ฉบับที่ 165 เสื้อกัน UV (ต่อ) ทางเลือกใหม่ สำหรับคนชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง

ต่อเนื่องจากเล่มก่อนหน้า เราขอนำเสนอผลการทดสอบเสื้อและชุดว่ายน้ำป้องกันรังสีสำหรับเด็กที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศได้ทำไว้   สัดส่วนการให้คะแนนเป็นดังนี้ -   การป้องกันรังสียูวี  ร้อยละ 60 (ปัจจุบันยังมีหลายมาตรฐานในการวัดค่าการป้องกันรังสียูวี ผู้ผลิตต่างรายจึงใช้มาตรฐานต่างกัน แต่ในที่นี้จะวัดตามมาตรฐาน UV Standard 801) -  ฉลาก  ร้อยละ 30 (หมายถึง การให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ผู้บริโภค มีการอ้างอิงว่าใช้มาตรฐานใด) -  การใช้สารเคมีร้อยละ 10                

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 164 เสื้อกัน UV ทางเลือกใหม่ สำหรับคนชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง

แม้จะอยู่ใต้ฟ้าแต่เราก็ไม่กลัวแสงแดด เพราะมีผลิตภัณฑ์มากมายที่ช่วยสกัดกั้นไม่ให้รังสีจากดวงอาทิตย์เข้ามาทำร้ายผิวเราได้ นอกจากครีมกันแดด หมวก และร่มแล้ว เรายังมีเสื้อป้องกันรังสียูวีที่ทำออกมาเอาใจผู้ชื่นชอบกีฬากลางแจ้งอีกด้วยนะ ฉลาดซื้อฉบับนี้นำผลทดสอบเสื้อกันรังสียูวี ที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศ ICRT ทำไว้ มาฝากสมาชิกกัน หลักๆ แล้วเขาต้องการดูค่าการป้องกันรังสีของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว (ค่า UPF) และดูว่าสอดคล้องกับฉลากหรือไม่ และในกรณีของเสื้อหรือชุดเด็ก จะมีการตรวจหาสารเคมีที่อาจปนเปื้อนมาในเนื้อผ้า เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ โนนิลฟีนอล และพทาเลท ด้วย การทดสอบนี้เป็นไปตามมาตรฐานของเสื้อผ้าที่ป้องกันรังสียูวี UV Standard 801   ครั้งนี้เขาเน้นเสื้อผ้าเด็กเป็นพิเศษ เพราะคนยุโรปเน้นให้เด็กๆ ได้อยู่กลางแจ้งเพื่อรับแสงแดดที่มีไม่บ่อยนักในรอบปี และเสื้อผ้าเหล่านี้ก็เป็นทางออกสำหรับเด็กๆ ที่ไม่ชอบให้ทาครีมกันแดดซึ่งจะว่าไปแล้วก็อาจมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเด็กด้วย สัดส่วนการให้คะแนนเป็นดังนี้ -          การป้องกันรังสียูวี           ร้อยละ 60 (ปัจจุบันยังมีหลายมาตรฐานในการวัดค่าการป้องกันรังสียูวี                                   ผู้ผลิตต่างรายจึงใช้มาตรฐานต่างกัน แต่ในที่นี้จะวัดตามมาตรฐาน UV                                  Standard 801) -          ฉลาก                            ร้อยละ 30 (หมายถึง การให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ผู้บริโภค มีการอ้างอิง                                       ว่าใช้มาตรฐานใด) -          การใช้สารเคมี                ร้อยละ 10   ฉบับนี้เราขอลงผลทดสอบของเสื้อผู้ใหญ่ 7 รุ่น และเต็นท์สำหรับเด็กอีก 5 รุ่น มาให้ชมกันเป็นน้ำจิ้มก่อน ส่วนผลของชุดและเสื้อยืดเด็กนั้น คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมติดตามกันในฉบับต่อไป --------------------------------------------------------------------------------------------------- ทำอย่างไรให้เนื้อผ้าป้องกันรังสียูวีได้? วิธีที่ผู้ผลิตนิยมใช้เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการป้องกันแสงแดด ได้แก่ การใช้ผ้าที่ทอหนาและแน่นในการตัดเย็บ เพราะช่องว่างระหว่างเส้นใยที่น้อยลงจะช่วยลดแสงที่ผ่านเข้ามาด้วย การใช้สีย้อม เพราะสีย้อมบางชนิดที่ความเข้มข้นระดับหนึ่ง สามารถลดการส่งผ่านรังสียูวีได้ บางชนิดสะท้อนรังสีออกไปได้บางส่วน บางชนิดจะไม่รับรังสีเข้ามาเลย เช่น สีย้อมสีดำ ณ ปัจจุบัน เราไม่สามารถทราบได้ว่าเสื้อตัวดังกล่าวสามารถกันรังสีได้หรือไม่จากการดูด้วยตาเปล่า ต้องดูจากฉลากที่ระบุค่า UPF เท่านั้น เสื้อผ้าที่ออกแบบมาเพื่อการป้องกันรังสีอาจใช้สีย้อมระดับพรีเมียมซึ่งมีโมเลกุลที่สามารถสกัดรังสีได้ เมื่อใช้สีย้อมมากขึ้น ระดับความเข้มข้นของสีและการป้องกันยูวีก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แต่ต้องย้ำว่าสีที่ใช้ (เหลือง แดง ฟ้า เขียว ฯลฯ) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าการป้องกันยูวี การเติมสารเคมีบางชนิดลงไป เช่น สารเพิ่มความสว่าง และสารต้านยูวี เช่น ไททาเนียมไดออกไซด์ ซิงค์โคไซด์ เบนโซไทรอาโซล ทินูวิน 312 เป็นต้น การเลือกชนิดของเส้นใย เช่นโพลีเอสเตอร์ สามารถต้านรังสีได้ดีมาก ไนลอนก็ทำได้ดี ไหมและขนแกะก็พอใช้ แต่เส้นใยธรรมชาติอย่างฝ้าย เรยอน แฟลกซ์ และปอ ป้องกันรังสีได้ไม่ดีนักถ้าไม่มีการเติมสารเคมีเพิ่มลงไป ที่สำคัญ ผ้าฝ้ายที่ไม่ผ่านการฟอกหรือผ้าสีธรรมชาติจะต้านรังสีได้ดีกว่าฝ้ายที่กัดสีแล้ว   หมายเหตุเพิ่มเติม: Ø เมื่อผ้าถูกยืดออกร้อยละ 10 ความสามารถในการต้านรังสีจะลดลงถึงร้อยละ 40 Ø เมื่อผ้าเปียกน้ำ ความสามารถในการต้านรังสีจะลดลงประมาณร้อยละ 30 - 50 Ø ผ้าเก่าหรือผ้าที่ซีดแล้วจะสามารถป้องกันยูวีได้น้อยลง ---------------------------------------------------------------------------------------------------   ก่อนลงทุนซื้อเสื้อ/ชุดป้องกันยูวี -          เลือกเสื้อผ้าที่มีการติดฉลากตามมาตรฐาน UV 801 -          ถ้าเป็นไปได้ เลือกชนิดที่ป้องกันยูวีโดยวิธีการทางกายภาพ ไม่ใช่ทางเคมี -          ควรเลือกเสื้อผ้าที่ปกปิดแขนทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ของแขน และส่วนบนของขา -          ถ้าเป็นชุดเด็ก ค่าการป้องกันยูวี (UPF) ควรอยู่ระหว่าง 40-60 เพื่อให้เด็กได้รับการป้องกันอย่างเพียงพอ --------------------------------------------------------------------------------------------------- เสื้อผู้ใหญ่                                                                                                                                                                       ---- บ้านเรากับเสื้อป้องกันยูวี?   ในบรรดาสิ่งทอคุณสมบัติพิเศษนั้น ที่มาแรงที่สุดในบ้านเราคงไม่มีใครเกินสิ่งทอป้องกันแบคทีเรีย (ก็อากาศร้อน ช่วยขับเหงื่อผู้คนกันขนาดนี้) ส่วนเรื่องสิ่งทอป้องกันยูวีนั้นยังไม่เท่าไร เพราะเรามีจริตที่จะหลบแดดกันอยู่แล้ว ยกเว้นใครที่ต้องทำงานหรือชอบงานอดิเรกที่ต้องอยู่กลางแจ้งจริงๆ เช่นนักกีฬา หรือขาปั่นจักรยาน ที่อาจต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์นี้อยู่   แต่คุณรู้หรือไม่? บ้านเรามีสภาพอากาศและพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งเส้นใยของมันสามารถป้องกันรังสียูวีได้โดยธรรมชาติ แถมยังระบายกลิ่นอับได้ดี ประเทศในยุโรปรู้จักใช้ประโยชน์จากใยชนิดนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เยอรมนีก็ใช้เพื่อผลิตหมวกป้องกันยูวีให้กับนักกีฬาด้วย พืชที่ว่านี้คือกัญชง (ถูกแล้ว มันเป็นญาติกับกัญชา) ซึ่งเคยมีสถานะเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 แต่กำลังจะถูกพิจารณาให้เกษตรกรสามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจได้ ในเบื้องต้นสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กำลังศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์กัญชงที่มีระดับเตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ต่ำ เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูก แต่แม้จะมีการปลูกในภาคเหนือบ้างแล้ว ปริมาณวัตถุดิบก็ยังไม่เพียงพอต่อการผลิต เราจึงยังต้องนำเข้าจากประเทศลาวอีกเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าตอนนี้ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท และนอกจากจะนำมาทอผ้าแล้ว เปลือกและเมล็ดของมัน ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่างด้วย   ขอบคุณข้อมูลจาก อ.ดร.ประเทืองทิพย์ ปานบำรุง สาขาวิศวกรรมเคมีสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 159 ทดสอบลูกฟุตบอล ในเทศกาลบอลโลก 2014

ด้วยความอยากอินเทรนด์ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึงในเดือนมิถุนายนนี้ ฉลาดซื้อจึงขอนำเสนอผลการทดสอบลูกฟุตบอลรุ่นต่างๆ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ทำโดย Proteste Brazil องค์กรผู้บริโภคของประเทศบราซิล ซึ่งนอกจากจะจริงจังกับการเล่นฟุตบอลไม่แพ้ใครแล้วยังเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้ด้วย เราจะได้ติดตามเรื่องราวของฟุตบอลจากมุมมองของผู้บริโภค ตั้งแต่เรื่องของคุณภาพสินค้า ไปจนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ผลิตไปด้วยกัน เป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่าลูกฟุตบอลรุ่นที่ใช้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ (Official) นั้น “เหนือ” กว่าลูกฟุตบอลในรุ่นเดียวกันที่ใช้ซ้อม (Replica) ในด้านประสิทธิภาพและเทคโนโลยีที่ใช้ ลูกฟุตบอลชนิด Official จริงจึงมักมีราคาแพงกว่าพวก Replica บางครั้งแพงกว่าถึง 10 เท่า Proteste Brazil จึงร่วมมือกับสถาบันเพื่อการวิจัยเทคโนโลยี Institute for Technological Research ซึ่งเป็นห้องปฎิบัติการที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของบราซิล ทำการทดสอบลูกฟุตบอล 17 รุ่น (ทั้งชนิดที่ใช้แข่งและใช้ซ้อม) จากผู้ผลิต 7 ราย โดยอิงกับเกณฑ์ของฟีฟ่า (FIFA) กำหนด ตั้งแต่ น้ำหนัก เส้นรอบวง ความกลม การสะท้อนกลับ การดูดซับน้ำ การรั่วซึม และการคงสภาพของลูกบอลหลังการใช้งาน สโมสรฟุตบอลฟลูมิเนนเซ่ของบราซิลก็ส่งนักเตะ 4 คนและผู้รักษาประตูอีก 3 คน มาร่วมทดสอบประสิทธิภาพของลูกฟุตบอลเหล่านี้จากการใช้งานจริงในสนามด้วย   พิเศษสุดสำหรับผู้อ่านฉลาดซื้อ เรามีผลทดสอบประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกของลูกฟุตบอล ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในเกมการแข่งขัน (แต่ยังไม่อยู่ในเกณฑ์การรับรองของฟีฟ่า) เมื่อ 4 ปีที่แล้วก็มีหลายคนหงุดหงิดกับลูกฟุตบอลรุ่น “จาบูลานี” ที่ใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่อัฟริกาใต้ แม้ว่ามันจะได้รับการชื่นชมว่ากลมกลิ้งไม่มีใครเกิน แต่มันก็เป็นลูกฟุตบอลที่ควบคุม และคาดเดาการเคลื่อนไหวได้ยากที่สุดด้วย ข่าวบอกว่าอาดิดาสได้ปรับปรุง “บราซูกา” ซึ่งเป็นลูกฟุตบอลสำหรับการแข่งขันบอลโลกปีนี้ให้ดีกว่าเดิม ... แล้วเราจะได้รู้กันจากผลการทดสอบในหน้าถัดไป                                         Show me the money! กีฬา .. เงินตรา .. เป็นยาวิเศษ   ประมาณการรายได้ของ FIFA จากการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2014 อยู่ที่ 4,000 ล้านเหรียญ (เกือบ 130,000 ล้านบาท) ร้อยละ 60 มาจากค่าลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด ที่เหลือมาจากสปอนเซอร์ 24 แบรนด์ ตลาดสินค้าเกี่ยวกับฟุตบอล (เสื้อกีฬา ลูกฟุตบอล รองเท้า) ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 5,000 ยูโรนี้มีผู้เล่นหลักๆอยู่เพียงสองราย การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2014 นี้จะเป็นสังเวียนการต่อสู้ระหว่างทีมอาดิดาส จากเยอรมนี กับทีมไนกี้ จากอเมริกานั่นเอง   ใน World Cup 2014 นี้ อาดิดาสซึ่งเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการจะเป็นผู้จัดหาลูกฟุตบอล ชุดและอุปกรณ์ของกรรมการ รวมถึงเสื้อผ้าของอาสาสมัครที่ช่วยงานในสนาม และเป็นสปอนเซอร์ให้ทีมที่เคยเป็นแชมป์อย่างเยอรมนี และอาร์เจนตินา ยาวไปถึงเสปน ซึ่งเป็นแชมป์ปัจจุบันด้วย   อาดิดาส ทำสัญญากับฟีฟ่าเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันฟุตบอลโลกมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2513 และจะเป็นไปจนถึงปีพ.