ฉบับที่ 186 แกงส้มมะละกอปลาทู

หายหน้ากันไปนาน ลืมกระผมไปหรือยังครับ  คราวนี้ฤกษ์งามยามดีจึงขอมาบรรเลงอาหารสไตล์ครัวนางฟ้ากันอีกครั้ง  วันนี้จะชวนกันทำแกงส้มมะละกอใส่ปลาทู   และถ้าท่านที่ชอบแกงส้มอยากทานแกงส้มผักอันใด ก็จัดการได้เลยจ้ะ  เพราะความสำคัญน่าจะอยู่ที่น้ำแกงส้มนี้แหละ     ตัวผมเองนั้นมีโอกาสไปแวะเยี่ยมบ้านเพื่อนสมัยเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่อำเภอท่ายาง  จังหวัดเพชรบุรี  แล้วเพื่อนสาวน้ำใจงามเก็บมะละกอสุกและดิบให้ติดไม้ติดมือกลับมาบ้าน พร้อมบอกว่า วันไหนผ่านมาทางนี้แวะมาเอาไปทานได้อีกนะ เพราะบ้านเรามีหลายต้น   ซึ้งใจนัก แถมตัวผมเองยังได้ต้นพริกที่เพาะไว้สำหรับปลูกอีกจำนวนหนึ่ง แหม...ช่างสุขใจเสียจริง  มะละกอสุกก็ทานได้เลย เป็นมื้อเช้าของผม ส่วนมะละกอดิบ 3 ลูกเห็นที่ต้องทำแกงส้มน่าจะดีสุด  และแล้วการโขลกน้ำพริกแกงส้มก็เริ่มขึ้น  เครื่องปรุงมีดังนี้ พริกแห้งตามชอบว่าชอบเผ็ดมากเผ็ดน้อย  เกลือแกงหรือเกลือป่น ครึ่งช้อนโต๊ะ  หัวหอมแดงปลอกเปลือกพร้อม 6-8 หัว  กะปิเคยหรือกุ้ง 1 ช้อน   เครื่องแกงพร้อม ครกพร้อมจะรออะไรอีก เริ่มโขลกน้ำพริกแกงกันเลยครับ  พริกแห้ง หอมแดง เกลือ   โขลกพร้อมกันจนละเอียด จากนั้นตามด้วยกะปิ    แกงส้มมะละกอของเราใส่ปลาทูด้วย   หลังจากแกะเนื้อปลาทูนึ่งที่ซื้อมาจากตลาดจำนวน 5 เข่ง  ขอกันเนื้อปลาทูไว้ 1 เข่งเพื่อนำมาโขลกในพริกแกงส้มที่เราโขลกแล้วเสร็จ  ทำให้ทั้งสองสิ่ง คือพริกแกงส้มและปลาทู กลายเป็นเนื้อเดียวกัน  ถ้าเจอก้างปลาทูก็ควรเก็บออกเพราะอาจมีก้างปลาติดมานะจ้ะ    ลำดับต่อไป นำมะละกอดิบ ปอกเปลือกเขียวออก ล้างยางด้วยน้ำสะอาด และหั่นชิ้นมะละกอ นำไปล้างและแช่น้ำเพื่อให้มะละกอสดเสมอ กะดูแล้วเนื้อมะละกอได้เกือบ 2 กิโลกรัมเป็นแน่   เรามาเริ่มด้วยการเตรียมน้ำแกงส้มกันเลยครับ  ใช้น้ำสะอาดใส่หม้อต้มแกง ตักน้ำพริกที่เราเตรียมไว้ใส่ลงไป หลายท่านคงสงสัยว่าแล้วจะทราบได้อย่างไรมาต้องใช้น้ำเท่าใด ผมก็คงต้องตอบว่าใส่ให้เหมาะสมกับน้ำพริกที่เราเตรียมและมะละกอที่จะใส่ลงไปนะจ้า  ชอบน้ำข้นๆ หรือน้ำจางๆ ก็ว่าไปตามชอบ ตั้งหม้อน้ำแกงจนเดือดบนเตาไฟ จากนั้นใส่มะละกอที่เตรียมไว้ลงไป ปรุงรสตามความชอบของแต่ละบ้านเลยครับ แกงส้มก็ต้องใส่น้ำมะขามเปียกด้วยนะ ซึ่งขาดไม่ได้เลยเพราะรสเปรี้ยวของมะขามเปียกนี้แหละทำให้ความเปรี้ยวช่างนุ่มนวลชวนให้ตุ่มรับรสของลิ้นได้ทำงานได้อย่างลงตัว  ผมคนเมืองเพชรจึงใช้น้ำตาลโตนดแท้ของเมืองเพชรบุรีใส่ลงไป 2 ฝ่ามือ  แกงส้มบ้านผมนิยมใส่น้ำตาลลงไปด้วยเพราะชอบทั้งความหวานความเปรี้ยว  และให้มีความเค็มผสมกันอย่างลงตัว ก็จะเกิดรสชาติถูกลิ้นคนถิ่นนี้นะครับผม  จากนั้นจึงนำปลาทูที่เราแกะแล้วใส่ลงไป    ก็จะได้แกงส้มมะละกอใส่เนื้อปลาทูฉีก รสเลิศแบบฉบับครัวนางฟ้า  จากนั้นตักใส่ถ้วยแก้วใสๆ ให้เห็นสีของน้ำแกง เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ  หรือจะหาไข่เจียว  ปลาเค็มทอด มารับประทานร่วมสำรับด้วยก็จะยิ่งลงตัว  มื้อนี้กินไม่หมด มื้อหน้าอุ่นและเติมไหลบัวที่ซื้อมาจากตลาดเมืองเพชร  20 บาทใส่ลงไปเพิ่ม ก็เท่ากับว่าเราจะมีแกงส้มไหลบัวเพิ่มอีก ก่อนลาไปขอแถมสรรพประโยชน์จากแกงส้มในครานี้ ผมเลยนำเกร็ดเล็กๆ ที่น่ารู้ของมะละกอมาฝากด้วย ผลสุก - มีสรรพคุณป้องกันหรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากใยอาหาร จึงช่วยแก้อาการแก้ท้องผูก เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ส่วนยางจากผลดิบ – เป็นยาช่วยย่อยโปรตีนและฆ่าพยาธิได้ ถ้าเป็นกลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปื่อย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้ข้อมูล https://th.wikipedia.org/wiki/มะละกอ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 178 ต้มจืดหน่อไม้กับซี่โครงหมู

