ฉบับที่ 280 Passive Income กระแสเงินสดจากสินทรัพย์

        การนั่งนอนอยู่เฉยๆ แล้วมีเงินไหลเข้าบัญชีทุกเดือนให้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงาน (หรือทำงานเท่าที่อยากทำ) เป็นความฝันใฝ่ของใครหลายคนในยุคนี้ คำว่า passive income จึงกลายเป็นคำฮิต น่าหลงใหล และชวนไขว่คว้า         ว่าแต่ passive income คืออะไรกันแน่ จะบอกว่าการที่มีเงินเข้าบัญชีให้จับจ่ายเพียงพอก็อาจไม่ผิด แต่เงินที่ว่านี่มาจากไหนล่ะ เงินผุดขึ้นมาเองจากอากาศไม่ได้นะ         passive income เป็นรายได้ชนิดหนึ่งที่เกิดจาก ‘สินทรัพย์’ หรือบ้างก็เรียกว่าใช้เงินต่อเงิน อันนี้ก็ไม่ผิดเพราะถ้าไม่มีเงินซะก่อนแล้วจะมีสินทรัพย์ได้ยังไงกัน สินทรัพย์มีอะไรบ้าง ที่ดิน พระเครื่อง อสังหาริมทรัพย์ งานศิลปะ หุ้น พันธะบัตรรัฐบาล และอื่นๆ อีกหลายอย่าง         เพียงแต่ว่าสินทรัพย์บางประเภทก็ไม่ได้สร้าง passive income แบบที่เข้าใจเสมอไป สมมติคุณโชคดีดันมีงานของปิกัสโซ่ คุณขายมันได้ในราคา 100 ล้านบาท เงินก้อนนี้เกิดจากการขายสินทรัพย์ครั้งเดียว ไม่ได้สร้างกระแสเงินสดให้คุณทุกเดือน แต่ก็นะ เงินขนาดนี้ก็พอให้ใช้ชีวิตสุขสบายได้แล้วล่ะ         passive income โดยทั่วไปจึงมักถูกพูดถึงในรูปของสินทรัพย์ที่จะสร้างกระแสเงินสดให้เจ้าของทุกเดือน เช่น การปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เงินปันผลจากหุ้น เงินที่ได้จากการทรัพย์สินทางปัญญา หรือแม้กระทั่งดอกเบี้ยธนาคารก็ถือเป็น passive income ชนิดหนึ่ง เพียงแต่คุณต้องมีเงินในธนาคารมากพอในสภาพที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินแบบนี้         เมื่อ passive income เกิดขึ้นจากสินทรัพย์ หนังสือแนวการเงินหรือกูรูการเงินจึงชอบแนะนำให้เราลงทุนในสินทรัพย์ สินทรัพย์ที่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตและยังมอบกระแสเงินสดแก่เราด้วย         ทั้งหมดนี้ฟังดูดีใช่มั้ย ใช่ แล้วเป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปได้ เพราะมีคนทำสำเร็จมาแล้วนักต่อนัก แต่จะทำได้ก็ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ เช่น คุณจะลงทุนในหุ้นเพื่อต้องการ passive income คุณก็ควรลงในหุ้นปันผล หรือถ้าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า คุณก็จำเป็นต้องรู้เรื่องทำเล กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ราคาปล่อยเช่า ฯลฯ ไม่มีอะไรง่ายหรอก         และเพราะไม่มีอะไรง่าย ก็เลยมีมิจฉาชีพคอยหลอกคนที่ชอบอะไรง่ายๆ มีให้เห็นบนฟีดของโซเชียลมีเดียเป็นประจำ แล้วเอาหน้ามหาเศรษฐีหรือผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์มาแปะ พร้อมการันตีว่าลงทุนเดือนละ 1,000 บาท จะได้ผลตอบแทนเดือนละ 300 บาท         นี่คือหลุมพรางของคนที่อยากมี passive income แบบง่ายๆ และจบลงด้วยการโดนหลอก

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 “ความเทา” ในบริการโทรคมนาคม

        คนที่ประสบปัญหาถูกแอบอ้างหรือสวมรอยใช้ชื่อและบัตรประชาชนไปเปิดเบอร์มือถือ (เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่) มักจะรู้ตัวจากการถูกเรียกเก็บค่าบริการ ซึ่งสถานการณ์ “เบอร์งอก” ลักษณะนี้ถือได้ว่าไม่เลวร้ายนัก ด้วยเหตุว่าจะเป็นการรู้ตัวค่อนข้างเร็ว อย่างมากที่สุดคือไม่เกินกว่า 1 เดือน        จากนั้นเมื่อดำเนินการร้องเรียนโต้แย้งกับบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคม ส่วนใหญ่แล้ว บริษัทก็จะยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าว และจัดการตัดสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้บริการกับเบอร์ที่ถูกลอบเปิดนั้นๆ         เท่ากับว่า ปัญหาการสวมรอยก็จะได้รับการสะสางไป รวมถึงความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจตามมาก็เป็นอันถูกปิดกั้น         อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่ประสบปัญหาถูกลอบเปิดเบอร์ในลักษณะที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่านั้น         ความซับซ้อนแรกสุดคือการไม่รู้ตัวเลย ว่าตนเองมีเบอร์เปิดอยู่กับบริษัทผู้ให้บริการมือถือ และต้องตกอยู่ในสถานะผู้มีประวัติไม่ชำระหนี้         ดังเช่นกรณีของผู้ให้บริการรายหนึ่งที่ประสบเหตุว่า เมื่อไปติดต่อขอเปิดเบอร์ใหม่เพื่อเข้าใช้บริการกับบริษัทให้บริการมือถือแห่งหนึ่ง แต่กลับได้รับแจ้งว่ามีค่าบริการเก่าติดค้างอยู่กับบริษัท โดยเป็นค่าบริการที่ตกค้างมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว         ผู้ประสบปัญหารายนี้จึงโต้แย้งและขอให้บริษัทชี้แจง เนื่องจากตระหนักดีว่าตนเองไม่เคยเปิดใช้บริการกับบริษัทผู้ให้บริการรายนี้มาก่อน อีกทั้งไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ตนเองติดค้างหนี้กับใคร         ประเด็นปัญหาจึงไม่เพียงเป็นเรื่องการต้องเสียเงินให้กับบริการที่ไม่เคยได้มีการใช้จริง แต่ที่สำคัญคือการรู้สึกได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการต้องตกเป็นผู้มีประวัติด่างพร้อยในฐานะผู้ติดค้างหนี้         นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลด้วย         ในกรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัทจะเพิกเฉยในเบื้องต้น แต่เมื่อมีการร้องเรียนกับสำนักงาน กสทช. บริษัทจึงได้ส่งหลักฐานต่างๆ มาให้ ประกอบไปด้วยใบสมัครเข้าใช้บริการ พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน รวมถึงหลักฐานการจ่ายค่าบริการในช่วง 2 เดือนแรกหลังจากสมัครใช้บริการ ซึ่งหลังจากนั้นมีการใช้บริการต่ออีกประมาณเดือนเศษ แล้วก็ถูกยกเลิกไป         พิจารณาเผินๆ จากหลักฐานหลายส่วนที่บริษัทส่งมา จึงชี้ไปในทางที่ว่า ฝ่ายผู้ใช้บริการอาจจะหลงลืมในสิ่งที่เคยทำไว้หรือไม่         อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดและเท่าทัน กลับพบว่า ใบสมัครใช้บริการที่มีลายมือมือของผู้ใช้บริการนั้น ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถยืนยันว่ามีการสมัครใช้บริการจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับสำเนาบัตรประชาชนที่ลายเซ็นตรงกัน แต่สิ่งที่เขียนกำกับไว้บนสำเนาบัตรประชาชนนั้น กลับปรากฏคำว่า “internet” ในขณะที่ใบสมัครเป็นการสมัครใช้บริการมือถือ ส่วนหลักฐานการชำระค่าบริการ 2 เดือน แท้จริงก็ไม่ใช่สิ่งที่จะบ่งชี้หรือผูกมัดได้ว่าเป็นการกระทำของใคร การชำระเงินอาจมาจากผู้แอบอ้างใช้ชื่อก็ได้ เพราะเป็นการเข้าชำระที่หน่วยบริการ ซึ่งไม่มีหลักฐานบ่งชี้ตัวตน         ในแง่นี้จึงถือว่ายังคงมีความคลุมเครือเช่นเดิม ว่าอาจเป็นกรณีของการถูกลอบเปิดเบอร์หรือไม่ แต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ย่อมเท่ากับมีมิติซ่อนเงื่อนซ้อนขึ้นมา ว่า การลักลอบซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยบุคคลที่สาม กลายเป็นสิ่งที่บริษัทผู้ให้บริการให้การรับรองหรือกระทั่งยึดถือ         ดังนั้น สถานการณ์จึงกลายเป็นว่า สิ่งที่ผิดอาจถูกฟอกให้เป็นถูก และเหยื่อกลับตกอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายกระทำผิด         ในกรณีของรายที่ยกมานี้ แม้ในที่สุดทางบริษัทผู้ให้บริการยกเว้นการเรียกเก็บหนี้ค้างเก่า แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนว่า ต้นเรื่องเป็นอย่างไร เกิดการแอบอ้างหรือลอบเปิดเบอร์จริงหรือไม่         ทั้งนี้ ถ้าเกิดกรณีดังกล่าว ซึ่งเท่ากับมีความฉ้อฉลหรืออย่างน้อยก็คือเกิดการทำสิ่งไม่ตรงไปตรงมาโดยใครบางคน แท้จริงก็ควรที่จะต้องมีการดำเนินการบางสิ่งบางอย่างในเชิงสะสางเรื่องดังกล่าว         การดำเนินการที่ว่า ไม่ได้จำเป็นหรือจำกัดเฉพาะเรื่องการสืบสาวเอาผิด แต่ที่จำเป็นกว่าคือการทำความเข้าใจปัญหาและวางมาตรการแก้ไขและป้องกัน เพื่อกำจัดเรื่องฉ้อฉลออกไปจากวงการบริการโทรคมนาคม สกัดกั้นมิให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบ ตลอดจนเป็นการปกป้องผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคด้วย         ภารกิจดังกล่าวเป็นของทั้งบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ กสทช. ที่จะต้องทำหน้าที่ อย่างน้อยคือต้องทำตามที่ประกาศ กสทช. เรื่อง การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีการกำหนดเอาไว้ ซึ่งกำหนดชัดเจนแล้วว่า ให้เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้ให้บริการที่จะต้องบริหารจัดการการลงทะเบียนผู้ใช้บริการที่จุดบริการ ให้มีการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ ด้วยความรอบคอบ เคร่งครัด รัดกุม โดยที่ต้องให้ผู้ใช้บริการแสดงเอกสารหลักฐานแสดงตัวตน และต้องมีการตรวจสอบหลักฐาน รวมทั้งพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ        ในขณะที่ กสทช. ย่อมมีหน้าที่กำกับให้บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ ไม่เปิดช่องหรือปล่อยให้มิจฉาชีพเข้ามาอาศัยบริการโทรคมนาคมเป็นพื้นที่ก่ออาชญากรรม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมเสี่ยงที่ผู้ให้บริการเองจะกลายเป็นผู้สมคบคิดไปด้วย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม         ดังกรณีตัวอย่างที่ยกมา หากมีผู้แอบอ้างปลอมแปลงหลักฐาน โดยที่บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมตรวจสอบไม่ได้หรือจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน การยึดถือตามเอกสารหลักฐานนั้นก็จะกลายเป็นการร่วมทำร้ายผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคผู้สุจริตและบริสุทธ์