ศ. 2573 ในปี 2557 นี้อาดิดาสจะเป็นผู้จัดหาลูกฟุตบอลให้กับการแข่งขันดังกล่าวเป็นครั้งที่ 12 จากเทลสตาร์ในปี 2514 มาถึงจาบูลานีในปี 2553 และบราซูก้าในปีนี้   ค่ายไนกี้ กลุ่มธุรกิจเสื้อผ้ากีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ไนกี้เป็นสปอนเซอร์ของทีมเจ้าภาพบราซิลซึ่งเคยเป็นแชมป์มาแล้ว 5 สมัย และทีมยอดนิยมของผู้ชมทั่วโลกอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส อีกต่างหาก   อาดิดาส คุยไว้ว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับฟุตบอลทั้งหมดของบริษัทจะทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (2,000 ล้านยูโร) ในปีนี้ และจะสามาระชนะคู่แข่งอย่างไนกี้ได้ขาดลอย ----------------------------------------------------------------   Fair Game vs Fair Trade แต่ละปีมีลูกบอลเพื่อการกีฬากว่า 60 ล้านลูกถูกจำหน่ายออกไป สองในสามของจำนวนดังกล่าวคือลูกฟุตบอล ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีการให้เครื่องหมายรับรอง “Fair Trade” ด้วย เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการจ้างงานหรือใช้ทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิต อย่างช็อคโกแลต กาแฟ สับปะรด เสื้อผ้า เป็นต้น   สถิติในปี 2552 ระบุว่าในบรรดาลูกฟุตบอลที่ขายไปนั้น มีลูกฟุตบอลที่ได้รับการรับรองด้วยเครื่องหมาย Fairtrade ประมาณ 118,000 ลูก ลดลงไปจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 16 นั่นหมายความว่า ณ จุดนี้มีไม่ถึงร้อยละ 0.2 ของลูกบอลที่ใช้ในการเล่นกีฬาที่มีตรารับรอง Fair Trade   ส่วนแบ่งการบริโภคลูกบอลในยุโรป (สถิติปี 2552) อังกฤษ              ร้อยละ 15 ฝรั่งเศส                         ร้อยละ 15 เยอรมนี             ร้อยละ 15 อิตาลี                ร้อยละ 13 สเปน                ร้อยละ 11 สวีเดน               ร้อยละ 3* (สวีเดนเป็นประเทศที่มีการบริโภคลูกบอล Fair Trade มากที่สุด)   ---------------------------------------------------------------- เจาะลึกเบื้องหลัง Brazuca ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งก่อนหน้านี้ที่อัฟริกาใต้ อาดิดาสผลิตลูกฟุตบอล “จาบูลานี” ที่ว่ากันว่ากลมที่สุด ตั้งแต่มีการผลิตลูกฟุตบอล เพราะมีชิ้นส่วนน้อยที่สุด (8 ชิ้น) และใช้แรงอัดและความร้อน ทำให้ลูกฟุตบอลกลมกลึงไร้รอยเย็บ แตกต่างจากเจ้า “ทีมไกสต์” ที่ใช้อย่างเป็นทางการในเวิลด์คัพ ปี 2549 ที่เยอรมนี ซึ่งมีชิ้นส่วนถึง 14 ชิ้น เมื่อเหนือฟ้ายังมีฟ้า เทพกว่า “จาบูลานี” ก็ต้องมี “บราซูกา” ลูกฟุตบอลรุ่นที่ 12 ที่อาดิดาสผลิตเพื่อการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้ บราซูการุ่นที่ใช้ในการแข่งขันเปิดตัวเมื่อปลายปีที่แล้ว ในสนนราคาลูกละ160 เหรียญ (ประมาณ 5,200 บาท) เราขอพาคุณเยี่ยมชมโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีนที่ผลิต อาดิดาส บราซูกา (ซึ่งยังคงคอนเซปต์กลมเนี๊ยบด้วยชิ้นส่วนที่ลดลงเหลือแค่ 6 ชิ้น) ดูทั้งแระบวนการผลิตและการใส่ใจเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมๆกันเลย บราซูกา มีส่วนประกอบหลัก 2 ส่วนคือ ลูกบอลชั้นใน ทำจากยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และชั้นนอกที่ทำจากหนังเทียม การเชื่อมต่อเข้าด้วยกันจะอาศัยกาวและความร้อน ลูกบอลชั้นในที่ทำจากยางจะถูกสูบลมเข้า ทากาว แล้วปิดทับด้วยผ้าที่ตัดออกเป็นชิ้นๆ หลังจากลูกบอลผ่านการตรวจเช็คขนาด จะถูกทากาวทับอีกรอบ และนำไปอบ ลูกบอลจะถูกปล่อยทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงเพื่อดูว่ามีการรั่วไหลของลมหรือไม่ ลูกที่รั่วจะถูกทำลาย ชั้นนอกของลูกบอลจะประกอบด้วยพื้นผิว 2 ชั้น ชั้นในซึ่งทำด้วยโฟมจะนุ่มและหนากว่า ขั้นตอนการทำลูกบอลชั้นนอกเป็นขั้นตอนที่เกิดเสียงดังมาก จากการสังเกตพบว่าพนักงานไม่ได้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียงใดๆ อาดิดาสให้ข้อมูลว่าระดับเสียงดังกล่าวไม่เกินมาตรฐาน ทั้งของจีนและของนานาชาติ แต่โรงงานก็กำลังพยายามลดความดังของเสียงลงด้วยการปรับแต่งเครื่องจักรและการติดตั้งอุปกรณ์ลดเสียง พื้นผิวลูกบอลชั้นนอกจะมีการพิมพ์ลวดลายเฉพาะของบราซูกา โดยใช้เครื่องพิมพ์ทั้งหมด 10 เครื่อง (1 เครื่องต่อ 1 สี) จากนั้นเคลือบด้วยฟิล์มเพื่อป้องกันการขูดขีด ขั้นตอนนี้มีกลิ่นของสารเคมีค่อนข้างมาก พนักงานทุกคนต้องใส่หน้ากาก ผู้จัดการโรงงาน          บอกว่ามีกฎให้พนักงานแต่ละคนอยู่ในพื้นที่พิมพ์งานต่อครั้งได้ไม่เกิน 20 นาที อาดิดาสแจ้งว่า            โรงงานจะเลือกใช้เฉพาะสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนทำงาน และมีการจัดตรวจสุขภาพ ให้พนักงานเป็นประจำ ลูกบอลด้านนอกทั้งสองชั้นจะถูกประกบเข้าหากันด้วยกาวและแรงอัดจากเครื่องจักร จากนั้นโลโก้ของอาดิดาสและฟีฟ่าจะถูกพิมพ์ลงไป และเคลือบด้วยแผ่นฟิล์มอีกครั้ง งานประกอบชั้นนอกของลูกบอลเข้ากับชั้นใน ชิ้นส่วนทั้ง 4 ชิ้นจะถูกนำมาทากาวให้ติดกันก่อนนำมาครอบทับลูกบอลชั้นใน จากนั้นอีก 2 ชิ้นที่เหลือจะถูกติดลงไป ขั้นตอนนี้จะทำโดยผู้หญิงเท่านั้น ทางโรงงานบอกว่านิ้วของผู้หญิงมีความยืดหยุ่นมากกว่า ขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นตอนการอบด้วยความร้อน หรือ thermal bonding เพื่อทำให้ทุกชิ้นส่วนติดกันเป็นเนื้อเดียวโดยไม่ต้องเย็บนั่นเอง ก่อนจะถูกนำไปจัดลงกล่องเพื่อส่งขาย ลูกฟุตบอลที่ทำเสร็จแล้วจะต้องถูกสังเกตอาการเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อดูว่ามีการรั่วไหลของลมหรือไม่ ถ้ารั่วก็ไม่ได้ไปต่อ   ---------------------------------------------------------------- ผลการสำรวจความคิดเห็นของนักเตะ โดย FIFA ร่วมกับมหาวิทยาลัยลัฟเบรอ (Loughborough University) ประเทศอังกฤษ การสัมภาษณ์ผู้เล่น 48 คน และแบบสอบถามที่ทำกับผู้เล่น 231 คน ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2556 ผลสำรวจ -          ร้อยละ 85 ของนักเตะที่ตอบแบบสอบถามพึงพอใจกับลูกฟุตบอลที่ใช้อยู่ -          สิ่งที่นักเตะให้ความสนใจมากที่สุดเกี่ยวกับลูกฟุตบอลคือน้ำหนักและการกระเด้ง (rebound) -          นักเตะคิดว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญและควรได้รับการปรับปรุงได้แก่ ความเสถียรของลูกฟุตบอลเมื่อลอยผ่านอากาศ การเคลื่อนไหวเป็นแนวโค้ง และความเร็วของลูกฟุตบอล -          นักเตะมีความเห็นหลายหลายเรื่องคุณสมบัติที่ดีของลูกฟุตบอล และแน่นอนความแตกต่างนี้มีมากที่สุดระหว่างกลุ่มนักเตะกับผู้รักษาประตูนั่นเอง   //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 158 ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ทำให้โลกน่าอยู่

ฉลาดซื้อฉบับนี้พาคุณหลบร้อนไปเดินเล่นแถวซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปกันบ้าง บอกก่อนว่าเราไม่ได้พาคุณไปหาโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม แต่เราจะพาคุณไปพบกับอีกมิติของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เหล่านี้ นั่นคือนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่ไกลออกไปจากสังคมรอบบ้านตัวเอง ไปถึงสังคมในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นต้นทางการผลิตอาหารมาเลี้ยงคนยุโรปด้วย  การสำรวจครั้งนี้ เน้นที่นโยบายด้านมาตรฐานแรงงานและขั้นตอนการจัดซื้อสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนา ของผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป ทีมวิจัยขององค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (International Consumer Research & Testing) และสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสากล (Consumers International) เจาะจงเลือกห้างที่นำเข้าผัก ผลไม้จากประเทศกำลังพัฒนา (อ้างอิงจากรายชื่อขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา OECD) เพื่อนำมาขายให้กับผู้บริโภคภายใต้แบรนด์สินค้าของห้าง (House brand/private brand) และมีผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ต 25 แห่งใน 8 ประเทศ (บางเจ้ามีสาขามากกว่าหนึ่งประเทศด้วย)   และสิ่งที่มองหาเพื่อให้คะแนนและจัดอันดับความรับผิดชอบต่อสังคมในการสำรวจครั้งนี้ได้แก่ นโยบายและจรรยาบรรณทางธุรกิจที่อิงแนวปฏิบัติของนานาชาติที่มีต่อประเทศกำลังพัฒนา การนำนโยบายดังกล่าวมาใช้ปฏิบัติจริง มีฝ่ายที่รับผิดชอบโดยตรงและมีการรายงานต่อสังคม มาตรฐานแรงงานที่ห้างเรียกร้องจากผู้จัดหาสินค้าในประเทศกำลังพัฒนา เงื่อนไขทางธุรกิจและมาตรฐานแรงงานที่ห้างใช้กับผู้จัดส่งผัก ผลไม้สดในประเทศกำลังพัฒนา   โดยการเก็บข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นข้อมูลที่บริษัทประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ และส่วนที่เป็นการตอบแบบสอบถามที่ออกแบบโดย Centre for Research on Multinational Corporations (SOMO) --------------------------------------------------------------- ตัวอย่างของข้อตกลงระหว่างประเทศที่ห้างเหล่านี้ใช้อ้างอิงได้แก่ - ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  (Universal Declaration of Human Rights) - ปฏิญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน (International Labour Organization’s Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work) - แนวทางการรับผิดชอบต่อสังคมขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (Guidance Standard of Social Responsibility: ISO 26000) - มาตรฐานสากลที่ให้ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงาน Social Accountability 8000 certification - มาตรฐานสมัครใจ ว่าด้วยการประกอบธุรกิจและการคำนึงถึง สิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) - แนวปฎิบัติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา สำหรับบรรษัทข้ามชาติ (OECD’s Guidelines for Multinational Enterprises) - ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) เป็นหลักสากลที่ผู้ประกอบการจะนำไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อให้เป็น บรรษัทพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Corporate Citizen) - มาตรฐานสากลว่าด้วยการบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร (Global Food Safety Initiative: GFSI)   ---------------------------------------------------------- ผลการสำรวจปรากฏว่าซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปที่มีการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเน้นเรื่องมาตรฐานแรงงานและขั้นตอนการจัดซื้อสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนา ที่ได้คะแนนผ่านครึ่งมีเพียง 3 แห่งได้แก่ ห้าง Co-op Italia ของอิตาลี  ห้าง Ahold (ย่อมาจาก Albert Heijn holding) ของเนเธอร์แลนด์ และ ห้าง ICA ของสวีเดน ส่วนอีก 22 ห้างนั้นได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 50   ทั้งนี้ คะแนนที่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ทางบริษัทเปิดเผยต่อทีมวิจัย หลายห้างได้คะแนนต่ำเพราะไม่ให้ข้อมูลว่าได้มีการนำนโยบายไปลงมือปฏิบัติจริงอย่างไร เป็นต้น     มารู้จักกับซูเปอร์มาร์เก็ตที่ได้คะแนนอยู่ใน 3 อันดับต้นกันสักเล็กน้อย สมาชิกฉลาดซื้อที่เตรียมเดินทางไปย่ำยุโรปจะได้เลือกอุดหนุนกันได้ถูกเจ้า             //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 157 “รถโดยสารไทย” รู้ไว้ก่อนเที่ยวสงกรานต์

