ฉบับที่ 226 ช่วยต่อชีวิตให้ผู้อื่นผ่านแอปพลิเคชันบริจาคอวัยวะ

        เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้ไปเดินงานกาชาด ทำให้ได้เห็นซุ้มรับบริจาคอวัยวะของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ซึ่งถือว่าเป็นซุ้มที่เดินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกว่าได้ทำบุญช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ฉบับนี้จึงอยากเชิญชวนผู้อ่านมาบริจาคอวัยวะกันเพื่อช่วยต่อชีวิตให้ผู้อื่น         อย่างแรกขออธิบายว่าการบริจาคอวัยวะนั้นทำเพื่ออะไร การบริจาคอวัยวะเป็นการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อนำอวัยวะเหล่านั้นมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่ต้องการ ซึ่งเมื่อเดือนตุลาคม 2562 มีจำนวนผู้รอปลูกถ่ายอวัยวะอยู่ที่ 6,176 คน และมีผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายแล้วจำนวน 577 คนเท่านั้น         การบริจาคอวัยวะภายในร่างกายจะสามารถบริจาคได้ 4 ส่วน ได้แก่ ปอด ตับ หัวใจ ไต นอกจากนี้ยังมีเนื้อเยื่อที่สามารถปลูกถ่ายได้ เช่น ลิ้นหัวใจ หลอดเลือด ผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น กระจกตา โดยการที่จะนำอวัยวะไปปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยได้นั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้เสียชีวิตแล้วว่ามีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะส่วนใด และเบื้องต้นต้องเป็นผู้เสียชีวิตจากสมองตายเท่านั้น         ทั้งนี้การบริจาคอวัยวะไม่เหมือนกับการอุทิศร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะการบริจาคอวัยวะนั้นจะผ่าตัดแค่อวัยวะที่ทำเรื่องประสงค์บริจาคไปปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยเท่านั้น โดยหลังการผ่าตัดแพทย์จะทำการตกแต่งร่างกายให้เหมือนเดิมเพื่อมอบร่างกายผู้เสียชีวิตให้กับญาติสามารถนำไปประกอบพิธีตามศาสนาต่อไปได้         หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าการบริจาคอวัยวะไม่ได้มีความยุ่งยากเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะปัจจุบันศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยได้จัดทำแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “บริจาคอวัยวะ” ไว้ให้ผู้ที่ประสงค์จะบริจาคอวัยวะสามารถแจ้งความจำนงค์ขอบริจาคอวัยวะง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันนี้ได้อีกช่องทางหนึ่ง          แอปพลิเคชันใช้งานได้ง่าย ขั้นแรกต้องสมัครเป็นสมาชิกในระบบโดยให้กรอกเมลและรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่เมนูบริจาคอวัยวะ แอปพลิเคชันจะปรากฎขั้นตอนขึ้นมา 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนแจ้งคุณสมบัติผู้บริจาค ขั้นตอนกรอกข้อมูล ขั้นตอนยืนยันข้อมูล และขั้นตอนลงทะเบียนเสร็จสิ้น         ขั้นตอนแจ้งคุณสมบัติผู้บริจาคจะแจ้งรายละเอียดว่าผู้บริจาคต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี ปราศจากโรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ ไม่ติดสุรา และปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสเอดส์ ฯลฯ ต่อจากนั้นไปที่ขั้นตอนกรอกข้อมูลผู้บริจาค ได้แก่ เลขบัตรประจำตัวประชาชน ชื่อนามสกุล เพศ วันเดือนปีเกิด หมู่เลือด เบอร์มือถือ เมล อาชีพ ที่อยู่สำหรับจัดส่งบัตรประจำตัวผู้บริจาค อวัยวะที่ต้องการบริจาค ข้อมูลญาติที่สามารถติดต่อได้กรณีฉุกเฉิน ต่อจากนั้นกดบันทึกชั่วคราวและไปสู่ขั้นตอนยืนยันข้อมูล         หลังจากนั้นศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยจะดำเนินการส่งบัตรประจำตัวผู้บริจาคตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ในแอปพลิเคชัน และแอปพลิเคชันนี้ยังมีข้อมูลช่องทางการบริจาคเงินผ่านธนาคารต่างๆ ข้อมูลที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ ข่าวกิจกรรมต่างๆ เรื่องราวแห่งความดีซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึกของผู้บริจาคและผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะเรียบร้อยแล้ว         สำหรับผู้อ่านที่อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการบริจาคอวัยวะ สามารถติดต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยได้ที่เบอร์ 1666         มาร่วมบริจาคอวัยวะให้ผู้ป่วยที่ยังรอคอยด้วยความหวัง เพื่อเป็นสะพานบุญช่วยเหลือในการต่อชีวิตให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกได้ต่อไปกันนะคะ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 225 เรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเค้ก..เค้ก