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 ‘ออมทอง’ vs ‘กองทุนทอง’ (2) เลือกแบบไหนดี

        รู้แล้วว่าไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ก็สามารถซื้อทองเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตได้         แต่ที่ไม่แน่ใจคือจะซื้อในรูปแบบไหน? จะออมทองจนได้น้ำหนักตามเกณฑ์แล้วเปลี่ยนเป็นทองคำจริงมาเก็บไว้ หรือจะซื้อกองทุนทองที่ไม่ได้จับต้องทองคำสักบาทดี ...คงต้องตอบว่าแล้วแต่ความชอบหลังจากพิจารณาว่าแบบไหนเหมาะกับเรามากที่สุด         ปัจจุบัน ร้านทองขนาดใหญ่หลายแห่งเปิดบริการออมทองแก่ผู้สนใจ จะออมหลักร้อยหรือหลักพันขึ้นกับว่าร้านทองนั้นๆ กำหนดกติกาอย่างไร ผู้ออมก็สร้างวินัยในการออม ส่วนจะได้ทองคำปริมาณเท่าไหร่ขึ้นกับราคาทอง ณ วันที่ซื้อขาย ผู้ออมทองจึงสามารถซื้อขายเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างได้ โดยทองคำที่ออมมักเป็นทองคำแท่งมากกว่าทองรูปพรรณ เนื่องจากอย่างหลังต้องบวกค่ากำเหน็จเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งคุณคงไม่ได้ต้องการลวดลายความสวยงามอะไรจากการออมทองอยู่แล้ว         พอถึงเกณฑ์คุณสามารถเปลี่ยนเป็นทองคำแท่งมาเก็บไว้ หรือจะเปลี่ยนเป็นเงิน หรือจะให้ที่ร้านทองเก็บไว้ก็ได้ เพราะการเอาทองคำแท่งออกมาครอบครองย่อมมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ก่อนจะทำการออมคุณต้องเช็คให้ชัวร์ว่าร้านทองที่คุณออมด้วยมีความน่าเชื่อถือและต้องเช็คด้วยว่าเป็นร้านทองจริงๆ ไม่ใช่มิจฉาชีพปลอมตัวมาเป็นร้านทอง         ส่วนการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็มีข้อดีคล้ายๆ กันตรงที่ว่าใช้เงินน้อย ทยอยออมได้ตามกำลัง จุดต่างอยู่ว่ากองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนดูแลให้สำหรับคนที่ไม่มีเวลาคอยตามราคาทองคำ ไม่มีทองคำแท่งออกมาให้เก็บแล้วกลัวขโมยขึ้นบ้าน นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีกองทุนรวมทองคำประเภทลดหย่อนภาษีได้ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการวางแผนภาษี         จุดต่างอีกประการหนึ่งคือกองทุนรวมทองคำจะอิงตามมูลค่าในตลาดทองคำโลก เมื่ออิงกับโลกย่อมต้องมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเกี่ยวข้องเสมอ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนทองคำอาจต้องทำความเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงในจุดนี้ให้ได้         ส่วนในแง่ความสะดวกสบาย จะออมทองหรือกองทุนรวมทองคำเดี๋ยวนี้สามารถทำผ่านแอปพลิเคชั่นได้แล้ว ไม่ยุ่งยาก ดังนั้น ถ้าเลือกได้แล้วก็ลงมือเลย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 สหรัฐอเมริกาติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วรวมกว่า 5 ล้านชุด!

        เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่กว้างมาก ครอบคลุมทุกมิติของชีวิตเราตั้งแต่เรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนไปจนถึงคุณภาพอากาศที่เราหายใจเข้าไปและรวมถึงเรื่องสงครามด้วย เพราะสงครามส่วนมากเกิดจากการแย่งชิงแหล่งพลังงานกัน แต่ผมมักจะหยิบเอาเรื่องโซลาร์เซลล์มาเขียนถึงบ่อยๆ ใน “ฉลาดซื้อ” ก็เพราะเชื่อว่า ผู้บริโภคสามารถลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น ถ้ามีความพร้อม คือ มีเงินสะสม มีบ้าน ก็ควรจะลงทุนได้เลย มันคุ้มมาก ยิ่งเป็นผู้ที่อยู่บ้านในเวลากลางวันยิ่งคุ้มทุนได้เร็วขึ้น ถ้าไม่มีเงินพอก็ไปกู้ธนาคารดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีก็ยังคุ้ม และถ้าใครยังไม่พร้อมอีกก็ควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้คนอื่นได้รับผลประโยชน์ ตลอดจนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กำลังก่อปัญหาโลกร้อนอย่างรุนแรงมากในวันนี้ และจะยิ่งรุนแรงขึ้นกว่านี้อีกในอนาคต ในเมื่อรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ยังไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องพลังงานทั้งๆ ที่แทบทุกพรรคในรัฐบาลชุดนี้ได้หาเสียงกับประชาชนไว้แล้วในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เช่น จะแจกโซลาร์เซลล์ฟรีบ้างละ จะส่งเสริมโดยการใช้ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้า(Net Metering) ระหว่างบ้านที่ติดโซลาร์เซลล์กับการไฟฟ้าบ้างละ เป็นต้น         บทความในครั้งนี้ผมจึงขอนำความก้าวหน้าด้านนโยบายโซลาร์เซลล์ของประเทศสหรัฐอเมริกามาเล่าสู่กันฟัง ผมมีอยู่ 2 เรื่อง โดยเริ่มต้นจากข่าวของ “สมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์(SEIA)” ที่บอกถึงความก้าวหน้าของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ในช่วงประมาณ 44 ปีแรก (1973-2016) ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกามีการติดตั้งแล้ว 1 ล้านชุด แต่ในช่วง 8 ปีสุดท้าย (2017-2024) มีการติดตั้งจนครบ 5 ล้านชุดแล้ว คือเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ประธานสมาคมฯได้ให้เหตุผลถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วว่า “โซลาร์เซลล์ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะสัญญาในการส่งไฟฟ้าที่คงเส้นคงวา เพื่อลดค่าไฟฟ้า สนับสนุนการพึ่งตนเองของชุมชนและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน(2024) 7% ของบ้านในสหรัฐอเมริกาได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วและจะเพิ่มเป็น 15% ภายในปี 2030 พลังงานแสงอาทิตยกำลังจะเป็นแหล่งพลังงานไฟฟาที่มากที่สุดในระบบสายส่งของประเทศ ส่งผลให้ชุมชนได้หายใจเอาอากาศที่สะอาดกว่าและนำไปสู่ชีวิตที่มีสุขภาพดีกว่าเดิม”         ผมได้สรุปบางส่วนที่สำคัญและอ้างอิงไว้ในภาพข้างล่างนี้         นอกจากนี้ทางสมาคมฯได้พยากรณ์ว่าจำนวนโซลาร์เซลล์จะเพิ่มเป็น 10 และ 15 ล้านชุด ภายในปี 2030 และปี 2034 ตามลำดับ         สมาคมฯได้ไฮไลท์ข่าวของตนเองว่า “อเมริกาใช้เวลา 50 ปีเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ 5 ล้านชุด แต่คาดว่าจะใช้เวลาอีก 6 ปีเท่านั้นเพื่อให้ถึง 10 ล้านชุด” นี่คือความก้าวหน้าในยุคที่โลกมันเปลี่ยนเร็วมาก เพิ่มในอัตราเร่ง         โซลาร์เซลล์ 5 ล้านชุด สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เทียบเท่ากับการเผาไหม้น้ำมันจำนวนประมาณ 100,000 ล้านลิตร โดยที่น้ำมันจำนวนนี้เพียงพอสำหรับการขับรถยนต์ประเภทเผาไหม้ภายในได้เท่ากับระยะทางไปกลับจากโลกถึงดวงอาทิตย์เกือบ 3,000 เที่ยว เขาว่ามาอย่างนั้นนะ         ข่าวนี้ได้รายงานในตอนท้ายว่า 97% ของจำนวนที่ติดตั้งเป็นภาคครัวเรือน โดยนับถึงสิ้นปี 2023 ภาคครัวเรือนได้ติดตั้งไปแล้วรวม 36,000 เมกะวัตต์ เหตุผลก็เพราะว่า  “โซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนมีอัตราการเติบโตมากเป็นประวัติกาลเพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการลงทุนที่เจ้าของบ้านสามารถควบคุมรายจ่ายค่าพลังงานของตนได้” สำหรับความก้าวหน้าของบ้านเราไปได้อย่างเชื่องช้ามากๆ ลองไปเปิดดูฉบับก่อนๆ ผมขอไม่กล่าวถึงในที่นี้นะครับ         มาฟังเรื่องที่สองกันต่อนะครับ         ในขณะที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสินกำลังวุ่นหรือหมกมุ่นอยู่กับโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 1 หมื่นบาทให้กับประชาชน 50 ล้านคนอย่างเกือบจะไม่จำแนกเลย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าและจำเป็นจากนักวิชาการสายเศรษฐศาสตร์ทั่วประเทศจำนวนมาก รัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน  ได้ออกมาประกาศเนื่องวันเฉลิมฉลอง “วันคุ้มครองโลก (Earth Day)” เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567  ว่าจะมอบเงินจำนวน 7,000 ล้านดอลลาร์ให้กับครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยจำนวนเกือบ 1 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา บ้านและอพาร์ตเมนท์พร้อมกับขยายความว่า “ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าในครัวเรือนได้ปีละประมาณ 400 ดอลลาร์ นาน 25 ปี” (ดูภาพประกอบ)         โครงการนี้เป็นการมอบเงินของรัฐบาลกลางผ่านไปทางองค์การปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Environment Protection Agency) ไปตามรัฐต่างๆรวม 50 รัฐ คิดเป็นจำนวนเงินรวม 7 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้โดยผ่านโครงการที่ชื่อว่า Solar for ALL  ทางโครงการคาดว่า ผู้ได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการจะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้อย่างน้อย 20%  เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ         โครงการ Solar for ALL เกิดจากกฎหมายฉบับใหม่ที่ออกในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน ที่ชื่อ Inflation Reduction Act (IRA) เมื่อสิงหาคม 2022  โดยผ่านสภาสูงด้วยคะแนนเฉียดฉิว 51 ต่อ 50 เสียง โดยไม่มีใครแตกแถวของพรรคการเมืองเลยแม้แต่คนเดียว วัตถุประสงค์หลักของกฎหมายฉบับนี้มี 4 ด้านด้วยกัน โดยด้านที่ 4 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามที่รัฐบาลได้แสดงเจตจำนงไว้กับองค์การสหประชาชาติ         สหรัฐอเมริกาเองปล่อยเรือนกระจกมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศจีน รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศเจตจำนงต่อองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2015 ว่าจะลดการปล่อยก๊าซฯ ลง 26-28% เมื่อเทียบกับระดับปี 2005 ภายในปี 2030 แต่ผ่านมา 8 ปีจนถึงสิ้นปี 2023 เพิ่งลดได้เพียง 17.2% ยังเหลือเวลาอีก 2 ปี ทำได้จริงเกินครึ่งของเป้าหมาย จำนวนผู้ได้รับการแจกโซลาร์เซลล์ซึ่งเป็นผู้เปราะบางนี้คิดเป็นเพียง 0.67% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ จะได้รับโซลาร์เซลล์คิดเป็นมูลค่าคนละประมาณ 1.2 แสนบาท ในขณะที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตของไทยจำนวนผู้ที่จะได้รับแจกมีจำนวน 50 ล้านคน หรือประมาณ 75% ของจำนวนประชากร  นั่นคือ ทุกๆ 4 คนจะได้รับแจก 3 คนๆละ 10,000 บาท ไม่ว่าจะมีความจำเป็นหรือไม่ก็ตาม โดยต้องใช้ให้หมดภายใน 6 เดือน หลังจากนั้นก็เอาเงินภาษีของเรานี่แหละไปใช้คืน พร้อมกับดอกเบี้ยร้อยละเท่าใดยังไม่ทราบ         ท่านผู้อ่าน “ฉลาดซื้อ” คิดอย่างไรกับ 2 ข่าวนี้ครับ หากเห็นด้วยก็ลงมือติดตั้งโซลาร์เซลล์และร่วมกันผลักดันเชิงนโยบายเลยครับ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของเรา เพื่ออากาศที่สะอาดกว่าและเพื่อลดโลกร้อนด้วยครับ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 278 รวมมิตรปัญหา SMS (2)

        มาตรการทางกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการส่งข้อความสั้น หรือ SMS รบกวนและ/หรือเรียกเก็บเงินนั้น ตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ บัญญัติไว้ว่า ให้มี “หลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด” เพื่อให้ กสทช.มีอำนาจสั่งระงับการดำเนินการใดๆ ของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ที่น่าจะเข้าข่าย “เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ”         ตั้งแต่มีการตรากฎหมายดังกล่าวออกมาบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. 2553 ปรากฏว่าในช่วงหลายปีแรก ทาง กสทช. (ชุดแรก/ชุดที่แล้ว) ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ในเรื่องดังกล่าวเลย กระทั่งในปี 2558 ประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทำที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ พ.ศ. 2558 จึงได้ประกาศออกมา มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 กันยายน         อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองสามปีแรกที่ประกาศมีผลบังคับใช้ ประกาศซึ่งมักเรียกกันโดยย่อว่า “ประกาศเอาเปรียบฯ” ก็ยังไม่ถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติอีก ในขณะที่ปัญหาลักษณะเอาเปรียบผู้บริโภคในเรื่องการส่งข้อความสั้น หรือ SMS นั้น รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน         กระทั่ง 3-4 ปีหลังมานี้ ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคที่ประสบปัญหา SMS จึงเริ่มมีการใช้ประกาศเอาเปรียบฯ แต่ด้วยความที่ประกาศนี้กำหนดไว้ว่า กรณี กสทช. เห็นว่า “ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมดำเนินการประการใดที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค” สิ่งที่ทำได้ก็คือการมีคำสั่งให้ผู้ประกอบกิจการนั้น “ระงับการดำเนินการดังกล่าวโดยทันที”         จึงเท่ากับว่า ถึงแม้พบกรณีที่เข้าข่ายกระทำความผิดแล้ว ก็ยังลงโทษไม่ได้ ทำได้เพียงสั่งประมาณว่า “หยุดนะ อย่าทำอีก” เท่านั้น         ต้องรอจนกระทั่งคำสั่งไม่เป็นผล คือมีการกระทำแบบเดิมขึ้นอีก คราวนี้ กสทช. จึงจะสามารถ “ปรับ” ได้ ซึ่งประกาศกำหนดเพดานไว้ตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 77 กำหนด นั่นคือไม่เกินห้าล้านบาท และหากยังคงพบการฝ่าฝืนคำสั่งต่อไป ก็ให้ปรับทางปกครองได้อีกวันละไม่เกินหนึ่งแสนบาท         ความหมายของการปรับทางปกครองก็คือปรับเพื่อเป็นการบังคับให้ปฏิบัติตามคำสั่ง ดังนั้น เรื่องอัตราค่าปรับจึงเป็นประเด็นว่าควรจะต้องสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้จากการกระทำที่สั่งห้ามนั้น เพราะหากส่วนได้มากกว่าส่วนที่เสียค่าปรับ ก็จะยังคงมีแรงจูงใจให้กระทำการดังเดิมต่อไป         อัตราค่าปรับให้หยุดการกระทำที่กำหนดเพดานไว้ที่ห้าล้านบาท และปรับรายวันหนึ่งแสนบาท แม้ดูเหมือนสูงพอสมควร แต่ในความจริงของกิจการโทรคมนาคมถือว่าไม่สูงเลย เพราะคิดง่ายๆ ว่า หากมีเรียกเก็บเงินค่า SMS จากลูกค้าเพียงรายละ 1 บาทต่อวัน เรียกเก็บได้จาก 1% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งแต่ละเจ้ามีลูกค้ากันเป็นหลักสิบยี่สิบล้าน ส่วนต่างรายได้กับค่าปรับก็ยังเป็นหลักแสนบาท คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม         แต่นี่เป็นปัญหาปลายทาง ยังมีปัญหาต้นทางว่า (1) กว่าจะมีหลักฐานทำให้ กสทช. เชื่อได้ว่าเกิดการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบขึ้นแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญคือมีขั้นตอนยาวนาน (2) หลังมีคำสั่งแล้ว การจะติดตามตรวจสอบว่ายังคงมีการกระทำดังเดิมหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากสำนักงาน กสทช. ไม่เอาจริงเอาจัง ขั้นตอนที่จะถึงการลงโทษย่อมไม่เกิด         ไม่นับว่า (3) ขั้นตอนการดำเนินการเมื่อพบว่ามีการละเมิดคำสั่งแล้ว การปรับจะไม่ได้เกิดขึ้นทันที วิถีปฏิบัติที่สำนักงาน กสทช. ทำคือต้องให้โอกาสผู้ประกอบกิจการชี้แจงก่อน แล้วยังมีขั้นตอนการแจ้งอัตราค่าปรับเพื่อเตือนก่อนอีกครั้ง         ที่ผ่านมาจึงเพิ่งมีเพียงกรณีเดียวที่มาถึงขั้นการปรับจริง ทั้งๆ ที่ กสทช. ได้เคยมีคำสั่งให้บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) ทุกราย ระงับการกระทำในเรื่องการส่ง SMS ไปยังผู้บริโภคและเรียกเก็บเงินค่า SMS นั้น โดยที่ไม่มีหลักฐานว่าผู้บริโภคสมัครใช้บริการดังกล่าว         กลับมาว่าด้วยปัญหาเรื่อง SMS ใช่ว่าจะมีเฉพาะเรื่องของ SMS รบกวน กินเงิน และหลอกลวง เท่านั้น ยังมีปัญหาลักษณะอื่นที่พบจากกรณีการร้องเรียนต่างๆ ที่น่าสนใจได้แก่        1. กรณีการถูกเรียกเก็บค่าบริการส่ง SMS ส่วนที่เกินกว่าข้อตกลงการใช้ฟรี เป็นจำนวนถึงกว่า 4,000 บาท โดยจุดตั้งต้นคือบริษัทผู้ให้บริการได้ให้ “โบนัส” เป็นการส่ง SMS ฟรี 50 ข้อความ ซึ่งผู้บริโภคยืนยันว่าตนเองส่งไม่เกิน 50 ครั้ง แต่บริษัทอ้างว่าเกิน เนื่องจากสิ่งที่ส่งในแต่ละครั้งนั้นเกินกว่า 50 ตัวอักษร ทำให้การส่งแต่ละครั้งกลายเป็นการส่งหลายข้อความ         2. กรณีบริษัทผู้ให้บริการมีการให้บริการส่ง SMS แจ้งกลับว่าการส่งออก SMS ของผู้บริโภคแต่ละครั้งสำเร็จหรือไม่ โดยที่มีการคิดค่าบริการ SMS แจ้งกลับดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคเสียค่าบริการเป็น 2 เท่าในทุกครั้งของการส่งออก SMS         ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กรณีปัญหาทั้ง 2 ประการนี้เป็นปัญหาลักษณะ SMS ขาออก ซึ่งแตกต่างจาก SMS รบกวน กินเงิน และหลอกลวง ที่เป็นการได้รับ SMS เข้ามา         ในส่วน SMS ขาออกจึงมีมิติที่ไม่แตกต่างจากการใช้บริการส่วนอื่น ที่จำเป็นต้องตั้งต้นด้วยความเต็มใจเข้าใช้บริการ เช่น ผู้บริโภคต้องรู้ตัวและที่จริงควรเป็นฝ่ายเลือกว่าตัวเองต้องการ SMS ที่แจ้งกลับมาว่า SMS ที่ส่งออกไปนั้นส่งสำเร็จไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการคิดค่าบริการ จากนั้นก็ควรที่จะต้องได้รับข้อมูลรอบด้านเพียงพอด้วย เช่น หนึ่งข้อความ SMS จำกัดไว้กี่ตัวอักษร เหล่านี้ก็ควรรับทราบตั้งแต่แรก ไม่ใช่เรื่องที่ควรต้องทำให้เกิดเซอร์ไพรส์         เพราะแท้ที่จริงแล้ว เรื่องของสิทธิที่จะเลือก หลักความเป็นอิสระในการทำสัญญา และการต้องได้รับข้อมูลข่าวสารครบถ้วนเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคอยู่แล้ว

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 278 ‘ออมทอง’ vs ‘กองทุนทอง’ (1) ไม่ต้องมีเงินก้อนก็ซื้อทองได้

        ณ เวลาที่เคาะแป้นพิมพ์อยู่ ราคาขายทองรูปพรรณตกราวๆ บาทละ 41,000 บาทไปแล้ว ใครเห็นราคาแล้วเป็นต้องตกใจและเสียใจที่ไม่ได้ซื้อทองตอนราคาต่ำกว่านี้ ไม่ต้องเสียใจหรอก ไม่ว่ากับสินทรัพย์อะไรก็มักเป็นอย่างนี้เสมอแหละ         ทองคำจัดเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ถูกแนะนำให้มีติดพอร์ตไว้เพราะมันช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ ตอนปี 2540 ราคาทองคำคือ 4,869 บาท 27 ปีผ่านไปราคาพุ่งขึ้นมาเกือบ 10 เท่า เห็นได้ว่าทองคำมันก็ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามอัตราเงินเฟ้อ การถือครองทรัพย์สินเป็นทองคำจึงเท่ากับลดความเสี่ยงของพอร์ตสินทรัพย์ทั้งหมด        คำถามมีอยู่ว่า ถ้าฉันจะซื้อทองใส่พอร์ตต้องทำยังไง?         คำถามเหมือนง่าย...ก็เอาเงินไปซื้อทองสิ แต่คำตอบยากกว่าที่คิด สิ่งแรกคือคุณต้องมีเงินก้อนเกือบๆ ครึ่งแสนถ้าคิดจะซื้อทองรูปพรรณหนัก 1 บาท ใช่ว่าทุกคนจะมีเงินเยอะขนาดนั้น ปัญหาต่อมา สมมติว่าคุณมีเงินซื้อการเก็บรักษาทองคำให้ปลอดภัยก็ดูยุ่งยาก การแขวนไว้ที่คอเป็นทางเลือกแรกๆ ที่หลายคนคิด แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่ามันก็เหมือนแขวนเหยื่อล่ออาชญากรไว้ที่คอ หรือต่อให้เก็บไว้ที่บ้านก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะปลอดภัย คนรวยๆ เลยใช้วิธีเอาทองไปเก็บไว้ที่ธนาคารที่มีบริการตู้เซฟแบบที่เห็นในหนังนั่นแหละ ถามว่าคุณมีทองและเงินมากพอจะทำหรือเปล่า ถ้ามี การเก็บรักษาทองคำก็ไม่เป็นปัญหาอะไรนัก         แต่ระบบทุนนิยมก็ช่วยแก้ปัญหาให้คนที่อยากเก็บทองคำไว้ในพอร์ตโดยลดความยุ่งยากที่ว่ามาข้างต้น ปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธีหลักๆ คือออมทองกับซื้อกองทุนทองคำ         โดยข้อดีของ 2 วิธีนี้ก็คือคุณไม่จำเป็นต้องมีเงินสี่ซ้าห้าหมื่นหอบไปซื้อทองที่ร้าน แต่สามารถค่อยๆ ซื้อตามกำลังเงินในมือได้ตามมูลค่าขั้นต่ำที่ร้านทองหรือกองทุนทองนั้นๆ กำหนด บางทีมีแค่ 100 เดียวก็ซื้อทองได้แล้ว         100 อาจจะได้ทองคำประมาณหนวดกุ้ง แต่คุณไม่ต้องสะดุ้งจนเรือนไหวกลัวใครจะปล้น ที่สำคัญคือคุณสามารถใช้วิธีเดียวกับการลงทุนหุ้นหรือกองทุนหุ้นได้ นั่นก็คือ DCA หรือ Dollar Cost Average หรือการซื้อทุกเดือนด้วยจำนวนเงินเท่าๆ กัน ซึ่งก็ได้ผลตอบแทนไปในทิศทางเดียวกับการซื้อทองคำแท่งด้วยตนเอง แต่สะดวกกว่า         ปัญหาอยู่ที่ว่าจะซื้อออมทองหรือทยอยซื้อทองทุกเดือนๆ หรือจะซื้อผ่านกองทุนทองคำดี         ไว้มาติดตามกันต่อตอนหน้า

