ฉบับที่ 221 เครื่องทำกาแฟ Espresso Machines

เพราะกาแฟยังไม่เอ้าท์ เราจึงมีผลเครื่องทำกาแฟมาฝากคุณอีกครั้ง คราวนี้ฉลาดซื้อจัดให้ทั้งแบบอัตโนมัติ แคปซูลและแมนนวลไปพร้อมๆ กัน เรามีให้คุณเลือกทั้งหมด 20 ตัวอย่างที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศได้ทดสอบไว้ในปี 2019 สนนราคาตั้งแต่ 1,100 ถึง 29,800 บาท (เป็นราคาที่องก์กรสมาชิกจ่ายเป็นสกุลยูโรและแปลงเป็นเงินบาท)เครื่องทำกาแฟแบบอัตโนมัติที่ได้คะแนนสูงที่สุด (88 คะแนน) ได้แก่ Jura D4 Piano ในขณะที่แบบแคปซูลได้แก่ Caffitaly Luna S32 (86 คะแนน) และแบบแมนนวลได้แก่ Cecotec Power Espresso 20 (80 คะแนน)         การให้คะแนนเต็ม 100 คะแนนคิดจาก คุณภาพของเอสเพรสโซ (ร้อยละ 35) ประสิทธิภาพการทำงาน (ร้อยละ 30) ความสะดวกในการใช้งาน (ร้อยละ 30) และการประหยัดพลังงาน (ร้อยละ 5)

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 220 ผลทดสอบพาวเวอร์แบงค์

        หลายๆ คนเริ่มมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตมากขึ้น ทั้งสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต โน๊ตบุ้ค หรืออาจจะเกมคอนโซลด้วย และถ้าต้องออกนอกบ้านไปทั้งวันก็อาจพบปัญหาแบตเตอรี่ในอุปกรณ์ไม่พอใช้ จึงต้องมี “แหล่งไฟฟ้าสำรอง” ติดตัวไปด้วย        ฉลาดซื้อฉบับนี้จึงขอเสนอผลการทดสอบพาวเวอร์แบงค์ที่ Choice องค์กรผู้บริโภคของออสเตรเลียได้ทำไว้ แบตเตอรี่สำรองเหล่านี้เป็นรุ่นที่สามารถรองรับการชาร์จอุปกรณ์มากกว่าหนึ่งเครื่องในเวลาเดียวกัน มีความจุอยู่ระหว่าง 10000mAh ถึง 20000mAh และราคาตั้งแต่ 635 ถึง 4,000 กว่าบาท (เป็นการแปลงจากราคาในหน่วยเงินดอลล่าร์ออสเตรเลียเป็นเงินไทย)        ในภาพรวมเราพบว่าราคาแพงไม่สามารถการันตีคุณภาพได้ และความจุที่ผู้ผลิตแจ้งบนฉลากสินค้ามักจะต่ำกว่าที่วัดได้จริง         คะแนนรวม 100 คะแนนคิดจาก        คะแนนประสิทธิภาพ ร้อยละ 70         ความสะดวกในการใช้งาน ร้อยละ 15        การแสดงผล ร้อยละ 15

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 217 ซาวด์บาร์

        ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอเสนอผลทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงสำหรับดูหนังฟังเพลงหรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ซาวด์บาร์” ที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (ICRT) ได้ทำไว้ทั้งหมด 15 รุ่น ในสนนราคาระหว่าง 5,900 – 28,400 บาท*        ทีมทดสอบแบ่งคะแนนดังนี้        ร้อยละ 75     คุณภาพเสียง เป็นการให้คะแนนโดยกรรมการสี่คน ซึ่งจะดูหนังและฟังเพลงจากเครื่องเล่นในโหมดสเตอริโอและเซอร์ราวด์ ด้วยสื่อทั้งแบบซีดี เอ็มพี3 ผ่านการเชื่อมต่อด้วย USB และบลูทูธ และเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ตทีวีและเครื่องเล่นมัลติมีเดีย        ร้อยละ 10     การทำงานของลำโพง        ร้อยละ 7.5    ความสะดวกในการใช้งาน ให้คะแนนโดยผู้ใช้งานสามคน (สองคนเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้งานเครื่องเสีย และอีกหนึ่งคนเป็นผู้เชี่ยวชาญ) ที่ทดลองเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นและใช้งานรีโมตคอนโทรล        ร้อยละ 5       การใช้พลังงานในโหมดต่างๆ เช่น “ปิด” “สแตนบาย” หรือ “เซอร์ราวด์”        ร้อยละ 2.5    การรองรับอุปกรณ์หลากหลาย *ค่าใช้จ่ายในการทดสอบอยู่ที่ 1,000 ยูโรต่อเครื่อง (35,000 บาท) *ราคาที่แสดงเป็นราคาที่แปลงจากหน่วยเงินยูโร ตามราคาที่องค์กรสมาชิกจ่ายจริงขณะเก็บตัวอย่าง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 217 สีทาผนังกันความร้อน

        ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยซึ่งอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และรุนแรง ช่วงเดือนเมษายน หน้าร้อน อุณหภูมิ อาจสูงถึง 45 องศาเลยทีเดียว ภาวะโลกร้อนดังกล่าวทำให้ชั้นบรรยากาศบางลง ทำให้สกัดกั้นรังสีความร้อนที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์ได้น้อย        ด้วยอากาศที่ร้อนขึ้น การลดอุณหภูมิสะสมในตัวบ้าน อาคาร ให้ได้มากที่สุดมีความจำเป็นมากเพื่อลดพลังงานที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศ นอกจากจะประหยัดพลังงานแล้วยังลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย        หลังคาจะเป็นส่วนที่รับความร้อนหลัก หากลดความร้อนสะสมใต้หลังคาแล้วด้วยแผ่นสะท้อนรังสีความร้อน ฉนวนบนฝ้าเพดานแล้ว ผนังบ้าน อาคาร จะเป็นส่วนที่รับความร้อนรองลงมา สีทาผนังประเภทที่มีความสามารถสะท้อนความร้อนได้จึงมีความจำเป็นที่จะซื้อหามาใช้งาน ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีให้เลือกมากมายหลายระดับราคา บางยี่ห้อมีฉลากเบอร์ 5 การันตีประสิทธิภาพด้วย        ฉลาดซื้อจะเลือกนำเอาสีทาผนังอาคาร ที่มีความสามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้ โดยสอบถามร้านค้าที่เป็นที่นิยม สามแห่ง ได้แก่ โฮมโปร บุญถาวร และไทวัสดุ ซึ่งพนักงานได้แนะนำสีที่มีความสามารถดังกล่าว และเป็นที่นิยม ได้มา 6 ยี่ห้อ โดยเลือกสีเป็นแบบกึ่งเงาสีขาว Base A ได้แก่ 1.TOA รุ่น SuperShield Advance2.Captain รุ่น ParaShield Cool max 3.Beger รุ่น BegerCool Diamond Shield4.Jotun รุ่น JOTASHIELD5.Dulux รุ่น Weathershield6.Nippon paint รุ่น WEATHERBOND flex         เบื้องต้น วิเคราะห์ข้อมูลจากฉลากพบว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม ที่ตัวอย่างสีได้รับการรับรองจะมีอยู่สองหมายเลข ได้แก่             1.มอก.2321-2549 (สีอิมัลชันทนสภาวะอากาศ) พบทุกยี่ห้อ            2.มอก.2514-2553 (สีอิมัลชันลดความร้อนจากแสงอาทิตย์) พบบางยี่ห้อ         นอกเหนือจากมาตรฐานอุตสาหกรรมที่กล่าวมายังมีสัญลักษณ์ที่รับรอง แสดงบนฉลากอีกหลายอย่างโดยสรุปเป็นตารางได้ดังนี้ แนวทางการทดสอบ        เนื่องจาก ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์ เป็นหน่วยงานที่ทดสอบสีตามมาตรฐาน มอก.2321-2549 และ มอก.2514-2553 จึงขอความอนุเคราะห์ส่งทดสอบตัวอย่างสีที่เตรียมไว้ ในบางรายการที่เกี่ยวข้องได้แก่             -   กำลังซ่อนแสง เป็นการทดสอบความสามารถในการทาปิดทับ โดยปรับความหนืดของสีที่เตรียมไว้ให้เท่ากัน แล้วเคลือบฟิล์มสีตัวอย่างบนแผ่นทดสอบขณะเปียกที่ความหนา 100 ไมโครเมตร             -  การสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ (solar radiation reflectance)  ทดสอบตาม JIS R 3106 เตรียมตัวอย่างโดยเคลือบสีตัวอย่างบนกระจกให้มีความหนาขณะแห้ง 300 ไมโครเมตร  การทดสอบความร้อนสะสม และ การผ่านของ แสง/ รังสีความร้อน         ทดสอบโดยใช้ตู้ทดสอบ โดยเตรียมตัวอย่างด้วยการทาสีตัวอย่างด้วยแปรงทาสี 2 ชั้น เว้นระยะเวลาแต่ละชั้นห่างกัน 1 ชม. บนกระจก ขนาด  30x30 ซม. ทิ้งไว้ให้แห้งสนิทหนึ่งสัปดาห์ โดยยึดแนวคิดตามหลักปฏิบัติของช่างทาสีโดยทั่วไป หลังจากที่ตัวอย่างที่เตรียมไว้แห้งสนิทดีแล้ว นำไปวางบนตู้ทดสอบที่เตรียมไว้ ใช้หลอดฮาโลเจน และหลอดกำเนิดแสงยูวี เป็นแหล่งกำเนิดความร้อน เหนือกระจกที่ทาสีตัวอย่างไว้ แล้ววัดอุณหภูมิภายนอก และภายในตู้ทดสอบ โดยเริ่มจาก แผ่นกระจกเปล่าที่ไม่มีการทาสี เพื่อเป็นตัวควบคุมเปรียบเทียบ ผลของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เกิดขึ้น กระจกที่ทาสีตัวอย่าง นอกจากการวัดค่าอุณหภูมิแล้ว ยังวัดผลของสเปคตรัมของแสง/ รังสีความร้อน ที่ทะลุผ่านกระจกมาด้วย          ค่าอุณหภูมิแตกต่างที่ใช้ชี้วัดประสิทธิภาพของสีตัวอย่างนั้น ใช้วิธีการดูความสามารถต้านทานการแผ่รังสีความร้อน โดยวัดอุณหภูมิภายในตู้ทดสอบ ณ เวลาเดียวกัน โดยเวลาที่กำหนด จะใช้เวลาที่ได้จากการทดสอบด้วยกระจกใสแล้วทำให้ค่าอุณหภูมิภายในและภายนอกมีค่าเท่ากัน ซึ่งจะอยู่ที่นาทีที่ 8 (ทดสอบที่อุณหภูมิเริ่มต้น 24.5˚C) ตามภาพที่ 3          สำหรับเวลานาทีที่ 8 นั้นอุณหภูมิที่วัดได้จะอยู่ที่ 47.3 ˚C และเมื่อทำการทดสอบที่กระจกทาสีตัวอย่าง หากที่เวลานาทีที่ 8 ตัวอย่างสีใดที่ได้ค่าอุณหภูมิต่ำที่สุด ย่อมมีประสิทธิภาพต้านทานรังสีความร้อนดี         ผลของสเปคตรัมแสง ความร้อน ที่ผ่านกระจกทดสอบเข้ามา จะแบ่งเป็น UV แสงช่วงที่มองเห็น (visible) และ รังสีความร้อน (infrared) ผลที่ได้เป็นดังนี้  ผลการทดสอบ        หลังจากทดสอบทั้ง 3 วิธีแล้ว โดยได้จากการทดลอง ผลของความร้อนสะสม แสง/ รังสีที่ส่องผ่าน และผลทดสอบจาก ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา ได้แก่ กำลังซ่อนแสง และ ค่า % สะท้อนรังสีความร้อน เป็นดังนี้ตารางที่ 2 ผลการทดสอบบทสรุป        จากตัวอย่างสีทั้งหมดลักษณะของเนื้อสี ความเข้มข้น ค่อนข้างใกล้เคียงกัน มีความสามารถในการทาปิดทับได้ดี ทาง่ายพื้นผิวสีที่ได้หลังจากทาด้วยแปรงสองครั้ง เรียบเนียนสวยงาม ผลของกำลังซ่อนแสง จะแสดงผลของการทาปิดทับที่ดี การทดสอบเนื้อสีจะถูกปรับความเข้มข้นให้เท่ากัน หากสีที่ได้รับมาตรฐาน มอก. 2321–2549 จะมีค่าของกำลังซ่อนแสงจะต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ซึ่ง ทุกสีตัวอย่างมีค่าของ กำลังซ่อนแสง มากกว่าร้อยละ 80  โดยค่าสูงสุดคือ Nippon paint มีค่า 94.53 %        การสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ ตาม มอก.2514-2553 สีตัวอย่างจะต้องมีความสามารถสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ซึ่งสีทุกตัวอย่างมีความสามารถสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ ได้เกือบ 90 % โดยค่าสุงสุดคือ 91.2 % ได้แก่ TOA และ Nippon paint        ผลการทดลองการสะสมความร้อน และ การผ่านของ แสง/ รังสีความร้อน ที่นาที ที่ 8 หลังจากฉาย แสง/ รังสีความร้อน พบว่าสี Nippon paint จะมีค่าความร้อนภายในตู้ทดสอบ น้อยที่สุด ที่ 33.7 ˚C สอดคล้องกับ ผลของแสง/ รังสีความร้อนที่ส่องผ่านเข้ามาต่ำที่สุด        ผลทดสอบเชิงตัวเลขถือว่า สีตัวอย่างทุกยี่ห้อ มีความสามารถที่ลดความร้อนได้ใกล้เคียงกันมาก สามารถทดแทนกันได้ มีความสามารถลดพลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศได้อย่างแน่นอน เลือกใช้ตามความเหมาะสม

