงต้องเน้นย้ำว่า ในวิชาที่สอนเกี่ยวกับสุขภาพของมนุษย์นั้นกล่าวว่า เราต้องการสารอาหาร 5 ประเภทคือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ เพื่อช่วยในการสร้างและซ่อมแซมร่างกาย ส่วนน้ำและใยอาหารนั้นก็ขาดไม่ได้ แม้ไม่ใช่สารอาหารที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมร่างกายโดยตรง หลายคนอาจถามว่าแล้ว พฤกษเคมี หรือสารต้านอนุมูลอิสระหายไปไหน ความจริงแล้ว สารพฤกษเคมีและสารต้านอนุมูลอิสระนั้นร่างกายจะได้รับเมื่อกินผักผลไม้ มากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับชนิดและปริมาณของผักผลไม้ในแต่ละมื้อ โดยไม่จำเป็นต้องไปซื้อชนิดเป็นเม็ดมากินเหมือนสัตว์ปีกกินอาหารที่คนให้ โดยสรุปแล้ว ถ้าคำว่า raw food หมายถึงการกินผักผลไม้สดไม่ผ่านความร้อน ปัญหาไม่น่าจะเกิดขึ้นถ้าจัดมื้ออาหารให้มีโปรตีนและไขมันพอที่ร่างกายต้องการ  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 135 พืชชั้นต่ำรับประทานโดยสัตว์ชั้นสูง

ขึ้นชื่อว่าสินค้าใดที่กินแล้วทำให้สวยขึ้น ผอมลง หรือแม้แต่ฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ไม่ว่าสินค้านั้นจะอยู่ที่ใด นักการค้าหากำไรในประเทศนี้ย่อมไม่รอให้เสียจังหวะการนำมาบริการลูกค้า เพราะขืนช้าเท่ากับพลาดโอกาสโกยสินทรัพย์เข้ากระเป๋า เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทตอบสนองความต้องการแบบนี้ เกิดเร็ว ตายเร็ว ผู้เขียนไม่ประหลาดใจเลยที่หนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับหนึ่งมีบทความกึ่งโฆษณาเกี่ยวกับการใช้สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาลในการลดน้ำหนัก บทความกล่าวว่า สาหร่ายสีน้ำตาล หรือ ลามินาเลีย ดิจิตาตา นั้นมีสรรพคุณในการดูดซับสารพิษและสามารถถูกนำมาใช้เสริมความงามสาวๆ ที่พึ่งวิธีเติมสวยด้วยธรรมชาติ เนื่องจากเป็นข่าวธุรกิจหารับประทานด้านความสวยความงามจึงต้องดึงเอาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเลเซอร์มาเล่าถึงที่มาของสาหร่ายสีน้ำตาลว่า   “นับย้อนหลังไป ณ ทะเลแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ผู้คนนิยมนำน้ำทะเลของที่นี่มาใช้ในการบำบัดเวลาชาวบ้านเป็นแผล ก็จะเอาสาหร่ายมาโปะแล้วแผลก็หาย นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจึงนำน้ำมาทำวิจัยพบว่า น้ำทะเลแห่งนี้มีองค์ประกอบเดียวกับพลาสมาในร่างกายมนุษย์ จึงช่วยใน การสมานแผล" (คำว่าพลาสมาในร่างกายมนุษย์นั้นหมอท่านนี้น่าจะหลงลืมวิชาสรีรวิทยาที่เรียนมาในโรงเรียนแพทย์ไปแล้วว่ามีลักษณะอย่างไร ซึ่งผู้เขียนคงไม่ขออธิบายให้ยาวเยิ่นเย้อ แต่ฟันธงว่า มันคนละเรื่องเลย เป็นการกล่าวในลักษณะที่เกินเลยให้ผู้เบาปัญญาฟังเท่านั้นเอง) แพทย์ท่านนั้นยังได้กล่าวอีกว่า “ภายใต้ท้องทะเลแห่งนี้ยังมีสาหร่ายชนิดหนึ่ง คือ ลามินาเลีย ดิจิตาตา หรือสาหร่ายสีน้ำตาล ซึ่งมีคุณค่า