ฉบับที่ 102 แม่บ้านดวงอับ ถูกแบงค์ฟ้องหนี้บัตรเครดิต

แทบเป็นลมล้มทั้งยืนเมื่อเห็นหมายศาลส่งมาถึงบ้านแจ้งให้ไปศาลในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 และให้ชำระหนี้บัตรเครดิตให้กับธนาคารกรุงเทพ เป็นเงินสามหมื่นกว่าบาท“ได้รับเงินแค่เดือนละ 4-5 พันบาท จะเอาปัญญาที่ไหนไปใช้เงินเขา ที่สำคัญยังไม่รู้เลยว่าเคยไปทำบัตรเครดิตใบนี้ไว้ตอนไหน”คุณชิดชนก แม่บ้านทำความสะอาดอยู่ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) โอดครวญ“ก็เคยได้รับจดหมายทวงหนี้จากธนาคารมาก่อนเหมือนกัน เขาบอกว่าเราได้รับอนุมัติให้ใช้บัตรเครดิตของธนาคาร และก็มียอดหนี้แจ้งมาในจดหมาย เรากับสามีก็งงๆ เพราะบัตรเครดิตสักใบก็ไม่เคยเห็น ไม่เคยใช้แล้วจะมีหนี้ได้อย่างไร ไม่มีความรู้ทางข้อกฎหมายด้วยว่าจะต้องทำยังไงต่อไป คิดในแง่ดีไปว่าเขาอาจจะส่งผิดก็ไม่ได้สนใจอะไร”เมื่อไม่มีการทักท้วงใดๆ ออกไป ในที่สุดหมายฟ้องคดีจึงมาเกาะที่หน้าประตูบ้านทันที คราวนี้ทั้งบ้านเหมือนร้อนเป็นไฟอยู่เฉยกันไม่ได้ ต้องมานั่งตรวจเอกสารต่างๆ ที่แนบมากับหมายฟ้อง ก็มาสะดุดกับลายเซ็นชื่อของตัวเองในใบสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิต“ไม่ใช่ลายเซ็นของเราแน่นอน” คุณชิดชนกยืนยัน”“คนอื่นอาจจะดูเหมือนมาก แต่เราเห็นแล้วบอกเลยว่าไม่ใช่ ส่วนรายละเอียดอย่างอื่น เช่น ยอมรับว่าชื่อ-นามสกุลเป็นของเรา เลขบัตรประชาชนก็เป็นของเรา แต่ที่อยู่บ้าน เบอร์โทรศัพท์ ไม่ใช่ เป็นบ้านใครเบอร์โทรศัพท์ใครก็ไม่รู้ มาดูชื่อสถานที่ทำงานก็ไม่ใช่บริษัทที่เราทำงานให้อยู่ แถมแจ้งรายได้ถึง 3 แสนบาทต่อปีอีก มันไม่ใช่ตัวเราเลยน่ะ เงินเดือนเราแค่ 4-5 พันเท่านั้น” หลังจากนั้นคุณชิดชนกจึงหอบหลักฐานประจำตัว หลักฐานตามสำนวนฟ้องคดีที่ได้รับมาโดยไม่ต้องการวิ่งไปหาธนาคารกรุงเทพ เพื่อปฏิเสธภาระหนี้ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 แต่ด้วยความร้อนใจที่วันนัดของศาลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คุณชิดชนกจึงดิ้นรนไปร้องทุกข์กับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ได้รับเรื่องในเวลาต่อมาแนวทางแก้ไขปัญหา สำหรับผู้บริโภคที่โดนแจ็คพอตมีหนี้บัตรเครดิตทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของบัตรหรือใช้บัตร ให้ใช้หลักทักท้วงและปฏิเสธโดยทันที ดังนี้ครับ1.เมื่อผู้บริโภคตรวจสอบพบว่าตนไม่ได้เป็นผู้เข้าทำสัญญาขอใช้บัตรเครดิตกับธนาคาร หรือไม่ได้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือบริการตามที่มีใบแจ้งหนี้มา ให้ทำหนังสือปฏิเสธสัญญาหรือรายการใช้จ่ายดังกล่าวโดยทันทีและส่งเป็นจดหมายลงทะเบียนตอบรับถึงธนาคารโดยทันที(การโทรไปที่ศูนย์บริการของผู้ประกอบธุรกิจมีข้อดีคือสะดวก ง่าย แต่ผู้บริโภคจะไม่มีหลักฐานไว้ยืนยันในภายหลัง)2.ถือเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต หรือธนาคารที่จะเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบการทำสัญญาว่ามีผู้ปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารมาทำสัญญาหรือไม่3. หนี้ที่เกิดขึ้นถือเป็นหนี้เสียของธนาคารที่ธนาคารจะต้องติดตามดำเนินคดีเองกับผู้กระทำผิด มิใช่ผู้บริโภคในส่วนผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาของคุณชิดชนกได้รับการชี้แจงจากธนาคารกรุงเทพว่าหลังคุณชิดชนกมาแจ้งเรื่อง ธนาคารจึงได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานการขอทำบัตรเครดิตและยอมรับว่าเป็นเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณชิดชนกแต่ที่ช้าไปบ้างก็เพราะธนาคารต้องใช้เวลาตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ให้แน่ใจโดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ ท้ายที่สุดธนาคารยินยอมที่จะถอนฟ้องคุณชิดชนกในวันที่ศาลนัดโดยทันที แต่เพื่อความปลอดภัย... มูลนิธิฯ จึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่พร้อมทนายไปเป็นพี่เลี้ยงในวันขึ้นศาลด้วย หากธนาคารเกิดเปลี่ยนใจคุณชิดชนกจะสามารถต่อสู้คดีได้ทันที

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 102 ห้างใหญ่หนีอาญาขายของหมดอายุยอมชดใช้ผู้บริโภค

 “ฮัลโหล...มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคใช่ไหมคะ”“ค่ะ ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรจะร้องเรียนคะ”“ชื่อสุนีย์นะคะ คืออย่างงี้ค่ะ ตอนนี้กำลังยืนเรียกค่าเสียหายจากทางห้างอยู่ เพราะเขาเอาของหมดอายุมาขายให้เรา เราจะเรียกค่าเสียหายกับเขาได้ไหมคะ”พอได้ยินคำถาม เจ้าหน้าที่รับเรื่องของเราถึงกับตื่นเต้น ก็ไม่ให้ตื่นเต้นได้ไงเจอผู้บริโภคที่รักษาสิทธิของตัวเองเต็มที่อย่างนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ และเป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ จึงค่อยๆ ปล่อยคำถามหารายละเอียดออกไป “ไหนช่วยเล่ารายละเอียดหน่อยนะคะว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงต้องคิดเรียกค่าเสียหายกับเขา” แล้วคุณสุนีย์ก็เล่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง เธอบอกว่าตอนนี้กำลังอยู่ที่ห้างตราดอกบัว สาขาแจ้งวัฒนะ เพื่อมาเรียกร้องค่าเสียหายกับทางห้าง เป็นค่ารถ ค่าเสียเวลา รวมเป็นเงิน 500 บาท ซึ่งก่อนหน้าที่จะมายืนเรียกค่าเสียหายนั้น ประมาณสัก 4-5 วันที่ผ่านมาคือวันที่ 6 มิถุนายน 2552คุณสุนีย์ได้มาซื้อสินค้าประเภทอาหารที่ห้างแห่งนี้แล้วนำกลับไปรับประทานที่บ้าน แต่เมื่อมาตรวจดูสินค้าพบว่าสินค้าหมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 คุณสุนีย์เห็นว่าไม่เป็นธรรมจึงขับรถกลับมาร้องเรียนเรียกค่าเสียหาย “ตอนนี้กำลังรอทางห้างเขาตัดสินใจอยู่ว่าจะเอาไง” แนวทางแก้ไขปัญหา ตามกฎหมายอาหารที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เป็นผู้ดูแลอยู่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารหมดอายุที่มีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ จะเข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ อาจถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท และหากพบว่าผลิตภัณฑ์อาหารแสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับถึง 3 หมื่นบาท ผู้บริโภคที่พบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารหมดอายุ หากต้องการให้มีการดำเนินคดี ให้แจ้งไปที่สายด่วน อย.โทร.1556 หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดแต่สำหรับคุณสุนีย์ต้องการเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 500 บาทเพื่อเป็นค่ารถค่าเสียเวลาที่มาซื้อของหมดอายุ ท้ายสุดห้างซูเปอร์สโตร์แห่งนี้ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 500 บาทตามที่ผู้บริโภคเรียกร้อง นับเป็นการใช้สิทธิและบทลงโทษกับผู้ประกอบการด้วยฝีมือผู้บริโภคชั้นเยี่ยม ขอปรบมือให้ 40 แปะ!  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 102 ไม่ให้ไม่ว่า…ขอแค่อย่าทำร้าย

เป็นที่รับรู้กันว่า ประชาธิปไตยบ้านเรา เป็นไปอย่างทุลักทุเล แต่ก็สนุกดีแบบไทยๆ ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นไทยก็ยังเป็นไทยอยู่วันยังค่ำ(จริงไหม?)เสร็จจากการประท้วง สุดฤทธิ์สุดเดช กันไปตามอัธยาศัยแล้ว ถึงการเมืองบ้านเราจะยังมีกรุ่นๆ กันอยู่บ้างแต่ก็ทำให้เราๆ ท่านๆ หายใจได้ทั่วปอดขึ้นใช่ไหมล่ะ เมื่อการเมืองเบาบางลง ก็ตามมาด้วยเสียงเพรียกร้องหาความช่วยเหลือจากกลุ่มผู้เดือดร้อนกลุ่มต่างๆ ที่ดังขึ้นมาแทรกแทนเสียงโหยหวน.. ของเหล่านักการเมือง ทั้งกลุ่มหนี้สินชาวนา กลุ่มหนี้สินอื่นๆ และเรื่องราคาสินค้าเกษตรที่ต้องเรียกร้องกันทุกปี เพราะไม่ว่าพรรคการเมืองพรรคไหนขึ้นมาบริหารประเทศ ก็ไม่มีการวางแผนแก้ไขปัญหาเรื่องราคาสินค้าทางการเกษตรแบบระยะยาวเลยสักพรรคเดียว มีเพียงการแก้ไข แบบขอไปที น้อง-พี่-ลุง-ป้า จึงต้องออกมาร้องขอความช่วยเหลือกันทุกปีจะว่า น้อง-พี่-ลุง-ป้า เหล่านี้คือเหยื่ออันโอชะของนักการเมืองก็ไม่น่าจะผิด เพราะการแก้ไขแต่ละครั้ง ใช้งบมหาศาลและก็รั่วไหลทุกครั้งที่มีโครงการช่วยเหลือ(ก็อดคิดเสียไม่ได้ว่าเพราะเรื่องนี้ใช่หรือไม่ที่ทำให้เหล่านักการเมืองจึงไม่คิดแก้ไขแบบจริงๆ จังๆ กันเสียที) แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกมาส่งเสียงมาสู่รัฐ เขาเหล่านั้นไม่เคยร้องขอให้รัฐไปช่วยเหลืออะไร ขอเพียงขอให้เขาได้อยู่กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ที่เขาคุ้นชินเท่านั้น เขาเหล่านั้นคือกลุ่มคนที่ออกมาคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และโรงงานขนาดใหญ่ ที่พวกเขากลัวว่าการก่อสร้างเหล่านั้นจะส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม อาชีพ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ของพวกเขา แก่นแท้ของการร้องขอนั้น เขาไม่เคยขอให้รัฐช่วยอะไร ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ หรืออื่นๆ เขาขอเพียงรัฐยอมปล่อยให้เขาได้อยู่ในสิ่งที่เขาเคยอยู่เท่านั้นจนได้อ่านข่าวที่ กกต. ชี้ออกมาว่า ท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติ หลายท่านน่าจะพ้นสภาพการเป็น สส.เพราะตนเองหรือภรรยาเข้าไปถือหุ้น ในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ ทั้งหุ้น ปตท. หุ้นไฟฟ้า และหุ้นอื่นๆ อ้อ..เพราะอย่างนี้นี่เองนักการเมืองทั้งหลายถึงไม่ใยดีและเพิกเฉยต่อคำเรียกร้อง ของกลุ่มผู้คัดค้านเพื่อสิ่งแวดล้อม ก็ท่านทั้งหลายที่กล่าวถึงมามีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่มากมายนี่เอง อ่านข่าวแล้วรู้สึกสะใจจริงๆ เพราะไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหน ที่สามารถล้างบางนัก การเมืองขี้ฉ้อได้เท่ารัฐธรรมนูญปี 50 นี้เลย(สะใจเจงๆๆ) เพราะการเขียนไว้ว่าห้ามนักการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นถูกต้องแล้ว เพราะนักการเมืองเป็นผู้มีอำนาจการตัดสินใจในการบริหารจัดการในทุกด้าน และนักการเมืองก็เป็นมนุษย์มันก็หนีไม่พ้นที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ความเป็นธรรมจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้ถ้าไม่สามารถกำจัดผลประโยชน์ทับซ้อนออกไปได้(ถึงแม้ออกไม่หมดแต่ก็ดีกว่าไม่ออกเลย) เอาเป็นว่าผู้เขียนชูจั๊ก-กะ-แร้ เชียร์เพื่อนพ้องน้องพี่ พลังบริสุทธิ์ที่ก้าวข้ามผลประโยชน์ส่วนตัว ออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมไว้ให้เป็นของขวัญสำหรับลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป และช่วยยืนยันสโลแกนที่ว่า “ไม่ให้ไม่ว่าขอแค่อย่าทำร้าย” ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนและขอให้ไอ้พวกขี้ฉ้อสูญพันธุ์จากประเทศไทยไปสักที