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 278 ดังในเรื่องไม่ดี

        315 Gala รายการแฉผู้ประกอบการ “ยอดแย่” ประจำปีที่ออกอากาศในคืนวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมาหรือวันสิทธิผู้บริโภคสากล ทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติของจีน (China Central Television หรือ CCTV) มีผู้ชมไม่ต่ำกว่า 70 ล้านคน ยังไม่นับอีกกว่า 1,560 ล้านวิวในเวยป๋อ         เป็นที่รู้กันว่าธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่ถูก “ฟีเจอร์” ในรายการนี้จะถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบดำเนินคดี แถมยังอาจถูกบอยคอตจากผู้บริโภคไปอีกนานด้วย        มาดูกันว่าปฏิบัติการซ่อนกล้องของ CCTV ประจำปี 2024 มีอะไรน่าสนใจบ้าง         เริ่มต้นกันที่ผลิตภัณฑ์อาหาร กระแสต่อต้าน “อาหารพร้อมทาน”​ ในประเทศจีนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปีก่อน ทีมงานจึงเลือกเปิดโปงการใช้เนื้อหมูที่ชำแหละอย่างไม่ถูกต้องตามหลักอนามัยของผลิตภัณฑ์ “หมูสามชั้นตุ๋นผักดอง” ของผู้ประกอบการรายหนึ่ง         นักข่าวของ CCTV พบว่าเนื้อหมูที่ใช้เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างส่วนหัวและตัวของหมู ซึ่งมีทั้งต่อมน้ำเหลืองและต่อมไทรอยด์ที่มีฮอร์โมนเป็นพิษต่อคนกิน กฎหมายจีนได้กำหนดกระบวนการเฉพาะเพื่อจัดการกับเนื้อส่วนดังกล่าวให้สะอาดปลอดความเป็นพิษ แต่โรงงานผลิตซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลอานฮุยและเคยถูกปรับจากความผิดนี้มาแล้วก็ยังไม่ปรับปรุงแก้ไข            เมนูนี้เป็นอาหารซิกเนเจอร์ของมณฑลกวางตุ้ง จึงสร้างความขุ่นเคืองใจให้ผู้คนในแถบนั้นที่ต้องเสียหน้าและผู้บริโภคทั่วประเทศที่ต้องเยงต่ออันตรายด้วย         จากเรื่องของอาหารมาดูที่เครื่องดื่มกันบ้าง ถ้าถามคนจีนตอนนี้สุราขาวที่ราคาแพงที่สุดของประเทศเขา มันไม่ใช่ “กุ้ยโจวเหมาไถ” ที่เรารู้จักกันดีเสียแล้ว           สุราหน้าใหม่ในบู๊ลิ้มที่เข้ามาชิงบัลลังก์สุราไฮเอนด์ได้แก่ “Ting Hua” ที่ขายปลีกในราคาขวดละไม่ต่ำกว่า 50,000 หยวน (ประมาณ 254,000 บาท) แบรนด์นี้ทำการตลาดหนักมาก ไม่ว่าจะไปไหนก็เห็นโฆษณาของเขา ทั้งในลิฟท์ นิตยสารบนเครื่องบิน แถมชาวเน็ตตาดียังบอกว่าแม้แต่ CCTV ที่กล่าวหาว่าเขาโฆษณาหลอกลวงก็ยังเคยฉายโฆษณาของเขาด้วยและที่เป็นประเด็นก็คือการโฆษณาเกินจริงของเขานี่เอง ทีมงาน 315 Gala ที่แยกย้ายกันไปไปสืบเสาะตามร้านค้าปลีกหลายแห่ง พบว่าพนักงานขายให้ข้อมูลกับลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์นี้สามารถรักษาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ แถมยังบอกว่าส่วนผสมที่ “จดทะเบียนการค้า” เป็นส่วนผสมระหว่างแอลกอฮอลและสารให้ความเย็นชนิดหนึ่ง แต่เมื่อตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐก็พบว่ามีเพียงการ “ยื่นขอ” จดทะเบียน แต่ยังไม่มีการ “รับจดทะเบียน” แต่อย่างใด และสารที่ว่าก็ไม่ใช่อะไรอื่น มันคือใบมินต์หรือสะระแหน่นั่นเอง         บริษัทรีบออกมาบอกกับสังคมว่าได้เก็บสินค้าทั้งหมดออกจากร้านค้าออนไลน์ และได้ตั้งทีมสืบสวนพิเศษเพื่อสืบหาการกระทำที่ผิดกฎหมายของลูกจ้างแล้ว ... แหม่         มาถึง “อุปกรณ์ช่วยโกง” แบบไฮเทคที่แม้จะน่ากลัวแต่กลับหาซื้อกันได้ไม่ยาก         ทีมสำรวจพบว่าเมนบอร์ดสำหรับโทรศัพท์มือถือที่สามารถควบคุมโทรศัพท์เครื่องอื่นได้ถึง 20 เครื่อง ที่มีหมายเลข IP ต่างกัน สามารถหาซื้อได้ในราคาตั้งแต่ 3,000 ถึง 6,000 หยวน (ประมาณ 15,200 ถึง 30,500 บาท) และถ้าเป็นมือสองก็อาจจะลดลงมาเหลือแค่ 100 หยวน (หรือ 500 บาท) เท่านั้น แถมยังพบว่าถ้าใช้เครื่องมือนี้หลายตัวพร้อมกันจะสามารถควบคุมเกม จำนวนโพสต์หรือแม้แต่การโหวตออนไลน์ได้ด้วย  เพราะมันใช้ง่ายเหมือนโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ จึงมีคนนิยมซื้อไปใช้เพื่อดึงดูดลูกค้า สร้างโฆษณาในแพลตฟอร์ม ทำคลิปวิดีโอและยังสามารถเปลี่ยน IP ของวิดีโอ ทำให้เจ้าของแพลตฟอร์มหรือหน่วยงานราชการไม่สามารถตรวจเจอ จึงสามารถส่งลิงก์จำนวนมากได้โดยไม่ถูกระงับการใช้งานด้วย เรียกว่างานหลอกลวงเป็นทางของเขาเลยทีเดียว          คราวนี้เรามาดู “อุปกรณ์” ที่ใช้ไม่ได้ตามที่ควรจะเป็นกันบ้าง         ประเทศจีนมีข่าวพาดหัวเกี่ยวกับเหตุการณ์เพลิงไหม้ค่อนข้างบ่อย ถังดับเพลิงจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ         ทีมงานปลอมตัวเป็นลูกค้าไปหาซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวจากร้านขายส่ง พวกเขาพบว่าหลายร้านจำหน่ายสินค้าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน เช่น จะต้องมีแอมโมเนียมดีไฮโดรเจนฟอสเฟตร้อยละ 75 แต่ผู้ค้าบางรายปรับลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 20 เพื่อจะได้ขายในราคาถูกลง         ตามกฎหมายของจีน อาคารและพื้นที่สาธารณะจะต้องมีถังดับเพลิง แต่เมื่อหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบออกไปตรวจสอบกลับพบว่าใบรับรองความปลอดภัยโดยผู้ผลิตนั้นเป็นของปลอม และถังดับเพลิงที่ติดตั้งนั้นจะมีทั้งแบบที่ผ่านและไม่ผ่านมาตรฐานปะปนกัน ประมาณว่าเอาไว้หลอกผู้ตรวจ ที่พีคสุดคือมีร้านหนึ่งบอกกับทีมงาน (ซึ่งเขาคิดว่าเป็นลูกค้า) ว่า “มันดับไฟไม่ได้หรอก ยิ่งพ่นไฟก็ยิ่งลาม” คนฟังก็ช็อคจนขำไม่ออก         แน่นอนว่าตอนนี้รัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจทุกร้านที่ถูกพาดพิงในวิดีโอดังกล่าวแล้ว         เรื่องสุดท้ายว่าด้วยค่าธรรมเนียมตามหาเนื้อคู่         หนุ่มสาวจีนหลายคนเลือกใช้บริการหาคู่ออนไลน์เพราะทำแต่งานจนไม่มีเวลาออกไปคบหาดูใจกับใคร แต่การสืบเสาะโดยทีมจาก CCTV พบว่าบริษัทเหล่านี้หลอกเอาเงิน (แม้จะเป็นจำนวนไม่มาก) จากผู้ใช้บริการด้วยการสัญญาว่าเขาหรือเธอจะได้เจอรักแท้ พ่อสื่อแม่สื่อมืออาชีพเหล่านี้ (ซึ่งดูไปคล้ายเซลล์ขายสินค้ามากกว่า) ถูกฝึกมาให้สืบหาพื้นหลังทางการเงินของลูกค้าก่อนจะรับเข้าเป็นสมาชิกผู้ใช้บริการ จากนั้นก็จะล้างสมองให้เชื่อว่าเว็บหาคู่ของเขานี่แหละคือทางออกสุดท้าย ว่าแล้วก็จัดหา “เนื้อคู่ทิพย์” ขึ้นมา         หลังถูกเปิดโปง เว็บ jiayuan.com ซึ่งเป็นพื้นที่พบปะกันระหว่างลูกค้ากับพ่อสื่อแม่สื่อได้ยุติการดำเนินการแล้ว ก่อนหน้านี้เว็บดังกล่าวเป็นสปอนเซอร์ให้กับรายการหาคู่ชื่อดัง “ถ้าเธอคือคนที่ใช่” ที่คนดูก็รู้กันอยู่ว่าเตี๊ยมกันมาทั้งนั้น         หลายคนมองว่าการซ่อนกล้อง ปลอมตัว หรือบุกจับ ของรายการนี้เป็นการเล่นใหญ่เพื่อเอาเรตติ้ง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน แต่อีกหลายคนก็สะใจที่เห็นคนทำผิดถูกลงโทษ อย่างน้อยมีสักครั้งในหนึ่งปีที่ผู้บริโภคได้รู้สึกว่า “คืนนี้เป็นคืนของฉัน”