“สยอง!! ทัวร์กทม.-ร้อยเอ็ด ชนรถพ่วงไฟลุกท่วมคลอก 19 ศพ เจ็บ 23” 23 กรกฎาคม 2556 “รถตู้เถื่อนซิ่งมรณะอัดท้ายรถพ่วงตายเกลื่อน 9 ศพ” 26 สิงหาคม 2556 “บัสโรงงานซิ่งแข่งกันตกข้างทางตายสยอง 8 ศพ ที่ศรีราช ชลบุรี” 6 มิถุนายน 2555 "รถพ่วงชนรถทัศนศึกษานักเรียนโคราช เสียชีวิต 15 เจ็บกว่า 30 ราย” 28 กุมภาพันธ์ 2557 “รถทัวร์ตกสะพานห้วยตอง เพชรบูรณ์ ดับ 29 เจ็บ 4” 26 ธันวาคม 2556 ข้อความด้านบนคือส่วนหนึ่งของพาดหัวข่าวที่ชวนให้สลดใจจากเหตุการณ์อุบัติเหตุจากรถโดยสารสาธารณะในบ้านเราที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่เรื่องความรุนแรงและความสูญเสียจากอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องจำนวนอุบัติเหตุที่เกิด ซึ่งดูเหมือนแนวโน้นมีแต่จะสูงขึ้น คำถามที่อยู่ในใจของผู้บริโภคไทยที่ต้องใช้บริการรถโดยสารสาธารณะตอนนี้ก็คือ “เกิดอะไรขึ้นกับระบบความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะในประเทศไทย?” “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างไรกันบ้าง?” และ “มาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตของคนไทยในการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะมีมากน้อยแค่ไหน?”   ผลสำรวจทางสถิติชี้ชัด ความปลอดภัยของรถโดยสารไทยเข้าขั้นวิกฤติ ศูนย์พิทักษ์สิทธิ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้สรุปตัวเลขอุบัติเหตุ จำนวนผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์อุบัติเหตุจากรถโดยสารสาธารณะ โดยรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 พบว่ามีจำนวนอุบัติเหตุเกิดขึ้นทั้งหมด 334 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 5,069 ราย และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 472 ราย ส่วนพื้นที่ที่มีการเกิดอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะบ่อยครั้งที่สุด คือ พื้นที่ภาคกลาง มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทั้งหมด 108 ครั้ง คิดเป็น 30% ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมด       องค์การอนามัยโลกได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจาอุบัติเหตุบนถนนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า ในแต่ละวันคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ถึง 38 คน โดย 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิต เป็นกำลังหลักของครอบครัว  ยังไม่นับรวมถึงจำนวนผู้ที่ได้รับเจ็บรุนแรงที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งข้อมูลเมื่อปี 2554 มีสูงถึง 136,544 ราย โดยในจำนวนนี้ 5% หรือราวๆ 6,827 ราย ต้องลงเอยด้วยความพิการ สำหรับกลุ่มผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน กลุ่มหลักๆ ยังคงเป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 50% ขณะที่ผู้ใช้รถโดยสารสาธารณะจะอยู่ประมาณ 10%   มีกฎหมายบังคับ...แต่กลับใช้ไม่ได้ผล จากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยของรถโดยสารในปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมการขนส่งทางบก ก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ได้มีความพยายามกำหนดข้อบังคับต่างๆ เพื่อเป็นตัวควบคุมและป้องกันปัญหาความไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดเรื่องการตรวจสอบคุณภาพความปลอดภัยของรถโดยสารใหม่ที่จดทะเบียน ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องความแข็งแรงของโครงตัวถังรถ ความยึดแน่นของเก้าอี้ที่นั่ง การบังคับให้มีการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่เบาะนั่ง โดยมีการออกข้อกำหนดเรื่องมาตรฐานเข็มขัดนิรภัย รวมถึงการให้รถโดยสารสาธารณะติดตั้งระบบ RFID ซึ่งเป็นระบบเก็บข้อมูลความเร็วขณะรถวิ่ง เพื่อเป็นการควบคุมความเร็วของรถโดยสาร แต่ดูเหมือนข้อบังคับต่างๆ ที่ออกมาจะใช้ไม่ได้ผลดูได้จากปริมาณของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต สาเหตุมาจากความประมาท และละเลยของผู้ประกอบการ พนักงานขับรถ หน่วยงานที่มีหน้าบังคับใช้กฎหมาย ไม่เว้นแม้แต่ตัวผู้โดยสารเอง เรายังคงเห็นปัญหาเรื่องรถโดยสารขับซิ่ง รถตู้บรรทุกผู้โดยสารเกิน รถผี รถเถื่อน การไม่ยอมคาดเข็มขัด ฯลฯ ฝั่งผู้ประกอบการก็คิดแต่การสร้างผลกำไรจนมองข้ามที่จะควบคุมคุณภาพการบริการ คุมเข้มเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนพนักงานขับรถก็เจอปัญหาต้องทำรอบในการขับรถขนส่งผู้โดยสาร ทำให้ต้องขับเร็วขับซิ่ง เลือกฝ่าผืนกฎหมายบรรทุกผู้โดยสารเกิน ไปจนถึงการฝืนร่างกายขับรถในระยะเวลาหรือระยะทางเกินจากที่กฎหมายกำหนด เพื่อต้องการรายได้ที่มากขึ้น ท้ายที่สุดการฝ่าฝืนต่างๆ ก็นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ ผู้โดยสารในฐานะผู้บริโภคก็หลงลืมที่จะรักษาสิทธิและความปลอดภัยในชีวิตของตัวเอง เพราะอยากจะเดินทางสะดวก เดินทางไว มองข้ามความปลอดภัย เพราะความคุ้นชิน และคิดว่าไม่เป็นอะไร ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นก็สายเกินไปแล้วที่จะแก้ไข ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มองค์กรต่างๆ จำนวนไม่น้อยในสังคมที่พยายาม ผลักดันให้เกิดกฎหมายหรือการบังคับใช้ข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวกับมาตรฐานรถโดยสารปลอดภัยที่เข้มแข็งจริงจังในสังคมไทย สำหรับเราในฐานะผู้โดยสารคนใช้บริการ ก็ต้องจริงจังกับการรักษาสิทธิของตัวเอง คำนึงความปลอดภัยของชีวิตมาเป็นอันดับแรก สิทธิของเรา ชีวิตของเรา เราเลือกได้ หากพบเห็นหรือรู้ว่ารถโดยสารที่เราใช้บริการอยู่ เสี่ยงต่อความปลอดภัย เราต้องรีบรักษาสิทธิ เลือกที่จะปฏิเสธ และร้องเรียนเพื่อนำไปสู่การแก้ไข และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต   เรื่องที่ยังเป็นปัญหาของรถโดยสารสาธารณะไทย -มาตรฐานของรถโดยสารยังต่ำกว่ามาตรฐานของรถโดยสารสากล -ผู้ประกอบการรถโดยสารส่วนใหญ่(โดยเฉพาะผู้ประกอบการรถร่วมบริการ) ยังมีความใส่ใจต่อมาตรฐานความปลอดภัยค่อนข้างน้อย -ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต ขาดการกำกับดูแลคุณภาพการให้บริการของผู้ประกอบการรถร่วมบริการ -ระบบประกันภัยและการชดเชยเยียวยาสำหรับผู้ประสบอุบัติเหตุรถโดยสารยังมีการใช้งานอย่างไม่เต็มที่ -ขาดกลไกการเชื่อมโยงความรับผิดชอบของผู้ประกอบการในระดับต่างๆ ที่มา: “ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” สุเมธ องกิตติกุล สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (tdri)   ความปลอดภัยในรถโดยสาร เริ่มต้นที่ตัวเราเอง -เลือกใช้รถโดยสารสาธารณะที่เป็นรถที่ถูกกฎหมาย ไม่ใช่บริการรถเสริม รถผี ซึ่งจะมีระบาดมากในช่วงเทศกาลโดยเฉพาะรถตู้ ต้องเลือกรถที่เป็นทะเบียนป้ายเหลือง แสดงว่าได้รับการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพราะรถที่ถูกกฎหมายจะมีหน่วยงานรับรองมีบริษัทต้นสังกัดคอยตรวจสอบควบคุมดูแล นอกจากนี้ต้องสังเกตข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับผู้โดยสาร ซึ่งรถที่ถูกกฎหมายจะต้องมีบอกไว้ให้ผู้โดยสารมองเห็นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-นามสกุลพนักงานขับรถ ข้อมูลเส้นทาง เบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน -สภาพของรถต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ดูแล้วเหมาะสมกับการใช้งาน โดยสารแล้วรู้สึกมั่นใจปลอดภัย โดยเฉพาะเบาะที่นั่งต้องยึดเน้นอยู่กับตัวรถ รวมถึงอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยต่างๆ ต้องพร้อมสำหรับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเข็มขัดนิรภัย ค้อนทุบกระจก ถังดับเพลิง และประตูทางออกฉุกเฉิน -คาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา -คอยสังเกตพฤติกรรมของพนักงานขับรถขณะขับขี่รถโดยสาร ว่าอยู่ในสภาพพร้อมขับรถหรือไม่ หรือหากมีพฤติกรรมขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย เช่น ขับเร็วหวาดเสียว ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ให้รีบโทรแจ้งข้อมูลของรถคันดังกล่าวไปที่สายด่วนศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 -พยายามมีสติและสังเกตสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว เพื่อเฝ้าระวังและรู้ตัวได้ทันท่วงทีหากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะผู้ที่โดยสารรถตู้หรือรถทัวร์โดยสารที่วิ่งระยะทางไม่ไกลมาก ใช้เวลาไม่นาน ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรหลับขณะนั่งรถ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุตอนที่หลับอยู่อาจทำให้สลบไปในทันที เสี่ยงต่อการบาดเจ็บหนัก   เบอร์โทรติดต่อเมื่อเกิดปัญหาเรื่องรถโดยสาร 1584 ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1348 ศูนย์รับร้องเรียนขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ 1193 ตำรวจทางหลวง 1186 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย 1166 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 02 – 6291430 สภาทนายความ 02 – 2483737 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค     --------------------------------------------------------------------- การเรียกร้องค่าชดเชยเมื่อประสบอุบัติเหตุ ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุจากรถโดยสารทุกคนจะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งจะการคุ้มครองเบื้องต้นในส่วนของการจ่ายเงินค่าชดเชย ทั้งค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยกรณีเสียชีวิตและพิการทุพพลภาพ รายละเอียดสิทธิเงินค่าชดเชยเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีดังนี้ กรณีความเสียหายที่ได้รับ วงเงินคุ้มครอง บาดเจ็บ เบิกค่ารักษาตามจริงได้ไม่เกิน 15,000 บาท เสียชีวิต 35,000 บาท บาดเจ็บแล้วต่อมาเสียชีวิต เบิกรวมกันไม่เกิน 50,000 บาท   นอกจากนี้ผู้ประสบภัยยังสามารถเรียกร้องขอรับค่าสินไหนทดแทน หลังจากมีการพิสูจน์ความถูกผิดแล้ว