        ฉบับนี้ขอมาแบ่งปัน Cake กับผู้อ่านกันสักหน่อย Cake ในที่นี้ไม่ใช่ขนมหวานทั่วไป แต่เป็นการแบ่งปันการฝึกฟังและพูดภาษาอังกฤษกับแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “Cake”         ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าภาษาอังกฤษได้เข้ามามีความสำคัญอย่างมากในชีวิตประจำวัน เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางที่ใช้สื่อสารและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นต่อการติดต่อธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอีกด้วย ดังนั้นการฝึกฟังและฝึกพูดภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญกับการใช้สื่อสารในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมากทีเดียว         ผู้เขียนจึงเห็นว่าแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “Cake” น่าจะสามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้ดี โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Cake ได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการ android และระบบปฏิบัติการ iOS         หลังจากดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Cake มาแล้วให้ลงชื่อเข้าใช้ผ่านเฟซบุ๊คหรือผ่าน google mail อย่างใดอย่างหนึ่ง และภายในแอปพลิเคชันจะแบ่งหมวดออกเป็นหมวด Home หมวด Search หมวด Speak หมวด Library และหมวด Profile         ในหมวด Home จะเป็นหน้าที่รวบรวมคลิปวิดีโอที่มาจากหนัง การ์ตูน และอื่นๆ มา โดยสามารถเลือกรูปแบบคลิปวิดีโอที่ต้องการฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขำขัน การให้กำลังใจ โรแมนติก เรื่องเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ หรือต้องการฝึกคำศัพท์ การฝึกรูปประโยค ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ เมื่อเปิดคลิปวิดีโอนั้นขึ้นมาแล้ว จะปรากฎภาพวิดีโอและข้อความภาษาอังกฤษด้านล่าง ซึ่งจะแบ่งประโยคไม่ยาวมากนักประมาณ 10-15 ประโยค เพื่อให้สามารถฝึกฟังและฝึกพูดตามได้ การฝึกพูดของหมวดนี้จะเป็นการฝึกพูดตามข้อความที่พูดในคลิปวิดีโอนั้นๆ         สำหรับในหมวด Speak จะเป็นหมวดที่ให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันเลือกระดับการฝึกพูดตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง มีบทเรียนให้เลือกหลากหลาย โดยจะเป็นการฝึกโต้ตอบในรูปแบบบทสนทนาสลับกันไปมา เพื่อทำให้สามารถฝึกการออกเสียงได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าต้องออกเสียงอย่างไร ก็สามารถกดฟังตัวอย่างการพูดประโยคดังกล่าวได้         ส่วนหมวด Search จะใช้ค้นหาคลิปวิดีโอเพิ่มเติม หมวด Library เป็นหมวดที่รวบรวมคลิปวิดีโอที่เคยเข้าดูและที่ bookmarks ไว้ สุดท้ายหมวด Profile จะเป็นหมวดจัดการและตั้งค่าต่างๆ ภายในแอปพลิเคชัน         นอกจากนี้แอปพลิเคชันนี้ยังมีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่งก็คือ จะมีโน้ตเล็กๆ ที่มีสัญลักษณ์เหมือนรูปไฟอยู่บริเวณด้านล่างขวามือ ซึ่งมีคุณสมบัติในการเก็บสถิติการใช้แอปพลิเคชันที่ใช้ฝึกฟังและฝึกพูดภาษาอังกฤษ โดยบันทึกในรูปแบบของเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้ทั้งหมด ทั้งนี้สามารถตั้งค่าเวลาที่ต้องการฝึกต่อวันได้อีกด้วย เพื่อให้ทราบว่าในแต่ละวันสามารถฝึกพูดและฝึกฟังภาษาอังกฤษเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่         ดาวน์โหลดเรียบร้อยแล้ว งั้นมาเริ่มฝึกฟังและฝึกพูดภาษาอังกฤษกันเลยดีกว่า เริ่ม!!!