ทักทายในฉบับนี้ด้วยคำว่า “ต้มจืดหน่อไม้กับซี่โครงหมู” แค่นึกถึงชื่อนี้ทีไรผมเองก็เริ่มหิวขึ้นมาทันที ครับ เพราะชอบตั้งข้าวสวยใส่ถ้วย แล้วราดด้วยน้ำต้มจืดจนท่วม พูดอย่างนี้อาจจะมีบางท่านเริ่มหิวขึ้นมาเป็นแน่ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับหน่อไม้กันก่อนและความพิเศษที่ไม่ว่าจะนำไปปรุงอาหารเป็นเมนูอะไรก็มีรสชาติที่อร่อย(วงเล็บนิดหนึ่งครับสำหรับคนที่ชื่นชอบนะครับผม) หน่อไม้ ก็คือหน่ออ่อนของต้นไผ่ต่างๆ ที่แตกเหง้าใต้ดิน ซึ่งสามารถรับประทานได้ เราใช้ในภาษาอังกฤษว่า Bamboo Shoot ไผ่เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้น ลำต้นแตกเป็นกอเป็นไม้พุ่มเล็กถึงขนาดใหญ่ กอหนึ่งมีประมาณ 20-25 ต้น พอ ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-15 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้อง ผิวเกลี้ยงแข็งมีสีเขียวหรือเหลืองแถบเขียว ขนาดสีขึ้นอยู่กับพันธุ์และชนิด แต่ผมก็มั่นใจว่าหลายท่านรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีครับทำให้ นึกถึงบทเพลงตอนทำกิจกรรมเกี่ยวกับไผ่ “ ต้นไผ่นี้มีประโยชน์หลายเด้อ อย่าไปตัดมันทิ้ง หลายเด้อน้องนาง เฮ็ดอีหยังก็ได้ เฮ็ด............ ก็ได้ ( แคร่, รั้ว, ไม้คาน, เข่ง, ไม้, ตะเกียบ, ฝาบ้าน, บันได, ต้มจืด อื่นๆ อีกมากหลาย เติมลงไปในช่องว่างนะครับ ) แต่ที่เรานิยมนำมาปรุงอาหาร ก็เห็นจะมี ไผ่ตง ไผ่รวก ไผ่บงหวาน ไผ่ป่า ไผ่นวล ไผ่แนะ เท่าที่ผมทราบๆ มา ท่านใดทราบมากกว่านี้ก็ต้องขอรบกวนเขียนมาบอกกันนะครับ เพราะต้นไผ่เองมีทั้งที่นำมาเป็นไม้ประดับ ทำจักสาน และบริโภค   หน่อไม้มีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งโปรตีน วิตามิน และที่สำคัญมีกรดอะมิโนที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ ต้องนำเข้าจากอาหารประเภทต่างๆ นอกจากนั้นหน่อไม้ยังมีกากใยอาหารที่ช่วยให้ร่างกายนำกากและสารพิษออกสู่ภายนอกได้เร็ว โดยการดูดน้ำและเพิ่มปริมาตรให้ตัวกากให้มากขึ้น จนร่างกายต้องส่งออกฉับพลัน ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร เพราะหน่อไม้เป็นอาหารที่ให้เส้นใยสูง แก้กระหาย ขับปัสสาวะ ละลายเสมหะ แก้ไอ บำรุงกำลังแก้อาการร้อนต่างๆ ได้ดี เพราะมีฤทธิ์เย็น ทั้งนี้หน่อไม้เมื่อผ่านการย่อยแล้ว ประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานหน่อไม้ คือ ร่างกายก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนกากอาหารที่เหลือ หรือสารพิษต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนักต่างๆ หรือพวกไนไตรท์ ก็จะไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่ แต่ถ้ามีกากใยอาหารมากๆ กากใยอาหารเหล่านี้จะช่วยดูดน้ำและเพิ่มปริมาณ ทำให้กากอาหารเหล่านี้ มีน้ำหนักมากจะเคลื่อนขบวนออกสู่โลกภายนอกได้เร็ว กากใยอาหารจึงช่วยลดการเกิด มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่หน่อไม้เองก็มีข้อควรระวังในการรับประทาน สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคบางชนิดแล้ว แพทย์เองก็ไม่แนะนำให้ทานเหมือนกัน ผู้ป่วยเป็นโรคเกาต์ ไม่ควรรับประทาน เพราะในหน่อไม้มีสารพิวรินสูง ซึ่งสารตัวนี้อาจจะทำให้กรดยูริกที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเกาต์สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ของทุกอย่างมี 2 ด้าน หน่อไม้ก็เหมือนกันครับ วันนี้ได้หน่อไม้มา 2 หน่อ ผลผลิตของที่บ้านผมเองในช่วงต้นฤดูหนาวอย่างนี้ การเตรียมหน่อไม้ สิ่งแรกคือเราเริ่มปอกเปลือกหุ้มด้านนอกออก จนเห็นเป็นสีขาวน่าทาน ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นหั่นสไลด์ ล้างน้ำเปล่า จากนั้นนำไปต้ม จนน้ำเดือด เมื่อหน่อไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แปลว่า เราได้หน่อไม้ตามที่เราต้องการ. สำหรับท่านที่ชอบรสชาติเฝื่อนๆ ขมๆ เล็กน้อย แต่สำหรับผมไม่ชอบเท่าไหร่ แนะนำให้ต้มกับน้ำเปล่าอีกครั้งครับ แถมมั่นใจด้วยว่าอร่อยนะครับและเจ้าไซยาไนด์ที่มีอยู่ในหน่อไม้ก็จะหมดไป ต้มจนน้ำเดือด จากนั้นเรานำหน่อไม้ที่ต้มแล้วเสร็จ ต้มน้ำเปล่าอีกครั้งจนเดือด ปรุงรสด้วยเกลือ ชีอิ๊วขาว ชิมตามรสที่เราชอบ ชอบหวานนิดแนะนำใส่น้ำตาลทรายสัก 1 ช้อนชานะครับ กระดูกซี่โครงอ่อนหมู ที่เราเตรียมไว้ล้างน้ำสะอาดให้เรียบร้อย ครั้งนี้ผมซื้อมาจากเขียงหมู 1 กิโลกรัม สนนราคา 90 บาท ตั้งใจว่ากระดูกเผื่อลูกน้องที่บ้านด้วย มีทั้ง 4 ขา และต้นกล้วยไม้อีกหลายกระถาง (เพราะในกระดูกมีแร่ธาตุน่าสนใจกับกล้วยไม้แน่ๆ เอาน้ำล้างหมูไปรดครับงาม) หั่นไว้เรียบร้อย โดยให้แม่ค้าใจดีหั่นพร้อมนะครับ ใส่ลงในขณะน้ำเดือด ลองสังเกตดูนะครับว่าในขณะนำซี่โครงหมู่ใส่ลงไปน้ำที่เดือดอยู่ น้ำเดือดก็จะเบาลง เรารอจนน้ำต้มเดือดอีกครั้ง ประหนึ่งว่าซี่โครงหมูเริ่มสุก ถ้ามีฟองจากการต้มเราก็ตักออกนะ เราก็จะเบาไฟอ่อนๆ อันนี้แหละครับเป็นเทคนิคเล็กๆ ที่ต้มจืดหม้อใหญ่ของเราจะดูน้ำใสเป็นตาตั๊กแตนน่าทานที่สุด ตั้งไว้สัก 45 นาที อย่าลืมทุบกระเทียม 20 กลีบใส่ลงไปด้วย หรือท่านใดชอบมากก็ใส่มากครับ อุ่นไปเรื่อยๆ จนกระดูกซี่โครงหมู หน่อไม้และน้ำซุปของเราเข้ากัน ชอบหมูเปื่อยมากๆ ก็อุ่นนานๆ ครับ อ้อ เนื่องจากว่าผมชอบกินมะระเป็นพิเศษ เลยจับมาหั่นใส่ลงไปด้วย แหม...เข้ากันดีมากๆ เสิร์ฟพร้อมโรยผักชี และพริกไทยทานกับข้าวสวย ผมว่ามื้อนี้เราก็อิ่มและอร่อยแน่ๆ ข้อมูลจาก http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=12949.0;wap2

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 176 ดอกขจรทอดกรอบน้ำจิ้มบ๊วย