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 102 กระแสในประเทศ

ประมลเหตุการณ์เดือนกรกฎาคม 255215 กรกฎาคม 2552จุดจบ “ลวดดัดฟันแฟชั่น” สคบ. สั่งห้ามขายแบบเด็ดขาด “ลวดดัดฟันแฟชั่น” หลังจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ คคบ. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 36 ของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ออกคำสั่งห้ามจำหน่ายลวดดัดฟันแฟชั่นเป็นการถาวรแล้ว พ่อค้า – แม้ค้าคนไหนยังฝืนขายลวดดัดฟันแฟชั่นถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย แจ้งจับได้ทันที มาตรา 36 ของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ระบุว่าหากพบสินค้าใดต้องสงสัยว่าเป็นอันตราย คณะกรรมการผู้บริโภคสามารถสั่งให้ตรวจพิสูจน์สินค้านั้นได้ ซึ่งในกรณีของลวดดัดฟันแฟชั่นไม่มีผู้ประกอบการรายใดขอทดสอบหรือพิสูจน์สินค้า ซึ่งคณะกรรมการผู้บริโภคพิจารณาแล้วสินค้าดังกล่าวเป็นอันตราย จากคำยืนยันของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมวิทยาศาสตร์บริการ หลังจากตรวจพบสารปนเปื้อนโลหะหนัก ทั้งตะกั่ว พลวง ซีลีเนียม โครเมียม และสารหนู รวมทั้งยังมีข้อมูลจาก อย.ว่าวัสดุที่ใช้ทำลวดดัดฟันไม่มีมาตรฐาน และลักษณะการนำมาคล้องที่ฟันด้วยลวดนั้นไม่แข็งแรงมีโอกาสล่วงหลุดลงคอจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 17 กรกฎาคม 2552ทลายโรงงาน “ซีอิ้วปลอม” ส่งขายตลาดนัดกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี หรือ ปศท. ได้ออกกวาดล้างโรงงานผลิตซีอิ้วปลอมและน้ำปลาปลอม ซึ่งสามารถตรวจพบแหล่งผลิตได้ถึง 3 หลาย ในเขตทวีวัฒนาและบางขุนเทียน โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดได้ทั้งอุปกรณ์การผลิตและบรรจุขวดซีอิ้วขาว พร้อมกับซีอิ้วขาวปลอม น้ำปลาปลอม ฝาขวด ขวดเปล่า ฉลากปลอม รวมทั้งสิ้นกว่า 190,000 ชิ้น ซึ่งรวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 9 ล้านบาทการเข้าตรวจค้นจับกุมครั้งนี้เนื่องจากมีตัวแทนบริษัทหยั่นหว่อหยุ่น จำกัด เข้าแจ้งความว่า สินค้าของบริษัทถูกปลอมแปลงออกจำหน่ายตามตลาดนัดและพื้นที่ทั่วไปในราคาถูก สำหรับสินค้าที่ตรวจยึดมานั้นพบว่ามีการวางขายตามตลาดนัดในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งสินค้าปลอมเหล่านี้ไม่ได้คุณภาพ มีการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้วิธีการใส่เกลือ แต่งสี และปรุงแต่งรสขึ้นมา จากนั้นจะนำมากรอกใส่ขวดขาย หากซื้อมารับประทานอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย 23 กรกฎาคม 2552ชัวร์หรือมั่วนิ่ม? “ไข่ปลอมจากจีน” สร้างความตื่นตกใจให้กับผู้บริโภคไม่น้อย กับข่าวที่มีการพบไข่ไก่ปลอมวางจำหน่ายที่ประเทศจีน ซึ่งแม้จะมีการตรวจสอบยืนยันชัดเจนแล้วว่ายังไม่มีไข่ไก่ปลอมที่เป็นข่าววางขายในประเทศไทย แต่ อย. รับประกันมีการตรวจสอบเรื่องการลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนอย่างเคร่งครัด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ยืนยันยังไม่มีการตรวจพบไข่ไก่ปลอมวางจำหน่ายในประเทศไทย เพียงแต่เป็นกระแสจากการเผยแพร่ภาพของไข่ปลอมส่งต่อกันทางอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.อาหารระบุไว้ชัดเจนว่าหากมีการปลอมอาหารและจำหน่ายเพื่อบริโภค ให้ถือเป็นอาหารปลอม มีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งในเนื้อข่าวจากจีนระบุว่าไข่ปลอมใช่เจลาตินเป็นส่วนผสมในการทำไข่ขาว ส่วนไข่แดง จะถูกย้อมสีด้วยเกลือหรือเอสเตอร์ของกรดทาร์ทาริค เอซิด ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมถ่ายรูปและฟอกหนัง ขณะที่เปลือกไข่ทำจาก แคลเซียม คาร์บอเนต และพาราฟินแวกซ์ผสมกับน้ำ ซึ่งนอกจากจะไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนไข่จริงแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย 30 กรกฎาคม 2552โสมสกัด “เต็มพลัง” ห้ามดื่ม-ห้ามขาย ไม่มี อย.อย. ลงพื้นที่ภาคอีสาน จับกุมแหล่งผลิตเครื่องดื่มชื่อ “เต็มพลัง” ที่มีลักษณะเหมือนน้ำสมุนไพรแต่กลับมีรสชาติคล้ายผสมแอลกอฮอลล์ โดยบรรจุอยู่ในขวดขนาดเท่าขวดน้ำปลา ปิดปากขวดด้วยฝาเบียร์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว ฉลากที่ขวดเขียนว่าเป็นสินค้าโอท็อปแต่ไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่ผลิตหรือหมดอายุ   เมื่อนำมาตรวจสอบพบสารไซโปรเฮปตาดีน (Cyproheptadine) ซึ่งเป็นยาแก้แพ้ที่มีฤทธิ์ข้างเคียงกระตุ้นให้เจริญอาหาร โดยเครื่องดื่มดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตผลิตยา และไม่มีการขอขึ้นทะเบียนตำรับยา แต่อวดอ้างในคำบรรยายสรรพคุณว่าให้พลังงานสูง แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตมีเจตนาผลิตเป็นยา ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ยา ผู้ใดผลิตมีโทษทางกฎหมาย เตือนร้านค้าห้างวางจำหน่าย เพราะมีความผิดด้วยเช่นกัน โทรคมนาคมไทยยังมีปัญหา ต้องร่วมกันร้องเรียนเพื่อการพัฒนาปัจจุบันปัญหาด้านโทรคมนาคม ถือเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนไม่พอใจให้กับผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โทรศัพท์มือถือ บัตรเติมเงิน sms สัญญาณโทรศัพท์ รวมทั้งเรื่องของสัญญาณอินเตอร์เน็ต ซึ่งหน่วยงานที่คอยดูแลแก้ปัญหาในเรื่องนี้ให้กับเราก็คือ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) องค์กรอิสระภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) โดย นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการ สบท. ได้เปิดเผยตัวเลขเรื่องร้องเรียนที่มีเข้ามาในหน่วยบริการประชาชนในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน พ.ศ. 2552 มีจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 662 เรื่อง มากกว่าปี 2551 ทั้งปีที่มีการร้องเรียน 334 เรื่อง แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคตระหนักในสิทธิของตัวเองมากขึ้น ซึ่งเรื่องที่ถูกร้องเรียนเข้ามามากที่สุด คือเรื่องคุณภาพของการให้บริการ เช่น ความเร็วอินเตอร์เน็ตต่ำกว่าที่โฆษณา ใช้แล้วสัญญาณหลุดบ่อย และเรื่องปัญหาโทรศัพท์โทรข้ามเครือข่ายติดยาก รวมทั้งเรื่องการแก้ไขปัญหาล่าช้า จำนวน 146 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 22.1 ปัญหาอื่นๆ ที่ถูกร้องเรียนรองลงมามีดังนี้ การคิดค่าบริการผิดพลาด จำนวน 137 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 20.7 การเรียกเก็บเงิน 107 บาท ค่าต่อคู่สายโทรศัพท์หลังถูกตัดสัญญาณ จำนวน 78 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 11.8 และการกำหนดระยะเวลาใช้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงินล่วงหน้า จำนวน 75 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 11.3 ซึ่งในจำนวนเรื่องร้องเรียน 662 เรื่อง ทาง สบท. ได้ดำเนินการแก้ไขลุล่วงไปแล้ว 272 เรื่อง สำหรับเรื่องที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องในระดับนโยบาย เช่น การคิดค่าบริการผิดพลาด การกำหนดระยะเวลาใช้โทรศัพท์แบบเติมเงินล่วงหน้า หรือแม้แต่เรื่องความปลอดภัยจากเสารับ-ส่งสัญญาณ ซึ่งต้องมีการหารือเพื่อวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไป หวังว่าการใส่ใจ เข้าใจ และตระหนักในสิทธิของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น คงมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น  ภาคประชาชน ค้านพ.ร.บ.ผู้ประสบภัยรถยนต์ แนะรัฐฯ ตั้งกองทุน-ยกเลิกประกันเอกชนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สมาคมคนพิการ และมูลนิธิเมาไม่ขับ เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายผู้ประสบภัยจากรถ พร้อมแนะให้ตั้งกองทุนสินไหมผู้ประสบภัยจากรถแทน เพื่อแก้ปัญหาการบริหารงานซับซ้อน และลดภาระให้กับประชาชน   ตามที่คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ได้เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพิ่มความคุ้มครองหลักในส่วนค่าสินไหม กรณีได้รับบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร จากเดิม 15,000 บาท เป็น 35,000 บาท และกรณีเสียชีวิตก็เพิ่มค่าสินไหมจาก 1 แสนบาท เป็น 2 แสนบาท รวมถึงเพิ่มค่าชดเชยรายวันให้วันละ 200 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 20 วันนั้น แม้มาตรการดังกล่าวดูเหมือนจะเอาใจใส่ผู้ประสบภัยรถยนต์ แต่ในความเป็นจริงเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานของระบบ ซึ่งขาดการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย   จากการสำรวจผู้ประสบภัยรถยนต์ ใน 48 จังหวัดพบว่า ผู้ประสบภัยรถยนต์มากกว่าร้อยละ 55 ไม่ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ มีเพียงร้อยละ 42 ที่ใช้สิทธิ โดยผู้ประสบภัยเกือบทั้งหมดประสบปัญหาเมื่อใช้สิทธิ อาทิ การเบิกจ่ายยุ่งยากใช้เวลานาน บริษัทประกันบ่ายเบี่ยงไม่จ่ายค่าทดแทน ทำให้ผู้ประสบภัยต้องใช้สิทธิบัตรทองและประกันสังคมควบคู่ไปด้วยแทน ทั้งนี้ ในปี 2551 บริษัทประกันภัยเอกชน ใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการมากถึง 4,785 ล้านบาท หรือร้อยละ 47 ซึ่งมากกว่าการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่มีเพียง 4,534 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการจ่ายค่าตอบแทนผู้ขายประกัน หรือส่งเสริมการขายที่สูงถึงร้อยละ 45-50 ของค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ทั้งที่เป็นการประกันแบบบังคับ และจากการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพของ คปภ. ดังที่กล่าวมา ทำให้กลุ่มประชาชนรวมตัวกันออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 แก้ไขปี พ.ศ. 2551 โดยให้ประชาชนที่ประสบอุบัติเหตุ รับการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิตามระบบหลักประกันสุขภาพของตนเอง เพราะประชาชนทุกคนได้รับการคุ้มครองด้วยระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่แล้ว และให้ออกกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อจัดตั้งกองทุนสินไหมผู้ประสบภัยจากรถ ที่คุ้มครองกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต โดยใช้งบประมาณในการบริหารกองทุนไม่เกินร้อยละ 5 ซึ่งจะทำให้ประชาชนจ่ายเบี้ยประกันตามกฎหมายจัดตั้งกองทุนฉบับใหม่ประมาณ 200 บาทสำหรับรถยนต์ และ 100 บาทสำหรับรถจักรยานยนต์ เป็นการช่วยลดภาระของประชาชน และทำให้ระบบโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากลดความซ้ำซ้อนของกองทุนประกันสุขภาพต่างๆ และกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 102 หญิงแกร่งแห่งวงการยา “ผศ.ภญ.สำลี ใจดี”