หายาก และมีเฉพาะที่ทะเลแห่งนี้ (ซึ่งความจริงไม่จริง ผู้เขียนพบข้อมูลในวิกิพีเดีย ซึ่งจะกล่าวต่อไปว่า สาหร่ายนี้หาได้ที่ไหนบ้าง) เมื่อลองนำสาหร่ายมาสกัด สารประกอบ พบว่ามีความเข้มข้นมากกว่าน้ำทะเลแห่งนั้นถึง 10,000 เท่า และสามารถซึมในร่างกายมนุษย์ ประมาณ 92-95% โดยสามารถซึมถึงชั้นไฮโปเดอมิส ซึ่งเป็นชั้นใต้ชั้นหนังแท้ของมนุษย์ หากเปรียบกับวิตามินที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น อย่างมากคือ 40% และการซึมผ่านลงไปสามารถอยู่ได้แค่ชั้นหนังแท้ แต่สารสกัดจากธรรมชาติตัวนี้สามารถซึมลงไปลึกกว่านั้น” (ประเด็นที่เหยื่อทั้งหลายควรสำนึกคือ แพทย์ท่านนี้ไม่ได้บอกว่า สารประกอบนั้นคืออะไร และสำนวนภาษาไทยที่ใช้บรรยายแสดงถึงความพิการในการใช้ภาษาไทยเขียนเรียงความด้วย) ที่ตลกกว่านั้นคือ แพทย์ท่านนี้ยังได้กล่าวอีกว่า “นอกจากสรรพคุณในการสมานแผล แล้ว สาหร่าย ทะเลยังขึ้นชื่อเรื่องการดูดซับสารพิษต่างๆ เห็นได้จากช่วงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ระเบิดจากสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นต้องหาสาหร่ายทะเลมากินเพื่อขับสารพิษ เพราะสาหร่ายมีธาตุไอโอดีนสูงมาก ซึ่งไอโอดีนนี่เองจะช่วยป้องกันร่างกายมนุษย์จากพวกกัมมันตภาพรังสีและสาร พิษต่างๆ แต่ว่าคนญี่ปุ่นกลับไม่สามารถใช้คุณค่าจากสาหร่ายในทะเลของตัวเองได้ เพราะปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี จึงทำให้หลายคนแย่งกันซื้อผลิตภัณฑ์ของแล็บที่ฝรั่งเศสกันอย่างคึกคัก   โดยพวกเขานำมารับประทาน ทาตัว และแช่น้ำอาบ เพื่อดีท็อกซ์สารพิษออกจากร่างกายให้มากที่สุด” ท่านผู้อ่านน่าจะพอมีสติระลึกรู้ว่า คนญี่ปุ่น (รวมทั้งจีนและเกาหลี) นั้นกินสาหร่ายมาเป็นเวลานานตั้งแต่จิ๋นซีฮ่องเต้ยังไม่เกิดแล้ว ไม่ว่าโรงไฟฟ้าปรมาณูจะระเบิดหรือไม่ เขาก็จะกินสาหร่ายเป็นประจำ คงไม่ใช่พอมีอุบัติเหตุแล้วจึงไปสรรหามากิน ที่สำคัญก็คือ แพทย์ท่านนี้ได้อ้างถึงสรรพคุณสำคัญของสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล ที่อาจโดนใจสาวไทยมากที่สุด คือ ช่วยปรับสมดุลแห่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกายมนุษย์ โดยอ้างอิงจากสถาบันขายเครื่องสำอางในประเทศฝรั่งเศสว่า “สารสกัดจากสาหร่าย ช่วยปรับสมดุลแห่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกายมนุษย์ ให้ผลในการสลายไขมัน ช่วยลดน้ำหนักและลดสัดส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปราศจากผลข้างเคียง  เพราะสารสกัดทำให้เกิดการสลายตัวของไขมันเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก” ดังที่ทราบโดยทั่วกันแล้วว่า ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตนั้น ลับ ลวง พราง มากกว่าข้อมูลการปฏิวัติเสียอีก ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ลองเข้าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่า