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 216 เป้เดินป่า

            ปัจจุบันมีเป้เดินป่า (ที่เราส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ในการใส่สัมภาระเดินทางทั่วไป) เข้ามาขายในบ้านเรามากมายหลายยี่ห้อ ด้วยสนนราคาที่ค่อนข้างแพง นักเดินทางจึงค่อนข้างคิดหนักก่อนจะลงทุน แต่ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะเรามีผลทดสอบเป้ความจุตั้งแต่ 40 ลิตร ที่สมาชิกองค์กรทดสอบระหว่างประเทศ ICRT ได้ทำไว้มาฝาก คราวนี้เรามีให้คุณได้เลือกกัน 19 รุ่น ในสนนราคาระหว่าง 1,550 ถึง 6,800 บาท*ทีมทดสอบแบ่งคะแนนเต็ม 100 คะแนนให้กับคุณสมบัติ 7 ด้านดังนี้        -          ความสะดวกในการใช้งาน                                                                                                                                             40 คะแนน                    (บรรจุสัมภาระครึ่ง/เต็มกระเป๋า ใช้งานปิด/เปิด เข็มขัดล็อคเอว ความกระชับของกระเป๋าเมื่อผู้ใช้ก้มตัว ฯลฯ)                                                        -          เนื้อที่ใช้สอยทั้งภายในและภายนอก                                                                                                                             15 คะแนน        -          ประสิทธิภาพการกันน้ำ (ด้วยการจำลองสภาพฝนตก)                                                                                                     15 คะแนน        -          ความแข็งแรงของหูหิ้วและสายสะพาย                                                                                                                          10 คะแนน        -          ความเรียบร้อยสวยงามในการประกอบ                                                                                                                        10 คะแนน        -          ความสะดวกในการทำความสะอาด                                                                                                                               5 คะแนน        -          การมีชิ้นส่วนสะท้อนแสง                                                                                                                                             5 คะแนน         งานนี้ต้องยอมรับว่าของดีนั้นมีต้นทุนสูงอยู่บ้าง แต่ใช่ว่าเราจะหาของราคาปานกลางที่มีคุณภาพดีไม่ได้ พลิกหน้าถัดไปเพื่อดูผลคะแนนรวมหรือคุณสมบัติเฉพาะด้านที่คุณใส่ใจเป็นพิเศษได้เลย        ·        หมายเหตุ ราคาที่แสดงเป็นราคาที่จ่ายโดยองค์กรสมาชิกที่ซื้อสินค้ามาทดสอบ ที่เมืองไทยราคาอาจแพงหรือถูกกว่า โปรดตรวจสอบราคากับทางร้านอีกครั้ง        ·        ค่าใช้จ่ายในการทดสอบครั้งนี้อยู่ที่ตัวอย่างละ 390 ยูโร (ประมาณ 14,000 บาท) และค่าจัดทำรายงานผลอีก 1,500 ยูโร (ประมาณ 53,000 บาท) ทั้งนี้องค์กรสมาชิกที่ร่วมส่งตัวอย่างเป้เข้าทดสอบจะร่วมกันหารค่าใช้จ่าย              แม้ฉลาดซื้อจะไม่ได้ส่งตัวอย่างไปทดสอบที่เยอรมนีด้วย แต่ในฐานะสมาชิกองค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (ที่จ่ายค่าสมาชิกปีละประมาณ 210,000 บาท) เราสามารถใช้ผลทดสอบได้ด้วย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 215 สมาร์ทวอทช์

        สำหรับหลายๆ คน ฟิตเนสแทรคเกอร์* อาจยังตอบโจทย์การใช้ชีวิตด้านการทำงานและการออกกำลังกายได้ไม่ครบถ้วน สมาร์ทวอทช์จึงถูกพัฒนาขึ้น และดูเหมือนจะได้รับความนิยมแซงหน้าฟิตเนสแทรคเกอร์ไปแล้ว นอกจากอุปกรณ์ที่หน้าตาน่าใช้เหมือนนาฬิกาข้อมือนี้จะสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในการแสดงผลบนหน้าจอหรือโทรออก/รับสายแล้ว เรายังใช้แอปหรือโปรแกรมต่างๆ เพื่อตอบสนองชีวิตดิจิทัลได้ยิ่งขึ้นอีกด้วย          ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอนำเสนอผลทดสอบสมาร์ทวอทช์ที่องค์กรเพื่อนสมาชิก Choice Australia ได้ทำไว้มาฝากกัน มีให้คุณผู้อ่านได้เลือก 10 รุ่น ที่สนนราคาระหว่าง 7,500 ถึง 15,000 บาท เขาให้คะแนนเปรียบเทียบเรื่องการใช้งาน ความสบายในการสวมใส่ รวมถึงความแม่นยำในฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น นับก้าว วัดระยะทางและอัตราการเต้นของหัวใจทั้งในขณะปกติและเมื่อออกกำลังกาย        ในภาพรวม ไม่มีรุ่นไหนได้คะแนนขี้เหร่ อยู่ที่ความพึงพอใจจะเปย์ของแต่ละท่าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ทดลองสวมใส่บนข้อมือของผู้ใช้ก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะอุปกรณ์พวกนี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราสวมใส่ติดตัวไว้ทั้งในยามหลับและยามตื่น จึงต้องหารุ่นที่ถูกจริตกันจริงๆ เท่านั้น* หมายเหตุ·        ดูผลทดสอบ ฟิตเนสแทรคเกอร์ ได้ใน ฉลาดซื้อ ฉบับที่ 184·        นิตยสารฟอร์บสซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก CCS Insight ระบุว่า ด้วยยอดขายที่เติบโตถึงร้อยละ 20 ต่อปี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับสวมใส่เหล่านี้จะมียอดขายถึง 243 ล้านชิ้นในอีกสามปีข้างหน้า·        ราคาที่แสดงเป็นราคาที่แปลงจากหน่วยเงินดอลล่าร์ออสเตรเลียโดยประมาณในช่วงเดือนมกราคมปี 2562