ครัวนางฟ้าขอทักทายยามบ่ายของวัน ที่แสงแดดผ่านเมฆก้อนใหญ่สีเข้มดำๆ ในขณะที่ผมขับรถกลับจากพระนครมุ่งสู่ เพชรบุรีบ้านผม   ผมคิดว่าบ่ายนี้ฝนคงตกมาให้ชาวนา ชาวไร่  ต้นไม้เริงร่า อย่างแน่นอน  เพราะเป็นช่วงหน้าฝน และก็หวังว่าสายฝนคงช่วยให้แผ่นดินชุ่มฉ่ำเป็นแน่  หลงรักหน้าฝนเสียจริงๆ เลยครับสำหรับตัวผมเอง  ในระหว่างทางแวะเดินจับจ่ายซื้อของที่ตลาดชุมชน วัดหนองส้ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี  เห็นดอกขจร ที่แผงขายผักร้านหนึ่ง รีบเดินตรงเข้าไปถามราคาเลยครับ เพราะชอบทานเป็นที่สุด และทำเมนูอาหารได้หลายอย่าง ตอนสมัยตัวผมเด็กๆ คุณย่าเคยทำขนมดอกขจรให้ทาน แต่ในปัจุบันไม่แน่ใจว่ามีจำหน่ายหรือที่ใดทำบ้าง ท่านผู้อ่านท่านใดทราบวิธีการทำก็คงต้องขอคำแนะนำด้วยนะครับ ครัวนางฟ้าจะได้ลงมือทำ  เขียนถึงตรงนี้คงเริ่มสงสัยแล้วสิครับว่า ต้นขจรเป็นแบบไหน    ต้นขจรเป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่หลายๆ ท่านคงรู้จักบ้าง  หรือไม่เคยรู้จักเลย  ต้นขจร หรือ ต้นสลิด (ภาคกลาง) ผักสลิด (นครราชสีมา) กะจอน ขะจอน สลิดป่า ผักสลิดคาเลา ผักขิก เป็นต้น แล้วแต่ในท้องถิ่นนั้นๆ บางท่านก็ อ๋อ  บางท่านก็ เอ๊ะ     ต้นขจรมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและอินเดีย โดยจัดเป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้ชนิดอื่น สามารถเลื้อยพันไปได้ไกลประมาณ 3-5 เมตร เถามีขนาดเล็กลักษณะกลมเหนียวมากและเป็นสีเขียว ตามยอดอ่อนมีขนสีขาวขึ้นปกคลุม แตกใบเป็นพุ่มแน่นและทึบ   สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย    และในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม จะมีดอกออกมาให้เราได้ลิ้มลองดอกขจร หรือ ดอกสลิด ออกดอกเป็นช่อแบบกระจุกตามหรือออกเป็นพวง ๆ คล้ายพวงอุบะตามซอกใบหรือโคนก้านใบ โดยในช่อดอกหนึ่งๆ จะมีดอกย่อยอยู่ประมาณ 10-20 ดอก ดอกย่อยมีลักษณะแข็งเป็นสีเขียวอมสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอม(หอมแรงกว่าดอกชำมะนาดหรือกลิ่นของใบเตย โดยจะหอมมากในช่วงเย็นถึงกลางคืน   แหมนึกแล้วกลิ่นหอมลอยเข้ามาเลยครับ ที่บ้านผมมีอยู่ 2 ต้นโดยนำกิ่งมาจากคุณครูของผม  ตอนนี้กำลังเริ่มเลื้อยเกาะข้างรั้วบ้านข้างๆ ต้นตำลึงนะครับซึ่ง ดอกยังมีไม่มาก เมนูจากดอกขจรมีตั้งแต่  ต้มทานกับน้ำพริก  ผัดน้ำมัน  ทำแกงส้ม  ยำ ทอด ต้มจืด แถมด้วยขจรผัดไข่เค็ม     แวะตลาดบ่ายนี้ผม ได้ดอกขจรมา 3 ขีด  ในสนนราคาขีดละ 9 บาท  ตกกิโลกรัมละ 90 บาท  ผมน่าจะปลูกเป็นอาชีพได้เลย เพราะไม่ต้องดูแลรักษามากด้วยครับ รับประกันไม่ต้องพึ่งยาฆ่าแมลง   และคิดว่าจะทำดอกขจรทอดกรอบทานเล่น   “ดอกขจรทอดกรอบน้ำจิ้มบ๊วย “ จึงเป็นเมนูแนะนำในฉบับนี้  ขั้นตอนไม่ยุ่งยากครับ  เมื่อเราได้ดอกขจรแล้ว   การทอดก็ต้องมีน้ำมัน และแป้งกรอบ  ผมเลือกแป้งกรอบที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด มีหลายแบรนด์สินค้าครับตามสะดวกเลย  ถ้าชอบเผ็ดเล็กๆ ก็ใส่พริกไทยลงไปในแป้งกรอบที่ผสมน้ำ ปรุงรสด้วยเกลือป่น และน้ำตาลเล็กน้อย อย่าลืมว่าของทอดอย่าใส่น้ำตาลเยอะจะไหม้ได้นะครับผม    แถมแป้งทอดกรอบสำเร็จก็มีรสชาติน่าสนใจอยู่แล้วด้วยซิ ควรระวังในการทำแป้งทอดกรอบครั้งนี้คืออย่าให้ข้นจนเกินไป และก็ไม่ให้เหลวจนเกินไป พูดง่ายๆ เดินทางสายกลางครับ  เราใช้น้ำสุกผสมแป้งกรอบสำเร็จ คนให้เข้ากัน จากนั้นเช็คด้วยการตักแป้งที่ผสมน้ำแล้วเทลงมาดูว่าข้นหรือเหลวจากน้ำแป้งที่ผสม   จากนั้นนำดอกขจรที่ล้างน้ำสะอาดมาสะเด็ดน้ำคลุกเคล้ากับแป้งที่ผสม การเตรียมน้ำมันในการทอดก็สำคัญในการทำเมนูนี้เป็นที่สุด  เพราะอาหารทอดที่ดีควรให้น้ำมันท่วม จะทำให้อาหารทอดได้รับความร้อนทุกด้าน ตั้งน้ำมันในกระทะให้ร้อน โดยใช้ไฟร้อนกลางๆ  นำดอกขจรคลุกแป้งกรอบ ก็ตักใส่กระทะน้ำมันร้อนๆ   และดูแป้งจากสีขาวเปลี่ยนเป็นน้ำตาล จากนั้นตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน  จัดจาน เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มบ๊วย  เท่านี้เราก็มี   อาหารท่านเล่นรสเด็ด หรือจะทานกับข้าวสวยร้อนๆ   บางท่านอาจอยากทานเป็นยำดอกขจรทอดกรอบ ก็ไม่ยากนะครับ ทำน้ำยำ  ส้มตำมะละกอ หรือส้มตำแครอท  ทานร่วมกับดอกขจรทอดกรอบ   ก็ได้อีกหนึ่งทางเลือกครับผม    เมนูดอกขจรในฉบับนี้มาพร้อมกับคำที่ว่า อาหารเป็นยา   เพราะดอกขจร     ช่วยบำรุงโลหิต  ช่วยบำรุงหัวใจ    มีวิตามินสูง การรับประทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี     ช่วยรักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรือตากอากาศเย็น    มีสรรพคุณช่วยบำรุงปอด ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยในการขับถ่าย ช่วยบำรุงฮอร์โมนของสตรี   ช่วยบำรุงตับและไต    ยอดอ่อนและดอกขจรในปริมาณ 100 กรัม มีวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ คือ วิตามินเอ มากถึง 3,150 I.U. วิตามินซี 45 มิลลิกรัม แคลเซียม 70 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 90 มิลลิกรัม แหล่งที่มา : กองโภชนาการ กรมอนามัย. ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัม. ขอบคุณ ข้อมูลจาก   frynn.com/ขจร/

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 174 เห็ดสวรรค์

ทักทายตอนฝนพรำๆ  ครับผม นึกถึงคำพูดสมัยผมเด็กๆ ที่ว่า "ฝนตกสิมๆ ยายฉิมเก็บเห็ด"  (แถวเพชรบุรีบ้านผมครับ)  ไม่แน่ใจว่าท่านผู้อ่านท่านใดเคยได้ยินบ้างคงประมาณอายุกันได้เลยทีเดียว     ครัวนางฟ้าฉบับนี้จะชวนไปอร่อยกับ เห็ด และช่วงนี้เจ้าเห็ดกลายเป็นอาหารยอดนิยมเมนูต้นๆ  ในการประกอบอาหาร ด้วยความอร่อยรสชาติที่แตกต่างกัน แต่ละชนิดของเห็ดและวิธีการในการทำไม่ว่าจะ ผัด ต้ม นึ่ง  ปิ้ง ย่าง แกง ทอด ยำ ออกมาเป็นเมนูแสนอร่อยทั้งนั้น พร้อมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย บางคนบอกว่าทานเห็ด 5 อย่างแล้วดี เห็นทีต้องลองครับ เห็ดแต่ละชนิดจะมีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันไป  ซึ่งเห็ดส่วนใหญ่จะมีคุณค่าที่ใกล้เคียงกับผักต่าง ๆ  เช่น  มี วิตามิน เกลือแร่  โปรตีน  ไขมัน  คาร์โบไฮเดรต  ใยอาหาร  ฯลฯ                โปรตีนจากเห็ดก็เป็นโปรตีนเช่นเดียวกันกับโปรตีนในพืช  ในถั่วเมล็ดแห้ง ถึงแม้โปรตีนจากเห็ด  จากพืชหรือถั่วต่างๆ  จะมีคุณภาพโปรตีนด้อยกว่าในเนื้อสัตว์(แต่ในเนื้อสัตว์จะมีไขมันที่สูง)  โปรตีนจากเห็ด  พืช  ถั่ว  มีกรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acid)  ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนไม่ครบถ้วน  โดยอาจมีชนิดเดียวหรือมากกว่า 1 ชนิด ดังนั้น การกินโปรตีนจากพืชอย่างเหมาะสม  จึงควรกินโปรตีนให้หลากหลายชนิด  ทั้งเห็ดหลายชนิด  ถั่วเหลือง  ถั่วเขียว  ถั่วแดง  ถัวดำ  พร้อมทั้งแนะนำให้กินโปรตีนจากปลาและอาหารทะเลเป็นครั้งคราว  สัปดาห์ละ  1 – 2  ครั้ง  เพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพและมีไขมันต่ำ    ครั้งนี้ผมพามา รู้จักกับเห็ดนางฟ้า ซึ่งเราสามารถหาได้ในท้องตลาดทั่วไป ไม่ได้เอามาทำต้มยำนะครับ แต่เราจะนำไปทอดในชื่อเมนูที่ว่า "เห็ดสวรรค์" แหมช่างเหมาะกับครัวนางฟ้าจริงๆ  ผมแอบยิ้มเล็กเวลานี้ครับผม ขั้นตอนไม่ยากครับ ไปตลาดจัดหาเห็ดนางฟ้ามา 3 ขีด ทานกัน 4 คน สบายๆ ครับผม  เมนูเก็บไว้ได้นานทีเดียวเพราะผมพึ่งพกติดกระเป๋าเดินทางไปแดนภารตะมาครับ 1 เดือน รสชาติยังเหมือนเดิมแต่ต้องเก็บไม่ให้อากาศเข้านะครับ จนเพื่อนต่างประเทศหลายท่านถามสูตรและวิธีการทำ แอบปลื้มใจที่เพื่อนๆ ที่ไปทำค่ายเด็กด้วยกันนิยม  เมื่อได้เห็ดมาเราก็ต้องนำมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำธรรมดานี้แหละครับ จากนั้นฉีกเป็นเส้นๆ   และนำผึ่งลม หรือตากแดดได้ยิ่งดี ซัก 3-4 ชั่วโมง เพื่อจะได้แห้งเวลาทอดจะได้ไม่อมน้ำมันและไม่ต้องใช้น้ำมันเยอะนะครับ เมื่อเห็ดแห้งตามต้องการ  เราก็นำมาปรุงรสสิ่งที่เราต้องการก็คือเกลือป่น ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย ผมใส่พริกไทยไปด้วยเพราะอยากได้รสชาติแอบเผ็ดๆ  ร้อนๆ  นิดหน่อยนะครับ ข้อควรระวังเกลือมากไปก็เค็ม น้ำตาลมากไปก็ไหม้ ฉะนั้นแล้วเราใส่แค่นิดเดียวครับเพราะตัวของเห็ดเองมีรสชาติหวานเล็กๆ  อยู่แล้ว จากนั้นนำเห็ดที่ปรุงรสเสร็จแล้วทอดในน้ำมันที่ร้อน  น้ำมันที่ใช้ควรท่วมเห็ดที่เตรียมไว้  อย่าใช้น้ำมันน้อยครับ ดูสีของเห็ด เริ่มเหลืองน่าทานก็ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน  เมนูเห็ดสวรรค์ของเราก็พร้อมบริการทุกครัวเรือนครับ  ตอนที่ผมทำไปแดนภารตะ นั่งฉีกเห็ด 10 กิโลกรัม ทำเห็ดสรรค์ได้ 3 กิโลกรัม โดยประมาณนะครับ   มีเด็กๆ  วัย 11 ขวบหลายคนติดอกติดใจเมนูเห็ดสวรรค์  ได้เวลาแล้วครับ ไปตลาดหาซื้อเห็ด ลงมือทำ ถ้าติดใจทำเป็นอาชีพได้ครับผม แหมวันนี้เรารู้ว่าเห็ดมีประโยชน์ และหารับประทานได้ง่าย ต้องรีบแล้วครับผมข้อมูล:http://edtech.ipst.ac.th/index.php/2011-07-29-04-02-00/18-2011-08-09-06-29-06/1658-2014-08-28-07-33-02.htmlโปรตีนจากเห็ด กินแก้โรค