มีใครที่กล่าวถึงสาหร่ายสีน้ำตาลที่ต่างจากข้อมูลที่เชิญชวนการใช้สาหร่ายเพื่อความงามบ้าง ก็พบว่าในวันที่ 3 พฤศจิกายน Sarah Terry ได้เขียนบทความเกี่ยวกับสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลในเว็บ www.livestrong.com ซาร่าได้กล่าวว่า สาหร่ายสีน้ำตาลนี้ เป็นพืชทะเลมีชื่อสามัญว่า kelp และชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Laminaria digitata ซึ่งโดยทั่วไปแล้วใช้เป็นแหล่งอาหารที่มี โปรตีน วิตามินหรือเกลือแร่ แต่สำหรับประเด็นที่ว่า มีการนำสารสกัดจากสาหร่ายชนิดนี้ไปใช้ในการเป็นอาหารลดน้ำหนักนั้น Sarah ได้กล่าวเตือนว่า ควรปรึกษาจากแพทย์ก่อน เพื่อให้ทราบขนาดที่ควรบริโภคและความเสี่ยงของอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ความจริงสาหร่ายสีน้ำตาลซึ่งอยู่ใน genus Laminaria นั้นมีหลายชนิด แต่ที่นิยมนำมาบริโภคคือ Laminaria digitata ซึ่งทางหน่วยงานด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐมิชิแกนได้ทำการศึกษาว่าเป็นแหล่งอาหารที่ดีในเรื่องวิตามิน โดยเฉพาะ มีกรดโฟลิกค่อนข้างสูง  แร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม โปแตสเซียมและแคลเซียม ดังนั้นศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยพิตสเบิร์ก จึงได้ศึกษาบ้างและสามารถเตรียมสารสกัดจากสาหร่ายนี้เพื่อศึกษาผลด้านการแพทย์เป็นการเฉพาะ ความที่สาหร่ายชนิดนี้มีไอโอดีนสูงจึงสามารถเพิ่มการเผาผลาญในร่างกายสิ่งมีชีวิตโดยผ่านการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมน นอกเหนือไปจากการใช้แก้ปัญหาการขาดไอโอดีนที่ก่อให้เกิดอาการคอพอกในบางพื้นที่ของโลกเรา แต่ช้าก่อนนะจอร์จ ซาร่าได้กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือ ทางศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยพิตสเบิร์กได้เตือนว่า คุณสมบัติการเพิ่มการเผาผลาญในร่างกายนั้นไม่ได้มีผลเลยไปถึงการใช้สารสกัดในการลดน้ำหนักผู้ป่วยโรคอ้วนเพราะยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าวารสาร Drug Digest ได้กล่าวว่าสาหร่ายนี้มีองค์ประกอบบางชนิดที่ออกฤทธิ์เป็นยาระบายช่วยในการขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกาย ลดความดันโลหิต ต้านไวรัสและต้านมะเร็งได้ (ในสองกรณีหลังนี้เป็นข้อมูลที่ซาร่าได้อ้างศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยพิตสเบิร์ก ซึ่งท่านผู้อ่านก็ต้องใช้กาลามสูตรให้จงหนัก) ที่สำคัญซาร่าได้ระบุว่า หน่วยงานด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐมิชิแกนก็ได้ตือนว่า การบริโภคสาหร่ายชนิดนี้มากเกินไปจะทำให้ได้ไอโอดีนในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ต่อมไทรอยด์ของผู้บริโภคทำงานผิดปรกติได้ ดังนั้นคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์อยู่แล้วจึงต้องคิดให้จงหนักในการบริโภคสาหร่ายนี้ โดยเฉพาะในรูปสารสกัด ผลข้างเคียงของการกินสาหร่ายที่เพี้ยนผิดไปจากการกินเป็นอาหารคือ สิวขึ้นผิดปรกติ ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ ลิ้นปร่า ที่สำคัญคือ การได้รับโปแตสเซียมในสารสกัดสาหร่ายเกินขนาดนั้นไม่ได้เป็นของดีกับคนธรรมดาทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจมีผลขัดขวางการออกฤทธิ์ของยาบางชนิด ข้อมูลต่าง ๆ อาจอ่านเพิ่มได้จาก http://www.livestrong.com/article/295828-laminaria-extract-weight-loss/#ixzz1qIChxISq ส่วนในวิกิพีเดียก็ได้กล่าวว่า สาหร่ายชนิดนี้มีแหล่งธรรมชาติทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่กรีนแลนด์จึงแหลมคอด และบริเวณตอนเหนือของรัสเซียและไอซ์แลนด์ไปจนถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ ซึ่งแสดงว่าเป็นสาหร่ายที่ชอบน้ำเย็น ๆ ดังนั้นการหารับประทานจึงต่อเสียเงินนำเข้าจากต่างประเทศเป็นพิเศษ ไม่สามารถช้อนขึ้นมากินได้จากคูคลองเหมือนสาหร่ายที่ใช้เลี้ยงเป็ดที่บางบริษัทได้ช้อนมาอัดเม็ดขายในราคาโลละเป็นหมื่น ปรกติแล้วสาหร่ายชนิดนี้ได้ถูกใช้เป็น fertiliser ซึ่งแปลว่า ปุ๋ย ในศตรวรรษที่ 18 สาหร่ายประเภทนี้จะถูกทำให้แห้งแล้วเผาเพื่อเอาธาตุโปแตสเซียมเพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการผลิตแก้วทางอุตสาหกรรม จากนั้นในศตวรรษที่ 19 จึงมีการเตรียมสารสกัดจากสาหร่ายนี้เพื่อใช้แก้ปัญหาขาดไอโอดีน พอถึงศตวรรษที่ 20 สาหร่ายชนิดนี้ก็ถูกละเลยเนื่องจากแร่ธาตุทั้งโปแตสเซียมและไอโอดีนนั้นหาได้จากแหล่งอื่นที่ราคาถูกกว่า ที่ยังคงมีการใช้อยู่ก็คือ ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนสารสกัดกรดอัลจินิก (alginic acid) จากสาหร่ายนี้ใช้ในการผลิตยาสีฟัน และเป็นสารเจือปนในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งรวมถึงการผลิตหัวน้ำซุปของจีนและญี่ปุ่น ดังนั้นผู้ที่หวังว่าจะกินสารสกัดจากสาหร่ายเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักนั้น ก็ขอให้ใช้กาลามสูตรจนเกิดปัญญาก่อนจึงตัดสินใจว่าจะกินหรือไม่ เพื่อถึงซึ่งประโยชน์แห่งความสวยงามโดยไม่ประมาทเถิด

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 134 ลดน้ำหนักอาจได้ของแถม

ใครก็ตามที่เคยจำกัดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คงเคยมีประสบการณ์ในการจำกัดพลังงานในอาหารให้น้อยลงพร้อมกับการออกกำลังกาย ซึ่งทั้งสองประการนั้นเป็นวิธีการมาตรฐานเพื่อให้ถึงซึ่งสิ่งที่ปรารถนา แต่สำหรับบางท่านที่ทำไงก็เฉือนก้อนไขมันออกจากร่างกายไม่ได้สักที ก็คงต้องหาทางอื่นซึ่งอาจทำให้มีโอกาสถูกทำร้ายจากบริการลดน้ำหนักเชิงพาณิชย์ที่มีการใช้สารอันตราย ได้แก่สาร HCG ในการเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก โดยสารนี้อาจพรางตัวมาในลักษณะของการขายสินค้าของการแพทย์ทางเลือกต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งศรัทธาในกระบวนการดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) ของสหรัฐอเมริกาได้ทำการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการขาย human chorionic gonadotropin หรือ HCG ในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักในรูปของ ยาน้ำ ยาเม็ด หรือยาพ่น ผ่านทางอินเตอร์เน็ตและในร้านขายยาแบบไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ว่า อย. อเมริกัน และ Federal Trade Commission(ซึ่งดูแลเกี่ยวกับความยุติธรรมในการค้าและมีบทบาทเกี่ยวกับอาหารเสริมต่างๆ) ไม่เคยรับรองการใช้สารนี้ และได้เคยจดหมายเตือนไปยังบริษัทที่ขายอาหารหรือผลิตภัณฑ์ผสมสารนี้ ในฐานความผิดเกี่ยวกับการโฆษณา เพราะบริษัทเหล่านี้พยายามทำโฆษณาให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้าของตนสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการทำงานของร่างกาย(ซึ่งหมายถึงการบำบัดโรค) ตัวอย่างคนขี้ฉ้อเหล่านี้ ได้แก่   นาย Richard Matmer เจ้าของบริษัท Nutri Fusion Systems LLC ที่อยู่คือ เมือง Sandy รัฐยูทาห์  กล่าวโฆษณาสินค้าของตนคือ "HCG Fusion 30" และ "HCG Fusion 43” ทางอินเตอร์เน็ตว่า หลังจากการลดน้ำหนักที่เกินได้แล้ว ร่างกายต้องปรับสภาพสู่จุดสมดุลของน้ำหนักใหม่ ซึ่ง HCG ในรูป Fusion drop (ใช้หยดใส่ปาก) นั้นจะช่วยในการเผาผลาญไขมันที่พุงแทนการใช้พลังงานจากอาหาร ส่วนนาย Tom Hall จากบริษัท  Natural Medical Supply แห่งเมือง American Fork รัฐยูทาห์ ก็ได้กล่าวอ้างว่า ถ้าผู้บริโภคต้องการลดน้ำหนักก็ต้องกินสินค้าของเขาซึ่งเป็นสูตรผสม HCG ที่ปรกติแล้วเมื่ออยู่ในร่างกายชายหญิงทำหน้าที่นำเอาไขมันที่สะสมมาใช้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะไขมันจากสะโพก ต้นขา แก้มก้น โคนแขน และคาง เป็นต้น จนเหลือแต่กล้ามเนื้อที่ดูมีสุขภาพดี สินค้าของเขาความสามารถช่วยลดไขมันได้ถึง 1 ถึง 2 ปอนด์ต่อวัน แถมด้วยการเอาสารพิษที่อาจมีสะสมออกมาด้วย อาหารประหลาดมหัศจรรย์นี้สามารถช่วยให้ไม่หิวนักจนอยู่ได้ด้วยพลังงานแค่ 500 แคลอรี จากอาหารที่ขายพร้อมกัน สำหรับนาย Kevin Wright ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท Rightway Nutrition ในเมือง Bluffdale รัฐยูทาห์ ซึ่งขาย HCG Platinum LLC ได้โฆษณาชวนโง่ว่า สินค้านั้นช่วยลดน้ำหนักได้วันละปอนด์เพราะมีสมญาว่าเป็น “Fat burning” คือทำลายไขมันที่ร่างกายสะสม และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง พร้อมกับสามารถควบคุมความอยากอาหาร เป็นต้น ฝ่ายนาย Greg Grimshaw เจ้าของกิจการขายของบนอินเตอร์เน็ตเว็บ hcg-miracleweightloss.com ซึ่งมีที่ตั้งร้านขายของที่เมือง Orofino รัฐไอดาโฮ ซึ่งเหนือขึ้นไปจากรัฐยูทาห์ก็โฆษณาว่า