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 224 ลดโลกร้อนด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

        เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักกับคำว่าภาวะโลกร้อน ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนนั้นมีหลายอย่าง เช่น ธารน้ำแข็งละลายทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์ ความเสี่ยงที่จะเกิดสภาพอากาศรุนแรง เช่น คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง น้ำท่วม และอุณหภูมิทั่วโลกที่กำลังสูงขึ้น         และการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศของทั่วโลกก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่มีผลทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างที่เป็นอยู่         จากการรายงานข่าวเมื่อสิ้นปี 2561 ที่ระบุว่าทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่า 37,100 ล้านตัน ซึ่งถือว่ามีปริมาณมากที่สุดตั้งแต่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมา และจากข้อมูลจาก Greenpeace เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 รายงานว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมปีนี้สูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบอุณหภูมิเฉลี่ยในต้นศตวรรษที่ 19         จะเห็นได้ว่าระบบนิเวศบนโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทุกประเทศทั่วโลกจึงต้องกระตือรือร้นและพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของมนุษย์ในขณะนี้         สำนักพัฒนาธุรกิจ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า CF Calculator ที่มีคุณสมบัติในการช่วยคำนวณข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (คาร์บอนฟุตพริ้นท์ หมายถึง ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก) โดยผู้ที่ใช้แอปพลิเคชันนี้จะสามารถทราบถึงปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมประจำวัน และจะทำให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันเรียนรู้ในการเปลี่ยนรูปแบบการใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ และเปลี่ยนวิธีการบริโภค เพื่อช่วยลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนได้         ภายในแอปพลิเคชันจะให้ระบุพลังงานที่ใช้ในบ้านตั้งแต่ปริมาณของผู้อยู่อาศัยในบ้าน จำนวนหลอดไฟทุกชนิด จำนวนเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่และขนาดเล็ก จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในบ้าน รวมถึงพลังงานที่ใช้ในการเดินทางในชีวิตประจำวันและสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละปี โดยจะให้ระบุระยะทางไปกลับและชนิดของรถที่โดยสาร และยังให้ระบุการบริโภคอาหารในแต่ละมื้ออีกด้วยหลังจากนั้นแอปพลิเคชันจะคำนวณข้อมูลออกมาว่าผู้ใช้แอปพลิเคชันมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาในปริมาณเท่าไร และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไร เพื่อให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนลดน้อยลง         ที่น่าสนใจมากกว่านี้ก็คือ ถ้าประชาชนคนใดต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีสัญลักษณ์ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ ฉลากลดโลกร้อน (มีลักษณะเป็นตัว C ตัวใหญ่และเลข 2) ทดแทนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ไม่ได้ใส่ใจต่อการเกิดภาวะโลกร้อนได้เช่นกัน         ทั้งนี้ขณะนี้ทั่วโลกกำลังพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศแล้วหันมาใช้พลังงานสะอาดและมีความยั่งยืน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น เข้ามาแทนที่ ที่ในทุกด้าน แม้ว่าประชาชนอย่างเราจะเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ แต่ก็สามารถช่วยกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งถือว่าได้มีส่วนช่วยให้บรรยากาศของโลกดีขึ้นได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 223 รู้จักใช้เงินให้เป็นกับ Money Manager