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 171 น้ำพริกไข่ปู

เช้าวันหนึ่งในหน้าร้อน  ฝนตกกระหน่ำ  แปลกแต่จริงนะครับ อากาศเปลี่ยนแปลงไปมาตลอด   ต้นมันปู แตกยอดงามอยู่ข้างขอบสระเล็กๆ หลังบ้าน ผมเลยคิดว่า ฝนหยุดตกจะทำน้ำพริกรับประทานเป็นมื้อเย็นน่าจะดี    พอพูดถึงมันปู บางท่านอาจคิดถึงมันของตัวปู  แต่ไม่ใช่นะครับผม   มันปูนี้เป็นไม้พุ่ม ขนาดใหญ่ ต้นมีความสูงประมาณ 10 เมตร ใบยอดอ่อนของมันปูกินได้ จัดเป็นผักพื้นเมืองของภาคใต้เราครับ  การปลูกก็ง่ายมาก ผมตัดกิ่งมาจากบ้านคุณยายที่สงขลา แล้วมาปักชำที่บ้านผม จังหวัดเพชรบุรี  เพราะหลังได้กินเจ้าใบมันปูไปแล้ว ติดใจครับ  คนปักษ์ใต้บ้านเรานิยมใช้เป็นผักสดกินกับน้ำพริก หรือใช้เป็นเครื่องเคียงแกงเผ็ดและขนมจีน แต่กับส้มตำหรือยำต่างๆ ก็สุดยอดนะครับ ผมคนหนึ่งครับชอบมาก  วันนี้เลยถือโอกาสทำน้ำพริกไข่ปู เพื่อรับประทานกับยอดใบมันปู เพราะยิ่งเราตัดยอดบ่อยๆ ก็ยิ่งแตกยอดใหม่นะครับ    เดิมร้องเพลงที่มีเนื้อเพลงว่า “กินข้าวกับน้ำพริกซิจ้ะ ถึงได้สะได้สวย “ ผมว่าบางท่านเริ่มร้องตามด้วยแน่เลยครับ   จะทำน้ำพริกไข่ปู ก็ต้องไปตลาดหาไข่ปูมาให้ได้ก่อน   ผมมีร้านประจำในตลาด ราคาไข่ปูทะเล สนนราคา 750 บาท ครับวันนี้(ราคามีขึ้นมีลง 700-1200 บาท)  อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจนะครับเพราะเห็นว่าราคาสูง แม่ค้าขายเป็นขีด(100 กรัม) ด้วยครับ   แต่ผมตั้งใจจะทำกินกันหลายๆ คน เลยจัดมา ½ กิโลกรัม    เครื่องปรุงอื่นๆ ก็มีกระเทียม ½ กิโลกรัม สนนราคา 50 บาท   หัวหอมแดง ½ กิโลกรัม ราคา 20 บาท  และตามด้วยพริกหอมสด 3 ขีด ขีดละ 20 บาท (ผมชอบกินเผ็ดๆ เลยขอเป็นพริกเยอะนิดนึง)  กรรมวิธีการปรุง      ขั้น ตอนง่ายๆ ครับ แกะกระเทียมเอาเปลือกออกแต่ไม่ต้องถึงกับเนียนเห็นเนื้อกลีบกะเทียม เพราะมีเปลือกหุ้มอยู่บ้างจะทำให้หอมมากขึ้น คุณย่าบอกไว้ครับ   ปอกหอมแดง  จากนั้น ตั้งกระทะไฟอ่อน ๆ  นำ กระเทียม หอมแดงและพริก คั่วให้สุก  จากนั้นนำมาตำให้ละเอียดในครกหิน   บางท่านมีเครื่องปั้นไฟฟ้าก็ดำเนินการได้เลยครับ     ขั้นตอน ที่ 2  การปรุงรสชาติ จากมะนาว น้ำตาล น้ำปลา   เปรี้ยวหวานเค็ม สามรสนี้เลยครับ ผมเลือกใช้น้ำตาลโตนดแท้ เพราะหอม หวานนุ่มๆ  มะนาวสด เพราะเวลาเราบีบมะนาว น้ำมันจากผิวมะนาวจะผสมลงไปด้วย  แค่นึกก็เริ่มเปรี้ยวปากครับ    น้ำปลาก็ต้องเลือกที่มีคุณภาพนะครับ อย่าลืมดูฉลากก่อนชื้อมาไว้ในครัวเรือน  ผมชอบเปรี้ยวนำ เลยขอใส่น้ำมะนาวมากหน่อย   นำส่วนที่ 1 ที่เราตำเสร็จแล้วมาเติมรสชาติตามความชอบของเราครับ  ขั้นตอน ที่ 3  สุดท้ายครับนำกระเทียมสัก 1 กำมือ มาโขลกในครกหินพอแตก จากนั้นตั้งกระทะไฟร้อนเต็มที่  เจียวกระเทียมจนเหลืองดูน่ามอง เอากระเทียมเจียวออกเหลือแต่น้ำมันไว้ จากนั้นนำไข่ปูลงไปผัดในน้ำมันกระเทียมเจียว  กลิ่นหอมๆ จะเริ่มให้ตัวเราและคนข้างๆ เริ่มหิว พร้อมกับเสียงพูดว่า อย่าลืมดูข้าวสวยที่หุงไว้ใกล้สุกยังครับ.... นำไข่ปูที่ผัดน้ำมันกระเทียมเจียวเรียบร้อย ผสมในตัวเครื่องน้ำพริก คลุกเคล้าให้เข้าที่  เราก็จะได้น้ำพริกไข่ปู รสชาติถูกปาก  ก่อนจัดสำรับ พร้อมข้าวสวย และผักสดต่างๆ นำกระเทียวเจียวโรยหน้าน้ำพริกไข่ปู และมีใบผักชีเล็กน้อย  ...  ได้เวลาแล้วครับ ใบมันปู ผักสด น้ำพริกไข่ปู พร้อมเสิร์ฟ ครับผม...  มื้อเย็นวันนี้รับแขกที่บ้าน 10 คนสบายๆ ... แถมฝากแม่เพื่อนได้อีก 2 ชุดเลยครับผม  ..คุณค่าอาหารครบถ้วนแน่แท้ครับ “กินข้าวกับน้ำพริกซิจ๊ะ ถึงได้สะได้สวย”    ปล. อย่าลืมตามหาต้นมันปูมาปลูกข้างบ้านนะครับ อร่อยจริงๆ  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 169 แกงกะทิลูกตำลึงใส่ปลาทู