ทุกคนมีสิทธิสัมภาษณ์โดย อวยพร แต้ชูตระกูล และ กรรณิการ์ กิจติเวชกุลถ่ายภาพโดย อนุชิต นิ่มตลุงตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ 'หลังประติมาสาธารณสุข' 2552ในแวดวงเรื่องยา น้อยคนที่จะไม่รู้จัก อ.สำลี ใจดี ผู้หญิงแกร่งที่สร้างคุณูปการมากมายให้ประเทศนี้ ทั้งในทางแจ้งและทางลับ ธรรมดา อ.สำลี ไม่ชอบการให้สัมภาษณ์ จึงไม่ค่อยมีใครได้เคยอ่านบทสัมภาษณ์แบบเต็มรูปแบบเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตของท่านมาก่อน แต่…กรรณิการ์ กิจติเวชกุล สามารถ และนำเรื่องราวของท่านมาเป็นบรรณาการแก่ผู้อ่านฉลาดซื้อ   การส่งเสริมสวัสดิภาพการใช้ยาของประชาชน ศึกษาวิจัยการใช้ยาของชุมชน การใช้ยาซองยาชุด รณรงค์ต่อต้านการใช้ยาชุด-ยาซองแก้ปวดควบคู่กับการยกเลิกสูตรตำรับยาที่ไม่เหมาะสม...ส่งเสริมการใช้ยาที่เหมาะสม ...รณรงค์การใช้ยาสมุนไพร (ตั้งแต่สมัยที่ไม่มีใครเหลียวแล)... คัดค้านการแก้ไข พรบ.สิทธิบัตร เปิดโปงทุจริตยา 1,400 ล้านบาท ผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หนุนหลังให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศซีแอล (การประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตร) นำเข้าในยาต้านไวรัสเอดส์, ยาโรคหัวใจ และยามะเร็ง ในชื่อสามัญให้คนไทยเข้าถึงยาจริงๆ นี่เป็นเพียงผลงานบางส่วนของ “ผศ.ภญ.สำลี ใจดี” หญิงแกร่งที่เป็นทั้งนักวิชาการผู้มั่นคง และเอ็นจีโอผู้มุ่งมั่นที่อยู่เบื้องหลังของเกือบทุกเรื่องที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการสาธารณสุขร่วมสมัย  อยากทราบว่าทำไมอาจารย์ถึงเลือกเรียนเภสัช จริงๆ แล้ว ทีแรกไม่ได้อยากเลือกเภสัชนะ อยากเรียนวารสารศาสตร์มากกว่า แต่พ่อบอกว่าควรจะสืบทอดมรดก คือที่บ้านปู่ทวดเป็นหมอพื้นบ้าน เวลาเข้าบ้านที จะหอมฟุ้งทั้งบ้านเลย เราก็เลยมีหน้าที่สืบทอดการช่วยชีวิตคนต่อไป ตอนนั้นคิดว่าเป็นหมอช่วยชีวิตคนได้เยอะที่สุดแล้ว สมัยก่อนใช้วิธีสอบตรง ก็สอบได้หลายที่ แต่ปีก่อนหน้านั้น สอบได้บัญชี ธรรมศาสตร์ เรียนอยู่ครึ่งเทอม ก็ทนเรียนไม่ได้ สอบวิชาบัญชี เราได้ B+ เกือบ A หมด อยู่ในเกณฑ์ท็อป 20 % แรกของชั้นปี แต่สอบตกอยู่ 1 วิชา คือวิชาเลขานุการ วิชานี้คนที่สอบตกมีแต่พวกไม่เรียน (คือมันง่ายมาก) แต่เราตก เพราะข้อสอบเขาสั่งให้แสดงความเห็นว่า เป็นเลขานุการคุณควรจะประพฤติตัวอย่างไร ต้องเก็บความลับ รวมทั้งมุสาด้วย ต้องออเซาะเจ้านาย เรารับไม่ได้มันผิดศีลธรรม ก็เลยเขียนด่าลงไปในข้อสอบ แล้วก็เลยเลิกเรียนตั้งแต่ตอนนั้น พักเรียนไปครึ่งปีเพื่อติวตัวเอง สอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ คราวนี้เลือกหมอ และเภสัชเป็นอันดับ 2 ก็ได้เภสัช สอบได้เภสัช ตรงกับที่อยากเรียนไหม เฉยๆ เพราะมันไม่ใช่ที่ชอบที่สุด เป็นคนชอบอ่านหนังสือ เราก็ไปเสพสุขด้านนั้นมากกว่า การเรียนไม่มีปัญหา แต่ก็มีเรื่องขำขัน ตอนนั้นมาเรียนที่เภสัช จุฬาฯ เขามีบันไดขึ้น 2 ทาง เขาจะขึ้นทางลงทางหรือสวน พอไปถึงวันแรก รุ่นพี่ก็บอกว่ารุ่นน้องต้องให้พี่ขึ้นก่อน เราก็หันขวับ สวนไปเลย “พ่อแม่ไม่เคยสอน” รับมันไม่ได้เลย เพราะที่บ้านมีแต่สอนให้พี่ยอมให้น้อง เหมือนอยู่คนละโลก พอรับน้องก็ถูกยิงหัวเลย เขาว่า เราปากจัดมาก คือสมัยรับน้องจะมีการทาแป้งแกล้งรุ่นน้อง เราก็เลยหัวขาวมากที่สุด ปกติ เรายอมให้เฉพาะครูเท่านั้น สมัยนั้น ระเบียบจัดมาก ผู้ชายต้องผูกเนคไท ผู้หญิงต้องผูกโบว์ เราก็บ่นมากตอนผูกโบว์ว่าไม่เห็นจะทำให้ฉลาดขึ้นตรงไหนเลย สมัยที่อาจารย์เรียน มันมีอะไรที่ทำให้เกิดความคิดเชิงสังคมบ้างไหม เราเป็นพวกสัตว์ประหลาด ที่เรามีความคิดแต่หาอะไรไม่ค่อยได้ แต่เนื่องจากเป็นคนที่อ่านเยอะ อ่านหนังสือพิมพ์ตอนนั้นก็มีอยู่ 2-3 ฉบับ เช่น สยามรัฐทั้งรายวัน รายสัปดาห์ สมัยนั้นคึกฤทธิ์ยังแม่นประเด็น ปี 05-06 หนังสือในห้องสมุดเราอ่านหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือ เรื่องอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่บ้านอาจารย์เน้นมาก บ้านที่บ้านนอก สมัยก่อน พอพ่อมากรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์ห่อของ 1 แผ่น เราก็อ่าน เพราะหนังสือมันหายยากมาก มีแค่ไม่กี่เล่ม คุณต้องอ่านรามเกียรติ์ คุณต้องอ่านสามก๊ก คุณต้องอ่านพระอภัยมณี อันนี้เป็นที่พ่ออ่าน ย่าอ่าน เราก็ต้องอ่าน เรียนรู้มาแบบนี้ แล้วเราก็จะเข้าใจตัวระบบผู้ชายเป็นใหญ่เป็นยังไง แต่ที่บ้านอาจารย์เขาสอนแบบ ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้ เนื่องจากพ่ออาจารย์มีลูกสาว 4 คน ส่วนลูกชายเป็นคนเล็กตามมาทีหลัง ซึ่งที่พ่อสอนก็คือไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้ เพราะผู้หญิงมีความอดทนมากกว่า อย่างพี่สาวอาจารย์ก็เป็นช่างไม้ เพราะฉะนั้นเมื่ออาจารย์อ่านหนังสือหมด ก็เลยทำให้คุยกับใครไม่รู้เรื่อง ต้องคุยกับครู แต่บางคนนะที่รู้เรื่อง อย่าง อ.พัทศรี อนุมานราชธน สอนที่โรงเรียนศึกษานารี แล้วก็ อ.ประดิษฐ์ หุตะกูล ก็คุยการเมือง ตอนนั้นก็คุยได้อยู่ไม่กี่คน ตอนที่ไปสอบทุนปริญญาโท อาจารย์จาก Rockefeller มาเพื่อสัมภาษณ์เด็กชิงทุน พอดีเพื่อนร่วมชั้นของอาจารย์ เขาเป็นนักเรียนเหรียญทอง เข้าสัมภาษณ์ อาจารย์เขาบ่นว่า ทำไมนักเรียนเหรียญทองตอบไม่ได้ พออาจารย์เข้าไป คะแนนเราก็ค่อนข้างแย่นะ เมื่อเทียบกับนักเรียนเหรียญทอง สิ่งที่เขาถาม เป็นเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง คุยการเมือง คุยเรื่องงบประมาณ คุยเรื่องแนวโน้มของสังคม อาจารย์คุยได้หมดทุกประเด็น เขาชอบมาก ถามว่า Why do you know everything? Why do you have a dozen Ds? เกรด D เต็มไปหมด (หัวเราะ) ก็เลยได้ทุน ที่ คณะเภสัชฯ จุฬาฯ อาจารย์สอนอะไร เริ่มแรกสอน สรีรวิทยา (Physiology) เพราะน่ารัก (หัวเราะ) เป็นเรื่องกลไกการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิต... ร่างกายเราประกอบด้วยเซลล์เยอะแยะ เป็นสังคมใหญ่ อาจารย์สนใจว่าเซลล์เยอะแยะมากมายอยู่กันอย่างสันติสุขได้อย่างไร ธรรมชาติมีการแบ่งระบบอย่างดี มีกลไกควบคุมตัวเอง (Negative Feedback Mechanism)ให้อยู่ในภาวะสมดุลบนฐานของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จะเห็นความสมดุล (Balance) ของเซลทั้งหลายที่ธรรมชาติไม่เห็นแก่ตัว กินใช้เฉพาะส่วนที่จำเป็น ที่เหลือให้ส่วนรวม (เลือกปิด-เลือกเปิด เลือกรับ-ปรับใช้) เป็นความน่ารักที่ชอบมาก... สังคมเล็กๆ ของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่เซลล์เดียว หลายเซลล์รวมกันจนในที่สุดเป็นร่างกายเป็นสังคมมนุษย์ ...คล้ายๆ สังคมในอุดมคติ มีวิธีการทำงานที่เหมือนทำสมาธิแล้ว Control ตัวเองได้ รู้อะไรผิดอะไรถูก อะไรควรไม่ควร และที่พอเหมาะอยู่ตรงไหน ถ้ามากเกินไปก็เป็นมะเร็ง ถ้าน้อยเกินไปก็ตีบตัน อันนี้ชัดเจนมากในเชิงระบบ ถ้าเปรียบก็เหมือนหลักทางสายกลางของพระพุทธเจ้า เรียนแบบนี้ก็เข้าใจไม่ต้องท่องจำมากนัก เพราะ “ตัวเองต้องควบคุมตัวเอง ให้คนอื่นคุมไม่ได้”… ต่อมาก็สอนสุขภาพอนามัย สาธารณสุข เภสัชสาธารณสุข ระบบยา นโยบายยา จริยธรรมเภสัชกร ฯลฯ กลุ่มศึกษาปัญหายา (กศย.) มาจากไหน ตั้งกลุ่มก่อน หรือเห็นปัญหาก่อน เห็นปัญหาก่อน ต่อมามีเพื่อนครูกะลูกศิษย์มาร่วมก่อตั้ง กลุ่มศึกษาปัญหายา (กศย.) เมื่อเสาร์ 10 มีนาคม 2518 คือเห็นปัญหามานานแล้ว แต่ไม่ได้ จังหวะ... ต้องรู้ปัญหา-ต้องแก้ที่ต้นเหตุ เพราะชาวบ้านเจ็บไข้ต้องพึ่งตัวเองไปซื้อยามากิน...กินแล้วเป็นโรคกระเพาะ คนไข้ไปโรงพยาบาลเกิดอาการกระเพาะทะลุเยอะมาก เลือดจาง เพราะยาที่ชาวบ้านซื้อมาเป็นยาไม่เหมาะสมทั้งสูตรตำรับ รูปแบบ คุณภาพมาตรฐาน รวมทั้งวิธีใช้ไม่ถูกต้อง ฯลฯ อาจารย์ก็ชักชวนลูกศิษย์มาตั้งกลุ่ม ที่จริงมีทั้งเพื่อนครูและลูกศิษย์ ที่เห็นปัญหาเองในช่วงไปออกค่ายตั้งแต่ปี 2513 ต่อมา ปี 2516-2517 มีกลุ่มที่รู้สึกเบื่อมากๆ ว่า หลักสูตรเภสัชที่เรียนมาตั้ง 5 ปี นั้นไม่สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพของคนไทย... พวกนิสิตเภสัชก็ก่อการดีขอให้มีการพัฒนาหลักสูตร แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ คือผู้บริหารไม่เข้าใจ ...นิสิตทำการประท้วง หยุดเรียน หยุดสอบ ไล่คณบดี.... กลุ่มอาจารย์ที่สนใจพัฒนาชนบท ก็เดินสายพูดคุยกับนิสิตนักศึกษา ชี้ให้เห็นปัญหา ช่วยกันสร้างกลไกให้ไปทำงานในชนบทได้มากขึ้น สำหรับอาจารย์ คิดว่าอะไรเป็นตัวแทนที่จะบอกได้ว่านิสิตประสบความสำเร็จ หนึ่ง ต้องไม่ถือเตารีดและคันไถไปรีดไถประชาชน อันนี้เป็นคาถาที่พูดเลยนะ เอาเปรียบ หลอก โกหกหรือทำอะไรที่ไม่ดี ถือว่าใช้ไม่ได้หมด สอง ต้องทำหน้าที่บัณทิตเต็มมาตรฐาน ตอนนั้น กฎหมายยา 2510 กำหนดให้เภสัชต้องทำงานอยู่ประจำทั้งในโรงานผลิตยาและร้านยา แต่เภสัชบางคนไม่รับผิดชอบ ขี้เกียจ... ตอนนั้นนิสิตนักศึกษาเริ่มมีกิจกรรมศึกษาอะไรบ้าง ช่วงปี 2513-2515 ทำค่ายในแนวบำเพ็ญประโยชน์กันเยอะมาก แรกๆ ก็ช่วยสร้างที่อ่านหนังสือ ต่อเติมโรงเรียน ซ่อมศาลาวัด สร้างสะพาน ช่วยสอนหนังสือนักเรียนในชนบท ฯลฯ ต่อมาหลัง 14 ตุลา 2516 ก็เริ่มปฏิวัติความคิด เช่น สายสาธารณสุขไปทำค่ายสาธารณสุข (โดยรวมกันทุกคณะในจุฬาฯ ก็มีแพทย์ เภสัช ทันตะ ทำเป็น “ค่ายสาธารณสุขร่วมสมัย” ) เป็นค่ายที่เข้าไปศึกษาสภาพปัญหา (ไม่ก่อสร้างถาวรวัตถุ) ไปสำรวจว่าชาวบ้านเจ็บไข้อะไร รักษาตัวอย่างไร ถ้าเป็นเรื่องยาต้องไปสำรวจว่าชาวบ้านเคยกินยาใช้ยาอะไรบ้าง พบชาวบ้านกิน ยาชุด ยาซอง แก้ปวดเมื่อยกันมาก เช่น ทัมใจ บวดหาย (เป็นยาซองแก้ปวดสูตรผสม ประกอบด้วย แอสไพริน+ฟีนาซีติน+คาฟีอีน: Aspirin + Phenacetin + Cafeine /APC) แล้วทิ้งซองไว้เกลื่อนคันนา โดย “กินดิบ” คือ กินทัมใจแบบฉีกซองแล้วกรอกผงใส่ปากกลืนเลยโดยไม่กินน้ำ” ทั้งๆ ที่จริงยาพวกนี้ต้องกินน้ำเยอะ ไม่เช่นนั้นจะกัดกระเพาะ เป็นโรคกระเพาะ กระเพาะทะลุ เลือดจาง ยังพบคนไม่มีตังค์ซื้อก็เก็บเอาซองมาเลีย อยากยาติดยา (เหมือนคนเก็บก้นบุหรี่ที่ทิ้งตามถนนมาสูบ) ก็ต้องมาวิเคราะห์ว่าทำไมถึงติดยานี้กันมากนัก จากปัญหาที่เห็นแล้ว ตอนนั้นเริ่มทำอย่างไร จับปัญหาเป็นตัวตั้ง ตอนแรกก็ส่งลูกศิษย์ที่สนใจชนบทไปขอเรียนรู้และฝึกงานที่โรงพยาบาลอำเภอ พอลงชุมชนก็จะเห็นสภาพอย่างนี้ ดูปัญหา ดูทีละขั้นทีละตอน ก็รู้ว่าต้องจัดระบบทำความเข้าใจในการค้นหาต้นเหตุแห่งปัญหา พบว่าชาวบ้านใช้ยาไม่ถูกต้อง ก็ไปช่วยแนะนำชาวบ้านถึงวิธีใช้ยา-กินยาที่ถูกต้อง กินก่อนอาหาร หลังอาหารทำอย่างไร นิสิตช่วยกันทำนิทรรศยาการเผยแพร่ความรู้ ร่วมกันทำโครงการ “ตู้ยาสู่ชนบท” ยาอะไรผลิตเองได้ ก็ช่วยกันผลิตยาหม่อง ยาธาตุ แล้วส่งต่อไปให้ชาวบ้าน ตู้ยาก็ไปขอลังไม้มาจากกรมศุลกากร ไปจ้างผู้ต้องขังในเรือนจำทำ แล้วก็แบกตู้ยาไปหมู่บ้านชนบท กลับมาอีก 2 เดือนไม่แบกแล้ว เพราะชาวบ้านเขาทำตู้ยาเข้าท่ากว่า สวยกว่า (หัวเราะ) ต่อมาก็ประสานงานขอยาที่จำเป็นจากรุ่นพี่ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ กศย. ช่วยทำสื่อเผยแพร่ความรู้ เช่น ปฏิทินส่งเสริมสวัสดิภาพการใช้ยาของประชาชน โปสเตอร์ สไลด์ประกอบเสียง ทำหนังสือเรื่องยาเป็นพิษ พิษของยา ไข้เด็ก การใช้ยาสมุนไพร ฯลฯ อบรมถ่ายทอดความรู้ให้ชาวบ้านดูแลรักษาตนเอง ให้ใช้สมุนไพร เลิกใช้ยาชุดยาซอง ต่อมา ชาวบ้านก็ย้อนกลับมาว่า ซองยาเป็นของหลวง คือ ซองยาทัมใจมีตราครุฑ...ขลังมาก เขานึกว่าของในหลวง หลวงอนุญาตให้ทำ ถ้าไม่ดี ทำไมหลวงไม่บอก การสอนเพียงกินยาใช้ยาให้ถูกต้องนั้นไม่ทันกับการโฆษณาของบริษัทขายยา เราก็มาตรวจสอบทั้งระบบวิเคราะห์ว่า ทำไมถึงติดยากันงอมแงม ทำไม อย.ให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาแปลกๆ ยาสูตรผสม ยาที่ถูกเพิกถอนในต่างประเทศแล้ว เช่น ฟินาซีติน เพราะทำลายไตแต่ส่งออกมาขายเมืองไทย พบว่า ยาซองแก้ปวดทั้งหลาย เป็นยาสูตรผสม มี แอสไพริน + ฟินาซีติน + คาเฟอีน ทำให้ติด แม้ไม่ปวดเมื่อยก็อยากกิน ทางออกต้องเสนอให้ ยกเลิกเพิกถอนยาสูตรผสมที่ไม่เหมาะสมทั้งหมด โดยให้ผลิตเป็นยาเดี่ยวเฉพาะยาที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น เราก็เริ่มอย่างสุภาพ โดยส่งจดหมายเปิดผนึกไปบอก อย. เขาตอบกลับมาว่าไง รู้ไหม บอกว่า อาจารย์ก็สอนลูกศิษย์ไป ...เรื่องในสังคมอย่างนี้ นี่เป็นเรื่องของ อย. ไม่ใช่เรื่องของอาจารย์ ... แล้วอาจารย์ทำอย่างไรต่อไป ก็รู้ชัดว่า ต้องแก้ไขเชิงระบบทุกระดับด้วย เริ่มต้นเน้นให้ความรู้ แค่นี้ไม่พอ ต้องมีทางเลือกด้วย เรื่องยาสมุนไพรก็เข้ามา เรื่องใช้นวดไทยแก้ปวดแทนยาก็เข้ามา ฉะนั้นงาน 10 ปีแรกของกลุ่มศึกษาปัญหายา เน้นในเรื่องใช้ยาให้ถูกต้อง มีอะไรที่ทำกินเอง-ใช้ได้เอง -ไม่ต้องซื้อ เน้นพึ่งตัวเอง สู้ในเชิงจากปัจเจกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสู้ในเชิงระบบและหาเพื่อนให้มากขึ้น … การทำวิจัยทำให้คนที่เข้ามาช่วยทำงานมีประสบการณ์ โดยเฉพาะพวกนิสิตเภสัชจุฬาๆ จะกระตือรือล้นมาก ช่วยกันทำให้เป็น Student Center ถือเป็นขบวนการเรียนรู้ภาคสังคม วิชาชีพต้องทำอะไรเพื่อช่วยกันพัฒนาคนและช่วยกันแก้ไขปัญหาสาธารณสุข และเมื่อทำแล้วก็จะเจอปัญหาต่อเนื่องอีก คนบางส่วนจะรู้สึกว่า พวก กศย.ช่างอารมณ์อ่อนไหวเสียจริง โน่นก็เป็นปัญหา นี่ก็เป็นปัญหา เห็นอะไรก็เป็นปัญหาไปหมด แต่ทั้งหมดมาจากการทำวิจัย ทำให้เรามีความรู้จริงมิใช่ความรู้สึก เราเห็นปัญหา ทุกอย่างเป็นระบบมีหลักฐานอ้างอิง ต่อมาจึงก่อตั้ง มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา(มสพ.) ปี 2526 มูลนิธิพัฒนาการแพทย์แผนไทย(มพท.) ปี 2534 เพื่อรองรับการทำงานที่ขยายเพิ่มขึ้น งานวิจัยชิ้นแรกๆ ที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงต่อนโยบาย คืองานวิจัยเรื่องอะไร เรื่อง การใช้ยาซอง APC การใช้ยาของชุมชน การใช้ยาชุด กรณียาชุดให้นิสิตสวมบทบาท (ปลอมตัว) เป็นผู้ป่วยหรือญาติ ไปซื้อยาตามอาการป่วยที่กำหนด ในพื้นที่ที่กำหนด ... ซักถามคนขาย ขอคำแนะนำ แล้วก็นำมาวิเคราะห์ว่าเป็นยาอะไร ส่วนการใช้ยาของชุมชน ทั้งครูและศิษย์เข้าหมู่บ้านในชนบทสัมภาษณ์ชาวบ้าน ในที่สุดก็ได้งานวิจัยที่เขาบอกว่าสั่นสะเทือนมาก ประเด็น ยาซอง เรื่อง APC แก้สูตรตำรับจากยาสูตรผสมเป็นยาเดี่ยว ส่วนยาชุดต้องแก้ พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 แต่กว่าจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย ก็ใช้เวลาเกือบ 10 ปี ซึ่งถือว่าเร็ว เพราะในสังคมไทยความเปลี่ยนแปลงใช้เวลาประมาณ 20 ปี ทำไมอาจารย์คิดว่า เวลา 10 ปีไม่นานเกินไปที่จะรอให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปัญหาซับซ้อนหมักหมมมานาน ต้องตรวจสอบและเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม ธรรมะก็สอนอยู่แล้ว ไม่ใช่กดปุ๊บติดปั๊บ ผลย่อมเกิดจากเหตุ พระพุทธเจ้าก็สอนอย่างนี้แหละ ถ้าหวังผลตรงนี้ ก็ต้องทำอะไรอื่นๆอีกกว่า 4-5 เรื่อง จึงบรรลุ ... ก็แค่นี้ งานในช่วงทศวรรษที่ 2 ของกลุ่มศึกษาปัญหายา เริ่มตั้งแต่ปี 2528 เน้นทำงานเชิงระบบมากขึ้น ลงพื้นที่ไปเจาะปัญหา พร้อมๆ กับที่รัฐบาลสหรัฐฯ มากดดันเรื่องแก้ พรบ.สิทธิบัตร เพราะฉะนั้นจึงร่วมกันลุยงานทุกระดับ อ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ และ อ.จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ ศึกษาวิจัย เรื่องนโยบายและกลยุทธ์ในการควบคุมราคายา และ การใช้ยาในโรงพยาบาล ส่วน อ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล ทำงานพัฒนาและวิจัยในชุมชน โดยลงพื้นที่ อ.ด่านขุนทดเข้าหมู่บ้าน มี ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี, เพียงพร พนัสอำพล ฯลฯ เป็นกระบี่มือหนึ่ง ลุยปัญหาในพื้นที่ แล้วนำเสนอการแก้ปัญหาเชิงระบบ ทำกันแบบองค์รวม เพราะทำเรื่องสุขภาพอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ ระบบและขบวนการเคลื่อนไหวเรื่องยาเหล่านี้ถือเป็นต้นแบบของขบวนการคุ้มครองผู้บริโภคในสังคมไทย ทำไมอาจารย์จึงให้ความสำคัญกับงานคุ้มครองผู้บริโภค งานคุ้มครองผู้บริโภค คือ การถ่วงดุลเพื่อให้เท่าทันลัทธิบริโภคนิยม อันที่จริงเรื่องค่านิยมบริโภคนี้ ไม่ใช่มิติของวัฒนธรรมไทย เป็นเรื่องการนำเข้า ที่เกิดจากกระแสไหลบ่าจากทางตะวันตก โดยเฉพาะกระแสทุนนิยม ลัทธิบริโภคนิยม ซึ่งมีกลยุทธ มีเครื่องมือต่างๆ เย้ายวนให้ผู้คนหลงใหลการบริโภค จนลืมสำนึกและกำพืดของตนเอง ที่ว่ามนุษย์ควรคิดผลิตได้เอง แล้วค่อยบริโภค แต่ตอนนี้ถูกกระตุ้นให้ซื้อเพื่อความโก้เก๋ พ่อค้าทำทุกอย่าง เพื่อให้สินค้าขายหมดและทุกอย่างเป็นสินค้า ลัทธิบริโภคนิยมเสนอการเสพสุขจากภายนอก เช่นโฆษณาความสุขที่คุณดื่มได้ ทำให้คนซื้อภูมิใจว่าได้ซื้อสินค้านั้นๆ แล้วหน้าจะใหญ่ แทนที่จะภูมิใจว่าการผลิตได้เองเป็นเรื่องดี เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่เชื่อโฆษณา เชื่อความรู้สึกมากกว่าเชื่อความรู้จริง... ฉะนั้น จึงต้องร่วมกันสร้าง ขบวนการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองตัวเอง และคนไทยทั้งหลาย ให้ได้รับความเป็นธรรมจากระบบโฆษณา การส่งเสริการขายที่ทำให้ทุกคนบริโภคเหมือนกันหมด วิ่งตามกันเป็นแฟชั่น ฉะนั้นต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น เมื่อเข้าใจแล้ว จะได้มีสติ ยั้งคิด รู้ว่าควรจะจัดการกับตัวเองอย่างไร ดังนั้นต้องวิจัยเพื่อสร้างความรู้ให้เท่าทัน ให้รู้จริง จึงต้องมาก่อน ซึ่งปัญหามีทุกระดับ ทั้งปัญหาในเรื่อง ระบบสังคม เรื่องการค้า เรื่องนโยบายภาครัฐ เรื่องกฎหมาย เหล่านี้ต้องรู้ให้จริงก่อนขับเคลื่อน ทำงานกันอย่างไร กศย.เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในแนวหน้า ปรับเปลี่ยนวิธีการขับเคลื่อน เพื่อทำให้รู้ทั่วกัน ใช้วิธีเชิญนักข่าวมาคุยเรื่องเหล่านี้ ทำงานกับนักข่าวหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมาก นักข่าวต้องการข้อมูลอะไร ก็เอาข้อมูลที่รู้มาดูกันก่อน มาดูของจริง จะได้เข้าใจปัญหาด้วยกัน ทุกคนก็จิตใจดีมาก ที่อยากทำความจริงให้ประจักษ์ต่อสาธารณชน อะไรก็ตามถ้าเป็นประเด็นสาธารณะ ถ้าทำให้คนรู้ทั่ว ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ชาว กศย.ก็เลย เป็นนักวิชาการแนวใหม่ที่ทำวิจัยและรณรงค์ควบคู่กันว่า มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ต้องแก้ไข โดยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนพร้อมกับทำจดหมายเปิดผนึกถึงคนที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่ ระดับอธิบดี ระดับปลัด สำเนาส่งสื่อมวลชน พอหลังๆ ทำถึงนายกฯเลย (หัวเราะ) แล้วสำเนาถึงรัฐมนตรี จดหมายถึงนายกฯเนี่ย นายกฯ ตอบนะ ส่วน อย.ไม่ค่อยตอบ เราก็พยายามมากในการช่วยชี้ให้เห็นปัญหา ซึ่งมีเต็มไปหมด ทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่ของตนให้ครบถ้วนถูกต้อง ซึ่งการทำอย่างนี้ ได้การตอบรับเพิ่มขึ้น ขับเคลื่อนได้มากขึ้น แล้วทำงานรณรงค์กับประชาชน คือ ชาวบ้านต้องรู้ รู้แล้วช่วยกันแก้ไขต่อในระดับนโยบาย ฐานคิดนี้ก็ยังอยู่เป็นหลัก แต่ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาด ทั้ง 2 ด้านนี้ต้องทำไปด้วยกัน คราวสู้เรื่องสิทธิบัตรเป็นการรณรงค์ที่ใหญ่มากทำอย่างไร อันนี้นักวิชาการเข้าช่วยกันเยอะมากนะ มีฝ่ายก้าวหน้าที่คุยกันรู้เรื่อง เห็นปัญหา เชื่อมถึงกัน เน้นช่วยกันศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบและช่วยกันขับเคลื่อน มีกัลยาณมิตรมากมายหลายฝ่ายมาช่วยกัน มีนิสิตนักศึกษาหลายสถาบัน ช่วยกันคิดออกแบบ คิดว่าจะทำยังไงถึงจะรู้ทั่วกัน ช่วยกันรณรงค์ทุกรูปแบบ มีเพื่อนเยอะจริงๆ บทเรียนก็เยอะ ตั้งแต่ช่วง 14 ตุลา 2516 ตอนนั้น มีกลุ่มศึกษาหลายกลุ่มต้องคุยทุกเย็น หรือทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เขาว่า อาจารย์ค้านระบบสิทธิบัตร แน่นอนต้องค้าน เพราะเอาเปรียบกันมากเกินไป แต่เดิมยังยอมรับในแง่คุ้มครองเฉพาะกรรมวิธีผลิต ควบคู่กับถ่ายทอดเทคโนโลยี และคุ้มครองผู้บริโภค เช่น กำหนดควบคุมราคาและคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของระบบสิทธิบัตร ที่ต้องการคุ้มครองคนที่ประดิษฐ์คิดค้นจริง (Invention) ซึ่งเป็นพวกที่น่าคุ้มครอง จึงต้องมีระบบคุ้มครองสติปัญญา เพราะพวกนี้เป็นคนไม่แสวงกำไร สนใจแต่จะคิดค้น แต่พอกลุ่มที่เป็นพวกแสวงหากำไรเข้ามา คนคิดค้นกลายเป็นลูกจ้าง ไม่ได้เป็นแบบอิสระแบบดั้งเดิม การถ่ายทอดเทคโนโลยีก็ไม่ถ่ายทอด คุ้มครองผู้บริโภคเรื่องควบคุมราคาก็ไม่ทำ กลายเป็นสนองผลประโยชน์นายทุน อันนี้ยอมรับไม่ได้ ซึ่งตรงนี้เราเห็นความเลวร้าย ความใจร้ายของระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่นายทุนนำมาใช้กับทาสทางการค้า เพราะฉะนั้นจุดยืนของเราก็ต้องรู้เท่าทัน เรายอมรับให้สิทธิบัตรกับเทคโนโลยีที่ใหม่จริง ในช่วงเวลาและราคาที่เหมาะสม ช่วงปี 2532-2542 เรามีเพื่อนทั่วโลกมากขึ้นจึงร่วมกันสู้เป็นทีมเอเชีย สร้างพลังต่อรอง ตอนนั้นเรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิบัตรอยู่ตลอดเวลานะ ต่อสายกับ Health Action International ไปขับเคลื่อนในการเจรจาขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่โดฮา ตอนนั้นเป็นครั้งแรกๆ ที่ประเทศกำลังพัฒนารวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองเรื่องสุขภาพ จากนั้นเราก็ตรวจสอบสิทธิบัตรยา ddI ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เราคิดถึงการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ (CL) ขบวนการสู้ก็สู้กันตลอด มีการปรึกษากันตลอดว่า ทำได้ไหม ทั้งประเด็นข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง ประเด็นทางสังคม ทางวิชาการ การเมือง ดูทั้งหมดทั้งขบวน ฉะนั้นต้องเลือกใช้เครื่องมือ กลวิธี ที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ชัดเจน คือ ชาวไทยทุกคนไม่ว่ายากดีมีจนต้องมียาที่จำเป็นใช้ ต้องเข้าถึงยา ถ้าใหม่จริงจ่ายแพงเราก็จะจ่าย ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่จ่าย ถ้าแพงเกินก็ต้องควบคุมราคาหรือใช้ CL ต้องเตรียมทำการเฝ้าระวังข้อมูลสำคัญมาก สู้เรื่องการแก้ไข พรบ.สิทธิบัตร ยันมาได้ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม จนถึงรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย แต่มาแพ้ตอนช่วงรัฐบาล รสช. ในปี 2535 อาจารย์รู้สึกอย่างไร ก็ไม่เชิงแพ้นี่ อาจารย์ไม่เคยพูดว่า แพ้เลย ทำไมอาจารย์ถึงคิดว่าไม่แพ้ ก็ไม่แพ้ เพราะตัวเราไม่แพ้ มันเป็นปัจจัยภายในกับปัจจัยภายนอก ถ้าเราแพ้ก็คือเลิกทำงาน ซึ่งเราไม่แพ้ เราต้องมีจังหวะก้าว เราก็เข้าใจว่าไม่ได้แพ้ เราก็ต้องสู้ต่อไง ไม่มีเวลาหยุด เพราะบริษัทยาคิดล้ำหน้าตลอด ต้องคิดดักทาง ปัญหาที่เกิดเป็นแรงผลักดัน (drive) ของเรา ชัยชนะมีขั้นตอน ก็รู้อยู่ว่าบริษัทได้มากกว่าที่ประชาชนได้ อันนี้เข้าใจ แต่เราไม่แพ้ เราไม่ถอดใจ แล้วหลังจากที่ พรบ.สิทธิบัตร ออกมาเป็นแบบที่เราคัดค้าน ตอนนั้นอาจารย์คิดถึงอะไร ตอนนั้นปี 2535 เราคิดกันว่า เสียนิ้วรักษามือ เสียแขนรักษาหัว ก็โอเค เมื่อยอมรับกัน เราก็มีกำลังในการคิด เรื่องสิทธิบัตรต่อ เห็นว่า ยังมี คณะกรรมการสิทธิบัตรยา อยู่ในกฏหมายสิทธิบัตร ฉบับแก้ไข พ.ศ.2535 เพราะฉะนั้นเรายังติดตามตรวจสอบเรื่อง การจดทะเบียนสิทธิบัตร เรื่องควบคุมราคายาได้ เราทำใจได้ว่า ถ้ายาใหม่จริงๆ ก็ให้การคุ้มครองในราคาและช่วงเวลาที่เหมาะสมควบคู่กับการถ่ายทอดเภสัชกรรมเทคโนโลยี โดยไม่ให้บรรษัทยาข้ามชาติเอาไปหมดทุกอย่าง แต่ปรากฏว่า คนไทยถูกหลอกหรือรัฐบาลไทยสมยอมให้บรรษัทยาข้ามชาติต้ม เพราะต่อมาพบว่ามี side letter สมัยรัฐบาล ปี 2535 บอกว่าอีก 5 ปีจะแก้ไขให้อีก โดยตัดคณะกรรมการสิทธิบัตรยาออกไป พอปี 2542 กระทรวงพาณิชย์ก็แก้ไขกฎหมาย โดยตัดคณะกรรมการสิทธิบัตรยาออกไป ตอนนั้นอาจารย์คิดจะทำยังไงต่อไปคิดอยู่ตลอด เคลื่อนไหวตลอด กลับมาดูปัจจัยภายในว่าจะทำอะไรได้บ้าง จากผลการวิจัยเรื่องการใช้ยาในโรงพยาบาล เห็นพฤติกรรมของแพทย์ที่ “ถูกติดสินปนน้ำใจ” หันไปใช้ยาชื่อทางการค้า (trade name / brand name) ยาราคาแพง มากกว่าการใช้ยาชื่อสามัญ (generic)... ทางออกต้องจัดระบบส่งเสริมแพทย์ เภสัชกร และประชาชนให้ใช้ยาชื่อสามัญ ปฏิเสธการใช้ยาชื่อทางการค้า ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ยาที่เหมาะสม และจัดระบบควบคุมราคายา จึงช่วยกันทำโครงการ โรงพยาบาลปลอด Trade name คือรณรงค์ให้แพทย์-เภสัชกรสั่งใช้-สั่งจ่ายยาด้วยชื่อสามัญ สนับสนุนการพัฒนานโยบายแห่งชาติด้านยา บัญชียาหลักแห่งชาติ เน้นการร่วมกันสร้างปัจจัยภายในให้เข้มแข็ง ให้เป็นภูมิคุ้มการรุกรานจากปัจจัยภายนอก อาจารย์มีคนที่เป็น Insider ตามจุดต่างๆ คอยให้ความช่วยเหลือเยอะมาก ต้องให้เครดิตเพื่อนๆ หลายคนมาก โดยเฉพาะ Insider ทั้งหลาย และที่สำคัญยิ่งคือ ชาวไทยที่รักและหวังดีต่อแผ่นดินไทย บางทีก็เป็นผู้อาวุโส เป็นสายวิชาการคนละรุ่น ที่ทำเอกสารสำคัญตกหล่นมาให้ประชาชน เพราะฉะนั้นขบวนการต่อสู้ ถ้าไม่ออกข่าวในสื่อมวลชนว่า สิ่งนี้เป็นหายนะของชาติ ก็ไม่มีวันชนะ เพราะนักการเมืองนั้นต้องสร้างกระแสสังคมกดดัน อาจารย์ทำอย่างไร Insider เหล่านั้นจึงช่วยงานอาจารย์ตลอด อันนี้ตอบไม่ได้ ต้องถามพวกเขานะ (หัวเราะ) เราเคารพแหล่งข่าวมาก เขาจะต้องปลอดภัยไม่ถูกเปิดเผย เราเองก็ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงมีคนมาทำ “ของตก” ไว้ให้ รู้สึกได้ว่ามีคนดีๆ ที่น่ารัก ไว้วางใจเราให้ข้อมูลจริงแก่กลุ่มของเรา หากย้อนเวลากลับไปได้ อาจารย์อยากจะเปลี่ยนหรือแก้เรื่องอะไรมากที่สุด ที่ทำมาถูกต้อง ไม่มีอะไรผิด แล้วต้องการทำอะไรอีก ยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องคุณภาพคน คือ เรายังไม่อยู่ในสังคมที่เป็นสันติ หรือไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ยังมีปัญหาโกงกันให้เห็นทุกวัน ปัญหามีเสมอ ความทุกข์ยากยังปรากฏ การเอารัดเอาเปรียบยังปรากฏ ก็ชัดเจนว่ายังต้องช่วยกันแก้ปัญหาต่อไป ...ฉะนั้นต้องเตรียมประเด็นให้พร้อม... เมื่อมีจังหวะก้าวที่ถูกต้อง ก็จะบรรลุเป้าหมาย แล้ว 42 ปีของความเป็นครู อาจารย์อยากบอกอะไร ในแง่เป็นครู เราตั้งใจสร้างลูกศิษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ นอกจากถ่ายทอดศิลปวิทยาการความรู้ ให้ไปทำมาหากิน จนเป็นบัณฑิตแล้ว ก็อยากสร้างให้เขาเป็น บัณฑิตที่แท้ ที่ออกไปดำเนินชีวิตอย่างดีงามด้วย นี่ถือเป็นหน้าที่ปกติ ที่ทำอยู่ตลอดชีวิต ตั้งแต่สมัยที่มหาวิทยาลัยไม่ค่อยให้ความใส่ใจ เรื่องจริยธรรม ก็คุยเรื่องนี้กันมาก มีข้อเสนอตอนปรับปรุงหลักสูตรเภสัช ปี 26-27 ให้เพิ่มเรื่องจริยธรรมในหลักสูตร ตอนนั้น ถกเถียงกันว่า เรื่องจริยธรรม สอนกันได้หร