     หลายคนอาจคิดว่าการออมเงินเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ซึ่งมันก็จริงตามนั้น แต่อยากให้มองเห็นถึงความสำคัญของการออมเงิน เพราะเงินที่ออมนั้นจะสามารถนำมาใช้ได้ในกรณีฉุกเฉินที่เกิดการเจ็บป่วยเกิดอุบัติเหตุ หรือเป็นเงินเก็บเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือเพื่อใช้จ่ายในวัยเกษียณ วัยที่ไม่สามารถทำงานได้ โดยเฉพาะวัยที่เริ่มทำงานที่ยังไม่มีภาระควรออมเงินบางส่วนไว้สำหรับอนาคต แนะนำว่าควรนำรายได้หักลบจากเงินออม ส่วนเงินที่เหลือก็ค่อยไว้ใช้จ่าย        แต่เชื่อได้เลยว่าคนส่วนใหญ่มักใช้จ่ายเกินเงินที่ควรใช้และต้องมาเอาเงินในส่วนที่ออมไว้ไปใช้จ่ายเพิ่มเติม ผู้อ่านได้มีโอกาสไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งได้ให้ข้อคิดไว้ว่า แค่ขจัดความอยาก ความไม่จำเป็นออกไป เมื่อเกิดความอยากสิ่งที่ตามมาคือการหาเหตุผลในการใช้จ่าย แต่บางครั้งเหตุผลดังกล่าวอาจเป็นแค่ข้ออ้างในความอยากได้เท่านั้น ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้ดีว่าสิ่งที่ต้องใช้จ่ายนั้นเป็นแค่ความอยากหรือเป็นความจำเป็น ก่อนที่เงินในกระเป๋าจะหมดเกลี้ยงไปอย่างไม่รู้ตัว         วิธีที่ดีที่สุดนั่นคือการทำบันทึกรายรับรายจ่ายการใช้จ่ายเงินของตนเองในแต่ละวัน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ให้เกินตัว นอกจากนี้ควรวางแผนค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ตั้งงบประมาณรายจ่ายค่าอาหารต่อเดือนไว้ประมาณ 3,000 บาท เป็นต้น         การทำบันทึกรายรับรายจ่ายอาจจะใช้วิธีการจดบันทึกลงสมุด หรืออาจจะบันทึกผ่านแอปพลิเคชันก็ได้เช่นกัน ฉบับนี้ขอแนะนำแอปพลิเคชัน Money Manager         ภายในแอปพลิเคชันจะแบ่งเป็น 4 หมวด ได้แก่ หมวดรายรับรายจ่าย, หมวด Stats, หมวด Accounts และหมวด settings โดยสามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว เพียงแค่เข้าไปที่หมวดรายรับรายจ่ายเป็นหลัก เพื่อที่จะเพิ่มข้อมูลจากการเลือกว่าเป็นรายรับหรือรายจ่ายเท่าใด หลังจากนั้นให้เลือกรูปแบบการใช้เงิน เช่น เงินสด บัตรเครดิต เป็นต้น เลือกหมวดค่าใช้จ่ายของสินค้า ระบุตัวเลขที่ใช้จ่าย และกดบันทึก         ทั้งนี้ผู้ใช้แอปพลิเคชันสามารถเลือกดูรูปแบบการสรุปการใช้จ่ายเงินเป็นรายเดือน รายสัปดาห์ หรือถ้าต้องการใช้แอปพลิเคชันช่วยสรุปเปอร์เซ็นต์การใช้จ่ายในแต่ละเดือนออกมาเป็นสถิติรูปวงกลมก็ให้ไปดูได้ที่หมวด Stats หรือถ้าต้องการใช้แอปพลิเคชันช่วยแบ่งตามรูปแบบการใช้จ่ายว่าการใช้จ่ายเงินสดใช้เงินไปทั้งหมดเท่าใดและใช้ผ่านบัตรเครดิตไปจำนวนเท่าใดก็สามารถดูได้เช่นกัน         ประโยชน์ของการใช้แอปพลิชัน Money Manager นี้จะช่วยสรุปค่าใช้จ่ายเพื่อทำให้รู้ว่าในแต่ละช่วงสัปดาห์ได้ใช้จ่ายไปในเรื่องใดมากที่สุด และพิจารณาว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นได้หรือไม่ ซึ่งเป็นการบริหารการใช้เงินและควบคุมการใช้จ่ายไม่ให้เกินตัวได้ทางหนึ่ง         อย่าลืมท่องเอาไว้ว่า “เงินจะไม่หมด ถ้ารู้จักใช้เงินให้เป็น”

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 222 แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวกับแอปพลิเคชัน Thailand Tourism Map

        ช่วงนี้วันหยุดติดต่อกันยาว 3 วันบ้าง 4 วันบ้าง หรือจะแค่วันหยุดเสาร์อาทิตย์บางคนก็พร้อมที่จะไปท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวไม่ไกลมากนัก ซึ่งบางครั้งก็มีการวางแผนการเดินทาง สถานที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี แต่ก็มีหลายๆ คนเช่นกันที่ไม่สามารถวางแผนได้ล่วงหน้า        การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งแบบฉุกละหุกย่อมทำให้เกิดความกังวลใจในการใช้เส้นทางสำหรับการเดินทาง ยิ่งเป็นเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยแล้วยิ่งเกร็งกันไปใหญ่ เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้สัมผัสความรู้สึกเกร็งแบบมาแล้ว ด้วยเวลาที่เร่งรัดและเป็นผู้นำการเดินทางคนเดียวในครอบครัว ดังนั้นจึงต้องเริ่มหาที่พึ่งโดยด่วน         สุดท้ายได้มาเจอแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า Thailand Tourism Map เป็นแอปพลิเคชันของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แค่ชื่อก็ใช่เลย เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวทั่วประเทศไทยจริงๆ        ขั้นตอนแรกของแอปพลิเคชันจะให้เลือกภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เมื่อต้องการที่จะเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดมีอยู่ 2 วิธี คืออย่างแรกให้พิมพ์คำที่ต้องการค้นหาลงในช่องค้นหาได้ทันทีและจะปรากฏเส้นทางสถานที่นั้นๆ อย่างที่สองให้กดสัญลักษณ์เลี้ยวขวาที่อยู่มุมขวาล่างของหน้าแอปพลิเคชันและกดค้นหาจากตำแหน่งที่ผู้ใช้แอปพลิเคชันอยู่ ในส่วนนี้จะสามารถเลือกเส้นทางแบบเดินทางโดยรถยนต์หรือเดินทางโดยรถสาธารณะได้ โดยการเดินทางในรูปแบบการใช้รถโดยสารสาธารณะจะบอกเป็นขั้นตอน เช่น ให้ขึ้นรถบีทีเอสไปต่อรถไฟ เป็นต้น         ความแตกต่างของการใช้แอปพลิเคชันนี้ก็คือ จะมีชื่อสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศไทยไว้ให้ค้นหามากมาย เพียงแค่พิมพ์ตัวอักษรที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลการแนะนำเส้นทางของสถานที่ท่องเที่ยวโดยแบ่งออกเป็นภาค จังหวัด และเส้นทางท่องเที่ยวแต่ละจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน โดยได้แนะนำไว้เป็นเส้นทางการเดินทางก่อนหลัง เช่น เส้นทางท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน เกาะช้าง-ตราด-พัทยา, เส้นทางท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน ภูเก็ต-พังงา, เส้นทางท่องที่ยว 4 วัน 3 คืน ลำปาง-ลำพูน-เชียงใหม่ เป็นต้น         ไม่เพียงเท่านี้ แอปพลิเคชัน Thailand Tourism Map ยังมีหมวดไฮไลท์ ที่สามารถคัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวตามสภาพมลภาวะทางอากาศ หรือเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองของภาคใด ซึ่งในหมวดนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ของแอปพลิเคชันนี้ที่ช่วยคัดกรองสถานที่ท่องเที่ยวตามที่ผู้ใช้ต้องการได้ เช่น ถ้าต้องการสภาพมลภาวะทางอากาศระดับดีมากให้เลือกไปที่ AQI 0-25 ดีมาก จะปรากฏตำแหน่งต่างๆ บนแผนที่ ซึ่งสามารถเลือกดูได้ว่าเป็นสถานที่ใดบ้าง        แต่ถ้ารู้สึกไม่ทันใจกับการค้นหาในแอปพลิเคชัน Thailand Tourism Map การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังมีบริการโทรสายด่วนออนไลน์ได้ที่หมายเลข 1672 อีกด้วย        บอกเลยว่าการเดินทางครั้งต่อไปก็คงแค่กดดูข้อมูลการแนะนำเส้นทางของสถานที่ท่องเที่ยว แล้วตัดสินใจว่าจะค้าง 3 วัน 2 คืน หรือจะค้าง 2 วัน 1 คืน แค่นั้นก็เพียงพอแล้วล่ะ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 221 จองคิวออนไลน์กับกรมการขนส่งทางบก

        ยุค 2019 ต้องยอมรับเลยว่าอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีมีผลกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะเห็นแอปพลิเคชันที่เข้ามาตอบโจทย์แทบทุกเรื่อง        กรมการขนส่งทางบกก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาเกี่ยวกับการรอคิวนานสำหรับผู้มาใช้บริการที่กรมการขนส่งทางบก โดยได้จัดทำแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า DLT Smart Queue ซึ่งสามารถรองรับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และระบบปฏิบัติการ Android         แอปพลิเคชั่น DLT Smart Queue ถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้สำหรับจองคิวเพื่อเข้ารับการอบรมและเรื่องอื่นๆ ได้ล่วงหน้า โดยต้องลงทะเบียนจองล่วงหน้าก่อน 1 วันที่จะเข้าใช้บริการกับกรมการขนส่งทางบก         ขั้นตอนภายในแอปพลิเคชันลำดับแรกต้องลงทะเบียนโดยการกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน คำนำหน้าชื่อ ชื่อและนามสกุล เบอร์โทรศัพท์ เมล และตั้งรหัสผ่าน เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยให้กรอกรายละเอียดเพื่อเข้าสู่ระบบ         หลังจากนั้นแอปพลิเคชันจะปรากฏปุ่มจองคิว (Book a Queue) เมื่อกดปุ่มจะปรากฎข้อความแจ้งเตือนซึ่งเป็นข้อกำหนดในการใช้บริการ โดยให้ผู้ใช้บริการที่จองคิวผ่านแอปพลิเคชันต้องมาก่อนเวลาที่ทำการนัดหมายอย่างน้อย 20 นาที และเตรียมเอกสารให้เรียบร้อย พร้อมทั้งยื่นหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ได้ทำการนัดหมายไว้แก่เจ้าหน้าที่         ขั้นตอนต่อไปผู้ใช้บริการจะต้องเลือกจังหวัดที่ต้องการเข้ารับบริการ และเลือกสาขาของสำนักงานขนส่งในพื้นที่ที่สะดวก ถัดไปจะเป็นการเลือกประเภทงานที่ต้องการเข้ารับบริการ ซึ่งในแต่ละสาขาจะมีประเภทงานแตกต่างกันไป         โดยประเภทงานที่ต้องการเข้ารับบริการมีตั้งแต่ประเภทขอรับใบอนุญาตครั้งแรก ประเภทการต่ออายุใบอนุญาตจาก 2 ปีเป็น 5 ปี ประเภทการต่ออายุใบอนุญาตจาก 5 ปีเป็น 5 ปี ประเภทการชำระภาษี ประเภทการขอใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ ประเภทการออกใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี ประเภทการออกเล่มทะเบียน ประเภทการขอออกแผ่นป้ายทะเบียน ประเภทการย้ายรถออก  ประเภทการแก้ไขรายการ เป็นต้น         เมื่อเลือกประเภทงานที่ต้องการเข้ารับบริการได้แล้ว แอปพลิเคชันจะแจ้งเตือนรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารที่ต้องเตรียมมาประกอบ ต่อจากนั้นต้องเลือกวันเวลาที่สะดวกในการทำการนัดหมาย ซึ่งในแต่ละประเภทงานที่ต้องการเข้ารับบริการจะกำหนดจำนวนสูงสุดและจำนวนที่จองคิวที่สามารถจองคิวผ่านแอปพลิเคชันได้         นอกจากการจองคิวผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue แล้ว ยังสามารถจองคิวผ่านทางเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.th ได้เช่นกัน        ใครมีความจำเป็นต้องใช้บริการกับกรมการขนส่งทางบก ลองใช้แอปพลิเคชัน DLT Smart Queue ซึ่งสามารถช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวมากเลยทีเดียว        ทีนี้ก็หมดปัญหาเรื่องการรอคิวยาวแล้วล่ะ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 220 กินดีกับ Green Dee

                ฉบับนี้อยากให้ผู้อ่านทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพร่างกายให้มีความแข็งแรงกันทั่วหน้า เนื่องจากปัจจุบันสังคมรอบตัวนั้น มีปัจจัยหลายสิ่งที่มีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมถอยลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่น สภาพอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันที่ทำให้มีผลต่อการหายใจ เป็นต้น และมีสิ่งหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงที่จะทำให้ร่างกายอ่อนแอได้ นั่นคือ อาหารการกินในชีวิตประจำวันนั่นเอง        สุขภาพที่ดีและแข็งแรงต้องมาจากภายในร่างกาย ดังนั้นการเติมพลังงานด้วยอาหารที่มีประโยชน์ มีวิตามินต่อร่างกาย ก็จะช่วยทำให้สามารถเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอและทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยใกล้เจ็บได้ส่วนหนึ่ง ถือได้ว่าการเลือกสรรอาหารเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญอย่างมากทีเดียว        แอปพลิเคชันที่ขอแนะนำมีชื่อว่า Green Dee ซึ่งจัดทำขึ้นโดย นิตยสารสารคดี ร่วมกับเว็บไซต์นายรอบรู้ นักเดินทาง สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. มีวัตถุประสงค์ในการเชื่อมโยงเครือข่ายอาหารปลอดภัยเข้ากับกลุ่มคนรักสุขภาพ โดยได้รวบรวมอาหารที่ดีต่อสุขภาพจากเกษตรผู้ผลิต ร้านค้า ตลาด ร้านอาหาร และแหล่งเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์ เน้นเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพและมีความปลอดภัย        ภายในแอปพลิเคชันจะแบ่งออกเป็น 5 หมวดหมู่ ได้แก่ หมวด Food เป็นเรื่องอาหารจะแบ่งเป็นเรื่องข้าว ผัก เนื้อสัตว์/นม/ไข่ ผลไม้ กาแฟ/ชา และอื่นๆ, หมวด Farmer เป็นการแนะนำเกษตรกรผู้ผลิตอาหารในแต่ละภาค หมวด Eat&Drink แนะนำร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ หมวด Market&Shop แนะนำตลาดนัดและร้านจำหน่ายสินค้า และหมวด Activity แนะนำแหล่งเรียนรู้ ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์การเรียนรู้ และที่พัก โดยทั้งหมดจะเน้นไปเรื่องอาหารที่มีประโยชน์ดีต่อสุขภาพและปลอดภัยทั้งสิ้น        การมีแอปพลิเคชัน Green Dee ไว้บนสมาร์ทโฟนจะช่วยให้การคัดสรรอาหารที่ดีมีประโยชน์เป็นไปได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะแอปพลิเคชันได้รวบรวมมาให้ผู้ใช้สามารถรู้ถึงแหล่งที่มาของอาหาร แหล่งผลิตหรือแหล่งซื้อสินค้าได้โดยตรง อีกทั้งยังสามารถช่วยในการตัดสินใจเลือกอาหารที่จะรับประทานได้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเอง        มาคัดสรรอาหารที่ดีมีประโยชน์เพื่อสุขภาพที่ร่างกายของตนเองและครอบครัวกันเถอะค่ะ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 219 ย้อนความทรงจำในอดีตผ่าน Timehop

เชื่อว่าหลายคนมีความทรงจำในอดีตที่น่าประทับใจน่าจดจำหลายอย่าง และมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากจะย้อนวันเวลากลับไปในช่วงเวลาที่มีความสุขเหล่านั้น แม้ว่าอยากให้ช่วงเวลานั้นอยู่นานแค่ไหนแต่ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นแค่ความทรงจำที่ดีและเก็บไว้ในใจไปตลอด ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่อยากจะย้อนวันวานเพื่อระลึกถึงความทรงจำดีๆ ที่ผ่านมาในอดีต ให้มาปรากฎเป็นภาพอีกครั้ง        บางครั้งความทรงจำในอดีตก็สามารถช่วยเยียวยาจิตใจ เป็นแรงผลักดัน เป็นเรื่องตลกขำขัน ให้ดำเนินชีวิตได้ในปัจจุบัน ฉบับนี้จึงขอย้อนความทรงจำในอดีตกลับมาอีกครั้ง และไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีความทรงจำเหล่านั้นก็สามารถกลับมาได้ทุกวันอย่างแน่นอน เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Timehop ลงบนสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และระบบปฏิบัติการ iOS         แอปพลิเคชันจะให้เลือกการเข้าใช้ 3 รูปแบบ คือ การใช้ผ่าน facebook การเข้าใช้ผ่านเบอร์โทรศัพท์ หรือการเข้าใช้ผ่านการสมัครเข้าใช้งานโดยตรง หลังจากนั้นแอปพลิเคชันจะให้ทำการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียอื่นๆ ตามขั้นตอน ทั้งการเชื่อมต่อ facebook, twitter, Instagram, swarm, dropbox photos, google photos และเชื่อมต่ออัลบั้มรูป camera roll ในสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย         โดยการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียอื่น สามารถเลือกได้ตามความต้องการของผู้ใช้แอปพลิเคชันและสามารถปิดเปิดการเชื่อมต่อได้ภายหลัง เมื่อทำตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว แอปพลิเคชัน Timehop จะเชื่อมต่อเรื่องราวและความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมด         การทำงานของแอปพลิเคชัน Timehop จะแจ้งเตือนทุกวันว่าในวันนี้เมื่อปีก่อนหรือหลายปีก่อน ผู้ใช้แอปพลิเคชันเคยโพสต์เรื่องราวอะไรไว้บ้างในอดีต ซึ่งภายในแอปพลิเคชันจะปรากฎเรื่องราวที่เคยโพสต์ไว้ทั้งหมดของแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ได้เชื่อมต่อไว้ทั้งหมด        Timehop ถือว่าเป็นแอปพลิเคชันที่สามารถสร้างสีสันและย้อนความทรงจำให้รำลึกถึงอดีตต่างๆ ที่ผู้ใช้แอปพลิเคชันได้เคยโพสต์ไว้ในแต่ละแอปพลิเคชัน ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่ภาพและเรื่องราวความทรงจำต่างๆ ในอดีตได้กลับมาให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันได้เห็น ประกอบกับทำให้ได้ระลึกถึงความสุข ความปลาบปลื้ม ความตลก ฯลฯ ที่เคยเกิดขึ้นในวันนั้นเมื่อหลายปีก่อน เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าในปีนี้มีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด         ลองดาวน์โหลดกันมาลองเล่นกันดูนะคะ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 218 เช็คสภาวะจิตใจกับแอปพลิเคชัน “สบายใจ”

               ช่วงนี้เดินทางไปทำงานหรือไปทำธุระต่างๆ ที่ต้องอยู่บนท้องถนนต้องยอมรับเลยว่าอากาศร้อนมากถึงมากที่สุด และด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดขนาดนี้ อีกทั้งสภาวะการเมืองในประเทศไทยที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดความหงุดหงิดได้ง่าย หรืออาจเกิดสภาวะการหมกหมุ่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล จนอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่างๆ ที่สามารถทำให้เกิดการทำร้ายตนเองได้         จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต (ที่มา https://news.thaipbs.or.th/content/279048) แจ้งว่ารายงานสถิติการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ในรอบเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2562 พบว่ามีการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตที่มากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นเรื่องปัญหาทางจิตเวช ความเครียดวิตกกังวล และปัญหาซึมเศร้า รวมอยู่ด้วย         ด้วยเหตุนี้ผู้อ่านควรรู้เท่าทันสภาวะจิตใจของตนเองว่าอยู่ในระดับใด เพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง ซึ่งทางภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า SabaiJai (สบายใจ) ขึ้นเพื่อป้องกันและช่วยเหลือผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตนเอง         ภายในแอปพลิเคชันจะมีแบบคัดกรองผู้ที่เสี่ยงต่อการพยายามทำร้ายตนเอง โดยลักษณะคำถามจะแบ่งแยกเพศและช่วงวัยเพื่อง่ายต่อการวิเคราะห์ผลความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เมื่อตอบคำถามครบ 9 ข้อแล้วแอปพลิเคชั่นจะแสดงผลการทำแบบคัดกรองว่ามีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือไม่ ซึ่งถ้ามีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองจะมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องสำหรับตนเองและบุคคลใกล้ชิด         หรือต้องการหาข้อมูลที่เกี่ยวกับแนวโน้มการฆ่าตัวตาย ความทุกข์ใจ พฤติกรรม สัญญาณเตือนที่เกิดขึ้น การป้องกัน การแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็สามารถศึกษาข้อมูลได้ภายในแอปพลิเคชันนี้ได้เลย นอกจากนี้ยังมีหมวดการเติมกำลังใจเป็นการให้คำสอน แง่คิด และสามารถเพิ่มรายชื่อ เบอร์โทรศัพท์ของบุคคลสำคัญที่ต้องการพูดคุยหรืออาจขอคำปรึกษาผ่ายสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ทันที         ช่วยกันสังเกตตนเองและบุคคลใกล้ชิดว่ามีความเสี่ยงหรือมีความเครียดความวิตกกังวลอะไรบ้างมากน้อยเพียงใด ถ้าเห็นว่ามีความเสี่ยงเกิดขึ้นแนะนำให้ลองโหลดแอปพลิเคชั่น SabaiJai (สบายใจ) นี้มาทดสอบตนเองกันเลย เพราะแอปพลิเคชันนี้ถือว่าเป็นช่องทางเลือกที่จะช่วยแก้ไขและป้องกันความเสี่ยงที่จะพยายามทำร้ายตนเองได้ในระดับหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 217 M Help Me ช่วยเหลือคนทั้งมวล