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 277 รวมมิตรปัญหา SMS (1)

        เมื่อราว 15 ปีก่อน ในขณะที่มีการร่างกฎหมาย กสทช. หรือพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ได้มีการปรารภเรื่องปัญหาการได้รับ sms หรือข้อความสั้นที่ส่งมาทางโทรศัพท์มือถือ บทบัญญัติหนึ่งจึงถูกบรรจุไว้ในวรรคท้ายของมาตรา 31 ความว่า         “ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ดำเนินการใด ๆ ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด ให้ กสทช. มีอำนาจสั่งระงับการดำเนินการดังกล่าวได้”         จะเห็นได้ว่า ข้อความสำคัญ นอกเหนือจากคำว่า “การใช้เครือข่าย” แล้ว ยังมี “การโฆษณาอันมีลักษณะการค้ากำไรเกินควร” และ “ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ” ซึ่งสะท้อนและตอกย้ำอย่างเข้าเป้าว่า บทบัญญัตินี้มุ่งให้ กสทช. วางมาตรการแก้ไขปัญหา sms เป็นการเฉพาะ เพียงแต่ก็ไม่ได้จำกัดสำหรับปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดจากการใช้เครือข่าย หรือมีลักษณะเข้าตามข้อความสำคัญที่เหลือด้วย         ตรงกับข้อเท็จจริงในยุคนั้น ที่ปัญหาหลักๆ แล้วยังเป็นเรื่องของ sms รบกวน หรือที่บางคนเรียกว่า “sms ขยะ” ซึ่งสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้บริโภคตรงตามตัว นั่นคือทำให้ถูกรบกวน         ส่วนปัญหา sms ที่มีการเรียกเก็บค่าบริการ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า sms กินเงิน แม้ในขณะนั้นก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ยังมีลักษณะเป็นการให้บริการข้อมูลข่าวสารค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นข่าวด่วนข่าวร้อน คำทำนายดวง ใบ้หวย หรือคลิปเด็ดต่างๆ ฯลฯ รูปแบบจึงเป็นการคิดค่าบริการจากทุกๆ ข้อความสั้นที่มีการส่งเข้ามายังเครื่องมือถือของผู้รับ ในฐานะเป็นราคาของข้อมูลข่าวสารนั้นๆ บวกรวมด้วยค่าส่ง คิดออกมาเป็นราคาเหมาข้อความละเท่าไรก็ว่าไป หรือในยุคแรก บางกรณีก็คิดเป็นรายเดือน หรือรายสัปดาห์ รายวัน         ในยุคแรกนั้น แม้ปัญหากรณี sms กินเงินจะเกิดขึ้นแพร่หลายในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เกิดกว้างขวางจนถึงกับว่า ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือต่างประสบปัญหากันถ้วนหน้า ไม่เลือกยากดีมีจน เหมือนในช่วงเวลาต่อมา         โดยลักษณะปัญหา sms ในยุคแรกที่ผู้บริโภคประสบมักเกี่ยวข้องกับการได้รับข้อความจนรำคาญ ซ้ำร้ายยังถูกเรียกเก็บเงินด้วย การถูกหลอกล่อเข้าสู่บริการด้วยคำว่า “ทดลองใช้ฟรี ... วัน” แต่เมื่อครบเวลาแล้วก็กลายเป็นการเข้าสู่บริการแบบเสียเงินโดยอัตโนมัติ ไม่มีการสอบถามใหม่ กลายเป็นภาระให้ผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายหาทางตอบปฏิเสธ หรือบางกรณีไม่มีช่องทางให้ปฏิเสธด้วยซ้ำ หรือมีช่องทางที่ต้องดำเนินการยุ่งยาก และเมื่อทำแล้วไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ได้ เช่น ไม่มีคนรับสาย แจ้งไปแล้วแต่ยกเลิกไม่สำเร็จ บางกรณีก็เป็นการยัดเยียดบริการโดยผู้บริโภคไม่มีสิทธิเลือกหรือตัดสินใจว่าจะตอบรับหรือไม่         แม้ปัญหา sms รบกวนและ sms คิดเงินจะเป็นเรื่องที่ผู้คนเอือมระอากันอย่างยิ่ง จนถึงกับมีการระบุไว้ในกฎหมายจัดตั้งองค์กร กสทช. ดังกล่าวอย่างไรก็ตาม กระทั่งมีการตรากฎหมายออกมาบังคับใช้แล้ว และ กสทช. ได้รับการจัดตั้งขึ้นแล้ว แต่ไม่เพียงปัญหาเดิมไม่หมดไป ทว่ากลับมีการพัฒนาสู่ปัญหาที่รุนแรงขึ้น ทั้งในส่วนของปัญหาลักษณะเดิม โดยเฉพาะ sms กินเงินที่มาในรูปแบบหลากหลายมากขึ้น ยัดเยียดหนักกว่าเดิม และเน้นให้ปลายทางไม่รู้ตัว         เรื่องการก่อความรำคาญจึงซาลง ในขณะที่เรื่องการสูญเสียค่าบริการเพิ่มแบบไม่รู้ตัวเกิดมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในระบบจ่ายรายเดือนหรือระบบเติมเงิน และส่วนใหญ่มักรู้ตัวเมื่อสูญเงินไปมากระดับหนึ่งแล้ว เช่น เกิดการผิดสังเกตว่า เงินที่เติมเข้าไปในระบบหายวับหรือหมดไปอย่างรวดเร็ว หรือตระหนักได้ว่าค่าบริการรายเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนรายการส่งเสริมการขาย         นอกจากนั้น ในระยะสองสามปีหลังนี้ยังมีปัญหามิติใหม่เพิ่มเติมด้วย คือปัญหา sms หลอกลวง         ทั้งนี้ เห็นได้ชัดว่า พัฒนาการของปัญหา sms มีลักษณะรุนแรงขึ้นและก่อความเสียหายได้หนักหน่วงขึ้นด้วย จากที่เพียงเป็นพวกข้อความโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่สร้างความรบกวนชวนรำคาญ กลายมาเป็นเหตุให้เสียเงินค่าบริการ กระทั่งกลายเป็นตัวเชื่อมต่อให้เกิดการหลอกลวงเอาทรัพย์สินถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวได้ และบางกรณีอาจสร้างความเสียหายอื่นๆ ร่วมด้วย เช่นการหลอกลวงด้านความสัมพันธ์         ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหานั้น ก็พลอยซับซ้อนและยุ่งยากขึ้นไปด้วย จากเดิมที่เคย (น่าจะ) แก้ได้ด้วยมาตรการปิดกั้น หรือการจัดทำระบบข้อมูลผู้ประสงค์หรือไม่ประสงค์จะรับสายหรือ sms โฆษณาหรือเชิญชวนให้ซื้อสินค้าและบริการ ดังที่ในต่างประเทศทำกัน ที่เรียกว่า Do Not Call Register ซึ่งในภายหลังมีการพัฒนามาเป็น Do not Originate List         ทั้งที่มาตรการดังกล่าวยังคงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในประเทศไทย แต่ถึงวันนี้กลับกลายเป็นมาตรการที่ไม่เพียงพอสำหรับกรณีปัญหา sms หลอกลวง ไปเสียแล้ว         ส่วนมาตรการทางกฎหมายตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ บัญญัติไว้ ว่าให้มี หลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด” นั้น หลังจากผ่านช่วงระยะเวลาแรกแห่งการถูกเพิกเฉยละเลยเกือบ 5 ปี ในที่สุดก็มีการตราออกมาเป็นประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทำที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ พ.ศ. 2558         อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจริง ประกาศดังกล่าวก็ถูกนำมาบังคับใช้น้อยมาก ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่จะได้ขยายความในตอนต่อไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 277 3 เรื่องโซลาร์เซลล์บนหลังคา : จากบ้านตัวเองถึงเวียดนามและแอฟริกาใต้