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 213 รองเท้าสำหรับขาลุย

         ฉลาดซื้อฉบับนี้พาสมาชิกสายรักธรรมชาติบุกป่าฝ่าดงไปดูผลทดสอบรองเท้ารัดส้นแบบออฟโร้ดด้วยฟังก์ชันที่ “พิเศษ” ของมัน สนนราคาจึงค่อนข้างสูง หลายคนจึงยังลังเลว่าจะซื้อดีหรือไม่ ถ้าจะซื้อจะเลือกรุ่นไหน ตัวรองเท้าควรจะเป็นหนังแท้ หนังกลับ หรือหนังเทียม พื้นรองเท้าควรเป็นโฟม ยางพารา หรือเทอร์โทพลาสติก โชคดีที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (ICRT) ที่เราเป็นสมาชิก เขาทำการทดสอบเอาไว้ 18 รุ่น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลายยี่ห้อมีขายในเมืองไทยด้วยคะแนนเต็ม 100 คะแนนในการทดสอบแบ่งออกเป็น- ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ       70 คะแนนเป็นการวัดประสิทธิภาพทางเทคนิคของรองเท้า เช่น การกันลื่น (ทั้งบนพื้นดินและพื้นกระเบื้อง) ความแข็งแรงของส่วนประกอบ (ห่วง สายรัด และพื้นรองเท้า) และอายุการใช้งาน (ความทนทานต่อการเสียดสี การบิดงอ และความคงทนของสี) - ความพึงพอใจของผู้สวมใส่     30 คะแนนอาสาสมัครจะให้ความเห็นเรื่องความรู้สึกสบายในการสวมใส่ ความยากง่ายในการสวม/ถอด การระบายอากาศ การทรงตัวเมื่อเดินบนพื้นผิวต่างๆ รวมถึงความพึงพอใจต่อรูปลักษณ์ภายนอกของรองเท้า        โดยรวมแล้วรุ่นที่ได้คะแนนดีมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็มีรองเท้าราคาสูงบางรุ่นได้คะแนนอันดับล่างๆ เหมือนกัน พลิกหน้าต่อไปแล้วจะได้รู้กันว่ารองเท้ารุ่นไหนดีงามสมราคา (และคำร่ำลือ) กว่ากัน * ราคาที่แสดงเป็นราคาขณะที่ซื้อสินค้ามาทดสอบ และเป็นการแปลงจากค่าเงินยูโรเป็นเงินบาทโดยปัดเศษ ก่อนตัดสินใจซื้อโปรดตรวจสอบราคาอีกครั้ง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 212 ทดสอบ เสื้อยืดใส่วิ่ง

นวัตกรรมสิ่งทอถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์การชีวิตให้น่ารื่นรมย์ขึ้น เสื้อยืดเก่าๆ ที่เราเคยใส่ออกกำลังกายดูจะ “เอ้าท์” เมื่อมีเทคโนโลยีที่สามารถผลิตเสื้อจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ให้มีน้ำหนักเบา ซับเหงื่อได้ดี แถมไม่ยืดย้วย ออกมาจำหน่าย (ในสนนราคาที่ออกจะแพงอยู่สักหน่อย)ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอนำผลทดสอบเสื้อยืดสำหรับใส่วิ่งออกกำลังกายที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศโดยกลุ่มสมาชิกในยุโรปได้ทำไว้มาเอาใจสายสปอร์ตกันบ้าง ในภาพรวมนั้นยังไม่มีแบรนด์ไหนได้คะแนนถึงร้อยละ 80 ไม่ว่าจะแบรนด์กีฬาระดับโลกหรือแบรนด์ประจำบ้านของซูเปอร์มาร์เก็ตรุ่นที่ได้คะแนนมากที่สุดได้แก่ เสื้อวิ่งสำหรับผู้ชายยี่ห้อ Craft รุ่น Mind SS Tee จากสวีเดน ในขณะที่รุ่นที่ได้คะแนนน้อยที่สุดได้แก่เสื้อวิ่งสำหรับผู้หญิงยี่ห้อ Lidl รุ่น CRIVIT (TOPCOOL) การทดสอบครั้งนี้แบ่งคะแนนออกเป็นสามด้าน  - ประสิทธิภาพในการเก็บและระบายความร้อน/เหงื่อ                                        ร้อยละ 40- ความรู้สึกสบายและคล่องตัวเมื่อสวมใส่                                                                    ร้อยละ 40 - ความทนทานต่อการเสียดสี/ขัดถู และความคงทนของสี                            ร้อยละ 20มาดูกันว่าเสื้อยี่ห้อไหนใส่แล้วคุ้มเงินที่จ่ายมากกว่ากัน เราแยกไว้เป็นรุ่นสำหรับผู้หญิงและผู้ชายให้คุณดูได้สะดวก ทั้งนี้อย่าลืมตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนตัดสินใจ มีความเป็นไปได้ที่ราคาอาจถูกกว่าในร้านออนไลน์ที่มีโปรโมชันลดราคา (แต่อย่าลืมว่าคุณอาจต้องจ่ายค่าขนส่งและภาษีด้วย หากสั่งจากต่างประเทศ) 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 212 ผลทดสอบประสิทธิภาพแผ่นฟิล์มลดความร้อนติดรถยนต์ระดับสูง