                สังคมโซเชียลในปัจจุบันมีให้เห็นข่าวภัยอันตรายที่เกิดขึ้นมากมาย จนทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าสังคมไทยมีแต่เรื่องน่ากลัวไปหมด ผู้ใหญ่เริ่มเป็นห่วงความปลอดภัยของลูกหลานกันมากขึ้น จนอาจถึงขั้นวิตกกังวล หลายคนพยายามหาวิธีป้องกันในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการให้เรียนวิชาป้องกันตัว การลงทุนซื้อรถยนต์ส่วนตัวให้ เป็นต้น         ด้วยภัยอันตรายที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในปัจจุบัน จนทำให้ต้องคอยเฝ้าระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นรอบตัวในทุกย่างก้าวของการใช้ชีวิต เครื่องมือหนึ่งที่สามารถเข้ามาช่วยได้ส่วนหนึ่งก็คือการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “M Help Me” หรือชื่อภาษาไทยว่า “ช่วยเหลือคนทั้งมวล” มาบนสมาร์ทโฟนที่ผู้อ่านใช้อยู่เป็นประจำ ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในระบบปฏิบัติการ Android และระบบปฏิบัติการ iOS         แอปพลิเคชัน “M Help Me” ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสร้างประโยชน์ในการเข้าป้องกัน ให้ความช่วยเหลือ และแจ้งข่าวสารในด้านต่างๆ เมื่อเข้าแอปพลิเคชันครั้งแรกจะต้องเลือกภาษาที่ต้องการ (ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน) และเริ่มต้นการใช้งานโดยกรอกชื่อนามสกุลและเบอร์โทรศัพท์มือถือ เพื่อทำการยืนยันตัวตนในการเข้าใช้งานระบบแอปพลิเคชัน         ภายในแอปพลิเคชันจะเห็นเมนูด้านบนสุด จะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจจราจร กรมเจ้าท่า สำนักงานสถิติ กรมทรัพยากร กระทรวงพัฒนาการสังคม สถาบันสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมควบคุมโรค สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น หรือสามารถเข้าได้ในเมนูถัดไปที่เขียนว่าแจ้งข่าวสารก็ได้         ถัดลงมาจะเป็นการแสดงตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้แอปพลิเคชัน เพื่อแจ้งให้ทราบว่าอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่ ต่อจากนั้นจะเป็นหัวข้อการช่วยเหลือ ซึ่งจะรวบรวมแบบฟอร์มการร้องทุกข์ของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ และยังมีข้อมูลการช่วยเหลือที่แบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ สายด่วน แผนที่ เตือนภัย และประกาศ        สามารถค้นหาสถานที่สาธารณะในบริเวณใกล้เคียง เช่น สถานีตำรวจ สถานพยาบาล หน่วยงานราชการ ศูนย์การค้า สถานที่ท่องเที่ยว สถานีรถไฟ สถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น โดยจะปรากฎเป็นแผนที่เส้นทางให้อัตโนมัติ        ที่สำคัญของแอปพลิเคชันนี้คือ ปุ่มแจ้งเหตุ โดยผู้ใช้ต้องเลือกหน่วยงานที่จะแจ้งเหตุระหว่างกองบังคับการตำรวจจราจรกับศูนย์ความช่วยเหลือ และกรอกข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งเป็นข้อความหรือภาพถ่าย ภาพวิดีโอ เพื่อส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวไปยังปลายทาง         ส่วนบริเวณด้านล่างสุดของหน้าแอปพลิเคชันยังมีส่วนของการรายงานความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่แสดงให้ทราบว่ามีผู้ที่รอความช่วยเหลือและช่วยเหลือสำเร็จแล้วกี่คนบ้าง        ต่อไปเป็นปุ่มที่สามารถใช้ได้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินและต้องการได้รับความช่วยเหลือทันที เป็นปุ่มสีแดงที่เขียนว่า SOS เมื่อกดเข้าไปจะเป็นการส่งสัญญาณเพื่อเริ่มขอความช่วยเหลือฉุกเฉินภายใน 3 วินาที ซึ่งปุ่ม SOS นี้มีความสำคัญอย่างมาก         ผู้ใช้สมาร์ทโฟนจึงควรที่จะดาวน์โหลดแอปพลิเคชันนี้มาเก็บไว้ใช้งานกรณีที่เกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด เพราะแอปพลิเคชัน “M Help Me” หรือชื่อภาษาไทยว่า “ช่วยเหลือคนทั้งมวล” สามารถช่วยเหลือคนทั้งมวลเหมือนตามชื่อแอปพลิเคชันจริงๆ

อ่านเพิ่มเติม >