สินค้าของเขาลดน้ำหนักได้ 30 ปอนด์ใน 30 วัน โดย HCG สามารถไปปรับระบบการทำงานของสมองส่วนไฮโปทาลามัสจนทำให้มีการลดน้ำหนักได้ถาวร ในขณะที่กล้ามเนื้อยังอยู่ดี และนาย Clint Ethington ซึ่งเป็น CEO บริษัท HCG Diet Direct เมือง Tuscon รัฐอริโซนา ซึ่งอยู่ตอนใต้รัฐยูทาห์นั้น ขาย “Ultimate Weight Loss & Metabolism Formula” ซึ่งปรับสมดุลร่างกายในแนวโฮมิโอพาธีย์โดยใช้อาหาร ซึ่งลดน้ำหนักได้วันละปอนด์เช่นด้วยกับสินค้าบริษัทอื่น และมีการปรับความสามารถตามธรรมชาติของร่างกายที่จะปรับเปลี่ยนให้เกิดสมดุลของร่างกายในการสะสมไขมัน มีข้อสังเกตว่า บริษัทที่ถูกเตือนเหล่านี้ถ้าไม่อยู่ในรัฐยูทาห์ (ซึ่งผู้เขียนไปเรียนหนังสือที่รัฐนี้) ก็อยู่รัฐทางเหนือหรือใต้ของยูทาห์ สำหรับรายละเอียดของจดหมายว่าเขียนสละสลวยด้วยภาษากฎหมายอย่างไรนั้น ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปอ่านได้ที่ www.fda.gov/hcgdiet สินค้าที่มีสาร HCG ผสมนั้นมักเป็นอาหารลดน้ำหนัก ซึ่งมักให้พลังงานเพียงมื้อละ 500 แคลอรีต่อวัน (ในขณะที่อาหารสำหรับคนทั่วไปควรให้พลังงานประมาณ 2,000 แคลอรี) โดยอาหารลดน้ำหนักเหล่านี้มักถูกโฆษณาว่าลดน้ำหนักได้ราววันละปอนด์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการใช้พลังงานของร่างกายให้ต่ำลง ซึ่งทาง อย. อเมริกันได้ฟันธงว่า ในความเป็นจริงการที่น้ำหนักตัวลดได้นั้นเป็นเพราะกินอาหารพลังงานน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่เพราะ HCG สาร HCG นี้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นยาในสหรัฐอเมริกาที่ต้องขายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น โดยเป็นยาที่ใช้ในสตรีที่มีบุตรยาก และอาการอื่นๆ แต่ไม่เคยมีการอนุญาตให้มีการใช้ในการลดน้ำหนัก ที่สำคัญก็คือ ที่ขวดใส่ยาจะมีคำเตือนว่า ยานี้ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนบอกว่าสามารถช่วยการลดน้ำหนักของผู้บริโภคที่เกิดจากการลดพลังงานในอาหารที่กิน ไม่มีผลในการจัดระเบียบการกระจายไขมันในร่างกาย และไม่ลดความอยากอาหารโดยเฉพาะเมื่อกินอาหารลดพลังงาน อันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้บริโภคอาหารอันตรายนี้โดยตรงคือ การที่มันให้พลังงานแค่ 500 แคลอรี ซึ่งต่ำกว่าครึ่งที่ร่างกายต้องการนั้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว เกิดความไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกายซึ่งส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ผู้บริโภคอาจขาดวิตามินที่สำคัญต่าง ๆ และอาจมีการเต้นของหัวใจผิดปรกติ ที่น่ากังวลในประเทศไทยนั้นคือ นักโภชนาการส่วนใหญ่มักใช้วิธีการลดพลังงานในอาหารของผู้รับบริการลดน้ำหนักแต่ละมื้อ มากกว่าการแนะนำให้เพิ่มการออกกำลังกายให้หนักขึ้น เพราะมนุษย์นั้นมีความลำบากในการก้าวข้ามความไม่ชอบผลลัพธ์บางอย่างของการออกกำลังกายได้แก่ ความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ การมีเหงื่อออกจนชุ่ม (ซึ่งอาจทำให้บางคนมีกลิ่นตัวรุนแรงจนตนเองยังทนไม่ไหว) ความกระหายน้ำและอื่น ๆ จึงต้องเสี่ยงต่อการกินอาหารพลังงานต่ำจนอาจถึงตายได้ ใน Wikipedia.org ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ HCG ว่าเป็นฮอร์โมน(สารที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อกระตุ้นให้อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงาน) ที่สตรีหลั่งออกมาเมื่อตั้งครรภ์ ซึ่งเข้าใจกันว่ามีบทบาทในการทำให้ตัวอ่อนเพิ่มขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าฮอร์โมนชนิดนี้พบว่าสูงขึ้นในใครก็ตามที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ชาย ผู้เขียนจึงขอฟันเสาธงเลยว่ามะเร็งได้มาเยือนแล้ว โดยธรรมชาติแล้ว HCG จะเป็นตัวทำให้ส่วนของรังไข่ที่เรียกว่า corpus luteum ซึ่งเป็นรอยที่เกิดขึ้นหลังจากไข่หลุดจากรังไข่แล้วสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีหน้าที่ทำให้มดลูกเตรียมความพร้อมต่างๆ ให้ตัวอ่อนได้เจริญตามปรกติ ที่สำคัญ HCG นี้มีสมบัติพิเศษติดตัวมาคือ สามารถกันไม่ให้ระบบภูมิต้านทานคือเม็ดเลือดขาวเข้าวุ่นวายกับตัวอ่อนในมดลูก เพราะตัวอ่อนนี้ว่าไปเปรียบเสมือนสิ่งแปลกปลอมที่อาจกล่าวว่า มันคือเนื้องอกที่ใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งที่สตรีนิยมให้เกิดในร่างกาย ประเด็นการป้องกันระบบภูมิต้านทานของ HCG นี้น่าสนใจเพราะในกรณีที่มีฮอร์โมนนี้เกิดขึ้นในร่างกายโดยไม่ตั้งครรภ์นั้น มีคำถามว่า ฮอร์โมนนี้จะไปช่วยป้องกันเซลล์มะเร็งที่เกิดเองตามธรรมชาติหรือถูกกระตุ้นให้เกิดเนื่องจากสารก่อมะเร็งที่เข้าสู่ร่างกายรอดพ้นจากการถูกกำจัดโดยเม็ดเลือดขาวหรือไม่ ที่น่าสนใจไปกว่าคือ การกิน HCG เข้าไปนั้น ฮอร์โมนนี้สามารถเข้าสู่กระแสโลหิตของผู้บริโภคจริงหรือไม่ ถ้าจริงฮอร์โมนนี้ไปมีผลต่อระบบภูมิต้านทานหรือไม่ แต่ในกรณีที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าระบบโลหิต นั่นก็หมายความว่าผู้บริโภคเสียค่าโง่ไปแล้ว สรุปแล้วผู้บริโภคฮอร์โมนประเภทนี้ในอาหารลดน้ำหนักมีแต่เจ๊งกับเจ๊งเท่านั้น ปัจจุบันทาง อย. ของสหรัฐอเมริกาได้ออกคำเตือนให้ผู้บริโภคที่กำลังใช้อาหารลดน้ำหนักสูตรเติม HCG นั้น หยุดการใช้ทันที โดยวิธีการง่ายๆ คือ โยนลงถังขยะ(อย อเมริกาใช้คำว่า throw it out) แล้วเลิกเชื่อคำแนะนำในการลดน้ำหนักแบบหักดิบโง่ ๆ คือกินอาหารพลังงานต่ำมาก ๆ เสียที และถ้าใครในสหรัฐอเมริกามีปัญหาเกี่ยวกับการใช้อาหารลดน้ำหนักผสม HCG ก็ให้ติดต่อ FDA’s MedWatch program ได้ ส่วนถ้าท่านอยู่ในเมืองไทย ก็ติดต่อมาที่สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เราคงพอช่วยคลายทุกข์ได้บ้างครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point