สวัสดีครับ วันนี้ผมตาหนุ่ย ขออาสาพาสมาชิกฉลาดซื้อทุกท่านเข้าครัว ทำแกงกะทิลูกตำลึงใส่ปลาทู   ถึงตรงนี้หลายท่านคงมีคำถามว่า  “ลูกตำลึงทานได้ด้วยเหรอ” !! ก่อนจะเข้าครัวขอมาทำความรู้จักกับต้นตำลึงกันเสียก่อนครับภาษาอังกฤษ เรียกว่า  Ivy Gourd ครับผม เผื่อบางท่านอยากบอกเพื่อนชาวต่างชาติ   ตำลึงเป็นไม้เลื้อยที่มีมือจับใช้สำหรับเลื้อยเกาะต้นไม้ใหญ่หรือไม้ปักหลัก มีสีเขียวจัดมีแร่ธาตุ และวิตามิน  ตำลึงมีชื่อท้องถิ่นอื่นอีกอาทิ ผักแคบ  (ภาคเหนือ) แคเด๊าะ (กะเหรี่ยงและแม่ฮ่องสอน) ตำลึง, สี่บาท (ภาคกลาง) ผักตำนิน (ภาคอีสาน) ประโยชน์ของตำลึง เป็นทั้งยาสมุนไพรและพืชอาหาร นิยมใช้ยอดและใบกินเป็นผักสด อาจจะลวกหรือต้มจิ้มกินน้ำพริก และใช้ในการประกอบอาหารได้หลายอย่าง เมนูตำลึง เช่น แกงจืด ก๋วยเตี๋ยวใบตำลึง  ผัดไฟแดง  ต้มเลือดหมู แกงเลียง ไข่เจียว  เมนูเหล่านี้หลายท่านคงคุ้นเคยแน่ๆ ครับ พูดถึงใบตำลึง  ตอนเด็กๆ คุณย่าของผมเคยนำมารักษางูสวัด  เริม ให้กับน้องสาวของผมนะครับ วิธีการคือนำใบตำลึง 10-15 ใบสด  เริม ด้วยการใช้ใบที่แก่แล้ว(ล้างให้สะอาด) นำมาผสมกับดินสอพอง 1 ใน 4 ส่วน แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น   และแผลไฟไหม้  เพราะตำลึงมีฤทธิ์เป็นยาเย็น  เห็นที่ต้องเข้าครัวกันเลยดีกว่าครับผม    วันนี้รู้สึกสนุกที่จะทำแกงลูกตำลึง เพราะ ตำลึงข้างรั่วออกลูก แหมช่างน่าแกงเสียกระไร     ขอไปตลาดจัดหาเครื่องปรุงในการเข้าครัวครั้งนี้  กะทิ 1 กิโลกรัมสนนราคา 60 บาท   ปลาทู ตัวเล็กครับ  4 เข่ง 100 บาท เพื่อมาฉีก และตำกับพริกแกงเผ็ด   ตามด้วยปลาอินทรีเค็ม อีก 1 ชิ้น  40 บาท กระชาย 10 บาท การทำพริกแกงเผ็ด ไม่ยากนะครับ  เตรียมพริกแห้ง 15-20 เม็ด นำมาล้างน้ำ และแช่น้ำสักครู เพื่อตำได้ง่าย   กระเทียม แกะแล้ว 10-15 กลีบ  ขา 15-20 แว่น   ตะไคร้2-3 ต้นหั่นซอย   เกลือ1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นใส่ครกหิน ตำให้ละเอียด   ตามด้วยกระชาย  หั่นเป็นแว่นๆ เพื่อตำง่าย  ท่านใดชอบเยอะก็ใสเยอะครับ    บางบ้านใช้เครื่องปั่นได้เลยครับ เพราะสะดวก  ส่วนผมขอตำครกหินแล้วกันนะครับ หรือง่ายสุด ก็ซื้อน้ำพริกแกงเผ็ดจากตลาดมา 3ขีด 300 กรัม และมาตำกระชายใส่เพิ่มครับ เมื่อทุกอย่างละเอียด เติมกะปิอย่างดี  3 ช้อนโต๊ะ เพราะการปรุงครั้งนี้ สำหรับรับประทาน 10-12 ท่าน ให้คุ้มกับการเดินเก็บลูกตำลึงนะครับ    จากนั้นนำเนื้อปลาทูที่แกะไว้แล้ว ตำลงไปเพิ่ม  อย่าลืมเก็บเนื้อปลาไว้สักครึ่งหนึ่งเพื่อจะได้มีเนื้อปลาเป็นชิ้น ๆ ในน้ำแกง  การใส่ปลาทูตำลงไปเพื่อน้ำแกงของเราจะได้ข้น และดูน่าทานเพิ่มขึ้น    คงสงสัยใช่มั้ยครับ แล้วปลาอินทรีที่ซื้อมาเอามาทำอะไร   ชิ้นนี้แหละครับสำคัญ เรานำเนื้อปลามาตำเข้ากับเครื่องแกง ที่เราใส่ปลาทูใส่ลงไปแล้ว    เราจะได้สัมผัสกับกลิ่นหอมปลาอินทรี  ขอบออกว่าตอนตำเครื่องแกง ผมรู้สึกอยากทานข้าวเร็วๆ เสียแล้วสิครับ   ขั้นตอนในการแกงลูกตำลึง เรานำลูกตำลึงมาทุบให้พอแตก    จากนั้นนำมาล้าง(แกว่ง)ในน้ำเกลือ 2 น้ำครับ  รสชาติฝาดๆ จะหายไป    ทุกอย่างเรียบร้อย เครื่องแกงที่เตรียมไว้พร้อม เรานำกะทิ 1 กิโลกรัมที่ซื้อมาจากตลาด กะทิส่วนหัวและหาง ผสมกัน ขอบอกหางไม่มากนะครับ เพราะชอบน้ำข้นๆ  นำมาเคี่ยวในหม้อให้เดือด   ปรุงรส  น้ำตาลนิดหน่อย   ส่วนผมขอเค็มนิด ๆ  รับประทานกับข้าว หรือขนมจีนกำลังดี เมื่อน้ำกะทิเดือด   ใส่เครื่องแกงทั้งหมดลงไป  จากนั้นลูกตำลึง   เนื้อปลา ที่แกะไว้       แกงกะทิลูกตำลึงใส่เนื้อปลา ก็พร้อมเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนๆ  หรือขนมจีน    เราสามารถใช้เนื้อหมูย่าง  เนื้อย่าง  แทนปลาได้นะครับ  ตามความชอบของแต่ละครัว การทำอาหารกินเองไม่ใช่เรื่องยากครับ  ผมหวังว่า เมนูครั้งนี้  หลายๆ คนคงอยากลองปรุงดู และอย่าลืมชวนเพื่อนๆ มารับประทานด้วยนะครับ หรือตักไปฝากข้างๆ บ้านหรือญาติของเรา จะได้อิ่มท้องกันถ้วนหน้า   