ซึ่งบริษัทเจ้าของรถโดยสารที่เป็นฝ่ายผิดต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ประสบภัย โดยมีเกณฑ์การจ่ายดังนี้ กรณีความเสียหายที่ได้รับ วงเงินคุ้มครอง บาดเจ็บ เบิกค่ารักษาตามจริงได้ไม่เกิน 50,000 บาท เสียชีวิต 200,000 บาท ทุพพลภาพ หรือ สูญเสียอวัยวะ 200,000 บาท   ทั้งนี้ ทางบริษัทที่เป็นฝ่ายผิดยังต้องรับผิดชอบในส่วนของค่าชดเชยรายวัน วันละ 200 บาท ไม่เกิน 20 วัน ในกรณีที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถโดยสารต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล   การฟ้องคดีรถโดยสาร หากไม่ได้รับการชดเชยจากผู้ประกอบการ การเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของรถที่ประสบอุบัติเหตุนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายตัวอย่างหลายกรณีที่ผู้เสียหายถูกปัดความรับผิดชอบจากบริษัทผู้ประกอบการ ผู้เสียหายจึงต้องเลือกใช้วิธีการฟ้องร้องเป็นคดีความพึ่งอำนาจของศาล ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมาย “วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551” ที่ช่วยให้การฟ้องร้องคดีในศาลของผู้บริโภคเป็นไปด้วยความสะดวกสบายง่ายดายมากขึ้น การใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค - สามารถขอแบบฟอร์มได้ที่ศาล โดยแจ้งข้อเท็จจริงให้กับเจ้าหน้าที่ศาล ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ศาลจะช่วยเขียนคำฟ้องให้ - ผู้ร้องสามารถเขียนเองได้ (สามารถโหลดแบบฟอร์มได้จาก www.consumerthai.org ) แล้วนำไปยื่นที่ศาล - การเลือกศาลที่เหมาะสม เลือกตามมูลค่าทุนความเสียหาย • กรณีต่ำกว่า 3 แสน ฟ้องศาลแขวง • กรณีสูงกว่า 3 แสน ฟ้องศาลแพ่ง หรือศาลจังหวัด ทุกจังหวัด -----------------------------------------------------------------------------------   รู้ไว้ก่อนไปเที่ยวสงกรานต์ สำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ได้สรุปข้อมูลอุบัติเหตุบนทางหลวงช่วงเทศกาลสงกรานต์เมื่อปี 2556 ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน  มีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นรวมทั้งหมด 966 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 202 ราย บาดเจ็บอีก 1,209 ราย ซึ่งตัวเลขของจำนวนอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บ ล้วนเพิ่มขึ้นจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปี 2555 โดยตัวเลขอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นถึง 22.59% จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5.76% ขณะที่จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นถึง 32.13% ทั้งๆ ตัวเลขการเดินทางของผู้คนในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 3% เท่านั้น   3 เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2556 1.ทางหลวงหมายเลข 3395 วัฒนานคร – โคคลาน (กม.60+870 – กม.115+139) จำนวนอุบัติเหตุ 12 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บสาหัส 6 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 10 ราย ถนนมีลักษณะเป็นทาง 2 ช่องจราจร และมีปริมาณจราจรโดยเฉลี่ยประมาณ 11,400 คันต่อวัน อยู่ในความรับผิดชอบของแขวงการทางสระแก้ว บริเวณที่เกิดเหตุ ส่วนใหญ่เป็นทางตรง สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากการขับรถเร็วและแซงรถอย่างผิดกฎหมาย ทำให้ เกิดการเฉี่ยวชนกัน   2. ทางหลวงหมายเลข 4 คลองบางดินสอ – นาเหนือ (กม.854+553 – กม.879+558, กม.884+598 – กม.915+493) จำนวนอุบัติเหตุ 11 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 2 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 7 ราย ถนนมีลักษณะเป็นทาง 4 ช่องจราจร และมีปริมาณจราจรโดยเฉลี่ยประมาณ 17,700 คันต่อวัน อยู่ในความรับผิดชอบของสานักงานบำรุงทางพังงา บริเวณที่เกิดเหตุ โดยส่วนใหญ่เป็นทางโค้ง สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากการขับรถเร็ว   3. ทางหลวงหมายเลข 35 นาโคก – แพรกหนามแดง (กม.53+875 – กม.82+833) จำนวนอุบัติเหตุ 10 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 35 ราย ถนนมีลักษณะเป็นทาง 4 ช่องจราจร และมีปริมาณจราจรโดยเฉลี่ยประมาณ 110,300 คันต่อวัน อยู่ในความรับผิดชอบของสานักงานบำรุงทางสมุทรสงครามและราชบุรี บริเวณที่เกิดเหตุ โดยส่วนใหญ่เป็นทางตรง สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากการขับรถเร็ว ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนกัน  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 157 ทดสอบความถึก ทน ของ “เป้ backpack”

ใครที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางไกล หรือใครที่มีแผนจะแบกเป้เที่ยว สวมวิญญาณแบ็คแพ็คเกอร์ “เป้ใบเดียวเที่ยวรอบโลก” จุดหมายพร้อม ตั๋วพร้อม วันเดินทางพร้อม แต่อย่าเพิ่งรีบเก็บกระเป๋า ถ้าหากยังไม่ได้อ่านผลทดสอบ “เป้ backpack สำหรับเดินทางไกล” ลองมาดูกันสิว่ายี่ห้อไหนแข็งแรงทนทาน ใช้งานแล้วคุ้มค่ากับราคา ที่สำคัญคือสะพายขึ้นบ่าแล้วไม่พาให้ปวดหลังปวดไหล ถึงขึ้นชื่อว่าเที่ยวแบบแบ็คแพ็คจะดูสมบุกสมบันแค่ไหน แต่ถ้าเป้ที่แบกไว้บนหลังต้องกลายมาเป็นภาระ ทริปสนุกที่ตั้งใจก็อาจกร่อยโดยไม่รู้ตัว   เป้สะพายหลังต้องเลือกให้ดีเพราะมีผลต่อสุขภาพ -ควรเลือกขนาดของเป้ให้เหมาะกับรูปร่างของเรา ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป เพราะขนาดของเป้จะเป็นตัวกำหนดน้ำหนักคร่าวๆ ของกระเป๋าหากเป็นเป้ใบใหญ่เกินไปแล้วบรรจุของจนน้ำหนักเกินพอดีกับที่ร่างกายจะรับไหว เวลาสะพายจะส่งผลกับช่วงคอ ไหล่ หลัง และเอว ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการเจ็บปวด และอักเสบได้ หากรุนแรงมากอาจมีผลกับกระดูกสันหลังได้เลยทีเดียว -ที่ด้านหลังของเป้ต้องมีโครงโลหะ ตรงส่วนที่เรียกว่าแผ่นรองหลัง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วงแบ่งน้ำหนังของเป้ไม่ให้ถ่ายลงมาที่แผ่นหลังและเอวของเรามากเกินไป ป้องกันอาการบาดเจ็บ นอกจากนี้ ส่วนของกระเป้ที่ต้องสัมผัสกับส่วนของร่างกายของเรา ทั้งช่วงหลัง เอว คอ บ่า ต้องมีบุด้วยเบาะนวมหรือวัสดุที่มีความหนา นุ่ม เพื่อช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ที่กล่าวมาไม่ต้องแบกรับน้ำหนักของเป้มากจนเกินไป   -สายสะพายบ่า ต้องเลือกเป้ที่สะพายแล้วช่วงความกว้างของสายสะพายอยู่ที่ช่วงไหปลาร้าเวลาสะพาย ไม่เข้ามาใกล้คอจนเกินไป และตกลงไปขนอยู่เกือบถึงหัวไหล่ เพราะสายสะพายบ่าที่อยู่ตรงกลางจะช่วยให้น้ำหนักของเป้มีความสมดุลกับร่างกายของผู้สะพาย -สายรัดเอวและสะโพก ต้องให้อยู่ที่บริเวณเอวพอดี เพราะสายรัดเอวของเป้จะช่วยผ่อนน้ำหนักที่ทั้ง บ่า คอ หลัง เอว และสะโพก ต้องแบบรับเอาไว้ ช่วยให้ช่วงหลังไม่เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บกล้ามเหนือ เวลาที่ต้องแบกเป้ไปพร้อมกับการเดิน ตัวเป้จะถูกยึดอยู่คงที่กับด้านหลังไม่กระแทกไปมากับช่วง หลัง เอว สะโพก ทำให้ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บ สายรัดสะโพกที่พอดีควรจะสามารถรัดได้ในระดับสะโพกตรงบริเวณกระดูกเชิงกราน ซึ่งจะเป็นจุดที่ช่วยในการถ่ายน้ำหนักได้ดีที่สุด วัสดุที่ใช้ทำสายรัดเอวและสะโพกต้องเป็นวัสดุที่มีความนิ่ม อาจบุด้วยโฟมหรือฟองน้ำนั้นที่มีความแข็งแรงคงทน เพราะจะเป็นส่วนที่ช่วยลดการกระแทกและทานน้ำหนักของเป้ไม่ให้กดทับเอวและสะโพกมากเกินไป   เทคนิคง่ายๆ ในการเลือกซื้อเป้ 1.ผลิตจากวัสดุที่มีความคงทนทาน เบา และกันน้ำ ที่นิยมกันในปัจจุบันคือผ้า Cordura และ Ripstop ซึ่งเป็นผ้าใยสังเคราะห์ทำจากผ้าไนลอน นิยมใช้ผลิตเครื่องแบบทหาร นอกจากนี้ยังต้องมีส่วนที่เป็นผ้าตาข่ายตรงบริเวณสายสะพายบ่า ช่วงแผ่นหลัง ไล่ไปถึงเอวและสะโพกเป็นตัวบุโฟมหรือฟองสำหรับกันกระแทก ซึ่งผ้าที่เป็นตาข่ายจะช่วยเรื่องการระบายอากาศ 2.มีโครงโลหะช่วยรับน้ำหนักเป้ไม่ให้กระแทกกับแผ่นหลัง และช่วยรักษาสมดุลของเป้ ป้องกันไม่ให้แผ่นหลังของเราบาดเจ็บ ต้องเลือกโครงที่มีความเข็งแรงแต่ไม่ไปเพิ่มน้ำหนักให้กับตัวเป้ และเมื่อสะพายแล้วตัวโครงโลหะไม่มากระแทกเข้ากับแผ่นหลังเกินไปจนทำอันตรายกับแผ่นหลัง 3.ซิปล็อค ควรเลือกแบบที่เป็น 2 ซิปเลื่อนปิดเข้าหากัน เพราะมีความแข็งแรงและปิดล็อคได้แน่นหนากว่าซิปเดียว นอกจากนี้ ซิปแบบ 2 ด้านสามารถล็อคด้วยแม่กุญแจได้ ช่วยเพิ่มเรื่องความปลอดภัย ป้องกันของในกระเป๋าสูญหาย การขโมย หรือล่วงหล่นออกมาระหว่างการขนเคลื่อนย้าย 4.ควรมีช่องเก็บของหลายๆ ช่อง เพราะวัตถุประสงค์ของเป้เดินทางมีไว้บรรจุสัมภาระต่างๆ นานาอยู่แล้ว การมีช่องแบ่งแยกของแต่ละประเภทของจากกัน จะช่วยให้การใช้งานสะดวกสบายยิ่งขึ้น 5.มีส่วนของโฟมหรือฟองน้ำที่บุไว้สำหรับรองรับน้ำหนักของกระเป๋า บริเวณ บ่า หลัง เอว และสะโพก เพื่อช่วยทานน้ำหนัก ลดแรงกดทับ ลดแรงกระแทก ของน้ำหนักเป้ เพื่อให้ร่างกายไม่เสี่ยงอาการบาดเจ็บ โดยสายสะพายช่วงบ่าและสายรัดช่วงเอว ต้องสามารถปรับกระชับเข้ากับรูปร่างของผู้สะพายได้ 6.ลองสะพายดูทุกครั้งก่อนซื้อ เลือกขนาดและน้ำหนักที่เหมาะสมกับรูปร่าง เลือกที่สะพายแล้วรู้สึกสบาย ถ้าเป็นไปได้ลองให้พนักงานขายหาของที่มีน้ำหนักใส่ในกระเป่าแล้วลองสะพายดูว่ารู้สึกสบายและคล่องตัวกับการใช้เป้ใบนั้นหรือไม่ และอย่าลืมเรื่องการรับประกันสินค้า บริการหลังการขายต่างๆ เพราะปัจจุบันเป้เดินทางมีราคาค่อนข้างสูง กรณีซื้อไปใช้งานได้ไม่นานแล้วเกิดการชำรุดเสียหาย จะได้สามารถส่งกลับมาให้ทางผู้ขายรับผิดชอบดูแลแก้ไขได้ * การทดสอบความแข็งแรงของตะเข็บเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 13935-2: 1999(E) (รายการทดสอบดังกล่าวไม่อยู่ในรายการทดสอบภายใต้ มอก.17025-2548) ** เนื่องจากเป็นการทดสอบจากตัวกระเป๋าเป้สะพายหลังที่ประกอบเสร็จแล้ว ห้องปฏิบัติการจึงไม่สามารถเตรียมชิ้นทดสอบจากตัวอย่างได้ครบในทุกตัวอย่าง เพราะบางกรณีชิ้นส่วนมีขนาดเล็กเกินไปหรือไม่เหมาะกับเครื่องมือทดสอบ เป็นต้น                           *เป้ทุกรุ่นที่นำมาทดสอบผลิตในประเทศเวียดนาม ยกเว้น 2 ยี่ห้อได้แก่ CAMP INN และ TRAVEL MART ผลิตในประเทศไทย ** Jack Wolfskin Alpine Trail 40 และ OSPREY Kyte 36 สั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ เนื่องจากไม่มีตัวแทนขายในประเทศไทย   ***นิวตัน คือหน่วยวัดความแข็งแรงของตะเข็บ ค่าที่ได้หมายถึงแรงดึงสูงสุด(กี่นิวตัน) ที่จะทำให้ตะเข็บฉีกขาด //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 156 เดินทางไกล เอาสัมภาระไปได้แค่ไหน