จากบททดสอบแผ่นฟิล์มลดความร้อนติดรถยนต์ จากฉลาดซื้อฉบับที่ 197 เดือนกรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นการทดสอบสำหรับฟิล์มกันร้อนระดับล่าง ราคาอยู่ในช่วง 3,000-5,000 บาท ทั้งนี้ได้มีผู้บริโภคเรียกร้องให้ทดสอบฟิล์มกันร้อนระดับสูงด้วย ดังนั้นการทดสอบในครั้งนี้ จึงใช้ตัวอย่างฟิล์มกันร้อน ระดับช่วงราคา 18,000 – 30,000 บาท จำนวน 7 ตัวอย่าง จากยี่ห้อที่เป็นที่นิยมในตลาด ได้แก่ Vox, Ultimate, Ceramic Original, Smarttec, 3M และ V-kool โดยแสดงค่าคุณสมบัติจำเพาะดัง ตารางที่ 1ตารางที่ 1 แสดงค่าคุณสมบัติจำเพาะต่างๆ ของฟิล์มกันร้อน ซึ่งจะอธิบายความหมายตามหลักทฤษฎีที่กล่าวว่า แสงแดดมีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ อินฟราเรด (Infrared IR) ไม่มีสีแต่อยู่ในรูปของรังสีความร้อน ต่อไปคือแสงช่วงที่สายตามองเห็น (Visible light VL) และช่วงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet UV) อยู่ในรูปของพลังงาน ที่มีความสามารถทำลายเซลล์ผิวหนัง ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้การเกิดความร้อนในรถยนต์ การเกิดความร้อนในรถยนต์เกิดจากการที่กระจกรถยนต์ไม่สามารถกันคลื่นอินฟราเรด ที่เป็นคลื่นความร้อนได้ เมื่อผ่านเข้ามายังตัวรถแล้ว คลื่นอินฟาเรดจะไม่สามารถสะท้อนออกไปได้ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกภายในรถ ความร้อนสะสมจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ             สำหรับข้อกำหนดความสามารถของแผ่นฟิล์มติดรถยนต์ แบ่งเป็นลักษณะต่างๆ ดังนี้ -  VLT (Visible Light Transmission) ความสามารถในการส่องผ่านของแสงในช่วงสายตามองเห็น ค่ายิ่งมากแสงผ่านได้เยอะ ทำให้การมองผ่านชัดเจน - VLR (Visible Light Reflectance) ความสามารถในการสะท้อนแสงในช่วงสายตามองเห็น เป็นค่าแสดงการสะท้อนออกของแสงจากกระจกที่ติดฟิล์ม ค่ามากกระจกที่ติดฟิล์มจะมีลักษณะคล้ายกับกระจกเงา -  Glare Reduction การลดความจ้า เป็นการวัดเปอร์เซ็นเปรียบเทียบค่าการส่องผ่านได้ของแสงช่วงที่มองเห็น ระหว่างกระจกที่ติดฟิล์มกรองแสงกับไม่ติดฟิล์มกรองแสง -  IRR (Infrared Rejection) เป็นค่าที่แสดงความสามารถในการลดความร้อนเนื่องจากคลื่นความร้อน(Infrared) จากแสงแดด -  UVR (Ultraviolet Rejection) ค่าที่แสดงความสามารถในการลดแสงอัลตราไวโอเลต TSER (Total SolarEnergy Rejection) การป้องกัน พลังงานแสงอาทิตย์โดยรวมเครื่องมือ อุปกรณ์ทดสอบ -  ตู้ทดสอบขนาดปริมาตร 0.5 ลูกบาศก์ฟุต -  แผ่นกระจกติดฟิล์มตัวอย่าง -  เครื่องวัดอุณหภูมิ -  เครื่องวัดแสงเชิงสเปกตรัม ช่วง ยูวี ถึง อินฟราเรด (200-1000nm) -  เครื่องวัดแสงยูวีเอ หลอดไฟฮาโลเจนขนาด 2000 วัตต์การทดสอบ การทดสอบแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ -  ทดสอบความสามารถการกรองแสงช่วงต่างๆ -  ทดสอบเรื่องการป้องกันความร้อน   ทดสอบความสามารถการกรองแสงช่วงต่างๆ     วัดค่าสเปคตรัมของแสง เพื่อตรวจสอบแสงที่ผ่านกระจกติดฟิล์มตัวอย่าง ผลของแสงและรังสีความร้อน ที่ได้จากหลอดฮาโลเจนขนาด 2000 วัตต์ มีลักษณะครอบคลุมเพียงพอ ช่วงที่ต้องการทดสอบด้วยเครื่องวัดแสงเชิงสเปคตรัมมีความสามารถวัดค่าได้ ที่ความยาวคลื่น 200 – 1000 นาโนเมตร สำหรับค่ารังสีความร้อนช่วง อินฟราเรด ที่มีความยาวคลื่นมากกว่า 1000 นาโนเมตรจะไม่สามารถวัดค่าได้ ด้วยเครื่องวัดนี้ พลังงานความร้อนในรูปแบบนี้ จะใช้วิธีประเมิน ในหัวข้อถัดไป   สำหรับผลของสเปคตรัมของแสงที่วัดได้จากเครื่องมือ เป็นดังนี้ ตารางที่ 2 ผลการทดสอบความสามารถการกรองแสงช่วงต่างๆ ของตัวอย่างฟิล์มกันร้อนระดับสูง  ทดสอบเรื่องการป้องกันความร้อน เป็นการวัดหาประสิทธิภาพการสกัดกั้นความร้อนของฟิล์มกันความร้อน โดยให้ความร้อนด้วยหลอดไฟขนาด 2000 วัตต์ ที่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้ววัดค่าความร้อนที่เกิดขึ้นภายในตู้ทดสอบ เปรียบเทียบกับอุณหภูมิ ที่เกิดขึ้นภายนอก โดยประสิทธิภาพของฟิล์มกันความร้อนจะถูกประเมินจาก อุณหภูมิแตกต่างกันระหว่างภายในตู้ทดสอบกับภายนอกตู้ทดสอบ หากมีความแตกต่างกันมาก ฟิล์มชนิดนั้นจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ชนิดที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิน้อย ก่อนทดสอบ จำเป็นต้องหาช่วงเวลาที่ใช้ในการทดสอบ โดยประเมินจากผลของค่าอุณหภูมิภายนอก หลังจากให้แสงความร้อนไป ช่วงเวลาหนึ่ง ที่ทำให้อุณหภูมิมีค่าคงที่ ดังแสดงในภาพที่ 4 พบว่าในเวลานาทีที่ 15 อุณหภูมิมีความคงที่ดี ดังนั้นจึงกำหนด ให้วัดค่าอุณหภูมิภายนอกและภายในตู้ทดสอบ ที่เวลาเริ่มต้นและ เวลา 15 นาที หลังจากให้แสงและความร้อนหลังจากเปลี่ยนฟิล์มกันความร้อนที่นำทดสอบ ชนิดต่างๆ กันแล้ว ผลที่ได้นำมาเปรียบเทียบกันแสดงในตารางที่ 3สรุป   จากการผลการทดลองที่ได้พบว่าฟิล์มกันความร้อน V Kool VK30 มีความสามารถกันความร้อนได้สูงสุดเหนือกว่ายี่ห้ออื่นอย่างเห็นได้ชัด (ความต่างของอุณหภูมิภายนอกและภายในตู้ทดสอบ 13.86) แต่จากการสืบราคา ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งก็มีราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่นๆ เช่นกัน และถึงแม้ว่าฟิล์มกันความร้อน  ยี่ห้อ Vox รุ่น Luxury 60 มีความสามารถในการกันความร้อนด้อยกว่ายี่ห้ออื่น แต่หากดูผลของตารางที่ 2 (ความสามารถการกรองแสงช่วงต่างๆ) เปรียบเทียบด้วยจะเห็นว่า Vox รุ่น Luxury 60 มีความใสกว่าทุกยี่ห้อ  สำหรับในกลุ่มที่ผลของการกันความร้อนใกล้เคียงกันได้แก่ Ultimate, Ceramic Original, Lamina, Smarttec และ 3M แต่หากพิจารณา ตารางที่ 2 และ 3 ควบคู่กัน จะพบว่าฟิล์มกันความร้อนยี่ห้อ Ultimate รุ่น UM15 จะมีความสามารถมากกว่า เนื่องจากแผ่นฟิล์มใสกว่า แสงผ่านมาได้มากกว่า อีกทั้งมีความสามารถในการต้านทานความร้อนได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากประสิทธิภาพตามผลทดสอบ ความพึงพอใจของผู้บริโภคก็มีความสำคัญ ก่อนพิจาณาเลือกซื้อควรเปรียบเทียบ ข้อมูลหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ราคา มุมมอง ทัศนวิสัย และความอับสัญญาณ GPS ด้วย 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 211 คนกรุงกับชีวิตหนี้

โครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ  นิตยสารฉลาดซื้อร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือนของคนกรุงเทพมหานคร พบ คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 77 มีหนี้สิน ร้อยละ 14 ปลอดภาระหนี้ และมีร้อยละ 8.5 ที่ไม่แน่ใจว่าตนเองมีหนี้สินหรือไม่ โดยเป็นหนี้เกี่ยวกับการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นอันดับ 1 ร้อยละ 37.6 รองลงมาได้แก่ การกู้ซื้อรถยนต์ ร้อยละ 28.2 การกู้ยืมเงินจากหนี้นอกระบบ ร้อยละ 18.8 และการกู้ยืมสินเชื่อส่วนบุคคล ร้อยละ 17 ส่วนใหญ่เป็นหนี้ก่อน ปี 2561 ที่น่าสนใจคือ เหตุผลหรือความจำเป็นที่ต้องเป็นหนี้ พบว่า ร้อยละ 23.6 เป็นหนี้เพื่อใช้จ่ายทั่วไป แหล่งเงินกู้และภาระหนี้  แหล่งเงินกู้อันดับ 1 คือ ธนาคารพาณิชย์ ร้อยละ 36.4 รองลงมาคือ ไฟแนนช์ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบหนี้คือ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 15.3 ยังต้องใช้บริการของคนปล่อยกู้(หนี้นอกระบบ) โดยร้อยละ 40 เป็นหนี้น้อยกว่า 100,000 บาท ร้อยละ 30 เป็นหนี้ในช่วง 1-5 แสนบาท และร้อยละ 17.4 เป็นหนี้ในช่วง 5 แสน – 1 ล้านบาท        สำหรับสภาพคล่องพบว่า ร้อยละ 53.4 เคยผิดนัดผ่อนชำระ และร้อยละ 34.4 ไม่เคย ความรู้เกี่ยวกับเรื่องหนี้   คนกรุงส่วนใหญ่ร้อยละ 67.5 จะทราบข้อมูลเรื่องอัตราดอกเบี้ยของการกู้ยืมเงิน ร้อยละ 52.3 ทราบว่ามีกฎหมายเรื่องทวงถามหนี้ และเคยถูกทวงถามหนี้ถึงร้อยละ 46.3 ในลักษณะของจดหมายมากที่สุด ร้อยละ 33.5 พูดจาไม่สุภาพ ร้อยละ 19.6 คิดดอกเบี้ยแพงเกินจริง ร้อยละ 15.4 ตามลำดับเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ   คนกรุงที่ตอบแบบสำรวจครั้งนี้ มีร้อยละ 22.8 ที่ก้าวไปถึงขั้นถูกดำเนินคดี แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.1 ไม่ไปถึงขั้นดังกล่าว และเมื่อสอบถามถึงมาตรการที่ทางรัฐดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้ ไม่ว่าจะเป็น คลินิกแก้หนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย, สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง(สินเชื่อพิโก) และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย(นาโนไฟแนนซ์) ประมาณ ร้อยละ 40 จะทราบว่ามีแหล่งสินเชื่อที่เป็นมาตรการใหม่เหล่านี้ แต่จากทุกข้อที่ทำสำรวจว่าทราบหรือไม่ทราบ หากรวมร้อยละของผู้ที่ตอบว่า ไม่ทราบ กับที่ตอบว่า ไม่แน่ใจ ก็พอจะเห็นภาพรวมได้ว่า ประชาชนชาวกรุงเทพฯ มีข้อมูลไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะตัดสินใจเข้าสู่มาตรการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ   โดยเฉพาะคลินิกแก้หนี้ จากการให้สัมภาษณ์ของคุณชูชาติ บุญยงยศ  ในนิตยสารฉลาดซื้อฉบับที่ 209 พบว่า ไม่มีผู้บริโภคแม้แต่รายเดียวที่ผ่านเกณฑ์อันเข้มงวดซับซ้อนจนสามารถใช้คลินิกแก้หนี้ได้ นาโนไฟแนนซ์ คืออะไร   นาโนไฟแนนซ์ หรือชื่อเต็มๆ ว่า สินเชื่อรายย่อยเพื่อผู้ประกอบอาชีพ คือ สินเชื่อเงินกู้สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นทะเบียนการค้า นาโนไฟแนนซ์ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าสินเชื่อแบบอื่นทั้งนี้ก็เพราะรัฐต้องการสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนนำเงินไปประกอบอาชีพ หรือต่อยอดกิจการ หรือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบซึ่งสุดท้ายเพื่อนำไปสู่การปลดหนี้ได้ในที่สุด โดยลูกค้าแต่ละรายสามารถกู้เงินได้สูงสุด ไม่เกิน 100,000 บาท และอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี  จุดประสงค์ของโครงการนาโนไฟแนนซ์ คือ ภาครัฐต้องการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งปัจจุบันเกือบสิบล้านครัวเรือน หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศที่รายรับไม่พอกับรายจ่าย จึงต้องกู้หนี้มาใช้เพื่อการบริโภค และมูลหนี้ก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน จากข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพภายใต้กำกับ หรือ “นาโนไฟแนนซ์” พบว่า ไตรมาสที่ 2 ปี 2560 มีจำนวนบัญชีสะสม 112,571 บัญชี เพิ่มขึ้น 32,255 บัญชี หรือ 40% จากไตรมาสที่ 1/2560 ส่วนสินเชื่อสะสมอยู่ที่ 3,071 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 937 ล้านบาท หรือ 43.7% ขณะที่ยอดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73 ล้านบาท หรือโต 197% เทียบจากไตรมาสแรกที่มีหนี้เสียสะสมเพียง 37 ล้านบาทเท่านั้น  ซึ่งเป็นสัญญาณที่ส่อเค้าว่า โครงการนี้อาจจะไปไม่รอดโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือน โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,171 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 24 - 28 สิงหาคม 2561

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point