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 160 ห่อหมกเห็ด

พอฉันเริ่มจะเลือกมีอาชีพเพาะเห็ดขาย สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกๆ คือทำความรู้จักกับเห็ดที่จะเลี้ยง  เห็ดฟางเป็นเห็ดปราบเซียนที่ฉันยังไม่กล้าเข้าไปเกี่ยวข้องนัก มันอร่อยและราคาดี แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตอย่างแม่คงต้องหลีกเลี่ยงกินเห็ดฟางซึ่งมีโปแตสเซียมสูง  แต่นี่เป็นแค่เหตุผลแบบองุ่นเปรี้ยวของมือใหม่คนเลี้ยงเห็ด เห็ดนางฟ้าภูฐาน เป็นเห็ดที่น่าลองเลี้ยงเพราะแถวบ้านฉันนิยมกินกันมาก และราคาอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง   นอกจากนี้ยังมีเห็ดประเภทที่ออกดอกในอุณหภูมิ 30 องศา เห็ดอื่นๆ เลี้ยงร่วมกันได้อีก 2 – 3 อย่าง  เห็ดที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวและพอหาผู้ผลิตก้อนเชื้อเห็ดไม่ไกลบ้านมากนัก ก็มี เห็ดเป๋าฮื้อมีดอกใหญ่ เนื้อหนา เหนียว มีรสกลิ่นคล้ายเนื้อ มีสรรพคุณช่วยชำระล้างสารตกค้างในตับ ขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการหงุดหงิด  แต่ออกดอกยากกว่าเห็ดนางฟ้าภูฐาน  และเห็ดฮังการี ซึ่งมีกรดโฟลิก ช่วยป้องกันเลือดจาง และช่วยบรรเทาอาการเหน็บชาในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดอกเห็ดฮังการีนิยมเก็บดอกที่เพิ่งเริ่มบานไม่นาน ชวนให้ดูน่ากิน มีสีขาวสวย แต่ก้านของมันก็เหนียวกว่านางฟ้าภูฐานและเป๋าฮื้อ ห่อหมกเห็ดสูตรมือใหม่ที่จะชวนทำกันนี้ สามารถใช้เห็ด 3 อย่างนี้ปนๆ กันไป  เท่าที่เก็บได้ในวันนั้น  ลองมาทำกินกันดีกว่า  รับประกันว่าเป็นวิธีปรุงที่ง่ายสุดๆ   เครื่องปรุง ไข่ไก่ 3 ฟอง  , เห็ด 3 อย่าง   1 ขีด   , หัวกะทิ  1 ถ้วย  , พริกแกงเผ็ด  0.5 ขีด  ,  ใบกะหล่ำซอยลวกสุก หรือใบโหระพา ,  ใบมะกรูดซอย  4 – 5 ใบ , พริกชี้ฟ้าแดง ซอยเป็นเส้น 4 – 5 เม็ด , น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ 1.เตรียมกระทงใบตองไว้ กลัดขนาดตามต้องการ 2.ตอกไข่ใส่ชาม ใช้ส้อมคนให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน ไม่ควรตีจนไข่เกิดฟองฟู 3.เมื่อไข่แดงกับไข่ขาวเข้ากันดี เติมพริกแกง น้ำปลา  และหัวกะทิ 4.ใส่เห็ดสามอย่างที่หั่นเป็นริ้วหนาครึ่ง ซม.  ยาว 1 นิ้ว  ลงไปในชามไข่ที่ปรุงรสแล้ว  คนให้เข้ากัน 5.ใส่ใบโหระพาหรือกะหล่ำปลีซอยที่ก้นกระทงบนจานกระเบื้องทนไฟ แล้วตักเครื่องปรุงเมื่อครู่ลงไป  โรยใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้า แล้วนำไปใส่ซึ้งที่มีน้ำเดือดพล่าน นาน 25 นาที แล้วยกลง เคล็ดไม่ลับ เห็ดนั้น โดยตัวมันเองเมื่อถูกปรุงสุกจะมีรสชาติกลมกล่อมเพราะเห็ดเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงและมีกลูตาเมต ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ทำให้รสชาติอาหารกลมกล่อม  แต่ตัวมันเองมีน้ำเป็นองค์ประกอบมากด้วยเช่นกัน   ส่วนไข่ นอกจากจะทำให้รสชาติห่อหมกเห็ดจานนี้อร่อยขึ้นแล้ว ยังเป็นโปรตีนเนื้อละเอียดที่ช่วยผสานเนื้อห่อหมกจับตัวกันด้วย  แต่ต้องระวัง ถ้าไข่มากเกินไป ห่อหมกจะแข็ง แต่ถ้าส่วนผสมมีน้ำจากเห็ดหรือกะทิมากไป หม่อหมกเห็ดจะไม่จับตัวเป็นเนื้อเดียวกัน เห็ดจะอยู่เป็นชิ้นใครชิ้นมันกันเลยทีเดียว  วิธีที่จะทำให้เนื้อห่อหมกพอดีอีกอย่างหนึ่งถ้าเราใช้กะหล่ำปลีลวกรองก้นก็คือ ต้องลวกกะหล่ำปลีก่อนแล้วบีบให้สะเด็ดน้ำ จึงเอามาปรุงห่อหมกต่อ ส่วนพริกแกงกับน้ำปลา  กะปริมาณที่ใส่ตามรสที่กินนะคะ  พริกแกงบางร้านก็เค็มมากแล้ว เติมน้ำปลาแต่น้อย สัดส่วนของเครื่องปรุงที่ระบุไว้ข้างต้นเป็นแค่โดยประมาณเท่านั้น ส่วนผู้ที่ต้องการตกแต่งหน้าห่อหมกให้สวยเหมือนซื้อเขากิน ก็ต้องเตรียมหัวกะทิไว้อีกสัก ½ ถ้วย เกลือนิดหน่อย และแป้งข้าวเจ้าอีก 1 ช้อนโต๊ะ  ผสมทั้ง 3 อย่างนี้ให้เข้ากันแล้วนำไปตั้งไฟอ่อนๆ ใช้ทัพพีคนตลอดเวลาพอเนื้อข้นแล้วก็ยกลงพัก  เตรียมเอาไว้ใช้ราดหน้าห่อหมกก่อนจะตกแต่งให้สวยด้วยใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้าซอย แต่สูตรที่ฉันทำ บอกแล้วว่าง่ายแสนง่าย เน้นอร่อยแบบมักง่ายเลยข้ามขั้นตกแต่งหน้าสวยไปอีก 1 ขั้น  ก็ตอนที่ลงมือทำนั่นมันหิวจนตาลายแล้ว  ส่วน บก.ก็รอต้นฉบับจนป่านนี้คงตาเขียวไปแล้วละมั้ง คริ คริ //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 159 เห็ดสวรรค์กับแตงโม

หลังจากสำรวจพื้นที่ว่างๆ รอบบ้านราว 1 ไร่  หน้าดินที่เหนียวๆ แข็งๆ  กับระบบน้ำประปาที่ใช้ทั้งอาบ ดื่ม กิน และรดต้นไม้รอบบ้าน ทำให้ฉันตัดใจปลูกพืชผักและไม้ผลผสมผสานเพื่อขาย   กิจกรรมปลูกพืชผักต้นไม้ เอาไว้เป็นความบันเทิงเริงใจ และกิจกรรมผ่อนคลายของคนพอจะมีกินบ้างจากรายได้ทางอื่นที่ไม่ใช่การเกษตร  จะให้ฉันหวังทำการผลิตเต็มพิกัดแบบ  1 ไร่ ได้ 1 แสน นั้นคงจะไกลความสามารถของฉันไปเยอะกว่าฉันจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ และเฟ้นหาสารพัดพันธุ์ผักพันธุ์พืชมาปลูกไปพร้อมๆ กับการฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปรับระบบนิเวศน์เกษตรให้เข้าสู่สมดุลได้ในเวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 – 3 ปี  ฉันคงจะได้มาหลายแสนจริงๆ นั่นแหละ  ทั้งแสนสาหัส แสนยากลำบาก แสนตรากตรำ ฯลฯ แต่ถึงอย่างนั้น เลือดนักการเกษตรในตัวฉันที่บ่มเพาะผ่านการเรียนรู้ประสบการณ์ตรงของชาวบ้านมาอย่างยาวนาน มันยัง “อุอั่งคั่งคุ” และยังดั้นด้นกระเสือกกระสนหาทางทำการผลิตที่พอจะทำได้กะเขามั่ง  เอาแบบลงทุนพอได้ งานไม่หนัก แต่เป็นกิจกรรมแบบชิลๆ อย่างเพาะเห็ดขาย  แต่ก่อนจะขาย  ตามประสาชนชั้นกลางทุนน้อยที่ไม่ค่อยกล้าเสี่ยง ฉันขอทำการทดลองเลี้ยงเห็ดแบบประหยัดก่อนละกัน แผ่นกระดานไม้อัดของชั้นเหล็กวางโชว์หนังสือขายอันที่เลิกใช้ถูกรื้อออก   ฉันใช้ตาข่ายพลาสติกขึงให้ตึงเป็นชั้นวางเห็ดที่พร้อมจะเผชิญสายน้ำและความชื้นที่เห็ดภูฐาน เห็ดฮังการี เห็ดโคน และเห็ดเป๋าฮื้อ ชอบ  แล้วใช้ถุงกระสอบข้าวพลาสติกและซาแลน(ผ้าพลาสติกคลุมต้นไม้เพื่อบังแดด) เย็บเป็นมุ้งครอบชั้นเลี้ยงเห็ดที่ตั้งอยู่ใต้ต้นลิ้นจี่ โดยมีต้นมะม่วง ลิ้นจี่ และปาล์ม เป็นหลักยึดสายมุ้งทั้งสี่ได้อย่างแข็งแรง   เท่านี้ก็พอจะให้เห็ด 4 ชนิดจาก 3 แหล่งผลิตที่หาได้ใกล้บ้านที่สุดได้เบ่งบาน – ฉันเริ่มฝัน   หลังจากรดน้ำวันละ 5 เวลา เช้ามืด สาย  บ่าย ค่ำ และ ก่อนนอน นาน 5 - 6 วัน เห็ดชุดแรกก็เริ่มทยอยออกดอกและค่อยๆ โตให้ฉันได้เก็บมาชั่งน้ำหนัก บันทึกผลผลิต และทดลองทำเมนูเห็ดแบบต่างๆ ในบางช่วง  ดอกเห็ดออกกะพร่องกะแพร่งบ้าง ออกดอกหนาแน่นบ้าง เป็นไปตามสภาพของชั้นวางเห็ดที่ไม่เอื้อให้ระบบน้ำและความชื้น และไอร้อนกระจายได้ไม่สม่ำเสมอทั่วกันทุกก้อน  มี  แมลงหวี่  แมลงวันทอง และด้วงก้นกระดกรบกวนเห็ดบ้าง แต่ไม่มากเท่ายุงลายที่มาจิกกัดฉันยามมุดมุ้งเข้าไปเก็บเห็ด  เลยยังไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมนอกจากรดน้ำ เก็บเห็ด กินเห็ด และขายเห็ด ชาวเห็ดไม่นิยมใช้สารเคมีควบคุมแมลงและเชื้อราศัตรูเห็ดอยู่แล้ว เพราะเห็ดที่เลี้ยงนั้นอ่อนไหวมากกว่าศัตรูเห็ดมาก   ถ้าหากมีแมลงรบกวนเห็ดมาก  ก็จะใช้ bio control คือใช้เชื้อบีที(Bacillus thuringiensis)  และเชื้อบีเอ็ม (Bacillus Mitophagus) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ควบคุมหนอน และแมลงหวี่  ชาวเห็ดมักใช้บีทีผสมน้ำฉีดรอบๆ อาคารเลี้ยงเห็ด ล่อให้แมลงหวี่ไปหากินรอบๆ อาคารแทนที่จะมารุมกินเห็ด   ส่วนก้อนเห็ดที่ติดเชื้อราชนิดอื่นนั้นทำได้อย่างเดียวคือคัดทิ้ง เพื่อป้องกันสปอร์เชื้อราที่ไม่ต้องการแพร่ระบาดไปกับน้ำและอากาศในโรงเรือน   ส่วนวิธีการเพิ่มผลผลิตเห็ดให้ได้มากขึ้น นอกจากจะให้น้ำแล้ว ชาวฟาร์มเห็ดจะมีสูตรเพิ่มธาตุอาหารในพืชกันได้ตามอัธยาศัย ซึ่งมีหลากสูตรมากมายให้เลือกใช้กันตามถนัด  และเป็นเทคนิคที่สำคัญที่ทำให้คนเลี้ยงเห็ดอยู่รอดจากภาวะขาดทุน อยู่กับความจริงบางอย่างของเห็ดแล้วฉันก็อดตกใจไม่ได้นะคะ เมื่อคิดจะหันมาจับอาชีพเลี้ยงเห็ดขาย    เห็ดสดๆ สวยๆ  บางช่วงเช่นช่วงอากาศเย็นและชื้น ราคามักตกวูบจนใจหวั่นไหว   ครั้นพออากาศแล้งและร้อนจัดๆ ราคาเห็ดดี แต่เชื้อเห็ดก็ไม่เจริญเติบโตและเลี้ยงยากมาก ซะงั้น  นั่นเฉพาะแค่เลี้ยงเห็ดนะ พอมาดูเรื่องการแปรรูป เห็ดสดๆ 1 กิโลกรัม ฉีกเป็นเส้นฝอยตากให้แห้งเตรียมทำเห็ดสวรรค์ ดันเหลือน้ำหนักแห้งแค่ 1 ขีด เท่านั้น  ฉันจึงหายแปลกใจ ว่าผลิตภัณฑ์เห็ดแปรรูปส่วนใหญ่ทำไมจึงเลือกวางขายในชั้นของบรรดาผู้บริโภคที่มีอันจะกินเสียเป็นส่วนใหญ่ เอาเถอะเรามาลองทำเห็ดสวรรค์กินกันดีกว่า... ยังไงฉันก็จะไปเป็นชาวเห็ดแน่ๆ ระหว่างปั่นต้นฉบับนี้ฉันรอช่างมาขึ้นโรงเรือนและทำร้านวางเห็ด  ช่างก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นเพื่อนรุ่นพี่ชาวนาที่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาเขาขายข้าวได้แค่เกวียนละ 6,000 บาท และมีรายได้เสริมช่วงสั้นๆ ราว 1 เดือนจากการออกวิ่งรถกระบะติดเครื่องเสียงช่วยหาเสียงผู้สมัครนายกเทศบาลตำบลวันละ 500 บาท กว่าต้นฉบับจะถึงมือท่าน การบริหารบ้านเมืองระดับชาติยังไม่รู้จะจบยังไง แต่ในระดับท้องถิ่นการเลือกตั้งยังเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นอำนาจต่อรองของชาวบ้านอยู่เสมอ อย่างเลี่ยงไม่ได้   แล้วเจอวิธีกินเห็ดแบบใหม่ๆ ฉบับหน้านะคะ   เห็ดสวรรค์ การเตรียมเห็ด – ใช้เห็ดนางฟ้าภูฐาน  หรือเห็ดฮังการีก็ได้ ฉีกเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปพึ่งแดด ให้แห้งสนิท ประมาณ 1–2 วัน เครื่องปรุง   1.เห็ดตากแห้งแล้ว 1 ขีด   2.หอมแดงซอยละเอียด 1/3 ถ้วย   3.น้ำมันปาล์ม 1 ถ้วย   4.น้ำมันหอย  2 ช้อนโต๊ะ   5.เกลือป่น เล็กน้อย   6.น้ำตาลปี๊บ  1/2  ถ้วย   7.พริกไทยเม็ด 30 เม็ด ตำละเอียด   8.งาขาวคั่วบุบ วิธีทำ 1.ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อนแล้วหรี่ไฟให้อ่อนที่สุด  เพื่อทอดเห็ดให้เหลือง ระวังไหม้เพราะเห็ดแห้งจะสุกง่ายมาก  ควรใส่เห็ดทีละน้อยๆ ใส่ปุ๊บกลับครั้งเดียวแล้วตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน  ทอดเห็ดจนหมด 2.เหลือน้ำมันแค่ก้นกระทะให้แค่พอใช้เจียวหอมแดงให้เหลืองกรอบ แล้วตักขึ้น  จากนั้นหรี่ไฟให้อ่อนลงที่สุดเพื่อปรุงรสต่อในกระทะ โดยเริ่มจากใส่น้ำมันหอย น้ำตาลปี๊บ เกลือ เคี่ยวให้เข้ากัน ชิมรสให้ออกรส เค็ม-หวาน พอสูสีกันได้ จากนั้นนำเห็ดทอดและหอมแดงเจียวใส่ลงไป เคล้าให้ทั่วเบาๆ  จนเข้ากันดีแล้ว จึงเติมพริกไทยป่นและงาขาวคั่วบด  แล้วจึงดับเตาไฟ 3.  กินเปล่าๆ หรือกินกับข้าวเหนียว  หรือจะเสิร์ฟคู่กับแตงโม แทนแตงโมหน้าปลาย่างก็แล้วแต่สะดวก อร่อยมากเลยค่ะ   //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 158 เมี่ยงสร้างภาพกับเมี่ยงมักง่าย