หนึ่ง หลังคาบ้านตนเอง แบบไหนละติดตั้งแล้วคุ้มทุน        สภาองค์กรของผู้บริโภคได้เคยทำข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลให้เร่งดำเนินการสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านตนเองด้วยระบบที่เรียกว่า “หักลบหน่วยไฟฟ้า หรือ Net Metering” ซึ่งเป็นระบบที่ลงทุนที่ประหยัดที่สุด ที่ไม่ต้องติดตั้งมิเตอร์เพิ่ม แต่ใช้มิเตอร์ตัวเดิมแบบจานหมุนที่มีอยู่แล้วเพราะไฟฟ้าสามารถเดินได้ 2 ทางอยู่แล้ว พูดง่ายๆก็คือเป็นการแลกไฟฟ้ากันระหว่างเจ้าของบ้านกับการไฟฟ้า  เมื่อถึงเวลาคิดบัญชีรายเดือน หากไฟฟ้าจากสายส่งไหลเข้าบ้านมากกว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาบ้าน เจ้าของบ้านก็จ่ายเพิ่มเฉพาะในส่วนที่เกิน ระบบนี้มีการใช้กันประมาณ 68 ประเทศทั่วโลก  รัฐบาลไทยเราก็เคยมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการไปแล้วเมื่อ 27 กันยายน 2565 แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ้างว่าไม่สามารถปฏิบัติได้และได้รายงานคณะรัฐมนตรีในเวลาต่อมา         ความจริงเมื่อประมาณ 4-5 ปีมาแล้ว กระทรวงพลังงานเคยออกระเบียบเพื่อรับซื้อไฟฟ้าที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ขายไฟฟ้าให้ผู้บริโภคในราคาประมาณ 4 บาทกว่าๆ นอกจากนี้ยังรับซื้อเป็นเวลาเพียง 7 ปีเท่านั้น (ภายหลังได้ขยายเพิ่มเป็น 10 ปี)  ทั้ง ๆที่อายุการใช้งานของโซลาร์เซลล์อยู่ได้นานถึง 25 ปี ดังนั้น โครงการนี้จึงไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน หรือเรียกว่าล้มเหลวก็ว่า เพราะ รับซื้อในราคาต่ำเกินไป ต่ำกว่าที่รับซื้อจากโซลาร์ฟาร์มเสียอีก และรับซื้อเพียง 10 ปีเท่านั้น         ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป 2 ประการ คือ (1) ค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าขายให้ผู้บริโภคมีราคาแพงขึ้นกว่าเดิม (2) ค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์มีราคาลดลงจากเมื่อ 4-5 ปีก่อน   (3)  เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายอยู่ทุกวันนี้มีอัตราก้าวหน้า ยิ่งใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก อัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยจะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้น หากเราติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อใช้เองจำนวนหนึ่ง จึงถือเป็นการตัดยอดจำนวนไฟฟ้าที่ต้องซื้อลง  อัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยก็จะถูกตามลงมาด้วย ผมจึงขอเสนอแนวคิดที่ปฏิบัติได้จริงมาให้ผู้อ่านพิจารณา         ผมขอยกตัวอย่างจริงนะครับ สมมุติว่า เราใช้ไฟฟ้าจำนวน 800 หน่วยต่อเดือน (บ้านชนชั้นกลางที่อยู่กัน 4-5 คน) ถ้าเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.2 เราจะต้องจ่าย (ในช่วงเมษายน-กรกฎาคม) จำนวน  3,909.53  บาท เฉลี่ย  4.89 บาทต่อหน่วย แต่ถ้าเราใช้เพียง 470 หน่วย จะจ่ายค่าไฟฟ้า 2,207.98 บาท เฉลี่ย 4.70 บาทต่อหน่วย  ต่างกัน 19 สตางค์ต่อหน่วย จำนวนไฟฟ้าที่หายไป 330 หน่วย ทำให้เราจ่ายค่าไฟฟ้าลดลง 1,701.55 บาท (เฉลี่ย 5.16 บาทต่อหน่วย)  ไฟฟ้าส่วนที่หายไปนี้มาจากการคิดว่า เราสามารถผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ขนาด 3 กิโลวัตต์ ซึ่ง 1 กิโลวัตต์จะผลิตได้ปีละ 1,320 หน่วย หรือเดือนละ 110 หน่วย นั่นเอง         คราวนี้เราเห็นแล้วนะครับว่า ยอดหน่วยไฟฟ้าที่อยู่บน(คือหน่วยที่ 471-800) ราคา 5.16 บาทต่อหน่วย ในขณะที่  470 หน่วยแรก มีอัตรา 4.70 บาทต่อหน่วย   การคิดจุดคุ้มทุนสำหรับผู้อยู่บ้านตอนกลางวันเป็นส่วนใหญ่         มี 2 ประเด็นที่ต้องพิจารณา (1) เรามีการใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวันมากแค่ไหน เพราะไฟฟ้าที่ผลิตได้อยู่ในช่วงที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงถึง  ถ้าใช้ไฟฟ้าในช่วงนี้น้อยก็ไม่เกิดประโยชน์  (2) จะคุ้มทุนในเวลากี่ปี โดยสมมุติว่าอัตราค่าไฟฟ้าที่เราสามารถผลิตได้เท่ากับ 5.16 บาทต่อหน่วย         เท่าที่ผมทราบต้นทุนในการติดตั้งขนาด 3 กิโลวัตต์ในปัจจุบันประมาณ 95,000 บาท ด้วยอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานที่ทางการไฟฟ้ารับรอง แผงโซลาร์มีอายุการใช้งาน 25 ปี แต่อุปกรณ์บางชิ้นมีอายุการใช้งานประมาณ 12 ปี อาจจะต้องเปลี่ยนหรือลงทุนใหม่เฉพาะอุปกรณ์ชิ้นนั้น (คือ อินเวิร์ทเตอร์ราคาประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท) แต่เอาเถอะ ผมขอสมมุติว่าค่าลงทุนตลอดโครงการ 25 ปี ด้วยเงิน 95,000 บาท         ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ขนาด 1 กิโลวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1,320 หน่วย ดังนั้น ในเวลา 4.7 ปี โซลาร์เซลล์ขนาด 3 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าคิดเป็นมูลค่า 3X1,320X5.16X4.7 เท่ากับ 96,038 บาท  หรือคุ้มทุนภายใน 56 เดือน แต่ขอย้ำนะครับว่า โครงการนี้เหมาะสำหรับคนที่อยู่บ้านตอนกลางวันและพยายามใช้ไฟฟ้าที่ตนผลิตได้ให้หมด เช่น เปิดแอร์ ซักผ้า รีดผ้า ฯลฯ        คราวนี้มาคิดกรณีที่บางท่านอาจจะไม่มีเงินลงทุน ก็มีทางออกครับ มีธนาคารอย่างน้อย 2 แห่ง ปล่อยเงินกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ย 4.9% ต่อปี สมมุติว่าเรามีเงินดาวน์ 1.5 หมื่นบาท และผ่อนส่วนที่ต้องกู้ 80,000 บาทนาน 60 เดือน สิ้นเดือนแรกซึ่งเป็นเดือนที่ผ่อนมากที่สุดเท่ากับ 1,660 บาท(ในจำนวนนี้เป็นเงินต้น 1,333.33 บาท) เงินค่าไฟฟ้าที่เราลดลงมาได้เดือนละ 1,701.55 บาทก็เพียงพอกับค่าผ่อนครับ เมื่อครบ 60 เดือนเราก็ผ่อนหมด ที่เหลืออีก 20 ปีถือว่าเราได้ชุดโซลาร์เซลล์มาฟรีๆ น่าสนใจไหมครับ สอง รัฐบาลเวียดนามวางแผนส่งเสริมโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านและสำนักงาน 50% ภายใน 2030         จากเรื่องที่หนึ่ง เราจะเห็นว่ารัฐบาลไทยได้พยายามกีดกันการผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์โดยผู้บริโภค แต่รัฐบาลเวียดนาม โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP8 (ประกาศใช้เมื่อพฤษภาคม 2023 และใช้งานในช่วง 2021-2030)  ได้กำหนดว่า “อย่างน้อย 50% ของบ้านพักอาศัยและอาคารสำนักงานต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อใช้เองภายในปี 2030” รวม 2,600 เมกะวัตต์ โดยใช้สายส่งที่มีอยู่แล้วซึ่งไม่จำเป็นต้องปรับปรุงใหม่แต่อย่างใด(หน้า 5)         เล่ามาแค่นี้ ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเวียดนาม หมายเหตุ ถึง บก. กรุณาอย่าเลื่อนภาพไปที่อื่น เพราะผู้อ่านจะไม่เข้าใจกับเนื้อหาที่เขียนครับ         เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2024 คุณ Geordin Hill-Lewis นายกเทศมนตรีเมือง Cape Town (มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน) ได้ประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านและอาคารพาณิชย์ทั้งหมดอย่างไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าดับเนื่องจากมีการใช้ไฟฟ้ากันมากเกินในบางช่วงเวลา (Loadshedding) ก่อนหน้านี้ (ในช่วง 15 เดือนของปี 2022-2023) ชาวเมือง Cape Town ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพิ่มขึ้นถึง 349% (จาก 983 เมกะวัตต์เป็น 4,412 เมกะวัตต์-ข่าว Bloomberg)         นายกเทศมนตรียังกล่าวเสริมอีกว่า “Cape Town จะเป็นเมืองแรกที่ได้ปรับยุทธศาสตร์พลังงานอย่างเป็นทางการเพื่อยุติเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ และการกระทำที่สำคัญที่สุดคือการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการจ้างงาน...ในระยะสั้นภายใน 2026 เราได้วางแผนป้องกันไฟฟ้าดับไว้ 4 ระยะคือ (1) เราได้เปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์ที่วางใจไม่ได้ (2) จากการใช้พลังงานฟอสซิลที่มีราคาแพงไปสู่การกระจายแหล่งอุปทาน (supply) ที่เชื่อถือได้ (3) ทำให้ราคาไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ และ (4) นำไปสู่แหล่งพลังงานที่ทำให้เป็นกลางทางคาร์บอน”         ผมได้นำเสนอใน 3 เรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับโซลาร์เซลล์บนหลังคา คือ (1) การกีดกันโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของรัฐบาลไทย ด้วยเหตุผลต่างๆนานา และทางออกของผู้บริโภครายบุคคล (2) การส่งเสริมที่เป็นแผนพลังงานชาติของรัฐบาลเวียดนาม และ (3) การส่งเสริมของรัฐบาลแอฟริกาใต้และนายกเทศมนตรีเมือง Cape Town ครบถ้วนแล้วครับเพื่อเป็นการตอกย้ำในข้อมูลดังกล่าว ผมจึงขอตบท้ายด้วยข้อมูลเชิงสถิติ ถึงจำนวนไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ต่อหัวประชากรของบางประเทศ ในปี 2014 กับ 2022  ดังภาพข้างล่างนี้         ท่านผู้อ่านรู้สึกอย่างไรกับข้อมูลนี้ครับ เมื่อปี 2014 เราเคยผลิตได้มากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก แต่อีก 8 ปีต่อมา เรากลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึงกว่า 2 เท่าตัว  นอกจากนี้ ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ของไทย กว่าร้อยละ 98 ผลิตมาจากโซลาร์ฟาร์มซึ่งเป็นกลุ่มทุนพลังงาน แทนที่จะสนับสนุนผู้บริโภครายปัจเจกด้วยโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของตนเองสาม ตัวอย่างจากเมือง Cape Town ประเทศแอฟริกาใต้ 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 277 เอาใจสายเทรด (2) ทำความรู้จักกราฟแท่งเทียน