อ่านเพิ่มเติม >

ฉลาดซื้อสำรวจซุปเปอร์มาเก็ตไหนโดนใจผู้บริโภค

ฉลาดซื้อสำรวจซุปเปอร์มาเก็ตไหนโดนใจผู้บริโภคค่ะ ร่วมด้วยช่วยการแสดงความคิดเห็นค่ะ http://smbuyer.consumerthai.org/sm_supermarket/supermarket.htm

อ่านเพิ่มเติม >

วิธีรับมือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009

ฉลาดซื้อ เก็บเอกสารความรู้เรื่อง ไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 (H1N1) ที่จัดพิมพ์โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มาให้ผู้บริโภคได้อ่านและร่วมเผยแพร่ร่วมกันค่ะ   Download วิธีรับมือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 101 กระแสในประเทศ

กระแสในประเทศ ฉบับที่ 1012 มิถุนายน 2552 เรดบูลโคล่าพบโคเคน ขายต่างประเทศไทยคนละสูตร นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงข่าวสำนักงานความปลอดภัยด้านอาหาร กระทรวงอาหาร การเกษตร และคุ้มครองผู้บริโภค ประเทศเยอรมนี ตรวจพบร่องรอยของสารโคเคนในเครื่องดื่มเรดบูลโคล่าและไต้หวันอายัดเครื่องดื่ม Red Bull Energy Drink เพราะตรวจพบร่องรอยของสารโคเคนเจือปนอยู่เล็กน้อยหลังจากให้กองควบคุมอาหารเก็บตัวอย่างสินค้าเครื่องดื่มกระทิงแดงโคล่าที่ผลิตในประเทศไทยไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม เรดบูลโคล่าในเยอรมนีถูกพัฒนาสูตรโดยบริษัท Red Bull GmbH ประเทศออสเตรีย และผลิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับเครื่องดื่ม Red Bull Energy Drink ที่จำหน่ายในประเทศไต้หวัน ผลิตและส่งออกจากบริษัทในออสเตรีย ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ผลการตรวจวิเคราะห์ในรุ่นการผลิตเดียวกันของประเทศออสเตรียไม่พบโคเคน ซึ่งจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป "กระทิงแดงโคล่าที่จำหน่ายในประเทศไทย เป็นคนละสูตรกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในต่างประเทศ ไม่ได้ใช้แหล่งการผลิตเดียวกัน ขอให้ประชาชนผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนก อย.ได้เฝ้าระวังเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้มีการตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียดที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อีกด้วย ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจการดำเนินงานของ อย. เมื่อพบผลิตภัณฑ์ใดมีปัญหาจะเร่งตรวจเฝ้าระวังดำเนินการและชี้แจงให้ผู้บริโภครับทราบข้อมูลโดยเร็ว”   15 มิ.ย. 52ห้ามขาย-ห้ามทาน น้ำหวาน “แคนดี้ ไซรับ” นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับข้อมูลว่าพบร้านค้าบริเวณหน้าโรงเรียนใน จ.ราชบุรี มีการนำขนมที่มีชื่อว่า “แคนดี้ ไซรับ” ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำหวานบรรจุในขวดสเปรย์ เวลารับประทานจะใช้วิธีการฉีดพ่นเข้าปาก มาจำหน่ายให้กับเด็กนักเรียน ทาง อย. จึงรีบออกมาแจ้งให้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์ประเภท “น้ำหวานในขวดสเปรย์” ไม่มีการอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้า และเตือนให้เด็กๆ อย่าซื้อมารับประทานเป็นอันขาด อย. ได้ประสานต่อไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี พบว่า เลขเอกสารบนฉลากอาหารดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม ไม่ใช้ของหวานในขวดสเปรย์ นอกจากนี้ยังไม่พบข้อมูลผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อย. ฝากให้สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดช่วยตรวจตาและเฝ้าระวังการผลิต นำเข้า ทั้งผลิตภัณฑ์แคนดี้ ไซรับ และผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัยและอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค 29 มิ.ย. 52เลิกบุหรี่อาจถึงตาย! อย่าใช้ “นิโคตินเจล”กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกโรงเตือนผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ ว่าอย่าซื้อ “นิโคตินเจล” มาใช้เด็ดขาด เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก อย. ผู้ที่ใช้อาจได้รับอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต การพิสูจน์ทางการแพทย์ระบุว่า การใช้นิโคตินทดแทนมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงในการเลิกบุหรี่ ซึ่งในต่างประเทศมีอยู่ด้วยกัน 6 วิธี คือ หมากฝรั่งเคี้ยวนิโคติน, แผ่นปิดผิวหนังนิโคติน, นิโคตินชนิดสูบพ่นทางปาก, นิโคตินชนิดสเปรย์พ่นจมูก, ยาอมนิโคติน และนิโคตินชนิดเม็ดอมใต้ลิ้น แต่สำหรับในเมืองไทยได้มีการขึ้นทะเบียนไว้เพียง 3 รูปแบบ คือ หมากฝรั่งเคี้ยวนิโคติน, แผ่นปิดผิวหนังนิโคติน และยาอมนิโคติน โดยผลิตภัณฑ์เพื่อการเลิกบุหรี่เหล่านี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรเสียก่อน สำหรับ “นิโคตินเจล” ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน เนื่องจากยังต้องตรวจสอบเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยจาก อย. เพราะการใช้ยานิโคตินทดแทนที่ไม่ได้มาตรฐานอาจส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นแรง และทำให้แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้หายช้า ผู้ที่มีประวัติการป่วยเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และผู้เป็นโรคแผลในทางเดินอาหาร ต้องพิจารณาให้ดีในการใช้ยานิโคตินเพื่อเลิกบุหรี่ ใครที่ต้องการเลิกบุหรี่และอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม โทร.ไปได้ที่ “สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600” 29 มิ.ย. 52ห้ามหักเงินในบัญชีใช้หนี้บัตรเครดิตนายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เผยว่า สคบ.เตรียมออกประกาศห้ามไม่ให้ธนาคารพาณิชย์หักบัญชีเงินฝากของผู้บริโภคเพื่อนำมาชำระหนี้บัตรเครดิต หากยังเป็นกรณีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือยังไม่มี ข้อยุติใดๆ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย สคบ.เนื่องจากธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ทั้งนี้ สคบ.ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมากว่า ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่ธนาคารพาณิชย์หักเงินในบัญชีของผู้ฝากเงินเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาบัตรเครดิตโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรม “การที่สถาบันการเงินกำหนดข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตไว้ในสัญญาและกำหนดให้ผู้ถือบัตรทำหนังสือยินยอมให้ธนาคารมีอำนาจหักเงินจากบัญชีเงินฝากที่ผู้ถือบัตรมีอยู่กับธนาคารมาชำระหนี้บัตรเครดิตในทันที ถือเป็นข้อสัญญาที่มีผลให้คู่สัญญาต้องรับภาระเกินกว่าที่บุคคลธรรมดาจะสามารถคาดหมายได้ตามปกติ เพราะการไม่ชำระหนี้บัตรเครดิตอาจเกิดได้หลายกรณี โดยที่เจ้าของบัตรไม่มีเจตนาหรือจงใจ เช่น กรณีบัตรสูญหาย บัตรถูกลักขโมย ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์ความรับผิด นอกจากนี้ สคบ.ยังเห็นว่าเป็นการใช้ข้อสัญญาที่เลี่ยงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ไปใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อพิสูจน์ความผิดให้เสร็จสิ้นเสียก่อน” เทสโก้ แพ้คดีเรียก 1000 ล้าน ศาลอาญาสั่งยกฟ้องคดีที่ เทสโก้ โลตัส ฟ้อง ว่าที่ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในกรณีหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและรายได้ โดยทาง เทสโก้ โลตัส ได้เรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินถึงหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งศาลสั่งยกฟ้องด้วยเหตุผลว่าการติชมเป็นการทำหน้าที่โดยสุจริตที่มาของการฟ้องร้องเกิดขึ้นเมื่อ ว่าที่ร.อ.จิตร์ ให้สัมภาษณ์ในหัวข้อข่าว “ค้ากำไรบนซากโชวห่วย เทสโก้สูบไทย 37% จากยอดขายทั่วโลก” ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ “ผู้จัดการรายวัน” ฉบับวันที่ 1 ต.ค.50 โดยเนื้อข่าวระบุว่า เทสโก้ โลตัส ดูดเงินจากผู้บริโภคชาวไทยส่งกลับไปยังบริษัทแม่ที่อังกฤษหลายหมื่นล้าน ทำให้เทสโก้ฯไต่ทะยานขึ้นเป็นบริษัทร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก มียอดขายรวมทั่วโลก 79,978 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมาจากไทยมากถึง 37% สวนทางกับผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยของไทย ที่ล้มตายอย่างรวดเร็วเหลือรอดไม่ถึงครึ่ง โดยที่ต่อมา ทาง “ผู้จัดการรายวัน” ได้แก้ไขตัวเลขยอดรายได้ของเทสโก้ฯในไทย จาก 37% เป็น 3.7% ตามที่ผู้บริหารของเทสโก้ฯแจ้งมาในภายหลัง ซึ่งทาง เทสโก้ฯ ไม่ได้ฟ้องหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เป็นจำเลยในคดี แต่ได้ฟ้อง ว่าที่ร.อ.จิตร์ โดยเรียกค่าเสียหายพันล้านบาท และฟ้องคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คือนายกมล กมลตระกูล นักสิทธิมนุษยชน และนางนงนาถ ห่านวิไล บรรณาธิการน.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ เรียกค่าเสียหายรายละ100 ล้าน ซึ่งเผยแพร่เนื้อหาว่า เทสโก้ฯ ขยายกิจการจนส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีกรายย่อยในชุมชนล่มสลาย สำหรับคำพิพากษาของศาลอาญา สรุปได้ว่า วันที่ 16 มิ.ย. 52 ความอาญาระหว่างบริษัทเอก–ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด เป็นโจทก์ฟ้อง ว่าที่ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ เป็นจำเลยฐานความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ละเมิด เรียกค่าเสียหาย 1,000 ล้านบาท ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำบรรยายของว่าที่ร.อ.จิตร์ ที่พูดถึงปัญหาค้าปลีกในประเทศไทย มีฐานข้อมูล ในฐานะหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยมาก่อน ส่วนเรื่องที่จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์เลี่ยงภาษี เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งประชาชนสามารถทำได้ ส่วนคำพูดที่ว่า โจทก์ใช้เล่ห์เหลี่ยมในการขายสินค้าโดยวิธีต่ำกว่าทุน จึงมิใช่จำเลยกล่าวอย่างเลื่อนลอย ไม่มีมูลความจริง จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ ส่วนที่โจทก์กล่าวว่า “โลตัสเปรต” เป็นเพียงการเรียกความสนใจของผู้ฟัง เป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สมควรตามวิสัยสันดานของแต่ละคน เป็นเพียงการใช้ถ้อยคำเกินเลยไป เมื่อฟังว่า คำบรรยายของจำเลยในงานสัมมนาไม่เป็นความผิด ในส่วนข้อความติชมนั้น ไม่ว่าจะให้สัมภาษณ์ในฐานะกรรมาธิการพาณิชย์ หรือไม่ก็ตาม จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยอ้างข้อมูลเท็จ อันจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจโจทก์ผิด คดีของโจทก์จึงไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ส่วนในคดีแพ่ง เมื่อจำเลยมิได้ทำผิดตามฟ้อง โจทก์จึงไม่เสียหาย การที่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายโดยอ้างว่าทำให้ยอดขายสินค้าลดลงมา 1,000 ล้านบาทนั้น เป็นว่าส่อแสดงเจตนาเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต พิพากษายกฟ้อง ยกเลิกบัตรทอง ใช้แค่บัตรประชาชน!นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศเตรียมยกเลิก “บัตรทอง” ทั่วประเทศปลายเดือน ก.ย. นี้ โดยจะเปลี่ยนมาใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียวเพื่อความสะดวก โดยจะเริ่มจากการใช้รักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิ พร้อมเตรียมให้ 8 จังหวัดนำร่องใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกโรงพยาบาลในจังหวัด เพื่อศึกษาข้อดี-ข้อเสียก่อนปรับใช้ทั่วประเทศ “กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินโครงการในการใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรทองมาแล้ว 37 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ใน 13 จังหวัด และ 1 มิ.ย. อีก 24 จังหวัด และในเดือน ต.ค.นี้ จะนำร่องใน 8 จังหวัด ให้ใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้ภายในจังหวัดนั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิประกันตนที่ระบุในแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้ได้ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาลและพิจารณางบประมาณ ก่อนดำเนินการใช้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป”