เมื่อแม่เป็นโรคไตเสื่อม และมีข้อจำกัดในการเลือกกินชนิดอาหารมากขึ้น  การนั่งคิดว่าแต่ละมื้อของวันจะกินอะไรจึงกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นและน่าเบื่อมากขึ้นทุกที   บางคราว  แทบจะนึกไม่ออกเลยว่า ผักไม่กี่ชนิดที่กินได้ จะนำไปปรุงอะไรได้อีกให้แตกต่างไปจากมื้อที่แล้วและมื้อก่อนๆ แต่ถ้าวันไหนฉันเกิดคึกคัก  อยากทำอะไรแปลกๆ กินขึ้นมาจริงๆ ก็มีเหตุต้องให้หยุดกึก ติดกัก กับเวลา ที่จะว่าไปแล้วแทบจะไม่มีเหลือพอมาให้นั่งพิรี้พิไร การทำอาหารที่ต้องใช้เวลาเตรียมนาน หรือมีหลายขั้นตอน แต่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้เป็นอย่างดีไม่เหมาะกับช่วงเวลาที่ต้องรีบเร่งจัดการงานที่มีอยู่หลายหน้าตรงหน้าให้เสร็จสิ้นไปได้ง่ายๆ  ยิ่งนึกถึงหน้าคนรอรับชิ้นงานที่กำชับว่า “ต้องเสร็จให้ทันเวลา” แต่ว่าฉันยังต้องลงมือทำทั้งที่เลยเส้นตายไปหลายวันแล้ว  แทบพาลไม่อยากจะทำหรือกินอะไรที่ต้องใช้เวลามากๆ กันเลยทีเดียว  แค่ นม ขนม ผลไม้ มื้อเช้า แล้วข้ามยาวไปตอนบ่ายอีกทีนี่เหมาะสุดๆ กับวิกฤตการณ์ของฉันในช่วงนี้   จนกระทั่งเมื่องานชิ้นนั้นเสร็จไป  ฉันจึงกลับมา “ว่างชั่วคราว” และหาอะไรทำกินเล่น อยากที่ชอบได้อีกที เมี่ยงแสนอร่อย เครื่องปรุง แผ่นแป้งเมี่ยงเวียดนาม 20 แผ่น ,  กะหล่ำปลี แกะเป็นกาบใบ 8 – 10 กาบ , เห็ดโคนญี่ปุ่นหั่นชิ้น  1 ขีด , ถั่วงอก  1 ขยุ้มมือ  , แครอท หั่นเต๋าเล็กๆ  2 ช้อนโต๊ะ  , หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า  2 ช้อนโต๊ะ ,  หมูสับ  1 ขีด , น้ำปลา,  กระเทียมจีน 1 กลีบ , พริกไทยเม็ด 5 – 10 เม็ด ,  รากผักชี 2 – 3 ราก , แป้งมัน 1 ช้อนชา  ,  แป้งหมี่ 1 ช้อนชา เครื่องปรุงน้ำเมี่ยง 1.งาขาวคั่วและบุบ  1ถ้วย ,  มะขามเปียก 2 ฝัก  , น้ำตาลปึก 1 ก้อน , เกลือเล็กน้อย   วิธีทำที่ 1  (สร้างภาพ) 1.เตรียมหมูนึ่ง โดยโขลกพริกไทยเม็ดกับรากผักชีและกระเทียมให้แหลก   จึงนำมาผสมกับหมูสับ  เติมแป้งทั้ง 2 ชนิด และน้ำปลาเล็กน้อย เคล้าให้เข้ากัน นำไปนึ่ง  โดยแยกคนละชั้นกับ ผักกะหล่ำ เห็ดโคนญี่ปุ่น แครอท หอมหัวใหญ่  นึ่งสัก 10 นาทีแล้วยกลง 2.เตรียมน้ำเมี่ยง  ขยำมะขามเปียกกับน้ำ แล้วกรองเอาแต่เนื้อไปเคี่ยวไฟ ใส่น้ำตาลปึก และเกลือ  ชิมรสออกเปรี้ยวหวานนำ เคี่ยวจนเหนียวแล้วดับเตาไฟ  เทน้ำเมี่ยงลงถ้วย ใส่งาคั่วบุบลงไป 3.ห่อเมี่ยง กรีดส่วนโคนที่แข็งของใบกะหล่ำปลีนึ่งทิ้งไป  แผ่ใบกะหล่ำปลีแล้วนำ เห็ดโคน แครอท หอมใหญ่ และหมูสับ อย่างละนิดละหน่อยตามที่ชอบมาใส่ลงกลางใบกะหล่ำปลี แล้วม้วนให้แน่น 4.ใช้แผ่นเมี่ยงเวียดนามชุบน้ำจนนิ่มแล้วห่อทบกะหล่ำปลีที่ม้วนเมื่อกี้อีกที 5.ตัดเมี่ยงเป็นคำๆ เสิร์ฟสวยๆ กับน้ำจิ้ม   เมี่ยงตามสูตรในล้อมกรอบ จานนี้สำหรับเสริฟสวยๆ ให้กับแม่  ที่ฉันเลือกจะลดปริมาณหอมหัวใหญ่และแครอทลงจากที่ฉันเสิร์ฟให้กับตัวเอง เพราะพืชหัวทั้งหลายที่ว่านั่นมีโปแตสเซียมสูง  แต่นั่นแหละเพื่อความเคยชินและความสวยงามของคนกิน ฉันจึงใส่ให้แม่จะได้ไม่รู้สึกว่า “อะไรก็กินไม่ได้” ไปเสียหมด ส่วนที่ฉันนั่งกินคู่ไปกับแม่  เครื่องปรุงและส่วนผสมเหมือนอย่างที่จัดคำเรียงให้แม่แต่มีพริกสดหั่นเป็นข้อๆ เพิ่มมาอีก 1 อย่าง   ส่วนการกินนั้นเน้นความอร่อยทันใจ ไวทันต้องการ และไม่ต้องสร้างภาพให้วุ่นวาย ก่อนเสิร์ฟให้ตัวเอง ฉันเอาใบกะหล่ำปลีนึ่งที่เหลือมาซอยหยาบๆ แล้วเรียงเครื่องปรุงคำโตๆให้ครบเครื่อง  หยอดน้ำจิ้ม แล้วลำเลียงเข้าปากไปอย่างเต็มอิ่มเต็มคำ  นั่งกินกับแม่นี่ไม่มีกระมิดกระเมี้ยนสักนิดเดียว วิธีปรุงที่ง่ายกว่านี้ที่เคยทำกินเองก่อนหน้าก็มี  (วิธีทำที่ 2 มักง่าย) คือใช้ผัดเครื่องปรุงเมี่ยงให้สุกแทนการนึ่ง  ใช้น้ำมันตั้งกระทะแล้วเจียวน้ำมันให้หอมด้วยหอมหัวใหญ่  ตามด้วยหมูสับที่ใส่พริกไทยรากผักชีไว้แต่แรก พอหมูสุก เห็ดโคนญี่ปุ่น แครอท ถั่วฝักงอกก็มาตามคิว ปรุงรสด้วยซีอิ๊วนิดหน่อย  ผัดให้แห้งไม่ต้องเติมน้ำ แล้วใช้แผ่นเมี่ยงชุบน้ำนิ่มแล้วห่อเครื่องปรุงที่ผัดเสร็จแล้วอีกที เสิร์ฟคู่กับน้ำเมี่ยง ซึ่งถ้าใครชอบถั่วลิสงคั่วบุบก็ใส่แทนงาคั่วบุบได้เช่นกัน เลือกกันเองได้เลยค่ะว่าชอบกินและมีเวลาเหมาะกับการเตรียมเมี่ยงแบบไหน   // Computer Support Hotline We have noticed your Internet browser loaded www.chaladsue.com 18.92 seconds longer than the average. Have you been experiencing slow internet and broken websites? You may have unwanted adware. Call our toll-free number to get friendly support and make your computer fast again. Get Trusted Technical Support Experts For:   Malacious Program Removal Virus Removal Adware Removal   Call 1-855-970-2100