ฉบับก่อนเราใส่ใจกันเรื่องตั๋วโดยสาร การจอง การคืน คราวนี้ถ้าได้เดินทางจริง ก็คงมาถึงเรื่องสัมภาระเนื่องจากเราต้องไปด้วยระบบสาธารณะ ไม่ได้ไปด้วยพาหนะของเราเอง จึงควรทราบถึงกฎ ระเบียบของแต่ละสายการบิน รถโดยสารสาธารณะ และรถไฟ ว่าเขาให้เรา ได้ ไม่ได้ แค่ไหน งานนี้เฉพาะเดินทางในประเทศนะคะ เริ่มด้วยการบินกันก่อน สรุป ถือติดตัวเข้าห้องโดยสารไม่เกินคนละ 7 กิโลกรัม ฟรี ทุกสายการบิน (เอาเข้าท้องเครื่องก็ได้ 7 กก. นี้ฟรีเหมือนกัน) การบินไทยและนกแอร์ โหลดเข้าใต้ท้องเครื่อง ฟรี น้ำหนักสูงสุดไม่เกิน 30 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับประเภทของตั๋วโดยสาร จริงๆ ก็ไม่ฟรีหรอกมันรวมในค่าตั๋วแล้ว) แอร์เอเชียเกิน 7 กิโลกรัม ต้องจ่ายเงินเพิ่ม (จองน้ำหนักล่วงหน้าจะได้ราคาถูกกว่าหน้าเคาน์เตอร์)   การบินไทย สัมภาระที่ท่านผู้โดยสารนำติดตัวขึ้นเครื่องบิน สัมภาระน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม และมีขนาดโดยรวมไม่เกิน 45 นิ้ว (115 เซ็นติเมตร) ติดตัวขึ้นบนเครื่องบิน เกณฑ์สำหรับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) การเดินทางภายในประเทศไทยตลอดเส้นทาง น้ำหนักสัมภาระอนุญาตสำหรับช่วงของการเดินทางในประเทศเท่านั้น ประเภท น้ำหนักสัมภาระทุกชิ้นรวมกันสูงสุด รอยัลซิลค์คลาส 30 กก. (66 ปอนด์) เอโคโนมีคลาส 20 กก. (44 ปอนด์) เด็กเล็กที่ไม่ใช้ที่นั่ง 10 กก. (22 ปอนด์) น้ำหนักเพิ่มสำหรับผู้ถือบัตรรอยัลออร์คิด และสตาร์อัลลายแอนซ์โกลด์ 20 กก. (44 ปอนด์) น้ำหนักเพิ่มสำหรับผู้ถือบัตรรอยัลออร์คิดซิลเวอร์ (เฉพาะบนเที่ยวบิน TG เท่านั้น) 10 กก. (22 ปอนด์) *มีค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับช่วงของการเดินทางในประเทศเท่านั้น*   ที่มา http://www.thaiairways.co.th/thai-services/your-guide-to-safety/th/th-cabin-baggage.htm http://www.thaiairways.com/th_TH/Terms_condition/baggage_policy.page   นกแอร์ กระเป๋าถือ กระเป๋าถือติดตัวขึ้นเครื่อง จะต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม ต่อผู้โดยสาร 1 คน   ขนาด ความยาว ความสูง ความกว้าง สำหรับเครื่องบินโดยสารทุกรุ่น 56 ซม (22 นิ้ว) 36 ซม (14 นิ้ว) 23 ซม (9 นิ้ว) การขนส่งสัมภาระโดยไม่มีค่าใช้จ่าย กระเป๋าเดินทางต้องมีน้ำหนักรวมกันไม่เกินที่ระบุไว้ในเงื่อนไขและข้อจำกัดของบริษัท ซึ่งจะไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนี้   ประเภทที่นั่ง ลูกค้าปกติ (กิโลกรัม) นกแฟนคลับ (กิโลกรัม) นกแฟนคลับพลัส (กิโลกรัม) โปรโมชั่น 15 20 25 นกประหยัด 15 20 25 นกเปลี่ยนได้ 20 25 30 สัมภาระที่มีน้ำหนักเกิน ท่านไม่มีสิทธินำสัมภาระที่มีน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์ที่อนุญาต ให้ขนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากในดุลพินิจของบริษัทฯ ยินยอมให้มีการนำสัมภาระที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ที่อนุญาต ท่านจะต้องชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งสัมภาระที่ มีน้ำหนักเกินคิดเป็นกิโลกรัมละ 200 บาท ที่มา http://www.nokair.com/contents/journey_plan/baggage_info/th-TH/index.html http://blogger-airlowcost.blogspot.com/2012/06/low-cost_20.html   แอร์เอเชีย สัมภาระพกพา (Cabin baggage) ผู้โดยสาร 1 คน พกพาของได้หนึ่งชิ้นและ/หรือกระเป๋าโน้ตบุ๊ก 1 ใบหรือกระเป๋าถือ 1 ใบ เข้าห้องโดยสาร ของแต่ละชิ้นต้องมีขนาดไม่เกิน 56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม. และห้ามหนักเกิน 7 กก. เมื่อรวมกับสัมภาระพกพาแล้ว (ต้องสามารถเก็บไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าหรือช่องเก็บของเหนือหัวได้)     1 x สัมภาระพกพา   และ/หรือ   1 x โน้ตบุ๊กที่เก็บอยู่ในกระเป๋าพร้อมอุปกรณ์เสริม หรือ   1 x กระเป๋าถือ          (ชาย/หญิง)     น้ำหนักรวม: 7 กก.   สัมภาระใต้ท้องเครื่อง (Checked baggage) แต่ละชิ้นจะต้องมีขนาดไม่เกิน  81 ซม. (สูง) x 119 ซม. (กว้าง) x 119 ซม. (ลึก) และน้ำหนักไม่เกิน        32 กก. น้ำหนักสัมภาระใต้ท้องเครื่องที่จองได้ทางอินเตอร์เน็ต เส้นทางในประเทศ 15 กก./ 20 กก./ 25 กก./ 30 กก./ 40 กก เส้นทางระหว่างประเทศ 20 กก./ 25 กก./ 30 กก./ 40 กก *มีรายละเอียดของเงื่อนไข* ที่มา http://www.airasia.com/th/th/baggage-info/cabin-baggage.page   http://www.airasia.com/th/th/baggage-info/checked-baggage.page   http://blogger-airlowcost.blogspot.com/2012/06/low-cost_20.html     รถโดยสารสาธารณะ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการบริการ รับ - ส่ง สิ่งของสัมภาะระผู้โดยสาร การเรียกเก็บค่าบริการ รับ – ส่ง สิ่งของสัมภาระจากผู้โดยสาร ข้อ 1. ผู้โดยสารสามารถนำสิ่งของสัมภาระไปได้ไม่เกินคนละ 2 ชิ้น และมีน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 20 กก. โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ หากเกินกว่าที่กำหนดไว้ ต้องเสียค่าบริการเฉพาะส่วนที่เกิน กก.ละ 3 บาท (สามบาทถ้วน) หรือลูกบาศก์ฟุตละ 20 บาท (ยี่สิบบาทถ้วน) โดยให้เรียกเก็บในอัตราที่บริษัทฯ ได้ประโยชน์สูงกว่า ข้อ 2. ในกรณีที่ผู้ใช้บริการ ไม่ได้เดินทางไปกับรถบริษัทฯ     หากมีความประสงค์จะฝากสิ่งของสัมภาระหรือพัสดุภัณฑ์ไปกับรถบริษัทฯ ให้เรียกค่าบริการกก.ละ 5 บาท (ห้าบาทถ้วน) โดยให้เรียกเก็บในอัตราที่บริษัทฯ ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ค่าบริการต้องไม่ต่ำกว่า 50 บาท (ห้าสิบบาทถ้วน)     หนังสือพิมพ์รายวันที่ฝากส่งไปกับรถบริษัทฯ ให้คิดค่าบริการ ฉบับละ 25 สตางค์ (ยี่สิบห้าสตางค์)  เอกสารสำคัญ ให้คิดค่าบริการฉบับละ 50 บาท (ห้าสิบบาทถ้วน) ขั้นตอนการปฏิบัติ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการบริการรับ-ส่ง สิ่งของสัมภาระมีหน้าที่ปฏิบัติดังนี้1.เมื่อเจ้าหน้าที่รับเงินให้ออกใบเสร็จรับเงิน (บช. 1) เป็นรายชิ้นโดยบันทึกรายละเอียดในใบเสร็จรับเงิน ประกอบด้วย ชื่อ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์ของผู้นำฝาก และผู้รับของปลายทางให้ชัดเจน, จำนวนเงิน, ปริมาณน้ำหนัก, ชื่อ ตำแหน่ง ผู้รับเงิน/ผู้รับฝาก และคัดแยกเอกสารใบเสร็จรับเงิน ดังนี้1.1 ฉบับสำหรับผู้ชำระเงิน = ให้ผู้นำฝาก/ผู้ชำระเงิน1.2 ฉบับสำหรับงานบัญชี = นำส่งพร้อมเงินสดให้พนักงานบัญชีและการเงิน หรือผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ลักษณะเดียวกันเพื่อรับเงิน, บันทึกบัญชี โดยจัดทำบัญชีพิเศษควบคุมใบเสร็จรับเงิน การรับ-ส่ง สิ่งของสัมภาระเป็นกาเฉพาะ1.3 ฉบับติดกับเล่ม = ให้นำติดกับสิ่งของสัมภาระในตำแหน่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจน พร้อมให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือพนักงานของบริษัทฯ ตรวจสอบได้2. ส่งมอบสิ่งของให้ผู้รับของปลายทาง ที่แสดงหลักฐาน สำเนาบัตรประชาชน ชื่อที่อยู่ ตรงกับชื่อผู้รับของที่ระบุตามใบเสร็จรับเงิน ข้อห้าม ห้ามพนักงานประจำสถานีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งพนักงานประจำรถ รับบรรทุกสิ่งของสัมภาระดังต่อไปนี้1 สิ่งผิดกฎหมาย2 น้ำมันเชื้อเพลิง หรือวัตถุอันตรายอื่น ๆ3 สัตว์ หรือสิ่งของ ซึ่งอาจเป็นที่รังเกียจของผู้โดยสาร4 สิ่งของมีค่า สัมภาระที่มีราคาแพง บุบสลาย หรือเสื่อมค่าได้ง่าย เช่น โทรทัศน์, ฟิลม์ภาพยนตร์, กล้องถ่ายรูปฯ เว้นแต่ ผู้โดยสาร/ผู้ใช้บริการจะยินยอมรับผิดชอบความเสียหายนั้นเอง ชดเชยของหาย บริษัทฯ จะรับผิดชอบชดใช้ กรณีเสียหาย หรือสูญหาย เฉพาะสิ่งของ หรือสัมภาระที่ผูกติดป้าย และเก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระใต้ท้องรถ ในวงเงินไม่เกิน 1,000 บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน)บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในความเสียหาย หรือสูญหายต่อสิ่งของมีค่าที่ติดตัวผู้โดยสาร หรือสัมภาระที่ผู้โดยสารได้เก็บไว้ภายในห้องผู้โดยสาร ผู้รับผิดชอบให้ผู้จัดการเดินรถภาค กำกับ ดูแล และมอบหมายให้รองผู้จัดการฝ่ายจัดการเดินรถ รับผิดชอบ ถือปฏิบัติ และควบคุม ดูแลให้เป็นไปตามคำสั่งนี้ พร้อมทั้งจัดพนักงานเพื่อทำหน้าที่ ผูก ชั่ง ติดป้าย และเรียกเก็บค่าบริการและออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้โดยสาร และหรือผู้ใช้บริการ   ที่มา http://home.transport.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=230&Itemid=305&lang=th   นครชัยแอร์ 1. ผู้โดยสารทุกท่านสามารถถือสัมภาระที่จะนำไว้ใต้ท้องรถได้ไม่เกิน 2 ชิ้น (ต่อ 1 ท่าน) และน้ำหนักรวมไม่เกิน 20 กก. 2. ถ้าน้ำหนักเกินที่กำหนด บริษัทฯ ขอเรียกเก็บค่าระวางเพิ่ม (คิดเฉพาะส่วนที่น้ำหนักเกิน) ที่มา http://www.nakhonchaiair.com/question7.php   สมบัติทัวร์ สัมภาระที่ติดตัวระหว่างการเดินทางนำไปได้ท่านละ 2 ชิ้น โดยมีน้ำหนักรวมไม่เกิน 25 กก. สัมภาระที่ติดป้ายสัมภาระ เมื่อท่านนำสัมภาระมาติดป้ายแล้ว สัมภาระนั้นจะอยู่ในความดูแลของบริษัทฯ  สัมภาระที่ไม่ได้ติดป้ายสัมภาระ ตามปกติผู้โดยสารแต่ละคนได้รับอนุญาตให้นำสัมภาระที่ไม่ได้ติดป้ายสัมภาระ มายังห้องโดยสารได้ โดยต้องมีขนาดพอดีกับช่องเก็บของ หากมีน้ำหนักหรือขนาดใหญ่ ต้องเก็บไว้ใต้ท้องรถ   การชดเชยการสูญหาย สัมภาระที่สูญหาย หรือเสียหาย หากในกรณีที่สัมภาระที่ฝากไว้ใต้ท้องรถสูญหายหรือเสียหาย ทางบริษัทจะชดใช้ให้ตามส่วนรวมแล้วไม่เกิน 500 บาท ของต้องห้าม 1. สิ่งที่ไม่ถือว่าเป็นสัมภาระ- วัตถุที่ไม่ได้บรรจุในกระเป๋าหรือภาชนะที่เหมาะสมสำหรับการขนส่งที่ปลอดภัย- วัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อรถโดยสาร หรือบุคคล หรือทรัพย์สินบนรถโดยสาร- ยาเสพติด- วัตถุที่บริษัทฯ พิจารณาโดยชอบด้วยเหตุผลแล้วว่าไม่เหมาะกับการขนส่ง เนื่องจากน้ำหนัก ขนาด หรือลักษณะของวัตถุนั้น- อาวุธปืน ดินปืน และเครื่องกระสุน2. สัตว์เลี้ยง โดยบริษัทฯ ไม่อนุญาตให้นำสัตว์ทุกชนิดโดยสารไปกับรถ   ที่มา  http://www.sombattour.com/html/regulation.php   รถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย ประเภทของสัมภาระ 1. หัตถภาระ(แปลว่าหิ้วติดตัวอ่ะนะ) คือ ถุงย่าม ห่อผ้า กระเป๋าถือ หีบหรือกระป๋องทุกชนิด ซึ่งผู้โดยสารนำไปในห้องรถโดยสารสำหรับใช้สอยเอง หรือเพื่อความสะดวก 2. ครุภาระ(แปลว่าของหนักหิ้วไม่ไหวแต่อยากเอาไปด้วย) คือ สรรพสิ่งของเครื่องใช้ทุกชนิด ซึ่งผู้โดยสาร จะนำไปในรถภาระ อนุญาตให้นำสัมภาระไปพร้อมกับตัวผู้โดยสาร ในขบวนรถต่าง ๆ ได้ดังนี้ 1. สัมภาระที่มีขนาดไม่เกินกว่า 50 x 50 x 50 ซม. 2. สัมภาระที่ไม่ใช่วัตถุที่ไวไฟหรือเป็นสิ่งอันพึงรังเกียจ หรือสิ่งของส่งกลิ่นรุนแรง หรืออาจเปรอะเปื้อนทำความเสียหายแก่ส่วนประกอบรถหรือต่อบุคคลหรือสิ่งของของผู้โดยสารอื่น 3. สามารถเก็บในที่วางของหรือใต้ม้านั่งได้โดยเรียบร้อย หากเป็นรถที่ไม่มีที่วางของหรือชั้นวางของก็อนุโลมให้วางไว้ข้างที่นั่งในส่วนที่เป็นสิทธิของแต่ละคน (ตรงกับที่นั่งแต่ละคน) แต่ไม่ให้ล้ำเข้าไปในช่องทางเดินเกินจนไปปิดกั้นช่องทางเดินโดยสิ้นเชิง หรือกีดขวางการใช้สิทธิของผู้โดยสารอื่น และต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนรำคาญกับผู้โดยสารอื่น ที่มา http://www.railway.co.th/NewSite/ -------------------   การระวางสินค้า การรถไฟแห่งประเทศไทย การคิดค่าระวาง = อัตราค่าระวางด่วน + ค่าธรรมเนียม 20 % ของอัตราค่าระวางด่วน( ขั้นต่ำ 20 บาท ) สินค้าทั่วไป คิดอัตราค่าระวางด่วน ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 50.00 บาท สินค้ากลุ่มเครื่องไฟฟ้า โลหะ นุ่น โฟม พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเซ่น เครื่องจักรสาน คิดอัตราค่าระวางด่วน ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 80.00 บาท การส่ง รถจักรยานยนต์ ที่ไม่ได้บรรจุหีบห่อให้ส่งโดยวิธี สัมภาระ จะส่งแบบห่อวัตถุด่วนไม่ได้ ขนาดของห่อวัตถุ เครื่องล้อเลื่อน และสัตว์มีชีวิต ขนาดไม่เล็กกว่า 20 x 14 x 6 ซม. หรือกินเนื้อที่ในทางราบไม่น้อยกว่า 280 ตร.