        วันนี้ยังคงเอาใจสายเทรดกันต่อ ด้วยการทำความรู้จักแบบคร่าวๆ กับกราฟชนิดหนึ่ง ต่อให้เป็นคนที่ไม่สนใจการลงทุนหรือการเทรดก็มีโอกาสผ่านหูผ่านตากันมาบ้างตามหน้าสื่อธุรกิจ-เศรษฐกิจ เจ้ากราฟประเภทนี้แทบจะเป็นกติกาท่าบังคับที่สายเทรดต้องเรียนรู้ ไม่งั้นจะไปต่อยาก         กราฟนี้มีชื่อว่า Candlestick Chart หรือกราฟแท่งเทียน         มันก็คือกราฟที่เป็นแท่งๆ มีสีเขียวกับสีแดง ยาวบ้าง สั้นบ้าง ที่เรียงต่อๆ บางช่วงก็ไต่ขึ้น บางช่วงก็ทรงๆ ออกด้านข้าง บ้างช่วงก็ไต่ลง และด้านบนกับด้านล่างก็มักจะมีเส้นตรงขีดขึ้นหรือลงต่อจากตัวแท่งเทียนเลยถูกเรียกว่า ไส้เทียน นี่แหละที่เรียกว่ากราฟแท่งเทียนและสายเทรดทุกคนต้องทำความรู้จักและตีความนัยที่เจ้าแท่งสีเหล่านี้กำลังบอกแนวโน้มของราคาหุ้นในอนาคต         เจ้าแท่งเทียนนี่บอกอะไร? มันบอก 4 อย่างคือราคาซื้อขายแรกในช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่ใช้วาดแท่งเทียน, ราคาสุดท้ายที่มีการซื้อขายในช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่นำมาวาดแท่งเทียน, ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด         ตัวแท่งเทียนเป็นตัวบอกราคาเปิดและราคาปิดของหุ้นตัวหนึ่งๆ ในวันนั้นๆ ส่วนไส้เทียนคอยบอกว่าในวันนั้นๆ ราคาหุ้นที่นำมาวาดกราฟซื้อ-ขายกันที่ราคาสูงสุดและต่ำสุดเท่าไหร่ ถ้าราคาสุดท้ายของหุ้นในวันนั้นปิดสูงกว่าราคาเปิด แท่งเทียนก็จะเป็นสีเขียว (บางที่ใช้แท่งโปร่งๆ แทนสีเขียว) แต่ถ้าราคาสุดท้ายปิดต่ำกว่าราคาเปิด แท่งเทียนก็จะเป็นสีแดง         ทีนี้ก็จะมีคนถามว่า แล้วถ้าราคาปิดกับราคาเปิดเท่ากันล่ะ? กราฟแท่งเทียนของวันนั้นก็จะไม่มีตัวแท่งเทียน มีแค่ขีดแนวนอนพาดทับไส้เทียน รูปจะออกมาคล้ายกากบาท ซึ่งเส้นแนวนอนที่ว่าจะอยู่กลาง ค่อนไปทางด้านบน หรือค่อนไปทางด้านล่างก็ขึ้นกับการซื้อ-ขายหุ้นในวันนั้น         หรือพูดให้ง่ายๆ เข้า กราฟแท่งเทียนก็คือตัวบอกปริมาณความต้องการซื้อและขายหุ้นตัวหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งยังบอกสภาพทางจิตวิทยาหรืออารมณ์ของตลาดต่อหุ้นตัวนั้น ซึ่งช่วยให้เห็นลักษณะการซื้อ-ขาย รวมถึงแนวโน้มในอนาคต เช่น แรงซื้อจำนวนมากทำให้ราคาหุ้นปิดสุดท้ายสูงกว่าราคาเปิด หรือถ้าราคาปิดของวันกับราคาต่ำสุดของวันก็แปลว่ายังมีแรงขายต่อเนื่อง แต่ตลาดหุ้นดันปิดทำการซะก่อน มันก็จะพอตีความได้ว่าวันรุ่งขึ้นอาจมีแรงขายทำให้หุ้นตัวนี้ราคาตกลงไปอีก เป็นต้น         พอเอากราฟแท่งเทียนของหุ้นสักตัวมาสร้างกราฟในช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นเช่นสักหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน หรือสามเดือน นักเทรดก็จะพอเห็นแนวโน้มในอนาคตแล้ววางแผนเทรดหุ้นเพื่อทำกำไร ...ก็ต้องลองไปหาหนังสืออ่านต่อกันเอง         แต่โปรดจำไว้ข้อหนึ่ง ไม่มีใครเดาใจตลาดได้ วันนี้เป็นแบบนี้ พรุ่งนี้กลับกลายเป็นหนังคนละม้วน ดังนั้น จงวางแผนเทรดให้ดี รู้ว่าจะเขาเมื่อไหร่และรู้ว่าเมื่อไหร่ถึงเวลาต้องออก

อ่านเพิ่มเติม >