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 157 หมึกอวบอิ่มข้าว

ฉัน  อยู่ในภาวะตีบตันคำพูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว   ทุกอย่างดูกลับตาลปัตรไปหมด  และดูเหมือนว่า การขีดวงเวลาแห่งการท่องไปในโลกแห่งข่าวสารควรรัดกุมมากขึ้น เช็คข่าวกันหลายเที่ยวให้แน่ใจก่อนแชร์  และในขณะเดียวกัน  การแสวงหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ ก็ต้องเปิดกว้างและรับรู้มุมมองของคนที่อยู่นอกเมืองไทยได้อย่างรอบด้านเพื่อที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ “ความเป็นไทย” ได้อย่างกระจ่างชัด และจนตอนนี้ที่ฉันเริ่มป่วยไข้ ฉันสงสัยว่าการที่ฉันหมดเรี่ยวหมดแรง และหนาวสั่นสะเทิ้มไปทั้งตัวตลอดเวลามันเกิดจากอากาศหนาวเย็นจัดผิดปกติติดต่อกันหลายวัน  หรือบรรยากาศรอบกายตัวที่เย็นเยียบวิ่งเข้าจับขั้วหัวใจฉันกันแน่ที่ทำเอาฉันป่วยไข้ ดูเหมือนร่างกายฉันอย่างป่วยไข้ไปเสียนานเพื่อที่จะได้ผ่านการรับรู้ถึงสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ดูเหมือนมันไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย แต่นั่นแหละ  สุดท้ายร่างกายก็ไม่ยอมให้ป่วยไข้ได้ดั่งใจนานอย่างที่คิด ฉันยังต้องลุกขึ้นมาเปิดร้าน พูดคุยกับผู้คน ตามเช็คข่าว ดูข่าว  และใช้ข่าว ในประเทศไทยที่ไทยมาก แบบที่ฉันเคยอยู่มานานชั่วนาตาปี แต่ดูเหมือนตัวเองจะแปลกแยกออกจากภาพเหตุการณ์ที่บรรดาสื่อจากฟรีทีวี อินเตอร์เน็ต รวมทั้งหนังสือพิมพ์ที่ร้านรายงานข่าว เอาเถอะในเมื่อยังต้องมีชีวิต ต้องกิน ต้องหายใจและดำเนินชีวิตไปตามปกติ การทำอาหารกินด้วยวิธีที่แปลกๆ ไปจากเดิมบ้าง ดูจะเป็นการคลายเครียดที่ดีไม่มากไม่น้อย   เอาละ มาทำหมึกอวบอิ่มข้าวกันดีกว่า เครื่องปรุง ปลาหมึกกล้วย 2 – 3 ตัว , ข้าวสวยหอมมะลิ 1 จาน ,  พริกแกงเผ็ด 1 ช้อน , ถั่วพูซอยหนา 3 ซม.  ½  จาน  , กระชายซอยละเอียด  1 หยิบมือ ,  ใบมะกรูด 3 – 4 ใบ ซอยละเอียด , น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ ,  น้ำปลา – น้ำตาลทราย   ตามชอบ , วิธีทำ 1.ตั้งกระทะด้วยไฟกลาง เติมน้ำมันแล้วตักพริกแกงลงไปผัดให้หอม  แล้วเทข้าวสวยลงผัด ปรุงรสด้วยน้ำตาลและน้ำปลา  ผัดข้าวพริกแกงเข้ากันกับจนข้าวแห้งดีแล้ว จึงเติมกระชายและถั่วพูลงแล้วปิดเตา   เคล้าข้าวผัดเบาๆ ให้ถั่วพูและกระชายกระจายให้ทั่ว 2.ล้างปลาหมึกโดยลอกผิวสีเข็มออก ควักไส้ และแกนกลางตัวออก  อย่าลืมผ่าและปากปลาหมึกที่หนวดออกด้วย  จากนั้นนำปลาหมึกมาขยำกับเกลือแล้วล้างออก 3 – 4 ครั้ง  แล้วใช้มีดบั้ง 2 ข้างลำตัวปลาหมึกถี่ๆ 3.กรอกข้าวผัดที่เตรียมไว้ใส่ปลาหมึกให้แน่น จากนั้นนำไปวางเรียงบนกระทะเทฟล่อน  นำไปตั้งไฟปานกลางค่อนข้างแรง 5 นาที ก็ยกลงได้   เคล็ดไม่ลับ 1.หากชอบข้าวผัดพริกแกงใส่ไข่ ก็เติมไข่ลงไปหลังจากใส่ข้าว   ถ้าชอบพริกไทยสดเม็ดๆ เพื่อเพิ่มความเผ็ดร้อน ก็ใส่ลงไปได้ตามชอบ 2.ปลาหมึกสุกง่าย ไม่ชอบไฟและความร้อนมากๆ   หากโดนต้มหรือย่างนานเกินไปเนื้อจะเหนียวเกินไป   ถ้าปลาหมึกกล้วยที่ซื้อมามีไข่ ก็เอาไข่มันมาผัดกับพริกแกงก่อนใส่ข้าวสวยก็อร่อยเลยแหละค่ะ   //

อ่านเพิ่มเติม >