ซม. และสูงไม่น้อยกว่า 6 ซม. ขนาดไม่เกินกว่า 2.50 x 1.00 x 0.80 ม. หรือกินเนื้อที่ในทางราบไม่น้อยกว่า 2 ตร.ม. และสูงไม่เกินกว่า 1 ม. หากมีขนาดไม่เกินกว่าที่กำหนดแต่มีน้ำหนักเกินกว่า 200 กก. และไม่เกิน 1,000 กก. จะต้องจัดส่งไปกับขบวนรถสินค้า ถ้าน้ำหนักเกินกว่า 1,000 กก. จะต้องจัดส่งไปประเภทเหมาคัน ฝ่ายการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ค่าระวาง คือ ค่าขนส่งสินค้าที่ผู้ส่งจะต้องชำระเพื่อการส่งสินค้า อัตราค่าระวางขนส่งสินค้าทางอากาศ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ - M (Minimum Charge) คือ อัตราค่าระวางสินค้าต่ำสุด ต่อ 1 ใบตราส่งสินค้า - GCR (General Cargo Rates) คือ อัตราค่าระวางสำหรับสินค้าทั่วไป แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. N (Normal Rate) คือ อัตราค่าระวางปกติของสินค้าที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 45 กก.แต่ค่าระวางสูงกว่าอัตราขั้นต่ำ 2. Q (Quantity Rates) คือ อัตราค่าระวางสินค้าที่มีน้ำหนัก ตั้งแต่ 45 กก.ขึ้นไป ตามจำนวนน้ำหนัก เช่น Q45, Q100 และ Q250 - SCR (Specific Commodity Rate) คือ อัตราค่าระวางสำหรับสินค้าเฉพาะอย่าง เช่น DOM1(100) หมายถึง อัตราค่าระวางสำหรับสินค้า ประเภทอาหารทุกชนิด เครื่องเทศ ผักสด ฯลฯ ที่มีน้ำหนัก ตั้งแต่ 100 กก. ขึ้นไป -CLASS RATE คือ อัตราค่าระวางสำหรับสินค้าพิเศษ ได้แก่ สิ่งตีพิมพ์ สินค้ามีค่า สินค้าที่มีความเสี่ยงในการสูญหาย สินค้าอันตราย สัตว์มีชีวิต และศพ การคำนวณค่าระวาง เป็นไปได้ 2 ลักษณะ คือ 1. คิดจากน้ำหนักรวมที่ชั่งได้ (Gross Weight)  น้ำหนักที่นำมาคำนวณค่าระวาง ให้ปัดเศษขึ้นทุกๆครึ่งกก.2. คิดจากน้ำหนักปริมาตร (Volume Weight) เช่น          ชั่งได้จริง 9.3 กก. น้ำหนักที่นำมาคิดค่าระวาง = 9.5   กก. ชั่งได้จริง 9.8 กก. น้ำหนักที่นำมาคิดค่าระวาง = 10.0 กก. ชั่งได้จริง 9.5 กก. ไม่ต้องปัด ให้ใช้                = 9.5  กก. 2. คิดน้ำหนักจากปริมาตร  ให้วัดสินค้า กว้าง x ยาว x สูง หน่วยเป็น ซม. หาร 6,000 ผลลัพธ์ที่ได้ ให้เปรียบเทียบกับน้ำหนักที่ชั่งได้จริง  แล้วนำน้ำหนักที่ได้จากการเปรียบเทียบสูงสุด มาคูณกับ อัตราค่าระวาง *ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ ฝ่ายการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) http://www.reocities.com/TheTropics/Reef/9792/domestic/freight.htm* ตัวอย่างค่าระวาง อัตราค่าระวางสินค้าพิเศษ (CLASS RATES) ประเภทของสินค้า ค่าระวางขั้นต่ำ ค่าระวางต่อ 1 กก. 1. ฟิล์มข่าว สิ่งตีพิมพ์ นิตยสาร หนังสือทุกชนิด และหนังสือพิมพ์ MIN 50% ของ N Rate 2. สินค้ามีค่า (VAL) ผู้ส่งต้องประเมินราคา เพื่อการขนส่ง(Declared Value for Carrige) และชำระค่าธรรมเนียม (Valuation Charge) 05% ของราคาประเมิน ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่า 100 บาท 300 บาท ต่อ 1 AWB. 200% ของ N Rate 3. สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงในด้านสูญหาย (VUN) 200 บาท ต่อ 1 AWB. 150% ของ N Rate 4. สินค้าอันตราย ผู้ส่งต้องชำระค่า Handling Fee เป็นจำนวนเงิน 700 บาท ต่อ 1 AWB. MIN N Rate (ห้ามใช้ Q Rate) 5. สัตว์มีชีวิต (AVI) 150 % ของ MIN 150% ของ N Rate 6. ศพ (HUM) 6000 บาท / 1 ศพ 200% ของ N Rate 7. รถจักรยานยนต์ ขนส่งเฉพาะเส้นทางที่ใช้เครื่อง Wide-bodied Aircraft การหีบห่อต้องตีลังไม้ยึดติดให้แน่นหนา เพื่อความปลอดภัยในการบรรทุก MIN N Rate (ห้ามใช้ Q Rate) อัตราค่าระวางสินค้าพิเศษ (CLASS RATES) ประเภทของสินค้า ค่าระวางขั้นต่ำ ค่าระวางต่อ 1 กก. 8.รถยนต์นั่ง เส้นทาง ราคาต่อ 1 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ หรือ เชียงใหม่ - กรุงเทพฯ 12,000 บาท กรุงเทพฯ - ภูเก็ต หรือ ภูเก็ต - กรุงเทพฯ 12,500 บาท กรุงเทพฯ - หาดใหญ่ หรือ หาดใหญ่ - กรุงเทพฯ 13,000 บาท หมายเหตุ ห้ามใส่พัสดุอื่นใด เข้าในห้องโดยสาร หรือห้องบรรทุกสิ่งของในตัวรถยนต์ ยกเว้น ยางอะไหล่ และเครื่องมือประจำรถ 9. ภาชนะเปล่าเพื่อบรรจุสินค้า ประเภทของสินค้า เส้นทาง อัตราขั้นต่ำต่อ 1 AWB. อัตราต่อ กก. หมายเหตุ กล่องโฟม ทุกเส้นทาง 1,000 บาท 30 บาท ให้คำนวณค่าระวางจากน้ำหนักที่ชั่งได้จริง กล่องกระดาษพับเรียบ เช่น ตะกร้า ลังพลาสติก ทุกเส้นทาง 200 บาท 4 บาท ให้คำนวณค่าระวางจากน้ำหนักที่ชั่งได้จริง 10. โทรศัพท์เคลื่อนที่ วิทยุเคลื่อนที่ และเพจเจอร์ เส้นทาง อัตราขั้นต่ำต่อ 1 AWB. อัตราต่อ กก. หมายเหตุ ทุกเส้นทาง 200 บาท N Rate , Q45 , Q100 Security Handling Charge คิด กก.ละ 2บาท ขั้นต่ำ 100 บาท แต่ไม่เกิน 500 บาท ต่อ 1 AWB.   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 155 ขอคืนตั๋วเดินทาง ทำได้แค่ไหน

การเดินทางเป็นกิจกรรมที่เกือบจะเป็นปกติธรรมดาของชีวิต ไม่ว่าจะทางใกล้หรือทางไกล ปัจจุบันเราก็มีทางเลือกที่หลากหลายพอสมควรสำหรับการเดินทาง โดยเฉพาะพาหนะสาธารณะ ทั้งทางบก ทางอากาศ ในการเดินทางไกล ก่อนการเดินทางส่วนใหญ่ทุกคนก็ต้องวางกำหนดการและค่อนข้างแน่ใจระดับหนึ่งว่าต้องเดินทางแน่ๆ เพราะนั่นหมายถึงว่าเราต้องเตรียมหาที่พักและจองตั๋วรถ ตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า แต่หากเกิดเหตุให้ต้องเลื่อนการเดินทางออกไปหรืองดเดินทาง ตั๋วที่อุตส่าห์จับจองไว้ เราสามารถขอคืนได้ไหม จะถูกหักเงินหรือค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ฉลาดซื้อลองรวบรวมนโยบายของแต่ละบริษัทมาเสนอไว้เป็นข้อมูลสำหรับท่านสมาชิก เผื่อจะได้จัดการกับการเดินทางได้สะดวกขึ้น     เครื่องบิน การบินไทย การเปลี่ยนแปลงการเดินทางหรือการบอกยกเลิก -         ไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ สำหรับรายการท่องเที่ยวในประเทศ -         ไม่น้อยกว่า 7 วันทำการ สำหรับรายการท่องเที่ยวต่างประเทศ -         ไม่น้อยกว่า 21 วันทำการ สำหรับหมู่คณะ หรือเป็นไปตามเงื่อนไขของทัวร์นั้น ๆ ยกเลิกน้อยกว่าจำนวนวันที่กำหนด -         ค่าธรรมเนียม ภายในประเทศ 500 บาท , ต่างประเทศ USD 50.00 หรือมากกว่าตามเงื่อนไขของทัวร์นั้น ๆ ยกเลิกน้อยกว่า 24 ชม -         ค่าธรรมเนียมผู้โดยสารจะต้องจ่ายเท่ากับอัตราห้องพัก 1 คืน หรือมากกว่าตามเงื่อนไขของทัวร์นั้น ๆ การขอคืนเงินทัวร์เอื้องหลวง (ขายในประเทศไทย) -         ค่าธรรมเนียม บัตรโดยสารภายในประเทศ 500 - 1,000 บาท ต่อท่าน -         ค่าธรรมเนียม บัตรโดยสารต่างประเทศ 2,000 บาท ต่อท่าน -         ค่าธรรมเนียม ใบรับรองการจ่ายเงิน (Voucher) ฉบับละ 200 บาท ในกรณีที่เริ่มเดินทางกับทัวร์เอื้องหลวงแล้ว หรือใช้แล้วบางส่วนไม่คืนเงินให้ไม่ว่ากรณีใด   ที่มา: http://www.thaiairways.co.th/thailand/th/roh/Booking.htm                   นกแอร์ การเปลี่ยนแปลงการเดินทางหรือการบอกยกเลิก -         ไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ สำหรับรายการท่องเที่ยวในประเทศ -         ไม่น้อยกว่า 7 วันทำการ สำหรับรายการท่องเที่ยวต่างประเทศ -         ไม่น้อยกว่า 21 วันทำการ สำหรับหมู่คณะ หรือเป็นไปตามเงื่อนไขของทัวร์นั้น ๆ ยกเลิกน้อยกว่าจำนวนวันที่กำหนด -         ค่าธรรมเนียม ภายในประเทศ 500 บาท , ต่างประเทศ USD 50.00 หรือมากกว่าตามเงื่อนไขของทัวร์นั้น ๆ ยกเลิกน้อยกว่า 24 ชม -         ค่าธรรมเนียมผู้โดยสารจะต้องจ่ายเท่ากับอัตราห้องพัก 1 คืน หรือมากกว่าตามเงื่อนไขของทัวร์นั้น ๆ การขอคืนเงินทัวร์เอื้องหลวง (ขายในประเทศไทย) -         ค่าธรรมเนียม บัตรโดยสารภายในประเทศ 500 - 1,000 บาท ต่อท่าน -         ค่าธรรมเนียม บัตรโดยสารต่างประเทศ 2,000 บาท ต่อท่าน -         ค่าธรรมเนียม ใบรับรองการจ่ายเงิน (Voucher) ฉบับละ 200 บาท ในกรณีที่เริ่มเดินทางกับทัวร์เอื้องหลวงแล้ว หรือใช้แล้วบางส่วนไม่คืนเงินให้ไม่ว่ากรณีใด   ที่มา: http://www.thaiairways.co.th/thailand/th/roh/Booking.htm                 แอร์เอเชีย การเปลี่ยนแปลงวัน/เวลา -           โปรโมชั่น (ค่าโดยสารต่ำสุด) / ปกติ อนุญาตให้เปลี่ยนได้อย่างช้าไม่เกิน 48 ชั่วโมงก่อน กำหนดเวลาออกเดินทาง หมายเหตุ: ต้องเสียทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาที่แตกต่างกันของตั๋วโดยสารแต่ละประเภทและค่าธรรมเนียมที่เปลี่ยนแปลงไป (คิดต่อผู้โดยสารต่อเที่ยวบิน) -           Hi Flyer อนุญาตให้เปลี่ยนได้อย่างช้าไม่เกิน  48 ชั่วโมงก่อน กำหนดเวลาออกเดินทาง หมายเหตุ: ต้องเสียไม่สามารถใช้ได้กับการจองตั๋วเครื่องบินใหม่ภายใน 4 ชม. เที่ยวบินถัดไปที่สามารถเดินทางได้ของ AirAsia คือ 3 ชั่วโมงและ 4 ชม.หรือหลังจากนั้นสำหรับเที่ยวบินของ AirAsia X -          Premium FlatBed อนุญาตให้เปลี่ยนได้อย่างช้าไม่เกิน 48 ชั่วโมงก่อน ผู้โดยสารจ่ายเพียงส่วนต่างของราคาตั๋วเครื่องบินเท่านั้น การเปลี่ยนชื่อ -          โปรโมชั่น (ค่าโดยสารต่ำสุด) / ปกติ และHi Flyer ไม่อนุญาต (อนุญาตให้เปลี่ยนชื่อได้เฉพาะเที่ยวบินญี่ปุ่นและเกาหลีเท่านั้น) -          Premium FlatBed อนุญาตให้เปลี่ยนได้อย่างช้าไม่เกิน 48 ชั่วโมงก่อนกำหนดเวลาออกเดินทาง หมายเหตุ: การเปลี่ยนเสียค่าบริการเปลี่ยนชื่อ ในอัตราต่อผู้โดยสารต่อช่วงการบิน การเปลี่ยนปลายทาง -          ไม่อนุญาต ทุกประเภทของตั๋วโดยสาร การคืนเงินค่าโดยสารและบริการเสริม -          ไม่อนุญาต ทุกประเภทของตั๋วโดยสาร พลาดกำหนดเวลาเช็คอินหรือขึ้นเครื่องไม่ทัน -          ทุกประเภทของตั๋วโดยสาร สามารถเปลี่ยนแปลงรายการผ่าน "จัดการบุกกิ้งของฉัน" ได้ฟรี (ยกเว้นการเปลี่ยนชื่อ) หากมีการเปลี่ยนแปลงที่เคาน์เตอร์ ณ ท่าอากาศยานจะต้องเสียค่าธรรมเนียม Currency -          ทุกประเภทของตั๋วโดยสาร  จะเก็บเงินทั้งหมดเป็นสกุลเงินของประเทศต้นทางเว้นแต่ท่านจะเลือกสกุลเงินอื่น   ไม่ว่าจะเป็นตั๋วโดยสารประเภท ราคาประหยัด Hi-Flyer หรือที่นั่งปรับนอนได้ระดับ Premium FlatBed ตั๋วโดยสารแต่ละประเภทต่างมีข้อบังคับและสิทธิประโยชน์พิเศษเฉพาะแบบไม่เหมือนกัน   ที่มา: http://www.airasia.com/th/th/our-fares/fare-rules.page               รถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่มา: http://www.railway.co.th/NewSite/ การคืนเงินค่าตั๋ว ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วไว้แล้วไม่สามารถใช้ตั๋วโดยสารฉบับนั้นได้ เพราะเหดุใด ๆ ก็ตาม มีสิทธิขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้ โดยนำตั๋วโดยสารไปแจ้งความจำนงต่อเจ้าหน้าที่ที่หมวดตั๋วล่วงหน้า หรือสถานีรถไฟทั่วประเทศ หรือตัวแทนที่เปิดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าทุกแห่ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ถ้าเป็นตั๋วที่ซื้อเงินสดจะคืนเงินทันที โดยจะต้องเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 20 บาท ต่อตั๋ว 1 ฉบับ โดยคิดเป็นรายบุคคล หลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมคืนเงิน ให้ถือเอาวัน เวลาขบวนรถออก และสถานีต้นทางที่ระบุในตั๋วเป็นเกณฑ์ โดยคิดค่าธรรมเนียมเป็นร้อยละของราคาตั๋วเป็นรายบุคคล ดังนี้ ก.