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 101 ฉลาดซื้อตะลุยโรงหนัง

เรื่องเด่นกองบรรณาธิการฉลาดซื้อตะลุยโรงหนังฉลาดซื้อ ฉบับนี้ตีตั๋วเข้าไปสังเกตการณ์โรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อพิสูจน์เสียงบ่น เสียงร้องเรียนจากบรรดาคอหนังในเรื่องปริมาณโฆษณา ราคาตั๋ว และแถมอีกเรื่องคือความปลอดภัย (ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครร้องเรียนเข้ามา แต่ก็อาจจะเริ่มวิตกกังวลกันอยู่บ้างหลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ซานติก้าผับเมื่อต้นปี) ให้รู้กันไปว่าโรงไหนประกอบธุรกิจในแบบที่ผู้บริโภคอย่างเราพึงพอใจที่สุด ฉลาดซื้อส่งอาสาสมัครแยกย้ายกันเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง “Terminator 4 : Salvation คนเหล็ก 4 มหาสงครามจักรกลล้างโลก” ซึ่งเข้าฉายเป็นสัปดาห์แรก ตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ 20 โรง ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ในระหว่างวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2552 (ยกเว้นที่ ลิโด้ และ เฮ้าส์ อาร์ซีเอ ซึ่งไม่ได้ฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว จึงให้อาสาสมัครเลือกดูเรื่องอื่นแทน) เพื่อเก็บข้อมูลทั้งที่เกี่ยวกับบริการของโรงภาพยนตร์และความเห็นของผู้บริโภค เหตุการณ์ตอนต่อไปเป็นอย่างไร เชิญ .... ??? จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค พบว่าปัญหาที่ผู้บริโภคพบมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. เสียงคนคุยกันขณะชมภาพยนตร์2. เข้าคิวรอนาน เพราะเปิดช่องขายตั๋วน้อยเกินไป3. การโฆษณาสินค้าหรือบริการก่อนฉายภาพยนตร์4. มีคนนำเด็กเล็กเข้ามาดูด้วย5. ราคาตั๋วหนังแพงเกินไป จะให้ดูโฆษณาหรือดูภาพยนตร์ ถ้าคุณไม่อยากดูโฆษณาในโรงภาพยนตร์ เราขอแนะนำโรงภาพยนตร์ต่อไปนี้- เฮ้าส์ อาร์ซีเอ และเมเจอร์ ฮอลลีวูด เป็นโรงภาพยนตร์ที่สำรวจไม่พบการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายเลย- ยูเอ็มจี มีโฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์ต่อรอบเพียง 1 ชิ้น ซึ่งเป็นการรณรงค์เรื่อง “ง่วงไม่ขับ” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)- โรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ (สกาล่า ลิโด้ และสยาม) มีการฉายโฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์ต่อรอบเพียง 1 ชิ้น และเป็นสินค้าชนิดเดียวกันคือน้ำอัดลมยี่ห้อเป็ปซี่- หลายคนใช้วิธีเข้าโรงหนังช้ากว่าเวลาที่ระบุในตั๋ว เพื่อจะได้ไม่ต้องดูโฆษณา แต่ฉลาดซื้อไม่สนับสนุนวิธีนี้ เพราะนอกจากจะสร้างนิสัยไม่ตรงเวลาให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการรบกวนคนที่เข้าตามเวลา ตอนที่ต้องเดินผ่านเข้าไปยังที่นั่งของตนเองด้วยแต่ถ้าจะไปชมภาพยนตร์ที่โรงต่อไปนี้ ก็ต้องเปิดใจกว้างขึ้นอีกนิด  - โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ มีการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์มากที่สุด โดยที่สาขารัชโยธินมีมากที่สุด คือ 15 ชิ้น รวมเป็นเวลามากกว่า 10 นาที รองลงมาคือ สาขาบางกะปิ จำนวน 13 ชิ้น รวมเป็นเวลามากกว่า 10 นาที เช่นกัน- โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ และโรงภาพยนตร์อีจีวี เป็น 2 เครือโรงภาพยนตร์ที่มีการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์มากกว่า 10 ชิ้นต่อหนัง 1 เรื่อง ซึ่งเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์และอีจีวี เป็นโรงภาพยนตร์ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัท เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ กรุ๊ป - เอสพละนาด และพารากอน ซีเนเพล็กซ์ เป็นอีก 2 โรงภาพยนตร์ที่บริหารงานโดยบริษัท เมเจอร์ ซีนิเพล็กซ์ กรุ๊ป ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์จำนวน 9 ชิ้นเท่ากัน คิดเป็นเวลา 8.26 นาที สำหรับเอสพลานาด และ 6.48 นาที สำหรับพารากอน ซีเนเพล็กซ์- โรงภาพยนตร์เอส เอฟ ซีเนม่า ทั้ง 4 สาขา ที่ทำการสำรวจ คือ งามวงศ์วาน, เซ็นทรัล เวิร์ลด์, มาบุญครอง และดิ เอ็มโพเรียม พบจำนวนการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์ต่อรอบใกล้เคียงกัน คือ 6 – 7 ชิ้น- หากรวมเวลาที่ใช้ไปกับการฉายภาพยนตร์โฆษณาและภาพยนตร์ตัวอย่างก่อนฉายภาพยนตร์ต่อรอบ พบว่าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ บางกะปิ ใช้เวลาไปมากที่สุด ประมาณ 32.30 นาที รองลงมาคือ อีจีวี สาขารังสิต และอีจีวี สาขาสยามดิสคัฟเวอรี ใช้เวลาไปประมาณ 30 นาที- แม้ว่าเวลาที่เสียไปกับการชมภาพยนตร์ตัวอย่างจะมากกว่าเวลาที่เสียไปกลับการชมภาพยนตร์โฆษณา แต่ผู้ชมส่วนใหญ่ยินดีที่จะชมภาพยนตร์ตัวอย่าง ในขณะที่รู้สึกว่าภาพยนตร์โฆษณาสร้างความรำคาญและทำให้เสียเวลามากกว่าข้อสังเกตจากการ (ทน) นั่งชมโฆษณา-  มีการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉายในโรงภาพยนตร์ แม้จะถูกห้ามฉายทางโทรทัศน์ก็ตาม- การฉายภาพยนตร์ตัวอย่าง แม้จะมีเรื่องกระแสของการจำกัดอายุผู้ชมภาพยนตร์ เพื่อความเหมาะสม แต่ภาพยนตร์ตัวอย่างที่ฉายก่อนภาพยนตร์จริงกับถูกมองข้าม เพราะเคยมีตัวอย่างมาแล้วว่าหนังการ์ตูนที่มีเด็กเข้าไปชมเป็นจำนวนมากกับมีการฉายภาพยนตร์ตัวอย่างเป็นหนังสยองขวัญที่มีฉากการใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่เหมาะสมอย่างมากสำหรับเด็ก “เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ กรุ๊ปส์ มีสัดส่วนรายได้โฆษณาเฉลี่ย 15 -16% ของรายได้รวม หรือรายได้ไตรมาส 3 รวม 1,367 ล้านบาท แบ่งเป็นโฆษณา 216 ล้านบาท ขณะที่โรงภาพยนตร์เครือเอสเอฟ ซีเนม่า ซิตี้ มีรายได้หลัก 60% จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ จากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 20% และที่เหลือ 10% เป็นรายได้ที่มาจากโฆษณาจากเจ้าของสินค้าต่างๆ” *ที่มา: โพสต์ ทูเดย์ 18 พ.ย. 51* เสียงจาก สคบ. “โฆษณาประมาณ 3- 5 นาที ไม่มากเกินไป”แม้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะไม่ถือว่าเรื่องของโฆษณาในช่วงก่อนฉายภาพยนตร์เป็นปัญหาเพราะยังมีผู้ร้องเรียนมาน้อยมาก แต่เรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับบริการโรงภาพยนตร์ก็คือเรื่องของโฆษณานั่นเอง นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องของการแก้ปัญหาดังกล่าวว่า  “เราได้ขอร้องให้ผู้ประกอบธุรกิจติดประกาศแจ้งไว้หน้าโรงภาพยนตร์ว่า ในรอบที่ฉายภาพยนตร์จะมีการฉายโฆษณากี่นาที หนังตัวอย่างกี่นาที เริ่มฉายกี่โมง เลิกฉายเวลากี่โมง เพื่อให้ผู้บริโภคที่สิทธิเลือกได้ ถ้าหากไม่อยากชมภาพยนตร์โฆษณาก็รอเข้าเวลาที่หนังเริ่มฉาย ซึ่งเราก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจก็เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือดี แต่เราไม่สามารถบอกให้เขาลดได้ เพราะยังไม่มีการออกกฎกระทรวงหรือข้อกำหนดใดๆ ในเรื่องนี้ และเราก็เห็นว่าการโฆษณาภาพยนตร์ตัวอย่างประมาณ 15 นาที โฆษณาประมาณ 3- 5 นาที ไม่มากเกินไป แต่ถ้ามีการร้องเรียนมา และเห็นว่าสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้บริโภค เราก็จะเชิญผู้ประกอบการมาพูดคุยว่ามันเหมาะสมหรือไม่อย่างไร”   ราคาตั๋ว “ถ้ามันแพงไปก็ไม่ดู”ราคาตั๋วที่อาสาสมัครของเราจ่ายไปสำหรับการดูภาพยนตร์ในวันสุดสัปดาห์ นั้นมีตั้งแต่ 100 – 160 บาท (ทั้งหมดเป็นที่นั่งเดี่ยว) สำหรับบางโรงนั้นราคาตั๋วจะไม่แตกต่างระหว่างวันธรรมดากับวันเสาร์อาทิตย์ เช่น โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ ยูเอ็มจี และโรงในเครือเอเพ็กซ์ ที่ราคา 100 บาท ทุกวัน ในขณะที่โรงอื่นๆ ราคาจะอยู่ที่ 100 บาท ในวันจันทร์ถึงพุธ และขึ้นเป็น 120 – 160 บาทในวันเสาร์อาทิตย์ นอกจากนี้ยังแตกต่างกันตามที่นั่งอีกด้วย เช่นที่นั่งแถวปกติ ที่นั่งพิเศษแถวบนสุด เป็นต้น ราคาที่ถูกกว่านั้น (60 หรือ 80 บาท) ก็ยังพอหาได้แต่มีเงื่อนไขว่า คุณต้องแสดงบัตรนักเรียน/นักศึกษา (ที่ยังไม่หมดอายุนะ ?) และเข้าชมภาพยนตร์ในวันธรรมดารอบก่อน 18.00 น. หรือบางครั้งสินค้าและบริการอื่นๆ ที่คุณเป็นลูกค้าอยู่อาจมีโปรโมชั่นให้คุณได้ดูภาพยนตร์ในราคาที่ถูกลงด้วยก็ได้ คอหนังส่วนใหญ่น่าจะไม่พลาด ประเทศอื่นเขาดูหนังกันที่ราคาเท่าไหร่??ราคาตั๋วหนังเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกานั้นอยู่ที่ 7.18 เหรียญ (ข้อมูลจาก The National Association of Theatre Owners) หรือประมาณ 245 บาท ซึ่งก็เท่ากับราคาอาหารกลางวันหนึ่งมื้อโดยเฉลี่ยของที่นั่น น่าคิดเหมือนกันว่าอาหารกลางวันของเรามื้อละ 100 บาทเชียวหรือ???  