ตั๋วรายบุคคล , ตั๋วร่วม และตั๋วพิเศษตามใบแลกการขนส่งของหน่ายงานต่าง ๆ - ขอคืนก่อนวันเดินทางที่ระบุไว้ในตั๋วโดยสาร 3 วันขึ้นไป                หัก 20% ของราคาตั๋วโดยสาร (ไม่นับวันขบวนรถออกต้นทางตามตั๋ว ) - ขอคืนน้อยกว่า 3 วันจนถึงก่อนขบวนรถออกไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง     หัก 50% ของราคาตั๋วโดยสาร ข.ตั๋วหมู่คณะทุกชั้นทุกประเภท ยกเว้นตั๋วหมู่คณะไป-กลับนักเรียน ในข้อ ค. - คืนก่อนวันเดินทาง 3 วันขึ้นไป (ไม่นับวันขบวนรถออกต้นทางตามตั๋ว ) หัก 60% ของราคาตั๋วโดยสาร หากพ้นกำหนดนี้ไม่คืนเงินค่าตั๋วให้และไม่รับคำร้อง ค.ตั๋วหมู่คณะไป-กลับ ลดราคาประเภทนักเรียน (รวมทั้งนิสิต นักศึกษา) ที่คิดค่าโดยสารเพียงเที่ยวเดียว ถ้ามีการใช้เที่ยวใดเที่ยวหนึ่งแล้วเที่ยวที่ยังไม่ได้ใช้จะไม่คืนค่าโดยสารให้ (คืนเฉพาะค่าธรรมเนียม ถ้ามี ) หากเป็นตั๋วลกราคาเที่ยวเดียวให้คิดเช่นเดียวกับ ตั๋วหมู่คณะในข้อ ข. ง.ตั๋วนำเที่ยว จำหน่ายแล้วไม่รับคืนค่าตั๋วโดยสาร   การคืนเงินเต็มราคา ได้ต้องอันเนื่องมาจากขบวนรถที่จะเดินทางตามตั๋วล่าช้ากว่ากำหนดเวลาที่ได้ ประกาศไว้ในตารางการเดินรถเกินกว่า 30 นาที หรือเหตุซึ่งไม่ใช่เป็นความบกพร่องของผู้โดยสารเอง หรือด้วยสาเหตุ เพราะไม่มีที่นั่งตามชั้นในตั๋ว หรือเพราะผู้โดยสารหนาแน่นขึ้นใช้การโดยสารไม่ได้ หรืออันเกิดมาจากความบกพร่องของการรถไฟฯ โดยท่านผู้โดยสารยังไม่ได้ใช้การโดยสารใดๆ ท่านผู้โดยสารมีสิทธิขอคืนเงินค่าโดยสาร และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้ทั้งหมด หรือขอเลื่อนขบวนรถที่จะเดินทางได้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม การคืนเงินค่าธรรมเนียมปรับอากาศ หากรถโดยสารที่ผู้โดยสารใช้การโดยสาร เครื่องปรับอากาศชำรุดระหว่างทาง หลักเกณฑ์คืนเงินดังนี้ - คืนเงินเฉพาะค่าธรรมเนียมปรับอากาศให้เต็มราคา การยื่นคำร้อง ขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสาร สามารถยื่นได้ที่สถานีหรือที่จำหน่ายตั๋วล่วงหน้าแห่งใดก็ได้ตามความประสงค์ของผู้ยื่นคำร้องและต้องมาติดต่อรับเงินคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้สั่งจ่ายเงินเป็นต้นไป ให้ใช้คำร้องตามแบบฟอร์มของการรถไฟฯ โดยกรอกรายละเอียดพร้อมแสดงเหตุผลการที่ไม่ได้ใช้ตั๋วอย่างชัดแจ้ง และหากมีหลักฐานอ้างอิงก็ให้แนบติดมาด้วย ผู้ยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าตั๋ว นำเนาคำร้องฉบับที่ 3 มาติดต่อขอรับเงินหลังยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าตั๋วประมาณ 11 วันทำการ เมื่อใบสั่งจ่ายคืนเงินค่าตั๋วส่งถึง หมวดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้า , สถานีที่ผู้ร้องขอรับเงินคืนจะแจ้งผู้ร้องทราบ   รถโดยสารสาธารณะ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)   การคืนตั๋ว -          ลูกค้าสามารถคืนตั๋วรถโดยสารได้ที่จุดประสานงานหมอชิต เอกมัย และสายใต้ ก่อนรถออก 6 ชั่วโมง (ชำระเป็นเงินสดและคืนที่นี่ ได้เงินสดคืนทันที) -          ลูกค้าสามารถคืนตั๋วรถโดยสารได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ 13 สาขา ก่อนรถออก 6 ชั่วโมง (คืนที่นี่ โอนเงินให้ภายหลัง) ชำระผ่านบัตรเครดิต จะคืนวงเงินในบัตร** หักค่าธรรมเนียม 10% ผู้ประกอบการเรียกเก็บ ที่มา: http://home.transport.co.th/th/tcl-service/telephone-directory-reservation-booking.html สมบัติทัวร์   การเลื่อนการเดินทางและการคืนตั๋วโดยสาร การเลื่อนการเดินทาง ท่านผู้โดยสารที่เดินทางจาก กรุงเทพฯ , เชียงใหม่ ต้องนำตั๋วโดยสารมาติดต่อที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยตัวเองอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ก่อนเวลาเดินทางที่ระบุไว้ในตั๋วโดยสาร ส่วนเส้นทางอื่นๆ ให้นำตั๋วมาติดต่อ ก่อนเวลาเดินทาง ที่ระบุในตั๋วโดยสารอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ตั๋วโดยสาร 1 ใบ สามารถเลื่อนได้ 1 ครั้งเท่านั้น ตั๋วโดยสารที่ทำรายการเลื่อนแล้วไม่สามารถคืนตั๋วโดยสารได้ การคืนตั๋วโดยสาร ท่านผู้โดยสารที่เดินทางจาก กรุงเทพฯ , เชียงใหม่ ต้องนำตั๋วโดยสารมาติดต่อที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยตัวเองอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเวลาเดินทางที่ระบุไว้ในตั๋วโดยสาร ส่วนเส้นทางอื่นๆ ให้นำตั๋วมาติดต่อ ก่อนเวลาเดินทาง ที่ระบุในตั๋วโดยสารอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ในการคืนตั๋วโดยสารจะหักค่าธรรมเนียม 10% 2.1 กรณีที่ชื่อที่ระบุในตั๋วโดยสารและผู้ที่นำตั๋วโดยสารมาคืนไม่ใช่บุคคลเดียวกันทางบริษัทขอปฏิเสธในการทำรายการเว้นแต่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชนของผู้ที่มีชื่อระบุในตั๋วโดยสารและหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วย กรณีตั๋วโดยสารหาย กรณีตั๋วโดยสารหายให้ท่านผู้โดยสารสามารถโทรแจ้งข้อมูลตั๋วหายได้ที่ Call Center ทางพนักงานจะได้บันทึกข้อมูลลงในระบบเพื่อป้องกันบุคคลอื่นแอบอ้างในการเดินทางโดยนำใบแจ้งความพร้อมสำเนาบัตรประชาชนมาติดต่อที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยตัวเอง ทางพนักงานจะตรวจสอบข้อมูลและยืนยันข้อมูล ทางบริษัทจะออกใบแทนตั๋วโดยสารให้กับท่านผู้โดยสารซึ่งใบแทนตั๋วโดยสารนี้สามารถใช้เดินทางและแลกอาหาร เครื่องดื่มที่จุดพักรับประทานอาหารเหมือนตั๋วโดยสารทุกประการ ใบแทนตั๋วโดยสารไม่สามารถเลื่อนหรือคืนได้สามารถใช้เดินทางได้อย่างเดียวเท่านั้น ที่มา: http://www.sombattour.com/html/ticket.php   นครชัยแอร์   การคืนตั๋ว สามารถดำเนินการได้ที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วเท่านั้น  ทั้งด้วยตนเอง  และการมอบอำนาจ โดยมีรายละเอียดต่างๆ คือ 1)       ดำเนินการคืนตั๋วก่อนการเดินทาง 3 ชั่วโมง 2)       กรณีคืนตั๋วก่อนการเดินทาง 24 ชั่วโมง   แต่ไม่เกิน 30 วัน มีค่าธรรมเนียมในการคืนตั๋ว 20% ของราคาหน้าตั๋ว 3)       กรณีตั๋วมีการเลื่อนการเดินทางมาแล้ว คืนตั๋วก่อนการเดินทาง 24 ชั่วโมง   แต่ไม่เกิน 30 วัน มีค่าธรรมเนียมในการคืนตั๋ว 50% ของราคาหน้าตั๋ว ที่มา: -call center นครชัยแอร์ 0-2790-0009, 1624 -สามารถใช้แฟกซ์โทร และรับเอกสารได้เลย http://www.nakhonchaiair.com/ticket.php เชิดชัยทัวร์   พนักงานรับโทรศัพท์ แจ้งว่าไม่รับคืนตั๋วทุกกรณี ที่มา: -สอบถามรายละเอียด 02 391 2237 -จองตั๋ว 1188 กด 3   ปิยะรุ่งเรืองทัวร์   การคืนตั๋ว มีค่าธรรมเนียม 20% จากราคาหน้าตั๋ว และค่าโอนเงินครั้งละ 50 บาท/ครั้ง   จองตั๋วรถทัวร์.com  กล้ารับประกันไม่ได้ที่นั่ง ยินดีคืนเงิน 100% *หมายเหตุ ผู้โดยสารต้องตรวจสอบความถูกต้องของการจองตั๋วทุกครั้ง และชำระเงินถูกต้องครบถ้วน ผู้โดยสารต้องเช็คอินรับตั๋วไม่น้อยกว่า 30 นาทีก่อนรถออก ณ เคาน์เตอร์รับตั๋วที่กำหนดไว้ สงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงเที่ยวรถหรือที่นั่งในกรณีจำเป็น คืน เงิน 100% ของราคาตั๋วโดยสาร โดยไม่รวมค่าดำเนินการจัดการ และค่าธรรมเนียมจุดรับชำระเงิน เฉพาะกรณีผู้ให้บริการเดินรถไม่สามารถจัดรถหรือที่นั่งใดๆ ให้ผู้โดยสารเดินทางได้ โดยผู้โดยสารต้องแจ้งที่โทร 02 269 6999 ไม่น้อยกว่า 15 นาทีก่อนรถออก สงวนสิทธิไม่คืนเงินสำหรับผู้โดยสารซึ่งปฏิเสธการเดินทาง และผู้โดยสารซึ่งไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของบริษัท   ที่มา: - www.จองตั๋วรถทัวร์.com -022696999 (24 ชม.) -www.จองตั๋วรถทัวร์.com มี บ.รถทัวร์ ดังนี้ แอร์อรัญพัฒนา ชนะภัยทัวร์ โชครุ่งทวีทัวร์ ลิกไนท์ทัวร์ นครศรีร่มเย็นทัวร์ นิววิริยะยานยนต์ทัวร์ เพชรประเสริฐ ภูเก็ตท่องเที่ยว ภูกระดึงทัวร์ 10. ปิยะรุ่งเรืองทัวร์ ประหยัดทัวร์ เปรมประชาขนส่ง รุ่งกิจทัวร์ รุ่งประเสริฐทัวร์ สหพันธ์ร้อยเอ็ดทัวร์ สยามเฟิสท์ทัวร์ สมบัติทัวร์ ศรีตรังทัวร์ ทรัพย์ไพศาลทัวร์ สุวรรณนทีขนส่ง ไทยสงวนทัวร์

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 152 E-readers

ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอนำผลทดสอบเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-readers มาฝากสมาชิกนักอ่านกันบ้าง หลายคนอาจไม่เคยให้ความสนใจกับมันเพราะชอบการจับต้องหนังสือเป็นเล่มมากกว่า บางคนมองว่า อยากอ่านอะไรก็ดาวน์โหลดมาอ่านในคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ก็ได้ไม่เห็นต้องลงทุนเพิ่ม ในขณะที่หลายคนกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะซื้อเครื่องอ่านฯ (ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็สามารถท่องเว็บได้ แถมยังมีเทคโนโลยีหน้าจอที่ทำให้อ่านได้นานโดยไม่ปวดตา) หรือจะซื้อแทบเลต (ซึ่งก็สามารถใช้ท่องเน็ทพร้อมกับอ่านหนังสือได้ด้วย) มาใช้ดี องค์กรทดสอบระหว่างประเทศได้ทำการทดสอบ E-readers เหล่านี้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เราเลือกมา 10 รุ่น (ทั้งเครื่องอ่านฯ และแทบเลต) ที่มีขายในเมืองไทย ข้อสังเกตที่ได้จากผลทดสอบคือยังไม่มีเครื่องอ่านฯรุ่นใด ที่ตอบสนองการเข้าเว็บได้ในระดับที่น่าพอใจ และในทางกลับกันก็ยังไม่มีแทบเลตที่ใช้อ่านหนังสือได้สะดวกหรือใช้งานได้นานต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเหมือน E-readers ถ้าคุณเป็นคนที่จริงจังกับการอ่านในทุกขณะจิตและไม่ยึดติดกับประสบการณ์การอ่านแบบเดิม เจ้าเครื่องอ่านเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่คุณตามหาอยู่ก็ได้ ติดตามคะแนนในด้านต่างๆของแต่ละรุ่นได้ในหน้าถัดไป Sony PRS-T2 ราคา 5,990 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          5 นอนอ่าน                        5 ยืน (โหนรถ) อ่าน            4.5 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    5 จดบันทึก                       5 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       5 ท่องเว็บ                         2 ตัวเครื่องทนทาน 4 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 5   Kobo Mini ราคา 4,190 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          5 นอนอ่าน                        5 ยืน (โหนรถ) อ่าน            4.5 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    3 จดบันทึก                       3 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       4 ท่องเว็บ                         2 ตัวเครื่องทนทาน 4 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 5   Kobo Glo ราคา 5,690 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          5 นอนอ่าน                        