หรือที่สิงค์โปร์ ราคาตั๋วหนังสำหรับเรื่องทรานสฟอร์เมอร์ ภาคล่าสุด อยู่ที่ 7.50 เหรียญ หรือประมาณ 175 บาท (ข้อมูลจากเว็บไซต์ของโรงภาพยนตร์โกลเด้น วิลเลจ) อาจดูเหมือนแพงกว่าบ้านเรา แต่อาหารหนึ่งมื้อของที่นั่นราคาประมาณ 5 เหรียญ หรือประมาณ 120 บาท เท่านั้น เรื่องราคาตั๋วนี้ ผู้ประกอบการให้ข้อมูลกับฉลาดซื้อว่า ในราคาตั๋วหนึ่งใบนั้น ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์จะได้เพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งนั้นเป็นของค่ายหนัง จึงต้องมีการเพิ่มรายได้ด้วยการรับโฆษณา และขายอาหารและเครื่องดื่มราคาพิเศษที่หน้าโรงด้วย โรงภาพยนตร์ปลอดภัยแค่ไหน“โรงหนังหรือโรงมหรสพ มีระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากำกับดูแลค่อนข้างละเอียด ถือได้ว่าเป็นอาคารประเภทที่มีกฎหมายดูแลมากที่สุดก็ว่าได้” ฉลาดซื้อได้รับการยืนยันจากคุณอุดม พัวสกุล อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ว่าโรงภาพยนตร์ทั้ง 310 โรงในเขตกรุงเทพมหานครนั้นผ่านมาตรฐานความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการสุ่มตรวจทุกสัปดาห์ๆ ละ 10 โรง อีกด้วย ส่วนเรื่องโรงเดี่ยว โรงบนห้าง โรงเก่า โรงใหม่ นั้นไม่แตกต่างกันในเรื่องระดับความปลอดภัย “เรามีมาตรฐาน จะบอกว่าโรงเดียวปลอดภัยกว่าโรงบนห้างไม่ได้ เพราทุกโรงต้องทำตามมาตรฐานระบบความปลอดภัย และต้องมีใบอนุญาต”แต่อย่างไรก็ตามผู้บริโภคสามารถช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับทางกรมฯ หากรู้สึกว่าโรงภาพยนตร์ที่ไปใช้บริการนั้นไม่ปลอดภัย หรือมีการใช้อาคารผิดจุดประสงค์ ก็สามารถแจ้งได้ที่ http://www.dpt.go.th/wan/building/form_building.htm หรือโทรแจ้งที่ ศูนย์ดำรงธรรม กรมโยธาธิการและผังเมือง หมายเลขโทรศัพท์ 0-2299-4311-12   **โรงภาพยนตร์ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของโรงมหรสพนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของ พรบ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2543 ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องยื่นขออนุญาตใช้อาคารเพื่อการประกอบกิจการโรงมหรสพ และจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบอาคารและส่งให้คณะกรรมการพิจารณาอีกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาตแล้วผู้ประกอบการจะต้องส่งสำเนาของกรมธรรม์ประกันภัย ภายใน 30 วัน ใบอนุญาตดังกล่าวมีอายุ 2 ปี   :: อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> คู่มือปฏิบัติการควบคุมโรงมหรสพ         คุยกับผู้ประกอบการคุณพงศ์นรินทร์ อุลิศ ผู้บริหารโรงภาพยนตร์เฮ้าส์  ความปลอดภัยของผู้เข้าชมภาพยนตร์ “ทำทุกๆ อย่างตามที่ควรจะเป็น”“เราต้องการทำโรงหนังที่มีคาแร็คเตอร์ของการฉายหนังต่างจากคนอื่น เราจึงคำนึงถึงตัวหนังที่จะมาฉายก่อน หลังจากนั้นเราก็จะมาคำนึงต่อว่าอะไรที่จะสะท้อนความเป็นเรา ก็เรื่องการออกแบบสถานที่ แล้วก็มาดูเรื่องความปลอดภัย เราจะคิดในแง่ที่ว่าให้คนที่มาดูได้รับความสะดวกปลอดภัยยังไง เช่น ดูว่าจะทำไงให้คนพิการมาดูได้ ไปดูเรื่องมาตรฐานทางเดิน ทางลาด ส่วนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ได้คำนึงถึงอะไรเป็นพิเศษ ก็ดูตามที่กฎหมายบอก ตามที่มันจะเป็น ทำทุกๆ อย่างตามที่ควรจะเป็น” หนังโฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์ ทุกวันนี้ไม่มีโฆษณา“เราอยากฉายโฆษณา เราไม่ได้มีนโยบายว่าจะไม่ฉายโฆษณา เราเคยฉายโฆษณาตั้งแต่เปิดโรงมา เต็มที่เราฉายโฆษณา 2 ตัวพร้อมกัน ใช้เวลาประมาณ 1 นาที ไม่เกินกว่านั้น เนื่องจากเรามีคนมาดูหนังจำนวนไม่มาก เพราะเราทำให้เพื่อคนที่เขาเบื่อหนังที่เขาดูที่ไหนก็ได้มาเลือกดูหนังที่เรา ซึ่งพอคนดูน้อยก็ทำการค้าการขายยาก ก็เลยเป็นคำตอบว่าทุกวันนี้เราเลยไม่มีโฆษณา”  ราคาตั๋ว “ถ้าเรารู้สึกว่าโรงนี้แพง... อย่าดู”“มองว่าเหมาะสม เพราะว่าเวลาเราจะขายอะไรก็ต้องดูว่าต้นทุนเราเป็นยังไง ซึ่งท้ายสุดผู้บริโภคมีสิทธิเลือก เลือกรับไม่รับ ถ้าราคาที่มีอยู่ในปัจจุบันเรารู้สึกว่ามันแพงไปก็ไม่ต้องดู เราไม่มีมาตรการที่จะไปห้ามโรงหนังว่าห้ามขายเกินเท่านี้ๆ เพราะเราอยู่ในโลกของธุรกิจ ราคาอาจจะแพงเพราะต้นทุนเขาแพงซึ่งถูกต้องมั้ยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ถือเป็นสิทธิของโรง ซึ่งถ้ามันแพงไปก็ไม่ดู ผู้บริโภคเลือกได้ แม้ว่าการเลือกไม่รับอาจก่อปัญหา แต่น่าจะเป็นทางเดียวที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด ถ้าเรารู้สึกว่าโรงนี้แพง อย่าดู ตาต่อตาฟันต่อฟัน” คุณณัฐกิตติ์ เจริญศิริ ผู้จัดการอาวุโสการตลาดและพัฒนาธุรกิจ โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ ความปลอดภัยของผู้เข้าชมภาพยนตร์ “เจ้าหน้าที่ก็ได้รับการอบรมทุกๆ ปี อย่างน้อยปีละครั้ง”“เรามีเจ้าหน้าที่มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องความปลอดภัย ดูแลเรื่องสาธารณูปโภค ฝ่ายช่าง ฝ่ายวิศวกรรม เรามีเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจตรา ตั้งแต่โรงหนัง พื้นที่จอดรถ พื้นที่บุคคลภายใน มีกล้องวงจรปิด ในกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เรามีการอบรมทั้งร้านค้าและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่เรื่อยๆ แน่นอนว่าสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้มีก็ต้องทำ เช่นมีสัญญาณเตือนเมื่อเกิดไฟไหม้ เครื่องตรวจจับควัน สปริงเกอร์ จุดต่อท่อที่เชื่อมกับสายดับเพลิงต่างๆ เ รามีอยู่ทุกชั้น และเรามีโทรศัพท์ฉุกเฉินในทุกชั้นเจ้าหน้าที่ได้รับการอบรมทุกๆ ปี อย่างน้อยปีละครั้ง”  ภาพยนตร์โฆษณา “โฆษณาเรากำหนดไว้ไม่เกิน 4 ตัว” “เรากำหนดไว้ว่าจะให้เวลากับโฆษณา เพลงสรรเสริญฯ และทุกสิ่งทุกอย่างก่อนหนังฉายรวมแล้วไม่เกิน 30 นาที แต่ทุกวันนี้เราใช้อยู่ประมาณ 26 นาที ซึ่งเราปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด ที่ต้องกำหนดเวลาอย่างนี้เพราะว่าในหนึ่งเดือนจะมีหนังเข้าเยอะ ซึ่งจะเป็นข้อตกลงที่เราต้องโปรโมทให้กับทางค่ายหนังตามสมควร เกี่ยวเนื่องกับหลักทางการตลาดในการแบ่งสัดส่วนของรายได้ แต่มองแล้วหากเปรียบเทียบกับรายอื่นๆ เวลา 30 นาทีผมคิดว่าไม่มากไม่น้อยไป โฆษณาเรากำหนดไว้ไม่เกิน 4 ตัว การจะตัดโฆษณาออกเลยคงทำไม่ได้ เพราะเรายังต้องมีเงินส่วนนี้มาอุดหนุน ส่วนเรื่องการแจ้งเวลาจริงที่หนังฉายเป็นไปได้ยากเพราะแต่ละโรงมีโฆษณาไม่เท่ากันแล้วทุกๆ สัปดาห์มีหนังฉายไม่เท่ากัน เวลาหนังแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการบวกรอบเวลาของแต่ละรอบก็จะไม่เท่ากัน เราพยายามจะเพิ่มทีวีสแตนดี้ข้างนอก เพื่อที่จะเอาหนังที่มีเทรเลอร์ที่ล่วงหน้ามากๆ มาฉาย แล้วเราก็ตัดในโรงภาพยนตร์ออกไป ซึ่งมันจะเป็นการลดการยัดเยียดส่วนหนึ่ง”  การห้ามนำอาหารจากภายนอกเข้าไปในโรงภาพยนตร์ “เหตุผลเดียวคือ…สกปรก”“ที่ห้ามนำอาหารเข้าไปในโรงภาพยนตร์มีเหตุผลเดียวคือเรื่องความสกปรก เพราะเก้าอี้หนึ่งตัวราคาประมาณ 3-5 หมื่นบาท แพงมาก เพราะเป็นกำมะหยี่ ดังนั้นการรักษาความสะอาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องกลิ่น หรือของเหลวที่เป็นซอสต่างๆ ค่าทำความสะอาดเป็นพันบาท อายุการใช้งานของเก้าอี้อยู่ได้ถึง 10 ปี แต่ก็ไม่มีที่ไหนปล่อยให้นานขนาดนั้น แต่ละที่ก็ต้องเปลี่ยนให้ดูใหม่เพื่อภาพลักษณ์ของตัวเองด้วย”คุณธงชัย พิริยบุณยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ฮอลลิวูด รามคำแหง ความปลอดภัยของผู้เข้าชม “มีเจ้าหน้าที่ประจำโรงคอยดูแล”“เราทำตามหลักมาตรฐาน ทั้งเรื่องระยะห่างของทางเดิน ความกว้างของประตูทางออก ซึ่งทุกโรงจะมีทางออก 2 ข้างทางด้านกับด้านหลัง เรื่องทางหนีไฟก็สะดวก ถังดับเพลิงของเราก็เป็นแบบที่มีคุณภาพ มีการทดลองปรับเปลี่ยนว่าใช้งานได้จริง มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารคอยตรวจ มีเจ้าหน้าที่ประจำโรงคอยดูแลหากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พนักงานเกือบทุกคนจะพกวิทยุสื่อสารเพื่อการติดต่อรวดเร็ว แล้วเรายังประสานกับเจ้าหน้าดับเพลิง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อมาช่วยฝึกอบรมพนักงานเรื่องการดูแลความปลอดภัย” ภาพยนตร์โฆษณา “ไม่มีโฆษณา”“ทางเมเจอร์ ฮอลลีวูดเราไม่มีโฆษณา เรามีแค่ภาพยนตร์ตัวอย่าง ฉายแค่ประมาณ 4-5 เรื่อง รอไม่นานก็ได้ดูภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคอยากมาดูที่เรา เพราะหนังฉายเร็วไม่ต้องเสียเวลา” แนวทางการดำเนินธุรกิจ“เราเน้นที่เรื่องของบริการ เมเจอร์ ฮอลลีวูดก่อนที่ตั้งราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นราคาตั๋วชมภาพยนตร์ ราคาอาหารเครื่องดื่มที่ขายหน้าโรงเราจะสืบคู่แข่ง เราอาจจะขายเทียบเท่าคู่แข่งแต่ไม่แพงกว่าคู่แข่ง ซึ่งเราเชื่อว่าปัจจุบันนี้ตัวที่จะชี้วัดเรื่องรายได้ให้กับธุรกิจโรงภาพยนตร์มี 2 อย่าง อย่างแรกแน่นอนว่าคือตัวหนัง อย่างที่ 2 ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องของการบริการ ทั้งเรื่องสถานที่ ความสะดวกสบาย การดูแลของพนักงาน คือถ้าผู้บริโภคเขามาใช้บริการแล้วเกิดความประทับใจ เขาก็จะกลับมาใช้บริการในครั้งต่อๆ ไป คุณนันทา ตันสัจจา ผู้บริหารกลุ่มโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ (สกาล่า สยาม และลิโด้)ความปลอดภัยของผู้เข้าชม “เป็นไปตามมาตรฐาน”“เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด มีการตรวจสอบเป็นระยะ และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย พนักงานของที่นี่จะได้รับการอบรมอย่างสม่ำเสมอทั้งด้านการให้บริการและการดูแลความปลอดภัยของผู้ชม” ภาพยนตร์โฆษณา “ชิ้นเดียวเท่านั้น”“โรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ จะมีโฆษณาหนึ่งชิ้นเท่านั้น ส่วนปริมาณหนังตัวอย่างนั้นขึ้นอยู่กับความยาวของหนังเรื่อง เช่นถ้าหนังเรื่องมีความยาวมากก็จะลดจำนวนหนังตัวอย่างลง” แนวทางการดำเนินธุรกิจ“สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเวลาที่มาชมภาพยนตร์คือ ความบันเทิง และเอเพ็กซ์มีทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น เพิ่มรสชาติแปลกๆให้กับการดูหนัง ไม่ใช่หนังฮอลลิวูดอย่างเดียว และเชื่อว่าหนังทางเลือกเริ่มมีแฟนมากขึ้น และถือว่าทางโรงเดินมาถูกทางแล้ว” **หมายเหตุ: เราไม่มีบทสัมภาษณ์จากผู้บริหารของโรงภาพยนตร์เอสเอฟ ซิเนม่า โรงภาพยนตร์เมเจอร์และโรงภาพยนตร์ในเครือ เนื่องจากทางโรงภาพยนตร์ดังกล่าวไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูล โรงภาพยนตร์กับปรากฏการณ์โลกร้อน An Inconvenient Truth?     อย่างน้อยเราก็ได้ทราบว่าผู้ประกอบการณ์โรงภาพยนตร์ได้มีความพยายามที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขภาวะดังกล่าว เช่น โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่กำลังปรับเปลี่ยนแก้วน้ำจากพลาสติกมาเป็นแก้วกระดาษ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ฮอลลิวูดมีการควบคุมการไหลของน้ำในอ่างล้างมือ ล้างหน้า เพื่อการใช้น้ำที่ประหยัดขึ้น และการจัดพื้นที่สีเขียวให้กับบริเวณพื้นที่สาธารณะรอบๆ โรงภาพยนตร์ของเครือเอเพ็กซ์ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 101 กระแสต่างแดน