5 ยืน (โหนรถ) อ่าน            4.5 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    3 จดบันทึก                       3 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       4 ท่องเว็บ                         2 ตัวเครื่องทนทาน 4 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 4.5   Amazon Kindle ราคา 5,490 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          5 นอนอ่าน                        5 ยืน (โหนรถ) อ่าน            4 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    4.5 จดบันทึก                       2 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       3 ท่องเว็บ                         1.5 ตัวเครื่องทนทาน 4 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 5   Amazon Kindle Paperwhite 3G ราคา 9,990 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          5 นอนอ่าน                        4.5 ยืน (โหนรถ) อ่าน            4 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    4.5 จดบันทึก                       5 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       5 ท่องเว็บ                         2 ตัวเครื่องทนทาน 4 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 5   Trekstor eBook Reader Pyrus ราคา 3,800 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          5 นอนอ่าน                        5 ยืน (โหนรถ) อ่าน            4 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    4 จดบันทึก                       0.5 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       3 ท่องเว็บ                         - ตัวเครื่องทนทาน 4 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 3.5   Apple iPad mini ราคา 10,300 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          3.5 นอนอ่าน                        3 ยืน (โหนรถ) อ่าน            3 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    4 จดบันทึก                       5 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       5 ท่องเว็บ                         5 ตัวเครื่องทนทาน 5 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 2   Kobo Arc ราคา 9,790 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          3.5 นอนอ่าน                        3 ยืน (โหนรถ) อ่าน            3 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    4.5 จดบันทึก                       5 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       3.5 ท่องเว็บ                         5 ตัวเครื่องทนทาน 5 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 2.5 Kindle Fire HD ราคา 10,900 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          3.5 นอนอ่าน                        3 ยืน (โหนรถ) อ่าน            3 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    5 จดบันทึก                       5 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       3 ท่องเว็บ                         5 ตัวเครื่องทนทาน 5 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 2   Samsung Galaxy Tab2 7.0 ราคา 6,500 บาท อ่านสะดวก นั่งอ่าน                          3.5 นอนอ่าน                        3 ยืน (โหนรถ) อ่าน            3 ใช้งานง่าย คั่นหน้า/กลับมาอ่านต่อ    0.5 จดบันทึก                       4.5 จัดเก็บ/แยกหมวดหมู่       2 ท่องเว็บ                         5 ตัวเครื่องทนทาน 5 แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 2   ------------------------------------------------------------------------------ E-reader ตัวแรกของโลกคือ Data Discman ของ Sony ที่ออกสู่ตลาดในปี ค.ศ. 1998 แต่กระแสเครื่องอ่านอิเล็กทรอนิกส์เพิ่งจะมาได้รับความนิยมอย่างจริงจังในปี 2009 E-reader ถูกออกแบบมาเพื่อการอ่านโดยเฉพาะจึงมีขนาดและน้ำหนักน้อยกว่าแทบเลต เทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องอ่านฯ เหล่านี้มีหนอนหนังสือเป็นแฟนคลับเพิ่มขึ้นคือจอแสดงผลแบบ E Ink ที่ทำให้เรามองเห็นเม็ดทรงกลมเล็กๆ ที่บรรจุอยู่ในไมโครแคปซูลจำนวนล้านๆแคปซูล เป็นภาพหรือตัวหนังสือขึ้นมา หน้าจอแบบนี้ไม่มีการกระพริบ จึงทำให้เราสามารถอ่านเป็นเวลานานๆได้ กระแสข่าวเรื่อง E-reader  มีทั้งที่เป็นขาขึ้นและขาลง Kobo ให้ข่าวว่ายอดขายเครื่องอ่านฯของเขาเพิ่มขึ้นร้อยละ 145 ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ในขณะที่บางบริษัทอย่าง Barnes and Noble ประกาศหยุดการผลิตเครื่องอ่านฯ Nook ของตัวเองลง ข่าวว่าอาจเป็นเพราะมีแทบเลตหลายรุ่นออกมาแย่งตลาด ทางด้าน Amazon เจ้าของเครื่องอ่าน Kindle รุ่นต่างๆ บอกว่าเขาไม่เดือดร้อนอะไรกับยอดขายเครื่องอ่านฯ เพราะผลิตภัณฑ์หลักของเขาคือ “หนังสือเล่ม” และ “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์” ที่แล้วแต่ผู้ซื้อจะเลือกอ่านผ่านแบบไหน ผ่านสื่ออะไรเท่านั้นเอง โดยรวมแล้วยอดขายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกมีแนวโน้มจะลดลง หลายคนมองว่าอนาคตของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และ E-reader จะสดใสไฉไลกว่านี้ถ้าราคาหนังสือในรูปแบบดังกล่าวถูกลง ------------------------------------------------------------------------------

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 150 เช็คปริมาณ แผ่นเช็ดทำความสะอาด แผ่นซับความมัน และ สำลีก้าน

ฉลาดซื้อฉบับที่แล้วเราได้ตรวจสอบเรื่องความถูกต้องของจำนวนกระดาษเช็ดหน้าแบบบรรจุกล่อง ดูว่าปริมาณจริงกับปริมาณที่ระบุข้างกล่องถูกต้องตรงกันหรือไม่ ฉบับนี้เรายังมีภาค 2 ให้ติดตามกันต่อ กับการตรวจสอบความถูกต้องปริมาณสินค้าที่เราได้เปรียบเทียบกับปริมาณที่แจ้งไว้บนของฉลาก กับอีก 3 ผลิตภัณฑ์ใกล้ตัว คือ แผ่นเช็ดทำความสะอาด แผ่นซับความมัน และ สำลีก้าน ไปดูกันซิว่าผู้ผลิตเขาซื่อตรงกับผู้บริโภคอย่างเราหรือเปล่า   วิธีการทดสอบ เราใช้อาสาสมัครฉลาดซื้อ 3 คน ในการตรวจนับทวนตัวอย่างทั้งหมดที่เรานำมาทดสอบ อาสาสมัครทั้ง 3 คน จะนับคนละ 1 ครั้งต่อ 1 ตัวอย่าง เท่ากับว่าแต่ละตัวอย่างจะมีการนับจำนวนทั้งหมด 3 ครั้ง เพื่อเป็นการตรวจทานความถูกต้อง   แผ่นเช็ดทำความสะอาด ตารางแสดงผลการสำรวจจำนวนแผ่นเช็ดทำความสะอาดเปรียบเทียบกับจำนวนที่แจ้งไว้บนบรรจุภัณฑ์  ผลการทดสอบ จากการตรวจนับตัวอย่างแผ่นเช็ดทำความสะอาดจำนวน 6 ตัวอย่างพบว่าทุกตัวอย่างมีจำนวนแผ่นเช็ดทำความสะอาดตรงตามที่แจ้งไว้ในรายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์ แถมทุกตัวอย่างที่เรานำมาทดสอบยังให้ปริมาณของแผ่นเช็ดทำความสะอาดมาแบบพอดี๊พอดี บอกว่ามี 80 แผ่นก็ให้มา 80 แผ่น บอกว่า 20 แผ่นก็มี 20 แผ่น ไม่ขาดไม่เกิน ไม่เหมือนกับตัวอย่างแผ่นกระดาษเช็ดหน้าที่ฉลาดซื้อทดสอบเมื่อฉบับที่แล้ว ที่เราพบว่าบางตัวอย่างให้แผ่นกระดาษเช็ดหน้ามาเกินจากที่แจ้งจำนวนไว้บนบรรจุภัณฑ์ ถือว่าเป็นกำไรของผู้บริโภค   ฉลาดซื้อแนะนำ แผ่นเช็ดทำความสะอาด (Cleansing Tissue) หรือ ทิชชูทำความสะอาดแบบเปียก ถือเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง มีการใช้สารต่างๆ เป็นส่วนผสม เพราะฉะนั้นการแสดงฉลากจะต้องมีการแจ้งชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต โดยเรียงลำดับตามปริมาณของสารจากมากไปหาน้อย มีการแสดงวิธีใช้ และข้อควรระวังหรือคำเตือนในการใช้ เช่น ห้ามใช้เช็ดบริเวณรอบดวงตา ผลิตภัณฑ์อาจทำให้เกิดอาการแพ้ในผู้ใช้บางคน หากระคายเคืองควรหยุดใช้ เป็นต้น ที่มา: ประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอาง เรื่อง ฉลากของเครื่องสำอาง   แผ่นซับความมัน ตารางแสดงผลการสำรวจจำนวนแผ่นซับความมันเปรียบเทียบกับจำนวนที่แจ้งไว้บนบรรจุภัณฑ์ ผลการทดสอบ จากการสุ่มสำรวจตัวอย่างแผ่นซับความมันจำนวน 9 ตัวอย่าง เราพบเรื่องที่น่ายินดีเพราะทุกตัวอย่างที่เราสำรวจ ให้ปริมาณแผ่นซับความมันตรงตามจำนวนที่แจ้งไว้บนบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้เรายังพบว่ามีถึง 4 ตัวอย่างที่แถมแผ่นซับความมันเกินมาจากจำนวนที่แจ้งไว้ ได้แก่ยี่ห้อ แกทส์บี (Gatsby), ยี่ห้อ คลีนแอนด์เคลียร์ (Clean&Clear) และ ยี่ห้อ เมนโธลาทัม แอคเนส์ (Mentholatum  Acnes) ที่เพิ่มแผ่นซับความมันมาให้อีก 1 แผ่นจากจำนวนที่แจ้งไว้ ส่วนยี่ห้อ แพ็ตตี้ ควิกส์ (Pretty Quiks) เพิ่มมาให้อีก 2 แผ่นจากจำนวนที่แจ้งไว้   ฉลาดซื้อแนะนำ -ประโยชน์ของกระดาษหรือฟิล์มซับความมันบนใบหน้า คือการลดความบนใบหน้าเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการเช็ดทำความสะอาดใบหน้า การใช้กระดาษหรือฟิล์มซับความมันบนใบหน้าเช็ดหน้าอาจมีผลเสียต่อผิวหน้า เพราะเนื้อกระดาษหรือฟิล์มซับมันอาจสร้างความระคายเคืองให้กับผิวหน้า -บนบรรจุภัณฑ์ควรมีการแสดงข้อมูลการใช้งานและข้อควรระวัง เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสโดยตรงกับร่างกายของเรา แต่จากตัวอย่างที่เราสุ่มสำรวจพบว่ามีหลายยี่ห้อที่ไม่การแจ้งข้อมูลดังกล่าว ส่วนมากเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ แล้วนำรายละเอียดภาษาไทยอย่าง ชื่อสินค้า ที่อยู่ผู้ผลิต ผู้นำเข้ามา แปะทับ   สำลีก้าน ตารางแสดงผลการสำรวจจำนวนสำลีก้านเปรียบเทียบกับจำนวนที่แจ้งไว้บนบรรจุภัณฑ์ ผลการทดสอบ จากการสุ่มทดสอบตัวอย่างสำลีก้านจำนวน 7 ตัวอย่าง เราพบว่ามี 2 ตัวอย่าง ที่ให้ปริมาณสำลีก้านน้อยกว่าที่ได้แจ้งไว้บนบรรจุภัณฑ์ คือยี่ห้อ บิ๊กซี (Big C) และยี่ห้อ วี-แคร์ (V-Care) ซึ่งแจ้งไว้บนบรรจุภัณฑ์ว่ามีจำนวน 100 ชิ้น แต่จากการทดสอบเราพบว่ามีจำนวนก้านสำลีอยู่ 98 ชิ้น สำหรับยี่ห้อ บิ๊กซี (Big C) และ 99 ชิ้น สำหรับยี่ห้อ วี-แคร์  (V-Care) ส่วนอีก 5 ตัวอย่างที่เหลือจำนวนที่ทดสอบนับได้ตรงตามจำนวนที่แจ้งไว้บนบรรจุภัณฑ์   ฉลาดซื้อแนะนำ -ผลิตภัณฑ์สำลีก้านที่ดี ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ หัวสำลีต้องเป็นสีขาว พันเรียบมิดปลายก้านโดยไม่มีสิ่งแปลกปลอมปะปน ก้านตรง แข็งแรง ไม่หักง่าย ปลายทู่ ผิวของวัสดุไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ -การแสดงข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ ต้องแสดงชื่อสินค้า ที่อยู่ผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต จำนวนบรรจุ วิธีการใช้ ที่สำคัญคือ คำเตือนในการใช้ผลิตภัณฑ์ -จำนวนสำลีพันก้านในแต่ละภาชนะบรรจุต้องมีไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก -สำลีก้านที่ซื้อมาต้องอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท ป้องกันสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคปนเปื้อน ที่มา : ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำลีพันก้าน ฉบับที่ 3828 (พ.ศ. 2551)

อ่านเพิ่มเติม >