น้ำขวดหรือจะสู้น้ำประปา บริษัทที่ขายน้ำดื่มในอเมริกานั้นทำกำไรได้ปีละหลายล้านเหรียญจากความเชื่อที่ว่าน้ำดื่มบรรจุขวดนั้นสะอาดบริสุทธิ์กว่าน้ำประปาบ้านๆ แต่หารู้ไม่ว่าการผลิตน้ำขวดดังกล่าวมีการควบคุมดูแลน้อยกว่าน้ำประปาด้วยซ้ำ รายงานที่นำเสนอในสภาคองเกรสของสหรัฐระบุว่าองค์การอาหารและยาของสหรัฐมีอำนาจน้อยมากในการกำกับดูแลความปลอดภัยของน้ำดื่มบรรจุขวด ในขณะที่ในบางมลรัฐที่พอจะมีอำนาจจัดการอยู่บ้างก็ให้ความสำคัญกับการควบคุมการผลิตน้ำประปามากกว่า บาร์ท สตูพัค ผู้แทนจากรัฐมิชิแกนบอกว่า คนอเมริกันยินดีจ่ายเงินซื้อน้ำบรรจุขวด ซึ่งมีราคามากกว่าน้ำจากก๊อกถึง 1,900 เท่า และใช้พลังงานมากกว่า 2,000 เท่าในการผลิตและการขนส่ง ในขณะที่มีน้ำดื่มบรรจุขวดถูกเรียกคืนเพราะมีการปนเปื้อนของสารหนู โบรเมท เชื้อรา และแบคทีเรีย อยู่เป็นระยะๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา   แม้แต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาก็มีรายงานข่าวว่ามีเด็กนักเรียนนับสิบรายที่ป่วยหลังจากดื่มน้ำบรรจุขวดที่ซื้อจากตู้ขายน้ำอัตโนมัติ รายงานดังกล่าวยังระบุว่าองค์การอาหารและยาของสหรัฐไม่ได้ควบคุมปริมาณของสารประกอบ DEHP (ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ) ในน้ำดื่มบรรจุขวด ในขณะที่หน่วยงานที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมมีการควบคุมปริมาณสารดังกล่าวในน้ำประปา แต่ทางสมาคมผู้ผลิตน้ำบรรจุขวดบอกว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีสารนี้ในน้ำดื่มบรรจุขวดซึ่งผ่านการควบคุมมาหลายขั้นตอนแล้ว สมาคมฯ บอกว่าในปีที่ผ่านมา คนอเมริกันนั้นดื่มน้ำกันไปทั้งหมด 8,700 ล้านแกลลอน หรือ ประมาณคนละ 28.5 แกลลอน รายได้จากการขายน้ำดื่มบรรจุขวดในปีดังกล่าวสูงถึง 11,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณกว่า 380,000 ล้านบาท) ที่นี่ไม่มีน้ำขวดคราวนี้ข้ามทวีปมาที่ออสเตรเลียกันบ้าง มาดูปรากฏการณ์น่าสนใจที่เมืองบันดานูน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีดนีย์ ประชากร (ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 2,500 คน) ของเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้เห็นร่วมกันว่าควรจะกำจัดสิ่งที่เรียกว่า “น้ำดื่มบรรจุขวด” ออกไปจากเมืองเสียที เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขั้นตอนการบรรจุขวดและการขนส่ง แต่ไม่ต้องกลัวว่าไปเที่ยวเมืองนี้แล้วจะไม่มีน้ำดื่มดับกระหายนะพี่น้อง เขามีขวดเปล่าเอาไว้ให้รองน้ำจากตู้กดน้ำที่ตั้งไว้ทั่วไปตามท้องถนนเอาไว้ดื่มกันให้เปรม ส่วนกับทางร้านค้านั้น เขาก็ไม่ได้บังคับขืนใจให้หยุดขายน้ำดื่มบรรจุขวดแต่อย่างใด ปล่อยให้เป็นความสมัครใจของร้านค้าต่างๆ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 ร้าน การรณรงค์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะมีบริษัทที่ชื่อว่า นอร์เล็กซ์ โฮลดิ้ง จะมาตั้งโรงงานเพื่อสูบเอาน้ำจากเมืองนี้แล้วส่งเข้าไปบรรจุขวดในโรงงานที่ซีดนีย์ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 120 กิโลเมตร ผู้คนที่เมืองนี้คัดค้านแผนการดังกล่าว และขณะนี้บริษัทฯ ก็ยังอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์ต่อศาล เป็นใครก็คงรับไม่ได้ ถ้าจะมีคนมาสูบน้ำไปจากบ้านเราแล้วเอาไปใส่ขวดกลับมาขายเราอีก การรณรงค์ของชาวเมืองบันดานูนนี้ถือว่าได้ผลทีเดียวเพราะรัฐนิวเซาท์เวลส์ก็รับลูกทันที ผู้ว่าการรัฐออกมาประกาศว่าต่อไปนี้ห้ามหน่วยงานของรัฐใช้เงินไปกับการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดเด็ดขาด คนออสซี่ก็ใช้เงินไปกับการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดไม่น้อย ถึงปีละ 500 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 13,000 กว่าล้านบาท) เลยทีเดียว ผู้หญิงเชิญตู้อื่น... นะครับใครจะไปนึกว่าวันหนึ่งคุณสุภาพบุรุษชาวญี่ปุ่นเขาจะออกมาเรียกร้องขอรถไฟตู้พิเศษสำหรับชายล้วน ในช่วงเวลาเร่งด่วนที่ต้องมีการเบียดเสียดกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เพราะว่ากลัวจะโดนผู้หญิงแต๊ะอั๋งหรอกนะ แต่เป็นเพราะไม่อยากถูกกล่าวหาว่าไปลวนลามคุณสุภาพสตรีมากกว่า ก็รถมันแน่นซะขนาดนั้น จะทำตัวล่องหนก็วิทยายุทธ์ยังไม่แก่กล้าพอ จากข้อมูลของตำรวจญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2550 มีคุณผู้ชายถูกจับข้อหาลวนลามสตรีเพศถึง 2,000 คนเลยทำให้บริษัทที่จัดการเรื่องรถไฟต้องมีการกำหนดให้ตู้โดยสารบางตู้เป็นเขตปลอดผู้ชาย ที่นี้เลยทำให้เกิดไอเดียสุดเจ๋งตามมา คือมีการขอตู้โดยสารสำหรับชายล้วนๆ บ้าง ผู้ที่เสนอไอเดียเรื่องตู้โดยสารสำหรับชายล้วนนี้ได้แก่ผู้ถือหุ้นจำนวนสิบคน (ข่าวไม่ได้ระบุว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง) ของบริษัทเซบุ โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรถไฟในเขตโตเกียว ที่เสนอทางออกในการแก้ปัญหาหลังจากที่บริษัทได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณผู้หญิงจำนวนมากว่าถูกลวนลาม และในขณะเดียวกันก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่าไปลวนลามคนอื่นๆ ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้ทำด้วย ว่าแล้วก็เลยเสนอว่าน่าจะจัดตู้พิเศษสำหรับชายล้วนด้วยมันถึงจะเท่าเทียม แต่คณะกรรมการเขาลงมติไม่รับข้อเสนอนี้ โดยให้เหตุผลว่าจนถึงขณะนี้มีผู้โดยสารชายออกมาโวยวายน้อยมาก ก็เลยต้องขอรบกวนให้นั่งตู้เดียวกับคุณผู้หญิงต่อไป งานนี้ไม่รู้ใครกลัวใครแล้ว ผิดด้วยหรือที่ไม่อยากโชว์แขน ร้านเสื้อผ้ายี่ห้อดัง อะเบอร์ครอมบี้แอนด์ฟิทช์ (Abercrombie & Fitch) ถูกพนักงานขายฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 25,000 ปอนด์ หรือประมาณ 1.4 ล้านบาท โทษฐานที่เลือกปฏิบัติต่อเธอ พนักงานขายคนนี้ชื่อ เรียม ดีน เป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยลอนดอน เธออายุ 22 ปีและใช้แขนเทียมมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ตอนแรกที่รับเธอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขายนั้น ทางร้านอะเบอร์ครอมบี้ ในย่านหรูของลอนดอน อนุญาตให้ดีนใส่เสื้อแขนยาวเพื่อปกปิดแขนเทียมไว้ในขณะให้บริการลูกค้าได้ แต่ผ่านไปไม่กี่วันทางร้านก็บอกกับเธอว่าเธอต้องถอดเสื้อคลุมแขนยาวนั้นออกให้เหลือแต่เสื้อยืดตัวในเหมือนพนักงานคนอื่นๆ เมื่อเธอปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น จึงเท่ากับว่าเธอฝ่าฝืนนโยบายเรื่องการแต่งกายของบริษัท เธอจึงถูกย้ายเข้าไปทำงานในห้องเก็บสินค้า ทั้งนี้ผู้ใหญ่ของบริษัทให้เหตุผลว่าควรให้ดีนทำงานอยู่หลังร้านไปจนกว่าจะถึงฤดูหนาวที่พนักงานทุกจะได้ใส่เสื้อแขนยาวได้โดยไม่ผิดระเบียบ เมื่อมีข่าวเรื่องนี้ออกมา ทางร้านก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่าดีนคงเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ เพราะความจริงแล้วทางบริษัทมีนโยบายต่อต้านการเลือกปฏิบัติอย่างแข็งขันเลยทีเดียวนะ แต่ดีนอาจจะเข้าใจถูกก็ได้ เพราะในปี พ.ศ. 2547 เพียงปีเดียว บริษัทนิว อัลบานี เจ้าของแบรนด์ดังกล่าว ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ก็เคยถูกฟ้องร้องเพราะการเลือกปฏิบัติ และต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงานเป็นจำนวนถึง 50 ล้านเหรียญ (ประมาณ 1,700 ล้านบาท) มาแล้ว อัจฉริยะที่ไม่ค่อยฉลาดภายในปี พ.ศ. 2555 กว่า 1.3 ล้านครัวเรือนในนิวซีแลนด์ จะต้องติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้เกิดการสื่อสารระหว่างผู้อยู่อาศัยกับบริษัทที่ให้บริการไฟฟ้า และช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประหยัดเงินค่าไฟได้ นี่ย่อมเป็นเรื่องดีเห็นๆ แต่ปัญหามันอยู่ที่รัฐบาลปล่อยให้บรรดาผู้ให้บริการไฟฟ้า (ซึ่งในนิวซีแลนด์มีอยู่ถึง 11 บริษัท) เป็นผู้ที่รับผิดชอบติดตั้งมิเตอร์เหล่านี้กันเอง โดยไม่มีการควบคุมดูแล แจน ไรท์ กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐสภานิวซีแลนด์ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้บรรดาผู้ประกอบการเหล่านั้น พยายามหลีกเลี่ยงการตั้งการทำงานของมิเตอร์ดังกล่าวในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งคุณไรท์ก็บอกว่าไม่น่าแปลกใจ เพราะการใช้ไฟมากขึ้นย่อมหมายถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ประกอบการนั่นเอง ความจริงแล้วมิเตอร์อัจฉริยะที่ว่านี้นอกจากจะทำให้บริษัทสามารถรู้ปริมาณการใช้ไฟของแต่ละครัวเรือนโดยไม่ต้องส่งคนมาเดินจดแล้ว ยังช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดเงินและสามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการแจ้งให้ผู้บริโภคทราบว่าอัตราค่าไฟในขณะนั้นเป็นเท่าไร และช่วงไหนเป็นช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ากันมาก โดยไมโครชิพในมิเตอร์จะทำหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบอัจฉริยะที่จะมีออกมาจำหน่ายในอนาคตอันใกล้นี้ มิเตอร์ที่ว่าจะปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะได้โดยอัตโนมัติ ในช่วงที่มีการใช้ไฟสูง แต่บริษัทกลับไม่ได้ใส่ไมโครชิพที่ว่าให้กับมิเตอร์ที่กำลังติดตั้งกันอยู่ในขณะนี้ให้กับ 800,000 ครัวเรือน และมิเตอร์เหล่านั้นก็ไม่มีระบบแสดงข้อมูลตามเวลาจริงเพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริโภคด้วย เช่น บางคนอาจจะยังเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นในสระว่ายน้ำไว้เพราะไม่รู้ตัวว่าค่าไฟได้ขึ้นราคาไปแล้ว เป็นต้น คุณไรท์ตั้งคำถามว่า ถ้าไม่ติดตั้งไมโครชิพที่ว่านี้ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะออกมาขายทำไม และถ้าจะติดตั้งเพิ่มในภายหลังก็จะมีค่าใช้จ่ายอีกถึง 60 ล้านเหรียญนิวซีแลนด์ (ประมาณ 1,300 ล้านบาท) อีกด้วย สรุปว่าถ้ารัฐบาลยิ่งปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ ก็จะยิ่งทำให้ผู้บริโภคต้องติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะที่ไม่ค่อยฉลาดกันไปโดยไม่รู้ตัว

อ่านเพิ่มเติม >